ฉันคล้ายพิน็อคคิโอ อ้อใช่ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต่าง ถ้าพิน็อคคิโอโดนนางฟ้าเสก ฉันก็คงโดนแม่มดสาป
4
Kelvin’s suggestion.
ฉันคิดว่าชีวิตฉันไม่ได้แย่เหมือนก่อนหน้านี้
อีกครั้งที่ฉันเลือกจะหยุดในวันสุดสัปดาห์ของการเรียน ฉันรู้ ฉันรู้ มันดูบ้าบอสิ้นดีที่อาทิตย์แรกของการเปิดเทอม ฉันไปโรงเรียนแค่ครั้งเดียว แต่หลายสิ่งจำเป็นต้องพึ่งเวลา เมื่อรวมกับวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว เป็นสามวันที่ทำให้ฉันจัดห้องเสร็จเรียบร้อย...ฉันจะไม่โทษตัวเองที่ใช้เวลานานหรอก เพราะความคล่องแคล่วในการจัดห้องไม่ใช่สิ่งที่ฉันถนัด
จิตใจของฉันสงบลงขึ้นเยอะ มันเหมือนห้องใหม่เป็นกรงขังที่เรื่องแย่ๆผ่านเข้ามาไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ฉันยินดีถูกขัง...เมื่อสองวันก่อนพ่อโทรมาหาฉัน เขาไม่ได้ขอให้ฉันกลับเพนต์เฮ้าส์หรอก แต่คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น
‘ลูกต้องดูแลตัวเอง...พ่อเป็นห่วงเสมอนะ’
กริ๊ง
ทุกความคิดหยุดชะงักเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกกรีดร้องลั่นห้อง แม้ฉันจะตื่นก่อน แต่การลืมปิดไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย...ฉันเอื้อมมือไปกระแทกปุ่มปิดแล้วผูกเนคไทสีน้ำเงินตัดขาวต่อ มันเป็นหนึ่งในเครื่องแบบของโรงเรียน
สัปดาห์ใหม่เริ่มต้นแล้ว ฉันไม่ภาวนาให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบหรอก แค่ขอให้ไม่แย่ก็พอ
สามวันที่ผ่านมา มื้อเช้าของฉันถูกฝากไว้ที่ภัตตาคารฝั่งตรงข้ามอพาร์ตเม้นต์ ส่วนมื้อเย็นฉันเลือกน้ำผลไม้ที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นหนึ่งในวิธีการควบคุมน้ำหนักของฉัน
“เจ็ดโมง...” ฉันพึมพำเมื่อเห็นเวลาบนนาฬิกาข้อมือ วันนี้ที่ตื่นเช้าเป็นพิเศษเพราะว่ามีธุระก่อนไปโรงเรียน นั่นทำให้ฉันรีบเทคอนเฟล็กกับนมใส่ในถ้วย...ฉันไม่ได้มองมันห่วยแตกหรอกนะ ที่จริงฉันออกจะคิดถึงด้วยซ้ำไป ครั้งสุดท้ายที่ฉันกินคอนเฟล็กคือก่อนย้ายมาที่นิวยอร์ก
การลิ้มรสและนึกถึงอดีตเป็นเรื่องที่เยี่ยมยอด แต่ฉันไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ฉันรีบกินแล้ววางชามไว้ในอ่างล้างจานก่อนจะคว้ากระเป๋าออกจากห้อง
เมื่อลิฟต์เคลื่อนที่มาถึงชั้นล่าง ฉันเดินไปที่ประตู และตอนออกมาก็เห็นจากหางตาว่าสเตซี่กำลังจะทักฉัน...ไม่เอาน่า เรื่องที่เธอมนุษย์สัมพันธ์แย่ไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดแน่
รถแท็กซี่สีเหลืองวิ่งผ่านมาพอดี ฉันโบกขึ้นไปนั่งและบอกจุดหมายปลายทาง ระหว่างนั้นก็นั่งเลื่อนมือถือเพื่อเช็คข่าวในโรงเรียน มีหลายสิ่งเกิดขึ้นจนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไปอยู่อีกมิติจนขาดการติดต่อกับทุกอย่าง...ฉันเลื่อนอ่านข่าวกอสซิป และไม่แปลกใจว่าทำไมทีน่า เฟ็ค แม่สาวเชียร์ลีดเดอร์สุดสวยได้ตกลงคบกับสวิซ คูเรซซ่า หัวหน้าทีมลาครอสต์ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือทำไมไมค์กับไลเดียถึงยังคบกันอยู่ เฮ้ เจ้าชายน่าจะตาดีกว่านี้สักหน่อยนะ
ฉันออกจากเว็บ แม้จะเห็นข่าวผ่านๆเกี่ยวกับตัวเองทำนองว่าควีนอาจจะบินไปเรียนต่อที่อื่นเพราะไม่มาโรงเรียนหลายวันแล้ว...เดี๋ยวเราได้เจอกันแน่ แต่ต้องหลังจากที่ฉันจัดการธุระก่อน
เมื่อรถแท็กซี่จอด ฉันลงมายืนหน้าโรงพยาบาล
ฉันพยายามเก็บความกังวลในใจลงและเดินเข้าไปด้านในเหมือนมาเยี่ยมผู้ป่วยที่ต้องมานอนให้น้ำเกลือเพราะแค่เป็นลม ฉันกดโทรหาเจนนี่พลางเดินเลี้ยว ความรู้สึกตอนนี้มันไม่หนักอึ้งเท่าตอนที่มาครั้งแรก แต่ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเหมือนกัน
“ฝากข้อความเสียง...”
ฉันหยุดเดินพร้อมกับกดตัดสายทิ้ง ความหงุดหงิดเริ่มเข้ามาแทนที่ความกังวล หล่อนไม่รับสาย...ฉันถอนหายใจแล้วเปลี่ยนไปโทรหาเซเรียแทน เมื่อครั้งแรกไม่ติด ฉันเริ่มออกเดินแล้วโทรอีกครั้ง จนเมื่อมาถึงช่วงฝากข้อความ
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอไม่รับสาย แต่ช่างเถอะ ฉันคิดว่าเราน่าจะคุยกันหน่อย...อีกไม่ถึงชั่วโมงฉันจะถึงโรงเรียน”
เมื่อพูดจบฉันก็ตัดสายทิ้ง ตอนนี้ความหงุดหงิดต่อพี่น้องดีเวอเจียร์เริ่มหายไปเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา ฉันกวาดตามองห้องพักผู้ป่วยและจำได้ดีว่าห้องกระจกใสนั่นเป็นของรีเบคก้า แต่ขาของฉันกลับไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้
“ฉันจำเธอได้สาวน้อย”
อยู่ๆนางพยาบาลหลังเคาน์เตอร์ร่างท้วมก็พูดขึ้น ฉันหันไปมองและเค้นความจำ เธอเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์แล้วถอนหายใจ ก่อนจะมองฉันด้วยสายตาตำหนิ แล้วฉันก็นึกออก นางพยาบาลที่เข้ามาขัดสงครามระหว่างฉันกับเซเรียในคราวที่แล้ว ซึ่งฉันไม่ลังเลจะเดินเข้าไปหาเธอเลย
“ฉันก็เหมือนกัน ถึงเพิ่งจะนึกออกเมื่อกี้ก็เถอะ”
“ต้องการติดต่อเรื่องอะไรล่ะ”
“โอ้...คือฉัน...” ฉันกระแอมเบาๆเมื่อรู้สึกว่าคำพูดติดขัด นี่มันไม่ใช่ตัวฉันเลย “ฉันจำได้ว่า...อ่า หมายถึงฉันจำได้ว่าคุณเป็นคนดูแลผู้ป่วยคนหนึ่ง” เธอยังจ้องหน้าฉันนิ่ง “คุณบอกว่าจำฉันได้ น่าจะจำแม่สาวผิวแทนที่นอนป่วย...รีเบคก้า สแปน น่ะ”
“อ้อ” ฉันเห็นเธอยิ้มนิดๆแล้วกลับไปสนใจคอมพิวเตอร์ต่อเหมือนเดิม ฉันแปลความหมายของรอยยิ้มนั้นไม่ออก “คนที่อาการโคม่าวันนั้น หล่อนยังนอนอยู่ในนั้นนั่นแหละ”
“ถ้าอย่างนั้นอาการเป็นยังไงบ้าง” เสียงฉันติดจะร้อนรนทั้งที่พยายามควบคุมตัวเองแล้ว
“หล่อนยังไม่ฟื้น” หัวใจของฉันเหมือนดิ่งวูบลงพื้น ก่อนจะกลับมาที่เดิมเมื่อนางพยาบาลพูดประโยคต่อมา “แต่อาการคงที่และปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว”
ฉันถอนหายใจออกมายาว มันอาจเป็นความโล่งอกเราะรอดพ้นจากการเป็นโจร หรืออาจเป็นความห่วงใยในฐานะเพื่อนมนุษย์อะไรก็แล้วแต่ ความจริงที่ยังไม่เปลี่ยนคือหล่อนปลอดภัยแล้ว
“ช่วยหลบหน่อย สาวน้อย” เสียงนางพยาบาลร่างท้วมดังขึ้น ข้างหลังฉันมีหญิงชรากำลังรอให้ฉันหลบ ฉันหลีกทางให้และหันไปยิ้มให้คนที่ให้ข่าวสารตัวเองก่อนจะเดินออกมาจากโรงพยาบาลโดยไม่เดินไปดูรีเบคก้าที่คงนอนอยู่บนเตียง เท่านี้แหละที่ฉันต้องการรู้
เมื่อออกมายืนริมถนน ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่อยู่เหนือตึกสูงมากมาย มันเป็นสีฟ้าที่มีก้อนเมฆสีขาวตัดได้ลงตัว พยากรณ์อากาศที่ฉันเช็คในมือถือบอกว่าวันนี้อากาศจะแจ่มใส
และฉันชอบอากาศแจ่มใสตอนนี้มาก
สายตาของคนอื่นที่จับจ้องมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย และมันไม่ได้ทำให้ฉันประหม่าแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ฉันรักการเป็นจุดเด่นด้วยซ้ำ...ครั้งนี้ฉันนั่งแท็กซี่มาลงที่หน้าโรงเรียนและเดินเข้าไปเหมือนนักเรียนคนอื่น ปกติจะเป็นเซจที่คอยรับส่งฉัน แต่ในเมื่อฉันเลือกจะมาอยู่คนเดียว เขาคงต้องหาเจ้านายคนใหม่แล้วล่ะ
มีหลายคนทักฉัน เหมือนอย่างที่หลายคนหันกลับไปซุบซิบกับกลุ่มเพื่อน...ฉันไม่ได้หยุดตอบคำถามใคร เพราะตอนนี้ฉันมีเรื่องค้างคาที่ต้องจัดการ
ฉันเดินมาเกือบถึงหน้าบันไดอาคารเรียน แต่บนขอบหินราวบันไดก็ไม่มีคนที่ต้องการตามหา...ฉันขมวดคิ้ว เป็นตอนที่เห็นแคร็ก เลคอส เด็กเกรดสิบสองรุ่นเดียวกันที่ใส่แว่น มีผมมันวับด้วยการปาดเจลใส่ เชื่อเถอะว่าฉันไม่ชอบภาพลักษณ์ของเขา แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือเขาเป็นเหยี่ยวข่าวชั้นเยี่ยม
“โอ้ ดูสิใครมา” แคร็กลดกล้องถ่ายรูปที่หันมาทางฉันพอดีลง พอฉันเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา เขาก็ถามทันที “เธอหายไปไหนมา รู้มั้ย ฉันเกือบจะเขียนข่าวว่าเธอประสบอุบัติเหตุจนรถชนตายไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นข่าวย้ายไปเรียนต่อที่อื่นก็ถือว่าเบา” ฉันยกมือกอดอกและเริ่มถาม “นายเห็นเพื่อนของฉันมั้ย”
แคร็กทำหน้าแปลกใจ “เธอไม่รู้ข่าวที่รีเบคก้ารถคว่ำเหรอ ไม่เอาน่า หล่อนเป็นเพื่อนสนิทเธอ” น้ำเสียงของเหยี่ยวข่าวที่ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยทำให้ฉันอึดอัด...ฉันไม่ชอบที่จะพูดถึงเรื่องนี้เลย “ช่างเถอะ เพราะข่าวของหล่อนก็ดังได้แค่สองสามวันแรกเท่านั้นเอง ที่จริงฉันได้ยินพวกทีมลาครอสต์พูดกันว่าหล่อนอาจจะตายแล้วเป็นผีมาหลอก...”
“ฉันว่าเรากำลังหลงประเด็น” ฉันรีบตัดบทก่อนที่แคร็กจะพูดอะไรน่ารำคาญมากกว่านี้ “เจนนี่กับเซเรีย นั่นเป็นเพื่อนที่ฉันหมายถึง”
“พี่น้องดีเวอเจียร์” ดูเหมือนเขาจะกลับมาจริงจังกับการพิจารณาคำถามของฉัน...ฉันคลายแขนที่กอดอกออกและมองไปทางประตูอาคารเรียน เป็นตอนแคร็กดีดนิ้วและตอบคำถามฉัน “ตอนแรกนึกว่าถามถึงรีเบคก้าซะอีก ส่วนสองพี่น้องนั่น ฉันคิดว่าเห็นเข้าไปในอาคารแล้วนะ”
“นั่นแหละ คำตอบที่ฉันต้องการ”
ไม่มีคำขอบคุณหรืออะไรทั้งนั้นเพราะเขาทำให้ฉันรู้สึกเสียเวลา ถึงสุดท้ายจะได้คำตอบก็ตาม ฉันเดินเข้ามาในอาคาร และช่างเป็นความโชคดีที่สองพี่น้องที่กำลังตามหาเดินออกมาจากหัวมุมทางเดิน เจนนี่กำลังก้มหน้ากดมือถือ แต่พอเซเรียสะกิดและเงยหน้ามาเห็นฉัน เธอก็ทำหน้าตกใจ
“ไม่เจอกันนานเลยนะ เป็นยังไงบ้างล่ะ” ฉันหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งสองและเริ่มทักก่อน รู้ด้วยว่ากำลังมีสายตาจากคนอื่นจับจ้องมาที่เราสามคน
ครั้งนี้ฉันต้องการผูกมิตร มันเป็นทางแก้เรื่องราวที่ดี
“ก็ดี” เซเรียตอบกลับมาห้วนๆ ฉันเก็บความรู้สึกขุ่นมัวให้ลึกที่สุด...วันนี้สองคนนี้จะต้องกลับมาหาฉัน “ถึงฉันจะไม่เห็นเธอไปเยี่ยมรีเบคก้าเลยก็เถอะ”
“ใครว่าไม่ล่ะ เธอกำลังพูดจาไม่รู้เรื่องแล้วนะ” เจนนี่ทำเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ฉันก็ตัดบทด้วยความใจเย็น “ช่างเถอะ ฉันแค่คิดว่าเราควรปรับความเข้าใจกันเรื่องนี้สักที”
“เห็นแก่ตัว และคิดว่าตัวเองสูงส่ง เธอมันเป็นอย่างนั้นเลยเพรท” ฉันรู้สึกโกรธ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดจะแสดงออกมา...แต่ทุกอย่างก็หยุดลงเมื่อเซเรียยิ้มและพูดต่อ “แต่ช่างเถอะ...”
มันเป็นประโยคที่เป็นสัญญาณที่ดี “ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้เราคงต้องฉลอง ฉันให้พวกเธอเลือกร้าน...”
“ช่างเถอะ เพราะฉันกับเจนนี่ไม่คิดจะเป็นเพื่อนกับเธอต่อแล้ว”
มันยิ่งกว่าความโกรธ เหมือนมีใครมาตบหน้าฉัน เพราะประโยคนั้นทำให้คนอื่นๆที่ลอบฟังอยู่ถึงกับหันไปกระซิบ ฉันเห็นกลุ่มคนคุ้นหน้ากำลังเดินเข้ามาพอดี แน่นอนว่าพวกเขาต้องได้ยินเหมือนคนอื่น...ฉันสบตาเคลวินเล็กน้อยแล้วหันกลับมาสนใจเซเรียที่มีใบหน้าเหมือนนี่เป็นเรื่องที่น่ายินดี
บ้าบอสิ้นดีสิไม่ว่า!
“เธอต้องกำลังล้อฉันเล่นแน่ๆเซเรีย” ฉันแค่นหัวเราะเหมือนเหมือนมันเป็นเรื่องตลกร้าย ยังไงซะ ตอนนี้ฉันกำลังลังเลว่าจะเดินไปทางไหน ระหว่างแสงสว่างกับความมืด
“ไม่ๆ ฉันกับเจนนี่คิดมานานแล้ว เธอก็แค่ควีนที่มาจากโหวต ไม่มีอะไรโดดเด่นอีกแล้ว”
“เพรท พวกเราแค่...” เจนนี่แทรกขึ้นมาอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่สุดท้ายเธอก็พูดออกมา “เธอเห็นแก่ตัวกับรีเบคก้ามากเกินไป”
ฉันกำมือแน่นและได้ข้อสรุปแล้ว ฉันชอบที่จะเป็นจุดเด่น แต่มันต้องไม่ใช่แบบนี้ สองคนนี้ทำเหมือนรีเบคก้าเป็นเพื่อนของพวกเธอ แต่ฉันไม่ใช่...อันที่จริง พวกเธอไม่ได้รักเพื่อนขนาดนั้นหรอก แต่นี่เป็นข้ออ้างในการตัดฉันออกจากกลุ่ม ในเมื่อพวกเธอคิดว่าฉันไร้ค่า ฉันก็จะไม่เป็นแบบนั้น
“เจนนี่” ฉันเรียกเสียงเรียบ ก่อนจะมองมือถือที่เธอถืออยู่...ฉันเอื้อมมือไปคว้ามันมาอย่างรวดเร็วแล้วมองหน้าสองพี่น้องตรงหน้า “มือถือเขามีไว้รับสาย แต่ในเมื่อตอนเช้าเธอไม่คิดจะรับสายฉัน...” ถังขยะที่อยู่ใกล้ๆเป็นเป้าหมายของฉัน ฉันโยนมือถือลงไปทันที “มันคงไม่จำเป็นต้องใช้”
“เพรท!” เจนนี่หน้าเสีย แต่คนที่ร้องอย่างไม่พอใจคือเซเรีย แต่เธอต้องรู้สิว่าฉันก็ไม่พอใจเหมือนกัน
“ถ้าอยากได้คืนก็คุ้ยหาเอาแล้วกัน” ฉันพูดเสียงห้วนแล้วเดินผ่านพวกเธอออกมา มันเหมือนมีพายุหมุนวนอยู่ในหน้าอกของฉัน และฉันควรหาทางหยุดมัน
สายตาของไลเดียที่กำลังมองมาทำให้ฉันชะงักเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็เดินผ่านทุกสายตาออกมา...รวมถึงสายตาของเคลวินด้วย พวกเราเป็นคิงกับควีนที่ไม่เคยบรรจบกันเลย
ครั้งนี้ฉันเลือกเดินเข้าหาความมืด และเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันนึกถึงหนังสือนิทานภาพ
‘ช่วงนี้พ่อกับแม่งานยุ่งก็เลยลองออกมาใช้ชีวิตข้างนอกคนเดียว...แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศน่ะ’
มันเป็นเรื่องที่น่าสับสน ฉันไม่รู้ว่าตัวเองควรจะเชื่อสิ่งใดดี ถ้าคำโกหกเล็กน้อยแค่นี้ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ฉันมีคำถามว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เพราะฉันแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้มีสายเลือดผู้วิเศษแบบในหนัง เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดกับวัยรุ่นธรรมดาอย่างฉัน...แต่ก็นั่นแหละ อีกใจฉันยังแย้งว่ามันคือความบังเอิญ
ฉันเสยผมสีบลอนด์แพล็ตตินั่มของตัวเอง มันเป็นท่าทางเดียวที่ทำให้ฉันลดความหงุดหงิดลงได้...ฉันผลักประตูห้องวิทยาศาสตร์เข้าไป ยังเหลือเวลาอีกสิบนาทีกว่าคลาสแรกจะเริ่ม และที่นี่คงทำให้ฉันสงบได้...มันจะเป็นอย่างนั้น ถ้าคนเดียวที่อยู่ในห้องนี้คือฉัน
“ฉันไม่อยากให้การคุยกันอีกครั้งของเราเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดหรอกนะ” ฉันหันกลับไปมองคนที่เดินตามมา และฉันหมายความตามที่พูด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่เดินออกไป “...เคลวิน”
“ฉันรู้ ฉันรู้ เธอแค่อยากสงบอารมณ์เท่านั้นเอง”
“นายก็เข้าใจดีนี่” การไล่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเคลวินเดินไปนั่งที่โต๊ะทดลอง และฉันเชื่อว่าเขาไม่ได้มาเพื่อคุยหยอกเล่นกับฉันแน่ “เอาล่ะ รู้ใช่มั้ยว่าฉันเพิ่งเจอเรื่องแย่ๆมา” สุดท้ายฉันก็เลือกกอดอกและพูดอย่างอดกลั้น “ฉันแค่อยากอยู่คนเดียว ในเมื่อนายไม่ให้ความร่วมมือก็ช่วยพูดธุระเร็วๆ”
“เยี่ยม” เขาเลียริมฝีปากและจ้องฉัน ดวงตาสีมรกตยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิม “ที่จริงฉันกะจะพูดกับเธอตั้งแต่เจอกันครั้งก่อน ถ้าเธอไม่ขอตัวเข้าห้องซะก่อนละก็นะ”
เมื่อเห็นฉันยังเงียบ เคลวินดูลังเลเล็กน้อยที่จะพูดออกมา แต่สุดท้ายเขาก็พูด
“อย่างที่เธอรู้ ฉันกับไมค์ค่อนข้างแตกแยกกัน ถึงตอนนี้เราจะเคลียกันแล้วก็เถอะ แต่ไลเดียดูจะลังเลระหว่างฉันกับไมค์...หมายถึง ฉันแค่เผลอนอนกับหล่อน แต่ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยจริงๆ...มันเป็นเรื่องแย่เหมือนที่เธอกำลังเจอ...”
“มันเป็นการเกริ่นที่ฉันเข้าใจดี” บางทีความอดทนของฉันอาจหมดลงถ้าเขาพูดเรื่องวันนี้ออกมา
“ใช่ มันก็แค่การเกริ่น...” เคลวินดูจะรำคาญตัวเอง สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจ ครั้งนี้ดวงตาสีมรกตที่มองฉันไม่มีความลังเล มันติดจะจริงจังด้วยซ้ำ “ฉันแค่อยากให้เธอคบกับฉัน...ในแบบแฟน”
“นายกำลังล้อเล่นแน่” ฉันอยากจะเชื่อว่ามันเป็นมุก แต่สีหน้าของเคลวินไม่ได้ให้ความหวังฉันเลย “โอเค หรือบางทีนายอาจจะพนันกับเพื่อนเอาไว้”
“ไม่ๆ ฉันพูดความจริง ไม่มีการพนันอะไรทั้งนั้น ฉันแค่ต้องการให้เราคบกัน”
ตอนนี้สมองของฉันกำลังมึนงง นี่เป็นการสนทนาที่ทำให้ฉันสงบลงหลังจากเหตุการณ์เมื่อกี้ได้ดี แต่ฉันไม่ยินดีเท่าไรนัก...การคบกับคิงของโรงเรียนเป็นเรื่องที่ควรถูกพูดถึง ฉันเห็นด้วย แต่ชีวิตในอดีตและอนาคตของฉันมีแผนเสมอ รวมถึงการย้ายที่อยู่ซึ่งฉันใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการตัดสินใจ แต่ประโยคกะทันหันจากเคลวินกำลังทำให้แผนฉันผิดพลาด
เราสองคนจ้องหน้ากันอยู่ในห้องวิทยาศาสตร์โดยไม่มีใครพูดอะไร เคลวินกำลังรอให้ฉันพูดอะไรสักอย่างออกมา
“เฮ้ เรากำลังจะเริ่มคลาสแล้ว”
นั่นไม่ใช่เสียงฉัน อาจารย์แกรมม์ สตีลเว่น เปิดประตูเข้ามาและมองพวกเราอย่างไม่ค่อยพอใจ ฉันหันหลังให้เคลวินและเดินออกมาจากห้องนั้นโดยไม่ทักอาจารย์ ทั้งที่ปกติฉันรักวิชาวิทยาศาสตร์เหมือนที่ชอบอาจารย์แกรมม์ซึ่งเป็นคนสอน แต่ตอนนี้ทางเลือกเดียวที่ฉันคิดได้คือหนี
เมื่อเดินออกมา ฉันรู้สึกสับสนยิ่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของเคลวิน หรือการที่ฉันถูกเพื่อนอีกสองคนตัดออกจากกลุ่ม แม้สุดท้ายฉันเลือกที่จะตัดพวกเธอเองก็ตาม แต่ความจริงที่หนีไม่พ้นคือ...
ฉันได้สูญเสียเพื่อนไปแล้ว
เมื่อออดเลิกเรียนดังขึ้น ฉันเดินออกจากโรงเรียนและเรียกแท็กซี่กลับอพาร์ตเม้นต์ทันที วันนี้ฉันมีการบ้านในส่วนที่หยุดไปหลายวันต้องเคลีย ไม่อยากคิดว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปอาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งทุกอย่างมันแย่เหมือนวันนี้เลย แต่ฉันกำลังพยายามฝังความรู้สึกแย่ๆเอาไว้ให้ลึกที่สุด โดยที่ไม่รู้ว่าจะฝังได้นานแค่ไหน
ฉันลงจากรถแท็กซี่และผลักประตูเข้ามาในอพาร์ตเม้นต์ ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นสเตซี่เดินออกมาจากห้องพักของเธอซึ่งอยู่ชั้นล่าง
“มิสเกรย์”
“สวัสดีตอนเย็น สเตซี่” ฉันพูดแค่นั้นและเลือกเดินผ่านเธอไปที่ลิฟต์ บางทีสเตซี่อาจแค่ต้องการทักฉันเหมือนเมื่อเช้า ถึงที่จริงเธอจะดูไร้มนุษย์สัมพันธ์ก็เถอะ
“ฉันจะไม่เรียกเธออีกเป็นครั้งที่สองแล้วนะ” น้ำเสียงนั้นดูฉุนเฉียว ฉันเลื่อนสายตาจากลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงไปมองเธอ และเห็นว่าในมืออวบนั้นมีกล่องพัสดุอยู่ “เธอควรได้มันเมื่อเช้า ถ้าไม่ติดว่าเธอเดินหนีฉันออกไปก่อน”
ลิฟต์เคลื่อนตัวมาถึงพอดี ซึ่งฉันก็เอื้อมมือไปกดปิดประตูลิฟต์แล้วเดินเข้าไปหาสเตซี่ สีหน้าของเธอยังบึ้งตึงอยู่ อย่างที่บอก เธอคงไม่เรียกฉันไว้เพื่อหวังจะทักทายหรอก
“ขอบใจ แต่คุณควรส่งมันไปหน้าห้องฉันนะ”
“ที่ถือออกมาก็กะจะทำอย่างนั้นนั่นแหละ”
ฉันไม่สนใจน้ำเสียงของสเตซี่ แค่รับกล่องพัสดุมาและแกะดูตรงนั้นเลย ส่วนสเตซี่ เมื่อหมดหน้าที่เธอก็เดินกลับเข้าห้องพักตัวเองไป...ฉันเปิดกล่องออกมาและเห็นว่าเป็นแผ่นหนัง รวมทั้งหนังสือภาพถ่ายของหนังที่กำลังจะเข้าโรงอีกสองวันข้างหน้า...อยู่ๆความรู้สึกอบอุ่นก็ตีตื้นขึ้นมาในใจ มันเป็นพัสดุจากพ่อ แน่นอนว่ามันคือหนังเรื่องใหม่ที่พ่อกำกับ
“เฮ้”
ประตูอพาร์ตเม้นต์ถูกผลักเข้ามาโดยคนที่ฉันรู้จักดี...เคลวิน
“คิดแล้วว่าเธอต้องกลับมาที่นี่” ฉันปิดกล่องพัสดุลงและยืนมองเขานิ่ง นี่เป็นเหมือนทางแยกที่ฉันต้องเลือกอีกครั้ง...ความคิดหนึ่งบอกฉันว่า วันนี้ฉันจัดการทั้งเรื่องรีเบคก้า เรื่องสองพี่น้องดีเวอเจียร์มาแล้ว ในขณะที่เรื่องของเคลวิน ฉันก็ไม่ควรปล่อยให้ค้างคาเหมือนกัน “เพรท ฉันว่าเราอาจจะคุยกันไม่เข้าใจเท่าไร ซึ่งฉันไม่ต้องการแบบนั้น”
ฉันขมวดคิ้วเมื่อเขาเรียกฉันว่าเพรท แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แย้งอะไรออกไป
“ภัตตาคารฝั่งตรงข้าม ฉันกำลังคิดว่าจะฝากมื้อเย็นไว้ที่นั่น”
“ว้าว” เคลวินยิ้มกว้าง และมันทำให้บรรยากาศดูมีสีสันมากขึ้น อย่างน้อยฉันก็คิดอย่างนั้น “ถ้าอย่างนั้นมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”
เขาเปิดประตูอพาร์ตเม้นต์แล้วรอให้ฉันเดินออกไปก่อน ฉันมองกล่องพัสดุในมือแล้วเลือกจะถือมันออกมาด้วย พวกเราเข้ามาที่ภัตตาคารฝั่งตรงข้าม ปกติฉันจะเลือกนั่งมุมสงบๆ แต่ครั้งนี้ฉันเลือกที่นั่งติดริมกระจก บางทีถนนและผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ
“เปเปอร์โรนีพิซซ่า” เคลวินสั่งแค่นั้น ส่วนฉันก็สั่งอาหารของตัวเองและเครื่องดื่ม...พอพนักงานเดินออกไป เคลวินเท้าคางกับมือแล้วมองกล่องพัสดุของฉัน “ด้านในเป็นอะไรน่ะ”
“หนังเรื่องใหม่ของพ่อน่ะ” ฉันยักไหล่ตอบ ในครั้งนี้ ถ้าเคลวินไม่เริ่มพูดก่อน ฉันอาจจะเป็นคนเกริ่นที่ไม่ดีสักเท่าไร
“ฉันดีใจที่เธอยอมคุยกับฉันดีๆ” สีหน้าของเขาหมายความตามนั้น “...หลังจากที่ฉันพูดไม่ชัดเจน หรือเธออาจจะเครียดจัดหลังเหตุการณ์ที่ผ่านมา”
“อย่างน้อยฉันก็ยังไม่ได้ใช้ยาระงับประสาท” สาบานได้ว่ามันไม่ใช่มุกตลก แต่เคลวินกลับหัวเราะเบาๆ...ฉันขยับตัวนั่งตรงเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ “นายบอกว่าจะเลี้ยง” ฉันเปลี่ยนเรื่อง
“แน่นอน” อีกครั้งที่เขายิ้มกว้าง “มันได้ผลประโยชน์เยอะเชียวล่ะ เช่นการที่เธอยอมคุยกับฉันตอนนี้”
ฉันรู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อคืออะไร แต่ตอนนี้มันไม่ได้น่าอึดอัดแล้ว มีทฤษฎีหนึ่งที่ใช้ได้ผลกับฉันตอนนี้ นั่นคือต่อให้ตอนแรกจะรู้สึกแย่แค่ไหน แต่เมื่อเราถอยออกมาสักพัก เราจะรู้สึกเหมือนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเป็นปัญหาเล็กน้อย...มันเป็นทฤษฎีที่ใช้ปลอบใจได้ดี...เหมือนตอนนี้ และฉันหวังให้มันเป็นต่อไป
ฉันจ้องกล่องพัสดุบนโต๊ะ ก่อนจะเงยหน้ามองเคลวิน เขาไม่ได้เท้าคางแล้ว แต่นิ้วเรียวของเขากำลังเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ
“ที่จริงฉันอยากคุยเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที อย่างวันหยุดที่ผ่านมาฉันก็บินกลับไปเยี่ยมครอบครัว...มันเลยลงเอยที่ห้องวิทยาศาสตร์ อย่างที่เธอรู้นั่นแหละ”
“ใช่ และมันทำให้สมองฉันมึนงงมาก แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจประโยคนั้นดี...บางทีฉันอาจจะปฏิเสธ”
“ไม่เอาน่า” เคลวินรีบร้องห้ามฉัน เขาพูดต่อเหมือนระบายความในใจมากกว่าเจรจาธุรกิจ “ฉันคงพอคุยกับไลเดียได้ถ้าไม่ติดว่าหล่อนชอบฉัน...อย่างที่ชอบไมค์ โอเค การมีปัญหากับเพื่อนสนิทไม่ใช่เรื่องดีเลย และถึงฉันกับไมค์จะเคลียกันรู้เรื่องแล้ว แต่หมอนั่นยังไม่ไว้ใจฉันร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ”
“แหงสิ นอนกับแฟนเพื่อนเป็นเรื่องร้ายกาจยิ่งกว่าโกงข้อสอบซะอีก”
ฉันกอดอกและขยับนั่งพิงพนักเก้าอี้ดีๆ ในขณะที่เคลวินดีดนิ้ว “เพราะอย่างนั้นการมีแฟนถึงเป็นทางเลือกที่ดี ฉันนึกถึงเธอคนแรกเพรท...อย่างน้อยก็เป็นตำแหน่งของคิงกับควีน”
“ฉันแน่ใจว่ามันมีบทนี้อยู่ในหนังหลายเรื่อง” เขาไม่ฟังฉันเลย หรือเพราะฉันยังพูดคำว่าปฏิเสธไม่ชัดเจนพอ...ฉันหันไปมองนอกหน้าต่าง ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นในใจฉัน “...บทที่ต้องโกหกทุกคน”
“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเรียกมันว่าข้อตกลงที่ได้ผลประโยชน์ เพราะเราจะคบกันจริงๆ นั่นไม่ใช่คำโกหก”
คำพูดของเคลวินซึมซับเข้ามาในใจของฉัน มันทำให้ฉันเริ่มเอนเอียง...และวินาทีถัดมา ความรู้สึกแย่ๆที่ฉันพยายามฝังไว้ลึกก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทางเดินฝั่งตรงข้าม เซเรียกับเจนนี่ และยังมีเพื่อนอีกสองคนที่ฉันไม่รู้จักกำลังเดินกันอยู่ เป็นเจนนี่ที่เห็นฉันก่อน เธอสะกิดคนที่เหลือ...พวกเราสบตากันผ่านกระจกร้าน พวกเธอดูตกใจเมื่อเห็นว่าฉันนั่งอยู่กับใคร
ฉันกำมือแน่นเมื่อนึกถึงสิ่งที่พวกเธอทำไว้...ตอนนี้ฉันได้คำตอบแล้ว
“เพรท เฮ้”
“ฉันมีคำตอบให้นายแล้ว” เคลวินเหลือบตาไปมองนอกกระจก และเมื่อเห็นผู้หญิงพวกนั้น เขาหันกลับมายิ้ม ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเมื่อพบว่ามันเป็นรอยยิ้มปลอบใจ “ยินดีด้วย มันคือข่าวดี”
เขารู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ฉันคิดว่าเราต้องสั่งไวน์มาฉลองแล้วล่ะ”
ฉันยักไหล่และมองซุปเห็ดกับเครื่องดื่มที่พนักงานทยอยมาเสิร์ฟ ฉันไม่ได้สนใจว่าเคลวินกำลังสั่งไวน์เพิ่มหรือเปล่า เพราะตอนนี้กำลังมองซุปเห็ดตรงหน้าและบอกตัวเองว่าอย่าหันไปมองนอกกระจกร้าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ห้ามไม่ได้ ฉันหันไปและพบว่าพวกนั้นไม่อยู่แล้ว ฉันรู้สึกโล่งอก...นี่เป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้คิดไตร่ตรองดี มันอาจจะผิดแผนในอนาคตไปหน่อย...แต่ฉันยอม ถ้ามันแลกมาเพื่อความสะใจ
ข้อตกลงที่ได้ผลประโยชน์งั้นเหรอ...ฉันยิ้มพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือตึก
“นี่ เพรท”
“...”
“เค...ฉันอยากให้เธอเรียกฉันว่า เค”
อากาศตอนนี้ไม่ได้แจ่มใส แต่มันก็ไม่ได้ขมุกขมัว
ซึ่งมันเป็นเรื่องดีเพราะแปลว่าเรามาถูกทาง รายละเอียดเรื่องน่าสนใจดี แม้ยังมีบางจุดที่พี่ว่าเหตุผลไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่ก็โอเค สำนวนเข้าใจง่ายขึ้นเยอะ แต่ก็ยังมีคำบางคำหลุดๆ ที่อ่านแล้วไม่ใช่าษาไทยอยู่ดี เช่นฝากมื้อเย็น ตอนแรกพี่เข้าใจว่า ฝากไว้ เดี๋ยวไปเอา 555555555 แต่พออ่านมาล่างๆ ถึงเข้าใจว่า อ้อ ฝากท้องงง หมายถึงจะไปกินมื้อเย็นที่นั่น จริงๆ แค่บอกว่าไปกินมื้อเย็นก็ได้นะ มันไม่ได้ทำให้เรื่องดูฝรั่งน้อยลงอ่ะ ลองคิดแบบนี้ดู เวลาคนเอานิยายแปลมา เค้าก็ต้องแปลเป็นาษาไทย เค้าต้องปรับให้คนไทยอ่านและเข้าใจ การเขียนของเราก็ต้องไปทิศทางนั้นน่ะล่ะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ