เมื่อความโลกสวยของฉัน ทำให้ต้องถูกบอกเลิก แถมยังถูกแบล็คเมล์อีก วิธีเดียวที่จะแลกรูปแบล็คเมล์ได้ คือฉันต้องตามจีบหนุ่มฮอต ที่ดันเผลอไปอ้างว่าเป็นแฟน โอ้ย.. ทำไมฉันต้องมาตามตื๊อผู้ชายอย่างนายด้วยนะ
4
ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ไม่ได้ด้วยกล ก็ขอได้ด้วยมนต์คาถา
ระหว่างคาบเรียน สิ่งที่อาจารย์พูดสอนอยู่ตรงหน้าไม่ได้เข้าหูฉันเลยสักนิด ในหัวมีแต่คำพูดของปีเตอร์วนเวียนไปมาให้คิดหนักอยู่อย่างนั้น จนเอ็มต้องยื่นนิ้วเข้ามาจิ้มที่กลางหน้าผาก เพื่อให้ปมคิ้วที่ถูกขมวดอยู่นั้นคลายออก
ฉันกล้าพูดออกไปได้ยังไง..ว่าฉันเป็นแฟนกับหนุ่มโฟล์คซองคนนั้น เขาเป็นถึงหนุ่มฮอตของคณะเลยนะ ถึงแม้ว่าบุคลิกเขาจะดูเป็นคนเฟรนลี่ ชอบใช้คำพูดคำจากวนๆ กับฉันบางครั้ง แต่เขาก็เหมือนเป็นคนของประชาชนอยู่ดี (เวอร์) ถ้าฉันจะเข้าไปเอาของสำคัญของเขาไปให้ปีเตอร์ มันคงไม่ง่ายแน่ๆ
ปวดหัวชะมัด!
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ..ปีเตอร์จะแบล็คเมล์ฉันด้วยรูปทุเรศๆ ถ้าไม่เอาของที่เขาต้องการมาให้
เฮ้อออ..คนอย่างบิก้า มันช่างเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งถูกบอกเลิก แถมโดนแบล็คเมล์ ฉันอาจจะต้องทำบุญครั้งใหญ่ ปล่อยวัวปล่อยควายสักตัว เผื่อบุญกุศลจะช่วยนำพาชีวิตฉันให้ไปในทางที่ดีได้..ปลง
“เลิกทำหน้าเครียดสักที เห็นแล้วน่ารำคาญชะมัด” เอ็มละความสนใจจากสิ่งที่อาจารย์สอนตรงหน้า แล้วหันมาคุยกับฉันแทน
“แก..ฉันอยากบวช” น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยที่ตัดพ้อชีวิต ทำให้คนข้างๆ หันมาโบกหัวเบาๆ เพื่อเป็นการเรียกสติ
“อย่าเลยแก ฉันสงสารวัดที่แกจะไปบวชว่ะ อย่าไปทำบาปเลย =_= ”
“-_-*” ไอ้นี่! “เออ..ฉันเครียดว่ะ ปีเตอร์มันใช้ให้ฉันทำอะไรบางอย่าง”
“ฮะ? นี่เลิกกันไปแล้วยังกล้าใช้งานแกอีกเหรอ มันเห็นแกเป็นวัวเป็นควายรึไงวะ”
เวลาได้ยินคำว่า ‘ควาย’ ทีไรนี่รู้สึกสะดุ้งทุกที =_=
“คือ..ปีเตอร์ให้ฉันไปเอาของสำคัญจากมิเชลมาให้เขา”
“มิเชลไหน ไม่เห็นรู้จัก” เอ็มทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก อะไรของแก..ไม่รู้จักหนุ่มฮอตเหรอยะ ปกติเรื่องผู้ชายเห็นไม่เคยพลาด -O-;;
“โอ๊ย..ทีอย่างนี้ล่ะทำเป็นไม่รู้จัก คืองี้..ฉันดันไปโม้ว่าเป็นแฟนกับคนชื่อมิเชลอ่ะ ปีเตอร์ก็เลยสั่งให้ฉันทำตามที่เขาบอก”
“อ๋อ เข้าใจล่ะ..แล้วทำไมแกจะต้องไปทำตามที่มันบอกด้วย ไม่เห็นต้องทำเลย”
“เอ่อ..ถ้าฉันไม่ทำ ปีเตอร์จะแจ้งความ เรื่องที่ฉันไปทำแจกันบรรพบุรุษของเขาแตก” ฉันพยายามสร้างเรื่องขึ้นมา เพื่อให้เอ็มเชื่อ “มะ..มันมีรอยนิ้วมือฉันติดอยู่บนแจกัน!”
“มันจะเท่าไหร่กันวะ เดี๋ยวฉันช่วยจ่ายเอง แกไม่ต้องไปทำตามเรื่องบ้าๆ ที่มันสั่งหรอก มิเชลอะไรนั่น..แกก็ไม่ได้ไปรู้จักมักจี่ด้วยสักหน่อย”
“สิบสองล้าน!!” บอกราคาให้มันเวอร์ๆ เข้าไว้ จะได้ไม่ต้องซักไซ้ฉันอีก T^T
“ฮะ!! OoO โอมายก็อด แกร๊ ฆ่าตัวตายชัดๆ ToT” เอ็มเบิกตาโพลง โยนปากกาในมือทิ้งด้วยความตกใจทันที
“ชู่ววว!” ฉันรีบจุ๊ปากเบาๆ เมื่อคนข้างๆ เริ่มเสียงดัง จนอาจารย์ที่กำลังตั้งอกตั้งใจสอนอยู่หน้าห้องหันมาจิกสายตาใส่เป็นการเตือน “แกช่วยคิดหน่อย ว่าฉันจะไปเอาของสำคัญจากมิเชลมาได้ยังไง ของสำคัญอะไรก็ไม่รู้อีกด้วย T^T”
“อะไรสำคัญแบบนี้ก็คงมีแต่ครอบครัว เพื่อนสนิท และแฟนเท่านั้นสินะที่จะรู้” เอ็มทำหน้าครุ่นคิด มาค่ะเพื่อน..ดึงสมองอันชาญฉลาดของแกออกมาช่วยฉันทีค่ะ T-T
“ฉันลองไปถามเพื่อนเขาดูดีมั้ยอ่ะ”
“แกคิดว่าเพื่อนมิเชลอะไรนั่นจะยอมบอกคนแปลกหน้าอย่างแกงั้นเหรอ คิดสิคิด!”
“อืม..ก็จริงของแก โอ๊ย! คิดไม่ออก นี่ถ้าฉันเป็นแฟนเขาจริงๆ อย่างที่พูดไว้ ก็คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวแบบนี้” ฉันเบ้ปากใส่เอ็ม พลางกระแทกหัวลงไปที่โต๊ะเลคเชอร์เบาๆ เผื่อจะคิดอะไรดีดีออกมาได้
“แกร๊..ใช่เลย! เวรี่กู้ดไอเดียมากๆ” สายตายัยนั่นวาววับราวกับคนถูกรางวัลที่หนึ่ง “แกต้องไปเป็นแฟนมิเชลจริงๆ ถึงจะรู้ว่าของสำคัญของเขาคืออะไร”
เดี๋ยวก่อน... =_=
“หมายความว่า ฉันต้องไปจีบมิเชลเป็นแฟนงั้นเหรอ?”
“อร๊าย..ฉลาดมากบิก้า สมองแกเริ่มทำงานบ้างแล้ว”
“นี่ฉันไม่ได้สวยขนาดที่จะกล้าบากหน้าไปจีบผู้ชายก่อนนะ =_=”
“หน้าแกผ่านอยู่ ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมาก เดี๋ยวฉันสอนแกแต่งหน้านิดๆ หน่อยๆ ก็น่าจะพอไหว” เพื่อนสาวใช้สองมือประคองใบหน้าฉันพลิกไปมาอย่างพิจารณา “ส่วนเรื่องจีบผู้ชาย เดี๋ยวฉันช่วยแนะนำวิธีให้เอง ตอนแกอยู่กับปีเตอร์ก็เหมือนเป็นแม่ชีมานาน คงจะทำอะไรแบบนี้ไม่เป็นสินะ”
“ฮือ..ฉันต้องทำอย่างนี้จริงๆ เหรอ ฉันไม่กล้าว่ะ”
“ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะ แกนึกถึงความแค้นที่ปีเตอร์มันบอกเลิกแกด้วยเหตุผลโง่ๆ นั่นไว้สิ แล้วพลังด้านลบจะเข้ามาครอบงำเพิ่มความมั่นใจให้แกเอง”
“T_T”
จริงอย่างที่เอ็มพูด คนเรามันจะอ่อนแอไปตลอดไม่ได้หรอก ฉันยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ และจะไม่มีวันเดินถอยหลังกลับไปอยู่จุดเดิมเด็ดขาด เฮ้อ..กว่าจะเติบโตได้ ก็คงต้องผ่านเรื่องร้ายๆ มาก่อนสินะ
เพราะเป็นเด็กอายุสิบแปดจึงเจ็บปวดดดดด ToT
“เออน่า..เดี๋ยวฉันเทรนให้ แกอย่าโง่ทำเสียเรื่องก็พอ =_=”
"ToT"
“บิก้า! นี่เป็นโอกาสเดียวแล้วนะ ที่แกจะได้ลองแรดแบบไม่ต้องรู้สึกผิด ฮ่าๆๆ"
ทำไมแกดูระริกระรี้เหลือเกิน นี่เห็นหน้าซังกะตายของฉันบ้างไหม สนใจเพื่อนบ้างเซ่!! TOT
เช้าวันใหม่ที่ใต้ตึกคณะมนุษยศาสตร์
ฉันเดินสะพายกระเป๋าใบเล็กเข้ามาอย่างมาดมั่น (แม้ว่าจะแอบเกร็ง จนขาสั่นผับๆ ไปบ้างในบางจังหวะ) พร้อมเผยโฉมใหม่ที่อยากจะให้ทุกคนได้เห็นรูปลักษณ์ของมัน จากใบหน้าที่เคยไร้เครื่องสำอาง ถูกเพื่อนสาวเทรนมาจนฉันเริ่มจะพอแต่งถูๆ ไถๆ ได้บ้างล่ะ เพราะไอ้บ้าปีเตอร์มันเคยบอกว่าฉันเฉิ่มเบ๊อะเกินไปไง เอ็มเลยสั่งฉันแปลงโฉมใหม่เพื่อให้ทุกคนได้ตกตะลึง
ตะลึง! ตะลึง! ตะลึง ตึ่งๆๆๆ ตะลึงตึงตึง (ซาวด์เพลงตะลึง – อนัน อันวา)
รู้สึกเหมือนตัวเองมีกระดูกชิ้นใหญ่แขวนคอไว้หนักมาก ภารกิจครั้งนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน ถ้าฉันยังแต่งตัวลุคแม่ชีไปจีบคงแห้วแน่ๆ ผู้ชายไม่ชอบกันสินะ เฉิ่มๆ เบ๊อะๆ แบบนั้น ลองมาเจออราบิก้าโฉมใหม่สักหน่อยจะเป็นไง ฮี่ๆๆๆ (ปาดเหงื่อ -_-;;)
“เฮ้ย! บิก้า ยัยเบ๊อะคนเดิมหายไปไหนแล้ว รู้สึกเหมือนได้เพื่อนใหม่เลย >.<” เอ็มแซวขึ้น จนฉันรู้สึกขัดเขิน
ฉันที่อยู่ในชุดนักศึกษา กระโปรงสั้นทรงเอรัดรูป ช่วงกระโปรงแคบซะจนขาทั้งสองข้างแทบจะม้วนพันกันเป็นเกลียว ในชีวิตนี้ฉันไม่เคยใส่มันมาก่อน เขินเป็นบ้าเลย เวลาเดินๆ อยู่แล้วลมเย็นพัดเข้ามาปะทะที่ช่วงขา รู้สึกเหมือนโดนอะไรลูบไล้ตลอดเวลา -.-
แม้ว่าจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนในการใส่แค่ไหน แต่..เพื่อมิเชล บิก้ายอมค่ะ >///<
“สวยล่ะสิ”
ฉันสร้างความมั่นใจ ด้วยการยักคิ้วกลับไปแบบกวนๆ ไม่ใช่แค่เอ็มนะที่ตะลึง ขนาดเพื่อนร่วมคลาสหลายคนยังอ้าปากค้างพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว ที่อยู่ดีๆ ยัยเฉิ่มอย่างฉันเกิดอาการผีเข้าหรืออย่างไรไม่ทราบ ถึงลุกขึ้นมาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวใส่สั้นโชว์เรียวขา (ที่แอบมีรอยยุงกัดนิดๆ T-T) พวกเธอคงจะคิดกันแบบนี้กันสินะ -_-
ฉันเรียนอยู่เอกภาษาอังกฤษค่ะ ไม่ได้เรียนเก่งมากมายอะไร แถมยังเกือบโง่สุดในคลาสอีก อุตส่าห์ได้จับพลัดจับผลูมาเรียนอินเตอร์สักนิด เพิ่งจะมาสำนึกผิดกับสารรูปเฉิ่มๆ ของตัวเอง
ทำไมฉันถึงเพิ่งจะมาคิดได้นะ เสียเวลาเปรี้ยวแซ่บไปเกือบสองปี (โดนพลังยัยเอ็มเข้าครอบงำอยู่)
“แบบนี้ก็ค่อยไปวัดไปวาได้หน่อย”
“ตกลงแกจะให้ฉันไปวัด หรือจะไปจีบผู้ชายอ่ะ”
“เฮ้อ..สวยขึ้นก็ไม่ช่วยอะไรเลย ฉันล่ะเกลียดความโง่ของแกจริงๆ =_=”
“โอ๊ย! รีบบอกฉันมาเถอะ ว่าต้องทำยังไงบ้าง” ฉันรีบพูดขึ้นทันที ก่อนที่เอ็มจะด่าฉันโง่ไปมากกว่านี้ เจ็บปวดโว้ย! นี่ฉันพยายามซึมซับความฉลาดของแกอยู่นะ
วอนอย่าด่าเยอะ เพราะเคยโง่ไปแล้ว =_=
“ถ้าแกเจอเขา แกก็หาทางเข้าไปคุยด้วยเท่านั้นแหละ ผู้ชายน่ะจีบไม่ยากหรอก มุกเสี่ยวมีเท่าไหร่ก็ใส่เข้าไป ถึงจะเน่าหน่อยก็ช่วยบอกให้เขาทนๆ ฟังเอา”
“ทำไมยากจัง แกสนใจมาตามหาของสำคัญแทนฉันไหม =_=;;”
“โนเวย์ย่ะ แกเป็นคนไปขี้โม้ไอ้ปีเตอร์ว่าเป็นแฟนกับมิเชลเอง ขืนเขาเห็นฉันไปป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้แฟนปลอมๆ ของแก จะไม่คิดว่าแกโกหกงั้นเหรอ คิดสิคิด!”
“เออ ฉันลืมคิดอ่ะ T^T”
ฉันคงต้องรวบรวมความกล้าให้มากกว่านี้ เพราะถ้าฉันไม่ทำตามแผนยัยเอ็ม ปีเตอร์จะต้องเล่นงานฉันด้วยรูปนั้นแน่ๆ นี่ยังคงสงสัยอยู่ว่าเขาเกลียดอะไรฉัน ทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงร้ายกาจได้ขนาดนี้นะ
ระหว่างที่กำลังฟังเอ็มขี้โม้วิธีจีบหนุ่มของมันอยู่ ฉันเหลือบไปเห็นมิเชลนั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ ของเขาที่โต๊ะตัวยาวเกือบริมสุด เจอตัวจังๆ แบบนี้ งั้นก็ได้โอกาสเริ่มแผนการล่ะ โอ๊ย! ตื่นเต้นชะมัด
"แก..มิเชลนั่งอยู่ตรงนู้นอ่ะๆๆ ทำยังไงดี"
"บุกเลยแก เดี๋ยวฉันนั่งรอ" เอ็มตอบพลางตักข้าวขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างคนหิวโหย สายตามันไม่ได้หันไปมองตามนิ้วที่ฉันชี้เป้าหมายเลยสักนิด
"อยู่ดีๆ ฉันเดินเข้าไปหาเขาเลย มันจะไม่ดูแปลกๆ ไปหน่อยเหรอ"
"แกก็ซื้อขนมติดไม้ติดมือไปให้เขาสิ จะได้ดูมีข้ออ้างเข้าไปหา -.-"
"งั้นแกห้ามหันไปมองตอนฉันเข้าไปหาเขานะ ฉันเขิน >///<" ฉันรีบสั่งห้ามไว้ก่อนทันที ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทกันก็เถอะ แต่ฉันก็เขินเป็นเหมือนกันนะ ถ้ารู้ว่ายัยนั่นจับตามองอยู่
"เออๆ อยากทำไรก็ทำไป เดี๋ยวเจอกันบนห้องก็แล้วกัน"
มือข้างหนึ่งขยับกระเป๋าสะพายตัวเองขึ้นมาให้กระชับอีกครั้ง เพื่อตั้งท่าเตรียมบุกโจมตีข้าศึก (ผิด) ฉันควรจะเข้าไปด้วยเหตุผลอะไรดีนะ อ้อ! ไปขอบคุณที่เขาช่วยเราวันนั้นดีกว่า จะได้ดูมีข้ออ้างหน่อย >//<
แอร๊ยๆๆ เมื่อคิดแผนการด้วยตัวเองเสร็จเรียบร้อย มือข้างหนึ่งก็หันไปคว้าถุงเค้กช็อกโกแลตที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้
“นั่นเค้กฉันนะเฟ้ย!! อ้าว..เฮ้ๆๆ”
เสียงเอ็มโวยวายไล่หลังมา ฉันไม่สนใจและเดินพุ่งตรงไปที่เป้าหมายทันที สัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่กำลังเต้นโครมคราม เหงื่อผุดขึ้นตามฝ่ามือด้วยอาการประหม่า เขาหันมาเห็นฉันแวบหนึ่งก่อนจะหันไปคุยกับเพื่อนๆ ต่อ จนกระทั่งฉันเดินไปถึงยังโต๊ะของเขา
“เอ่อ..นาย ฉันอยากจะมาขอบคุณเรื่องวันนั้น” ฉันพูดอย่างตะกุกตะกัก มืออีกข้างบรรจงวางเค้กลงบนหนังสือที่อยู่บนโต๊ะ เขาเงยหน้าขึ้นมามองอย่างงุนงงก่อนจะฉีกยิ้มให้
“อ้าว! ยัยเมล็ดกาแฟเลดี้กาก้านี่เอง ฮ่าๆๆ”
“นี่นาย! หัวเราะชื่อฉันอีกแล้ว ฉันอุตส่าห์มาขอบคุณ แต่ช่างเถอะ..ขอบคุณอีกครั้งนะมิเชล ฉันไปล่ะ” ฉันรีบๆ พูดให้จบแล้วเดินออกมาด้วยความเขินทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะครืนจากบรรดาเพื่อนๆ ของเขา
หัวเราะอะไรกันก็ไม่รู้ไอ้พวกนี้
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ มิเชล ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
อ้อ..หัวเราะชื่อฉันเสร็จ แล้วก็หัวเราะชื่อไอ้หอยนั่นต่อ คนพวกนี้เขาเป็นอะไรกัน =_=
ในระหว่างคาบเรียน ฉันได้แต่มองกระจกชื่นชมความสวยของตัวเองอยู่อย่างนั้น พอแต่งหน้าแต่งตาสักหน่อยแล้ว ไม่คิดว่ามันจะออกมาดูดีขนาดนี้ สายตานั้นยังคงจ้องมองกระจกตรงหน้าอย่างไม่วางตา เมื่อก่อนฉันทนอยู่กับสภาพหน้ามันแผล็บ ผมยุ่งเหยิงไปได้ยังไง นี่ฉันสวยขนาดนี้ทำไมถึงไม่ได้เป็นดาวมหา’ลัยนะ (เพ้อ)
“เอาล่ะ นักศึกษาทุกคน วันนี้พอแค่นี้ก่อน สวัสดี” อาจารย์กดปิดโปรเจคเตอร์พร้อมกล่าวลา พอท่านเดินออกจากห้องไป ก็เหลือทิ้งไว้เพียงความวุ่นวายไว้ในห้อง บางคนก็มีสภาพเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล
“เฮ้! เพื่อนๆ อย่าเพิ่งออกจากห้องนะ ขอประชุมก่อน” โมเม ประธานเอกได้ตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงโหวกเหวกโวยวายของทุกคน จนฉันรู้สึกเจ็บคอแทน
“สงสัยจะคุยเรื่องค่าย” เอ็มพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย ก่อนจะฟุบลงไปนอนอีกรอบ
“หืม..ค่ายอะไร?”
ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกกิจกรรมในคณะเลย หรือว่าจริงๆ แล้วฉันไม่ได้ใส่ใจมันเอง
“ทุกคน ฟังฉันแป๊ปนึง” โมเมเดินออกไปหยิบไมค์หน้าห้องขึ้นพูด “ค่ายนี้เพื่อน้องเตรียมก้าวสู่อาเซียนครั้งที่สาม ปีนี้เป็นหน้าที่ของรุ่นเราที่ต้องเป็นแม่งานนะ ปีที่แล้วคงจำได้ใช่มั้ยว่ารูปแบบกิจกรรมเป็นยังไงบ้าง”
เกิดความเงียบกริบขึ้นในห้อง บางคนก็พยักหน้าหงึกหงักเหมือนจะนึกออก จนโมเมพูดต่อ
“วันนี้ฉันจึงขอความเห็นจากเพื่อนๆ ในการเลือกตัวแทนจากเอกเรา เพื่อไว้คอยประสานงานกับประธานค่ายนะ”
สาบานเถอะ..ว่าค่ายนี้ถูกจัดมาสามครั้งแล้ว ฉันขอสารภาพเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่เคยได้ยินชื่อนี้ ตอนปีหนึ่งก็ไม่เคยลงชื่อไปค่ายอะไรพวกนี้ด้วย รูปแบบกิจกรรมเป็นยังไงนี่เลิกถามไปได้เลย -O-!!
“ฉันว่างานปีนี้เราเยอะมากเลยนะ เราน่าจะแบ่งงานให้ทุกๆ กลุ่มได้เป็นตัวแทนกัน งานจะได้ไม่ไปหนักอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง อีกอย่าง..งานค่ายนี้ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากด้วย” หลังจากฟังข้อเสนอแนะจาก พิงค์ เพื่อนร่วมคลาส เพื่อนคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะซุบซิบกันระงม
แย่ล่ะ! กลุ่มฉันมีแค่ฉันกับเอ็มสองคน นี่หวังว่า..คงจะไม่นับเป็นกลุ่มหรอกนะ =_=
“อืม..ฉันเห็นด้วยกับพิงค์ แบ่งๆ งานกันรับผิดชอบคนละส่วนก็ดีเหมือนกัน มีใครคัดค้านรึเปล่า” โมเมพูดพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่มีใครยกมือขึ้นคันค้าน หรือแสดงความเห็นออกมาแต่อย่างใด
เอายังไงดี..คือฉันอยากรู้อ่ะว่าสองคนนี่นับเป็นกลุ่มรึเปล่า T^T
“ยัยเอ็ม อย่างเรานี่นับเป็นกลุ่มมั้ยวะ?” ฉันหันไปกระซิบกระซาบถามเพื่อนสาวที่ฟุ่บหลับอยู่ข้างๆ อย่างไม่สนใจโลก
“อย่าไปกลัว คนในเอกเรามีเป็นแสน มันไม่สนใจเราสองคนหรอก”
“เป็นแสนก็เวอร์ไป มีแค่ 70 คนเอง”
“=_=”
"แต่เหมือนฉันจะไม่เคยทำอะไรในเอกเลยนะ T^T” ฉันบอกด้วยสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ ในขณะที่เอ็มเริ่มเคลิ้มๆ และกำลังเตรียมไปเฝ้าพระอินทร์โดยไม่สนใจฉันอีก
ตั้งแต่เข้าเรียนที่นี่มา กิจกรรมที่ฉันเข้าครบที่สุดก็คือรับน้อง เพราะถ้ามากันไม่ครบ รุ่นพี่จะทำโทษเพื่อนๆ ที่เหลือแทน ฉันที่เป็นคนดี (จัด) จึงมาครบทุกครั้ง แม้ว่าเพื่อนบางส่วนจะหายไป และสุดท้ายก็ต้องโดนรุ่นพี่ทำโทษก็ตาม
ส่วนอันอื่น..ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย นอกจากพวกกิจกรรมบังคับ
เรียนมาเกือบสองปี ฉันมีเพื่อนน้อยมาก ด้วยความที่ตอนนั้นฉันเป็นคนเงียบๆ ด้วย เลยไม่ค่อยได้ใส่ใจพวกกิจกรรมส่วนรวมที่เขาทำกันเท่าไหร่ นี่โชคดีที่ยังมีเพื่อนสนิทกับเขาบ้าง แม้จะมีแค่คนเดียวก็เหอะ อีกอย่าง..เพราะฉันคบกับปีเตอร์ไง เพื่อนบางคนเลยหมั่นไส้และพาลไม่คุยกับฉัน พวกนั้นบอกว่าเฉิ่มๆ อย่างฉันไม่คู่ควรกับหนุ่มหล่อ T-T
จริงๆ แล้วตอนนั้นพวกเธออิจฉาฉันใช่ไหม อย่าอิจฉาไปเลย ถ้าฉันรู้ว่าเขาไม่ใช่คนดีแต่แรก จะไม่ย่างกายเข้าไปยุ่งเลยแม้แต่น้อย ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา รักมันบังตาจริงๆ
“งั้นเรามาเสนอชื่อกัน คนที่เหมาะเป็นตัวแทนของเอกเรา”
คำพูดของประธานเอก ทำเอาฉันเสียวสันหลังวาบ รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ยังไงก็ไม่รู้ T-T
“ฉันเสนอ อราบิก้า นะ เพราะฉันรู้สึกว่านางมีคุณสมบัติเพียบพร้อมสำหรับการไปเป็นตัวแทนค่ายเบ๊ เอ๊ย! ค่ายนี้ที่สุด และที่สำคัญ..ยัยนั่นไม่เคยทำงานอะไรเลย ให้ยัยนั่นทำบ้างเถอะ!” เหล่าสตรีกลุ่มหนึ่งที่เคยชื่นชอบปีเตอร์ และเกลียดฉันเข้าเส้นเลือดซูพีเรียเวนาคาวา กำลังโบ้ยขี้มาให้ฉันอย่างเกลียดแค้น
ยัยพวกนี้เกลียดฉันด้วยเหตุผลที่ว่าฉันทำตัวแอ๊บ ใสซื่อ เพื่ออ่อยปีเตอร์ (เคยได้ยินพวกมันแอบด่าฉัน) เอ่อ..ฉันไม่ได้แอ๊บนะ ความโง่นี่มันแอ๊บกันได้ด้วยเหรอ อย่างตอนช่วงรับน้องปีหนึ่ง ‘ปีเตอร์’ เอกภาษาเยอรมัน เป็นที่กล่าวถึงเยอะ ด้วยความที่เขาเป็นลูกครึ่ง หน้าตาดี ตัวสูงเด่น ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเดียวกันชื่นชอบเขามาก มันผิดตรงที่เขามาชอบคนธรรมดาอย่างฉัน เขาชอบที่ฉันเป็นคนดี ไม่มีพิษสงกับใคร T-T
บ้าบอชะมัด..แล้วคนพวกนี้มาเกลียดฉันทำไม ฉันไม่เคยไปทำอะไรให้ใครสักหน่อย นอกจากอู้งานคณะ =_=
มันเกือบจะดีกว่านี้ หากเพื่อนหลายคนไม่ซุบซิบและพยักหน้าเห็นด้วยไปตามๆ กัน เฮ้ยยยย!! อย่าทำร้ายกันเลย นี่มันค่ายใหญ่เลยไม่ใช่เหรอ มันของทั้งคณะเลยน้าาาา
“ฉันเห็นด้วยนะ คนอื่นว่าไง อีกอย่างงานนี้ดูเบาที่สุดแล้วด้วย” โมเมเริ่มหาพรรคพวก เมื่อกำลังจะได้ข้อสรุปของงานค่ายเบ๊นี้ได้ เพื่อนหลายคนเริ่มบิดขี้เกียจ เตรียมเก็บของพร้อมกลับบ้านกันแล้ว และคนที่ซวยที่สุดก็คือฉันเอง T^T
“คนดีมีจิตอาสาอย่างอราบิก้าน่าจะทำมันได้ดี ฮี่ๆๆ”
“เอ่ออ..” ทำไมปากมันสั่นอย่างนี้ กล้าหน่อยสิ! บิก้า “คือ..ฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลยนะ ฉันกลัวว่าจะทำมันออกมาไม่ดี” ปากเจ้ากรรมขยับออกไปแล้ว จริงๆ ฉันน่าจะปากเก่งกับยัยพวกนั้นบ้างนะ จะได้ด่าไฟแลบโชว์เพื่อนๆ เป็นขวัญตาสักครั้ง
แต่..แค่คิดปากก็สั่นสะเทือนไปถึงลำไส้แล้ว T-T
“เธอไม่ต้องกลัวหรอก งานนี้ง่ายที่สุดแล้ว งานเบ๊ๆ เนี่ย คนแสนดีอย่างเธอทำมันได้แน่นอน เค้าเรียกประชุมเธอก็แค่เป็นตัวแทนไปฟังเท่านั้นเอง” กลุ่มนั้นเริ่มตะโกนข้ามฟากมา หนอย.. ก่อหวอดยังไม่พอ ยังจะมาโชว์พาวข่มฉันอีก
ย้ำเหลือเกินนะ ไอ้คำว่า ‘เบ๊’ เนี่ย!
“นี่มันงานคณะเลยน้าาาา T^T”
“ไม่เห็นจะยากเลย เธอก็ทำตามที่ประธานค่ายกับอาจารย์สั่ง มีอะไรก็มาปรึกษาฉันได้ หรือเธออยากจะทำงานยากๆ กว่านี้"
"เอ่อ..ถ้างั้น ฉันทำอันนี้ก็ได้ T_T" ฉันจำใจตอบตกลงไปแบบไม่มีทางเลือก ถ้าจะให้ทำอะไรที่มันยากกว่านี้ ฉันยอมทำค่ายนี้ดีกว่า ในเมื่อสมองฉันมีแค่นี้เอง ToT
"เอาเป็นว่าทุกคนโอเคกับอราบิก้านะ ฉันจะได้ปิดประชุม” โมเมเออเองเสร็จสรรพ เพื่อนๆ ทุกคนก็พร้อมใจกันพยักหน้าหงึกหงัก ท่ามกลางรอยยิ้มสะใจจากยัยพวกกลุ่มสตรีไร้บ้าน!!
ฉันขอให้พวกหล่อนไม่มีบ้านอยู่ ฮืออออ..อยากด่าออกไปอ่ะ แต่ไม่กล้า T-T
และยัยเพื่อนรักก็เพิ่งจะเงยหน้าขึ้นแคะขี้ตาตัวเองที่มาหลังจากการตื่นนอน ขอบคุณณณณณณ!!!!
โอ๊ย!! ชีวิตฉันอะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ จะโดนปล้ำแถมยังต้องไปเป็นตัวแทนเอกของค่ายอะไรนี่อีก
มันช่างเป็นสัปดาห์ที่วุ่นวายสุดๆ ฉันที่ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ดันโดนอาจารย์ไหว้วานให้เป็นคนช่วยรวบรวมรายชื่อของคนไปค่ายแต่ละเอกส่งให้ประธานค่าย งานแรกของฉัน ก็ต้องมาแบกรับหน้าที่นี้ซะแล้ว ถึงแม้มันจะเป็นหน้าที่ที่ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย แต่คนที่ไม่เคยติดต่องานกับคนแปลกหน้ามาก่อนอย่างฉัน รู้สึกไม่ชินเท่าไหร่ อาทิตย์หน้าก็จะเริ่มประชุมค่ายเพื่อแจกแจงงานกัน แล้วฉันจะเอาเวลาไหนไปตามจีบมิเชลล่ะเนี่ย
เหนื่อยชะมัด..เพิ่งรู้ว่างานส่วนรวมมันเป็นแบบนี้ ปกติอู้ตลอด เรียนเสร็จ กลับบ้าน ไม่ก็ออกเที่ยวกับปีเตอร์ ไม่เคยมาทำอะไรแบบนี้เลย =^= ดีนะ..ที่ยังมีเอ็มคอยช่วยบ้าง ไม่อย่างนั้นฉันแย่แน่ๆ
ฉันตามรายชื่อคนไปค่ายจากตัวแทนเกือบทุกเอกได้หมด ยกเว้น..เอกภาษาจีน
ไอ้ตัวแทนเอกภาษาจีนนี่มันมุดหัวไปอยู่ไหน ติดต่อไม่ได้ซักที เบอร์โทรที่ได้มาจากอาจารย์ก็โทรไม่ติด เหลืออีกแค่เอกเดียวฉันก็จะเป็นไทแล้วนะ นี่เขาซื้อโทรศัพท์มาปิดเครื่องเล่นใช่มั้ย? ไอ้..ไอ้.!!
อ๋อ! มันชื่อ ‘ไมเคิล’ (ก้มอ่านจากกระดาษที่อาจารย์ให้มา)
ไอ้ไมขี้เอ๊ยยยย!!
ฉันเผลอด่าคนแปลกหน้าในใจอ่ะ ฮืออ..เชื้อความชั่วร้ายของยัยเอ็มนี่คงจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดฉันแล้วจริงๆ =_=
เฮ้ๆๆ นี่ฉันกำลังจะติดต่อเขาได้แล้ว ‘ตู้ดดด... ตู๊ดดด...’ ใจฉันเต้นตึกตักๆ ตามเสียงจังหวะการรอสาย
[ฮัลโหล]
กรี๊ดๆๆ นี่เขารับสายแล้ว ตื่นเต้นเป็นบ้า เสียงเขาหล่อชะมัด >.<
“สวัสดีค่ะ นี่เบอร์ไมเคิลใช่มั้ยคะ?”
[อืม] น้ำเสียงปลายสายดูไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่
“ฉัน อราบิก้า ตัวแทนเอกอิ๊งนะคะ เรื่องค่ายนี้เพื่อน้องเตรียมก้าวสู่อาเซียนครั้งที่สาม (ชื่อยาวเกิน) ฉันอยากทราบยอดจำนวนคนจากเอกภาษาจีนที่จะไปค่ายนี้ ไม่ทราบว่าพอจะสรุปยอดให้ก่อนวันศุกร์นี้ได้มั้ยคะ” เพื่อไม่ให้เสียเวลา ฉันจึงร่ายยาวใส่คนในสายแบบไม่หยุดพักหายใจทันที
[หืมมม..อราบิก้า?] ปลายสายเงียบไปสักพัก [ฮ่าๆๆ เดี๋ยวฉันจะรีบส่งรายชื่อให้เธอก็แล้วกันนะ แค่นี้แหละ]
ปลายสายกดวางไปหน้าตาเฉย อะไรฟะ! เรียกชื่อฉันแล้วก็วางสาย นี่ฉันไปรู้จักมักจี่กับนายเป็นการส่วนตัวรึไง =_=
น้ำเสียงเขามันช่างคุ้นหูชะมัด แม้ว่าในโทรศัพท์มันจะฟังดูอู้อี้ก็เถอะ แต่..นึกไม่ออกว่าไปเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาจากที่ไหน
หลังจากที่เคลียร์แพลนงานของตัวเองเสร็จ ฉันหอบร่างที่เหน็ดเหนื่อยของตัวเองไปร้านเบเกอรี่ของมหา’ลัย เพื่อหาอะไรกินแก้เซ็งในมื้อกลางวัน ส่วนเอ็มหนีกลับบ้านไปแล้ว เพราะไม่มีเรียนคลาสบ่าย เมื่อสองมือผลักประตูเข้ามาในร้าน พลันสายตาเหลือบไปเห็นหนุ่มฮอตของคณะนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะริมกระจก ฉันคลี่ยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้นทันที เพราะนี่เป็นการเจอกันโดยบังเอิญในรอบที่สามของสัปดาห์นี้
เอ็มบอกให้ฉันต้องทำทีเข้าไปคุยกะเขาทุกครั้งเวลาที่เจอกัน ฉันเลยสั่งขนมเค้กเผื่อเขาอีกหนึ่งชิ้น เพื่อหาข้ออ้างที่จะเข้าไปคุยด้วย ขอทำตัวตีสนิทไว้ก่อนก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าของสำคัญของเขาคืออะไรเร็วๆ
“อะ..ของนายชิ้นนึงนะ” ฉันหย่อนสะโพกลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พลางยื่นจานขนมไปให้ ทำให้เขาเลิกคิ้วใส่ฉันอย่างสงสัย “เอ่อ.. แทนคำขอบคุณไง”
โอ๊ย..เขินชะมัดเลย ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย -///-
“เมื่อวันก่อน เธอก็เพิ่งเอามันมาให้ฉันเองนะ”
“ฉันกลัวนายไม่ชอบรสนั้นน่ะ เลยลองเอาอีกรสให้นายกินดีกว่า รสส้มนี่ฉันชอบมากเลยนะ”
"จริงๆ ฉันก็กินได้ทุกรสนั่นแหละ ว่าแต่..ที่เธอเอามาให้ฉันบ่อยขนาดนี้นี่มันคือวิธีจีบผู้ชายของเธอรึเปล่า?" คำถามของเขา ทำให้ฉันแทบสำลักเค้กที่กำลังตักเข้าปาก จนต้องรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
"เอ่อ..ป่าวนะ ฉันแค่อยากขอบคุณนายจริงๆ ไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงเลยนะ ไม่มี๊! ไม่มีจริงๆ" พอเจอจี้จุดเข้าตรงๆ แบบนี้ ไปไม่ถูกเลยฉัน เผลอลั่นเสียงสูงใส่เขาอีก โอ๊ย T-T
"ฮ่าๆ ขอบคุณบ่อยขนาดนี้ เอาฉันกลับไปเลี้ยงที่บ้านด้วยเลยมั้ย?"
“ได้จริงๆ เหรอ *O*”
“แค่ล้อเล่นมั้ยล่ะ! =_=”
"แต่ฉันไม่ได้มาจีบนายจริงๆ นะ ฉันแค่อยากเป็นเพื่อนกับนายเฉยๆ -O-!!"
ท่าทางลุกลี้ลุกลนเหมือนคนไปไม่เป็นของฉัน ทำให้ริมฝีปากของคนตรงหน้ากระตุกยิ้มขึ้น
"ฮ่าๆๆ โอเค ไม่จีบก็ไม่จีบ" เขาหัวเราะพลางลุกขึ้นยืน ก่อนที่ใบหน้าเจ้าเล่ห์นั้นจะก้มลงมากระซิบข้างหูฉัน "ถ้าเปลี่ยนใจจีบเมื่อไหร่ ก็บอกแล้วกันนะ ฉันจะรอ :)"
"!!!"
นี่มันประโยคเชิญชวนกันรึเปล่า? กรี๊ดดดดดด
ฉันใช้เวลาที่เหลือในช่วงบ่ายมาสิงอยู่ที่ห้องสมุดคณะ มุมหนังสือเก่าๆ อย่างพวกนิทานกรีก - โรมันเป็นมุมโปรดปรานของฉัน เพราะมันเงียบและไม่ค่อยมีใครเข้ามาหาหนังสือในโซนนี้ หลายครั้งที่ฉันสามารถใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่นี่ได้โดยไม่มีใครมารบกวนเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อก่อนฉันปลีกวิเวกเข้ามาแถวนี้บ่อย เวลาที่ปีเตอร์เลิกคลาสช้า เพราะเราสองคนชอบไปหาอะไรกินด้วยกันก่อนกลับบ้านทุกครั้ง
อ่า..ช่วงนี้ชักเบื่อๆ แฮะ สงสัยต้องหาหนังสือเล่มใหม่ไปอ่านแก้เซ็งแล้วแหละ
ฉันไล่ดูหนังสือทีละเล่มอย่างพิจารณาจนไปสะดุดกับหนังสือโบราณ1 ที่ดูแปลกตาอยู่เล่มหนึ่ง
“หนังสือโบราณงั้นเหรอ น่าสนใจดีนี่”
ฉันก้มมองหนังสือในมืออย่างตื่นตาตื่นใจ สาบานได้เลยว่าฉันไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้ในโซนนี้มาก่อน มันเป็นหนังสือที่มีปกแข็งสีน้ำตาล เป็นรูปหญิงสาว หรือเทพเจ้าอะไรสักอย่างอยู่ด้านหน้าปก ซึ่งด้านในเป็นภาษาอังกฤษ ผสมกับภาษาอียิปต์โบราณบ้างประปราย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกรูปภาพซะมากกว่า
โชคดีที่ฉันเคยเรียนรู้พวกตัวอักษรพวกนี้มาเลยสามารถที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างคร่าวๆ นิ้วเรียวกรีดไล่ลงมาตามบรรทัดที่หน้าสารบัญเพื่อหาสิ่งสนใจอย่างเคยชิน พลันสายตาไปสะดุดหัวข้อที่หน้าหนึ่งร้อย
'ขอพรความรักจากเทพเจ้า'
เอ..คิดว่าน่าจะแปลได้อย่างนี้นะ
อ่าฮะ! เหมือนโชคจะหล่นมาใส่ฉันแฮะ ขอพรงั้นเหรอ? ในขณะที่สายตากำลังจับจ้องสิ่งตรงหน้าอย่างตั้งใจ มือข้างหนึ่งก็รีบควานหาโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเพื่อนรักอย่างตื่นเต้นทันที
[ว่าไงแก โทรมากวนเวลาฉันงีบชะมัด] เสียงสะลึมสะลือปนหงุดหงิดของคนในสายทำให้ฉันหัวเราะแห้งๆ อย่างรู้สึกผิด
“ซอรี่ว่ะแก ฉันตื่นเต้นเลยรีบโทรมาหา >.<”
[ตื่นเต้นอะไรวะ ใกล้จะคลอดลูกเหรอ =_=]
“ฉันไม่ได้ท้องนะ! นี่ๆ..ฉันเจอหนังสือโบราณที่มีวิธีขอพรความรักจากเทพเจ้าในห้องสมุดอ่ะ”
[เฮ้ย! จริงเหรอ] น้ำเสียงปลายสายดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที [ฉันเคยได้ยินเค้าลือกันมาว่า ถ้าทำพิธีถูกต้องจะขอพรความรักได้สำเร็จแหละ]
“จริงเหรอแก *O*”
[เคยได้ยินมานะ หน้าปกมันจะเก่าๆ หน่อย ดูขลังๆ แต่..เหมือนว่าพรนี้จะสามารถขอได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น]
“อร๊ายยยย”
หนังสือโบราณเล่มนี้อาจจะทำให้ฉันจีบมิเชลได้สำเร็จ โดยที่ไม่ต้องบากหน้าลงมือทำเองเลยก็ได้ ฉันไม่ใช่คนงมงายนะ แต่..แค่ลองดูก็ไม่น่าจะมีอะไรเสียหายนี่นา -.-
[ร้องบ้าอะไรของแก หน้าตาหนังสือมันเป็นยังไง ไหนว่ามาซิ]
“มีตัวอักษรอียิปต์โบราณด้วย”
[แกอ่านออกด้วยเหรอ?]
“ฉันพอจับใจความตัวหนังสือพวกนี้ได้อยู่ ถ้าฉันขอพรสำเร็จ มิเชลก็จะเป็นฝ่ายมาตกหลุมรักฉัน เหมือนในละครใช่มั้ย?” ฉันว่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นัยน์ตาที่เป็นประกายยังคงจับจ้องตัวหนังสือพวกนั้นอย่างไม่วางตา
[ประมาณนั้นมั้ง]
“กรี๊ดดดด ฉันรอดแล้ว ฉันจะลองทำตามในหนังสือนี้ดู >.<”
ฉันคลี่ยิ้มออกมาทันที เมื่อเห็นความสำเร็จอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ
ก่อนกลับเข้าบ้าน ฉันไม่ลืมที่จะแวะตลาดเพื่อซื้อเทียนไขยี่สิบสี่สี (เยอะอะไรขนาดนั้น =_=) ตามที่ในหนังสือเขียนบอกไว้ ฉันนี่โชคดีจริงๆ สงสัยเบื้องบนจะเห็นใจในความทุกข์ยากของฉัน เลยดลจิตดลใจให้ไปเจอของดี
แม้จะอ่านได้แค่คร่าวๆ ก็เถอะ แต่ฉันมั่นใจว่าแปลถูกนะ =_=;;
อุปกรณ์พร้อม ทุกอย่างพร้อม พิธีขอพรความรักจากเทพเจ้านี้ต้องทำตอนเที่ยงคืน อืม..แค่จุดเทียน อ่านคาถาตามนี้ แล้วพูดชื่อคนที่อยากให้มาหลงรัก รู้สึกตื่นเต้นวุ้ย! อย่างกับทำมนต์เสน่ห์ในละครไทยเลย ฉันเหมือนตัวร้ายยังไงก็ไม่รู้ นี่ฉันเป็นนางเอกนะ!
ในคืนนั้นเอง ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนสี่ทุ่มสี่สิบห้าเพื่อมาเตรียมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ (มากๆ) เทียนไขยี่สิบสี่เล่ม ที่มีแทบทุกเฉดสีถูกตั้งเรียงกันตามแนวผนัง มองๆ ไปเหมือนฉันกำลังจะวางเพลิงบ้านตัวเองยังไงก็ไม่รู้
อ่า..ในหนังสือเขียนบอกไว้อีกว่าต้องจุดเทียนเล่มสุดท้ายในเวลาเที่ยงคืนพอดี แถมต้องใช้เฉพาะไม้ขีดไฟอีก
ชึ้บ..ชึ้บ..
ฉันหยิบก้านไม้ขีดขึ้นมาขีดๆ ข้างกล่อง เอ่อ..นี่มันต้องจุดยังไงนะ ทำไมถึงไม่มีไฟออกมาสักที
ชึ้บ..ชึ้บ..
เอ่อ..ไฟมันไม่ติดให้อ่ะ
อ๊ากกกกกกก ตั้งเทียนซะดิบดี ดันจุดไฟไม่เป็น ToT
ฉันรีบหยิบโทรศัพท์มาต่อสายหาบัสต้าที่อยู่ห้องข้างๆ (ขี้เกียจเดินไปเคาะประตู) แง..เริ่มต้นมาอย่างดี ดันมาตายตอนจบ บิก้าจะบ้าตาย!
ไม่เกินสองนาที ยัยนั่นก็เปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับบ่นอุบใส่ ที่ฉันไปรบกวนเวลาฝันถึงผู้ชายของมัน =_=
“โอ้ย! เจ๊ จะเผาบ้านรึไง ถึงต้องโทรตามฉันมาจุดไฟให้เนี่ย =_=”
“เผาบ้านอะไรล่ะ นี่กำลังทำพิธีกรรมสำคัญอยู่นะ”
"พิธีกรรมอะไร บูชายัญเทพเจ้าฟาโรห์เหรอ" บัสต้าขยี้ตามองเทียนหลากสีจำนวนมากด้วยความตื่นเต้น
"บูชายัญอะไรล่ะ อย่าถามฉันเยอะเลย"
“เฮ้อ..เจ๊นี่จริงๆ เลย โตมาได้ยังไง ใช้ไม้ขีดไฟไม่เป็น -.-”
ไม่ได้ใช้ไม่เป็นโว้ย ฉันจุดแล้ว แต่..ไฟมันไม่ยอมติดเอง ( . .)
“เออ..ช่วยฉันหน่อยเถอะน่า นี่อีกห้านาทีจะเที่ยงคืนแล้วนะ รีบจุดเลย!”
บัสต้าจุดไม้ขีดไฟอย่างชำนาญ ส่วนฉันนั่งมองสีของเปลวเทียนที่ถูกไล่จุดต่อกันไปเรื่อยๆ ไม้ขีดไฟอันแล้วอันเล่าที่ใช้แล้วถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นกระจายเต็มไปหมด จนกระทั่งเข็มนาฬิกาเดินมาหยุดลงที่เลขสิบสอง ซึ่งพอดีกับเทียนเล่มสุดท้ายที่ถูกจุดเสร็จพอดี
“เจ็บมือเป็นบ้า ต้องจุดตั้งหลายอัน!”
“ชู่วว..อย่าเสียงดัง ฉันจะทำพิธีแล้ว” ฉันหันไปสั่งด้วยสีหน้าจริงจัง พลันสายตาสะกดที่เปลวเทียนอย่างตั้งใจ แสงเทียนหลากหลายสีส่องประกายขึ้นตรงหน้า จนฉันเผลอหลงใหลไปกับมัน
“อา..รัม เบว..วา..อุงกาอุงก้า..มิเชล มิเชล มิเชล!”
ฉันขยับริมฝีปากร่ายคาถาตามที่หนังสือเขียนเอาไว้อย่างตื่นเต้น พร้อมกับพูดชื่อเขาด้วยเสียงอันดัง ในความคิดพยายามนึกถึงใบหน้ามิเชลที่กำลังคลี่ยิ้มเอาไว้ จนพิธีจบลง สองข้างแก้มพองลมเพื่อไล่เป่าเทียนให้ดับอย่างช้าๆ
สำเร็จ! หึหึ มิเชล ทีนี้นายเสร็จฉันแน่ ฮี่ๆๆ (หัวเราะแบบนางมารร้ายฝึกหัด)
วันนี้ที่มหา’ลัยดูคึกคักเป็นพิเศษ ท่ามกลางคนมากมาย พลันสายตาก็หันไปเห็นมิเชลกำลังยืนถือช่อดอกไม้เหมือนกำลังรอใครสักคนอยู่ วันนี้เขาดูดีมากกว่าเดิม (ซึ่งปกติก็หล่ออยู่แล้ว) มิเชลยกข้อมือขึ้นเพื่อดูนาฬิกาอีกครั้ง ก่อนสายตาที่กวาดไปมารอบๆ จะหยุดลงที่ฉัน
ร่างสูงค่อยๆ สาวเท้าตรงเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ริมฝีปากที่ยกยิ้มนั้นทำให้หัวใจฉันกระตุกวูบ มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบจนเผลอจิกเข้าที่ฝ่ามือตัวเองเบาๆ บวกกับเสียงจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ ฉันคือคนที่เขากำลังรออยู่งั้นเหรอ?
หรือว่า..พรของฉัน มันสำเร็จแล้ว >//<
หนังสือโบราณ1 : หนังสือเล่มนี้ไม่มีอยู่จริง กำหนดขึ้นมาเพื่ออรรถรสของนิยายเรื่องนี้เท่านั้น
>>> Talk with โพซิตรอน <<<
ตอนสี่แล้วนะคะ ตอนนี้แอบมีเรื่องขอพรเข้ามาด้วย >.< อยากให้ติดตามค่ะ เพราะหนังสือขอพรเล่มนี้เขาดีจริง แต่ไม่ต้องไปตามหากันนะ เพราะเราแอบเหมามาหมดทุกร้านหนังสือแล้ว ฮี่ๆๆ (เดี๋ยววว!!)
แถมมีเพลงอันโด่งดังสมัยยุคก่อน ที่เราชอบมาก ใครคิดถึงก็อย่าลืมเข้ายูทูปเสิร์ชเพลงฟังนะคะ
เราจะได้มาตะลึงในความงามของอราบิก้าไปด้วยกัน *ส่งจูบ*
ขอบคุณพี่ลูบชุบพี่ทำให้หัวใจหนูสั่นไหว ตื่นเต้นทุกครั้งที่พบเจอ ฮ่าๆๆ
คำแนะนำที่พี่ให้ หนูพยายามปรับปรุง และทำมันออกมาให้ดีที่สุดนะคะ T-T //เกี่ยวก้อยสัญญา
ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากนักอ่านทุกคน ทั้งคะแนนโหวต คอมเม้น
ใครที่หลงเข้ามาอ่านเรื่องนี้ ขอให้หลงกันไปถึงตอนเจ็ดเลยนะคะ *ฟู่ววว*เป่ามนต์
กำลังใจจากเพื่อนๆ หน้าใสด้วยกัน ที่คอยถามไถ่ตลอดว่าเสร็จรึยัง มาค่ะ..เราจะมาปั่นไปด้วยกัน เย่ะ <3
ซารางเฮโย
มิเชลก็บอกนางไปสักทีว่าชื่ออะไร ปล่อยให้นางโง่อยู่ได้
ทำไมแอบสงสารบิก้าที่โดนเพื่อนแกล้ง นางดูไม่สู้คน...(หรือโง่)
แอบกรี๊ดในใจเบาๆ ปีเตอร์นี่หล่อรวย แถมดิบ เถื่อนสเปค 55555
ถ้าเป็นบิก้าคืนนั้นจะไม่เอาฟาดหัว จะขโมยไปขาย แงงง
รอตอนต่อไปนั้ลพี่บุ๋ม
เกลียดเพลงอนันต์ อันวา คือบอกอายุคนแต่งมากขร่ะ //นี่ก็เข้าใจไง แก่พอกัน 55555
ชอบเพื่อนอย่างเอ็มนะ ดูเป็นเพื่อนที่สนับสนุนทุกอย่างดี น่ารักกกก
ถึงเวลาบิก้าจะไปโชว์สวยแล้ววว แต่เรื่องหนูขอพรนี่ยังไงลูก พิธีกรรมไรมากมาย สอนเจ้บ้างง *O*
ชอบบบ มุกตลกฮามากกก สมเป็นบิก้า
สู้ๆ ฮับ รออ่านตอนต่อไปค่าาา รัก <3
....................ได้ยินเสียงเปียโนดังตรึงงงง เลยค่ะ 555555
อันนี้รู้สึกว่าพระเอกจะยอมเล่นด้วย? เห็นมีเจ้าล่งเจ้าเล่ห์ แหม สงสัยจะสวยขึ้น 5555
ถึงไม่ต้องเล่นของ เขาก็น่าจะหลงกลเราค่ะ คนสวย //สะบัดบ๊อบ
คือเข้าใจมาตลอดตามนางเอกเลยจ้าา ว่าพระเอกชื่อ มิเชล =_=
พึ่งมาเก็ทตอนนี้ (สงสัยเราคงจะหนักพอๆกับอราบิก้า)
มิเชล ไมเคิล
ToT แงงงงงง
สู้ๆนะค้าา ขำแรงมากกก
มาถึงตอนนี้พอจะเข้าใจคอนเซ็ปท์ของเรื่องขึ้นมาบ้างแล้ว
การบรรยายไหลลื่นกว่าตอนก่อนๆ มาเลยจ้า
สำหรับบิก้า การถูกแฟนเก่าหักหลังนี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยเนอะ
นี่เป็นห่วงว่านางท่องคาถาเรียกผู้ (?) ถูกมั้ย
แล้วหอยเชล เอ้ย มิเชล เอ้ย ไมเคิลเอาดอกไม้มาใคร
ครุ่นคิสสสสสสสสสส
ทำให้สำเร็จนะยัยบิก้า เราทีมเธอ! เราจะร่ายคาถาไปพร้อมกับเธอเอง!
ส่วนอิตามิเชล...
มาเป็นเพื่อนกับพื้นที่ของเรามั้ย 5555555555 คือมันใช่ในเรื่องชื่อ ก้าก
สู้ๆ น้าพี่บุ๋ม รออ่านตอนต่อไป เย้ๆๆ *กอดแน่น*
สู้ต่อปายยยยยย
มาว่ะมาว่ะ นางเอาทุกวิธี 555555
ฮามากตอนท่องคาถา
ชอบยัยเอ็มจริงๆ นะรอบที่ล้าน ขำาาา