เมื่อความโลกสวยของฉัน ทำให้ต้องถูกบอกเลิก แถมยังถูกแบล็คเมล์อีก วิธีเดียวที่จะแลกรูปแบล็คเมล์ได้ คือฉันต้องตามจีบหนุ่มฮอต ที่ดันเผลอไปอ้างว่าเป็นแฟน โอ้ย.. ทำไมฉันต้องมาตามตื๊อผู้ชายอย่างนายด้วยนะ
6
ปฏิบัติการวิ่งกู้โลก x บุกห้องหอ
วันนี้ฉันมีนัดกับปีเตอร์ตามคำขู่กรรโชกที่เขาเคยให้ไว้ เมื่อมาถึงยังบริเวณนัดหมาย สังเกตเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยหยุดยืนรอบริเวณหน้าร้านกาแฟเจ้าประจำในอดีตพลางยกข้อมือขึ้นดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนเล็ก ฉันกระชับกระเป๋าสะพายให้แน่นขึ้นก่อนจะสาวเท้าเข้าไป ที่จริง...บ้านฉันก็เป็นร้านกาแฟนะ (เผื่อใครลืม) ทำไมต้องออกมาเสียเงินกินกาแฟข้างนอกด้วยวะ =_= เราสองคนทักทายแค่พอเป็นพิธีก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายเดินนำเข้าไปในร้าน ฉันเดินตามโดยที่พยายามรักษาระยะห่างเอาไว้เผื่อถ้ามีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้หนีทัน
อีกอย่าง...ฉันไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเอ็มด้วย เผลอพูดออกไปยัยนั่นต้องไม่ให้ออกมาแน่ๆ
“อราบิก้าเย็นที่หนึ่งครับ” ปีเตอร์สั่งออเดอร์ทันทีที่หน้าเคาน์เตอร์ก่อนจะหันมาถาม “เธอล่ะ?”
“เอ่อ...ลาเต้เย็นก็ได้”
หลังจากได้ที่นั่งเหมาะเจาะแล้ว เราสองคนก็นั่งเงียบกันเป็นเป่าสากจนกระทั่งเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ โอ๊ย...รู้สึกอึดอัดชะมัด ฉันไม่ชอบความเงียบนี้เลยจริงๆ มันทำให้อารมณ์ของคนตรงหน้าคาดเดายากไปอีก
“คิดถึงวันเก่าๆ ของเราเนอะ” สายตานั้นทอดมองออกไปนอกร้านอย่างเลื่อนลอย ไม่มีการแสดงออกอย่างเกรี้ยวกราดแบบที่เคยเป็น ทำเอาฉันอดสงสัยในความเงียบงันของอีกฝ่ายไม่ได้
ที่จริงแล้ว นายเป็นไบโพลาร์ใช่มั้ย? =_=
“นายนัดฉันออกมาทำไม ปีเตอร์”
“แค่อยากเจอหน้าน่ะ เรามาถ่ายรูปอัพลงโซเชียลกันหน่อยไหม?” ไม่ว่าเปล่า...มือข้างหนึ่งหยิบไอโฟนเจ็ดสีดำเจ็ทแบล็ครุ่นใหม่ล่าสุดขึ้นมา พลางสไลด์หน้าจอเข้าโหมดกล้องถ่ายรูปเรียบร้อย
“มะ..ไม่ถ่ายได้มั้ย วันนี้ฉันเขียนคิ้วมาไม่ค่อยเท่ากัน -_-;;”
บอกตามตรงว่านี่ระแวงเรื่องรูปถ่ายมาก เลยต้องหาข้ออ้างส่งๆ ตอบกลับไป แค่รูปนั้นก็ทำเอาระแวงจนแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่แล้ว ทุกครั้งที่เจอกัน...ฉันไม่เคยเข้าใจการกระทำของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
แชะ!
นิ้วเรียวกดเข้าที่ปุ่มชัตเตอร์ทันที หน้าจอปรากฏใบหน้าฉันที่กำลังทำหน้าเหวออ้าปากค้างโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อเทียบกับคนข้างๆ แล้วมันอย่างกับคนละโลกเลย เขาเก๊กหน้าหล่อเสมือนเตรียมพร้อมมาแล้วสามชาติ
แตกต่างกันชะมัด =_=;;
“เธอน่ารักดีนะ”
“ลบออกเถอะนะ หน้าฉันไม่สวยเลย”
“ไม่ชอบรูปนี้เหรอ หรือว่า...จะให้อัพรูปสวยๆ ของเธอรูปนั้นแทนดี”
“นาย!!”
“ถ้าไอ้เคิลเห็นจะต้องร้อนใจมากแน่ๆ ที่เห็นแฟนตัวเองออกมาลั้ลลากับผู้ชายคนอื่นแบบนี้ ฮะๆๆ”
ที่ลากตัวฉันออกมาวันนี้เพียงแค่เพราะต้องการจะปั่นหัวกันสินะ ฉันควรทำอะไรสักอย่างที่มันจะสามารถช่วยให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมการแบล็คเมล์นี้ได้สักที ระหว่างใช้ความคิด นัยน์ตาพลันเหลือบมองเขาที่กำลังสไลด์หน้าจอไอโฟนคู่ใจอย่างอารมณ์ดี ถ้าหากว่า...ฉันสามารถลบรูปในเครื่องนั้นได้ ทุกอย่างก็คงจะเป็นอิสระ
“ปะ..ปีเตอร์ ฉันขอยืมโทรศัพท์นายหน่อยสิ พอดีเครื่องฉันแบตหมดน่ะ”
เมื่อคิดแผนการได้ก็เอ่ยปากออกไปทันที แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากคนตรงหน้า สองมือนั้นยังคงจิ้มๆ อะไรสักอย่างอยู่บนหน้าจอ และไม่นานเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายฉันก็ดังขึ้น
!!!
นายมันฉลาด เล่นโทรเข้าหาฉันแบบนี้ ก็รู้หมดสิ...ว่าที่พูดออกไปมันคือเรื่องโกหก
“ไม่เนียนนะ” มุมปากนั้นยกยิ้มขึ้นอย่างคนเหนือกว่า ก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ “ฉันล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าอราบิก้าในแก้ว กับอราบิก้าที่อยู่ข้างๆ รสชาติไหนจะถูกปากมากกว่ากัน”
“นะ..ในแก้วสิ อย่ามาพูดจาแบบนี้กับฉันนะ!” ปากที่เริ่มสั่นระริกถูกบังคับให้เอ่ยออกไปอย่างเรียบที่สุด พลางก้มดูดลาเต้เย็นในแก้วเพื่อข่มอารมณ์ให้เบาลง
“เฮ้! อย่าเพิ่งกลัวกันสิ ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรเธอเลยนะ ว่าแต่...กินเค้กก่อนมั้ย? เดี๋ยวไปเลือกให้”
ร่างสูงลุกออกไปที่หน้าเคาน์เตอร์ และนั่น...ทำให้ฉันต้องเผลอยิ้มขึ้นมา เมื่อหันไปเห็นโทรศัพท์ของปีเตอร์ที่เจ้าตัวเผลอวางไว้ โชคดีที่โต๊ะเราเลือกอยู่ห่างจากเคาน์เตอร์พอสมควร ถ้าจะให้มองมาก็คงยากหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้น...สองมือรีบคว้ามันขึ้นไว้เพื่อเตรียมลบรูปในเครื่องทันที ทว่าหน้าจอปรากฏช่องว่างๆ เพื่อให้ใส่พาสเวิร์ด
โอ๊ย! ดันล็อกหน้าจออีก ฉันกำลังจะทำมันสำเร็จแล้วนะ ทำไมต้องมาเจออุปสรรคบ้าบออะไรนี่อีกด้วย T-T
"นี่ๆ แกรู้มั้ย ไอ้เด็กข้างบ้านโคตรแสบเลยอ่ะ คือเด็กมันติดศูนย์เว้ย แล้วโกหกแม่ว่าสอบผ่าน แต่ครูอ่ะส่งรูปเกรดมาให้แม่มันไง เห็นว่าซี้กัน ไอ้น้องนั่นก็เลยขโมยโทรศัพท์แม่ไปซ่อนเพื่อไม่ให้เห็น ได้ยินมาแล้วตลกชะมัด ฮ่าๆๆ เด็กหนอเด็ก..."
ฉันเผลอได้ยินบทสนทนาของโต๊ะข้างหลังที่กำลังคุยกันอย่างออกรส หืม...ขโมยโทรศัพท์ไปซ่อนเพื่อปิดบังความจริงอย่างนั้นเหรอ น่าสนใจแฮะ...ถ้าฉันแอบเอามันไปซ่อน เขาก็จะไม่มีอะไรที่จะมาแบ็คเมล์ฉันได้อีก
ท่าทางลุกลี้ลุกลนของคนมีแผนการทำให้ปีเตอร์ที่กำลังรอเลือกเค้กอยู่นั้นหันมามองด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก
รีบตัดสินใจสิบิก้า! นี่เป็นโอกาสอันดีแล้วนะ มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์ไว้แน่นพลางแนบข้างลำตัวก่อนจะรีบขยับตัวลงจากเก้าอี้ แกล้งทำเป็นส่งสัญญาณบอกเขาว่าจะไปห้องน้ำที่อยู่คนละฝั่งกับเคาน์เตอร์ ซึ่งมีทางออกหลังร้านอยู่ตรงนั้น!
ไม่รู้แหละ ตอนนี้ต้องรีบออกจากร้านก่อน แม้จะสับสนกับความคิดของตัวเอง แต่มันก็ไม่มีทางเลือกมากเท่าไหร่ อย่างน้อยก็เอาไปให้เอ็มช่วยลบรูปนั้นให้...ไม่ได้สิ! ยัยนั่นไม่ได้รู้เรื่องรูปนี้
เอ่อ...ไม่มีแท็กซี่ผ่านมาแถวนี้เลยรึไงนะ
ฉันมีเวลาไม่มากนัก เพราะปีเตอร์ไม่ใช่คนโง่ และอีกไม่นาน เขาจะต้องตามมาแน่
ตึกๆๆๆ
สองขาก้าวไวชนิดที่ว่าถ้ามีคางคกกระโดดตัดหน้า ฉันต้องแหกโค้งเบรกไม่ทันแน่นอน (เวอร์) ขณะที่กำลังรีบเร่งอยู่นั้น...ฉันสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์ที่กำไว้ในมือจนเผลอสะดุ้งขึ้นมา มือข้างหงายจอขึ้นมาดูด้วยความสงสัย
‘เอลีน’
นี่คงจะเป็นแฟนใหม่ของนายสินะ =_=
ขณะที่สองเท้ารีบพาตัวเองลัดเลาะอยู่ริมฟุตบาทเพื่อหาแท็กซี่ แถวนี้เป็นเหมือนถนนส่วนบุคคลก็เลยดูเงียบเชียบไปสักหน่อย ถ้าหากเดินเลี้ยวขวาไปทางแยกข้างหน้านี้ก็จะเจอวัดที่คุ้นเคย อาจจะมีรถผ่านไปมามากขึ้น (อ๋อ...ฉันชอบชวนปีเตอร์มาถวายสังฆทานที่วัดนี้ประจำน่ะ จากนั้นก็ชอบไปต่อกันที่ร้านกาแฟที่เพิ่งเดินออกมาเมื่อครู่) ฉันควรจะทำยังไงกับโทรศัพท์ในมือดีนะ ระหว่างนั้น...เสียงเรียกเข้าดังขึ้นขัดความคิดฉันอีกครั้งจนต้องหงายมันขึ้นดู
อ้าว! ก็ไม่ได้มีใครโทรเข้ามานี่
หรือว่า...เป็นเพราะเดินเข้าใกล้เขตวัดแล้ว ละ..เลยมีพลังงานบางอย่างแทรกเข้ามา =O=;;
เสียงโทรศัพท์ยังคงดังต่อเนื่องอยู่อย่างนั้น กว่าจะรู้สึกตัวว่ามันดังมาจากกระเป๋าสะพายข้างของตัวเอง สายก็เกือบถูกตัดไป =_=
[เฮ้! รับช้าชะมัด] เสียงปลายสายดังขึ้นจนฉันต้องหยุดเดินพลันหันกลับไปมองข้างหลังเพื่อสำรวจว่าปีเตอร์ได้ตามมาหรือเปล่า เพราะตอนที่เดินออกมานั้น เขากำลังรออยู่ประมาณสามคิว เลยมีเวลาในการเดินหนีออกมาได้นานหน่อย
จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่เจอแท็กซี่ผ่านเข้ามา โล่งเชียว...ขนาดรถยนต์สักคันยังแทบจะไม่เห็น
กา กา กา <<< เสียงนกร้องบ่งบอกถึงความวังเวง
“ขอโทษที ฉันมัวแต่เดินอยู่”
[อ้าว! วันนี้วันหยุด นึกว่าจะยังนอนอืดอยู่บ้านซะอีก เออนี่...เมื่อคืนส่งข้อความมาให้ฉันซะหวานหยดย้อยเชียวนะ ฮ่าๆๆ]
"ข้อความอะไร =_=?"
[ก็ที่เธอส่งมา ‘เหนื่อยไหมพ่อคนดี เล่นเข้ามาวิ่งในหัวใจพี่ทุกวันเลย’]
กรี๊ดดดดด! มันต้องเป็นเอ็มแน่ๆ ที่แอบส่งข้อความไป เพราะเมื่อคืนยัยนั่นนอนหัวเราะคิกคักใส่โทรศัพท์ฉันโดยไม่มีสาเหตุ หนอยยย! แล้วฉันก็ไม่ได้เช็คด้วยนะ เพราะปกติโทรศัพท์นี่แทบจะมีไว้เพื่อทับกระดาษอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยได้สนใจอะไร =_=
“ฉันไม่ได้ส่งไปนะ! สงสัยเพื่อนมันแกล้งอ่ะ ฮือ...”
[ทำเป็นโยนให้เพื่อนเชียวนะ เธอส่งมาเยอะจนฉันเลี่ยนเลยแหละ...นี่แค่จะโทรมาบอกว่ามันเป็นมุกจีบผู้ชายที่โคตรห่วยมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลย ฮ่าๆๆ] ปลายสายหัวเราะ [แล้วนี่เธออยู่ไหนอ่ะ ทำไมเสียงมันดูเงียบๆ จัง]
“อ๋อ...อยู่แถววัดที่ตรงข้ามกับตรอกซอกหลืบอ่ะ” สองเท้าหยุดยืนอ่านป้ายข้างบนหัวก่อนจะตอบออกไป สาบานทีว่านี่คือชื่อตรอก =_=
[วัด? เธอจะไปบวชชีรึไง]
“ไม่ได้มาบวช แค่บังเอิญผ่านมาเฉยๆ”
[บังเอิญผ่านมาใกล้ๆ กับคอนโดฉันด้วยนะ นี่เธอตั้งใจจะมาบุกห้องฉันใช่มั้ย? ยัยโรคจิต]
“จะบ้าเหรอนาย!” ฉันแหวใส่คนในสายก่อนจะหวีดร้องออกมา เมื่อต้นแขนสัมผัสได้ถึงแรงกระชากด้วยฝ่ามือสากปริศนา “กรี๊ดดดดดดดด!”
[เฮ้ย! ยัยเมล็ดกาแฟ เธอเป็นอะไร...]
“เดี๋ยวนี้ริอาจขโมยโทรศัพท์ฉันงั้นเหรอ? เป็นยังไง ปลดล็อกเข้าไปลบรูปได้มั้ยล่ะ หึ”
ปีเตอร์นั่นเอง...เป็นเพราะฉันมัวแต่หยุดคุยกับหมอนั่นแท้ๆ โอ๊ย! มือข้างที่ถือโทรศัพท์รีบเก็บมันเข้ากระเป๋ากางเกงทันทีโดยไม่ทันได้กดวางสาย เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน ไมเคิลจะได้ยินมันแล้วตามมาช่วยฉันเหมือนในละครช่อง 39 ที่ยัยบัสต้าชอบพาดูอยู่บ่อยๆ
ว่าแต่...เขาจะมาช่วยคนที่เพิ่งจะด่าว่าเป็นโรคจิตไปอย่างนั้นเหรอ ไม่มีทางแน่ๆ T-T
"ฉันไม่ได้ขโมยมันมานะ" ฉันรีบแก้ต่างทันทีอย่างคนร้อนตัว
"แล้วในมือนั่นถือสากอยู่เหรอ?"
กรี๊ดดด! ลืมไปว่าอีกข้างก็ถือโทรศัพท์เขาไว้อยู่ ToT
“ฉันไม่คืนให้นายหรอก!” ว่าพลางกำไอโฟนเจ็ดสีดำไว้แน่น เครื่องก็ยาว ถือลำบากชะมัด สองเท้าขยับถอยหลังออกไปอย่างช้าๆ ก่อนจะรีบหมุนตัวก้าวเท้าวิ่งออกไปทันที
ตึกๆๆ
เจอไอ้ปีเตอร์ทีไรต้องวิ่งล้างผลาญทุกที เอากับมันสิ! ปีหน้าส่งฉันไปโอลิมปิคได้เลยค่ะ สัญญาว่าจะคว้าเหรียญทองกลับมาให้ประเทศชาติหมดหน้าตักอย่างภาคภูมิใจ T^T
“ไมเคิลช่วยด้วยยยยยย!!”
ฉันตะโกนหวีดร้องขอความช่วยเหลือออกไป ในใจก็ได้แต่หวังว่าคนในสายจะยังไม่กดวาง แต่โชคไม่เคยเข้าข้าง...เมื่อสองเท้ายาวตีตื้นขึ้นมาประชิดตัวฉันได้ มือสากนั้นก็คว้าเข้าชายเสื้ออีกครั้ง จนสัมผัสได้ถึงแรงกระชากของเขาที่ทำเอาตัวแทบปลิว ข้อเท้านั้นเผลอสะดุดก้อนหินเล็กกระทั่งเสียหลักล้มลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยเศษอิฐทันที
เจ็บ...เจ็บชะมัด
ด้านหลังเป็นกำแพงเก่าๆ ที่บ่งบอกว่านี่คือซอยตัน ถัดมาเบื้องล่างเป็นแอ่งน้ำขังสีดำขนาดย่อมที่มีแต่โคลนตม อ่า...ตอนนี้ฉันสะดุดหินเข้ามานั่งพับเพียบอยู่ในตรอกซอกหลืบอย่างแท้จริง แถมตันอีกต่างหาก มือข้างกำไอโฟนของเจ้าของที่พยายามประทุษร้ายไว้แน่นพลางแอบไว้ด้านหลัง ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาดูเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนในสาย
ทว่ามันกลับว่างเปล่า...สายถูกตัดไปตั้งแต่ตอนไหนแล้วก็ไม่รู้
ความหวาดกลัวครอบงำในจิตใจเพิ่มมากขึ้น เมื่อสองเท้าคนตรงหน้าเริ่มเข้ามาใกล้ สุดท้ายแล้ว...สิ่งที่พยายามทำมาทั้งหมดกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า นอกจากจะกำจัดรูปนั้นทิ้งไม่ได้ ยังต้องมาเจ็บตัวอีก
และจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ก็ไม่รู้...
“นะ..นายอย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ!”
“ส่งโทรศัพท์มาให้ฉันซะดีๆ เถอะที่รัก อย่าพยายามทำอะไรให้มันยุ่งยากเลย”
สองมือยันตัวเองให้ลุกขึ้นหนีด้วยความยากลำบาก ปีเตอร์เข้ามาช่วยฉุดดึงขึ้นจนแทบเซถลาไปใส่เขา ด้วยข้อเท้าที่เจ็บแปลบนั้นทำให้ฉันต้องอดทนอย่างมากในการฝืนยืนประชันหน้า พยายามข่มใจให้จ้องเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว
พลันเหลือบไปเห็นกำแพงด้านหลังทำให้ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา ฉันควรปาโทรศัพท์ทิ้งไปเลยดีไหม แต่ก็แอบเสียดายเหมือนกันนะ ราคาก็ตั้งหลายหมื่น ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้กระดากขนหน้าแข้งปีเตอร์สักเท่าไหร่ แต่โอ๊ย! หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้จะให้มายืนใส่รหัสมั่วๆ รอความฟลุ๊คแล้วลบรูป มันก็คงไม่ทันหรอกนะ
รู้สึกสับสนกับความคิดโง่ๆ ของตัวเองนี่จัง
เอาวะ ( ' ')
ฟิ้ววววววววว!
ฉะ..ฉันตัดสินใจเขวี้ยงมันไปแล้ว ติดกำแพงดังป้าปเลย จากนั้นมันก็ไหลตามผนังลงมายังแอ่งน้ำสีดำสนิทนั่น...จ๋อม!
บ๊ายยยยยยย เจ็ทแบล็ค...ที่อยู่ใหม่ดูเข้ากับสีเครื่องดีนะ =O=
“ยัยยยย!!!”
ฉันรีบยกมือขึ้นไหว้ขอโทษปีเตอร์อย่างลืมตัว T/\T
เดี๋ยววว!! แล้วฉันจะไปขอโทษเขาทำไมล่ะ =_=;; ปีเตอร์ที่กำลังช็อกกับเหตุการณ์ไอโฟนบินได้อยู่นั้น รีบปล่อยมือออกจากตัวฉันจนแทบเซ แต่กว่าเขาจะวิ่งไปถึง เจ้าไอโฟนน้อยก็แน่นิ่งลงกับแอ่งน้ำขังจนมองไม่เห็นแล้ว
ฉันนี่...เกิดนึกจะฉลาดก็ดันฉลาดขึ้นมาซะงั้น ขอบคุณมันสมองตัวเองที่มีสาระถูกเวลา T/\T
“ทีนี้นายก็ไม่มีอะไรมาข่มขู่ฉันได้อีกแล้ว!”
“หึ” เขาแค่นหัวเราะออกมาจนรอยยิ้มบนใบหน้าฉันต้องหุบลงทันที “เธอคิดว่าแค่นี้จะทำให้หลุดพ้นจากฉันได้อย่างนั้นเหรอ?”
“นะ..นายหมายความว่ายังไง”
“ฉันมีไฟล์รูปเธอสำรองไว้ในคอมเป็นสิบเลย”
“!!!”
“อยากไปเห็นมันด้วยตามั้ยล่ะ? มาสิ...ฉันจะพาเธอไปดูมันเอง”
“อย่านะ! กรี๊ดดดดดดดดด!!”
มือข้างหนึ่งรีบควานหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาต่อสายขอความช่วยเหลือพลางกระโดดเหยงออกมา แต่เขากลับไวกว่า ร่างสูงนั้นพุ่งตรงเข้ามาล็อกข้อมือฉันไว้ก่อนจะบีบมันเข้าเต็มแรงจนสีหน้าฉันบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด
ทันใดนั้นเอง...ที่บริเวณถนนด้านหน้า ฉันได้ยินเสียงรถที่ถูกขับมาด้วยความเร็วสูงและตามด้วยเสียงเบรกของล้อรถเสียดเข้ากับพื้นถนน ปีเตอร์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะผ่อนแรงที่จับอยู่ให้คลายออก
“เฮ้ยยยยย!! บิก้า!!”
เสียงปริศนาดังขึ้นจากด้านหลังปีเตอร์ ฉันแทบจะมองไม่เห็นใบหน้าของผู้มาใหม่เพราะไหล่ของคนที่กำลังประทุษร้ายบังมันเอาไว้อย่างเต็มจอ
ทว่าเสียงนั้น...ฉันกลับคุ้นเคยมันเป็นอย่างดี
พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยแล้ว TOT
ข้อมือที่ถูกคว้าเอาไว้ถูกปล่อยออกอย่างว่าง่าย เขาหันไปมองก่อนจะแค่นยิ้มออกมา จนฉันต้องเงยหน้ามองด้วยความสับสน อะไรฟะ...บทจะปล่อยก็ปล่อย ทำตัวเป็นหญิงไทยวัยหมดประจำเดือนไปได้ =_=;;
“ไง...หนุ่มฮอต” เสียงเรียบนั้นราวกับคนโรคจิต เอ่ยทักผู้มาใหม่ที่เพิ่งวิ่งเข้ามาถึง
“ฉันจำนายได้! นั่นนายคิดจะทำอะไร...รังแกผู้หญิงงั้นเหรอ” สายตาดุดันของเขาส่งผ่านออกมา ไม่ได้ทำให้ปีเตอร์รู้สึกเกรงกลัวเลยสักนิด มิหนำซ้ำ...ยังแค่นยิ้มพลางหัวเราะด้วยความสะใจอีกด้วย
“รู้สึกยังไงบ้างล่ะ เวลาเห็นอะไรแบบนี้”
“รู้สึกว่านายมันหน้าตัวเมียดี ชอบรังแกผู้หญิง ☺”
“อ๋อเหรอ พ่อเทพบุตรผู้ไม่เคยรังแกใคร หึ!”
สองคนนี้คุยอะไรกันวะ สมงสมองปรับประมวลผลไม่ทัน ทำได้แค่มองหน้าเขาสองคนสลับไปมาด้วยความงุนงง ก่อนจะขยับตัวไปยืนพิงกำแพงเพื่อหาที่ยึดเกาะ ช่วยเห็นหัวฉันบ้างสิ! เจ็บเท้าไปหมดแล้วนะ T-T
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ แต่สิ่งที่นายทำกับยัยนั่นตอนนี้ มันไม่เรียกว่าลูกผู้ชายเลยสักนิด” เขาดูหัวเสียกับสิ่งที่เห็นแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ปีเตอร์รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลยสักนิด
“จะยังไงก็ช่าง แต่เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ!” ปีเตอร์ทิ้งปริศนาส่งท้ายพลางขยับยิ้มยักคิ้วลิ่วตาใส่ฉันอย่างกวนประสาท “ไว้เจอกันใหม่นะที่รัก~”
“!!!”
เขาเดินกลับเข้ามากระชากข้อมือฉันที่กำลังปักหลักอยู่ข้างกำแพง ก่อนจะผลักเข้าใส่ไมเคิลจนแทบปลิว โชคดีที่ร่างของฉันถูกรั้งเอาไว้ทันก่อนที่จะร่วงหล่นลงไป รู้สึกเจ็บข้อเท้าจนปวดตุบๆ ไปหมด แถมยังต้องมาโดนปีเตอร์จับเหวี่ยงไปมาอีก นี่ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาล้มลุกนะ ไม่ต้องโยนทิ้งโยนขว้างขนาดนี้ก็ได้ T-T
อ่ะ...เท่าที่ฟังๆ มาและพอสรุปใจความของเรื่องนี้ได้ แน่นอนว่าปีเตอร์ต้องการปั่นหัวไมเคิล จะเรื่องบาดหมางอะไรแต่เก่าก่อนไม่รู้ แต่มันไม่ได้ทำให้ไมเคิลรู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิดนอกจากคำว่า ‘งง’
โถ...พ่อแฟนปลอมๆ ของฉัน =_=;;
“เธอเป็นอะไรรึเปล่า” เขาว่าพลางสำรวจร่างกาย ด้วยท่าทีของคนตรงหน้าทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้น แม้จะถามด้วยความเป็นห่วงเพื่อนร่วมโลกไม่ได้มีอะไรพิเศษแอบแฝงก็ตาม แต่พอได้ยินมันแล้วรู้สึกน้ำตาพลันจะไหลออกมาอย่างดื้อๆ ฮืออออ...ฉันรอดแล้ว T^T
“จะ..เจ็บข้อเท้า”
“กลายเป็นอัลปาก้าขาเดี้ยงไปเลย ขึ้นหลังฉันมาเร็วๆ เดี๋ยวพาไปส่งบ้าน” มือข้างหนึ่งตบเข้าที่ไหล่ของตัวเอง ก่อนจะหันหลังและย่อตัวลงตรงหน้า
ในความคิดนั้นนึกถึงคำพูดของเอ็มขึ้นมาทันที ‘ใครๆ ก็เก็บของสำคัญไว้ที่ห้องนอน’ เฮ้! นี่มันโอกาสอันดีของฉันชัดๆ
ไม่จงไม่จีบมันแล้ว! ขอข้ามขั้นไปที่ห้องนอนเลยก็แล้วกัน เรื่องบ้าๆ พวกนี้จะได้จบลงสักที ชีวิตทุกฝ่ายก็จะได้เป็นอิสระ
“นาย! เอ่อ...คอนโดนายอยู่แถวนี้ไม่ใช่เหรอ ฉันขอเข้าไปทำแผลที่ห้องนายก่อนได้รึเปล่า” เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยเมื่อได้ยินฉันพูดออกไป แหงสิ..ก็รอบก่อนฉันค้านแทบหัวชนฝาเพื่อไม่ไปทำแผลที่คอนโดเขา “ก็...เข้าบ้านสภาพแบบนี้ แม่ต้องว่าแน่ๆ”
หึหึ เอาแม่มาอ้างซะก็จบ กรี๊ดดด! นี่สมองฉันเริ่มฉลาดแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้สึกน้ำตาจะไหลด้วยความปลาบปลื้ม ขอบคุณเอ็มที่อบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ToT
“หืม...แอบหาโอกาสไปห้องฉันล่ะสิ”
“เอ่อ...ไม่ใช่นะ ฉะ..ฉันกลัวแม่ว่าจริงๆ ( . .)” ว่าพลางหลุบตาต่ำโดยอัตโนมัติ ฉันยิ่งโกหกใครไม่ค่อยเนียนอยู่ ขืนโดนจับได้ขึ้นมาได้โดนด่าว่าเป็นโรคจิตอีกรอบแน่
“หึหึ” ปากหยักคนตรงหน้ากระตุกยิ้ม “อ่ะ...กล้าขอ ก็กล้าให้ไป ☺”
ฉันรีบตะกายขึ้นหลังเขาทันทีด้วยความดีใจ จนอีกฝ่ายต้องหลุดหัวเราะออกมาในท่าทีเด็กๆ ของฉัน >o< สองมือกระชับตัวเอาไว้แน่นก่อนลุกเดินออกไปยังไม่วายบ่นว่าเหมือนอุ้มหมูอีกต่างหาก =_=
เอ่อ...หน้าเหมือนหมูอย่างนั้นเหรอ =O=
เมื่อเขาพามาถึงที่หมาย ฉันที่อยู่บนแผ่นหลังไมเคิลต้องเบิกตากว้างขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นวัตถุที่จอดรอเราสองคนอยู่เบื้องหน้า
“ระ..รถมอเตอร์ไซค์!”
“ตกใจอะไรของเธอ ก็คอนโดฉันอยู่แถวนี้จะให้ขับรถยนต์มาทำแป๊ะอะไรล่ะครับ” เขาบ่นอุบพลางวางตัวฉันลงที่พื้นเบาๆ
“ดูสภาพฉันก่อนมั้ยล้า ToT”
“ใครมันจะไปตรัสรู้ว่าเธอจะมาเล่นอะไรพิเรนทร์กับแฟนเก่าล่ะ =_= ตอนได้ยินเสียงเธอร้อง ฉันก็รีบมาสุดๆ ด้วยไอ้นี่เลยนะ”
ทำไมเขาถึงรู้ขนาดที่ว่าปีเตอร์เป็นแฟนเก่าฉัน? จะรู้เยอะเกินไปแล้วนะ -_-
“ดูจากสภาพมันแล้ว มันยังขี่ได้อยู่ใช่มั้ย ToT”
มันเป็นรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ดูน่าอนุรักษ์มากกว่าเอาออกมาขับขี่ แม้ว่าจะไม่ได้ดูซอมซ่อมาก แต่สภาพมันดูเหมือนผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน
“นี่! คันนี้คันโปรดเลยนะ อย่ามาว่าลูกรักฉันนะโว้ย! หวง -.-”
“=_=”
หรือว่า...ของสำคัญของไมเคิลจะคือรถคันนี้นะ เอ่อ...แล้วฉันก็ต้องตีหัวเขาเพื่อโจรกรรมไปอย่างนั้นเหรอ -_- บ้าบอชะมัด คงไม่ใช่หรอก มีแต่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่จะคิดว่ารถคันนี้เป็นของสำคัญที่ปีเตอร์อยากได้
อ้าว! ไอ้โง่เมื่อกี้ก็คือฉันนี่หว่า T-T
“เออ...ถามอะไรหน่อย ทำไมแฟนเก่าเธอถึงต้องทำรุนแรงขนาดนี้ด้วย เธอแอบไปยกเค้าบ้านมันมาเหรอ” เขาถามขึ้นพลางเหล่มองไปที่ข้อเท้าช้ำๆ รวมทั้งรอยถลอกเลือดซิบตามขาและหัวเข่าของฉัน
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...” ฉันเลี่ยงที่จะตอบความจริงพลางก้าวขาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของเขาอย่างระมัดระวัง พอนึกถึงเหตุการณ์แย่ๆ เมื่อครู่ น้ำตาก็พานจะไหลออกมาอีกรอบด้วยความกลัวจนเขารู้สึกถึงมันได้
“อย่าร้องไห้สิ เธอไม่เป็นอะไรแล้วสักหน่อย”
“นาย...เคยเกลียดอะไรมากๆ ไหม” ฉันพูดออกไปด้วยความคับแค้นใจ สองมือที่จับชายเสื้อนั้นไว้เป็นที่ยึดเกาะเผลอขยุ้มเข้าแรงๆ อย่างลืมตัว
“เคยสิ...”
“จริงเหรอ? อะไรอ่ะ”
“คนโกหกยังไงล่ะ”
ฉันนั่งรอเจ้าของห้องรื้อหากล่องยาที่โซฟาด้วยสีหน้าที่เหนื่อยอ่อน คำพูดของเขายังคงวนเวียนอยู่ในหัว ‘เขาเกลียดคนโกหก’ เขาเกลียดสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่นี่แหละ! เฮ้อ...ควรตัดสินใจหยุดแผนการที่กำลังทำอยู่ดีมั้ยนะ ฉันไม่อยากโดนเขาเกลียดเลย
แต่ถ้าไม่ทำ...ฉันก็คงรับสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นไม่ไหวเหมือนกัน
“ฉันเพิ่งนึกได้ว่าทิ้งยาหมดอายุยกเซตไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เดี๋ยวเธอรออยู่ที่นี่ก่อนก็แล้วกัน”
“อ้าว! งั้นไม่เป็นไรก็ได้นะ”
“พูดมากจริงๆ เดี๋ยวฉันออกไปซื้อที่ร้านขายยาแถวนี้เอง...เธอก็นั่งเล่นรอไปก่อน”
ฉันพยักหน้ารับพลางมองตามร่างสูงเดินออกจากห้องไปด้วยท่าทีรีบเร่ง สายตานั้นกวาดมองรอบๆ ห้องเขาแก้เบื่อก่อนจะนึกอะไรได้บางอย่าง
ฉันมาที่นี่เพื่อมาหาของสำคัญของเขา
เมื่อคิดได้ดังนั้น สองเท้าที่บวมช้ำก็ค่อยๆ พาตัวเองเคลื่อนไปยังประตูสีครีมบานหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นห้องนอน แม้ว่าเวลาลงน้ำหนักเดินแต่ละก้าวจะรู้สึกเจ็บแค่ไหน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องตามหาเลยสักนิด เพื่อไม่ให้เสียเวลา...ฉันก็ผลักประตูแล้วพาตัวเองเข้ามาในห้องนี้ได้สำเร็จ
พลันสายตาสอดส่องไปรอบๆ ห้องเพื่อหาสิ่งต้องสงสัย มันจะเป็นอะไรได้นะ ของสำคัญของเขาเนี่ย ฉันเห็นแต่เอกสารเรียนเต็มโต๊ะไปหมด =_= จริงๆ พวกชีทเรียนก็สำคัญนะ เพราะถ้าไม่มีมันเราก็จะสอบตก เดี๋ยวววว...เลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว ต้องเป็นของที่คาดว่าปีเตอร์ต้องการมันด้วยสิ!
ด้วยความที่คิดไม่ตก จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาเพื่อนสนิทเพื่อขอคำปรึกษา ยันนั่นบอกแค่ว่า ‘ลองรื้อพวกลิ้นชักตู้ เตียงสิ อะไรที่ดูโดดเด่น สะดุดตาและถูกเก็บไว้ในที่ลึกลับ นั่นแหละของสำคัญของเขา’ ยังไม่ทันที่จะถามอะไรได้มาก สายก็ถูกตัดไปพร้อมกับแบตโทรศัพท์ของปลายสายที่ดับลง มันช่างเลือกหมดได้ถูกเวลาจริงๆ =_=
สองมือเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าเป็นว่าเล่น ในนี้ก็มีแต่พวกผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าวางทับกันอยู่เต็มไปหมด อ่า...แต่ลิ้นชักล่างสุดของเขานี่สิ -///-
กะ..กองทัพชั้นในชาย กรี๊ดดดด (ในใจ)
ทำไมมันมากมายแบบนี้ละโว้ยโห้ยยยย (ขอเลิกวิ่งบนทุ่งหญ้าลาเวนเดอร์แล้วมาวิ่งในลิ้นชักนี้แป๊ป -.,-)
นิ้วก้อยนั้นเขี่ยบรรดากองทัพผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยสีขาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างขวยเขิน เผื่อเจ้าของห้องจะเอาของสำคัญซ่อนไว้ในนี้ เมื่อแหวกฝูงกางเกงลิงลงมาถึงชั้นล่างสุด สายตาก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างสีสันแสบตา สีเขียวมะนาวจี๊ดจ๊าดสะท้อนเข้าตาวิ้งๆ และมันก็ถูกหยิบขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างไม่รู้ตัว
ชั้นในชายยี่ห้อดังลายลิมิเตดสีเขียว
นี่จะใช่ของสำคัญแบบที่เอ็มบอกรึเปล่านะ ของที่ดูโดดเด่นสะดุดตาและถูกเก็บไว้ในที่ลึกลับ ตรงตามโจทย์ที่ยัยนั่นบอกมาเป๊ะ!
แล้วปีเตอร์จะอยากได้ไปทำไม? หรือมันอาจจะเป็นรุ่นที่เขาหาซื้อไม่ได้แล้ว เลยต้องใช้ฉันมาขโมยไปให้ =O=
ไม่ใช่หรอก...ของสำคัญที่ฉันตามหามันคงไม่แหวกแนวขนาดนั้น
ประตูห้องนอนถูกเปิดออกพร้อมกับเจ้าของห้องที่โผล่เข้ามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง ฉันที่กำลังนั่งแหมะอยู่ที่พื้นต้องรีบปิดลิ้นชักเข้าทันที แต่ดันลืมเก็บเจ้าชิ้นสีเขียวนั้นกลับเข้าไปด้วย โอ๊ย! ตายๆๆ ถ้าเปิดลิ้นชักอีกรอบต้องเป็นที่สงสัยแน่ ฝีเท้านั้นเริ่มเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น ทำให้ต้องตัดสินใจเอาของเจ้าปัญหายัดใส่ไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังแทน
“เธอ...เข้ามาทำอะไรในห้องฉัน” ไมเคิลเอ่ยขึ้นเสียงเรียบก่อนจะโยนถุงยาทำแผลและโทรศัพท์ไว้บนเตียง
“ปะ..เปล่านะ คือ...ฉันจะเข้าห้องน้ำอ่ะ แต่หาไม่เจอ ดันเปิดเข้ามาในห้องนี้แล้ว...เอ่อ...เผลอล้มซะก่อน ( . .)” ฉันรีบแก้ต่างขึ้นมาทันที
“เธอนี่มันจริงๆ เลย =_= มานี่มา...เดี๋ยวฉันทำแผลให้” ร่างสูงตรงเข้ามาประคองให้ลุกขึ้นเพื่อไปนั่งรอทำแผลที่ปลายเตียง เฮ้อ...รอดตัวไปที่เขาไม่ถามอะไรต่อ
กรี๊ดดดดด! เตียงนอนนนน (แกจะกรี๊ดทำไม เขาแค่ทำแผล =_=)
ฉันเหลือบมองไมเคิลที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพรมด้านล่าง พลางจับข้อเท้าขึ้นพลิกไปมาอย่างพิจารณา เนื้อขาวๆ นั้นปรากฏรอยช้ำสีเขียวปนม่วงผสมกับรอยแผลถลอกที่มีเลือดแห้งเกรอะกรังเต็มไปหมด สองมือเทยาลงบนสำลีก่อนจะยื่นขวดยาเข้ามาใส่มือฉันเพื่อให้ช่วยถือมันไว้ มือข้างหนึ่งช้อนฝ่าเท้าขึ้นมาวางไว้บนหน้าขาของเขาโดยไม่รังเกียจก่อนจะบรรจงแต้มยาลงมาตามรอยถลอกอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึกเจ็บอะไร สายตานั้นเพลิดเพลินจ้องมองการกระทำของคนตรงหน้าอย่างตั้งใจ ไม่มีแม้แต่คำพูดใดหลุดออกมา
ฉันรู้สึกร้อนวูบวาบเมื่อถูกนัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นจับจ้องไปยังรอยถลอกตามเรียวขา ความห่วงใยที่ส่งผ่านออกมามันทำให้เกิดความรู้สึกตีรวนไปหมด ราวกับมีอะไรมาบินวนเวียนจนสัมผัสได้ถึงก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายที่กำลังเริ่มเต้นแรง
ไม่นะ! ฉันจะเผลอหวั่นไหวกับเขาไม่ได้อย่างเด็ดขาด
แต่พอมาคิดๆ ดู เวลาที่เจอกับปัญหาจนต้องเจ็บตัวทีไร กลับได้เขาเป็นเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวเข้ามาปกป้องทุกที
ตึก..ตัก...
“แค่เคล็ดเฉยๆ ดีนะไม่เป็นอะไรมาก”
โอ๊ย!
ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อเท้าแผ่ซ่านเข้ามา เมื่อเขาเผลอไปโดนตรงรอยช้ำ ทำให้มือข้างที่ถือขวดยานั้นเผลอสะบัดใส่อีกฝ่ายทันที ยาสีแดงสดเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อพลางไหลยาวลงมายังเสื้อยืดสีขาวที่เขาสวมใส่
แง...เกือบหมดขวด!
“นะ..นาย ฉันขอโทษ T/\T”
“เธอนี่มัน!... เปื้อนหน้าเปื้อนเสื้อฉันไปหมดแล้ว!”
“ดะ..เดี๋ยวฉันเอากลับไปซักที่บ้านให้นะ”
เขาลอบถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย พลางถลกชายเสื้อขึ้นเช็ดใบหน้าที่เปื้อนยาอย่างลืมตัว นัยน์ตาฉันเบิกตากว้างเมื่อภาพตรงหน้าปรากฏกล้ามท้องแกร่งที่ไร้ชายเสื้อปกปิด ราวกับคนมีวินัยในการออกกำลังกายเป็นอย่างดี สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิในห้องที่สูงขึ้นจนสองข้างแก้มร้อนฉ่า
อ่าาาา โซฮอตเป็นบ้า -///-
หน้าท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกำยำทุกอณูส่วนนั้นมันทำให้หญิงไทยหน้าตาเรียบร้อยอย่างฉันรู้สึกใจสั่นเป็นบ้า กรี๊ดดดดดด ในชีวิตนี้ไม่เคยเห็นอะไรจังๆ แบบนี้เลยสักครั้ง รู้สึกแปลกตาจนเผลอจ้องมองมันอย่างลืมตัว
“ยัยเมล็ดกาแฟ...”
“หืม? -.,-”
“จ้องไม่วางตาเลยนะ” เสียงของคนตรงหน้าดังขึ้น ทำให้สติฉันถูกเรียกกลับมาทันที
“ฉันเปล่านะ! ฉันแค่เอ่อ...เหม่อมองออกไปทางนั้น ตรงหน้าต่าง ( ‘ ‘)//”
“ฮะๆ ชอบฉันขนาดนั้นเลยเหรอ หืม...”
ร่างสูงโน้มตัวลงมาใกล้จนฉันต้องถอยหนี แต่...ลืมไปว่าตัวเองกำลังอยู่บนที่นอน สองมือเท้าลงไปด้านหลังเพื่อหาที่ยันตัวเองไว้ ขวดยงขวดยาอะไรปล่อยทิ้งลงไปอย่างไม่สนใจแล้ว สถานการณ์ตอนนี้มันช่างล่อแหลมเหลือเกิน เมื่อคนตรงหน้าเท้ามือลงมาบนเตียงจนฉันต้องใช้มืออีกข้างยันหน้าอกเขาไว้เพื่อไม่ให้ใบหน้าหล่อๆ นั้นโถมเข้ามาใกล้
กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ บวกกับกลิ่นยาทำแผลลอยเข้ามาเตะจมูกจนเผลอทำฟุดฟิดใส่อีกฝ่ายเบาๆ
“บิก้า...ฉันมีอะไรจะบอก” นัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความหมายและน้ำเสียงอันอ่อนโยนนั้นชวนให้ฉันแทบหลุดเข้าไปในภวังค์
“...”
“เลือดกำเดาเธอไหลน่ะ”
“กรี๊ดดดด!”
สองมือคว้าทุกอย่างบนเตียง ทั้งหมอนและผ้าห่มปาใส่คนตรงหน้าโดยอัตโนมัติทันทีที่หลุดประโยคนั้นออกมา พลันตวัดแขนขึ้นเช็ดจมูกเพื่อสำรวจ ปรากฏว่าไม่มีเลือดติดออกมาตามที่เขาพูดไว้ แง...นายหลอกฉันทำมายยยย ToT
ของชิ้นสุดท้ายถูกปาใส่ร่างสูงที่กำลังยืนหัวเราะ ทันทีที่แผงอกเขาสัมผัสเข้ากับของชิ้นนั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ OoO
ชะ..ชั้นในชายลายลิมิเตดสีเขียวสะท้อนแสง กรี๊ดดดดด!
“ที่จริงแล้ว...เธอเป็นโรคจิตที่จ้องจะเข้ามาขโมยกางเกงในฉันใช่มั้ย!! ยัยอราบิก้าาาาา”
เมื่อของกลางถูกยึดกลับคืนไปเรียบร้อย เขาก็ทำแผลต่อให้ฉันอย่างไม่สบอารมณ์ จากที่ตั้งอกตั้งใจทำเมื่อครู่ก็กลายเป็นสาดๆ ยาใส่แบบขอไปที ทันทีที่เสร็จเรียบร้อยก็รีบยันตัวเองลุกขึ้นแล้วเก็บยาออกไปข้างนอก ปล่อยคนขาเจ็บอย่างฉันให้กระเผลกๆ ตามออกไปเอง ยังมิวายตะโกนกลับมาใช้ให้ช่วยหยิบโทรศัพท์เขาออกไปด้วยอีก
ไอ้คนใจร้าย!
ฉันหันไปคว้าโทรศัพท์เขาขึ้นมาถือไว้ ประจวบเหมาะกับข้อความไลน์ที่ถูกส่งเข้ามาพอดี หน้าจอสว่างวาบขึ้นจนต้องเผลอมอง
Aof : ไอ้เคิลลล
Aof : รู้รึยังว่าเมลกลับมาแล้วนะ
อ๋อ! เมลกลับมาแล้ว ว่าแต่...เมลไหนวะ =_=
สองเท้าพาตัวเองคืบคลานไปยังประตูด้วยความทุลักทุเล (ทีตอนเข้ามาล่ะไม่เจ็บเลยสักนิด) เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นจนเผลอสะดุ้ง ยังไม่ทันที่มือจะได้สัมผัสกับลูกบิด สองหูก็ดันเผลอได้ยินเสียงบทสนทนาของชาย-หญิงดังขึ้นมาซะก่อน จนต้องเอาหูแนบประตูเพื่อแอบฟังอย่างตั้งใจ
‘ไม่เจอกันนานเลยนะ’
เสียงผู้หญิงนี่ แฟนไมเคิลงั้นเหรอ?
‘เธอกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วมาที่นี่ทำไม’
‘เมื่อวานน่ะ อืม...ก็ว่าอยู่ ว่าเพื่อนข้างบ้านคนสนิทหายไปไหน ฉันถามแม่นายมาถึงได้รู้ว่าย้ายมาอยู่คอนโดที่นี่แล้ว’
‘เธอต้องการอะไร’
‘เฮ้! ไม่เอาสิ นายยังไม่เลิกโกรธฉันเพราะเรื่องพวกนั้นอีกเหรอ’
‘กลับไปซะ!’
โหวววว...น้ำเสียงเย็นชาของไมเคิลทำให้ฉันรู้สึกกลัวแทนเลยแฮะ แม้จะได้ยินไม่ค่อยชัด แต่ก็สัมผัสได้ว่า...เขากำลังมีท่าทีไม่พอใจอีกฝ่ายอย่างมาก
‘ถ้าฉันบอกว่า...ฉันพร้อมที่จะจริงจังกับนายแล้วล่ะ’
เสียงข้างนอกเงียบไปพักหนึ่ง อ้าว! นี่เขาคุยกันจบแล้วเหรอ ฉันยังเผือกไม่เสร็จเลยนะ ยังไม่ทันรู้เรื่องเลยว่าตกลงพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน =_=
‘หึ ฉันไม่มีวันกลับไปยืนอยู่ที่เดิมอีกเด็ดขาด กลับไปซะเถอะเมล ฉันมาไกลเกินกว่าที่จะกลับไปรู้สึกแบบเดิมได้แล้ว’
เมล ชื่อเดียวกับที่เพื่อนเขาส่งข้อความมาทางไลน์เมื่อครู่เลย...
สถานการณ์ข้างนอกดูเงียบลงพร้อมกับเสียงปิดประตูแรงๆ ดังขึ้น ฉันรีบสาวเท้าถอยหลังออกห่างจากประตูบานนั้นทันที ทว่าการก้าวที่ผิดจังหวะบวกกับข้อเท้าที่ยังบาดเจ็บอยู่ทำให้เผลอเสียหลักล้มลง สองมือพยายามคว้าสิ่งของที่ใกล้ที่สุดเพื่อหาที่ยึดเกาะ แต่สิ่งที่ดันคว้าได้นั้นเป็นกล่องกระดาษขนาดย่อมที่ถูกวางอยู่บนชั้นหนังสือใกล้ประตู เลยทำให้ทั้งคนและกล่องร่วงลงยังพื้นพรมพร้อมกันทันที
โครมมมม!
โอย...ฉันเข้าใจในกฎของแรงโน้มถ่วงโลกนะ แต่ไม่ต้องดึงดูดให้ร่วงลงไปบ่อยขนาดนี้ก็ได้ วันนี้ร่างอันบอบบางของฉันร่วงลงมานั่งพับเพียบที่พื้นจนรู้สึกเจ็บก้นไปหมดแล้ว
สายตาเจ้ากรรมดันไปปะทะเข้ากับวัตถุต้องสงสัยที่กระจายออกมาจากกล่องใบนั้น
มันคือรูปถ่าย!
รูปถ่ายของไมเคิลที่น่าจะสมัยเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วได้ สังเกตได้จากหน้าตาวัยละอ่อนกับทรงผมเกรียนติดหนังหัว รอยยิ้มสดใสของคนในรูปนั้นทำเอาฉันเผลอยิ้มตามออกมา เขาดูน่ารักดีนะ ท่าทางจะฮอตน่าดูเลยตอนนั้น
ฉันค่อยๆ เก็บพวกบรรดารูปถ่ายนั้นกลับลงกล่องที่เดิมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อที่เจ้าของห้องจะได้ไม่ตำหนิที่มาทำของเขาหล่นกระจาย แถมยังเก็บให้ไม่เหมือนเดิมอีก จนกระทั่งรูปถ่ายใบสุดท้ายที่ถูกหยิบยกขึ้น สายตานั้นจ้องมองมันด้วยความสนใจทันที
“ยัยเมล็ดกาแฟ! ฉันได้ยินเสียงอะไรหล่น เธอเป็นอะไรรึเปล่า...”
ประตูห้องนอนถูกเปิดเข้ามาอย่างพรวดพลาดโดยเจ้าของห้อง ใบหน้าเขาดูตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่สายตานั้นจะแปรเปลี่ยนไปอย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ได้เมื่อหันมาจ้องมองของที่อยู่ในมือฉัน
“เธอ...คิดจะทำอะไร”
เสียงเรียบที่ถูกส่งออกมานั้นทำให้ฉันที่มีหลักฐานอยู่ในมือรู้สึกเกรงกลัวคนตรงหน้าขึ้นมาทันที
“ฉะ..ฉันเปล่านะ คือ...”
“วางของนั่นลง แล้วออกไปซะ!”
>>> Talk with โพซิตรอน <<<
อีกแค่สองตอนก็จะจบโครงการนี้แล้ว แอบใจหายเหมือนกันนะ...
นางเอกของเราเริ่มบ้าบิ่นมากขึ้นตามคำแนะนำของเพื่อนสาวที่กำลังครอบงำจิตใจ (เวอร์วังมาก) ใจกล้าในการบุกคอนโดผู้ชายอยากมาก เพียงเพื่อตามหาของสำคัญ กับตัวละครลึกลับที่โผล่เข้ามา (รู้ตัวเลยว่าโผล่มาช้ามาก ร้องไห้ T_T)
ขอบคุณ พี่ลูกชุบ มากเลยนะคะ คำแนะนำของพี่ที่ชี้ชัดตรงจุด ทำให้รู้ถึงปัญหาการเขียนของตัวเอง
หนูพยายามปรับปรุงมันอยู่นะคะ แม้มันอาจจะไม่ได้ดูดีขึ้นเท่าไหร่ แต่หนูก็พยายามมันอย่างลากเลือด อั่กกก
*กราบกรรมการ*
ขอบคุณนักอ่านจริงๆ ทุกคะแนนโหวต คอมเม้น ทั้งกำลังใจและหลายๆ อย่าง ทั้งเบื้องลึก เบื้องหน้า เบื้องหลัง
ฝากตอนนี้และตอนสุดท้ายในสัปดาห์หน้าด้วยนะคะ ฟิ้วววววว~~
แล้วรูปถ่ายใบสุดท้ายคืออะไร ถ่ายกับปีเตอร์เหรอไมเคิล 555
แล้วเลดี้กาก้านี่อะไร ทำเนียนๆ ไม่เป็นหรือไง มาปรึกษาออทั่มได้นะ //ผิด
สู้ๆ นะ รอตอนต่อไปนั้ลพี่บุ๋ม
นี่มาชม รู้สึกว่าดีกว่าตอนก่อนๆ เยอะมาก อ่านแล้วเข้าใจง่ายขึ้นเพราะนางเอกไม่ได้ยิงมุกตลอดเวลา แม้ฉากยังเดาได้ไปบ้าง พระเอกมาช่วยวินาทีสุดท้าย มาถูกจุดพอดีเลยนะ แหมมมม อย่างกับละคร 555555555 อยากรู้ต่อแล้วอ่ะ ขอเฉลยก่อนจะจบได้ป่ะ 5555555
แล้วตอนอราบิก้าถูกกล่าวหาว่ามาขโมยกางเกงใน เบาสมองมากค่ะนิยายเรื่องนี้ ชอบๆ
รอตอนต่อไปๆๆๆ ฮูเล่
นางมีปมไปอะไรกันเคิลและเตอร์(เรียกสนิทปะ ถถถถ)
ตอนจบเจอรูปอีก บรัยยยย