Mayuki

[JLS04] Pinocchio Curse สาปร้ายให้กลายเป็นรัก

ฉันคล้ายพิน็อคคิโอ อ้อใช่ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต่าง ถ้าพิน็อคคิโอโดนนางฟ้าเสก ฉันก็คงโดนแม่มดสาป

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 2/7 :: chapter 2 : Everything is wrong.

ตอนถัดไป





2

Everything is wrong.

 



ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานวนเวียนอยู่ในหัวฉัน มันเหมือนวีดีโอที่ถูกตัดต่อ

 

ฉันได้ยินเสียงตะโกนเถียงกันของพ่อกับแม่ เซเรียที่ประชดฉันผ่านสายมือถือจนฉันเกือบปามันทิ้ง หรือตอนที่เดินเข้าไปในโรงอาหารแล้วเคลวินกับไมค์กำลังทะเลาะกันด้วยเหตุผลแสนงี่เง่าอย่างการผิดใจกันเพราะผู้หญิง เอาล่ะ ฉันมีคำสารภาพ อันที่จริงฉันแอบปลื้มไมค์อยู่ไม่น้อย ถ้าไม่นับเหตุการณ์ทะเลาะกันนั้น เขาเหมือนเจ้าชายที่อบอุ่นทีเดียว การที่ฉันราดน้ำใส่เขาทำให้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ความอยากเอาชนะของผู้หญิงเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ และมันสำคัญกว่าคนที่แอบปลื้ม 

               

และถ้าภาพที่อยู่ในหัวตอนนี้เป็นแผ่นหนัง ฉันจะปิดและโยนมันลงถังขยะซะ แต่ความจริงคือฉันยังหาวิธีปิดไม่ได้ หนังถึงดำเนินไปตอนที่ฉันตะโกนใส่แม่และหยิบนาฬิกาข้างหัวเตียงปาใส่เธอ นั่นเป็นสิ่งที่หนังฉาย ทั้งที่ฉันแน่ใจว่าเมื่อวานไม่ได้ทำตัวร้ายกาจขนาดนั้น และมันร้ายกาจกว่าเดิมเมื่อฉันจะคว้าหมอนมาปาต่อ แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดชะงักเมื่อเสียงมือถือดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ฉันเปิดตา และพบว่าทุกอย่างเป็นความฝัน

               

โอ้ นี่ฉันฟุ้งซ่านขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย

               

ฉันกระพริบตาและมองเห็นปลายเตียง ในหัวนึกย้อนไปว่าฉันนอนท่านี้ตั้งแต่เมื่อวาน และมือก็วางอยู่บนหนังสือนิทานภาพ

 

“อ๊ะ”

 

สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงมือถืออีกครั้ง มันเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันตื่นจากความฝัน และเมื่อเห็นชื่อปลายสายให้ตายเถอะ

               

เซเรีย ดีเวอเจียร์

               

“อรุณ...”  

               

ขอบคุณพระเจ้าที่เธอรับสักที” เซเรียพูดแทรกขึ้นมาด้วยเสียงลนลาน ฉันขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์ร้องเตือนว่ามันไม่ใช่ข่าวดีแน่ “ฉันคิดว่าทุกอย่างมันเกิดจากบัตรของแพทริก ครูซ ใช่ ฉันคิดว่าใช่ ไม่อย่างนั้นมันคงไม่เกิดเรื่องบ้าแบบนี้

               

“เฮ้ เซเรีย เธอช่วยตั้งสติหน่อย”

               

“กำลังทำ” ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “โอเค เธอต้องมาโรงพยาบาล

               

ฉันลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ ประโยคขยายความเป็นสิ่งที่ฉันต้องการ แต่ดูเหมือนเซเรียจะเงียบไปเพราะต้องการเรียกสติให้กลับมาเต็มที่ “ฉันไม่เข้าใจ” หรือบางทีฉันอาจกำลังแสร้งไม่เข้าใจ น้ำเสียงลนลานที่มาพร้อมคำว่าโรงพยาบาลจะมีสักกี่เหตุผลกัน สมองของฉันพยายามคิดหาเหตุผล ทั้งๆที่กำลังจะได้ยินคำตอบ

               

รีเบคก้ารถคว่ำ

               

“โอ้พระเจ้า” หัวใจของฉันเต้นแรงจนต้องยกมือขึ้นมากำเสื้อที่หน้าอก “พระเจ้า นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เมื่อวานหล่อนยัง...”

               

เพราะเธอไงเพรท ถ้าเมื่อวาน...เซเรีย เดี๋ยวฉันคุยเอง” ระหว่างที่สมองของฉันกำลังมึนงงและปรับสภาพไม่ถูก เสียงของเจนนี่ก็ดังแทรกขึ้นมาในประโยคหลัง “เพรท มันเป็นเรื่องจริง พี่ชายของรีเบคก้าโทรมาบอกเซเรียตอนมื้อเช้า และพวกเราก็เพิ่งมาถึงโรงพยาบาล

               

“โอเค ถ้าอย่างนั้นฉันควรทำยังไงต่อ” ฉันรีบลุกขึ้นเพื่อลงจากเตียง แต่ด้วยความลนลานทำให้ฉันสะดุดหีบเก็บของที่ตั้งอยู่ตรงปลายเตียง เมื่อคืนฉันเผลอเปิดมันทิ้งไว้ “โฮลี่ชิท!” ฉันสบถเมื่อล้มลงมากองกับพื้น

               

เธอแค่ต้องรีบมาโรงพยาบาล” ฉันอยากจะชื่นชมที่เจนนี่ดูมีสติที่สุด แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลา ฉันลุกขึ้นเสยผมและวิ่งเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า ในขณะที่หนีบมือถือไว้กับไหล่

               

“แล้วตอนนี้อาการของหล่อนเป็นยังไงบ้าง”

               

สาหัส” คำตอบนั้นทำให้ฉันเผลอกัดริมฝีปากขณะที่มือจัดการบีบยาสีฟัน “เธอรีบมานะ แล้วฉันจะอธิบายทุกอย่างเอง

               

เจนนี่วางสายไปแล้ว ฉันวางมือถือลงที่ขอบอ่างล้างหน้าและรีบแปรงฟันด้วยใจที่เต้นแรงอย่างกังวล เงาสะท้อนในกระจกตรงหน้าเป็นผู้หญิงที่มีใบหน้าเคร่งเครียด และฉันเกลียดเวลาที่เงาตรงหน้ามีสีหน้าแบบนี้

               

ฉันไม่ได้เปลี่ยนชุดใหม่ การอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนทั้งที่วันนี้ไม่คิดจะเข้าเรียนเป็นสิ่งที่ไม่ดีสักเท่าไร แต่ใช่ว่าฉันจะสน เมื่อคว้ามือถือออกจากห้องน้ำ ฉันวิ่งไปที่ประตูห้องอย่างรีบเร่งก่อนจะหยุดเท้าเมื่อชำเลืองมองฝาหีบที่ปิดตัวลงซึ่งเกิดจากการสะดุดเมื่อกี้ของฉัน แต่หนังสือนิทานภาพยังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ฉันมองมันและบอกให้ตัวเองตั้งสติกับสิ่งที่จะต้องเจอ เมื่อคิดว่าโอเคแล้ว ฉันหมุนตัวออกจากห้อง

               

และสิ่งแรกที่ฉันทำคือการโทรบอกเซจว่าวันนี้ไม่ต้องมารับ เวลานี้แท็กซี่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

 

               

หัวใจของฉันเต็มไปด้วยความกังวลมากกว่าเดิมเมื่อก้าวเข้ามาในโรงพยาบาล ระหว่างนั่งรถมาฉันควบคุมสติได้ดีทีเดียว ตอนนี้ด้วย แต่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือความกังวล ฉันเลียริมฝีปากเมื่อรู้ตัวดีว่ากังวลกับอาการของรีเบคก้าแค่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นความกลัว เซเรียพูดว่าทุกอย่างเกิดจากบัตรมินิคอนเสิร์ต ถึงฉันยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่โยงเรื่องได้ไม่ยากเลยว่าฉันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องครั้งนี้ และนั่นแหละที่ฉันกลัว

               

ในสังคมต้องมีตำรวจและโจร สิ่งที่แน่นอนคือโจรเป็นผู้ร้ายซึ่งมีความผิด พวกเขาอาจไม่ใช่คนเลว พวกเขาอาจมีความรู้สึกผิด แต่เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขามีมลทิน และฉันไม่อยากเป็นโจร มันเป็นความกังวลที่เห็นแก่ตัว ฉันรู้สึกผิดที่คิดแบบนี้ และคำปลอบใจตัวเองที่เยี่ยมสุดในเวลานี้คือ ทุกคนเห็นแก่ตัว

               

ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาถึงแผนกฉุกเฉิน ระหว่างที่กำลังมองหาเพื่อนเพื่อยืนยันว่าตัวเองมาถูก ฉันก็ชนเข้ากับใครคนหนึ่ง

               

“ขอโทษที ฉันรีบ”

               

“โอ้ ไม่เป็นไร” เขาเป็นผู้ชายร่างสูงที่มีผิวสีแทนเหมือนรีเบคก้า ใบหน้าของเขาดูเหนื่อยล้า แน่สิ ถ้าเขาเป็นญาติผู้ป่วยในแผนกนี้ ใบหน้านี้เหมาะสมทีเดียว “คุณคงมาเยี่ยมญาติเหมือนกัน”

                “ใช่ ฉัน...” ฉันหันมองรอบข้างและรู้สึกว่าไม่ควรเสียเวลามายืนคุย และเป็นโชคดีที่ฉันเห็นเจนนี่เดินออกมาอีกทาง เธอรีบเดินเข้ามาหาฉัน “เธอมาได้ถูกเวลามาก ฉันคิดว่าอาจจะโทรหาเธอในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า”

               

“เธอเป็นเพื่อนกับรีเบคก้าใช่มั้ย” อยู่ๆผู้ชายตัวสูงที่เดินชนก็แทรกขึ้น ฉันหันไปมองอย่างสงสัย และเจนนี่ก็ไขข้อข้องใจของฉัน

 

                “เขาเป็นพี่ชายของหล่อน เร็ด”

               

“อ้อ สวัสดี ฉันเพรทิเซีย” ฉันพึมพำแค่นั้น ช่างเป็นการแนะนำตัวที่ห่วยแตกสิ้นดี แต่เวลานี้ฉันควรกังวลเรื่องของรีเบคก้ามากกว่า

               

“เคยได้ยินรีเบคก้าพูดถึงอยู่บ้าง เธอเป็นควีน” เขายิ้มให้ฉัน มันทำให้ฉันฉุกคิดว่าต่อให้ใบหน้าเขาจะเหนื่อยล้า แต่มันไม่ได้ดูเครียดจัด อันที่จริงออกจะผ่อนคลายด้วยซ้ำ “ฉันกับเจนนี่จะออกไปซื้อของกิน เธอต้องการอะไรมั้ย” ไม่ใช่แค่เขา แต่เป็นเจนนี่ที่กำลังยิ้มเขินให้เร็ดเมื่อเขาเอื้อมมือมาโอบไหล่เธอ “ถ้าเธออยากได้กาแฟสักแก้ว...”

               

“เอาล่ะ ฉันไม่รู้ว่าทำไมพวกเธอดูผ่อนคลาย ถึงเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เธอจะบอกฉันว่ารีเบคก้าอาการสาหัส”

               

“เพราะมันคือเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน” เจนนี่ตอบ “ขอโทษที่ไม่ได้โทรบอก แต่อาการของรีเบคก้าทรงตัวแล้ว”

               

“แต่บางทีอาจจะทรุดลงอีก หรืออย่างน้อยก็คงไม่ฟื้นเร็วๆนี้” คราวนี้น้ำเสียงของเร็ดฟังดูเคร่งเครียด เมื่อฟังอย่างนี้ ฉันไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกยังไงระหว่างดีใจกับกังวล แต่ฉันก็ต้องชะงักเมื่อดวงตาเคร่งเครียดของเร็ดจ้องมาที่ฉัน “อันที่จริง เซเรียบอกว่าเธอคือสาเหตุ” ฉันอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่มันไม่ง่ายเลย “เอาเถอะ พ่อแม่ฉันจะบินมานิวยอร์กคืนนี้ วางใจได้ว่าถ้าเธอไปเยี่ยมตอนนี้จะไม่ถูกสายตาจ้องเขม็งแน่”

               

“ชักสงสัยแล้วสิว่าเซเรียพูดอะไรไปบ้าง เหอะ” เจนนี่หน้าเจื่อนลงไปเล็กน้อย ฉันจึงปรับเสียงให้อ่อนลง “รีเบคก้าอยู่ไหน”

               

“ทางนั้น” เจนนี่ชี้ไปที่ประตูทางซ้าย “เซเรียเฝ้าหล่อนอยู่”

               

ฉันไม่พูดอะไรและเดินไปทางนั้น ผ่านประตูเข้าไปเห็นเคาน์เตอร์ของพยาบาลอยู่ทางซ้ายมือ และห้องผู้ป่วยห้องหนึ่งที่เป็นกระจกใส ฉันเห็นรีเบคก้านอนอยู่พร้อมสายระโยงระยางที่เชื่อมกับอุปกรณ์แพทย์ ความรู้สึกผิดวิ่งมาจุกอยู่ตรงลำคอ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็หายไปเมื่อเปิดประตูเข้าไปเห็นเซเรียนั่งเล่นมือถืออยู่ เธอเงยหน้ามามองฉันด้วยสายตาที่เป็นสัญญาณไม่ดี

               

“ในที่สุด”

               

“ใช่ ในที่สุดฉันก็มา” ฉันต่อประโยคด้วยเสียงห้วน “และฉันก็เห็นแล้วว่ารีเบคก้าพ้นขีดอันตราย”

               

“เธอเห็นอย่างนั้นเหรอ” เซเรียลุกขึ้นถามฉันด้วยเสียงแค่นหัวเราะ เธอโยนมือถือลงบนโซฟา “ยินดีด้วยนะ เธอไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เพื่อนฉันเป็นแบบนี้หรอก”

               

“ฉันทำอะไร” ประโยคของเซเรียช่างประชดประชันจนฉันหมดความอดทนเหมือนกัน “วันนี้ฉันมาดูอาการรีเบคก้า เราควรจะยินดีที่หล่อนปลอดภัย แค่หล่อนปลอดภัยก็ถือว่าทุกอย่างเยี่ยมแล้ว”

               

                “อ้อใช่ เยี่ยมแน่! ถึงสาเหตุมันจะเป็นเธอที่นัดพวกเราให้ไปเจอกันที่หน้าโรงแรมเมื่อคืนก็เถอะ ฟังสิ ควีน สาเหตุคือเธอที่โกหกว่ามีบัตรพาทุกคนเข้า”

               

ในความโมโหนั้นมันอัดแน่นไปด้วยความกลัวที่กลับมา เมื่อโยงเรื่องแล้วบอกได้ไม่ยากว่ารีเบคก้ารถคว่ำเมื่อคืนนี้ อย่างที่บอก ฉันไม่อยากเป็นโจร และฉันไม่ใช่ ความคิดนั้นทำให้ฉันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ถึงในใจจะมีบางอย่างรบกวนอยู่ อย่างเช่นว่า ฉันโกหกอย่างนั้นเหรอ ก่อนที่วินาทีต่อมาฉันจะรีบค้านว่าไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นความบังเอิญและอุบัติเหตุ

               

“เซเรีย เธอคิดว่าคำว่าโกหกมันเป็นยังไงกัน พูดแล้วทำไม่ได้อย่างนั้นเหรอ ฉันทำได้ แต่ฉันแค่ไม่ทำ สำหรับฉันการทะเลาะกับพ่อไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะมองผ่านได้”

 

อีกครั้งที่ฉันโกหก เมื่อวานพวกเราไม่ได้ทะเลาะกัน ฉันแค่รู้สึกแย่ก็เท่านั้น และถ้ารู้เหตุการณ์ล่วงหน้าฉันจะไม่ทำอย่างนั้นแน่ เซเรียขมวดคิ้ว เธอทำหน้าเหมือนโกรธฉัน ซึ่งมันทำให้ในอกของฉันเต็มไปด้วยความอึดอัดที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และทุกครั้งฉันมีวิธีรับมือ แต่ไม่ใช่กับครั้งนี้ที่ฉันมองไม่เห็นหนทาง

 

“รู้มั้ย ข่าวลือที่ว่าเธอเคยเป็นเพื่อนสนิทกับไลเดีย จนสุดท้ายไลเดียก็เลิกคบกับเธอ ฉันคิดว่าจริง”

               

พระเจ้า มันเป็นคำพูดที่ร้ายกาจ

               

เซเรียเหยียดยิ้มเมื่อเห็นฉันทำหน้าไม่พอใจ มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ฉันไม่ชอบชื่อของผู้หญิงคนนั้น และข่าวลือนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนฉันเข้าเกรดเก้า มันควรจะถูกกลบฝังให้หายไปจากสมองของทุกคนซะ

               

“เธอลองคิดดูสิ ผู้หญิงหน้าตาธรรมดายังเลิกคบกับเธอ ตอนนี้ไลเดียกำลังตกเป็นข่าวกับสองหนุ่มฮอตของโรงเรียนด้วย ฉันคิดว่ารีเบคก้าเลือกตีสนิทถูกคนจริงๆ อย่างน้อยยัยนั่นก็คงไม่นิสัยเห็นแก่ตัวแบบเธอ”

               

“เซเรีย! นี่มันบ้ามาก เธอคิดจะโทษฉันทุกอย่างหรือไงกัน! ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้าเธอเห็นว่ามันเป็นความผิดของฉัน เธอก็ต้องเห็นว่ามันเป็นความผิดของเธอเหมือนกัน! พนันได้เลยว่าเมื่อคืนเธอก็ไม่ได้โทรบอกรีเบคก้าว่าฉันยกเลิกสัญญางี่เง่านั่น มันถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ไง!

               

“ถ้าเธอยังไม่ลืมว่าเธอโกหกนะเพรท!

               

ฉันหยุดความโมโหที่พุ่งขึ้นมาไม่ได้ และเซเรียก็เหมือนกัน “ถ้าฉันผิด! เธอก็ด้วยเหมือนกัน! หรือถ้าเธอไม่อยากผิดก็ช่วยเห็นแก่ตัว และคิดว่าทุกอย่างมันเป็นอุบัติเหตุ! อุบัติเหตุ!

               

“เธอจะให้ฉันโทษรีเบคก้า โทษรถที่หล่อนขับ โทษรถที่ขับมาปาดหน้ารีเบคก้า หรืออะไรดีล่ะ!

               

“แล้วเธอต้องการอะไรกันแน่ เซเรีย ดีเวอเจียร์!” ฉันแทบจะกรีดร้องออกมา และมันอาจจะรุนแรงกว่านี้ถ้าไม่มีคนเข้ามาขัดสงครามระหว่างพวกเราทั้งสอง

               

“ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอทะเลาะอะไรกัน แต่ที่ฉันต้องการคือให้พวกเธอหยุดซะ” นางพยาบาลร่างท้วมผลักประตูเข้ามาบอก ก่อนที่หล่อนจะเดินไปเช็คอุปกรณ์แพทย์ข้างเตียงรีเบคก้า ฉันปรับลมหายใจแล้วมองหน้าเซเรียที่ดูจะโกรธจัดเหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเรามีปากเสียงกัน “รู้มั้ย ฉันแนะนำให้ใครสักคนควรออกไป อย่างน้อยที่นี่ก็ต้องการความสงบ”

               

“กำลังคิดอยู่เหมือนกัน” เป็นฉันที่รับคำเสียงเรียบ ถึงจะไม่ชอบที่ระหว่างฉันกับเซเรียยังค้างคา แต่คำพูดของนางพยาบาลถือเป็นทางออกที่ดี ฉันหันกลับและหยุดอีกครั้งที่หน้าประตูเมื่อเซเรียพูดขึ้นลอยๆ

               

“รู้มั้ย แพลนช็อปปิ้งแชแนลคงต้องยกเลิกถาวร”

               

ฉันแค่เดินออกมาเงียบๆ รู้ดีว่าสถานะเพื่อนตอนนี้กำลังสั่นคลอน

 

               

 

เมื่อเดินออกมาหน้าโรงพยาบาล ฉันไม่แน่ใจนักว่าควรทำยังไงต่อไปดี สมองของฉันเหมือนเป็นสีขาวโพลน แต่ในความขาว มันแทรกด้วยภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ฉันเดินไปตามฟุตบาทและรู้สึกแสบท้อง นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กินข้าวเช้า แต่ถ้ามีอาหารมาวางอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ฉันคิดว่าตัวเองไม่มีอารมณ์กินแน่นอน

               

“เพรท” เสียงเรียกนั่นดึงสติฉันกลับมาและเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีรถเบนซ์สีดำมาจอดเทียบฟุตบาทข้างๆ คนหลังรถที่เลื่อนกระจกลงมาช่างคุ้นหน้าคุ้นตาจริงๆ “แม่นึกว่าเวลานี้ลูกควรอยู่โรงเรียน”

               

“แม่พูดถูก มันควรจะเป็นอย่างนั้น”

               

“ทุกอย่างมีคำอธิบาย ขึ้นมาสิลูกรัก” ฉันลังเลเล็กน้อย ถ้าเลือกได้ ฉันอยากจะหนีจากความอึดอัดทุกอย่างไปให้พ้น และความหวังลึกๆบอกฉันว่าครอบครัวอาจจะช่วยได้ เมื่อขึ้นมานั่งและรถออกตัว แม่ก็ถามขึ้นทันที “มันเป็นเรื่องธรรมดาของวัยนี้ที่จะโดดเรียนหนีเที่ยว หรืออะไรก็แล้วแต่ แม่คิดว่าเข้าใจ”

               

“หนูแค่มาเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาล” หลังจบประโยคนั้น ฉันเพิ่งฉุกคิดได้ว่าครอบครัวอาจจะไม่ช่วยอะไร ในเมื่อฉันไม่ต้องการให้ใครมารับรู้เรื่องแบบนี้ “แล้วแม่ไปไหนมาล่ะคะ” การเปลี่ยนเรื่องเป็นตัวเลือกที่ดี

               

“นัดทานข้าวกับเพื่อนเก่าน่ะ”

               

ฉันพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบ ฉันพยายามผลักเรื่องในหัวออกไป มันไม่ใช่เรื่องที่ดีสักนิด ทั้งเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือแม้แต่ตอนที่แม่คุยกับฉันเมื่อวาน แต่อารมณ์ของฉันก็ต้องแย่อีกครั้งเมื่อแม่พูดขึ้น ให้ตายเถอะ มันเป็นการตัดสินใจผิดที่ขึ้นรถมากับแม่และคิดว่าครอบครัวจะช่วยได้

               

“แม่หาห้องให้ลูกได้แล้วนะ เตรียมจัดของไว้เลยก็ดี” ฉันหันไปมองหน้าและพยายามระงับอารมณ์เอาไว้ ถึงน้ำเสียงเรียบนิ่งของแม่จะทำให้ฉันอยากบ้าตายก็ตาม “มันไม่ไกลจากโรงเรียนลูกเท่าไร แม่คิดว่ามันเยี่ยม”

               

“ราเชล เกรย์ เป็นแม่ที่แย่จริงๆนั่นแหละ หนูไม่คิดว่าการออกไปอยู่ข้างนอกมันจะทำให้หนูรู้สึกดีขึ้นหรอกนะ”

               

“เพรท ลูกน่าจะใช้เหตุผลสักนิดว่านั่นไม่ใช่บ้านแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนที่พ่อลูกบ้างานและทำเหมือนครอบครัวไม่มีความหมาย แม่หาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ”

               

“อ้อ เหมือนที่แม่มีผู้ชายคนใหม่น่ะเหรอ” ฉันแค่นหัวเราะและสบตาแม่ เธอดูตกใจเล็กน้อยที่ฉันรู้ ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมฉันไม่รู้สึกชินสักที มันเป็นปัญหาที่พบเห็นได้บ่อย แม้แต่ทีน่า เฟ็ค สาวเชียร์ลีดเดอร์ที่โรงเรียนซึ่งฉันได้คุยผ่านๆยังดูไม่มีปัญหาที่พ่อแม่หล่อนเลิกกัน ฉันอยากเป็นแบบนั้น แต่มันยากจริงๆ “หนูแค่แอบได้ยินแม่คุยโทรศัพท์ช่วงหลัง การโกหกพ่อว่าแม่ออกไปกินข้าวกับเพื่อนทั้งๆที่นัดกับผู้ชายคนอื่นไว้นี่ หนูคิดว่าครอบครัวเรามันแย่มาก”

               

แม่เงียบไปสักพัก ส่วนฉันเลือกจะไม่ฟังและหันไปมองนอกหน้าต่าง ฉันภาวนาให้ถึงเพนต์เฮ้าส์เร็วๆ และให้ทุกอย่างเงียบต่อไป แต่มันไม่สำเร็จ

               

“ลูกก็รู้ว่าพ่อกับแม่คิดจะเลิกกันตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน”

               

ฉันนึกถึงแนชวิลล์ ที่นั่นเหมือนเป็นความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทุกอย่างในตอนนี้แย่มาก พวกเขาคิดจะเลิกกันอีกครั้งหลังจากครั้งนั้น อย่างน้อยครั้งนั้นพวกเขาก็เห็นแก่ฉัน แต่ครั้งนี้ไม่

               

“ครั้งนี้ทุกอย่างยังไม่แน่ชัด แต่ที่บอก แม่คิดว่าลูกโตพอที่จะไม่ทำเรื่องเหมือนครั้งก่อน” รถเคลื่อนมาจอดที่หน้าเพนต์เฮ้าส์พอดีในตอนที่แม่พูดต่อ “หวังว่าคงไม่กลับไปเล่นยาแบบครั้งก่อนหรอกนะ”

               

“แม่กำลังจะทำให้หนูเป็นบ้า”

               

อารมณ์ของฉันตอนนี้ไม่ได้โกรธจัดหรือคลุ้มคลั่ง มันเป็นเรื่องแย่ที่ฉันเพิ่งดึงทักษะความเป็นควีนออกมาใช้ การนิ่งสงบและเดินลงจากรถโดยไม่สนว่าแม่จะตามมาหรือเปล่าเป็นสิ่งที่ฉันนึกชื่นชมตัวเอง แต่ทุกอย่างมีข้อเสีย อารมณ์ทุกอย่างถูกเก็บอยู่ในลูกโป่งที่นิ่งสนิท ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่ามันจะระเบิดเร็วๆนี้หรือเปล่า

               

บางทีฉันคิดว่ามันเป็นอาการที่ควรเข้ารับการรักษา

               

ลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงชั้นที่ฉันเคยเรียกมันว่าบ้าน ก่อนจะย้ายมาที่นี่ ฉันจำได้ว่าพ่อเคยเอาแบบตกแต่งห้องมาให้ฉันเลือก ทุกอย่างในนี้เป็นสิ่งที่เกิดจากความชอบของฉัน อ้อ อาจยกเว้นแค่ผ้าม่านลายสีเทา เพราะแม่บอกว่าสีขาวที่ฉันเลือกมันดูไม่เข้ากับชุดโซฟาสักเท่าไร ฉันเลียริมฝีปากและเดินเร็วๆขึ้นห้อง บางทีห้องนอนอาจเหมาะกับคำว่าบ้านมากกว่าห้องรับแขกกับห้องครัวที่ว่างเปล่า  

               

ฉันนั่งลงที่ขอบเตียงและยกมือกุมขมับ ทั้งๆที่เวลานี้ฉันควรจะนั่งเรียนคลาสวิชาวิทยาศาสตร์แท้ๆ มันเป็นวิชาที่ฉันชอบ และครั้งนี้ฉันพลาดจริงๆ การจมอยู่กับความเครียดเป็นเรื่องที่ถูกวินิจฉัยว่าไม่ดี และทางออกที่จะหลุดพ้นจากความเครียดคือการหาสิ่งบันเทิงทำ ฉันควรทำมัน ฉันควร...

               

ให้ตายเถอะ!

               

 

 

สาเหตุคือเธอที่โกหกว่ามีบัตรพาทุกคนเข้า

               

อย่างน้อยยัยนั่นก็คงไม่นิสัยเห็นแก่ตัวแบบเธอ

               

ลูกก็รู้ว่าพ่อกับแม่คิดจะเลิกกันตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

               

แม่หาห้องให้ลูกได้แล้วนะ เตรียมจัดของไว้เลยก็ดี

 

               

 

“บ้าเอ้ย!

 

ฉันคว้าหมอนปาใส่ชั้นติดผนังจนกรอบรูปหล่นลงมา แต่แค่นั้นไม่ทำให้อารมณ์ของฉันเย็นลงได้ หมอนอีกใบและสิ่งของที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงถูกฉันขว้างทิ้ง บางทีทางที่จะหลุดพ้นจากความเครียดที่ดีที่สุดคือการทำลายข้าวของ นี่ไม่ใช่ความผิดของใคร พระเจ้าคงแค่กำลังแกล้งฉัน และมันได้ผลทีเดียว ฉันยืนหอบหายใจและรู้ดีว่ายังหยุดไม่ได้ และคงเป็นโชคร้ายของหนังสือนิทานภาพที่หน้าปกมันช่างมีความสุขจนฉันหงุดหงิด ฉันหยิบมันขึ้นมาและขว้างไปที่ผนังอย่างรุนแรง

 

อารมณ์ฉันเย็นลงมากทีเดียว

 

เมื่อคิดว่าตัวเองโอเคแล้ว ฉันเสยผมและเท้าเอวมองภาพตรงหน้าอย่างเหนื่อยหอบกับการออกกำลังเมื่อกี้ สภาพห้องตอนนี้เหมือนเพิ่งมีสงครามเกิดขึ้น ส่วนคนที่เริ่มและหยุดสงครามคือฉันคนเดียว

               

หนังสือนิทานภาพที่ถูกนำมาเป็นอาวุธในสงครามกำลังเปิดค้างที่หน้านางฟ้าเสกพิน็อคคิโอ เท่าที่จำได้ พิน็อคคิโอกำลังจะได้มีความสุขต่อจากนั้น เขากำลังจะได้กลายเป็นมนุษย์ ฉันนึกแปลกใจตัวเองที่ภาพนั้นดึงดูดให้ฉันสนใจ ทั้งๆที่มันก็แค่นิทานหลอกเด็ก และฉันพ้นวัยนั้นมานานแล้ว

               

ถ้าฉันคิดว่าเรื่องที่เพิ่งเจอมามันแย่ ฉันจะคิดใหม่ เมื่อหันหลังกลับไปมองเตียงและรู้สึกว่าสมองขาวโพลนกะทันหัน ภาพทุกอย่างดับมืด

               

บางทีนี่อาจเป็นความฝัน

               

แต่โอเค ถ้ายอมรับตามความจริง ฉันคิดว่ามันไม่ใช่

               

มันเป็นเรื่องแปลกประหลาด ทุ่งดอกไม้ที่มาพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆทำให้ฉันรู้สึกสบายตัว แต่ไม่เท่าที่ควร เพราะสติของฉันกำลังรับรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ทุกคนจะคิดแบบฉันเมื่อได้ยินเสียงหวานๆของบุคคลปริศนาพูดออกมา เธอบอกว่าฉันเป็นผู้หญิงโกหก นี่ไม่ใช่เกมโชว์ นี่ไม่ใช่ความฝัน ถึงฉันจะแน่ใจอย่างนั้นแต่ทุกอย่างมันแปลกประหลาดเกินไป ครั้งหนึ่งฉันเคยไปเที่ยวทุ่งดอกไม้ที่สวิสเซอร์แลนด์ ในตอนนั้นความสุขและสบายใจเป็นสิ่งที่ฉันสัมผัสได้ แต่ตอนนี้แตกต่าง ทุ่งดอกไม้นี้กำลังทำให้ฉันสติแตก

               

“และต่อจากนี้ ถ้าโกหกอีกครั้ง เธอก็จะถูกทิ้ง”

               

มันเป็นการสติแตกที่แปลก เพราะฉันไม่รู้สึกอยากอาละวาดหรืออะไรทั้งนั้น แต่มันทำให้มึนงงเหมือนกำลังดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปเยอะ ฉันตั้งตัวไม่ถูก ถ้าจะมีสิ่งที่คิดได้ตอนนี้คงเป็นไม่เข้าใจว่าพระเจ้ากำลังแกล้งอะไรฉัน

               

“นี่เป็นคำสาป วิธีแก้คำสาปมีเพียงหนึ่งเดียว แค่หารักแท้ของเธอให้เจอ”

               

จบประโยคนั้น ฉันลืมตาโพลงและพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องของตัวเอง ดวงตากำลังจ้องตรงไปที่หนังสือนิทานภาพซึ่งยังเปิดอ้าอยู่ แต่มีสิ่งที่แปลกไป...พิน็อคคิโอในภาพหายไป

               

ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อย่างที่บอก ถ้าเรื่องที่เพิ่งเจอมาวันนี้มันแย่ ฉันจะคิดใหม่ เพราะตอนนี้สิ่งที่แย่กว่าคือการที่ฉันไม่เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

 

หารักแท้อย่างนั้นเหรอ...ตลกร้ายอะไรกัน




----------
ขอบคุณที่ชอบ และขอบคุณที่ติค่ะ จะปรับปรุงขึ้นเรื่อยๆแน่นอน

รักนักอ่าน ทูบีคอนทินิวน้า :)

5 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 Bluepaifon (จากตอนที่ 2)
    2017-01-18 20:38:19
    สวัสดีคะMayuki ซังตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเราขอฝากตัวเป็นแฟนคลับนะคะ>_<  นิยายเรื่องนี้เป็นอะไรที่เราชอบมากๆ ถึงมากที่สุดเราชอบทั้งการบรรยายของเนื้อเรื่อง กับคาแรคเตอร์ของเพรทิเซีย หรือ เพรท มากๆตรงที่เธอมีมิติดี และที่น่าสนใจที่สุดคือเรื่องที่เธอ'โกหก' เพราะถึงแม้เพรทจะมีเหตุผลที่ทำแต่ 'สิ่งที่เริ่มต้นด้วยการโกหก มันไม่มีทางจบอย่างมีความสุข' นั่นทำให้เราสนใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตของเพรท และอยากทราบตอนจบว่ามันจะจบอย่างมีความสุขได้ยังไง ในความคิดของเราในเรื่องราวของเพรทมันแทรกข้อคิดสอนใจอยู่นะคะ(เรารู้สึกอย่างนั้นน่ะคะ(. .)) แต่ที่เราสนใจมากกว่าคือการที่คุณ Mayuki หยิบนิทานพินอคคิโอมาเขียนนี่ล่ะคะ โดยส่วนมากแล้วนิทานเรื่องนี้จัดเป็นเรื่องที่พบได้น้อยมากแล้วที่จะมีใครเอามาเขียน เราเลยคิดว่าคุณ Mayuki แหวกแนวดีคะเราชอบ>_< แล้วยิ่งบรรยากาศนางเอกด้วยแล้วเรายิ่งชอบหนักมาก(ถึงขั้นเพ้อเอาไปพูดกับเพื่อน) คาแรคเตอร์ของเพรทิเซีย จากายนอกที่ดูสวยเฉี่ยว ติดหยิ่งๆ  สมกับควีน แต่ายในหัวใจเราสัมผัสได้ถึงความบอบช้ำของเธอคะ และการบรรยายก็สมกับนิสัยของเพรท (แต่คุณMayuki  ตรวจทานหลายๆครั้งหน่อยก็ดีนะคะ แล้วก็ระวังคำผิดด้วยคะ) สรุปแล้วหลังจากพล่ามมายาวคือเราชอบมากๆเลยคะ พล็อตน่าสนใจมีกลิ่นอายของนิทาน และปริศนาในเรื่องก็น่าติดตาม เรื่องของผู้หญิงคนที่สาป เธอเป็นแม่มดหรือ...นางฟ้ากันแน่? แล้วไหนคนที่ส่งของขวัญมาให้ทุกปีอีกคือใครกัน และที่สำคัญที่สุด...ใครเป็นพระเอก--เอ้ย! ไม่ใช่แล้ว!! สุดท้ายเราเป็นกำลังใจให้นะคะคุณMayuki สู้ๆ เราจะติดตามอ่านอย่างใจจดใจจ่อเลยคะ*0*
    #1
  2. #2 iiiimmomo (จากตอนที่ 2)
    2017-01-19 22:56:18
    เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ สู้ๆ ค่ะ ฮึบๆๆๆๆๆ 
    #2
  3. #3 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-20 00:32:19
    อ่านตอนสองจบแล้วนะคะ

    เหมือนเดิมที่คอมเม้นไปน่ะล่ะ พี่ชอบโทนเรื่องรวมๆ มาก แต่ติดใจที่คำบรรยายและบทสนทนา มันดูไม่ปะติดปะต่อแล้วเหมือนพยายามให้ฝรั่งมากไปจนไม่เป็นาษาไทยเลย

    ยกตัวอย่างเช่น

    "ในที่สุด" พี่เข้าใจว่าในหัวเราน่าจะหมายถึง Finally. แต่พอมาแปลในบริบทนี้มันน่าจะเป็น "มาซะที" "กว่าจะมา" หรืออื่นๆ มากกว่า "ในที่สุด" หรืออย่างน้อยก็ควรจะเป็น "ในที่สุดก็มาซะที" เพื่อให้เข้าใจง่าย

    นี่คือตัวอย่างเดียวแต่จริงๆ ในเรื่องมีแบบนี้เยอะมาก เหมือนที่บอกอ่ะ พี่อ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบมากเพราะพี่ไม่เข้าใจอะไรเลยที่เกิดขึ้นในเรื่อง 555555 เหมือนต้องอ่านซ้ำๆ เพื่อความเข้าใจ ไม่อย่างนั้นจะหลุดไปเลย เช่นตอนท้ายเรื่อง ที่กำลังปาข้าวของอยู่ดีๆ ก็ตัดพาร์ทที่เหมือนเป็นแฟนตาซีนิดๆ ตัวพินอคคิโอหายไป ลำดับการบรรยายมันงงไปหมด พี่เข้าใจว่าาพในหัวเรามันดีนะ ไดอะลอคในหัวเราก็ดี แต่พอเราเอามาใส่เป็นตัวอักษรแล้วเสน่ห์ต้องนั้นมันหายไปเลย กลายเป็นความสับสน งุนงงแทน วิธีการแก้อะไรยังไงพี่คอมเม้นไปแล้วในตอนแรก ยังไงรออ่านตอนต่อไปนะคะ 

    อ้อ ถ้าส่วนของพลอตพี่ว่ามันยังเป็นเหตุการณ์แรนด้อมปะติดปะต่อกันไปหน่อย ไม่รู้ว่ามันจะมีความหมายอะไรในตอนต่อๆ ไปรึเปล่า ยังไงรออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #3
  4. #4 Mydear :) (จากตอนที่ 2)
    2017-01-21 13:40:28
    ชอบสำนวนโทนนี้จังค่ะ มีความเป็นนิยายแปลมากเลย เราอ่านแล้วรู้สึกลื่นดี มีการใช้คำที่น่าอ่าน แถมกลิ่นอายตะวันตกนี่ชัดมากเลย ส่วนตัวชอบตัวละครที่เป็นควีนบีอยู่แล้วด้วย มีความสงสารเพรท เครียดแทนเลย555 แต่บทแรกนี่แอบงงเรื่องตัวละครนิดหน่อยว่าใครเป็นใคร ส่วนบทสองเราก็คิดว่าตรงฉากสุดท้ายมันห้วนไปนิดนึงตรงส่วนแฟนตาซีเกี่ยวกับพิน็อคคิโอ แต่ตัดจบได้ชวนติดตามมากค่ะ อยากรู้จังว่าใครจะเป็นพระเอก นี่ยังเดาไม่ได้เลยค่ะ 55555 รออ่านค่า สู้ๆ นะคะ <3
    #4
  5. #5 cleopatra_9 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-23 20:45:09
    เนื้อเรื่องน่าติดตามดีนะคะ เหมือนนิยายต่างประเทศเลย เป้นกำลังใจให้นร้าาาา รอตอนต่อไป สุ้ๆนะคะเย้เย้
    #5
  • 1

แสดงความคิดเห็น