ฉันคล้ายพิน็อคคิโอ อ้อใช่ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต่าง ถ้าพิน็อคคิโอโดนนางฟ้าเสก ฉันก็คงโดนแม่มดสาป
3
Sometimes I just wanna escape.
มีคนเคยพูดว่า จงทำในสิ่งที่มีความสุข ครั้งนี้ฉันได้ตัดสินใจแล้ว ต่อให้มันจะไม่ใช่ความสุข แต่เป็นการหนีความทุกข์ได้ดีทีเดียว
ฉันนั่งยองๆลงหน้ากล่องไม้ใส่ของ ก่อนจะมองไปรอบๆห้องอพาร์ตเม้นต์สำหรับอยู่คนเดียว ฉันชอบการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ถัดไปไม่ไกลเป็นห้องครัวที่มีเคาน์เตอร์อิฐสีขาวคั่นไว้ มุมห้องใกล้ประตูมีกล่องไม้ใส่ของสามใบกับกระเป๋าเดินทางสีเหลืองใบใหญ่วางอยู่ แน่นอนว่าไม่ใช่ฉันที่ยกทั้งหมดขึ้นมา แต่เป็นพนักงานที่ตอนนี้คงกำลังทยอยขนของอยู่ด้านล่าง
เมื่อวานฉันหยุดเรียนอีกวันเพื่อคิดเรื่องนี้ สุดท้ายก็บอกแม่ตอนเย็น มันเป็นอพาร์ตเม้นต์ใกล้โรงเรียนที่สมบูรณ์แบบจนอดคิดไม่ได้ว่าแม่คงเตรียมการมานานแล้ว
ฉันถอนหายใจ รู้สึกรำคาญผมที่หล่นมาปรกหน้า ฉันจับมันทัดหูตอนที่เห็นผ่านม่านผมว่าแม่กำลังเดินเข้ามา
“ลูกคิดว่าห้องเป็นยังไงบ้าง” วันนี้แม่ดูเอาใจฉัน ซึ่งก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย “แม่ให้เขาตกแต่งตามสไตล์ที่ลูกน่าจะชอบ”
“หนูชอบสีขาว มันสบายตาดี”
“ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นนะลูกรัก”
ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อ ไม่แม้แต่จะมองหน้าแม่ ฉันรู้ว่ามันดูงี่เง่าที่ตัดสินใจย้ายมาที่นี่เอง แต่กลับยังโกรธแม่ไม่หาย...สิ่งที่คิดว่าดีที่สุดตอนนี้คือเมินเธอซะ
กล่องไม้ตรงหน้าเบนความสนใจฉันได้อีกครั้ง ฉันเปิดมันและมองของด้านในด้วยความรู้สึกหนักอึ้งแปลกๆ ของขวัญที่ถูกส่งมาทุกปีด้วยกระดาษห่อกล่องสีเงินกำลังนอนนิ่งอยู่ ฉันไม่รู้ชื่อคนส่ง และตอนนี้สิ่งที่ทำให้รู้สึกหนักอึ้งคือหนังสือนิทานภาพพิน็อคคิโอ มันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฉันตัดสินใจย้ายมาที่นี่
“เพรท” เสียงเรียกของแม่ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าแม่ยังอยู่ โอ้...กล่องไม้นี่เบนความสนใจได้เยี่ยม “แม่หวังว่าลูกจะ...” แม่ถอนหายใจอีกครั้งเมื่อฉันหยิบหนังสือนิทานภาพแล้วเดินหนีมาที่โซฟาหนังสีดำ “เอาเถอะ ต่อให้ลูกจะไม่มีความสุข แต่หวังว่าลูกคงพยายาม”
“มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”
แม่เงียบไปหลังคำตอบของฉัน ซึ่งฉันก็ไม่ได้คาดหวังให้มีบทสนทนาต่อหรอกนะ มันควรเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
ก๊อก ก๊อก
ท่ามกลางความเงียบที่ไม่ได้น่าอึดอัดสำหรับฉัน พนักงานขนของก็เคาะประตูที่เปิดกว้างเอาไว้อยู่แล้ว เขาเข็นรถเข็นที่มีกล่องพลาสติกใส่ของสี่ใบวางอยู่บนนั้นเข้ามา...ฉันขยับไปนั่งอยู่บนขอบโซฟาแล้วมองแม่ที่เดินเข้าไปหาพนักงานเล็กน้อย ก่อนจะหลุบตามองหนังสือนิทานภาพในมือ
“ขนทุกอย่างขึ้นมาแล้วใช่มั้ย”
“เรียบร้อยครับ ยังไงก็ขอให้โชคดีกับห้องใหม่นะครับ” ฉันเงยหน้าเมื่อคำพูดนั้นสื่อถึงฉัน พนักงานหน้าตาใจดียิ้มให้ฉันเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปพร้อมรถเข็น
แม่จ้องกล่องพลาสติกที่เพิ่งถูกขนขึ้นมาเมื่อกี้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแม่จะทำอะไร แต่การที่หันมาจ้องฉันต่อนิ่งๆทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด
“แม่ถามได้มั้ย ทำไมลูกถึงตัดสินใจย้าย”
และมันเป็นคำถามที่น่าอึดอัดจริงๆ
“หนูก็บอกไปแล้วว่าอยากพักผ่อน อย่างที่แม่ต้องการไง ไม่ต้องอยู่ท่ามกลางความอึดอัดของพ่อกับแม่” ดูเหมือนจะไม่ใช่คำตอบที่แม่ต้องการนัก แต่เธอก็ไม่พูดอะไรและหันหลังกลับไปที่ประตูเหมือนไม่อยากคุยกับฉันแล้ว ฉันไม่ได้ขัดหรอกนะ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไป “แม่” เธอหยุดเดิน...เอาล่ะ เพรทิเซีย มันเป็นสิ่งที่เธอต้องการจะพูดตั้งแต่แรกนี่ “...ที่หนูยอมย้ายออกมา หนูแค่หวังว่าพอกลับไปจะได้เห็นฉากจบที่มีความสุข”
“...อ่า ลูกรัก” สุดท้ายแม่ก็ยิ้มให้ฉัน แต่บางทีฉันก็เกลียดรอยยิ้มอ่อนโยนนี่ “แม่ก็หวังอย่างนั้นเหมือนกัน”
“...”
“และแม่คงต้องไปแล้ว มีนัดกับเลขานิดหน่อย...ถ้าอยากได้อะไรก็โทรมาแล้วกันนะ”
“ตามนั้นค่ะ” สุดท้ายฉันก็แค่มองประตูห้องที่ปิดลงโดยไม่ขยับตัวไปไหน ตอนนี้กลายเป็นฉันที่อยู่ในห้องนี้ตามลำพัง...ฉันก้มหน้ามองหนังสือนิทานภาพในมืออีกครั้งแล้วถอนหายใจ
มันอธิบายยาก เหมือนมวลอากาศที่ขมุกขมัวจนแยกไม่ออก แต่ฉันรู้ตัวว่าที่ย้ายออกมาเป็นเพราะเรื่องแย่ๆทั้งหลาย หนังสือนี่ก็ด้วย ฉันเลือกจะไม่โยนมันทิ้งเพราะฉันไม่เชื่อ ในเมื่อไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องทำลายมัน...ไม่ใช่ความเสียดาย แต่มันเป็นทิฐิของฉันต่างหาก ฉันใช้เวลาทั้งวันเมื่อวานเพื่อสรุปว่าทุกอย่างเป็นเรื่องแย่
และแน่นอน สิ่งต่อมาที่คิดได้คือ...ฉันต้องหนีจากเรื่องแย่ๆพวกนี้
“บ้าชะมัด” ฉันโยนหนังสือนิทานภาพลงกลางโซฟา ก่อนจะเท้าแขนกับพนักแล้วกุมขมับ นอกจากจะเป็นมวลอากาศที่ขมุกขมัวแล้ว ฉันยังมองฝ่าความขมุกขมัวออกไปไม่ได้ด้วย
ในขณะที่กำลังคิดหาเส้นทางที่ต้องเดินต่อ สายตาของฉันเหลือบไปเห็นมือถือที่วางอยู่บนกล่องไม้ที่ใส่ของขวัญปริศนาเอาไว้ อยู่ๆในหัวก็มีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่ฉันกลับเลือกจะเดินไปหยิบมันขึ้นมากดเบอร์ที่ต่อให้เปลี่ยนเครื่องใหม่ ก็ยังบันทึกเอาไว้เหมือนเดิม
“ฮัลโหล” ฉันทักเมื่อปลายสายรับ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “โคลด์ นี่ฉันเองนะ”
“เฮ้ ถ้าพูดแค่นี้คงรู้หรอกว่าเธอเป็นใคร”
เสียงเพลงเบาๆจากปลายสายทำให้ฉันเม้มปาก ก่อนจะบอกออกไป “เพรท...เพรทิเซียไง หวังว่านายคงจำได้”
“โอ้” เขาส่งเสียงประหลาดใจออกมา ก่อนที่นาทีต่อมาจะกลายเป็นเสียงตื่นเต้น “โอ้พระเจ้า ทำไมจะจำไม่ได้ แม่สาวสวยที่เปลี่ยนเบอร์หนีเพื่อนเก่า...ในที่สุดเธอก็ติดต่อมา”
“ฉันมีเรื่องให้ช่วยนิดหน่อย” ฉันเลือกจะไม่สนใจประโยคก่อนหน้านี้แล้วพูดธุระ...แต่เชื่อเถอะ ในใจฉันพยายามอดกลั้นบางอย่าง การขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องรองที่ฉันพยายามผลักดันให้มันสำคัญที่สุด
“
ไม่เอาน่าเพรท...เธอโทรมาทั้งที แวะมาสนุกกับเพื่อนเก่าหน่อยสิ”
“...”
“ฉันช่วยเธออยู่แล้ว ก็แค่แวะมาเที่ยวหน่อย พี่ชายฉันเพิ่งเปิดผับใหม่ เพื่อนมากันเพียบ”
บางทีที่ฉันโทรหาโคลด์ นี่อาจเป็นประโยคที่ฉันต้องการก็ได้
“...ที่ไหนล่ะ”
“เยี่ยม! ถนนเมดิสัน สายที่ 112 ผับกริจิโอ...แล้วฉันจะรอนะ”
โคลด์วางสาย ส่วนฉันก็มองมือถือด้วยความลังเลทั้งที่ตกลงไปแล้ว...แต่เมื่อเหลือบเห็นหนังสือนิทานภาพ ฉันก็บอกตัวเองว่าฉันหนีมาเพื่อพักผ่อน เพราะอย่างนั้นถ้าจะกลับไปสนุกเหมือนเมื่อก่อนอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอก
ฉันเดินไปยืนริมหน้าต่างแล้วมองเห็นถนนด้านล่างที่วุ่นวาย นี่แหละนิวยอร์กที่ฉันอยู่มาหกปี...ถ้าอารมณ์ฉันดีกว่านี้ ฉันอาจจะเปิดเพลงยุคเก้าศูนย์อย่างนิวยอร์ก นิวยอร์ก ของแฟรงค์ ซินาตรา ถึงฉันจะไม่ได้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของนิวยอร์กเหมือนในเนื้อร้อง แต่ฉันชอบท่อนที่ว่าอยากจะเป็นที่หนึ่งของนิวยอร์ก...มันไม่ได้หมายความว่าฉันอยากสูงส่ง แต่ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอย่างคนแพ้ต่างหาก
รถแท็กซี่คันสีเหลืองขับผ่านไปคันแล้วคันเล่า ฉันมองมันและรู้ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ฉันจะกลายเป็นหนึ่งในผู้โดยสารเพื่อไปผับกริจิโอ
ฉันเลือกหยิบชุดเดรสรัดรูปสีแดงเลือดหมูที่มีสายคล้องคอ แต่แหวกช่วงหน้าอกของเบอเบอรี่มาเป็นแฟชั่นคืนนี้ ทันทีที่รถแท็กซี่จอดหน้าผับกริจิโอบนถนนสายที่ 112 ฉันก็โทรหาโคลด์ทันที...นี่เป็นครั้งแรกของการมาที่นี่ แต่ไม่ว่าที่ไหน ฉันไม่คิดจะต่อแถวเข้าคิว การใช้เส้นสายเป็นสิ่งที่ฉันทำบ่อย
“ไม่เจอเธอนาน หุ่นยังสวยเหมือนเดิม” มันเป็นเสียงที่ฉันคุ้นเคย ผู้ชายผิวสีแทนตัวสูงกว่าฉันเล็กน้อยเดินเข้ามากอดฉัน...โคลด์ วอร์กเกอร์ ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“นั่นเป็นคำชมที่ฉันหวัง”
โคลด์หัวเราะเล็กน้อยแล้วโอบเอวฉันผ่านลูกค้าที่รอตรวจบัตรเข้าไปด้านใน “เธอจะต้องสนุกกับมัน เพรท”
“คิดว่านะ” ครั้งนี้ฉันพึมพำ ตอนมาถึงหน้าผับฉันรู้สึกเกร็งเล็กน้อย สถานที่อย่างนี้เป็นสิ่งที่ฉันไม่ได้สัมผัสมาหลายปี และครั้งนี้ฉันก็แค่มาเพื่อสนุก...ความรู้สึกเกร็งต้องหายไป เพราะฉันเป็นควีน “แล้วเรื่องที่ฉันขอให้ช่วยล่ะ”
อ่าฮะ จุดประสงค์รองเป็นสิ่งที่ฉันยังไม่ลืมหรอกนะ
“เธอต้องการอะไรล่ะ” โคลด์กระซิบถามตอนเราเดินลงบันไดมาในโซนของผับ ฉันเผลอสูดหายใจรับกลิ่นแอลกอฮอล์เข้าไป มันรู้สึกดีจริงๆนั่นแหละ “ผับของพี่ชายฉันมันเจ๋ง ถึงฉันจะคิดว่าดีเจไม่ค่อยสวยเฉี่ยวก็เถอะ...เอาล่ะ กลับมาที่คำถามแรก สรุป?”
“อ้อใช่” คำถามของโคลด์เรียกสติได้ดี ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องตะโกนคุยกันเพราะเป็นช่วงแสดงดนตรีสด “ฉันแค่อยากตามหาคน” เสียงกลองดังขึ้นเมื่อถึงท่อนหลัก ฉันเลยต้องดึงแขนให้โคลด์ก้มหน้าลงมาและกระซิบบอกสิ่งที่ต้องการ
เมื่อฟังจบเขาก็ยืดตัวขึ้นแล้วเปลี่ยนมาโอบไหล่ฉันแทน “ไม่มีปัญหา แต่ฉันคิดว่าคนที่ช่วยได้ดีกว่าคือไอ้ยูเคล”
“รายชื่อเขาไม่เคยอยู่ในหัวสมองฉัน”
“นักร้องบนเวทีไง” โคลด์พยักพเยิดหน้าไปทางเวที แต่ฉันพอเห็นลางๆว่าเขาตัวเล็กกว่าผู้ชายทั่วไปเท่านั้น “ยูเคล หวัง เห็นเอเชียอย่างนั้น แต่เรื่องคนรู้จักนี่ขอให้บอก”
เราขึ้นบันไดมาบนชั้นลอย ก่อนฉันจะเจอโต๊ะของตัวเอง ฉันแน่ใจเพราะเห็นแครี่ เชป สาวซ่าที่ครั้งล่าสุดที่เจอกัน ผมของเธอยังยาวอยู่ แต่ตอนนี้กลับถูกตัดสั้นเกรียน และยังมีเพื่อนของโคลด์คนอื่นๆที่ฉันพอรู้จักอยู่บ้าง...แครี่ยักคิ้วให้ฉันก่อนจะหันไปโบกมือเรียกพนักงาน
ตอนเดินมาถึงโต๊ะ พนักงานก็มาถึงพอดี ฉันเลยหันไปสั่งเครื่องดื่ม “สโตลิชนาย่าสองแก้ว” มันเป็นวอดก้าที่ฉันโปรดปรานเสมอ
“ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อน มีสาวรอฉันอยู่อีกตรึม” โคลด์กระซิบแล้วผละออกไป ฉันคิดว่าเขาอาจจะลืมเรื่องที่ฉันเพิ่งขอไปแล้วก็ได้ แต่ช่างเถอะ...ฉันนั่งลงบนโซฟาหนังสีดำเมื่อคนแปลกหน้าเขยิบที่นั่งให้ และช่างรวดเร็วนัก แครี่ชงเหล้าใส่แก้วทรงสี่เหลี่ยมเลื่อนมาให้ฉันทันที
“แค่สโตลิชนาย่าสองแก้วจะพอเหรอ”
“เป็นการต้อนรับที่ดี แครี่”
“โคลด์บอกพวกเราว่าเธอจะมา...ถึงเธอจะหายไปเงียบๆหลายปีก็เถอะ” แครี่ดูโกรธฉัน แต่ในขณะเดียวกันก็ดูไม่สนใจเท่าไร “สรุปว่าไง”
“คนเราก็มีเรื่องต้องทำกันบ้าง” ฉันตัดบทแค่นั้นแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ไม่นานต่อจากนั้นสโตลิชนาย่าก็มาเสิร์ฟ ฉันเข้ากับทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ได้ดีเหมือนเดิม ดนตรีสดจบลงแล้ว จังหวะดนตรีหนักๆที่ดังก้องจนหัวใจเต้นตุบๆมาแทนที่ ฉันไม่แน่ใจว่าผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้ว แต่มันก็สนุกจริงๆ
“เธอรู้จักกับพวกโคลด์มานานเท่าไรแล้ว” อยู่ๆผู้ชายข้างๆฉันก็ถามขึ้น ฉันจำชื่อเขาไม่ได้ แต่รู้ว่าเป็นหนึ่งในเพื่อนใหม่ของโคลด์...ส่วนคำถามนี้ไม่ใช่ฉันที่ตอบ แต่เป็นแครี่
“ตั้งแต่ฉันเกรดสิบ ส่วนเธอเกรดเก้าใช่มั้ยเพรท...นั่นแหละ ถึงจะแค่ไม่กี่เดือนแต่ก็เจ๋ง”
บรรยากาศต่อจากนั้นไม่ได้แย่อะไร ตรงกันข้าม ออกจะสนุกกว่าเดิมด้วยซ้ำ...ยิ่งแอลกอฮอล์เข้าร่าง เชื่อเถอะว่ามันปลุกความดิบเถื่อนของเราขึ้นมาได้
ความสนุกนี้เป็นสิ่งที่ฉันหลงรัก มันทำให้ลืมไปว่าฉันเป็นควีนของโรงเรียน
“เฮ้ ไง” ตอนฉันชนแก้วกับแครี่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งลงที่ขอบโซฟาข้างๆ แน่นอนว่าฉันจ้องเขาเขม็ง “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ฉันยูเคล หวัง” เขาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ส่วนฉันก็จำได้ว่าเขาเป็นนักร้องนำตัวเล็ก พอมามองใกล้ๆก็เห็นว่าหน้าตาไม่เลว โดยเฉพาะผมสีม่วงที่ฉันคิดว่าเข้ากับหน้าเขาดี “ยินดีที่ได้รู้จัก”
ฉันจับมือที่เขายื่นมาเล็กน้อยแล้วเลิกคิ้วถาม...ตอนนี้ฉันยังไม่เมา แค่มึนเล็กน้อยเท่านั้น “เพรทิเซีย มั่นใจว่านายคงรู้อยู่แล้ว”
“อ่าฮะ โคลด์บอกฉันเรื่องที่เธออยากให้ฉันช่วยแล้ว”
“ฉันอยากให้โคลด์ช่วยต่างหาก” ฉันแก้ มองแครี่ที่ลุกขึ้นยืนแล้วถูมือกับเสื้อขาดๆ แต่แสดงถึงศิลปะที่เข้ากับข้อมือหนังสีดำของเธอ ดวงตาสีฟ้าของเธอดูหวานเยิ้มเหมือนคนเมาแล้ว “เธอจะไปไหน”
“เผื่อเธอไม่รู้ แม่ดีเจสาวนั่น แฟนฉัน”
“โอ้” ฉันลืมความจริงข้อนี้ไปเลย แครี่นิยมหญิงมากกว่า ซึ่งฉันก็ไม่ได้มีปัญหากับรสนิยมของเพื่อน...และพอเห็นเพื่อนลุกก็อยากไปบ้างเหมือนกัน ฉันหมายถึงห้องน้ำน่ะ ยูเคลหลบให้ฉันเดินออก แต่ฉันไม่ลืมจะกระซิบบอกเขา “ขอบใจที่นายจะช่วย”
อย่างที่บอก ฉันสนุกจนไม่รู้ว่านี่กี่โมงแล้ว ตอนที่เข้ามาในห้องน้ำเพื่อตรวจดูเสื้อผ้าหน้าผม ฉันหยิบมือถือมาดูเวลาและเห็นว่าเกือบห้าทุ่มแล้ว มันเป็นข้อดีที่จากนี่ไปถึงอพาร์ตเม้นต์ใช้เวลาแค่ประมาณครึ่งชั่วโมง ตอนนี้ความง่วงเริ่มกลืนกินฉันแล้ว...ฉันกดปิดหน้าจอมือถือและอดรู้สึกแย่ไม่ได้เมื่อไม่เห็นสายจากพ่อหรือแม่เลย
เอาเถอะ ฉันบอกตัวเองแล้วขยี้ผมสีบลอนด์แพลตตินั่มของตัวเอง เป้าหมายของการมาที่นี่จบลงแล้ว...อย่างน้อยฉันก็พอมองเห็นเส้นทางท่ามกลางมวลอากาศขมุกขมัวบ้างแล้ว
ฉันกำมือเบาๆเมื่อในใจรู้สึกโหวงเหมือนขาดบางสิ่ง ตัดสินใจเดินออกจากห้องน้ำก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นยูเคลกอดอกรออยู่
“ไง”
“ฉันแน่ใจว่าขอบคุณไปแล้ว”
“ฉันก็แค่อยากเป็นเพื่อน ได้ยินโคลด์เคยพูดถึงเธอน่ะ” ในตอนนี้ถ้าจะมีเรื่องน่าสงสัย ฉันจะตั้งคำถามว่าหนุ่มเอเชียคนนี้เดินเข้ามาจับมือฉันทำไม แต่พอเขาปล่อยมือฉันถึงได้คำตอบ “รวมถึงเรื่องนี้ด้วย”
ความรู้สึกตอนนี้มันไม่ได้แย่ซะทีเดียว แต่ความสับสนกำลังตีรวนขึ้นมาจุกที่คอของฉัน...ฉันมองซองกระดาษเล็กๆในมือ มันเป็นเหตุผลที่ฉันเปลี่ยนเบอร์หนีพวกโคลด์มาตลอด แต่การที่ยังบันทึกชื่อเขาไว้ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าฉันยังตัดไม่ขาดเหมือนกัน และตอนนี้...
“โคลด์มันฝากมาให้ก่อนที่ตอนนี้คงหิ้วสาวออกไปข้างนอกแล้ว”
ฉันรู้สึกได้ว่ายูเคลกำลังจ้องใบหน้าที่สับสนของฉัน จนในที่สุดเขาก็แบมือมาตรงหน้า ส่วนฉันที่เพิ่งเงยหน้ามองเขาก็เห็นร่องรอยความลำบากใจ
“ขอโทษที แต่ถ้าเธอไม่อยากใช้มัน...”
เวลานี้มันน่าสับสนเป็นบ้า ฉันมองมือตรงหน้าในขณะที่หัวก็นึกไปถึงเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้น...และสุดท้ายฉันก็ตัดสินใจเก็บซองกระดาษลงกระเป๋าคลัชสีดำของตัวเอง
ยูเคลยิ้มเหมือนดีใจที่ฉันเก็บมัน ส่วนฉันก็กลบเกลื่อนความสับสนด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแล้วยักไหล่ “ฉันจะกลับแล้ว หวังว่าจะได้เจอกันอีก”
เอาล่ะ ตอนนี้มันมีเรื่องมากมายปนอยู่ในหัวของฉัน มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย และฉันกำลังพยายามมองข้ามทุกอย่างด้วยการนึกถึงเตียงนอนที่อพาร์ตเม้นต์ มันเป็นเตียงนอนสีน้ำเงินเข้มตัดขาวขนาดห้าฟุต และฉันชอบความนุ่มของมัน...ฉันหลับตาลงก่อนจะลืมตาเมื่อคนขับแท็กซี่เรียก ตอนนี้ถึงหน้าอพาร์ตเม้นต์แล้ว
ถ้าเป็นปกติฉันคงเดินเข้าเพนต์เฮ้าส์ แต่ตอนนี้คงต้องปรับตัว
ฉันรีบกลับขึ้นห้องที่ขนของออกมานิดเดียว ฉันอาบน้ำแล้วใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นก่อนจะปิดไฟแล้วขึ้นเตียง ถ้าหัวของฉันเป็นระบบคอมพิวเตอร์ ฉันจะสั่งลบทุกความจำออกไปเพื่อจะนอนหลับโดยไม่ต้องคิดอะไร อ่า...ภาวนาให้ความง่วงกลืนกินฉันเร็วๆทีเถอะ
ทุกอย่างคงจะดีกว่านี้ ถ้าตอนที่ความง่วงกำลังพาฉันไปสู่ฝันดีไม่มีเสียงดนตรีดังทะลุผนังห้องมา
“ชิท!” ฉันยกมือปิดหูแล้วพลิกตัวอย่างหงุดหงิด ต่อให้มันเป็นปาร์ตี้หรืออะไรก็แล้วแต่ การเรียกตำรวจอาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่มันน่าแปลกใจที่ห้านาทีซึ่งฉันนอนรอไม่มีเสียงโวยวายของเพื่อนบ้านเลย และเมื่อเพลงที่สามเริ่ม ฉันก็กรีดร้องในลำคออย่างเหลืออด
จากที่จับใจความได้มันไม่มีเนื้อเพลง มีแต่จังหวะซึ่งคือเพลงอนิมอลส์ เวอร์ชั่นมาร์ติน การ์ริกซ์...ฉันไม่ได้เกลียดเพลงนี้หรอกนะ ออกจะชอบมากกว่าเวอร์ชั่นมารูนไฟฟ์ด้วยซ้ำ...แต่ตอนนี้ฉันอาจต้องพิจารณาอีกที
“ให้ตายสิ!” สุดท้ายฉันตัดสินใจลุกจากที่นอน คว้าเสื้อคลุมชุดนอนสีแดงเลือดหมูมาสวมแล้วเดินออกมาจากห้อง ตอนนี้ตำรวจเป็นทางเลือกที่สอง ฉันแน่ใจว่าตัวเองเร็วกว่า
กริ๊ง
ฉันหยุดชะงักหลังกดกริ่งครั้งแรก ก่อนจะรัวกดต่อเนื่องอย่างไร้จังหวะ ถ้าได้เข้าไปผจญภัยในป่าอเมซอน หลังกลับออกมาสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการนอนพักผ่อน ซึ่งมันไม่ควรถูกทำลายด้วยเสียงเพลงไร้มารยาทนี่
“เฮ้ เลิกกดทีเถอะ!” ฉันได้ยินเสียงทุ้มตะโกนมาจากด้านใน ก่อนที่ประตูจะเปิดออก และคนตรงหน้าทำให้ฉันตกใจ
เคลวิน เอเวิร์น...คิงของโรงเรียนฉัน
เขาเองก็เหมือนจะแปลกใจที่เห็นฉัน แน่สิ ถ้าเขาไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย นั่นต่างหากเรื่องที่น่าแปลกใจ...ฉันละสายตาจากหน้าเขาแล้วมองผ่านไปด้านใน เสียงเพลงหยุดเงียบแล้ว มันเป็นปาร์ตี้จริงๆนั่นแหละ ฉันเห็นเวียโก้ เพื่อนคนอื่น และอ้อ...ฉันเห็นไมค์กับไลเดียที่มองมาที่ฉันเหมือนกัน
ฉันแน่ใจว่าพวกเขาเพิ่งทะเลาะกันเมื่อหลายวันก่อนนะ
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าสนใจ เคลวินเดินออกมายืนตรงหน้าฉันแล้วปิดประตูห้องลง เขามองฉันกอดอกและเริ่มต้นประโยค “ฉันแปลกใจที่ไม่เห็นนายใส่หัวเสือ” มันไม่ใช่มุกตลก และสาบานได้ว่าฉันไม่ได้เกลียดเอ็มวีเพลงอนิมอลหรอกนะ แต่มันอดประชดไม่ได้จริงๆ “เชื่อเถอะ อีกไม่นานฉันคงเรียกตำรวจ”
“โอเค อย่าโมโหน่า” สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่าเขามีเสน่ห์คือความขี้เล่น อย่างน้อยเขาก็กำลังใช้มัน “ฉันว่า เราน่าจะเปลี่ยนที่คุยสักหน่อย” เขาแตะไหล่ฉันแล้วเดินนำไปที่บันไดทางเดินข้างลิฟต์ มันเงียบสงบเพราะตอนนี้ดึกแล้ว
ฉันไม่ได้อยากโกรธเขา แต่ความหงุดหงิดมันไม่หายง่ายๆ...ช่างเป็นการพบปะที่น่าประทับใจ
“ฉันจะไม่เริ่มประโยคอย่างเช่นว่า ‘ไม่คิดว่านายจะอยู่ห้องข้างๆ’ เพราะคำถามที่น่าสนกว่านั้นคือทำไมนายไม่มีมารยาท”
เคลวินเสยผมสีน้ำตาลเข้มของเขาทีหนึ่ง ดวงตาสีมรกตของเขาไม่ได้ดูตึงเครียด แต่ก็ดูเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่...ฉันกอดอกเพื่อฟังคำตอบจากเขา และตอนนั้นถึงเพิ่งสังเกตว่าเขาสวมแค่กางเกงขายาวของโรงเรียน หุ่นของเขาไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้รับการโหวตให้เป็นคิง
“ฉันจะอธิบายยังไงดี...เธอลองมองสิ ชั้นนี้มีแค่ห้าห้อง ห้องสุดท้ายเป็นของเพื่อนฉัน อีกสองห้องก็ไม่ค่อยกลับเวลานี้...หมายถึงฉันก็จัดปาร์ตี้บ่อย และห้องเธอมันว่างมาตลอด...ฉันลืมไป วันนี้สเตซี่ก็บอกแล้วว่าจะมีคนย้ายมาใหม่”
ฉันนึกถึงสเตซี่ หล่อนเป็นหญิงร่างท้วมที่คอยดูแลอพาร์ตเม้นต์นี้ เมื่อเช้าที่เจอ ฉันขอลงความเห็นว่าหล่อนไม่เป็นมิตรสักเท่าไร และฉันก็ไม่ได้อยากผูกมิตรด้วยเหมือนกัน...ฉันถอนหายใจ บางทีนี่อาจไม่ใช่ความผิดใคร ถึงฉันอยากจะโทรแจ้งตำรวจก็ตาม แต่คนตรงหน้าเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนที่ฉันไม่อยากมีปัญหาด้วย
“ว่าจะถามเหมือนกัน เธอไม่ไปโรงเรียนหลายวันแล้วนะ” คำถามของเคลวินทำให้ฉันชะงัก เขาเลียริมฝีปากแล้วพูดต่อ “ฉันไม่ได้อยากละลาบละล้วง แค่ไม่คิดว่าเธอจะย้ายมาที่นี่”
น้ำเสียงของเขาดูลำบากใจเล็กน้อย มันทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด บางทีตอนนี้ที่โรงเรียนอาจมีข่าวลือเกี่ยวกับฉัน อย่างเช่นว่าพ่อกับแม่ฉันจะเลิกกัน ฉันโดนแม่สั่งย้ายที่อยู่...ความคิดร้ายกาจมากมายวิ่งวนในหัว ทั้งที่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะนี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน...โอ้พระเจ้า นี่ฉันหนีมันไม่พ้นจริงๆใช่มั้ยเนี่ย
“ฉัน...แค่อยากเปลี่ยนที่อยู่ ช่วงนี้พ่อกับแม่งานยุ่งก็เลยลองออกมาใช้ชีวิตข้างนอกคนเดียว...แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศน่ะ”
เพราะถ้าคนอื่นรู้เรื่องครอบครัว ความสมบูรณ์แบบของฉันจะหายไป...อย่างที่บอก ฉันไม่ได้ต้องการเป็นที่หนึ่ง แต่ฉันจะไม่ยอมเป็นคนแพ้
“ว้าว ฉันก็รอเจอเธอเหมือนกัน คือ...” เคลวินหยุดเหมือนลังเลที่จะพูด ถ้าเป็นปกติฉันอาจสนใจ แต่ตอนนี้คำพูดหนึ่งลอยเข้ามาในหัว...โกหกอย่างนั้นเหรอ “เอาล่ะ ฉันจะพูดกับเธอตรงๆ...”
“ไว้ค่อยวันอื่นนะ” ฉันรีบยกมือขัดแล้วเดินกลับมาที่ห้อง แต่ก็อดหันไปมองเคลวินที่เลิกคิ้วอย่างงุนงงไม่ได้ “ฉันหวังว่านายจะไม่เปิดเพลงอีกนะ”
เขาหัวเราะเบาๆ มันเป็นเสียงที่มีเสน่ห์จนใจฉันเริ่มสงบลง “ฉันไม่อยากมีปัญหากับควีนหรอก”
เป็นคำตอบที่น่าพอใจ ฉันไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เลือกจะเดินเข้ามาในห้อง...ถึงจะปิดไฟเอาไว้ แต่ไฟสลัวจากนอกหน้าต่างทำให้ฉันเห็นหนังสือนิทานภาพที่วางนิ่งอยู่บนโซฟา ใจของฉันเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเดินเข้าไปใกล้มัน ฉันหยิบมันขึ้นมาแล้วเปิดไล่ไปแต่ละหน้า และความจริงยังไม่เปลี่ยน...ภาพเด็กชายพิน็อคคิโอหายไป
ปึก
ฉันปิดมันลงอย่างแรง ทั้งที่คิดว่าจะไม่เปิดดูอีกแล้ว แต่ก็อดไม่ได้หลังพูดโกหกกับเคลวินออกไป...ไม่สิ ทุกอย่างก็เป็นแค่เรื่องไร้สาระ ถึงปริศนาที่ภาพพิน็อคคิโอหายไปจะยังอยู่ แต่ฉันควรมองข้ามมันไปเหมือนเมื่อวาน...ฉันจะไม่ทิ้งหนังสือเล่มนี้ เพราะมันก็แค่เรื่องหลอกเด็กที่ทำอะไรฉันไม่ได้
จะถูกทิ้งเมื่อโกหกอย่างนั้นเหรอ...
ฉันปัดความคิดนั้นทิ้งแล้วเดินไปเปิดกล่องไม้ใส่ของ ก่อนจะวางหนังสือนิทานภาพให้กลับไปอยู่ที่เก่าของมัน ฉันกลับมายืนพิงสะโพกกับพนักโซฟา ในความเงียบและมืดสลัวไม่ได้ทำให้สงบอย่างที่คิด ฉันพยายามเบนความสนใจไปที่เตียงนอนอีกครั้ง แต่ให้ตายเถอะ ตอนนี้ต่อให้ง่วงแค่ไหนก็นอนไม่หลับเลย
บางที...ฉันอาจต้องใช้มัน
มันเป็นทั้งความสับสนและลังเลเหมือนตอนที่กลับมาจากผับ แต่ตอนนี้ฉันต้องการมันจริงๆ...ยังไงฉันก็ควบคุมมันได้อยู่แล้วนี่
ฉันกลืนน้ำลาย แต่สุดท้ายก็เดินไปเปิดกระเป๋าคลัชสีดำที่เพิ่งใช้ ฉันมองซองกระดาษขนาดเล็กอย่างชั่งใจเล็กน้อย...แต่มือฉันมันเอื้อมออกไปหยิบเองโดยอัตโนมัติ
ในซองมีกระดาษที่ห่อม้วนไว้เรียวๆ ฉันหยิบขึ้นมาหนึ่งม้วนแล้วเดินไปเลื่อนหน้าต่างห้องให้เปิดขึ้น ก่อนจะนั่งที่ขอบหน้าต่างแล้วสูดหายใจรับกลิ่นผงในม้วนกระดาษ...ความรู้สึกล่องลอยเป็นสิ่งที่ฉันได้รับ มันทำให้ฉันรู้สึกดีจนเผลอนึกถึงสมัยก่อนที่เคยใช้...มันทำให้ฉันลืมเรื่องแย่ๆและรู้สึกดีจนไม่อยากเลิก แต่ครั้งนี้ฉันจะไม่ใช้มันมากเกินไปแล้ว
ฉันโยนมันทิ้งถังขยะใกล้ๆ ฉันกำลังรู้สึกดีขนาดที่มองว่าถนนในนิวยอร์กตอนนี้ดูน่าอยู่...บางทีเพลงนิวยอร์ก นิวยอร์ก อาจใช้ได้ผลเมื่อฉันเสพมันเข้าไป
เตียงนอนเป็นสิ่งถัดมาที่ฉันล้มตัวลงนอน ตอนนี้ถ้าเคลวินเปิดเพลงขึ้นมาอีกก็ชนะความง่วงฉันไม่ได้...ลาก่อนเรื่องแย่ๆ หนังสือนิทานภาพหลอกเด็ก และสวัสดีฝันดี
อ่า...ฉันรักโคเคนจัง
ตอนนี้ก็รอเรื่องดำเนินต่อไป พี่สนใจเรื่องพินอคคิโอนะ อยากรู้ว่าจะออกมาเป็นยังไงเหมือนกัน ตอนนี้ไม่มีคอมเม้นอะไรมากเพราะเรื่องยังไม่เดินถึงจุดที่คอมเม้นอะไรได้ ตกลงนางเอกจะไปตามหาใครอ่ะ นี่จะเฉลยตอนต่อๆ ไปป่ะ รออ่านนะคะ
ปล. โคเคนเสพแล้วคึกนะคะ ไม่หลับง่ายๆ แน่นอน มันเป็นสารเสพติดที่เสพให้ตื่น ให้คึกครื้นเป็นม้าอ่ะ ถ้าเสพแล้วง่วงน่าจะกัญชาหรือพวกยานอนหลับต่างๆ มากกว่า (ซึ่งถ้าเอามาผสมกับแอลกอฮอล์ก็จะให้ผลอีกแบบ) ต้องลองศึกษาดูก่อนนะ