ฉันคล้ายพิน็อคคิโอ อ้อใช่ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต่าง ถ้าพิน็อคคิโอโดนนางฟ้าเสก ฉันก็คงโดนแม่มดสาป
5
It’s not that bad.
ฉันทำอาหารไม่เป็น นั่นทำให้เช้านี้ต้องจบลงด้วยคอนเฟล็กอีกแล้ว วันนี้ฉันตื่นตามนาฬิกาปลุกพอดีและยังมีเวลาอ้อยอิ่งอีกนาน เพราะจากนี่ไปถึงโรงเรียนใช้เวลาน้อยกว่าตอนอยู่เพนต์เฮ้าส์ซะอีก นี่เป็นวงจรชีวิตใหม่ที่คงเป็นไปอีกนานทีเดียว
เมื่อจัดการมื้อเช้าเสร็จฉันก็เอาชามไปเก็บก่อนจะเดินมาหยิบมือถือข้างหัวเตียง แต่จังหวะที่ย่อตัวหยิบ สายตาก็ดันมองเห็นกล่องไม้ใส่ของพอดี มันตรึงสายตาฉันเอาไว้ราวกับมีเวทมนต์
ถ้าการเปิดกล่องหมายถึงการทักทายกับหนังสือนิทานภาพ ฉันคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม
กริ๊ง
เสียงกริ่งหน้าห้องเรียกสติฉัน ฉันละสายตาจากกล่องไม้ใส่ของด้วยการหยุดสายตาที่กล่องพัสดุจากพ่อที่ได้มาเมื่อวานแทน มันเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเลิกฟุ้งซ่านได้ เอาล่ะ หนึ่งในตารางเวลาของวันนี้คงต้องมีรายการดูหนังของพ่อใส่ลงไป
กริ๊ง
เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้งตอนที่ฉันเดินมาถึงหน้าห้อง ในหัวฉันพยายามคิดว่าใครกันที่มา คำตอบหนึ่งลอยขึ้นมาในหัว ฉันไม่แน่ใจนัก แต่พอเปิดประตูออกมา ฉันให้คะแนนสำหรับคำตอบเต็มสิบ
“ดูสิว่าใครมา” ฉันพึมพำ มองรอยยิ้มของคนที่ได้ชื่อว่า ‘แฟน’ อ้อ แฟนสดๆร้อนๆ แฟนที่มีรอยยิ้มแสนมีเสน่ห์ “อรุณสวัสดิ์”
“ฉันกำลังรอคำนี้อยู่”
“การที่นายมากดกริ่งห้องฉันเป็นหนึ่งในหน้าที่แฟนเหรอ” สาบานได้ว่าฉันสงสัยจริงๆ
“ฉันกดเพื่อให้เธอออกมา และเราจะไปโรงเรียนพร้อมกัน นี่ต่างหากถึงจะครบหน้าที่แฟน...ไม่สิ บางทีอาจต้องมีมากกว่านี้” ชุดของเคลวินยังยับอยู่เหมือนเขารีบออกมา ฉันไม่แน่ใจนักว่าปกติเขาออกจากที่นี่กี่โมง แต่ดูจากฮอทด็อกในมือ ฉันเดาว่าเขาคงรีบ “บางทีฉันก็ไม่ชินกับสายตาของเธอนะ” ฉันหยุดมองเครื่องแบบชุดนักเรียนของเขา เคลวินเลียริมฝีปากเหมือนกำลังไม่มั่นใจ...นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันคิดว่าเขาควรเป็น
“ฉันต้องหยิบกระเป๋าก่อน” เคลวินยักไหล่ ส่วนฉันก็เดินมาหยิบกระเป๋าแชแนลสีดำแบบสะพายข้าง ก่อนที่เราสองคนจะลงลิฟต์มาชั้นล่างพร้อมกัน เคลวินกัดฮอทด็อกในมือคำหนึ่งพลางใช้ไหล่ดันประตูอพาร์ตเม้นต์ให้ฉันเดินออกมาก่อน “ปกตินายไปโรงเรียนยังไง”
“มีไม่กี่ตัวเลือกหรอก รถแท็กซี่หรือไม่ก็เดิน...แต่ที่จริงฉันชอบแบบหลังมากกว่า”
“น่าเสียดายนะ ฉันชอบแบบแรกมากกว่า” ฉันพูดตามความจริง และไม่รู้ด้วยว่าเกมจ้องตาเกิดขึ้นได้ยังไง แต่สุดท้ายมันก็จบลงด้วยการที่เคลวินยักไหล่แล้วบอกเหตุผลของเขา
“ปกติฉันไปโรงเรียนสายกว่านี้ แต่วันนี้ต้องรีบตื่นขึ้นมาเพราะกลัวเธอจะไปก่อน” ในที่สุดข้อสงสัยก็ได้รับคำตอบ และเคลวินก็เริ่มพูดอีกครั้งพลางออกเดิน “ลองเดินรับบรรยากาศไปเรื่อยๆสิ ขนาดปกติฉันไปสายกว่านี้ยังเข้าคลาสแรกทันเลย”
ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าระหว่างการสนทนาฉันเดินมาพร้อมกับเขาซะแล้ว เอาล่ะ ตัวเลือกถูกตัดสินแล้วสินะ ถึงอยากจะค้านว่าการเดินรับบรรยากาศในนิวยอร์กไม่ใช่สิ่งรื่นรมย์สักเท่าไรก็เถอะ
ฮอทด็อกของเคลวินหมดแล้ว เขาเลียริมฝีปากที่เลอะมัสตาร์ด ฉันกระพริบตาช้าลงเล็กน้อยตอนเขาหันมามอง
“เอ้อ...” จู่ๆฉันก็รู้สึกประหม่า ถึงจะแค่แวบเดียวก็ตาม แต่ฉันไม่ชอบอาการแบบนี้เลย เพราะอย่างนั้นถึงได้ชวนเขาคุย “แล้วนายไม่มีรถเลยเหรอ หมายถึง อย่างน้อยก็รถพอร์ชสีขาวที่ฉันเคยเห็น”
“นั่นของไมค์ นานๆจะเอามาที” ชื่อของไมค์ทำให้ฉันนึกถึงเหตุผลของการคบกันครั้งนี้ “เฮ้ ระวังหน่อยสิ” เคลวินร้องเตือนเมื่อฉันเกือบเดินชนคนที่เดินสวนมา โอ้ การเหม่อบนทางเดินที่คนลุกพล่านไม่ใช่เรื่องดีเลย “บางทีเธอควรเดินไปโรงเรียนบ่อยๆนะ ถือซะว่าทำตัวให้ชินกับการย้ายออกมาอยู่คนเดียว”
ฉันรู้สึกไม่พอใจนิดๆเมื่อเคลวินพูดถึงเรื่องย้ายที่อยู่ มันตอกย้ำถึงอะไรหลายๆอย่าง...ฉันปรายตามองเขาแล้วตัดสินใจว่าไม่ควรหาเรื่องทะเลาะจะดีกว่า
“แล้วสรุปนายไม่มีรถแน่เหรอ”
“แหงสิ ฉันก็แค่วัยรุ่นธรรมดาทั่วไปนี่แหละ” น้ำเสียงของเขากลั้วหัวเราะ เคลวินพูดจบก็ก้าวเร็วๆเพื่อข้ามถนน ส่วนฉันที่ไม่ได้กระตือรือร้นก็เดินมาหยุดริมทางเดิน มองเคลวินที่ส่งเสียงเร่งด้วยรอยยิ้มมาจากอีกฝั่ง “เร็วน่า! สาวน้อย”
เขาเป็นคนร่าเริงที่บอกว่าตัวเองเป็นแค่วัยรุ่นธรรมดา...ความคิดนั้นทำให้ฉันส่ายหัวเบาๆ ฉันไม่คิดว่าข่าวเรื่องที่ครอบครัวเขาเป็นเจ้าของโรงแรมสี่ดาวทั่วอเมริกาเป็นเรื่องโกหกหรอกนะ
แต่เมื่อฉันมองเขาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือเด็กผู้ชายวัยรุ่นธรรมดาอย่างที่เขาบอกจริงๆ
เมื่อวานนี้มีสายตาจับจ้องมาที่ฉัน มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามต่างๆนาๆ และวันนี้ก็เช่นกัน แต่ฉันเชื่อว่าคำถามนั้นไม่ได้ส่งมาที่ฉันคนเดียว คนข้างๆก็มีส่วน
ตำแหน่งคิงกับควีนเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดเสมอ
ฉันหันไปมองด้านซ้ายก่อนจะหยุดชะงัก สองพี่น้องดีเวอเจียร์กำลังเดินตัดสนามหญ้าออกมา ทั้งสองหยุดเมื่อเห็นฉัน
“ฉันรู้สาเหตุแล้ว” เสียงพึมพำของคนข้างๆทำให้ฉันหันไปมอง แต่ก่อนจะได้ถามอะไร เคลวินก็ยื่นมือถือของเขามาให้ซะก่อน บนหน้าจอเป็นเว็บข่าวกอสซิปของโรงเรียน พาดหัวข้อข่าว ‘คิงกับควีน การคบกันที่ไม่ใช่แค่ตำแหน่งอีกต่อไป’ กำลังติดยอดนิยมอันดับหนึ่ง
ฉันมองชื่อของผู้เขียนข่าวที่ลงว่า แคร็ก ระหว่างกำลังตั้งคำถามว่าผู้ชายท่าทางซื่อบื้อคนนั้นรู้ได้ยังไง คำตอบก็มาถึงเมื่อฉันเงยหน้าขึ้น...นอกจากเซเรียและเจนนี่ ยังมีกลุ่มผู้หญิงที่เมื่อวานมากับเซเรียและเจนนี่ และพวกเธอเห็นฉันกับเคลวินในภัตตาคาร...อ่าฮะ การห้ามไม่ให้ผู้หญิงซุบซิบยากยิ่งกว่าการเรียนภาษาฝรั่งเศสซะอีก
“เรื่องนี้อยู่เหนือการคาดการณ์ของนายมั้ย” เคลวินที่กำลังเอามือล้วงกระเป๋าข้างหนึ่งเลิกคิ้ว ฉันไม่คิดว่าเขางุนงงกับคำถามหรอก แต่แค่กำลังหาคำตอบต่างหาก
“...ที่จริงฉันคิดว่าทุกคนจะรู้ช้ากว่านี้ ถ้านี่เรียกว่าคาดการณ์ ก็ใช่”
“แต่ฉันไม่ได้คาดการณ์อะไรเลย” ฉันพูดความจริง การตัดสินใจนี้ไม่มีแผนการล่วงหน้าเหมือนที่ผ่านมา เพราะอย่างนั้นมันทำให้ฉันกังวลกับสองพี่น้องดีเวอเจียร์ที่กำลังเดินเข้ามาหา
เคลวินมองตามสายตาฉัน เมื่อเห็นผู้หญิงสองคนนั้น เขายืดตัวขึ้นบนรองเท้าของเขาเหมือนผ่อนคลายร่างกายและพูดลอยๆ “เธอจะทำมันได้”
ฉันไม่อยากเข้าใจความหมายของเขา มันเหมือนถูกคาดหวัง แต่ในอีกทาง ฉันคิดว่ามันเป็นคำพูดให้กำลังใจที่ดี...เคลวินคว้ามือถือของเขาออกจากมือฉัน แต่ก่อนไปกลับทิ้งประโยคที่ทำให้ฉันนิ่ง “เจอกันหน้าล็อกเกอร์หลังเลิกเรียน” เขาเดินสวนเซเรียกับเจนนี่ไปแล้ว และคำพูดเมื่อกี้ทำให้ฉันนึกได้ว่า ฉันกับเขาไม่มีคลาสเรียนที่ตรงกันเลย
“อรุณสวัสดิ์เพรท” รอยยิ้มของเซเรียไม่เหมือนเมื่อวาน แต่เหมือนในอดีตที่ฉันรู้ดีว่าเธอต้องการหาผลประโยชน์จากฉัน “ฉันเห็นข่าวแล้ว...ถ้าพูดให้ถูกคือเห็นภาพจริงเมื่อวานนี้”
“แล้วเธอคิดว่าไงล่ะ”
“อยากจะร้องว้าว เชียวล่ะ” ฉันกอดอกเพื่อเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง ระหว่างที่กำลังคิดหาคำพูดสำหรับสถานการณ์นี้ สายตาก็เหลือบไปมองเจนนี่ที่ทำสีหน้าลำบากใจ “ถ้าเย็นนี้ฉันชวนเธอไปช็อปปิ้ง เธอจะว่าไง”
ฉันแค่นหัวเราะ “เธอติดค้างคำขอโทษฉันอยู่ เซเรีย”
เรื่องของฉันกับเคลวินเป็นสิ่งที่ฉันไม่ได้คาดการณ์ ถึงเมื่อวานทุกอย่างจะเกิดขึ้นเพราะความสะใจส่วนตัว แต่ฉันไม่มีแผนสำหรับตอนนี้ ช่างน่าหงุดหงิดที่ตัวเองกำลังลังเลระหว่างกลับไปมีเพื่อน หรือเลือกจะเดินออกมาถาวร
“ไม่เอาน่า ใช่ว่าพวกเราจะไม่เคยทะเลาะกันเลย...เราแค่ต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมเท่านั้นเอง”
“ฉันคิดว่า...” เจนนี่กำลังจะพูดออกมา แต่เซเรียกลับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ แน่นอนว่าเธอหยุดพูด
มันเป็นความลังเลที่เลือกยาก ผู้หญิงในกลุ่มของเซเรียกับเจนนี่ยังมองมาจากด้านหลัง...ถ้าฉันกลับไป ฉันอาจจะเป็นควีนที่น่าสนใจกว่าเดิม นั่นเป็นภาพในอนาคตที่น่าดึงดูด...แต่ในขณะเดียวกัน ภาพในอดีตก็ตีวนในหัวของฉัน เหตุการณ์แย่ๆที่เพิ่งเกิดขึ้นเหมือนฉันยืนอยู่บนปากเหว และสองพี่น้องตรงหน้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรฉัน ตรงกันข้าม พวกเธอผลักฉันลงไป
ฉันรู้ว่ามันเป็นการเปรียบเทียบที่เกินไป แต่ดูเหมือนลึกๆฉันจะมีคำตอบในใจอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้นการคิดในแง่ลบยิ่งสนับสนุนได้ดี
“ฉันดีใจกับคำชวนนะ แต่การยกเลิกนัดกับแฟนเย็นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี”
“ข่าวนั่นเป็นเรื่องจริง” เธอรู้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับคำยืนยัน เซเรียดูอารมณ์ดีมากกว่าเดิม
“ใครว่าไม่ล่ะ นั่นหมายถึง...” ฉันเลียริมฝีปากเบาๆ “ฉันคงไม่มีว่างให้พวกเธออีกนานเลย” เซเรียหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ฉันไม่ได้รู้สึกสะใจเท่าเมื่อวาน “ถึงฉันไม่มีเวลาว่าง แต่ถ้าเธอยังอยากบอกใครต่อใครว่าฉันเป็นเพื่อนเธอ ฉันก็ยินดีนะ”
เซเรียทำหน้าเหมือนโกรธ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา...ฉันมองเจนนี่ที่เดินเข้ามาจับแขนเธอ ก่อนจะหันมาพูดกับฉัน “ดีใจด้วยนะที่ได้คบกัน”
ฉันมองเจนนี่นิ่ง ก่อนจะเดินออกมาโดยไม่พูดอะไรต่อ...ฉันพอเดาได้แล้วว่าเจนนี่ต้องการจะพูดอะไร เธอไม่ต้องการให้ฉันกลับไป อาจเพราะกลัวฉันอึดอัด หรืออาจรับไม่ได้กับความเห็นแก่ตัวที่ผ่านมาของฉัน...อันที่จริง ฉันไม่คิดว่าเธอมีความคิดร้ายกาจเท่าเซเรียหรอก แต่ยังไงซะ พวกเราก็มีความร้ายกาจซ่อนอยู่เสมอ นั่นรวมถึงฉันด้วย
คำตอบลึกๆบอกให้ฉันเดินออกมา ก่อนที่ความร้ายกาจของพวกเราจะทำร้ายกันไปมากกว่านี้...บางทีการสูญเสียเมื่อวานอาจเป็นบทสรุปที่ถูกเขียนให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว
ฉันเข้าคลาสเรียนแรกก่อนเวลาห้านาที ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นกับวิชาวิทยาศาสตร์ แต่เพราะฉันอยากได้ที่สงบๆต่างหาก...เมื่อคลาสแรกเริ่มขึ้น ฉันต้องทดลองเกี่ยวกับแบคทีเรีย ฉันทำมันอย่างไม่กระตือรือร้นเท่าไร และยิ่งอาจารย์แกรมม์เดินเข้ามาสั่งงานสำหรับที่ฉันหยุดเรียนไปเป็นอาทิตย์ ความเซ็งคือสิ่งที่ฉันรู้สึก
“เธอหนีมันไม่พ้นหรอกนะ มิสเกรย์”
“แหงสิ สำหรับรายงานแลกเกรด ฉันไม่คิดว่าตัวเองหนีพ้นได้หรอกนะ”
อาจารย์แกรมม์ทำหน้าพอใจเมื่อฉันประชด เขาเดินออกไปแล้ว ส่วนฉันก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเซ็งๆและหันไปมองนอกหน้าต่าง...ถึงจะเซ็ง แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอารมณ์เสีย
ฉันมองใบไม้สีอมส้มที่กำลังร่วงหล่น ฉันว่าฉันรู้สาเหตุที่ไม่อารมณ์เสียแล้วล่ะ
นั่นเพราะฉันรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย...ถึงจะไม่ใช่ความสุข แต่ก็รู้สึกโล่งขึ้นเยอะเลย
เคลวินรอฉันอยู่จริงๆ หลังเลิกคลาสวิชาภาษาฝรั่งเศสที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย ฉันเดินมาที่โซนล็อกเกอร์ เป็นภาพที่ไม่คุ้นตาเท่าไรที่เห็นเขายืนอยู่คนเดียวโดยไม่มีกลุ่มเพื่อล้อมรอบ แต่บางทีเขาอาจคิดว่านี่เป็นหนึ่งในหน้าที่หลังเขายื่นแฟนก็ได้
ยังมีสายตาจับจ้องมาที่เราอยู่ ซึ่งฉันบอกแล้ว ตำแหน่งคิงกับควีนเป็นเหมือนแม่เหล็กดึดดูด...เคลวินเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือ เขายืดตัวที่กำลังพิงล็อกเกอร์ขึ้นและเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง
“อย่างน้อยเธอก็ไม่เบี้ยว”
“เป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่เหรอ” เคลวินหัวเราะเบาๆและพยักพเยิดให้เดินไปด้วยกัน เราสองคนเดินออกจากโรงเรียนมาเรื่อยๆ ครั้งนี้ฉันไม่เสนอรถแท็กซี่ เพราะไม่รู้จะรีบกลับไปอพาร์ตเม้นต์ทำไม
“แผนสำหรับเย็นนี้ของเธอคืออะไร”
“แล้วของนายล่ะ ปาร์ตี้?”
“ไม่เสมอไป สุดสัปดาห์เป็นเวลาที่เหมาะกว่า” ฉันยักไหล่ ปาร์ตี้ก็คืองานอดิเรกในชีวิตนั่นแหละ “ถ้าเธอยังคิดไม่ได้ ฉันมีคำแนะนำ” ฉันมองเขาอย่างสนใจ แต่สายตายังเหลือบมองทางเดิน เหตุการณ์แบบเมื่อเช้าจะไม่เกิดขึ้นอีก “...กินอาหารเย็นที่ห้องเธอพร้อมจิบไวน์ คิดว่าไง”
ไม่เลว...ถึงคำนี้จะผุดวาบขึ้นมา แต่ฉันก็ยังขมวดคิ้ว
“นี่เป็นหนึ่งในหน้าที่เหรอ” เมื่อเห็นเคลวินแค่ยิ้มโดยไม่ตอบอะไร ฉันก็ถอนหายใจ ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว “ถ้าอย่างนั้นฉันเสนอไก่อบ ที่เหลือนายจัดการสั่งเลย...อ้อ ห้องฉันไม่มีไวน์นะ”
“ฉันแน่ใจว่านั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรา”
คำตอบของเคลวินคือการที่เขาหยุดที่หน้าร้านไวน์ตรงหัวมุมถนน เขาผลักประตูนำเข้าไปก่อน เสียงกระดิ่งที่ติดกับประตูไม่ใช่สิ่งที่ฉันสนใจ ฉันกอดอกและเลือกจะยืนรออยู่หน้าร้าน ร้านไวน์ระดับสูงไม่เหมาะให้เด็กไฮสคูลเดินเข้าไป แต่ฉันเชื่อ มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรา แน่นอน ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเคลวิน
ฉันเบือนหน้าออกจากร้านไวน์ตรงหน้าไปที่ถนน รถยนต์เป็นสิ่งที่เห็นได้จนคุ้นตา ฉันมองรถแท็กซี่สีเหลืองขับผ่านไป จากนั้นก็เป็นมอเตอร์ไซค์สีขาวตัดน้ำเงินยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูขับผ่านไปอีก...ฉันมองตามจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับเมื่อมีมือมาแตะไหล่
“ฉันได้มาสอง” เคลวินบอกแล้วพยักพเยิดให้มองถุงกระดาษที่มีกล่องไวน์ใส่อยู่อีกที “เธอคิดว่าไง มันพอมั้ย”
“เหลือเฟือ” ฉันยักไหล่แล้วออกเดิน “เผลอๆบางทีเย็นนี้เราอาจเปิดมันแค่หนึ่ง”
เราสองคนเงียบไปสักพัก ก่อนที่เคลวินจะถามขึ้นเมื่อเดินมาใกล้อพาร์ตเม้นต์ “เธอชอบมอเตอร์ไซค์เหรอ” เขายักไหล่ก่อนจะขยายความ “ฉันแค่เห็นเธอมองเมื่อกี้ ดูท่าจะสนใจ”
“ช่างสังเกตดีนี่” ฉันพึมพำ ตอนนี้ถึงหน้าอพาร์ตเม้นต์แล้ว...เคลวินหยุดเดินเหมือนรอคำตอบจากฉัน “ฉันไม่ได้ชอบ ก็แค่นึกถึงตอนลองขี่มัน” คำพูดของตัวเองทำให้นึกถึงตอนที่พวกโคลด์เคยสอนฉันขี่
“ว้าว” เคลวินทำหน้าแปลกใจ ฉันกลอกตาเมื่อเห็นสีหน้าอย่างนี้...ฉันเดินนำเขาแล้วผลักประตูเข้าไปด้านในอพาร์ตเม้นต์ “เธอลองตอนไหน หมายถึง ฉันคิดภาพเธอกับมอเตอร์ไซค์ไม่ออกเลย”
“นายยังไม่ได้โทรสั่งอาหาร เคลวิน” ฉันไม่ต้องการให้เขาถามต่อ “อย่าลืมไก่อบของฉันเชียว”
“...ที่จริงเธอควรเรียกฉันว่าเค อย่าลืมสิ”
ฉันลืมไปจริงๆ แต่เมื่อนึกถึงตอนตัวเองเรียกชื่อเล่นเขา ฉันนึกไม่ออก “...จะพยายาม”
เคลวินถอนหายใจ เขาหยิบมือถือมากดโทรสั่งที่ร้านอาหารร้านใดร้านหนึ่ง ขณะที่ฉันกดลิฟต์ให้เราสองคนเข้าไป ฉันไม่ได้สนใจว่าเขาสั่งอะไรบ้าง แต่ได้ยินแว่วๆว่ามีสปาเก็ตตี้ด้วย
เมื่อมาถึงห้อง ฉันหยิบคีย์การ์ดมาเปิดประตูห้อง...ฉันมองเคลวินอย่างลังเลว่าจะช่วยถือถุงใส่ไวน์ดีมั้ย แต่สุดท้ายก็ไม่เมื่อเขาเดินเอาของไปวางที่เคาน์เตอร์อิฐสีขาวเอง ฉันโยนกระเป๋าไปที่โซฟาแล้วเดินเข้าไปหาเขาที่กดวางสายจากมือถือพอดี
“พนักงานพูดห้วนไปนิด ครั้งต่อไปฉันอาจไม่ใช้บริการร้านนี้” เคลวินบ่นอย่างไม่จริงจังแล้วหยิบกล่องไวน์ออกมาจากถุงกระดาษ ส่วนฉันก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวสูงหน้าเคาน์เตอร์
“นี่เป็นข้อเสียสำหรับเราที่ทำอาหารไม่เป็น” แอปเปิ้ลในตะกร้าเล็กบนเคาน์เตอร์ถูกฉันหยิบขึ้นมาหลังพูดจบ ผลไม้เป็นอีกสิ่งนอกจากพวกคอนเฟล็กที่ฉันให้แม่บ้านซึ่งมาทำความสะอาดห้องอาทิตย์ละสามวันซื้อมาตุนไว้
เคลวินแกะไวน์ออกจากกล่องพลางพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “คิดซะว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งสิ”
คำพูดของเขาน่าสนใจทีเดียว เปลี่ยนเรื่องแย่ๆให้เป็นเสน่ห์...ฉันหัวเราะเบาๆกับความคิดเขาพลางกัดแอปเปิ้ลเข้าไปหนึ่งคำ ฉันใช้มือปัดผมไปด้านหลังอย่างไม่สนใจ แต่พอเงยหน้ามาก็เห็นว่าเคลวินกำลังจ้องผมของฉันอยู่ เอาล่ะ มีหลายคนบอกว่าผมสีนี้เข้ากับฉัน
“ผมสีนี้ก็สวยนะ แต่ฉันว่าสีน้ำตาลปกติของเธอก็ไม่ได้แย่นี่”
มีหลายคนพูดแบบนั้น ผมสีน้ำตาลอ่อนทำให้ฉันดูเหมือนสาวพร้อมลุย ส่วนสีนี้ดูสูงส่ง...แต่สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันคือฉันมีเสน่ห์เสมอ ฉันรู้สึกดีที่ได้ยินคำพูดพวกนั้น เป็นความรู้สึกดีที่เคยชิน แต่พอมาได้ยินเคลวินพูดทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ...อาจเพราะฉันไม่ชินกับการที่เขาจ้องฉันเท่าไร เพราะอย่างนั้นฉันเลยยักไหล่กลบเกลื่อนอาการแปลกๆของตัวเอง ก่อนจะกระโดดลงจากเก้าอี้
“แฟชั่นเป็นสิ่งที่ใครก็ชอบนี่”
“อ่าฮะ” เคลวินรับคำ ส่วนฉันที่จงใจตัดบทด้วยการเดินออกมาก็หยุดเดิน เฮ้ สายตาของเขายังจ้องมาอยู่ ฉันรู้น่า...สุดท้ายฉันเลยถอนหายใจแล้วหันกลับไป ไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองกำลังเป็นบ้าอะไรอยู่ “ฉันจะบอกเธอว่า ถ้าหิวก็กินแอปเปิ้ลไปก่อนแล้วกัน”
“หวังว่าอาหารจะมาเร็วๆนะ” เรื่องอาหารเบนฉันออกจากอาการแปลกๆของตัวเองได้ ฉันเดินไปที่โซฟาแล้วมองไปรอบๆ สิ่งที่สะดุดสายตาคือกล่องไม้ใส่ของที่ใส่หนังสือนิทานภาพไว้ บางทีฉันควรพิจารณาเก็บมันใส่ตู้...ฉันเลือกเบนสายตาออกมา กล่องพัสดุเป็นอีกสิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดตา
ใครบอกเย็นนี้ฉันไม่มีแผน...ถึงจะเกือบลืมไปก็เถอะ
แผ่นหนังถูกแกะออกมาจากกล่อง ฉันนั่งยองๆแล้วใส่มันเข้าไปในเครื่อง การรอเคลวินเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่เผอิญฉันไม่ชอบรอ...ตอนที่ดูตัวอย่างหนัง ฉันไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก แต่เพราะพ่อกำกับเรื่องนี้ทำให้ฉันตั้งใจว่าต้องดูให้ได้...ฉันขยับขึ้นมานั่งบนโซฟาเมื่อหนังเริ่มฉาย
“เฮ้ นี่อยู่นอกแผน” เคลวินถือแก้วไวน์มาสองแก้ว เขาหนีบไวน์ขวดหนึ่งไว้ใต้แขน
“นั่นสำหรับนาย แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน” อีกคนวางแก้วและขวดไวน์ลงบนโต๊ะเล็กหน้าโซฟา เขาถอดสูทนักเรียนออกแล้วพาดไว้ที่ขอบโซฟา “นายคิดว่าอีกนานมั้ย...หมายถึงอาหารน่ะ” ฉันขยายความเมื่อเขาทำหน้าตางุนงง
“ฉันถึงได้บอกว่าแอปเปิ้ลเป็นตัวเลือกที่ดี” เขาบอกหลังนั่งลงข้างฉันแล้ว ส่วนฉันก็ก้มลงมองผลไม้ในมือ...มันไม่น่าดึงดูดเท่าไก่อบแน่ เพราะอย่างนั้นฉันจึงโยนมันไปที่ถังขยะอย่างไม่เสียดาย “เรื่องนี้พ่อเธอกำกับใช่มั้ย เล่าเรื่องย่อให้ฟังหน่อยสิ”
“ฉันเคยดูแต่ตัวอย่าง ไม่น่าตื่นเต้นนักหรอก มีผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกเลี้ยงให้เติบโตที่ต่างดาว และเหมือนเขาจะกลับมาที่โลกด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง ฉันว่ามันน่าสนใจตรงที่ตัวเอกกลับมาเพื่อทำลายล้างโลก พอกันทีเถอะกับวีรบุรุษ ฉันโอเคกับเรื่องนี้นะ ยิ่งเป็นหนังที่พ่อกำกับแล้วด้วย”
ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากให้เกิดขึ้นหลังเล่าออกไปก็เลยหันไปมองเคลวินที่เอนหัวพิงพนักโซฟา แต่สายตากลับจ้องมาที่ฉันนิ่ง...โอเค ถึงก่อนหน้านี้ฉันจะรู้สึกแปลก แต่ตอนนี้ฉันกดอารมณ์พวกนั้นได้ และสั่งให้ตัวเองขมวดคิ้วกลับไปแทน
“ฉันแค่...” เขาเลียริมฝีปาก ก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “วัยรุ่นที่พูดถึงครอบครัวอย่างมีความสุขไม่ใช่สิ่งที่ฉันเห็นบ่อยน่ะ เธอทำให้ฉันนึกถึง...” ครั้งนี้เขาไม่มองหน้าฉัน แต่กลับเงยหน้ามองเพดานห้องแทน “ล่าสุดที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวน่ะ กำลังคิดอยู่ว่าสุดสัปดาห์นี้จะไปอีกดีมั้ย”
ฉันขยับตัวนั่งอย่างติดขัด สีหน้าของเคลวินที่ยิ้มบางๆเมื่อนึกถึงครอบครัวทำให้ฉันรู้สึกหดหู่ และเขากำลังคิดว่าครอบครัวฉันอบอุ่น
ฉันอยากจะโกหกตามน้ำไป แต่อยู่ๆภาพหนังสือนิทานภาพก็ผุดขึ้นมาในหัวฉัน...มันไม่ใช่ความเชื่อ แต่ฉันไม่อยากเสี่ยงไปมากกว่านี้...ฉันสะบัดหัวไล่เรื่องแย่ๆก่อนจะถามเขากลับ
“ที่นายเคยบอกว่าบินกลับไปเยี่ยมครอบครัว ที่ไหนล่ะ”
“แนชวิลล์” คำตอบของเขาทำให้ฉันนิ่ง เคลวินหันหน้ามามองฉันด้วยรอยยิ้มบางๆเหมือนเคย แต่ฉันกลับรู้สึกอยากร้องไห้ อาจดูเป็นเหตุผลที่ไร้สาระ แต่ความสุขรอบตัวเขาซึ่งมาจากแนชวิลล์เหมือนกันทำให้ฉันนึกถึงตัวเอง...ทั้งในอดีตกับตอนนี้ “ฉันย้ายมาที่นี่ตอนเกรดเก้า น่าจะจำได้นี่ จะว่าไปเราก็อยู่ด้วยกันมาหลายปี...”
“ดูหนังต่อเถอะ” ฉันตัดบทแล้วจับผมสีน้ำตาลเข้มของเขาเบาๆให้หันกลับไปมองโทรทัศน์ เขาไม่ได้คัดค้านอะไร หนังที่เริ่มมากว่าห้านาทีทำให้ฉันดูไม่รู้เรื่องเล็กน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา...ความบันเทิงจะทำให้เราผ่อนคลายลง ฉันรักทฤษฎีนี้ เพราะเพียงแค่สิบนาทีต่อมาฉันก็จมจ่อมลงไปในโลกของหนังที่ฉันบอกว่าไม่น่าตื่นเต้น
กริ๊ง
เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น เดาได้ไม่ยากว่าอาหารมาแล้ว เคลวินเดินไปจ่ายเงินและรับของมา ฉันหยิบรีโมทมากดหยุดหนัง ก่อนจะหยิบหนังยางแถวนั้นมารวบผมขึ้นและเดินไปช่วยเคลวินจัดอาหาร
“ตัวเอกของเราคือไวน์” เคลวินพูดขึ้นเมื่อเขาวางจานไก่อบและสปาเก็ตตี้ลงบนโต๊ะเล็กหน้าโซฟา เขาเปิดขวดไวน์แล้วรินลงในแก้วทั้งสองใบ ฉันมองน้ำสีแดงอมม่วงที่ค่อยๆไหลลงอย่างเพลิดเพลิน
“ไก่อบต่างหาก” ฉันพึมพำ ส่วนเคลวินก็หัวเราะ...เมื่อฉันเปิดหนังต่อ เขาก็หันแก้วไวน์มาทางฉัน ซึ่งหมายถึงฉันต้องทำแบบเขา เราสองคนชนแก้วกันเบาๆ
“แด่การเป็นแฟนกัน” เคลวินพูด ก่อนจะหันกลับไปสนใจหนังต่อ เอาล่ะ ถึงจะเป็นประโยคที่ทำให้รู้สึกแปลกอีกครั้ง แต่ฉันไม่ควรสนมัน
เวลากว่าสองชั่วโมงที่หนังดำเนินมา ตอนนี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว แสงสีส้มของดวงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างห้องฉันเข้ามา...ฉันกระดกไวน์ในแก้ว นี่เป็นขวดที่สองแล้ว ข้อสันนิษฐานที่ว่าใช้ดื่มแค่ขวดเดียวเก็บพับไปได้เลย...ฉันมองหนังที่ตอนจบตัวเอกทำลายล้างโลกได้ แต่ที่เขาไม่รู้คือสุดท้ายก็มีมนุษย์เหลือรอดอยู่ แน่นอน เมื่อมีมนุษย์...โลกนี้ยังดำเนินต่อไปได้ ฉันหันไปมองหน้าเคลวินที่สนใจหนังตรงหน้าแล้วกลืนน้ำลาย
นี่เป็นสถานการณ์ที่แปลก เราสองคนเจอกันมาตั้งแต่เกรดเก้า แต่กลับไม่เคยคุยกันจริงจังสักครั้ง...แต่ในปีสุดท้ายที่ฉันอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เขากลับเข้ามามีบทบาท เราตกลงเป็นแฟนกัน เราคุยเล่นกัน เรามีมื้อเย็นพร้อมดูหนังด้วยกัน...เมื่อมาคิดๆดูแล้ว ฉันไม่เข้าใจว่าสถานการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ถึงได้บอกไง ช่างเป็นสถานการณ์ที่แปลก
บรรยายดีขึ้นนะคะ แต่ประโยคที่ไม่ธรรมชาติก็ยังเยอะอยู่
ในรัฐนิวยอร์กนี่อายุเท่าไหร่ซื้อเหล้าได้อ่ะ ใส่ยูนิฟอร์มโรงเรียนด้วยป่ะ? พี่ไม่แน่ใจแหะ อันนี้ลองเช็คเพราะแต่ละรัฐกฏไม่เหมือนกัน