‘เขา’ คือเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายที่มาปรากฏตัวต่อหน้า ’เธอ’ ภายใต้เงื่อนไขตามคำทำนายของชายเร่ร่อน
ตอนที่ 1/7 :: เบิกตัวเครื่องราง
ตอนถัดไป
บทนำ
ปึก!
ฉันล้ม…
ล้มคะมำลงไปด้วยสาเหตุที่ไม่น่าจะซ้ำกับใครหน้าไหนบนโลกใบนี้ ฉันวิ่ง…วิ่งเหยียบแพมเพิสที่พอง เปียกแฉะ และก็ไม่รู้ว่ามันชื้นเพราะนอนตากน้ำค้างอยู่นี่ทั้งคืนหรือเป็นเพราะมันอมฉี่จนเต็มกลืนแล้วกันแน่ = =
ฉันยันตัวขึ้นมามองซ้ายขวาด้วยความรีบร้อน ก่อนจะถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างโล่งอก นอกจากต้นไม้ ใบหญ้า กิ้งก่า และใบประกาศตามหาหมา ก็ไม่มีใครเห็นท่าล้มตูดชี้ฟ้าอันแสนพิสดารของฉันอีก
มันคงเป็นเพราะวันนี้ฉันมาเช้าเกินไป หรือไม่ก็อากาศไม่เป็นใจเพราะฟ้ามันครึ้มฝน พวกกลุ่มคนรักสุขภาพเหมือนกับฉัน ที่ปกติจะจับมือกันมาออกกำลังกายทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์เป็นประจำถึงได้หายหัวกันไปหมด
ฉันออกเดินกระเผลกๆ ไปนั่งตรงม้าหินซึ่งตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ปลูกเอาไว้บนพื้นที่ที่เป็นลานสี่เหลี่ยมจัตุรัส สร้างเอาไว้ให้คนมาทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น ส่วนบริเวณด้านซ้ายมีแม่น้ำเพื่อให้คนมาตกปลา พายเรือ ตีโป่งกัน แต่ภายหลังเกิดข่าวลือหนาหูว่ามีจระเข้เพศเมียอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ คนจึงไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้แม่น้ำนั้นอีก…ฉันก็ด้วย - -
“แม่หนู แม่หนูน้อยคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น…”
ฉันก้มหน้าก้มตาเป่าแผลถลอกคลายความแสบอยู่ดีๆ ก็มีเสียงแห้งแหบของผู้ชายดังขึ้น พอหันไปหาต้นเสียงก็เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งนอนในท่าชันเข่าตรงม้านั่งตัวยาวใกล้ๆ บนหน้าอกห่มหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ น่าตามอมแมมเป็นแมวเหมียวมูมมาม มือก็กวักเรียกฉันเข้าไปหาหยอยๆ
อุตส่าห์หลงคิดไปว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้วเชียว ท่าทางน้าผู้ชายคนนี้เขาจะอยู่นานแล้วด้วยสิ ถ้างั้นก็ต้องเห็นฉัน…ตูดชี้ฟ้า...
อยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี!
“สะ สวัสดีค่ะ ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะคะ ถ้าฝนมันตกลงมาคงเปียกแย่”
ทำไมไม่ไปหาที่คุ้มแดดคุ้มฝนหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ใต้สะพานลอย…
“โอย ตัวน้าเป็นคนจร ไม่มีที่อยู่ดีๆ เป็นหลักเป็นแหล่งแบบใครเค้าหร้อก”
น้าเขาผุดลุกขึ้นนั่งก่อนจะพับหนังสือพิมพ์พรางถอนหายใจไปด้วย ชายเร่ร่อนคนนี้ทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้นไปอีก คนบางคนมีบ้านหลังใหญ่โตฟุ้งเฟ้อ ที่ดินในครอบครองก็หลายร้อยไร่ แต่สำหรับคนบางคน แค่พื้นที่เล็กๆ เท่ากระดาษเอสี่เขายังไม่มีเป็นของตัวเองเลย เลวร้ายชะมัด
“มานั่งด้วยกันตรงนี้สิหนู”
เขาเขยิบเพิ่มพื้นที่ให้ พร้อมตบม้านั่งดังป้าบๆ ชวนฉันไปนั่งข้าง แต่พอฉันย่อตัวจะนั่ง ตูดยังไม่ทันได้ตั้ง ก็มีเสียงเปรยค่อนข้างเบาลอยมาเข้าหูทำให้ฉันชะงักค้าง ท่าไหนก็ท่านั้น -O-
“มีสิ่งชั่วร้าย…เงาดำมืดกำลังโอบล้อมรอบตัวหนูอยู่นะ…”
เห็นน้าเขาหันหน้าไปอีกทางตอนพูด ไม่ได้มองฉัน ฉันเลยร้อง “คะ !?!” ออกมาอย่างงุนงง
“น้าเห็นแบบนั้น ก็ช่วงนี้หนูมีเรื่องให้ต้องเลือดตกยางออกบ่อยใช่มั้ยล่ะ? มันเป็นเพราะเหตุนี้แหละ…”
เขาพูดออกมาผ่านสีหน้าเรียบๆ อย่างกับเพิ่งพูดเรื่องสัพเพเหระทั่วไป แต่ฉันนี่สิตาถลนออกจากเบ้า สิ่งที่น้าเขาพูดมาแต่กี้… ใช่ พักหลังมานี้เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยแต่ได้เลือดกับฉันเกือบทุกวัน ฉันคิดว่ามันเกิดขึ้นจากความซุ่มซ่ามส่วนตัว ก็เป็นคนป้ำๆ เป๋อๆ แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยคิดเลยว่ามันมีสาเหตุมาจากสิ่งที่มองไม่เห็น
“หนูโดนคุณไสยอย่างนั้นใช่มั้ยคะ!? นี่หนูต้องทำอะไรบ้าง ปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ถวายสังฆทาน ไถ่ชีวิตโคกระบือ หรือ…บาบา นานา”
คุณพระคุณเจ้า ฉันกำลังโดนของ โดนอาถรรพ์มนต์ดำ ว่าแล้วทำไมเวลาส่องกระจก พบว่าใบหน้าหมองคล้ำผิดปกติ มัวแต่ไปโทษว่าครีมบำรุงผิวหน้าไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ สาปส่งไปถึงเจ้าของโรงงานที่ผลิตครีมตัวนี้ออกมาตั้งนาน ที่แท้ …โอ๊ย ตายๆ เป็นไปได้ยังไงกัน ฉันไม่เคยมีศัตรูหรือไปสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ใครมาก่อน หรือจะทำผิดตัว! ใช่เลยใช่ ต้องเป็นอย่างที่คิดไว้แน่ๆ ขนาดวัยรุ่นยิงกันมันยังมียิงผิดตงผิดตัวกันได้นับประสาอะไรกับการทำของ!
“ถ้ามันช่วยให้สบายใจ ก็ทำให้ทุกอย่างเถอะหนู แต่น้าอยากจะบอกว่า…ไม่ต้องกังวล และก็ไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรทั้งนั้น เพราะนับจากนี้อีกไม่นาน น้าทำนายว่าหนูจะได้พบเจอกับชายคนหนึ่ง ในช่วงเย็นย่ำ ใต้ต้นพญาสัตบรรณ หนูจงจำเอาไว้ว่า ผู้ชายคนนั้น เขาเป็นเครื่องรางของหนู”
“ของหนูเหรอ? เป็นเครื่องราง…นี่หมายถึงหนูเอาเขามาแขวนไว้ที่คอได้ พกไปไหนมาไหนได้ ทำนองนั้นรึเปล่าคะ?”
น้าเขายิ้มอ่อนแล้วส่ายหัวช้าๆ “เขาเป็นเครื่องรางในรูปกายของมนุษย์ ที่มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง แต่เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหนู เขาจะปัดรังควานสิ่งไม่ดีไปจากตัวหนู หนูจะปลอดภัยเมื่อได้ใกล้ชิดกับเขา”
อ้าว ตกลงฉันโดนของหรือไม่กันแน่ แต่เท่าที่ฟังดูมันก็โรแมนติกไม่หยอก นั่นแปลว่าถ้าได้พบเขาแล้วเอาตัวเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ก็จะไม่เกิดเรื่องเจ็บตัวงั้นเหรอ วรั๊ย ไม่เอาน่า -///- ว่าแต่ถ้าพ่อหนุ่มเครื่องรางนั่นน่าตาไม่ต่ำกว่ามาตรฐานจะจับรวบหัวรวบหางละกัน
“เอ่อ…ว่าแต่น้าคะ หนูยังมีอีกคำถา…อ้าว น้า!”
น้าเขาอาศัยจังหวะที่ฉันกำลังคิดอกุศล เดินไปเกือบสุดสายตา หนังสือพิมพ์ก็ลืมทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า
“เดี๋ยว! รบกวนอีกนิดค้า รอก่อนน น น น!”
ฉันพยายามเดินโขยกเขยกตามน้านั่นไปอย่างสุดกำลัง เอ๊! ชายเร่ร่อนคนนี้นี่ยังไง คิดจะไปก็ไป ตัวเองทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลังน่ะรู้บ้างมั้ย ไหนคือความรับผิดชอบ
“น้าาาาา!!!”
ฉันโก่งคอเรียกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเดินกลืนหายเข้าไปในหมอกหนา ออกจะน่าขนลุกอยู่ไม่น้อย = =;; ชายวัยกลางคนที่มาทายทักฉันแล้วก็หายไปโดยไม่มีคำล่ำลา…เปิดตัวมาลึกลับแบบนี้ หวังว่าน้าเขาคงไม่ใช่พระเอกในนิยายเรื่องนี้นะ ฆ่าแกงฉันซะ…
“กลับมาตอบกันหน่อยไม่ได้รึยังไง แล้วฉันจะรู้มั้ยว่าต้นพญาสัตบรรณมันน่าตาเป็นยังไง ปัดโทะ!”
1
เบิกตัวเครื่องราง
ฉันเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อเพื่อจะได้พบเจอกับเครื่องรางมนุษย์…วันแล้ววันเล่า…รอแล้วรอเล่า
รอจนเลิกรอ -_-
นี่มันก็ผ่านมาตั้งสองสัปดาห์แล้ว ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะเจอใครนะ ผู้ชายใต้ต้นพญาสัตบรรณ ในเวลาเย็นย่ำตามที่น้านั่นทำนายเอาไว้เลย (น้านั่นก็ไม่เจอ ทั้งที่มาวิ่งออกกำลังกายที่เดิมก็หลายครั้ง) ชีวิตฉันก็ขยันเกิดเรื่อง Accident ทุกวันด้วยสิ จะซวยมากซวยน้อยก็ขอให้ซวย นี่แน่ะ พ่อเครื่องราง ถ้าพ่อคุณมีตัวตนอยู่จริงไม่ใช่สิ่งอุปโลกน์ ก็รีบๆ โผล่หัวมาช่วยฉันให้หลุดพ้นจากความเลวร้ายนี่สักทีจะได้รึเปล่า
จริงสิ รู้สึกว่าเรายังไม่ได้ทำความรู้จักกันเลย การมาเล่าเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้าฟังออกจะแปลกไปสักหน่อยนะว่ามั้ย? คุณ
ฉันเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 5/2 โรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านที่สามารถเดินเท้ามาโรงเรียนก็ได้ คลานก็ได้ และอีกอย่าง ที่บ้านไม่มีฐานะพอจะส่งให้เรียนโรงเรียนเอกชนค่าเทอมแพงๆ แต่โรงเรียน ‘สูงสง่าวิทยา’ ที่ฉันเรียนอยู่ก็สอนดีและมีชื่อเสียงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าโรงเรียนเอกชนดังๆ เลยนะ ดูชื่อโรงเรียนซะก่อนเถอะ สูงสง่าวิทยา ตั้งขึ้นมาเพื่อข่มโรงเรียนละแวกใกล้โดยเฉพาะ
“อ้าวๆ! นักเรียน เอาจอบไปกองไว้ตรงนั้น แล้วมารวมตัวกันตรงนี้”
เสียงอาจารย์กิติ อ.ประจำรายวิชาเพิ่มเติม ‘พืชสวนประดับ’ ที่ฉันกำลังเรียนอยู่ขณะนี้ (ซึ่งวิชานี้ทำให้ฉันได้รู้ว่าต้นพญาสัตบรรณก็คือต้นตีนเป็ดที่ปลูกไว้มากมายตามริมฟุตบาทตลอดทางกลับบ้านของฉันนั่นเอง) ตะโกนสั่งนักเรียนในคาบที่ต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาขุดดิน ลงต้นกล้ามะตูมเพื่อแลกคะแนน ให้วางมือ แล้วมานั่งรวมกันเป็นแถวตอนใต้ต้นไทรที่มีผ้าสามสีผูก
ฉันทรุดตัวลงนั่งต่อท้ายเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในห้องแบบระโหยโรยแรง ทำไมถึงรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน อาจเป็นเพราะพลังชีวิตของฉันกำลังไหลออกจากลมหายใจช้าๆ ฉันกำลังจะตายวันตายพุ่ง T()T
“ปวดขี้ว่ะ”
เห็ด เพื่อนสนิท ซึ่งเป็นทอมบอย ผมซอยสั้นอย่างกับจะปลอมตัวเป็นผู้ชายเข้าไปตามหามรดกเหมือนนางเอกละครไทยหลายต่อหลายเรื่องนั่งลงตรงข้างฉันอีกแถวหนึ่งแล้วกระซิบบอกเพราะอาจารย์กำลังเช็คชื่ออยู่ “วรัญญา มา สุพัตรา มา สิรินยา โดด สโรชา ไม่มาอีกแล้วเหรอ”
ฉันยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูเห็ดแล้วกระซิบบ้าง “ก็ขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำสิฟะ”
“ไม่เป็นไร ทนไหวๆ อีกเดี๋ยวก็คงปล่อยแล้วมั้ง ฉันกลั้นไว้ไปขี้ที่บ้านดีกว่า”
ฉันทำหน้าค้านในการตัดสินใจของมัน จะอั้นไปได้นานสักแค่ไหน เกิดขี้แตกคากระโปรงขึ้นมาหรือดีไม่ดีขี้หักในตายจะไม่แย่เข้าไปใหญ่เหรอะนั่น
...
ห้านาทีผ่านพ้นไป
นักเรียนทุกคนในห้องฉันเช็คชื่อครบแล้ว เสียงออดเลิกเรียนก็ดังแล้ว นักเรียนคนอื่นๆ ในโรงเรียนก็กรูกันออกจากโรงเรียนเหมือนหนีน้ำป่าแทบจะหมดโรงเรียนแล้ว ไฉนอาจารย์กิติที่เคารพถึงยังไม่ปลดปล่อยพวกเรากลับบ้านกลับช่องไปเสียที
“เถาวัลย์กรดนั้นเป็นพันธุ์ไม้วงศ์เดียวกับสะแกและหูกวาง ขึ้นตามลำธาร…”
ยังจะเนียนสอนต่อไปอีก -_- ฝนก็ทำท่าเหมือนจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ อาจารย์ไม่มีนาฬิกา ลืมดูเวลา หรือจงใจสอนเกินเวลากันแน่คะอาจารย์
เห็ดที่นั่งเท้าคางมองเหล่าดรัมเมเยอร์สาวทั้งสามไม้ซ้อมเดินกับวงดุริยางค์ของโรงเรียนกลางสนามหญ้าอย่างหื่นกระหาย (สงสัยจะหายปวดขี้แล้ว) หมุนคอฉันให้ดู เบิร์น ดรัมฯ ไม้สองที่เรียนอยู่ชั้น ม.5 เหมือนกันแต่คนละห้องกับพวกเรา แม่นั่นกำลังฝึกโยนไม้แล้วรับให้ได้อย่างสวยงาม ฉันกรอกตาขึ้นบน ฉันว่าฉันรู้นะว่าไอ้ทอมเถื่อนเพื่อนฉันคนนี้ใคร่จะกลืนกินผู้หญิงทุกคนบนโลก แต่ยัยเบิร์นนี่แกยกไว้สักคนน่า นางชอบยิ้มโปรยเสน่ห์ยั่วยวนผู้ชายจะตาย กับผู้หญิงด้วยกันจะมองเหนือ นอกจากนั้นยังเดินสายประกวดนั่นประกวดนี่ไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นเทพีสงกรานต์ นางนพมาศ ยัยนี่กวาดรางวัลชนะเลิศมาทุกเวที ฉันว่าต้องเล่นเส้นเข้าทางกรรมการ ไม่ก็ซื้อตำแหน่ง ยังไงฉันก็ไม่ให้ผ่านนะ แม่คนเนี๊ยะ
แล้วมันเรื่องอะไรที่ฉันต้องไปเขียนด่าคนอื่นตั้งเป็นบรรทัด แต่เคยเป็นกันมั้ย อารมณ์แบบไม่ชอบใครสักคน แต่เหตุผลไม่มี บางทีสิ่งที่ฉันร่ายยาวไว้ข้างบนอาจจะเป็นเหตุผลก็ได้
“ฉันว่าเบิร์นสมควรจะได้เป็นไม้หนึ่งมากกว่า แกว่างั้นมั้ย”
“แคทไม้หนึ่งเดินสวย คู่ควรแล้ว ความจริงยัยเบิร์นควรจะได้เป็นแค่ไม้สามด้วยซ้ำ น้องนัทตี้ ม.4 ดูโอเคกว่าตั้งแยะ”
เบิร์น…ลำพังแค่ชื่อก็เผาผลาญหัวใจชายหนุ่มแล้ว อะรี๋ (เค้าไปทำอะไรให้แก)
“แกมันตาถั่ว น้องนัทตี้นั่นขาใหญ่ออก”
“ยัยเบิร์นของแกก็สะโพกบึ้มเป็นโอ่งราชบุรี >{}<”
“เฮ้ย! เธอคนนั้นทำเสียงดังอะไร!”
ตายโหง -_-;;;! ลืมตัวขึ้นเสียงใส่เห็ดที่นั่งข้างๆ โดยลืมไปเลยว่าอาจารย์กิติจอมกินเวลากำลังอ้าปากสอนปาวๆ อยู่ แกลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างแรงจนเก้าอี้ล้มไปข้างหลัง แววตากรุ่นโกรธมองตรงมาทางฉัน เพื่อนในห้องสมัครสมานสามัคคีก็แค่ตอนนี้ หันมามองกันอย่างพร้อมเพรียง พรึบ! ส่วนตัวฉันนั่งเหงื่อแตกพลั่กๆ หน้าซีดเป็นแป้งสาลีไม่ผสมสี
“ผมกำลังมอบความรู้ให้คุณอยู่ แต่นอกจากคุณจะไม่ตั้งใจฟังแล้วยังคุยแข่งกับผมอีก จอบพวกนั้นคุณขนไปเก็บเองคนเดียวเลย”
ฉันหันไปมองจอบจำนวนไม่น้อยที่กองสุมกันอยู่แล้วเกือบจะร้องโวยวายออกมา ให้หนูเก็บคนเดียวมันจะไม่เกินไปเหรอคะอาจารย์?! มันต้องเดินเก็บกี่รอบกันล่ะนี่ แค่หนูทำเสียงดังขัดคอนิดๆ หน่อยๆ อาจารย์ก็ออกคำสั่งใช้แรงงานหนูเกินกว่าเหตุ ทีพวกผู้ชายตรงนั้นมันคุยโวอวดกล้ามหน้าท้องและขนาดของจุดๆๆ กันดังลั่นทำไมอาจารย์ถึงไม่ลงโทษพวกนั้นแบบเดียวกับหนูบ้างเล่า อยุติธรรมเป็นบ้าเลยยยย
“แล้วห้ามมีใครเข้าไปช่วย! ถ้าขัดคำสั่ง เดี๋ยวเจอกะผม เลิกเรียนได้!”
“นักเรียนทำความเคารพ ขอบคุณค่ะ / ครับ”
เพื่อนร่วมห้องทุกคนยกเว้นฉันและเห็ด ลุกขึ้นแยกย้ายกันกลับบ้าน มีบ้างบางคนหันมาทำสายตาเห็นใจ นี่มันคือชะตากรรมที่คนโดนมนต์ดำอย่างฉันต้องเจอจ้ะ อย่าใส่ใจเลย
เห็ดเอามือมาตบไหล่ฉันที่ปั้นหน้าเหมือนโดนวางยาเบื่อ “ฉันอยากจะช่วยแกเก็บจอบมากเลยนะ แต่แกเข้าใจใช่มั้ยว่าไม่ได้ งั้นฉันจะไปขี้รอแกที่ห้องน้ำละกัน จวนจะราดแล้ว เดี๋ยวแกเคลียร์จอบเสร็จ เราไปเจอกันหน้าห้องน้ำนะ”
คิดว่าหายปวดขี้ไปแล้ว เพื่อนตัวดีมันซ่อนสีหน้าและอาการได้แนบเนียนนัก
“ถ้าฉันไม่ต่อล้อต่อเถียงกับแก เรื่องแย่ๆ แบบนี้คงไม่เกิดขึ้น T^T”
บางทีเรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับที่ฉันโดนของ แท้จริงอาจเพราะฉันว่าร้ายยัยเบิร์นในความคิดก็ได้ ฉันถึงต้องมาลงเอยถูกทำโทษให้เก็บจอบคนเดียว หรือจะจริงอย่างเขาว่าแค่คิดก็ผิดล้าว กรรมติด 10G ก็ไม่บอกเนอะ
“นั่นสิ ถ้าแกเห็นด้วยว่าเบิร์นเหมาะจะเป็นดรัมฯ ไม้หนึ่ง ก็ไม่ต้องเก็บจอบหรอก”
ฉันชักตามองตามร่างสูงของเห็ดที่เดินดุ่มๆ หนีไปห้องน้ำ การมีส่วนสูงร้อยเก้าสิบแปดเซนติเมตรทำให้ผู้ชายบางคนรู้สึกเหมือนถูกหยามเมื่อมายืนเทียบกับมัน ขนาดตอนฉันพลัดหลงกับมันที่ตลาดนัด คนเยอะเพียงนั้นฉันยังสามารถหามันเจอได้เพราะหัวมันโผล่โด่เด่กลางฝูงชน เพื่อนรักของฉันคนนี้เคยบอกด้วยนะว่า มันจะกลับตัวกลับใจเป็นผู้หญิงดังเดิมก็ต่อเมื่อมีผู้ชายฝรั่งหล่อกระโตกกระตาก (หล่อจนเหล่าชะนีมิสามารถนิ่งเงียบได้) มาจีบ และข้อสำคัญต้องเก้านิ้ว! โธ่เอ๋ย เพื่อนผี คนอะไรจะมีเก้านิ้ว ต้องสิบนิ้วสิถึงจะถูก
ฉันเลิกสนใจและเดินไปทดลองหามจอบไว้บนบ่าสองอัน แต่โอยตาย จอบอะไรทำไมมันหนักแบบนี้ เอาไปทีละมากๆ ก็ไม่ได้ด้วย แต่ฉันอยากกลับบ้านเร็วๆ จะกลับบ้าน!
…
เคร้ง!
ฉันโยนจอบสามอันสุดท้ายลงตรงมุมหนึ่งในห้องเก็บอุปกรณ์การเกษตร เสร็จสักกะที เหลือก็แต่ไปหาเห็ดที่ห้องน้ำ จะได้กลับบ้านไปพักผ่อน ความใจดำของอาจารย์กิติฉันจะจดจำไปจนวันตาย ต่อจากนี้ฉันขอโดดเรียนคาบที่แกเป็นคนสอนทุกอาทิตย์ แกจะต้องเสียดายที่ต้องเสียนักเรียนอย่างฉันไปตลอดกาล ทว่าทันทีที่ฉันเดินออกมาพ้นจากชายคา ฝนที่เพิ่งลงเม็ดก็ตกมากระทบผิวหน้า เมื่อฉันมาถึงหน้าห้องน้ำกลับไร้วี่แววเพื่อนรัก
ไม่…มันคงไม่…หรือ…มันเทฉัน
ฉันควักโทรศัพท์มือถือมาจิ้มๆ ต่อสายหามัน ถ้าจะไม่รอ แกจะนัดฉันทำไม มีเหตุผลอะไรทำไมถึงไม่รอ
“โหลๆ”
“นังตัวดี! แกอยู่ที่ไหน”
“บนมอเตอร์ไซเคิล”
สำเนียงไม่ธรรมดา -_-
“คืองี้นะแม่ยอดชะอม ยอดผักขมของพี่ ถ้าจะโทษไปโทษไอ้เป็ดน้องชายฉันเลย มันมารอรับฉันหน้าโรงเรียน แล้วโทรมาขู่ว่าถ้าฉันออกมาช้าจะทิ้งให้วิ่งตามรถ แกก็รู้ จากโรงเรียนนี้ไปบ้านฉันมันไม่ใช่ใกล้นะโว้ย”
“ใจคอแกนะ ไม่คิดจะโทรมาบอกกันเลย ปล่อยให้เพื่อนยืนดมกลิ่นส้วมเล่นอยู่ได้ วางไปเลย วางไป ฉันจะกลับบ้านเล่า!”
“ก็ลืมอ่ะ น่า ฉันเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปนะน้องนาง พรุ่งนี้เจอกันเนอะ”
สายถูกตัดไปพร้อมกับฉันลดโทรศัพท์มือถือลงจากหู เหวี่ยงกระเป๋านักเรียนไปมาอย่างเสียอารมณ์ นี่คงเป็นความซวยครั้งสุดท้ายของวันนี้! ฉันไม่แกร่งพอจะรับอะไรอีกแล้ว ได้โปรด…
ฉันเดินงุ่นง่านออกจากโรงเรียน ฉันกลับช้ากว่าภารโรงในโรงเรียนอีกมั้งเนี่ย ฟ้ามัวไปหมด ฝนก็ตกลงมาปอยๆ ถึงจะตกน้อยแต่ถ้าไม่รีบจะเปียกเอาได้ สองเท้าฉันเลยเร่งเดินมากขึ้นกว่าเดิมไปตามเส้นทางกลับบ้านอันคุ้นเคย…ผ่านต้นตีนเป็ดต้นแล้วต้นเล่า
ต้นตีนเป็ด หรือก็คือ พญาสัตบรรณ
เวลาเย็น หืม?
เงื่อนไขทั้งสองอย่างอยู่พร้อมหน้ากันแล้วนี่ไง เครื่องราง คัมมอน น น น ฉันเสียเวลารอมามากพอแล้ว ขนาด คสช. ยังยืนยันจะคืนความสุขให้ประชาชน แล้วนายจะไม่คืนความสุขให้ฉันบ้างเหรอะ
ผลุ่บ! ฮุย เครื่องรางมาตามคำเรียกร้องไวอะไรพั่นนี้นิ (สำเนียงใต้ก็มา)
ฉันจ้องเขม็งมองความเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างหลังรั้วเนอสเซอรี่ที่ถูกทิ้งร้างมานานนับปีผ่านสายฝน ชนิดที่ต่อให้บิ๊กแบงทั้งห้าเอากล้ามหน้าท้องมาบังฉันก็พร้อมจะผลักพวกเขาออกไปให้พ้นสายตาโดยไม่ลังเล และเพียงแค่ชั่วอึดใจอะไรบางอย่างที่ว่านั่นก็กระโดดข้ามรั้วมายืนบนพื้นอย่างปราดเปรียว เอ่ะ เครื่องรางมีขาหน้าด้วย? หนำซ้ำขนยังเป็นสีน้ำตาล =O= โธ่เอ๋ย…นี่ไม่ใช่เครื่องรางแล้ว! นี่มันหมา ลักษณะจะจรจัดด้วย! เอา แทยังกลับมาให้ดิฉันนน
… -><-
ทำไมหมาตัวนี้จึงมองกันแบบนั้น ฉันไม่เคยสาดน้ำไล่แกเหมือนที่แม่ค้าขายปลาในตลาดทำ และก็ไม่เคยคิดจะเอาแกไปตุ๋นยาจีนแบบที่คนจีนทำด้วย แกเป็นหมาที่ทุเรศมากรู้มั้ย ถ้าจะเข้ามามุ่งร้ายฉัน
ฉันเริ่มถอยเท้าไปด้านหลัง ฉันมีปมเรื่องหมา ตอนเด็กๆ เคยถูกกัดจมเขี้ยวมาแล้ว สัตว์พวกนี้เวลามันคลั่ง คมเขี้ยวของมันยามกัดกระชากพลังร้ายกาจมากอยากบอก ฉันเจ็บเพราะถูกกัดไม่พอยังไปเจ็บอีกต่อตอนหมอใช้เข็มฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้อีก ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฉันไม่มีทางยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
แต่ยิ่งฉันขยับถอยหลังมากเท่าไหร่ มันก็ย่างสามขุมเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่านั้น พอฉันออกวิ่งมันก็กระโจนตามมาด้วยความเร็วสูง กรี๊ด! หมาทรพี หมาปีศาจ
“โฮ่งๆๆๆ”
เสียงเห่าดังไล่หลัง สี่เท้าของมันยังติดตามฉันมา โวยยย ไม่มีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเองรึไง! นี่ขนาดตอนฉันวิ่งเข้าโค้ง มันยังตามมาได้อย่างเหนี่ยวแน่นไม่ยอมหลุดโค้งไปดั่งที่ฉันหวังไว้ วิ่งให้ตายยังไงก็สลัดมันไม่หลุด ฮั่กๆ
ใครก็ด้าย สักกกคนนน ลากหมาคลั่งนี่ออกไปที
ฉันวิ่งไปน้ำหูน้ำตาไหลไป ความเร็วของฝีเท้าลดลงเรื่อยๆ แล้วอุบัติเหตุไม่รู้จักเวล่ำเวลาก็เกิดขึ้น…!
โดยไม่ได้ล่วงรู้ก่อนหน้า ฉันวิ่งอีท่าไหนไม่รู้สะดุดก้อนอิฐที่มาตั้งอยู่ผิดที่ผิดทางร่างล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนที่ท้ายทอยฉันจะไปกระแทกกับโคนต้นไม้ต้นหนึ่งดังผัวะ!
นั่นล่ะการกลิ้งถึงจะสิ้นสุดลง
หัวฉันมึนไปหมด รู้สึกอีกด้วยนะว่าพื้นที่นอนอยู่มันหมุนๆ ผิดปกติ อย่างกับนอนอยู่บนโต๊ะจีนอย่างไรอย่างนั้น ภาพที่ตาเห็นก็เป็นสีดำสลับขาวราวกับมีใครมากกดสวิตช์ไฟเล่น เดี๋ยวก็เปิดเดี๋ยวก็ปิด
“โฮ่ง!”
เสียงเห่าของหมาดังขึ้นข้างตัว ฉันเห็นเงารางๆ ของสัตว์สี่เท้าตัวหนึ่งกำลังเข้ามาในระยะประชั้นชิด ฉันปิดเปลือกตาลงช้าๆ เตรียมรับแรงขย้ำ ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี…สิบเจ็ดปี…ฉันคงใช้ชีวิตได้เท่านี้
“ไม่มีที่จะนอนหรือยังไง”
ฉันปรือตาเหมือนคนเมาเหล้าขาวมองผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งที่มีช่วงขายาว เขาทอดสายตามองฉันจากมุมบน ส่วนฉันก็แหงนมองเขาจากมุมล่าง แต่ฉันก็ไม่สามารถเห็นหน้าตาของเขาได้ชัดเจน เพราะมันเบลอ ไม่รู้ตาอยู่ตรงไหนจมูกอยู่ตรงไหน ต้องเป็นผลมาจากการที่ท้ายทอยกระแทกของแข็งเข้าอย่างจัง อะไรสักอย่างในหัวฉันจึงเฟือนไป
“ดูดม้ามารึเปล่าฮึ?”
ฉันฟังสิ่งที่เขาพูดไม่ค่อยถนัด เลยค่อยๆ เอื้อมไปจับขาเขาเพื่อพยุงตัวขึ้น ก่อนจะซบหน้าไปที่ชายกางเกงของเขาแล้วขอความช่วยเหลือ
“คุณคะ…ได้…โปรดช่วย…ด้วย หมาตัว…นั้น…มันจะ…”
แผล่บ…เอ๋ อะไรนิ่มๆ เปียกๆ มาโดนแก้ม
แผล่บ
ฉันได้สติต่อเมื่อเห็นหมาตัวที่เพิ่งจะวิ่งไล่กวดฉัน ตัวที่ฉันกลัวไปเองว่ามันจะเข้ามาประทุษร้ายตวัดลิ้นเลียใบหน้าฉันไม่หยุด หางก็กระดิกดิ๊กๆ ไปมาอย่างร่าเริง หา นี่แกมาอย่างสันติ เป็นมิตรงั้นสิ…
“มันจะอะไร?”
ฉันเงยหน้ามองเจ้าของเสียงอีกครั้ง คราวนี้ฉันได้เห็นเขาอย่างชัดเจน ท้องฟ้าหลังฝนพลันทอประกายแสง เมฆดำที่เคยบดบังแสงอัสดงยามเย็นได้เคลื่อนหายไป ลำแสงส่องผ่านช่องโหว่ของใบไม้ราวกับทำสปอตไลท์ให้กับผู้ชายในชุดนักเรียน ม.ปลาย โรงเรียนเดียวกันกับฉัน (ที่อกซ้ายปักตัวอักษร ส.ง. ที่ย่อมาจากสูงสง่าวิทยา)
ครั้นได้เห็นใบหน้าของเขาชัดๆ กรามเด่น… คิ้วเข้มตรง… ผมทรงแสกกลางแบบวัยรุ่นยุค 90 แบบนี้ นี่เขา…คือ…!!! ฉันโยนหมาออกห่างตัวอย่างแรงจนมันตกใจร้องหงุงหงิงวิ่งหนีไป ถอยหลังกรูดไปชนต้นไม้ ใบไม้ร่วงกระจายลงมา
นี่มันอินซูลิน (ผิด) อินเดียแดง (ไม่ถูก) อินซีเดียสล่ะ (ไปหมดละสมงสมอง)
อินทรีย์ต่างหาก!!!
ถ้าฉันบอกว่าหมอนี่คืออินทรีย์คนนั้น ก็อาจสับสนกันว่าอินทรีย์คนนั้นน่ะมันคนไหน เขาเป็นใคร จริงๆ อินทรีย์เป็นคนที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับชีวิตฉันเลย เขาเป็นแค่คนที่มีอิทธิพลต่อโรงเรียน สูงสง่าวิทยาอย่างมากเท่านั้นเอง เริ่มแรกเขาเคยเป็นนักบาสเกตบอลตำแหน่ง SG (Shooting Guard) ของโรงเรียน ความเก่งกาจของเขาเป็นที่เลื่องลือในแวดวงนักกีฬายัดห่วงระดับมัธยม ตามหลักแล้วอนาคตเขาควรไปได้ไกล แต่ด้วยความที่มีนิสัยจองหองและเลือดร้อนอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวทำให้ไปแข่งบาสที่โรงเรียนไหนก็ตีกับนักบาสโรงเรียนนั้น ตีกับเขาไปทั่ว โรงเรียนในละแวกนี้ล้วนเคยทะเลาะวิวาทกับเขามาแล้วทั้งสิ้น เพราะอย่างนั้นทีมบาสของโรงเรียนสูงสง่าวิทยาถึงโดนตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาบาสชิงชนะเลิศในเขต โรงเรียนเราถูกครหาว่าซุ่มสอนนักเรียนให้เป็นนักเลง ไม่มีเด็กจากโรงเรียนไหนอยากคบค้าสมาคมกับโรงเรียนนี้อีกต่อไป คุณงามความดีที่สั่งสมมาหลายสิบปีของโรงเรียนถูกทำลายไม่เหลือดี คำขวัญประจำโรงเรียนที่ว่า ‘สูงสง่าวิทยา กีฬาเด่น นักเรียนเน้นกระทำกรรมดี’ ก็ท่องได้ไม่เต็มปากอีกแล้ว คนที่เกลียดเขามีตั้งแต่นักเรียนที่เทิดทูนสถาบันอย่างแรงกล้า ตลอดจนแม่ค้าขายข้าวยันนักการภารโรง (ฉันก็ไหลไปตามกระแส) แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือพวกสมาชิกในทีมบาสที่เคยยกยอปอปั้นในพรสวรรค์อินทรีย์กลับเกลียดชังเขามากกว่าใคร คงโทษว่าอินทรีย์คือต้นเหตุที่ทำลายช่องทางการเข้าแข่งขันชิงแชมป์ของพวกเขากระมัง หลังจากนั้นอินทรีย์ก็ถูกขับออกจากทีม หันหลังให้กับการเล่นบาส และได้รับสมญานามว่า ‘หมาบ้าแห่งสูงสง่า’ บัดนั้นเป็นเป็นต้นมา
แม่เจ้าโว้ย! วันนี้มันวันอะไรของฉัน ช่วงชีวิตนี้ไม่เคยนึกอยากมีโมเม้นท์อะไรกับคนพรรค์นี้มาก่อน แล้วอะไรดลใจให้ฉันทำบ้าๆ แบบนั้น! เอาหน้าไปแนบกับขาอินทรีย์เนี่ยนะ ซ้ำยังไปเรียกอีตานี่อย่างสุภาพว่า ‘คุณ’ อีก! บ้าไปใหญ่
“เธอ…เด็กสูงสง่าฯ เหมือนกันเหรอะ” เขามองเครื่องแบบนักเรียนของฉันสลับกับของตัวเอง สีหน้าพิศวง “ไม่ยักเคยเห็นมาก่อน”
ฉันเริ่มมึนตึง พูดอีกทีสิ หมอนี่จะบอกว่าฉันดูดาษดื่น ใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนโดยไม่มีอะไรดึงดูดใจให้คนจดจำสินะ ฮ่อ เกินไปหน่อยล่ะมั้ง ในเมื่อนี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เราเจอกัน สมัยอยู่ ม.4 ตอนโรงเรียนมีกิจกรรมเข้าค่ายจริยธรรมฉันได้อยู่กลุ่มเดียวกับเขา เวลากินข้าวก็นั่งหันหน้าเข้าหากันอีก ฉันจำได้แม่นเลยนะว่าวันนั้นเป็นวันที่ฉันไม่เจริญอาหารที่สุดในชีวิต หมอนี่ทั้งเรอเอิ่กอ่าก หัวเราะข้าวในปากกระเด็นลงจานข้าวคนอื่น หนังสือสวดมนต์ที่พระแจกให้ก็เอามารองก้างปลา กระดูกหมู กระดูกไก่ไปตามเรื่อง ทุกคนในที่นั้นต่างเห็นพฤติกรรมของเขา ส่ายหัวไปมาแล้วคงคิดในใจพร้อมๆ กัน ‘โสโครกอะไรเบอร์นี้ อะรี๋!’
และอีกอย่าง เส้นทางกลับบ้านของอินทรีย์ก็ไปทางเดียวกับฉัน บ้านของเขาเปิดกิจการขายสุขภัณฑ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านฉัน เคยเดินกลับพร้อมกันก็หลายครั้ง แต่ไม่มีเหตุผลให้ต้องสนทนากันแค่นั้น เป็นไปได้อย่างไรที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นหนังหน้าของฉันมาก่อน ฉันมันไม่โดดเด่นขนาดนั้นเลยรึยังไง
ช่างสิ! ธุระอะไรต้องไปใส่ใจ เขาจะเคยเห็นฉันหรือไม่เคยเห็น ก็ไม่ทำให้กัปตันยูทิ้งคังโมยอนมาหาฉันได้หรอก น้อยยย ไอ้คนบ้านเปิดร้านขายส้วม!
“เอ แต่ฉันคุ้นหน้านายอยู่นะ…”
“ของมันแน่อยู่แล้ว ถึงจะออกจากทีมบาสแล้ว แต่ชื่อเสียงฉันมันคงโค่นไม่ลงจริงๆ นั่นแหละ…มีใครในโรงเรียนสูงสง่าวิทยาไม่รู้จักฉันบ้าง”
“เจษฎาภรณ์ห้องห้าทับแปดใช่มั้ย!”
“ใช่ ชื่อเล่นของฉันคือติ๊ก จะบ้ารึไง! ถ้านึกไม่ออกก็หุบปากให้สนิทดีกว่า -*-!”
ฉันจงใจหัวเราะเสียงต่ำให้อินทรีย์ได้ยินจากนั้นก็ลุกขึ้นยืน จริงอย่างที่เขาบอก ไม่มีใครในโรงเรียนไม่รู้จักเขาหรอก ปลาเน่าที่ทำให้โรงเรียนสูงสง่าวิทยาเหม็นฉาวโฉ่!
อินทรีย์เค้นหัวเราะตามฉัน แต่สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความอาฆาต นิสัยเสียอีกอย่างหนึ่งของหมอนี่ที่ฉันไปได้ยินมาก็คือความเจ้าคิดเจ้าแค้น เดี๋ยวสักพักต้องหาทางเอาคืนเรื่องที่ฉันทำเขาหน้าหงายแน่ ฉันเลยเลิกสนใจเขาตั้งท่าจะเดินผ่านเขาไปอีกทางเพื่อกลับบ้าน
“เดี๋ยว!”
ไหล่ฉันถูกกระชากให้กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมโดยแรงจนอดระแวงไม่ได้ “อะ อะไรอีก”
“ลืมกระเป๋า”
อินทรีย์ใช้เท้าเกี่ยวกระเป๋าฉันที่ตกอยู่ตรงปลายเท้าขึ้น สาบานว่าพูดจริง ฉันเห็นแบบนั้นจริงๆ เขาหยิบมันด้วยมืออีกต่อหนึ่งแล้วผลักใส่หน้าอกฉันดังปั่ก!
…ไอ้ เขามันถ่อยที่สุดเลย ในนั้นมีหนังสือเรียนฉันนะเฮ้ย โบราณห้ามไว้ว่าอย่าเดินข้ามหนังสือหนังหามันจะทำให้โง่ แต่นี่เขา…เขา….ใช้เท้าทำแบบนั้นได้ยังไงกัน!!!
“สมองคนเราจะกลวงได้สักแค่ไหนกันเชียว” เขาทอดถอนหายใจพรางเหล่ตามองฉัน “ถึงจะจำชื่อฉันสลับกับไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้ แต่ของสำคัญแบบนี้เธอก็ไม่ควรจะลืมทิ้งเอาไว้”
อินทรีย์ก้าวเข้ามาเอานิ้ววนรอบหัวฉัน “อย่าให้มันเกินขีดจำกัดนักน่า”
ทิ้งท้ายเสร็จแล้วตัวเขาก็เดินลิ่วๆ จากไป ทิ้งฉันให้ยืนงงงวยเพราะไม่เข้าใจในคำพูดเมื่อสักครู่ โธ่ ไอ้บ้า! ถ้านายอยากจะพูดอะไรก็พูดมาตรงๆ ดีกว่า พูดจากำกวมแบบนี้ให้ได้อะไร ไม่มีใครในโลกฟังเข้าใจหรอกเว้ย
ฉันมุ่นหัวคิ้วมองแผ่นหลังของอินทรีย์ที่ค่อยๆ ห่างออกไป พลันมีใบไม้ร่วงหล่นลงมาผ่านหน้า และเมื่อฉันหยิบมันขึ้นมาดู…ลักษณะใบแบบนี้นี่มันใบของต้นตีนเป็ดนี่นา ฉันไล่สายตามองต้นไม้ขนาดกลางต้นนี้ก่อนจะพยักหน้ากับตัวเอง เออแฮะ ฉันยืนอยู่ใต้ต้นตีนเป็ดจริงๆ ด้วย…
ตีนเป็ด…ต้นตีนเป็ดงั้นเหรอ…
…
มีสิ่งชั่วร้าย…เงาดำมืดกำลังโอบล้อมตัวหนูอยู่นะ…
น้าทำนายว่าหนูจะได้พบเจอกับชายคนหนึ่ง ในช่วงเย็นย่ำ ใต้ต้นพญาสัตบรรณ หนูจงจำเอาไว้ว่า ผู้ชายคนนั้น เขาเป็นเครื่องรางของหนู…
ตะ….ตอนเย็น…เจอผู้ชาย…อินทรีย์…ใต้ต้นตีนเป็ด ต้นตีนเป็ดหรือก็คือพญาสัตบรรณ! คุณพระ!! คุณพร๊ะ!!!
เครื่องรางของหนู…
เครื่องรางของหนู…
…
ม่าย ย ย ย ย ย ย
ฉันปิดหู กระโดดๆ ขับไล่เสียงคำทำนายจากชายเร่ร่อน อยากเอาหัวโขกถนนให้รู้แล้วรู้รอด!
เครื่องรางของหนูโน่น ไม่ใช่ของฉันสักหน่อย!
“หนูแอนจริงด้วย! ขึ้นมาสิลูก เดี๋ยวป้าแวะส่ง”
ป้าแมวเพื่อนบ้าน ขับรถกระบะมาจอดเทียบแล้วเลื่อนกระจกยื่นหน้าออกมาชวนฉันที่กำลังคลุ้มคลั่งให้ขึ้นรถไปด้วยกัน ถ้าเป็นวันอื่นฉันคงดีใจ รีบกระโดดขึ้นรถด้วยความยินดี แต่วันนี้ เวลานี้ฉันอยากอยู่คนเดียวววว ฉันไม่ตอบอะไรป้าแมวแกแม้เพียงครึ่งคำ วิ่งหน้าตั้ง วิ่งให้พ้นจากความจริง วิ่งและวิ่ง
อินทรีย์…หมอนั่น…อาจจะ…เป็นเครื่องรางตามคำทำนาย?!?
(ได้โปรดติดตามตอนต่อไป)
โอ๊ยตลก
สมัยเรียนเราก็มีเพื่อนทอมอยู่คนนึง นิสัยคล้ายๆ เห็ดนี่ล่ะค่ะ (แต่มันตัวเตี้ยนะ ทอมแคระ)
สูๆ นะคะ เราคนนึงล่ะรอตอนต่อไปอยู่
น่ารักมากๆอยากอ่านตอนที่2แร้วววววววว
ตลกกกก
บอกได้แค่ว่าตลกกกกก
ชอบทั้งนางเอก พระเอก
มีเรื่องเดียวที่แนะนำคือระวังใส่มุกเยอะเกินไปจนมันเกร่อ แบบว่าเว้นบ้างก็ได้ ให้คนอ่านมีช่องว่างหายใจหน่อย ส่วนมากมุกมันตลกนะ แต่การวางให้ถูกจังหวะ และจำนวนที่วางมุกก็สำคัญเหมือนกัน
รออ่านตอนต่อไปนะ ชอบพระเอกอ่ะ เถื่อนนนนนน
คาเร็กเตอร์ของเห็ดนี่เราก็เอามาจากเพื่อนทอมของเราจริงๆค่ะ ขอบคุณมากเลยมันเป็นกำลังไตที่ดีงาม ขอบคุณมากจริงๆค่ะ @ความคิดเห็นที่123
คุณความคิดเห็นที่4 นี่หน้าคุ้นๆ นะคะ @supattraparty
ทั้งรักทั้งเกลียดนางเอก แต่ละอย่างในความคิดโคตรฮา
ขำมากตอนจะถามน้าคนนั้นว่าต้นตีนเป็ดเป็นยังไง 55555555
ทำไมเป็นคนแบบนี้ ตอนคุยกับยัยเห็ดก็ฮา คือหาเพื่อนได้เหมาะกันมาก
พี่อินทรีย์ก็มีความกวนติงอยู่ไม่น้อย เหมาะ
ฮือออ ชอบบบ ไปอ่านตอนสองก่อนนน