Mayuki

[JLS04] Pinocchio Curse สาปร้ายให้กลายเป็นรัก

ฉันคล้ายพิน็อคคิโอ อ้อใช่ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต่าง ถ้าพิน็อคคิโอโดนนางฟ้าเสก ฉันก็คงโดนแม่มดสาป

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 6/7 :: chapter 6 :‘Kiss from a prince’ has only in a fairytale.

ตอนถัดไป







6

‘Kiss from a prince’ has only in a fairytale.

           

 

 

จุมพิตของเจ้าชาย

           

ที่ผ่านมาฉันไม่ได้มองว่าอาจารย์ปิแอร์แย่นักหรอก แต่ฉันเพิ่งมาใช้คำนั้นหลังเขามอบงานให้นักเรียนอ่านเรื่องสั้นของเจ้าหญิงนิทราในรูปแบบภาษาฝรั่งเศส ไม่ใช่เรื่องยาก ถึงมันจะน่าฝืนใจสำหรับฉันก็เถอะ แต่สิ่งที่ยากคือการต้องทนขลุกอยู่กับนิทานปรัมปราหลอกเด็กต่างหาก เฮ้ ฉันผ่านวัยสิบขวบมาแล้วนะ

           

ฉันไม่อยากโทษความคิดของตัวเอง แต่มันน่ารำคาญจริงๆที่เมื่ออ่านเรื่องสั้นนี้ หัวของฉันก็เอาแต่นึกถึงหนังสือนิทานภาพพิน็อคคิโอทุกที

           

หารักแท้ให้เจอ กับ จุมพิตของเจ้าชายงั้นเหรอ ตลกร้ายจริงๆนั่นแหละ

           

ฉันปิดหนังสือนิทานลงแล้วโยนมันลงกระเป๋ากุชชี่สีแดง หลังจากนั้นก็เบือนหน้าไปมองวิวนอกหน้าต่างรถแท็กซี่ ใกล้จะถึงโรงเรียนแล้ว และฉันไม่เคยเปลี่ยนความคิดที่ว่าการนั่งแท็กซี่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการเดิน

           

ยังคงเหมือนเดิมเมื่อฉันลงมาจากรถแท็กซี่ สายตาที่จับจ้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ถ้าขาดไปคงรู้สึกแปลกน่าดู แต่วันนี้ฉันไม่ได้มากับเคลวิน อันที่จริงพวกเราไม่ได้มาโรงเรียนด้วยกันบ่อยนักหรอก ฉันไม่แน่ใจว่านี่เป็นอาทิตย์ที่สองหรือสามที่เราคบกัน...ฉันไม่ได้ใส่ใจจะนับ เพราะอย่างนั้นการหวังให้ฉันกับเขาตัวติดกันตลอดคงเป็นไปได้

           

เช้านี้ฉันเลือกจะไม่กินอาหารเช้ามาจากอพาร์ตเม้นต์ การเข้าโรงอาหารของโรงเรียนในช่วงเช้าอาจทำให้รูปแบบชีวิตน่าสนใจมากกว่าเดิมก็ได้

           

ฉันเลือกไข่ดาว ไส้กรอก และครัวซองต์มาเป็นอาหารเช้า...ฉันนั่งลงที่โต๊ะใต้เพดานกระจกใส แสงแดดอ่อนๆที่ส่องลงมาทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และพอฉันกินไส้กรอกไปได้สองคำก็มีแขนข้างหนึ่งโอบไหล่ฉันจากด้านหลัง

           

คนที่สนิทกับฉันมีไม่เยอะ แล้วในช่วงนี้ก็มีอยู่คนเดียว

           

“อรุณสวัสดิ์ ไม่คิดว่าจะเห็นเธอที่โรงอาหาร” เคลวินปล่อยแขนออกจากไหล่ ก่อนที่ตัวเขาจะนั่งลงข้างๆฉัน

           

“เปลี่ยนบรรยากาศน่ะ” เราไม่ได้เจอกันมาสองวันแล้ว เขาบอกฉันว่าจะบินกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่แนชวิลล์ “แล้ววันหยุดที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง”

           

“ก็ไม่เลว แม่ยังอบพายอร่อยเหมือนเดิม ถึงพ่อจะติดงานจนมาไม่ได้ก็เถอะ” เคลวินเล่าด้วยน้ำเสียงสบายๆ ฉันมองมือเขาที่เอื้อมไปหยิบคริวซองต์มากัดไปคำหนึ่ง อ่าฮะ ครัวซองต์ของฉัน “ว่าแต่เธอล่ะ” เขาถาม แต่ก่อนฉันจะตอบ เขาก็ชิงพูดก่อน “ให้ฉันลองเดา เธอคงนอนฟังเพลงอยู่ในห้อง หรือไม่ก็ไปเดินช็อปปิ้ง”

           

“อ๊ะอา ผิดหมด” ฉันเท้าแขนกับโต๊ะแล้วแย่งครัวซองต์มาจากมือเคลวิน ก่อนจะกัดอีกด้านเข้าไปหนึ่งคำ “เมื่อวานฉันใช้เวลาครึ่งวันอยู่ที่เซ็นทรัลพาร์คเพื่ออ่านเรื่องสั้นปัญญาอ่อนไปกว่าครึ่งเล่ม ก่อนจะจบมื้อเย็นที่บาร์แถวนั้น”

           

เคลวินขำเบาๆ “เธอกำลังหมายถึงเจ้าหญิงนิทราภาษาฝรั่งเศสที่เคยเล่าให้ฟังน่ะเหรอ”

           

“นั่นแหละ ฉันเรียกมันว่าเรื่องสั้นปัญญาอ่อน”

           

“ฉันจะไม่ขัดเธอแล้วกัน กินต่อสิ” เคลวินพูดแล้วเลื่อนจานมาใกล้ฉันมากกว่าเดิม ฉันถอนหายใจแล้ววางครัวซองต์ลง ก่อนจะลงมือจัดการอาหารเช้าตรงหน้า “พอกลับมาอาจารย์โรลีนก็เรียกหาฉันเลย”

           

ภาพอาจารย์ร่างผอมที่ชอบพูดเสียงแหลมๆลอยเข้ามาในหัวฉัน “หล่อนอยู่ฝ่ายกิจกรรมนี่ นายโดนใช้งานเรื่องอะไรล่ะ”

           

“งานพรอมปีนี้ไง อย่าลืมเชียวว่าเราอยู่เกรดสิบสองแล้ว”

           

คำตอบของเคลวินไม่เชิงทำให้ฉันตื่นเต้น แต่ก็ทำให้ฉันวางมือจากมีดกับส้อมและหันไปสนใจเขาได้

           

“เธอพูดถูก ฉันโดนเรียกไปใช้งานเรื่องประสานงานนิดหน่อย แต่อีกเดี๋ยวเธอก็คงโดนเหมือนกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปีนี้ใครจะเป็นคิงควีนประจำงาน”

           

“นี่เพิ่งปลายเดือนตุลาคมเอง งานพรอมปีนี้จัดเดือนไหนนะ”

           

“ปีหน้า ประมาณต้นเดือนเมษาฯ” ฉันคิดว่ามันเร็วไปหน่อย แต่ก็ช่างเถอะ เพราะที่น่าสนคือเดือนเมษายนต่างหาก “จริงสิ วันเกิดเธอน่าจะใกล้ๆกันนี่” มือที่กำลังเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำส้มชะงัก ฉันขมวดคิ้ว...เคลวินรู้ได้ยังไง “เฮ้ๆ ไม่ต้องจ้องขนาดนั้น เธอลืมไปแล้วเหรอว่าทุกปีที่จัดปาร์ตี้วันเกิดฉันก็เป็นแขกที่ได้รับเชิญนะ ถึงเราจะไม่เคยคุยกันก็เถอะ”

           

เป็นคำตอบที่กระจ่างชัดจริงๆ ทุกปีที่ฉันจัดปาร์ตี้วันเกิด การเชิญคนดังของโรงเรียนไปไม่ใช่เรื่องแปลก ถึงพวกเราจะไม่เคยคุยกันนอกจากทักทายเล็กๆน้อยๆเท่านั้นก็เถอะ...ฉันคิดพลางเหม่อมองประตูทางเข้าโรงอาหาร คราวนี้กลุ่มคนที่น่าดึงดูดกำลังเดินเข้ามา ฉันไม่ได้มีอคติกับพวกกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่มีโต๊ะนั่งส่วนตัว แต่แค่พอเห็นหน้าแม่สาวน้อยของเจ้าชายก็รู้สึกเซ็งจนอาหารเช้ากลายเป็นสิ่งน่าเบื่อเท่านั้น

           

“จริงสิ” เสียงพึมพำของเคลวินดังมาจากข้างๆ เขากำลังมองกลุ่มเพื่อนตัวเองก่อนจะหันมาพูดกับฉัน “คืนนี้เรามีปาร์ตี้กันที่ผับแถว...”

           

“ฉันโบกมือลาถ้านั่นเป็นคำชวน” ถึงปาร์ตี้จะเป็นสิ่งที่ฉันรัก แต่การปาร์ตี้กับกลุ่มคนที่ไม่สนิทไม่ใช่แนวฉันเลย “นายก็เถอะ หวังว่าคงไม่เมาแล้วกลับมาเคาะห้องฉันกลางดึกหรอกนะ”

           

 

เคลวินหัวเราะเบาๆ มองฉันที่ลุกขึ้นพลางสะพายกระเป๋า “เธอไปเถอะ เดี๋ยวฉันเอาจานไปเก็บให้”

           

“เยี่ยม ขอบใจที่รู้ว่าฉันไม่อยากเข้าคลาสวิชาวิทยาศาสตร์สาย”

           

ฉันเดินออกมาจากโรงอาหาร แต่ก่อนจะเดินถึงประตู ฉันหยุดเล็กน้อยเพื่อหันไปมองเคลวิน...มันเป็นปฏิกิริยาที่ฉันไม่เข้าใจตัวเอง เขากำลังหันหลังเดินเอาจานไปเก็บ...ฉันเลียริมฝีปากเล็กน้อย เมื่อเลื่อนสายตากลับมา ฉันพบว่าไมค์กำลังมองฉันอยู่ ถึงฉันจะปลื้มเจ้าชาย แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันควรจะเสียเวลายืนอยู่ตรงนี้เพื่อจ้องตาเขากลับ

           

ฉันพลิกนาฬิกาข้อมือเส้นเล็กสีดำของแชแนลขึ้นมามอง อ่า...คลาสแรกกำลังจะเริ่มแล้ว

 

           

 

ทันทีที่ออดเลิกเรียนคลาสสุดท้ายดังขึ้น นักเรียนหลายคนก็เดินออกจากห้องเรียนไปทันที ส่วนฉันที่ไม่รีบร้อนก็เก็บของอย่างเอื่อยเฉื่อย และพอผลักประตูออกมาที่ระเบียงทางเดิน ฉันแทบจะถอยหลังไม่ทันเมื่อสเก็ตบอร์ดเคลื่อนผ่านหน้าไปอย่างเฉียดฉิว

           

“ขอโทษทีควีน!” ฉันกลอกตา เสียงขอโทษของเวียโก้ หนุ่มผิวสีเข้มที่เคลื่อนสเก็ตบอร์ดไปไกลแล้วไม่ทำให้ฉันอารมณ์ดีสักนิด

           

“ให้ตายสิ” ฉันพึมพำ

           

“อย่าอารมณ์เสียกับมันเลย” เสียงทุ้มที่ไม่คุ้นเคยเท่าไรดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็ต้องแปลกใจ “บอกที ฉันต้องแนะนำตัวมั้ย”

           

“เป็นมุกที่ไม่ตลกหรอกนะ ไมค์ คลาร์ก” ถ้าย้อนกลับไปหลายอาทิตย์ก่อน สิ่งที่คนตรงหน้าเหมือนเคลวินคือ เราเพิ่งเคยคุยกันเป็นครั้งแรก “แต่ที่ตลกคือการที่นายเข้ามาคุยกับฉันโดยที่ไม่มีแม่สาวน้อยของนายอยู่ข้างตัวน่ะ”

           

อีกครั้งที่นี่เป็นสถานการณ์ที่แปลก ฉันกับไมค์คุยกันระหว่างเดินไปโซนล็อกเกอร์ ไม่ต้องเดาเลยว่าต้องตกเป็นเป้าสายตา ฉันไม่ได้สนหรอก เพราะการคุยกับคนที่แอบปลื้มก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนี่

           

“ฉันแค่อยากคุยเรื่องเธอกับเคลวิน” คำพูดของไมค์ทำให้ฉันขมวดคิ้ว “มันน่าสงสัยเรื่องที่เธอคบกับหมอนั่น ถ้าฉันเดาว่าเขาขอเธอคบเพราะอยากตัดปัญหาเรื่องไลเดีย นั่นถูกมั้ย”

           

“ถึงจะเป็นอย่างนั้นนายก็ไม่เกี่ยวนี่” ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ฉันไม่ได้หงุดหงิดอะไรทั้งนั้น ความหมายของฉันคือถึงไมค์จะเป็นส่วนหนึ่งในตัวแปรของเรื่อง แต่เมื่อฉันคบกับเคลวินแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของเขา “รู้มั้ย ฉันโอเคกับชีวิตตอนนี้นะ มันไม่ได้เหมือนในนิยายที่ฉันถูกบังคับหรอก ฉันกับเคลวินเราเข้ากันได้ดี”

 

เมื่อพูดประโยคนี้จบฉันก็หยุดเดิน หลายครั้งแล้วที่ฉันไม่เรียกเขาว่าเค...บางทีทุกอย่างอาจต้องใช้เวลา

           

“โอเคๆ ฉันว่าเราหยุดประเด็นนี้กันดีกว่า” ไมค์พูดเสียงนุ่ม เขายกมือเหมือนยอมแพ้และเดินตามมาจนถึงล็อกเกอร์ “อันที่จริง ไม่ใช่แค่เรื่องเธอกับเคลวินหรอกที่ฉันอยากคุย การทำความรู้จักเธอก็เป็นสิ่งที่ฉันตั้งใจจะทำ”

           

“ถ้านายหมายถึงการเป็นเพื่อนกัน”

           

“ฉันมองว่านั่นเป็นความสัมพันธ์ของเธอกับเคลวินมากกว่า” พวกเราเดินมาหยุดอยู่หน้าล็อกเกอร์ของฉัน แต่ฉันกลับยืนนิ่งเพราะคำพูดของไมค์...เขาพูดถูกทีเดียว มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบแฟน แต่ฉันรู้สึกเหมือนเคลวินเป็นเพื่อนของฉัน “...จะว่าไป เรื่องที่เธอกับไลเดียเคยเป็นเพื่อนกัน...” ไมค์หยุดพูดเมื่อฉันตวัดสายตาไปมอง เขาเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มขอโทษ “ฉันแค่เคยได้ยินคนอื่นเขาพูดกันน่ะ ไม่ได้ตั้งใจให้เธอหงุดหงิด สาบานได้”

           

ฉันจ้องคนตรงหน้านิ่ง ไมค์ คลาร์ก เป็นเจ้าชายที่น่าหลงใหล เขาไม่ได้ขี้เล่นเหมือนเคลวิน แต่เขาสุขุมและอ่อนโยนกว่า ดวงตาสีฟ้านั่นบอกได้ดี นั่นเป็นสิ่งที่ฉันชอบ แต่ต้องไม่ใช่กับคำพูดเมื่อกี้...ฉันถอนหายใจ บางทีฉันควรตอบออกไปว่า ใช่ เราเคยเป็นเพื่อนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ แต่เชื่อเถอะ ฉันไม่อยากพูดถึงผู้หญิงคนนั้นสักเท่าไร

           

“นายไม่คิดจะสนใจเรื่องของเจ้าหญิงบ้างเหรอ” เป็นการเปลี่ยนเรื่องที่ได้ผล ไมค์ขมวดคิ้วเมื่อฉันพูดถึงโซเฟีย เวทิงตัน เจ้าของตำแหน่งเจ้าหญิงของโรงเรียน

           

“โซเฟียกับฉันเป็นแค่อดีตน่า”

           

“ฉันได้ยินจากอาจารย์ว่าเธอลาเรียนสองเดือน เพราะพ่อป่วยหนักอยู่ที่อังกฤษ” ฉันพูดพลางเปิดล็อกเกอร์ นี่เป็นข่าวที่ทุกคนรู้ และตอนนี้ฉันรู้สึกดีเมื่อเบี่ยงมาพูดเรื่องแฟนเก่าของไมค์ “อันที่จริงฉันชอบหล่อนมากกว่าไลเดียนะ”

           

หนังสือเรียนในล็อกเกอร์มีอยู่สองสามเล่ม ฉันเปิดกระเป๋ากุชชี่สีแดงของตัวเองและลังเลว่าจะเอาหนังสือนิทานเก็บดีมั้ย เพราะการเว้นระยะห่างจากเรื่องสั้นนี่คงทำให้ชีวิตผ่อนคลายขึ้น

           

“หัวข้อหลักของฉันคือการทำความรู้จักกับเธอนะ”

           

“ฉันไม่ลืมหรอกน่า” ฉันตอบโดยที่สายตายังคงมองหนังสือในมือ แต่ก็ต้องละสายตาเมื่อไมค์พูดประโยคต่อมา...ฉันมองเจ้าชายที่กำลังยืนล้วงกระเป๋ากางเกงและยิ้มให้ฉัน

           

“แม่ฉันมีร้านอาหารอยู่แถวแมนฮัตตัน ถ้าเธอสนใจ คืนนี้เราร่วมโต๊ะอาหารค่ำทำความรู้จักกันหน่อยดีมั้ย”

           

เจตนาของไมค์ไม่ได้ร้ายกาจ ฉันมองออก

 

“เคลวินบอกฉันว่าคืนนี้มีปาร์ตี้”

           

“ฉันไปสายได้”

           

เขาช่างลงทุน ฉันไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงไม่ปฏิเสธออกไป อาจเพราะว่าเขาเป็นคนที่ฉันปลื้ม หรืออาจเพราะดวงตาสีฟ้าของเขาทำให้รู้สึกผ่อนคลายก็ได้...อยู่ๆสายตาของฉันเลื่อนลงมองหนังสือในมือ ฉันไม่ได้อยากคิดแบบนี้ แต่ประโยคที่ว่า หารักแท้ให้เจอ กับ จุมพิตของเจ้าชาย มันกำลังดังก้องอยู่ในหัวของฉัน

           

ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เขาเป็นคนที่ฉันปลื้ม

           

สุดท้ายฉันก็วางหนังสือนิทานเข้าล็อกเกอร์ ก่อนจะหันมายิ้มให้เขา “ฝากท้องด้วยแล้วกัน”

 

           

 

นิวยอร์กเข้าสู่ความมืดแล้ว ลมเย็นๆที่พัดมาจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ทำให้ฉันเลือกเสื้อโค้ตผ้านุ่มสีแดงมาคลุมทับเสื้อสีดำและกางเกงสีขาวด้านใน...นัดคืนนี้ก็คืออาหารค่ำทั่วไป แต่ลึกๆแล้วฉันรู้สึกตื่นเต้น และฉันรู้สาเหตุดี

           

ฉันขยับเสื้อโค้ตให้เข้าที่ การออกจากอพาร์ตเม้นต์ตอนมืดทำให้ฉันนึกถึงครั้งที่ไปผับกริจิโอ มันเป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเท่าไร แต่ความตื่นเต้นเป็นตัวกระตุ้นให้ฉันนึกถึงจริงๆ...ฉันหยิบกระเป๋าแชแนลและเดินไปที่หน้าต่างเพื่อปิด แต่ก่อนจะเลื่อนหน้าต่างลง ฉันไม่ลืมที่จะสูดหายใจรับไอเย็นของนิวยอร์กเข้าไป

           

มือถือในกระเป๋าของฉันสั่น เมื่อหยิบออกมาก็เห็นว่าเป็นข้อความจากไมค์ พวกเราแลกเบอร์กันแล้ว ข้อความที่เขาส่งมาเป็นที่ตั้งของร้านอาหารในย่านแมนฮัตตัน

           

ฉันเก็บมือถือลงกระเป๋าพลางใช้มือข้างเดียวเลื่อนหน้าต่างลง อากาศในห้องกลายเป็นอบอุ่นเมื่อไม่มีไอเย็นจากลมพัดเข้ามา...หลายครั้งก่อนออกจากห้องฉันจะเหลือบมองกล่องไม้ใส่ของที่มีหนังสือนิทานภาพวางอยู่ แต่ครั้งนี้ไม่ มันเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับว่า นัดอาหารค่ำครั้งนี้มีเรื่องของหนังสือนิทานภาพเข้ามาเกี่ยว

           

ให้ตายเถอะ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำอะไรงี่เง่าอยู่เลย

           

“เคลวิน” ฉันเลิกคิ้วเมื่อเปิดประตูออกมาเจอเคลวินซึ่งกำลังจะกดกริ่ง เขาอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีขาวกับกางเกงยีน มันธรรมดา แต่เชื่อเถอะ เขาดูดีทีเดียว

           

“เค ฉันย้ำเธอหลายรอบแล้วนะ” เขาดูไม่ชอบใจสักเท่าไรกับคำเรียก แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร “ฉันแค่จะมาถามย้ำเรื่องปาร์ตี้ เธอเปลี่ยนใจได้นะ”

           

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะพูดย้ำว่าไม่เปลี่ยนใจ”

           

เคลวินหัวเราะเบาๆก่อนที่จะไล่สายตามองชุดฉัน ฉันไม่ได้กังวลกับคำถามล้อเล่นของเขาที่ว่า “บอกสิ คืนนี้เธอจะนอกใจฉันไปเที่ยวไปใคร” แต่ถึงอย่างนั้นฉันกลับไม่ตอบทั้งหมด

           

“ก็แค่มื้อค่ำกับว่าที่เพื่อน และฉันสายมากแล้ว”

           

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญ” เคลวินผายมือเชิญเหมือนประชด แต่ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มอยู่ เราสองคนลงลิฟต์มาด้วยกัน ก่อนที่เคลวินจะเรียกรถแท็กซี่ให้ฉันขึ้นก่อน “อย่ากลับดึกนักล่ะ โชคดีกับมื้อค่ำ” คำพูดของเขาทำให้ฉันหัวเราะเบาๆ แต่ฉันก็แค่ยักไหล่ไม่ตอบอะไรแล้วหย่อนตัวเข้ารถ ส่วนเคลวินก็ทำหน้าที่ปิดประตูให้ราวกับเป็นพนักงาน

           

รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกมาแล้ว ฉันบอกสถานที่กับคนขับแล้วหันไปมองนอกกระจก เคลวินกำลังรอรถแท็กซี่คันใหม่อยู่...อาหารค่ำกับไมค์คืนนี้ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกผิด เพราะฉันรู้ดีว่าระหว่างฉันกับเคลวิน ความจริงเราเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น และฉันชอบความสัมพันธ์แบบนี้

           

ไม่นานฉันก็มาถึงร้านอาหาร แถบนี้เป็นย่านที่คนไม่พลุกพล่านเท่าไร และร้านอาหารตรงหน้าฉันไม่ใช่ภัตตาคาร แต่กลับดูอบอุ่นน่าเข้า ฉันไม่ได้โทรบอกไมค์ว่ามาถึงแล้ว แต่กลับเลือกผลักประตูเข้าไปเลย กระดิ่งที่ติดอยู่หน้าประตูส่งเสียงเป็นสัญญาณว่ามีคนเข้ามา  

           

สิ่งแรกที่ได้ยินไม่ใช่เสียงพนักงานต้อนรับ แต่กลับเป็นเสียงเปียโน

           

ฉันยืนนิ่ง ตอนแรกไม่แน่ใจว่าเพลงอะไรที่กำลังถูกบรรเลงอยู่ แต่สักพักก็นึกออกว่าคือดนตรีคลาสสิค ฟอร์ อีลิเซ่...ฉันประทับใจเพลงนี้ตอนพ่อเคยเล่นให้ฟังเมื่อวันเกิดอายุสิบขวบ และยิ่งประทับใจใหญ่เมื่อเห็นว่าคนบรรเลงคือร่างสูงของคนที่นัดฉัน เปียโนหลังใหญ่สีดำที่อยู่กลางร้านดูเข้ากับเขา ฉันคิดว่านี่อาจเป็นส่วนผสมของความอบอุ่นในร้านนี้

           

“มากี่คนคะ” พนักงานหลังเคาน์เตอร์ถามฉัน ฉันละสายตาออกมาตอบตอนที่ดนตรีจบลงพบดี

           

“หนึ่ง แต่ฉันแน่ใจว่าโต๊ะของฉันถูกจองไว้แล้ว”

           

“เธอพูดถูก” ไมค์เดินเข้ามาหาฉัน เขาอยู่ในชุดที่พร้อมออกไปเที่ยว ฉันไม่ลืมหรอกว่าคืนนี้กลุ่มเขามีปาร์ตี้กัน “ฉันกำลังรออยู่พอดี แต่โต๊ะของเราไม่ใช่ความหรูหราระดับภัตตาคารหรอกนะ”

           

การตอบออกไปว่า ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น ไม่ใช่มารยาทที่ดีแน่นอน ฉันแค่ยักไหล่แล้วเดินตามไมค์ไปนั่งที่โต๊ะด้านในสำหรับสองคน กลิ่นเทียนหอมในร้านกับดนตรีจากแผ่นที่คลอเบาๆทำให้ฉันหลงใหลจนคิดว่าอาจมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง

           

“เธอคิดว่าโชว์เมื่อกี้เป็นยังไง”

           

“ฉันชอบเพลงนั้นอยู่แล้ว” พนักงานเอาเมนูน้ำมาให้เราสองคน และนั่นทำให้ฉันสงสัย “ฉันเพิ่งรู้ว่าร้านอาหารเขามีแค่เมนูน้ำ และฉันไม่คิดว่านายแยกความแตกต่างระหว่างน้ำกับอาหารไม่ออกหรอกนะ”

           

“คนที่แยกไม่ออกคงโง่เง่าน่าดู ไม่ต้องห่วง อาหารของเธอฉันสั่งไปก่อนหน้านั้นแล้ว”

           

“เยี่ยม” ฉันสั่งไวน์แล้วคืนเมนูให้พนักงาน ก่อนจะหันมาเท้าแขนกับโต๊ะ “ฉันชอบร้านนี้ หมายถึง บรรยากาศ ดนตรี แม้แต่เปียโนหลังนั้นฉันก็ชอบ”

           

“ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น ร้านนี้เป็นของแม่ฉัน เวลาว่างฉันก็เข้ามาช่วยบ้างแหละ อย่างน้อยการเล่นเปียโนก็สบายกว่าการเป็นพนักงานแล้วกัน”

           

ไมค์ตอบอย่างผ่อนคลาย ฉันจึงดึงแขนลงมาวางที่ตักแล้วจ้องเขานิ่ง...นี่เป็นอาหารค่ำที่สามารถพูดได้สองความหมาย เป็นได้ทั้งแปลกและไม่แปลก ฉันไม่เคยเริ่มเป็นเพื่อนกับคนอื่นด้วยอาหารค่ำ แต่เมื่อมานั่งอยู่ตรงนี้ ฉันมองออก...ฉันกับไมค์ไม่ได้ต้องการเป็นเพื่อนกันขนาดนั้น พวกเราต่างกำลังสนใจอีกฝ่าย แต่ไม่ได้ต้องการสานความสัมพันธ์ไปถึงขั้นลึกซึ้ง

           

“เธอจ้องฉันเขม็งเชียว” ไมค์หัวเราะเบาๆ ฉันถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าจ้องอีกฝ่ายมากไป...ฉันขยับตัวนั่งไขว่ห้างแล้วถอนหายใจกับอาการของตัวเอง “ฉันได้ยินเรื่องของเธอมาเยอะอยู่ อย่างเช่นเรื่องที่เธอหยิ่ง ไม่ค่อยมีเพื่อน หรือ...”

           

“นั่นถูกทั้งหมด ฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะ”

           

ฉันกัดริมฝีปาก คำว่าไม่ค่อยมีเพื่อนของเขาช่างแทงใจซะจริง แต่การเก็บอาการเป็นสิ่งที่ฉันทำบ่อยจนชิน เอาล่ะ ฉันแค่หวังว่ามื้อนี้จะเป็นความประทับใจของเราสองคน

           

ไมค์แค่ยิ้มบางๆเมื่อฉันพูดแบบนั้น รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนสมกับตำแหน่งเจ้าชาย...ไม่นานอาหารก็ทยอยมาถึงโต๊ะ บทสนทนาระหว่างเราไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ไม่ได้น่าอึดอัดอย่างที่คิด อยู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดวาบขึ้นมา...บางทีถ้าไมค์ขอให้ฉันคบด้วยแทนที่จะเป็นเคลวิน ชีวิตฉันตอนนี้จะเป็นแบบไหนนะ

           

ความคิดนั้นทำให้ฉันรู้สึกกระสับกระส่าย มันถูกผสมกับเหตุผลที่ฉันมาถึงที่นี่...เมื่อกินอาหารเสร็จ ไมค์พาฉันมาส่งที่หน้าร้านอาหาร พนันได้ว่าเขาคงจะออกไปปาร์ตี้ต่อ

           

“ขอบคุณที่มา ฉันคิดว่ารู้จักเธอมากขึ้นแล้วล่ะ อย่างน้อยก็เรื่องที่เธอมีมนุษย์สัมพันธ์ดีกว่าที่ได้ยินมา”

           

“ยินดี”

           

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับบ้านดีๆล่ะ ไว้เจอกันที่โรงเรียน”

           

ฉันตอบพลางเดินไปที่ริมทางเดิน รถแท็กซี่กำลังขับผ่านมาจากอีกทาง และฉันควรเรียกไว้ การกลับไปอาบน้ำและล้มตัวลงบนเตียงเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ความคิดก่อนหน้านั้นกลับดึงรั้งฉันไว้ และพระเจ้าเถอะ ฉันเกลียดความไม่กล้าของตัวเอง พอๆกับที่เกลียดความคิดตัวเอง

           

รถแท็กซี่เคลื่อนมาใกล้แล้ว จังหวะนั้นฉันตัดสินใจหมุนตัวกลับไปหาไมค์ที่ยืนอยู่หน้าประตูร้าน หัวใจฉันเต้นแรงเล็กน้อยเมื่อก้าวขาเข้าไปใกล้เขา ก่อนจะแนบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของเขา

           

อ่า...

           

ไมค์ดูตกใจ แต่ก็บดเบียดริมฝีปากกลับมา ตอนนี้สมองของฉันไม่ได้ขาวโพลน แต่มันกลับมีภาพมากมายลอยอยู่ในหัว อย่างหนังสือนิทานภาพพิน็อคคิโอ ภาพทุ่งดอกไม้ที่ฉันเคยฝัน หรือหนังสือเรื่องสั้นภาษาฝรั่งเศส เชื่อเถอะว่ามันเยอะจนฉันเรียบเรียงไม่ถูก แต่เมื่อผละริมฝีปากออกมา สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกคือ

         

ไม่ใช่

           

ฉันไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น แล้วมันจะถูกหรือผิด แต่ฉันคิดไปแล้ว...ไมค์ใช้ดวงตาสีฟ้ามองฉันอย่างแปลกใจ แต่เขาไม่ได้ตำหนิหรืออะไรทั้งนั้น นี่เป็นสถานการณ์ที่ฉันคิดว่าน่าอึดอัดที่สุดเลย

           

“เอ่อ...” เสียงของฉันเหมือนหายไป ฉันพยายามรวบรวมและเมื่อจะพูดออกไป มือถือในกระเป๋าก็สั่นเรียกให้ฉันลนลานกว่าเดิม ฉันหยิบมันขึ้นมาแล้วบอกไมค์ “มือถือ หมายถึง...ฉันขอรับมือถือก่อน”

           

ชื่อของแม่ที่หน้าจอทำให้ฉันแปลกใจ สติของฉันกลับมากว่าครึ่งแล้วเมื่อกดรับสายจากแม่

           

ไงลูกรัก สบายดีมั้ย

           

“ก็ไม่ได้แย่อะไร” ไมค์มองมาที่ฉัน การตัดปัญหาที่ดีคือหันหลังหนีเขา “แม่โทรมามีอะไรหรือเปล่า”

           

แม่นึกว่าลูกจะดีใจซะอีก” แม่ถอนหายใจ และฉันไม่รู้ว่าควรตอบยังไงดี ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ฉันอาจจะดีใจ หรือไม่ก็ประชดประชันแม่ “โอ้ ตอนนี้แม่อยู่บอสตัน มาคุยงานกับลูกค้า...แต่ข่าวดีที่กำลังจะบอก ลูกต้องดีใจแน่

           

“อย่างเช่นอะไรคะ จะให้หนูกลับไปอยู่บ้าน หรือจะส่งเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่มาให้”

           

เพรท หยุดประชดแม่” ฉันกลอกตาเมื่อได้ยินอย่างนั้น “แม่หมายถึงวันขอบคุณพระเจ้า”  

           

ตอนนี้เรื่องของไมค์แทบจะเลือนหายไปจากความคิด วันขอบคุณพระเจ้ากับคำว่าข่าวดี ฉันยิ้มออกมา...หัวใจที่รู้สึกพองโตขึ้นมา ฉันหวังให้แม่อย่าทำมันแฟบลง

           

“แม่หมายถึง พ่อ แม่ แล้วก็...”

           

ใช่ ครอบครัวต้องอยู่พร้อมหน้ากันสิลูกรัก” นี่เป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตอนที่คิดอย่างนั้น ไมค์กลับเดินมาแตะไหล่ฉันและพยักพเยิดหน้าไปทางรถแท็กซี่ ฉันเพิ่งเห็นว่ามันกำลังจอดเหมือนรอฉันอยู่ และยืนยันได้ดีเมื่อไมค์เปิดประตูพลางดันฉันเข้าไป “กลับมานอนบ้านสักคืนหนึ่งก็ได้ แม่หวังว่านี่จะเป็นข่าวดีนะ

           

“ฉันไม่ถือสาหรอก” ไมค์ขยับปากพูดแบบนั้นพร้อมรอยยิ้ม ประตูปิดลงแล้ว ฉันไม่ได้สนใจฟังเสียงแม่เท่าไรนัก เพราะคำพูดของไมค์ทำให้ฉันรู้สึกว่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็เป็นเหมือนความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

           

การพิสูจน์ของฉันได้คำตอบแล้ว...ความสัมพันธ์นี้ถูกหยุดลง และจะไม่ก้าวไกลไปกว่านี้   

           

ฉันยิ้มแล้วกลับมาสนใจมือถือ แม่บอกว่ามีงานต้องไปทำต่อ แต่อารมณ์ของฉันตอนนี้ผ่อนคลายเกินกว่าจะหาเรื่องมาทะเลาะกับแม่เหมือนทุกที

           

“ค่ะแม่ ไว้เจอกัน”

 

1 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 6)
    2017-02-20 02:51:30
    สวัสดีจ้า

    การบรรยายดีขึ้นนะ อ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้นกว่าตอนแรกๆ มาก ในส่วนของเนื้อหาเรื่องมันไม่เดินไปไหนเลยอ่ะ เหมือนสามารถเล่าใจความเรื่องให้จบได้แค่หน้าเดียว ส่วนที่ยื้อออกมามันเป็นฉากซ้ำๆ กับตอนก่อนหน้านี้ แล้วก็ยังไม่มีการลงรายละเอียดตัวละครไหนนอกจากตัวนางเอกเลย ทำให้เราไม่อินตาม ไม่คล้อยตามไปด้วย จริงๆ พลอตมันคือการโกหก แต่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เหมือนเป็นแค่เด็กมีปัญหาไปโรงเรียน เจอเพื่อน ดราม่าวัยทีนเฉยๆ ไม่เข้าใจความของเรื่องสักที (ซึ่งคือการโกหกอ่ะนะ) แล้วมันยังไม่ชัดเจนว่าตกลงสิ่งที่นางเอกเจอคือแฟนตาซี หรือแค่เมายา หรือคิดไปเอง แต่จุดนี้เข้าใจว่าอาจจะเป็นรายละเอียดหรือจุดหักของเรื่องอีกที แต่ฝากไว้ให้คิดเป็นการบ้านอ่ะเนอะ 

    จริงๆ การเล่าให้นางเอกเป็นตัวเดินเรื่องคนเดียวมันไม่ผิดนะ แต่ด้วยพลอตของเรามันต้องการตัวละครอื่นเพื่อมาช่วยนำเสนอใจความเรื่อง แล้วพอเราไม่ลงรายละเอียดตัวละครตัวไหนลงไปมันทำให้คนอ่านไม่อิน ไม่รู้สึกว่านางเอกเป็นคนขี้โกหก เท่าที่อ่านมา พี่ว่านางเอกเป็นคนตรงๆ ด้วยซ้ำ ไม่เห็นจะมีโกหกเรื่องไหนที่เป็นเรื่องใหญ่จนถึงกับเจอคำสาปเลย

    #1
  • 1

แสดงความคิดเห็น