Mayuki

[JLS04] Pinocchio Curse สาปร้ายให้กลายเป็นรัก

ฉันคล้ายพิน็อคคิโอ อ้อใช่ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต่าง ถ้าพิน็อคคิโอโดนนางฟ้าเสก ฉันก็คงโดนแม่มดสาป

0%
VOTE

ตอนที่ 1/7 :: chapter 1 : I know, I’m a liar.

ตอนถัดไป

 

 

 

 

 

 

 

ฉันคล้ายพิน็อคคิโอ

อ้อใช่ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต่าง

ถ้าพิน็อคคิโอโดนนางฟ้าเสก

ฉันก็คงโดนแม่มดสาป

 

 

 

 

 

 

 

Intro

Once upon a time

           

 

 

บางทีนี่อาจเป็นความฝัน

           

แต่โอเค ถ้ายอมรับตามความจริง ฉันคิดว่ามันไม่ใช่

           

นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีสักเท่าไร ฉันกำลังอยู่ก้ำกึ่งระหว่างมีสติกับล่องลอย ฉันรู้สึกตัวเบาเหมือนนอนอยู่บนก้อนเมฆนิ่มๆ และมันยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้อีกต่างหาก แต่ฉันก็มีสติ แหงสิ มากพอที่จะรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน อย่างน้อยก้อนเมฆกับดอกไม้ก็ไม่ใช่สิ่งที่สัมพันธ์กัน แต่ตาที่หนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้นมันทำให้ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนก้อนเมฆหรืออะไรกันแน่

           

ทุกอย่างมันเกิดจากการที่ฉันปาหนังสือนิทานนั่น

           

“เธอเป็นผู้หญิงที่ช่างโกหก”

           

เสียงหวานของผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จักดังขึ้น ฟังแล้วอยู่ไม่ไกลจากฉัน แต่เมื่อพยายามจะลืมตาขึ้นดูก็พบว่ามันช่างเป็นเรื่องที่ไร้ความหมาย เหมือนมีค้อนมาทับจนฉันลืมไม่ขึ้น

           

“และครั้งนี้เธอทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

           

และอีกสิ่งที่ฉันทำไม่ได้คือการอ้าปากพูด ในใจฉันร้องคัดค้าน อยากจะโต้กลับว่าถ้าหมายถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ และไม่ว่าใครก็โกหกทั้งนั้น อย่างที่บอก ฉันคงคิดว่านี่เป็นความฝัน ถ้าไม่ติดว่าฉันยังมีสติรับรู้อยู่สถานการณ์บ้าบอนี่ไม่เหมาะกับคำว่า ว้าว ว้าว ว้าว เลยสักนิด เสียงหวานนั้นเงียบหายไปสักพัก และเมื่อครั้งนี้ฉันลองขยับเปลือกตาขึ้นดู มันตอบสนอง แม้จะเพียงน้อยนิด ฉันมองเห็นยอดของก้านดอกไม้รางๆ อ้อ ไม่ใช่ก้อนเมฆ ฉันกำลังนอนอยู่ในทุ่งดอกไม้ โอเค ทุ่งดอกไม้กับกลิ่นดอกไม้เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน

           

“สาวน้อย สิ่งที่เธอกลัวคือการถูกทิ้ง” ฉันพยายามลืมตามองหาเจ้าของเสียง แต่ไม่สำเร็จ มันเลือนรางเกินไป “และต่อจากนี้ ถ้าโกหกอีกครั้ง เธอก็จะถูกทิ้ง”

           

เดี๋ยวนะ

           

“นี่เป็นคำสาป วิธีแก้คำสาปมีเพียงหนึ่งเดียว แค่หารักแท้ของเธอให้เจอ”

           

ขอหัวเราะทีเถอะ นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน!  

           

 

 

 

 

 

 

1

I know, I’m a liar.

 

 

 

ฉันไม่ได้ชอบนิวยอร์ก แต่ฉันจำเป็นต้องอยู่กับมันให้ได้ การที่พ่อกลายเป็นผู้กำกับชื่อดังทำให้งานเยอะขึ้น สุดท้ายเราจึงย้ายจากแนชวิลล์มาที่นี่ตอนฉันอายุได้สิบสอง สำหรับฉันแนชวิลล์เป็นความสุขที่เหมือนโกโก้ร้อนในคืนคริสต์มาส มันเต็มไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัว แต่นิวยอร์กแตกต่าง มันไม่ใช่ความทุกข์ซะทีเดียว ถ้าตัดเรื่องครอบครัวที่เริ่มแตกแยก โรงเรียนที่ออกจะน่าเบื่อสำหรับฉัน แหล่งช็อปปิ้งของที่นี่เป็นอย่างเดียวที่ฉันกล้าพูดว่ามันเป็นความสุข

           

อ้อใช่ ความสุขอีกอย่างคือ นี่เป็นปีสุดท้ายสำหรับชีวิตไฮสคูลแล้ว ฉันแทบรอการก้าวเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัยไม่ไหวเชียวล่ะ

           

“คุณเพรทิเซีย ต้องการให้ผมจอดส่งหน้าโรงเรียน หรือว่า...”

           

“ไม่ ปกติคนขับรถเก่าจะส่งฉันข้างในเลยนะ คุณควรรู้ข้อนั้น เซจ” คำถามของเซจทำให้ฉันหงุดหงิด เขาเป็นคนขับรถคนใหม่ที่พ่อหามาแทนคนเก่า แต่ตลอดปิดเทอมเขาถามฉันหลายคำถาม มันทำให้ฉันไม่ชอบเซจสักเท่าไร

           

“โอ้ ผมจะจำเป็นอย่างดี”

           

“ตามนั้น รู้มั้ย การเริ่มต้นใหม่มันเริ่มที่เปิดเทอมวันแรก คุณควรหยุดพูดเพื่อยินดีกับวันแรกของฉัน” ฉันเห็นเซจยักไหล่เป็นเชิงตกลง ซึ่งฉันพอใจกับท่าทางนั้น เมื่อรถเริ่มเลี้ยวเข้าสู่โรงเรียน ฉันก็พิงแขนกับกระจกแล้วท้าวคางมองไปนอกหน้าต่าง นักเรียนหลายคนในเครื่องแบบเดียวกับฉันดูมีชีวิตชีวา มันทำให้ฉันอดภาวนาไม่ได้ว่าขอให้ปีสุดท้ายมันไม่น่าเบื่อ

           

ระหว่างที่รถเลี้ยวเข้าโรงเรียน ตรงริมทางเดินหน้าสวนนั่งเล่นฉันเห็นรถพอร์ชสีขาวเปิดประทุนจอดอยู่ โอเค มันไม่ใช่ประเด็นเรื่องรถ เพราะเด็กไฮสคูลโรงเรียนนี้มีทุกอย่างที่ระดับคนธรรมดาต้องร้องอิจฉา แต่ที่น่าสนใจคือบนเบาะหรือแม้แต่หน้ากระโปรงรถมันถูกจับจองด้วยกลุ่มของคิงประจำโรงเรียน เคลวิน เอเวิร์น เป็นคิงที่มีนิสัยเหมือนนักเรียนทั่วไป แต่เสน่ห์และหน้าตาของเขาฉันยอมรับว่ามันนำคนอื่นทีเดียว เราควรรู้จักกันมากกว่านี้เพราะฉันก็เป็นควีนของโรงเรียนเหมือนกัน ใช่ ฉันเป็นควีนจากการโหวตนั่นแหละ แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังไม่เคยคุยกันจริงจังเลยด้วยซ้ำ

           

รถของฉันขับผ่านภาพของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนในโรงเรียนมา ก่อนที่รถจะหยุดอยู่ริมถนนในโรงเรียนพร้อมเสียงของเซจที่ร้องบอก “ถึงแล้วครับคุณเพรทิเซีย” และพอฉันคว้ากระเป๋าเตรียมลงจากรถ เขาก็พูดต่ออีก “ขอให้โชคดีกับเปิดเทอมวันแรกนะครับ”

           

“อ่าฮะ แล้วไว้จะโทรเรียกให้มารับ”

           

ฉันลงมาแล้วปิดประตูรถ ก่อนจะถอนหายใจเพื่อบอกตัวเองให้เตรียมพร้อมกับกลุ่มเพื่อนที่กำลังจะเจอกัน นี่ไม่ใช่สงครามรบ แต่ฉันจะถือว่ามันเป็นอย่างนั้น

           

ฉันเดินตัดสนามหญ้าเพื่อไปที่ประจำก่อนคลาสเรียนแรกจะเริ่ม มีหลายคนมองมาที่ฉัน และบางคนก็ส่งเสียงทัก “สวัสดี ควีน” นี่เป็นประโยคที่ฉันได้ยินบ่อยที่สุด และการยักไหล่ก็เป็นคำทักกลับของฉัน มีหลายคนเคยพูดว่านอกจากใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ถูกโหวตให้เป็นควีน ท่าทางติดจะเย่อหยิ่งก็มีส่วน นั่นไม่ใช่ข้อเสียซะทีเดียว อย่างน้อยตำแหน่งควีนก็ทำให้ฉันไม่ไร้ตัวตนในโรงเรียนนี้

           

เมื่อเดินเข้าไปใกล้หน้าอาคารเรียน ฉันก็เห็นสองพี่น้องตระกูลดีเวอเจียร์นั่งอยู่ที่ขอบหินของราวบันได นั่นเป็นที่ประจำตั้งแต่เกรดสิบของกลุ่มพวกฉัน

           

“อรุณสวัสดิ์เพรท” พอฉันเดินเข้าไปหา เซเรียก็ทักขึ้น เธอเป็นญาติผู้พี่ของเจนนี่ ทั้งสองอายุเท่ากัน นั่นเป็นเหตุผลที่อยู่ในเกรดเดียวกัน “ว้าว ผมบลอนด์ โดดเด่นมาก”

           

“มันเหมาะกับเธอมาก” เจนนี่ที่เมื่อกี้ก้มหน้าสนใจมือถือเงยหน้ามาบอก

           

ฉันยิ้มแล้วจับผมตัวเอง “เปิดเทอมใหม่ควรมีอะไรแปลกใหม่” อันที่จริงแล้วฉันทำสีบลอนด์แพลตตินั่ม และมันเยี่ยมทีเดียวที่ทั้งเซเรียและเจนนี่เห็นว่ามันโดดเด่น ฉันยืนพิงขอบหินราวบันไดและเห็นเซเรียหยิบมัฟฟินออกมาจากถุงกระดาษ “นั่นมัฟฟินอะไรน่ะ”

           

“กล้วยหอม โรงอาหารเพิ่งทำมาวางขาย” เธอกัดมันเข้าคำหนึ่ง และฉันคิดว่ามันน่ากินมาก แต่การเดินไปโรงอาหารค่อนข้างเสียเวลาทีเดียว “จริงสิ ปิดเทอมนี้เธอได้ไปดูคอนเสิร์ตของแพทริกหรือเปล่าน่ะ”

           

ดวงตาของเซเรียเป็นประกาย ฉันรู้ดีว่าเธอไม่ได้ต้องการคำตอบ แต่เธอต้องการต่อประโยคจากการเกริ่นต่างหาก และมันเป็นความอึดอัดที่น่าเบื่อสำหรับฉัน

 

“ปิดเทอมฉันไปยุโรปกับแม่น่ะ ไม่ได้ตามข่าวอะไรเลย” ความจริงคือแม่ไปคนเดียว ส่วนฉันอยู่บ้าน แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดถึงแพทริก ครูซ นักร้องหนุ่มเพลงป๊อบที่สองพี่น้องดีเวอเจียร์ค่อนข้างหลงใหล ฉันคิดว่าจำเป็นต้องโกหก

           

และแน่นอนว่ามันไม่ได้ผล

           

“งั้นเหรอ แต่เจนนี่กำลังเช็คข่าวของเขาอยู่” โอ้ กิจกรรมหน้าจอมือถือเป็นเรื่องเกี่ยวกับแพทริกนี่เอง “ว่ายังไงบ้างเจนนี่”

           

“โรงแรมพาร์คเลน สองทุ่มคืนนี้”

           

“จริงสิ มีใครเห็นรีเบคก้าบ้าง” ฉันถามถึงเพื่อนอีกคน

           

“เรายังไม่เจอหล่อนเลย นี่เพรท คืนนี้มีมินิคอนเสิร์ตของแพทริก” เจนนี่เก็บมือถือแล้วยิ้มให้ฉัน ถ้าลางสังหรณ์เปรียบเสมือนกรมอุตุฯ มันกำลังพยากรณ์ว่าพายุกำลังจะเข้า “แต่ทะเลดูไบตลอดช่วงปิดเทอมทำให้ฉันกับเจนนี่พลาดการจองบัตรที่มีจำนวนจำกัด”

           

ฉันกลอกตาแล้วแสดงความเห็น “มันเป็นเรื่องน่าเศร้า”

           

“แน่นอนว่าใช่ และเธอรู้จักกับเขาแล้วนี่ ฉันเชื่อเพราะพ่อเธอก็กำกับหนังที่เขาเล่น”

 

ฉันพยักหน้าและหันไปหยิบมัฟฟินกล้วยหอมมาโดยไม่ขอเซเรีย และดูเหมือนเธอจะไม่ว่าอะไร การหาประโยชน์จากฉันดูเป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่า ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากร้องให้เธอหยุดพูด เป็นความจริงที่ว่าพ่อกำกับหนังที่แพทริกเล่น แต่เรื่องที่ฉันเคยเจอกับแพทริกนั่นไม่ใช่ ตอนเข้ามาเรียนข้อเสียของฉันคือไม่รู้จักการเข้าหาเพื่อน แต่กลุ่มของเซเรียเริ่มเข้าหาฉันก่อนด้วยหัวข้อที่พ่อฉันเป็นผู้กำกับชื่อดัง มันช่างงี่เง่าที่ฉันเคยโกหกออกไปว่ารู้จักแพทริกเพื่อการมีเพื่อน

 

“เธอ...” เสียงของเซเรียดูชั่งใจ “เธอหามันมาให้พวกเราได้ใช่ไหม”

 

ฉันจ้องเขม็งที่มัฟฟินซึ่งถูกกัดไปสองคำ เอาล่ะ เปิดเทอมเป็นการเริ่มต้นใหม่ ฉันบอกเซจไปแบบนั้น และมันไม่ควรจบลงด้วยการโกหกเหมือนที่ผ่านๆมา ฉันควรพูดดีมั้ยว่าฉันแทบไม่ได้เจอหน้าพ่อในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

“ไงสาวๆ” เสียงนั่นเจาะจงมาให้พวกเราสามคน ฉันไม่แปลกใจที่เห็นรีเบคก้า สแปน เพื่อนอีกคนที่มีหุ่นเพรียวสูง แต่ที่น่าแปลกใจคือดวงตาที่เธอมองฉัน ถ้าเป็นปกติ มันควรชื่นชมและประจบประแจงกว่านี้ “ฉันเห็นยัยพีจซื้อมัฟฟินกล้วยหอมมาจากโรงอาหาร พวกเธอลองหรือยัง”

 

“มันเยี่ยมมากจนฉันอยากได้อีกสักชิ้น เธอสนใจไปซื้อเป็นเพื่อนฉันไหม”

 

“โอ้ ไม่ดีกว่าเพรท” ฉันมองรีเบคก้าอย่างงุนงง เธอปฏิเสธฉัน? “ฉันมีนัดกับไลเดียน่ะ แล้วค่อยเจอกัน อ้อ ผมสีใหม่ของเธอสวยดีนะ”

 

ชื่อของไลเดีย เมดิสัน ทำให้ฉันขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนั้นมีหน้าตาที่ธรรมดา แต่การเป็นแฟนกับไมค์ คลาร์ก เจ้าชายของโรงเรียนทำให้เธอเป็นเหมือนเจ้าหญิง ถึงในความเป็นจริงมันจะไม่ใช่ตำแหน่งของเธอก็ตาม

 

“นี่มันน่าสับสนนะ” ท่าทางต่อต้านของรีเบคก้าทำให้ฉันหงุดหงิด

           

“ถึงจะจองบัตรตอนอยู่ทะเลดูไบไม่ทัน แต่ก็ใช่ว่าฉันไม่รู้ข่าวรีเบคก้า” ถึงฉันจะไม่ชอบรอยยิ้มของเซเรีย แต่ต้องยอมรับว่าเธอเป็นสายข่าวที่ดี “ไลเดียเป็นแฟนเจ้าชาย และเจ้าชายก็อยู่ในกลุ่มของคิงด้วย การเป็นเพื่อนกับกลุ่มอภิสิทธิ์ชนเป็นสิ่งที่ใครๆก็ชอบ โดยเฉพาะรีเบคก้า”  

           

“สองคนนั้นไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไร”

           

“พวกเขาเข้าค่ายภาษาสเปนตอนปิดเทอมด้วยกันน่ะ” เจนนี่ตอบ ฉันเลยถอนหายใจอย่างเซ็งๆ นี่เป็นเปิดเทอมที่เยี่ยมยอด  

           

“เราน่าจะคุยเรื่องบัตรกันต่อ อันที่จริงแล้วรีเบคก้าก็สนใจมินิคอนเสิร์ต”

           

“เอาล่ะ เซเรีย ฉันคิดว่า...” ก่อนฉันจะพูดจบ เสียงออดเริ่มคลาสแรกก็ดังขึ้นทั่วโรงเรียน มันทำให้ฉันโล่งอกและกังวลในเวลาเดียวกัน “รู้มั้ย เราน่าจะตกลงเรื่องนี้กันต่อตอนเย็น”

           

อย่างน้อยแพลนตอนเย็นน่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ฉันเดินขึ้นมาถึงบันไดขั้นบนสุดแล้วยิ้มให้สองพี่น้องตระกูลดีเวอเจียร์

           

“ช็อปปิ้งคอลเล็คชั่นใหม่ของแชแนล ฉันรู้ว่าพวกเธอต้องสนใจมัน”

 

           

 

 

 

 

 

ฉันเดินออกจากคลาสวิชาภาษาฝรั่งเศส อาจารย์ปิแอร์ไม่ได้สอนแย่หรอก แต่ฉันแค่เบื่อหน่ายวิชานี้ ตอนลงเรียนฉันมีความคิดว่าอยากไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ฝรั่งเศส มันเป็นความคิดชั่ววูบ ใช่ แค่ชั่ววูบที่ไม่ส่งผมถึงปัจจุบันน่ะ

           

ระหว่างเดินไปตามระเบียงเพื่อไปโรงอาหาร มีนักเรียนบางคนทักฉัน มันเป็นเรื่องที่ฉันเคยชิน แต่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแน่ที่จะเจอกับเวียโก้ สมิธ เขาเป็นลูกครึ่งเม็กซิกัน เรื่องสีผิวหมดปัญหาเมื่อเขาเป็นเพื่อนในกลุ่มของคิง และตอนนี้เขากำลังเลื่อนสเก็ตบอร์ดผ่านฉันพร้อมคำทัก

           

“ไงควีน ต้อนรับเปิดเทอมวันแรกด้วยสีผมที่เข้ากับใบหน้าดีนะ”

           

ฉันยักไหล่ “มีหลายคนทักฉันเรื่องนั้นเหมือนกัน”

           

“เธอมันสวยเฉี่ยวอยู่แล้ว” เวียโก้ยิ้มกว้าง สายตาเจ้าชู้ของเขาทำให้ฉันแค่นหัวเราะ ฉันรู้ว่าเขาแค่ล้อเล่น เพราะนิสัยที่โดดเด่นของเขาจริงๆมันคือความแสบซ่า ไม่ว่าใครก็พูดถึงเขาอย่างนั้น “ถึงแล้ว เชิญควีนเสด็จเลยพ่ะย่ะค่ะ” พอมาถึงประตูโรงอาหาร เขาก็โค้งตัวให้ฉันเดินนำเข้าไปก่อน ก่อนที่เจ้าตัวจะเลื่อนสเก็ตบอร์ดตามเข้ามา

           

พลั่ก

           

“นายนอนกับเธอเนี่ยนะ! มันบ้ามาก!

           

“ว้าว ฉันคิดว่าคงต้องขอตัวนะควีน” เวียโก้บอกเสียงเครียดแล้วลงจากสเก็ตบอร์ดเดินไปที่โต๊ะประจำ

           

อ่าฮะ โต๊ะประจำริมกระจกที่มองเห็นสวนสีเขียว ทุกคนรู้ว่ามันเป็นที่ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนในโรงเรียน และตอนนี้โต๊ะนั่นกำลังเปลี่ยนเป็นลานสงครามแล้ว ฉันหยุดยืนมองอย่างสนใจเหมือนคนอื่นๆ การที่เจ้าชายโดนคิงต่อยไม่ใช่เรื่องที่หาดูได้ง่ายหรอกนะ และสาเหตุคงเป็นผู้หญิงหน้าตาธรรมดานั่น ยิ่งรีเบคก้าที่ยืนอยู่ข้างกันมันยิ่งทำให้ฉันอยากหัวเราะ

           

“ใช่ และนายก็รู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจ” เคลวินเถียงกลับเสียงเครียด เอาล่ะ ตอนนี้หลายคนกำลังมองมาที่ฉันเหมือนบอกให้เข้าไปหยุด แน่นอนว่าคิงกับควีนเป็นของคู่กัน แต่ฉันกับเคลวินไม่ใช่แน่ “ฉันเมา ไลเดียเมา ทุกคนเมา ปาร์ตี้นั่นนายก็อยู่ด้วย”

           

“แต่มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิวะ!” ไมค์ดูอารมณ์ฉุนเฉียว เขาทำท่าจะเข้าไปต่อยเคลวินอีกครั้ง แต่เพื่อนคนอื่นก็รั้งไว้

           

“โอ้พระเจ้า หยุดเถอะ ฉันขอร้อง” แม่สาวน้อยไลเดียคร่ำครวญ ฉันมองเห็นรีเบคก้ายืนปลอบหล่อนอยู่ มันทำให้ฉันต้องกลอกตามองเพดานของโรงอาหารที่ตรงกลางเป็นกระจกใส นี่มันน่าหงุดหงิดสิ้นดี

           

“นี่มันเรื่องที่พลาดไม่ได้เชียวล่ะ” เซเรียมายืนข้างฉันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เธอดึงแขนเจนนี่ให้มาด้วย “เฮ้เพรท ฉันคิดว่าเราได้เจอกันก่อนตอนเย็นซะอีก...นั่นเธอจะไปไหน”

           

“แล้วแกต้องการให้เป็นแบบไหน! มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว!

           

“ฉันรู้! ฉันรู้! แต่มันไม่ลบเหตุผลที่นายนอนกับแฟนเพื่อนไปแล้วหรอกนะ!

           

“เฮ้เพื่อน ฟังนะ มันแก้ไขอะไรไม่ได้ และเราไม่ควรมาทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้”

           

ฉันหยิบแก้วน้ำมาราดลงที่หน้าของไมค์ คลาร์ก เขายืนอึ้ง ทุกคนเป็นแบบนั้น ดูเหมือนกลุ่มอภิสิทธิ์ชนจะไม่ได้สังเกตว่าฉันเดินเข้ามาหา 

           

“เคลวินพูดถูก มันแก้ไขอะไรไม่ได้ พวกนายควรหยุดทะเลาะกันก่อนที่อาจารย์จะมา และอ้อ...” ฉันหันไปหาผู้หญิงสองคนที่ยืนข้างๆ นี่เป็นจุดประสงค์ที่แท้จริง การห้ามพวกเขาเป็นแค่เรื่องรองที่ฉันช่วยเหลือและหวังว่าน้ำเย็นๆจะทำให้มันได้ผล “รีเบคก้า ฉันคิดว่าเซเรียกับเจนนี่โดดเรียนมาเพราะอยากกินข้าวกับเธอนะ เธอเหมาะกับกลุ่มสาวตัวท็อปมากกว่ากลุ่มผู้ชายที่กำลังมีเรื่องกันอยู่ตอนนี้”

           

ไม่จำเป็นต้องรอให้รีเบคก้าตอบรับ ฉันคว้าข้อมือเธอแล้วลากออกไปหาเซเรียกับเจนนี่ที่ยืนรออยู่ เรื่องบัตรมินิคอนเสิร์ตเป็นแค่เรื่องรองทันทีเมื่อเทียบกับการเสียเพื่อนให้ผู้หญิงธรรมดาอย่างนั้น ความคิดนั้นมันทำให้ฉันหงุดหงิดจริงๆนั่นแหละ เมื่อลากมายืนใต้เพดานกระจกใส ฉันก็ปล่อยข้อมือรีเบคก้า เธอยังดูขัดขืนอยู่เล็กน้อย ฉันถอนหายใจแล้วมองไปรอบๆที่เริ่มสงบลง เสียงซุบซิบดังขึ้น ในขณะที่ไมค์เดินออกจากตรงนั้นอย่างอารมณ์เสีย ไลเดียตามเขาไป และเคลวินก็โดนเวียโก้ลากให้กลับไปนั่งที่เดิม เคลวินหันมาสบตากับฉันแล้วพูดไร้เสียงว่า “ขอบคุณ” โดยที่ฉันแค่ยิ้มแล้วยักไหล่กลับไป

           

“เธอบอกว่าเราจะกินมื้อเที่ยงด้วยกัน” รีเบคก้าพูดโดยไม่หันมามองฉัน ดูเหมือนเธอยังสับสนกับการเลือกข้างอยู่

           

“เราโดดเรียนแล้วนี่” เจนนี่พึมพำ

           

ฉันมองหน้ารีเบคก้าเล็กน้อยก่อนจะกระแอม “อันที่จริง ฉันคิดว่าเราค่อยนัดมื้อเที่ยงกันวันอื่นดีกว่า รวมถึงเย็นนี้ฉันอาจไม่มีคิวให้พวกเธอแล้วด้วย” มันน่าตลกที่เห็นสีหน้าตกใจปนไม่ชอบใจของแต่ละคน แต่เซเรียกับเจนนี่กลับผ่อนคลายเมื่อฉันพูดต่อ “แต่คืนนี้ก็อีกเรื่อง”

           

“ว้าว เธอเจ๋งเสมอฉันรู้” เซเรียยิ้มกว้าง “รีเบคก้า เธอเองก็คงไม่อยากพลาดมินิคอนเสิร์ตของแพทริกคืนนี้หรอก”

           

“มันจัดที่ไหนนะ” ฉันถามเจนนี่ ก่อนจะยิ้มเมื่อเห็นดวงตาสับสนหนักของรีเบคก้า

           

“โรงแรมพาร์คเลน ตอนสองทุ่ม”

           

“เยี่ยม” ฉันยิ้มให้เพื่อนสาว ประโยคก่อนไปของฉันมันเด็ดจนฉันนึกกังวล “สองทุ่มคืนนี้เจอกันที่นั่น บัตรเข้าจะรอพวกเธออยู่”

 

 

 

 

 

 

 

ฉันโทรเรียกให้เซจมารับตอนเลิกเรียน ระหว่างขากลับฉันไม่มีอารมณ์จะหงุดหงิดเซจนักหรอก เพราะที่ฉันหงุดหงิดคือตัวเอง เริ่มต้นใหม่ตอนเปิดเทอมวันแรก ฉันทำมันได้ดี แต่ไม่ใช่การตอบคำถามในวิชาแคลคูลัสได้ ไม่ใช่การที่ฉันหายเบื่อหน่ายวิชาภาษาฝรั่งเศส แต่มันดีกว่านั้น ฉันกำลังโกหกเพื่อรักษาเพื่อนของตัวเอง

           

“โอ้ ชิท” การสบถและทิ้งตัวพิงหัวพิงเบาะเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ เอาล่ะ คนอื่นอาจมองว่ามันไร้สาระ แต่ฉันมองว่าการรักษานี้ยิ่งใหญ่เหมือนที่พวกคนในประวัติศาสตร์พยายามรักษาดินแดนของตัวเอง มันทำให้ฉันยังอยู่ในสังคมนี้ได้ และถ้าพ่อหาบัตรให้ฉันได้ ฉันแน่ใจว่าสังคมของฉันจะไม่เปลี่ยนแปลง

           

“ถึงแล้วครับ”

           

รถมาจอดหน้าเพนต์เฮ้าส์ ฉันเหลือบตามองเซจ “ขอให้โชคดีเซจ อย่าให้วันนี้มันแย่เหมือนฉันเชียว”

           

ฉันไม่รอให้เขาพูดมากกว่านั้นก็ลงมาจากรถ การเดินผ่านโถงล่างไปที่ลิฟต์มันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเดินช้า เช่นเดียวกับที่ลิฟต์เคลื่อนที่ช้านั่นแหละ ให้ตายเถอะ

           

และเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ฉันรีบก้าวออกมาทันที

           

“เหตุผลที่ว่าผมไม่มีเวลาให้เนี่ยนะ! เป็นการขอเลิกที่ได้ยินบ่อยที่สุด!

           

“อย่าประชดฉันได้มั้ย! คุณก็รู้ว่าตอนนี้เราแทบจะเข้ากันไม่ได้แล้ว!

           

“ราเชล ผมคิดว่ามันงี่เง่า” นั่นเป็นเสียงของพ่อ ฉันได้ยินมันครั้งสุดท้ายเมื่อหลายเดือนก่อน และการได้ยินอีกครั้งควรจะน่ายินดีกว่านี้ ฉันกลืนน้ำลายลงคอแล้วเดินเข้าไปใกล้พวกเขา เมื่อเห็นฉัน พวกเขาก็หยุดทะเลาะกัน พ่อเดินมากอดฉัน “ไงลูกรัก ไม่เจอกันนานเลยนะ”

           

“หนูไม่นึกว่าพ่อจะกลับวันนี้ หนูว่าจะโทรหาอยู่พอดี”

           

“โอ้ แต่พ่อว่าพ่อคงต้องออกไปข้างนอกแล้วล่ะ เอาไว้เดี๋ยวพ่อจะโทรหานะ” สถานการณ์ตอนนี้คือพ่อพร้อมจะเดินออกจากเพนต์เฮ้าส์ได้ทุกเมื่อ

           

“ไม่ คือพ่อคะ หนูมีเรื่องจะขอร้อง” พ่อยอมหยุดให้ฉันพูดต่อ แต่ให้ตาย ฉันเหลือบมองแม่และรู้สึกว่าเรื่องบัตรมินิคอนเสิร์ตมันเด็กเป็นบ้า “คือว่า...” ฉันเลียริมฝีปาก ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องแบบนี้อีกแล้ว

           

“เอาล่ะลูกรัก แม่ว่าลูกควรปล่อยให้พ่อเขาไปได้สักทีนะ คงมีงานหรือไม่ก็สาวๆรออยู่” แม่เดินมาจับไหล่ฉันให้ถอยห่างจากพ่อ

           

“หึ คุณนี่มันบ้าสิ้นดี” ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ แต่ฉันไม่อยากอ่อนแอให้ใครเห็นแน่ “เพรท พ่อไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อสักเท่าไร ลูกพูดมาเร็ว”

           

สุดท้ายฉันตัดสินใจส่ายหน้า “ไม่แล้วค่ะ เอาไว้พ่อโทรหาหนูบ้างนะ”

           

พ่อยิ้มโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะตรงไปกดลิฟต์ เขาหันมามองแม่ด้วยสายตาเย็นชาก่อนที่จะหายเข้าไปในลิฟต์ เมื่อฉันหันมามองแม่ สีหน้าทุกอย่างปกติดี แค่ติดจะไม่พอใจเท่านั้น ฉันสะบัดไหล่ออกจากมือของแม่แล้วเดินขึ้นบันไดมาชั้นสอง ก่อนจะขังตัวเองไว้ในห้องนอน น้ำตาที่ไหลลงมามันช่างงี่เง่าจนต้องปาดทิ้งลวกๆ

           

ฉันเกลียดเวลาตัวเองอ่อนแอ

           

เวลานี้การนอนนิ่งๆบนเตียงเป็นสิ่งที่ฉันรักที่สุด ฉันเอียงคอมองปลายเตียงและเห็นหีบใส่ของที่คุ้นเคยดี ฉันคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองหยุดฟุ้งซ่าน และหนึ่งในสิ่งที่ค้นพบคือการเปิดหีบตรงหน้า ด้านในเต็มไปด้วยของไร้สาระ แต่มุมหนึ่งของหีบถูกแบ่งเอาไว้ให้ของที่ฉันได้รับทุกปี แน่นอนว่ามันคือของขวัญวันเกิด แต่ไม่ใช่จากเพื่อนในโรงเรียนหรือพ่อแม่ มันเป็นของขวัญที่ส่งมาทุกปีโดยไม่ระบุชื่อ ทุกของขวัญจะห่อด้วยกระดาษสีเงินที่ฉันฉีกทิ้งอย่างไม่ใยดีตลอด ของขวัญชิ้นแรกเริ่มตอนฉันย้ายมาอยู่นิวยอร์กคือหนังสือนิทานภาพพิน็อคคิโอ และปีล่าสุดคือกำไลข้อเท้าเงินที่ฉันกำลังใส่อยู่

           

มันเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ ฉันเคยคิดจะสืบหาคนส่ง แต่อีกความคิดก็ค้านไว้ ฉันชอบที่มันเป็นไปอย่างนี้มากกว่า

           

ฉันหยิบหนังสือนิทานภาพพิน็อคคิโอมาเปิดอ่านเล่น ตำนานเด็กน้อยที่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่ามันไร้สาระ แต่มันก็ทำให้ฉันอ่านได้อย่างเพลิน และระหว่างกำลังจมจ่อมเข้าไปในโลกนิทาน เสียงมือถือที่ดังขึ้นก็ทำให้ฉันสะดุ้ง

           

เมื่อเห็นชื่อปลายสาย ฉันบอกตัวเองให้พร้อมเสมอ

           

“สวัสดีเซเรีย ฉันมีข่าวร้าย”

           

หืม เธอพูดบ้าอะไรกัน” เสียงปลายสายเหมือนจะคาดการณ์ได้ “ฉันโทรมาเพื่อขอคำแนะนำเลือกชุด โอเค ถ้าฉันเจอข่าวร้ายบนหน้าหนังสือพิมพ์ ฉันจะโยนมันทิ้งและเลือกทำเป็นไม่รับรู้...ว้าว ถึงสุดท้ายฉันต้องรู้ก็เถอะ

           

“ขอโทษจริงๆ ฉันทะเลาะกับพ่อนิดหน่อย” มือฉันลูบภาพนางฟ้าตรงหน้าขณะคิดหาคำพูดต่อ “ฉันรู้ว่าเธอหงุดหงิด แต่อารมณ์ฉันตอนนี้ไม่ได้ต่างกันเลย”

           

แน่สิ มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”  

           

เสียงเหมือนบอกว่าฉันทำเรื่องแย่มากเป็นสิ่งที่ฉันเกลียด “เซเรีย แพลนช็อปปิ้งแชแนลยังเหมือนเดิมนะ เราแค่ต้องเลื่อนวันนิดหน่อย”

           

มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วควีน” เสียงนั่นประชดประชัน “เอาเถอะ แม่เรียกแล้ว และเมื่อเจนนี่รู้ข่าว หล่อนคงอยากร้องไห้เลยล่ะ

           

เซเรียวางสายไปแล้ว ส่วนฉันก็กำมือถือแน่นและบอกตัวเองว่ามันแพง ฉันไม่ควรปามันเพื่อระบายอารมณ์ สุดท้ายการถอนหายใจเป็นทางออกที่ดีที่สุด ฉันนอนหงายและมองเพดานนิ่ง ไม่คิดจะสนแม่ที่เปิดประตูเข้ามาหา มันคงจะเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะประโยคที่แม่เกริ่น

           

“เพรท แม่มีเรื่องจะคุยด้วย” แม่นั่งลงที่ขอบเตียง ส่วนฉันก็หยิบหมอนมาปิดหน้า “แม่คิดว่าจะย้ายลูกออกไปอยู่อพาร์ตเม้นต์ข้างนอก”

           

“อะไรนะคะ!” ฉันเอาหมอนออกจากหน้าและลุกขึ้นนั่ง ฉันถลึงตามองแม่อย่างไม่อยากจะเชื่อ “แม่กำลังพูดเรื่องบ้าอะไรกัน”

           

“มันไม่บ้า ลูกโตแล้วก็ควรย้ายออกไปอยู่คนเดียว” ท่าทางนิ่งเฉยทำให้ฉันแค่นหัวเราะอย่างไม่อยากจะเชื่อ

           

“แม่กำลังไล่ลูกออกจากบ้าน โอ้พระเจ้า” ฉันมองไปรอบห้องเพื่อสงบสติอารมณ์ ราเชล เกรย์ เป็นผู้หญิงที่สวยสง่าและเหมาะกับปาสคาล เกรย์ พ่อของฉัน มันควรจะเป็นอย่างนั้น และฉันยังภาวนาให้มันเป็นอย่างนั้น “หนูไม่อยากคุยกับแม่แล้ว ออกไปทีเถอะ”

           

แม่ถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืน “แม่แค่มาบอกไว้ ลูกก็เห็นว่าสถานการณ์ระหว่างพ่อกับแม่ไม่ค่อยดี อย่างน้อย...”

           

“อย่างน้อยอะไรกัน! อย่างน้อยหนูควรออกไปอยู่ที่อื่นเพื่อให้ทุกอย่างสงบ อย่างน้อยหนูควรจะหัดอยู่ตัวคนเดียว เหอะ มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ในเมื่อพ่อกับแม่คิดจะเลิกกันอยู่!” อารมณ์ของฉันตอนนี้มันหยุดไม่อยู่จริงๆ ฉันผ่อนลมหายใจเมื่อพูดออกมารวดเดียว ทุกอย่างไม่ควรเป็นแบบนี้

           

“ยังไงก็เถอะ มันไม่ใช่ประโยคขอร้อง มันเป็นคำสั่ง”

           

แม่พูดขึ้นเมื่อเห็นฉันสงบ และฉันควรสงบตามท่าทางของแม่สินะ ว้าว ช่างน่ายินดีที่ฉันเป็นแบบนั้น แต่มันเป็นความสงบที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่ แม่ออกจากห้องไปแล้ว ส่วนฉันก็ทิ้งตัวนอนเหมือนเดิมก่อนจะจ้องหนังสือนิทานตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ก่อนที่สักพักฉันจะหลับตาลงและอดคิดไม่ได้ว่าทำไมมันเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่แย่เป็นบ้า  

 

6 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 Banilla Honie, Karin (จากตอนที่ 1)
    2017-01-05 21:07:38
    สวัสดีค่า

    เราชอบสำนวนของตัวเองมากเลยค่ะ ดูมีชั้นเชิงสมคาแร็คเตอร์ราชินีของนางเอกมากๆ อ่ะ
    ไอ้เรื่องโกหกเพื่อที่ยืนบนสังคมนี่เป็นอะไรที่เข้าใจได้เลย สำหรับคนบางคนมันเป็นอะไรที่สำคัญอ่ะเนาะ
    ยังไงก็สู้ๆ นะคะ
    รอตอนต่อไปอยู่เน้ออออ 
    #1
  2. #2 OfeliaOlivine (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 16:23:27
    เราชอบสำนวนการบรรยายเรื่องนี้มากกกกกกกก มันอ่านแล้วน่าสนใจน่าค้นหา เป็นอีกเรื่องที่เชียร์ สู้ๆนะเป็นกำลังใจให้คนเขียน เป็นอีกเรื่องที่เราจิ้มโหวตให้และเชียร์มาก
    #2
  3. #3 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 18:02:09
    สวัสดีจ้า

    โทนเรื่องน่าสนใจนะคะ แนว YA แบบนี้พี่ชอบอ่านเลย
    แต่พูดตรงๆ การบรรยายทำให้งงมาก บางประโยคพี่ต้องอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเพื่อต้องการจะเข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร พี่เข้าใจนะว่าเราอยากให้มันออกมาแบบสำนวนฝรั่ง หนังสือแปล หรือแปลตามคำที่เราคิดในาษษอังกฤษ แต่พอเราเขียนเป็นไทยแล้วบางอย่างมันต้องถูกปรับให้เข้าใจง่ายขึ้นอ่ะ พี่เขียนแนวนี้ พี่เข้าใจปัญหาเลย แม้แต่ตอนนี้พี่ก็ยังแก้ไม่หมด 55555 ตอนแรกๆ พี่ก็เป็นแบบนี้ล่ะ ประดิษฐ์ประโยคจนมันงงไปหมด อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก หลักๆ คือพี่ว่าเราลองอ่านทวนอีกรอบก่อนส่งก็ได้นะคะ พอมีจุดไหนที่คิดว่าเข้าใจยากไปก็แก้ให้เข้าใจง่ายขึ้น บางคำมันแปลเหมือนกับแปลตามดิคมากเกินไปจนมันดูไม่ใช่บทสนทนาจริงๆ อ่ะ เหมือนที่บอกว่าเข้าใจนะว่าอยากให้มันออกมาแบบต่างชาติเข้ากับบรรยากาศเรื่อง แต่เรื่องความเข้าใจของคนอ่านก็สำคัญเหมือนกัน

    มีจุดที่พี่ยังไม่เข้าใจ คาแรคเตอร์นางเอกค่อนข้างขึ้นลง บางทีก็ให้คนอื่นเข้าหา บางทีก็เข้าหาคนอื่น บางทีก็นิ่งไม่อยากยุ่งกับคนอื่น แต่บางทีก็เอาตัวเองไปเป็นจุดความสนใจ (เช่นฉากสาดน้ำ พี่ว่าไม่จำเป็น และไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้แฮงก์เอาท์กับกลุ่มคนกลุ่มนั้นด้วย จริงๆ แค่ลากมือเพื่อนออกมาก็น่าจะพอแล้ว)

    การบรรยายนี่ติดมาก บางจุด บางคำพี่ก็ชอบมาก แบบเออ เท่ว่ะ บรรยายได้เข้ากับบรรยากาศดี แต่อีกส่วนใหญ่ๆ ของการบรรยายและบทสนทนาคือความสับสนล้วนๆ 

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ

    ปล. แม่ไล่นางเอกออกจากบ้านทำไมอ่ะ อันนี้ไม่เกท หรืออยู่ในตอนต่อๆ ไป จะรออ่านน้า
    #3
  4. #4 TheGinepp. (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 19:07:05
    เยยย้ โหวตได้แล้ว 5555555555
    เรามาโหวตตั้งแต่เช้าแล้วแต่มันยังโหวตไม่ได้ ไม่รู้รีบอะไร
    ชอบค่ะ เป็นเรื่องเดียวที่เหลือให้เราเชียร์ ฮือ
    รอตอนต่อไปนะคะ
    #4
  5. #5 belza09 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-17 12:49:33
    ยินดีด้วยที่ได้เข้ารอบนักเขียนหน้าใสค่าาาาา เรื่องนี้บรรยายได้เห็นาพ นางเอกมีมิติดีค่ะ แต่ก็อย่างที่พี่ชุบบอกคือฉากสาดน้ำนี่งงจริงๆ ดูหลุดคาแร็กเตอร์ไปหน่อย ทีแรกเราอ่านแล้วก็เข้าใจว่านางเอกเป็นพวกรักสันโดษ นิ่งๆ ไม่ค่อยยุ่งเรื่องชาวบ้านเท่าไร เจอฉากนี้เข้าไปเลยงงๆ
    การบรรยายอ่านแล้วงงจริง คำที่ใช้ในบทพูดบางคำเราอ่านแล้วก็ขัดๆ (อย่างคำว่า 'ว้าว' นี่มีจุดสองจุดเราอ่านแล้วรู้สึกว่ามันไม่เข้ากับ context ของประโยคเท่าไร) แอบจำชื่อตัวละครได้ไม่หมดด้วย เยอะมาก 555555 แรกๆ อ่านแล้วก็งง อ้าวสรุปนางเอกชื่อเล่นว่าเพรทเหรอ นึกว่าแพทริเซียย่อแล้วจะเป็นแพทเฉยๆ ซะอีก
    แต่โดยรวมถ้าตัดเรื่องความงงเราว่าเรื่องนี้ดีเลยนะคะ พล็อตน่าติดตาม อยากรู้ว่าคำสาปของนางเอกจะเป็นยังไง ใครเป็นคนส่งของให้ มีหลายอย่างให้ติดตามดี รออ่านต่อน้าาาา
    #5
  6. #6 iiiimmomo (จากตอนที่ 1)
    2017-01-19 22:58:27
    ยินด้วยนะคะ ที่ได้เข้ารอบ สู้ต่อไหนะคะ โหวตตตตตตตตตตต
    #6
  • 1

แสดงความคิดเห็น