‘เขา’ คือเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายที่มาปรากฏตัวต่อหน้า ’เธอ’ ภายใต้เงื่อนไขตามคำทำนายของชายเร่ร่อน
6
เขาไม่ได้ยินใช่…หรือไม่
เช้านี้…ฉันไม่เดียวดาย
ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาโดยมีความสะโหลสะเหลอยู่เคียงข้างกาย เมื่อคืนฉันนอนไม่พอ หรือถ้าจะว่ากันตามจริงก็คือนอนไปแค่สองชั่วโมง สองชั่วโมงเท่านั้น…ค่าเท่ากันกับไม่ได้นอน
ฉันมักเป็นแบบนี้เสมอเวลามีเรื่องหนักอกหนักใจ จนแล้วจนรอดฉันก็เสียดายมะเร็งเนื้อร้ายก้อนนั้นจนได้ มาตอนนี้ฉันเฝ้าแต่ถามตัวเองทั้งในขณะหลับและขณะตื่น…ฉันทำอะไรลงไป
ช่างมันแอน…ช่างมัน หยุดโทษตัวเองเถิด! เรื่องมันผ่านพ้นไปแล้ว อย่าไปจมจ่อมอยู่กับมัน กลับสู่ปัจจุบันดีกว่า มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ตัดปัญหาเรื่องเบิร์นไปได้ และก็ไม่ต้องคอยพะว้าพะวังว่าคนทั้งโรงเรียนจะมองเราเป็นปรปักษ์เมื่อไหร่ มันก็ดีไปอย่างไม่ใช่รึไง
“นั่นแกเป็นอะไร นิ่งๆ ก็หัวเราะขึ้นมา”
ฉันไม่ตอบแม่ แต่ยกแก้วกาแฟขึ้นซดย้อมใจ ถึงแม้ว่าแม่จะร้องห้ามว่า มันไม่ดีต่อสุขภาพนะ! ยิ่งดื่มก็ยิ่งติด! ก็แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าไม่พึ่งกาแฟมีหวังนั่งสัปหงกในคาบเรียนแน่ แม่มั่นใจเหรอว่าจะยอมรับผลการเรียนที่ตามมาในอนาคตได้
“ว่าแต่แกไม่สบายรึเปล่า สีหน้าดูไม่สู้ดีเลย”
แม่ว่าพลางเอามือมาคลำที่หน้าผากและต้นคอของฉัน
“เอ๊ะ แต่ตัวไม่เห็นร้อนนี่…”
“จะร้อนได้ยังไง ก็หนูไม่ได้เป็นอะไรแม่”
”แต่หน้าแกซีด ขอบตาก็ดำคล้ำ แม่ว่ามันไม่ปกติ แกอาจจะป่วยภายในก็ได้ ไม่ได้การ! แกรอแม่อยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งไปเรียนล่ะ เข้าใจนะ!”
แม่กุลีกุจอไปเอาเก้าอี้มาต่อตัวขึ้นไปค้นอะไรไม่รู้ กุกๆ กักๆ บนหิ้งพระ ฉันหวาดเสียวเป็นกำลัง รู้สึกโล่งใจที่แม่ลงมาได้อย่างปลอดภัยพร้อมขวดน้ำซึ่งรอบนอกฝุ่นเขรอะในมือ
“นี่คือน้ำมนต์เก้าวัด”
“น้ำมนต์เก้าวัด…ไม่นะ! ที่แม่ได้มาจากเกจิอาจารย์ชื่อดัง ตั้งแต่ตอนหนูอยู่ประถมน่ะเหรอ!”
“ความจำแกนี่ดี ไม่เสียแรงที่ขุนให้กินน้ำมันตับปลาตั้งแต่เด็กๆ ใช่ ประเดี๋ยวแม่จะรินใส่แก้วให้แกดื่ม…”
โอย ไม่เอา แม่หาทางกำจัดฉันทางอ้อมเพื่อจะได้เซฟค่าใช้จ่ายภายในบ้านหลังนี้ใช่มั้ย ก็จำได้นะว่าทุกครั้งที่ฉันป่วย แม่ก็จะเอาน้ำมนต์มากวัดนี่มาลูบหน้าลูบตา พรมหัวให้ แต่ไม่เคยถึงขั้นที่ฉันต้องดื่มกินเลยสักครั้ง (บ้านฉันไม่เคยพึ่งยาปฏิชีวนะจากโรงพยาบาลหรือคลินิกค่ะ การรักษาจะเป็นไปตามความเชื่อและความศรัทธาของแม่ล้วนๆ รู้แล้วใช่มั้ย ฉันได้เชื้องมงายมาจากใคร) สภาพฉันมันคงหนักหนามากจริงๆ
“แม่อยากเห็นหนูล้มหมอนนอนเสื่อเหรอ”
“ลูกคนนี้! น่าหนีบให้ขาเขียวนัก น้ำมนต์เก้าวัดนี่ไม่ได้ได้มาง่ายๆ แกก็คิดเอาแล้วกันว่าจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน รักษาได้ทุกโรค แกจำป้าวันดีเพื่อนเรียนของแม่ที่เคยมาเที่ยวบ้านเรา ถือไม้เท้าสามขาได้มั้ย ป้าวันดีแกเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม แม่ก็แบ่งน้ำมนต์นี่ล่ะให้ไป แล้วดูสิ จากเดินเหินเองไม่ค่อยได้ ตอนนี้เป็นไง วิ่งเล่นกับพวกหลานๆ เหลนๆ ฉิวแล้ว”
ต่อให้วิเศษขนาดไหน หัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่ดื่ม
“น่า…สักอึก สองอึก จะเป็นอะไรไปเล่า”
ฉันคว้ากระเป๋ามาสะพาย ก้าวยาวๆ ออกจากบ้าน ปล่อยให้แม่ยืนเต้นก๋าอยู่กลางบ้านด้วยความขัดใจ
“เด็กหัวแข็ง! กลับมาจากโรงเรียนแล้วแกต้องดื่มนะ! ได้ยินที่แม่พูดรึเปล่า!”
กล่าวอ้างจากประสบการณ์ตรง การพักผ่อนไม่เพียงพอมีผลต่อการดำเนินชีวิตมากกว่าที่คิดไว้ ฉันสามารถยืนโงนเงนได้ทั้งๆ ที่กำลังสวดบทแผ่เมตตาในแถวอยู่ คิดดู ขนาดดื่มกาแฟช่วยไปแล้วนะ
แถวหน้าเสาธงวันนี้ ฉันไม่เห็นแม้กระทั่งเงาอินทรีย์ เอเคอร์เพื่อนของเขาก็ด้วย ทั้งคู่หายไป นี่มันอย่างกับเป็นส่วนหนึ่งในละคร เมื่อทะเลาะกัน ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะหายไปจากชีวิตของอีกฝ่าย แต่ฉันไม่ได้อยากให้เขาหายไปสักหน่อย ไม่ต้องเข้ามาใกล้ฉันเหมือนก่อนหน้านี้ก็ได้ แต่ให้ฉันได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาก็ยังดี
ฉันไม่รู้จริงๆ ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่เขาเป็นเพียงแค่หมาบ้าแห่งสูงสง่าในสายตาของฉันเท่านั้น การใส่ใจว่าเขาจะคิดยังไง รู้สึกยังไงกับการกระทำของฉัน มันจะไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ตอนนี้อะไรๆ มันเปลี่ยนไปแล้ว
“ลูกบาส! ช่วยเก็บลูกบาสให้หน่อย”
ฉันก้มมองลูกบาสที่กลิ้งหลุนๆ ลอดใต้หว่างขาไป กีฬาประเภทนี้สินะที่เขาทำมันได้ดี…แค่เห็นลูกบาสก็พานให้นึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวเขา…
“ดูคนเราทำดิ ทำไมเธอถึงไม่หยุดมันเอาไว้วะ!” ผู้ชายห้องฉันบ่นเป็นหมีกินผึ้ง เห็ดเดินเข้ามาเพราะเป็นห่วงในอาการคล้ายคนละเมอเพ้อพกของฉัน
“มีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตแกเหรอ?”
“เปล่า…ฉันเพียงแต่นอนไม่พอเฉยๆ…” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงเฉื่อยเนือย เกรงว่าเห็ดจะถามอะไรเพิ่มเติมจึงฉวยลูกบาสข้างตัวไปชูตเล่นสะเปะสะปะ
อย่างที่คิดเลยค่ะ เรากำลังอยู่ในคาบวิชาบาสเกตบอล ประเดิมคาบแรกด้วยบาสเกตบอล -_- ใครเป็นคนจัดตารางสอนนะ เอาคาบเรียนที่เป็นกีฬาเสียเหงื่อมาอยู่คาบแรก นี่กะจะให้นักเรียนนั่งทนเหม็นกลิ่นตัวกันตั้งแต่เช้าจรดเย็นเลยใช่มั้ย แทนที่จะให้มันไปอยู่คาบท้ายๆ จัดได้ไม่คำนึงถึงความทุกข์ทรมานของผู้เรียนเลย นี่มันอารมณ์เดียวกับตอนฉันอยู่ ม.ต้น ที่เขาจัดให้มีเรียนว่ายน้ำในวันที่ต้องใส่ชุดยุวกาชาดมา พอจินตนาการออกมั้ย ว่ากว่าจะใส่ กว่าจะถอด มันหลายขั้นตอนเพียงใด
“เอ็กซคิวมี เพื่อนๆ! ช่วยมารวมตัวกันตรงนี้หน่อยจ้า!”
หัวหน้าห้องของเรากล้าดีอย่างไรตะโกนข้ามหัวอาจารย์เป็นแม่ค้าขายกับข้าวอย่างนั้น อ้อ อาจารย์แกแน่บไปไหนแล้วนี่เอง ยัยตู้เพิ่งกลับจากหารือเรื่องกิจกรรมกับหัวหน้าห้องห้องอื่นๆ มา เรียกรวมพลแบบนี้ ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญอะไรจะแจ้ง ก็คงอยากยืมมือเหล่าลูกห้องไปช่วยงานอะไรสักอย่างอีกตามเคย
“สัปดาห์หน้าในคาบประชุมระดับของชั้นเรา จะมีการแข่งขันประจำปีที่ทุกคนน่าจะรู้จักดี ราชาและราชินีลมกรด!”
พุทโธ่ ไอ้การแข่งวิ่งบ้าๆ บวมๆ ที่กำหนดให้นักเรียนชั้น ม.5 ทุกห้องส่งตัวแทนหญิงชายเข้าไปประลองความเร็ว ชิงเงินรางวัลมูลค่าสองพันบาทที่ยังไม่พอสำหรับจะเลี้ยงหมูกระทะคนทั้งห้องด้วยซ้ำนั่นน่ะเหรอ และผู้ที่ชนะก็จะได้รับการเรียกขานว่าราชาหรือราชินีลมกรดตลอดทั้งปี เมื่อก่อนฉันเคยมองว่ามันตลกมาก ตอนนี้ก็ยังมองแบบนั้นอยู่
“ทีนี้เราอยากทราบว่า…ใครยินดีรับอาสาเป็นตัวแทนห้องเข้าไปแข่งบ้างจ๊ะ ขอหญิงหนึ่งคน ชายหนึ่งคน”
ฉี่…
“ให้ความร่วมมือกันดีมาก! ถ้าอย่างนั้นเอาแบบนี้แล้วกัน ให้เสนอชื่อคนที่เราคิดว่าเหมาะสม เป็นไง”
ค่อยมีเสียงนั่นเสียงนี่ขึ้นมาหน่อย ฉันได้แต่ยืนหลับใน ไม่หือไม่อืออะไรกับเค้า รอสรุปท่าเดียว
“ผู้ชายเราขอเสนอให้เป็นบรรจงนะ หน่วยก้านดี เป็นนักกรีฑาอยู่แล้วด้วย”
“เฮ๋ยยยย เห็นด้วย บรรจง นายคิดเห็นยังไง”
“ก็…ก็ได้นะ เพื่อห้อง”
“น่ารักสุด! ตกลงว่าฝ่ายชายเราได้บรรจงนะ เหลือก็แต่ฝ่ายหญิง…”
“แอนไง แอน!”
ฉันถลึงตาใส่คนข้างตัว นั่งกินข้าวด้วยกันทุกวันแท้ๆ มันยังทำกันได้ลง เห็ดหัวเราะคิกคัก พิโธ่เอ๊ย ไม่มีใครเห็นด้วยกับแกหรอก ขอเอาหัวเป็นหลักประกันเลยว่าทุกคนจะต้องคัดค้าน…
“เพอร์เฟ็ก! นี่รู้มาเหมือนกันว่าแอนก็ชอบวิ่งออกกำลัง น่าจะมีความพร้อมกับการแข่งขันนี้ไม่มากก็น้อยนะ”
ม่าย ย ย ย… อย่าเป็นแบบนี้ ฉันชอบวิ่งออกกำลังกายก็จริง แต่ก็วิ่งแบบเหยาะๆ ไม่ได้แข่งกับใคร มันต่างกัน อีกอย่างการแข่งขันมันต้องอาศัยความเร็วนะ
“คือ…ความจริงเราเลิกวิ่งมาได้พักใหญ่ๆ แล้วล่ะตู้ เราคงไม่สามารถ…”
“เอาแอนนี่แหละ! ทุกคนก็เห็นใช่มั้ย แอนชอบเป็นม้าเร็วเดินเอกสารให้อาจารย์จะตาย”
นั่นเป็นเพราะอาจารย์ดีแต่ใช้ฉันต่างหาก! ฉันมองคาดโทษยัยสาวนุ้ย น้ำกำลังจะใสอยู่แล้วแต่แม่คุณดันมากวนให้มันขุ่น!
“เอ่อ เราว่าเราไม่…”
“ช่วยห้องสักครั้งเถอะนะแอน…การประกวดห้องเรียนดีเด่น สามัคคีดีเด่น เราก็แห้วมันมาตลอด ให้เราได้มีลุ้นกับการแข่งขันอะไรบ้างเถอะ…นะจ๊ะ” ตู้ดึงมือฉันเข้าไปกุมแล้วมองกันด้วยสายตาเว้าวอน คิดว่าลูกอ้อนจะช่วยอะไรได้สินะ
“แข่งๆ ไปเหอะว่ะแอน หัวหน้าห้องอุตส่าห์ขอร้องถึงขนาดนี้แล้ว”
“นั่นน่ะสิ ฉันไม่เห็นว่าจะมีใครเหมาะไปกว่าเธออีกแล้ว เธอกับบรรจงคือความหวังเดียวของพวกเรานะ”
เกิดอุปทานหมู่ดังระงี่ คนพวกนี้ไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นการกดดัน แล้วฉันจะทำกระไรได้ นอกเสียจาก…
“ก็…ได้…” กัดฟัน
“เฮ!!!”
ก็เคยบอกแล้วไง…ฉันปฏิเสธคนไม่เป็นค่ะ
“เพราะแกคนเดียวเลยไอ้เห็ด เพราะแก! ฉันถึงต้องตกที่นั่งลำบาก!”
“หยุดตีโพยตีพายได้มั้ย แกก็สำเร็จโทษฉันด้วยเข่าไปตั้งหลายทีแล้วนี่ เจ๊ากันได้แล้วน่า”
ไม่เจ๊าด้วยว้อย แกแกล้งฉันจนได้เรื่องเลยเห็นมั้ย ที่ฉันต้องเป็นตัวแทนห้องลงแข่งราชินีลมกรดก็สืบเนื่องมาจากแก! แล้วถ้าโชคช่วย ฉันเกิดวินขึ้นมา…มิต้องได้ยศฐาราชินีลมกรดลมตดนั่นมาเรียกแทนชื่อจริงหรอกเหรอ ต๊าย ขายหน้าวันละห้าเบี้ย
ว่าแล้วก็เอาหัวพิงกระจกอย่างสลด ตอนนี้เราอยู่ในห้องน้ำชาย เอ้ย หญิง แรกๆ ก็ว่าจะแค่มาล้างหน้าล้างตา ชำระคราบเหงื่อไคลก่อนเข้าเรียนคาบถัดไป แต่ไม่รู้เป็นไงมาไงถึงมาทะเลาะเบาะแว้งกันในห้องน้ำเสียได้
“ฉันจะทำยังไงดี…”
“ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรเลยแม่ยอดตำลึงของพี่ แค่หลับหูหลับตาวิ่งไป”
“แกไม่เห็นสายตาแห่งความคาดหวังที่ทุกคนส่งผ่านมายังฉันรึไง พวกนั้นต้องการให้ฉันกำชัยกลับมาสู่ห้อง”
“งั้นก็ลองไปถามเครื่องรางมนุษย์ของแกเป็นไง”
“ถาม…เครื่องรางมนุษย์…ของฉัน…?”
“ใช่ ไปถามเคล็ดลับหมอนั่น ว่าทำยังไงให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้รวดเร็วปานสายลม แกจำไม่ได้เหรอ เมื่อก่อนตอนเขาลงแข่งบาส ฝีเท้าเขาว่องไวขนาดไหน อย่าว่าแต่ฝ่ายตรงข้ามตามเขาไม่ทันเลย กระทั่งเงาก็ตามเขาไม่ทัน”
เห็ดไม่น่าแนะนำอะไรแบบนี้ให้ฉันได้ยินเลย มันทำให้ความซึมกะทือหวนกลับมาอีกครั้ง ฉันเกือบจะดีขึ้นแล้วเชียว กลับกลายเป็นก้าวถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของความรู้สึกอีก
“ฉันไม่มีเครื่องรางอีกต่อไปแล้ว…”
“เหม่ อย่ามาอำกันเสียให้ยาก น้ำหน้าอย่างนี้น่ะเหรอจะกล้าแหกกฎสวรรค์”
“จริง”
“ทำไมวะ? หรือเพราะเบิร์น แกกลัวพ่อยัยนั่นใช่มั้ย โธ่!”
“มันพังด้วยตัวของฉันเอง ไม่โทษใครหรอก”
ถ้าตอนนั้นฉันไม่ผลีผลาม ไม่ปล่อยให้ตัวเองทำไปตามใจ ตามอารมณ์เดี๋ยวนั้น ความสัมพันธ์ที่กำลังก่อเกิดไปในทางที่ดีระหว่างฉันกับอินทรีย์คงไม่ล้มไม่เป็นท่าอย่างนั้น
“บอกฉันได้รึเปล่า…แกทำมันพังยังไง”
“เฮอ…ฉันระเบิดอารมณ์ใส่อินทรีย์ บอกว่าการที่เขาเข้ามาช่วยฉันจากสถานการณ์หน้าสิวหน้าขวานต่างๆ เป็นเรื่องน่ารำคาญ”
“หมาบ้าไม่ต่อยหน้าแกให้หงายนี่ก็บุญนักหนาแล้วนะ”
“ฉันคงรู้สึกดีกว่านี้หากเขาต่อยฉัน…”
“ขนลุกขนพองแล้วเนี่ย! แกหัดแคร์หมาบ้าแห่งสูงสง่าตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”
“ฉันเองก็ยังสับสนอยู่เหมือนกัน อาจเป็นตอนที่ฉันเริ่มแน่ใจว่าเขาเป็นเครื่องรางตามคำทำนายกระมัง…”
ปัง!!!
อำนาจพระพุทธคุณช่วยลูกด้วย! อะ อะ อะไรกัน! เกิดเหตุลอบยิงงั้นเหรอ!?! เห็ดร้องหาพระเจ้า ฉันหมอบลงต่ำเพื่อรักษาชีวิต ระดับสายตาตรงกับรองเท้าเงาวับคู่หนึ่ง และเมื่อค่อยๆ ช้อนตาขึ้นมอง…
“ไหนพูดใหม่อีกทีซิ…ใครเป็นเครื่องรางตามคำทำนายของใคร?”
ฉันอยากร่ำไห้ออกมาเดี๋ยวนั้น! รู้สึกเหมือนเส้นดวงชะตากำลังแกว่ง
เบิร์นตบเท้าเข้ามาใกล้พวกเรา ฉันกับเห็ดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จู่ๆ ประตูห้องส้วมที่เหลืออยู่ก็ถูกถีบออกมา เผยให้เห็นโฉมหน้าของบรรดาพรรคพวกเบิร์นอีกสี่คน นี่ก็แปลว่าพวกนางแอบฟังเราอภิปรายกันในห้องส้วมตั้งแต่ต้นเลยใช่มั้ย ดิฉันหมดแรง…ลมจะจับสองพักสามพัก ฉันควรจะรอบคอบให้มากกว่านี้ ไม่น่าสะเพร่าเล้ย
“ว่ายังไงเล่า!”
ฉันหดคออย่างหงอๆ แม่ไม่ได้สอนให้ฉันโตมาเป็นคนไม่สู้คนแบบนี้นะ แต่การสงบเสงี่ยมเจียมตัวยามอยู่ต่อหน้าลูกสาวราชาเงินกู้นอกระบบเป็นวิถีของคนฉลาด ลองให้แม่นี่เป็นลูกชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปดูสิ แม่จะถกแขนเสื้อ ยกไหล่ ด่าแปร๋นๆ ให้ แค่แอบฟังคนอื่นคุยกันนี่ก็ถือว่ามารยาททรามเอาการแล้วนะ ยังมีหน้ามาละลาบละล้วงเค้าอีก
“…เครื่องรางตามคำทำนายอะไร เธอฟังผิดแล้ว ฉันถามเห็ดว่าเครื่องในผัดกับหอยลายได้รึเปล่าต่างหาก”
“เธอคิดว่าตัวเองกำลังหลอกใครอยู่?”
“อย่าทำแบบนี้เลยเบิร์น มันเป็นเรื่องส่วนตัวของไอ้แอนมันนะ…”
“ก่อนจะแส่เรื่องของคนอื่น ไปค้นหาเพศของตัวเองให้เจอก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นถ้ายังอยากเข้ามาสอด ก็จะไม่ว่ากัน”
“อ้าว ฉันพูดกับเธอดีๆ นะ ทำไมต้องเหยียดเพศกันด้วย”
เห็ดตั้งท่าจะเอาเรื่อง แต่ถูกยับยั้งโดยฉัน อย่าทำอะไรวู่วามเลยฉันขอร้อง ช่วยรักตัวกลัวตายด้วย แกเป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าพ่อเบิร์นเป็นราชาเงินกู้นอกระบบ ดอกเบี้ยโหดร้อยละ 50 ทรงอิทธิพลที่สุดในชุมแพและได้แผ่ขยายอำนาจมาถึงที่นี่ เดี๋ยวก็ได้โดนพวกหมวกกันน็อคตามประกบยิงหรอก
“ฉันจะไม่ก้าวก่ายเลย ถ้าในบทสนทนาของพวกเธอไม่มีชื่ออินทรีย์อยู่ มันยังไงแน่ เครื่องรางตามคำทำนายนั่นน่ะ เล่ามาให้ละเอียด ถ้าพูดง่าย ก็จะไม่มีใครต้องเจ็บตัว เธอก็เห็นว่ากำลังคนของฉันมีมากกว่าตั้งเท่าหนึ่ง”
พวกของเบิร์นเริ่มมีการเคลื่อนไหว วอร์มอัพร่างกายกันเพื่อขู่ขวัญและมันได้ผล ฉันดึงเห็ดถอยห่างออกมา ภายในใจหวั่นวิตก ไม่…ฉันเล่าไม่ได้ จะให้ฉันไว้ใจ เผยเรื่องสำคัญกับผู้หญิงที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยพิษสงอย่างนี้เหรอ ไหนจะพวกลูกสมุนนั่นอีก มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องมันจะไม่แดงออกไปถึงหูคนนอก ความน่ากลัวของปากต่อปากมีพลังทำลายล้างสูงกว่าที่ใครจะตระหนักถึงนะ
“ไม่”
“เธอกำลังตัดสินใจผิดนะ”
“ฉันมีเหตุผลที่เล่าไม่ได้ ดังนั้นถึงเธอจะฆ่าฉันให้ตาย ฉันก็เล่าไม่ได้จริงๆ”
“เธอไม่รู้จริงสักหน่อย ว่าความตายที่แท้จริงน่ะมันเป็นยังไง”
ชั่วกระพริบตา เบิร์นโผเข้ามาขย้ำคอฉัน เห็ดจะเข้าช่วยแต่ถูกพวกของเบิร์นสกัดไว้
“หยุดทำบ้าๆ กับเพื่อนฉันนะ!”
“จำไว้นะ คนอย่างฉันอยากรู้อะไรย่อมต้องได้รู้! ฉันจะใจดีให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเอาจริงเล่ามา!!!”
ฉันต้องได้ข้ามแม่น้ำแห่งชีวิตแน่ ถ้าเบิร์นไม่คลายมือออกเสียก่อน ฉันงอตัวไอน้ำหูน้ำตาไหล ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก คุณพระคุณเจ้า มองผาดๆ ขนาดตัวแม่นกกระสานี่พอฟัดพอเหวี่ยงกับฉันแท้ๆ แต่พอเอาเข้าจริง กำลังวังชาเบิร์นมีมากกว่าฉัน หรือขนาดของใจก็สำคัญ เพราะฉันใจไม่สู้กระมังถึงได้กลายเป็นลูกไก่ในกำมือ แต่…ต้องทำกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ
“พ่อเป็นราชาเงินกู้นอกระบบแล้วไง?”
“เธอว่าอะไรนะ!?”
“คิดว่าใหญ่จนสามารถทำอะไรก็ได้อย่างนั้นเหรอ บังคับขู่เข็ญคนอื่นเอาตามอำเภอใจโดยไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี คนอย่างนี้มันสมควรเหรอให้ฉันยำเกรง” ฉันเอ่ยออกมาคล้ายปรารภกับตัวเอง แต่มันก็สามารถทำให้เบิร์นโกรธจัดจนหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำได้
“เธอเบื่อชีวิตแล้วรึไงถึงได้พูดแบบนี้กับฉัน”
ฉันหัวเราะเสียงเย็น
“ไม่คิดว่ามันไร้สาระไปหน่อยเหรอ เธอชอบอินทรีย์ ก็ชอบให้มันมีสติหน่อยสิ มาหาเรื่องฉันซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่ทำไม”
“เธอกล้าพูดออกมาได้ยังไงว่าไม่รู้อีโหน่อีเหน่! ที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องของเขากับผู้หญิงรายไหนเข้าหูฉันมาก่อน เธอคือรายแรก! จะไม่ให้ฉันระแวงเธอยังไงไหว สวยอย่างฉันตามตอแย เขายังเฉดหัวไล่ตั้งไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ มันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนอย่างฉันหากแพ้ให้ผู้หญิงหน้าตาดาษดื่นอย่างเธอ! ถ้าอยากให้ฉันปลดระวังจากเธอ เธอก็ต้องคายเรื่องเครื่องรางนั่นมา อธิบายให้ฉันเข้าใจสิว่ามันไม่ได้มีอะไร!”
“ก็เพราะมันไม่มีอะไร ฉันถึงไม่จำเป็นต้องอธิบายไง”
“พวกแกสี่คน!!!” เบิร์นออกคำสั่งคนใต้อาณัติตัวเองเสียงกึกก้องไปทั่วห้องน้ำ
“ว่ายังไงเบิร์น”
“ลากตัวพวกมันสองคนตามฉันมา”
นั่นเป็นโทนเสียงที่เย็นเยือกที่สุด ฉันกับเห็ดถูกคนของเบิร์นลากออกจากห้องน้ำ มุ่งเข้าสู่เขตป่าหลังโรงเรียน ซึ่งหากคิดอยากฆ่าคนแล้วอำพรางศพก็สามารถทำได้โดยง่าย แต่เธอไม่ทำอย่างนั้นใช่มั้ยเบิร์น
ตุ้บ
ฉันกับเห็ดถูกทุ่มลงไปในกอไมยราบ ถ้าคุณรู้จักพืชชนิดนี้ คุณจะรู้ดีว่าหนามของมันแหลมคมเพียงไร เราสองคนทะลึ่งขึ้นมาสุดตัว ก่อนที่เห็ดจะส่งเสียงเอะอะ
“ไอ้แอน! ดูข้างหลังพวกเราสิ!”
“อะไร…ตาเถร!”
ครั้นได้เห็นหลุมลึกที่อยู่ด้านหลัง รวมไปถึงสิ่งที่อยู่ก้นหลุม ฉันก็ร้องอุทานคำที่แม่มักใช้ในยามตกใจออกมา ในอดีตมันคงเคยเป็นหลุมกับดักที่เอาไว้ใช้ดักสัตว์มาก่อน เพราะฉันเห็นโครงกระดูกของสัตว์นานับไม่ถ้วนอยู่ในนั้น ดีแค่ไหนแล้วที่มันเป็นกระดูกของสัตว์ ไม่ใช่ของคน… ตอนเข้ามาเรียนที่นี่ใหม่ๆ เคยมีคนบอกฉัน เมื่อสักเจ็ดสิบปีที่แล้วโดยประมาณ ก่อนก่อสร้างโรงเรียน พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นป่าที่มีสัตว์ชุกชุมที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ ท่าทางจะมีมูลความจริง
“นั่นเป็นหลุมที่พรานป่าสร้างเอาไว้”
ฉันหันไปมองเบิร์นอย่างไม่ไว้ใจ “เธอคิดจะทำอะไร”
“อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเธอนะ จับมันสองคนแยกกัน เอาตัวคนที่เป็นทอมไปไว้ตรงนั้น” เบิร์นชี้นิ้วออกคำสั่งอีกครั้ง
ฉันพยายามต่อสู้ดิ้นรน แต่แรงเดียวหรือจะสู้สองแรง ฉันถูกควบคุมตัว ส่วนเห็ดถูกนำตัวไปยังปากหลุม
“ฉันจะจับเพื่อนของเธอโยนลงไปในหลุมนั่น ถ้าเธอยังปากหนักไม่ยอมเล่าเรื่องเครื่องราง หลุมลึกขนาดนั้น คิดว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้มั้ย?”
นี่เบิร์นใช้เห็ดเป็นเครื่องมือต่อรองงั้นเหรอ ทำเกินไปแล้ว ฉันไม่เคยคิดอยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิตใคร เนื้อสัตว์ใหญ่ฉันก็ไม่กิน ซองผ้าป่ามาคราวใดฉันก็ใส่ให้ตลอด ทำไมยังซวยอยู่อีก ซ้ำคนรอบข้างยังมาตกกระไดพลอยโจรไปด้วย
หรือฟ้าต้องการจะบอกฉันว่าเมื่อฉันเป็นฝ่ายตัดสินใจผลักไสเครื่องรางออกไปเอง ก็ควรทำใจยอมรับกับความพังพินาศที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ได้
“เธอจะอยู่เฉยทนมองเพื่อนรักตกลงไปในหลุมกับดักได้ลงคอเชียวเหรอ”
“ฉันจะฟ้องอาจารย์”
“ถ้ารอดออกไปได้ล่ะก็นะ คิดดูให้ดีๆ ถ้าเธอยอมเล่า ฉันสัญญาว่าจะปล่อยเธอและเพื่อนของเธอกลับไปเรียน”
“แอน! แกไม่ต้องเล่า! ไม่ต้องเห็นแก่ฉัน มันก็ดีแต่ขู่ มันไม่กล้าทำจริงหรอก”
“จะลองมั้ยล่ะ”
“ฉันยอมแล้ว! ยอมแล้ว…แต่ปล่อยเพื่อนฉัน”
“ไม่ เธอต้องเล่ามาก่อน”
เบิร์นบีบบังคับฉันผ่านสายตา แล้วฉันยังจะมีทางเลือกไหนอีก
“…เมื่อไม่นานมานี้ มีชายเร่ร่อนคนหนึ่งทำนายว่าฉันจะได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นเครื่องรางในรูปกายมนุษย์ที่ช่วยให้ฉันอยู่รอดปลอดภัย แคล้วคลาดจากอันตราย แล้วอินทรีย์ก็คล้ายว่าจะเป็นเครื่องรางที่ว่านั่น เพราะฉันเจอเขาตรงตามเงื่อนไขที่ชายเร่ร่อนบอกเอาไว้ทุกประการ ในตอนแรกฉันเองก็ยังไม่เชื่อหรอก แต่สถานการณ์หลายอย่างมันเกื้อหนุน”
ฉันเลือกที่จะไม่เล่าอะไรต่อ แค่นี้สีหน้าของเบิร์นก็ถมึนทึงพอดูอยู่แล้ว
“เกื้อหนุนยังไง”
“ก็เขาช่วยฉันไว้หลายหน”
“เหลวไหล!”
“เธอจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ฉันอยากให้เธอวางใจ ฉันไม่เคยคิดกับอินทรีย์ในแง่ชายหญิง ส่วนหมอนั่นก็ไม่มีใจสนิทสิเน่หาฉันจนนิดเดียว ที่เขาเข้ามาช่วยฉันก็ตามหน้าที่ ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นเครื่องรางของฉัน”
ฉันกล่อมเบิร์น และก็เหมือนกล่อมตัวเองไปด้วยกลายๆ ใช่…ฉันไม่เคยคิดกับอินทรีย์ในแง่นั้น
“คิดจะให้ฉันเชื่อเหรอ? ต่อไปก็เลิกยุ่งกับเขาซะสิ ถึงจะอ้างว่าเป็นเครื่องรางก็ไม่ได้ ถ้าเขาเข้ามายุ่งกับเธอ เธอก็ต้องขับไล่ไสส่งเขาไปให้ถึงที่สุด”
“ฉันทำไปแล้วเบิร์น ฉันทำแล้ว เพราะฉะนั้นเลิกระแวงฉัน และปล่อยพวกเราตามสัญญาได้แล้ว”
กรอบ…
เสียงแปลกปลอมที่คาดว่าน่าจะเป็นเสียงย่ำเท้าลงบนกองใบไม้แห้ง ทำเอาเราทุกคนตระหนกวาบ ยิ่งเห็นร่างสูงกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ในระยะที่สามารถเห็นหน้าค่าตาได้อย่างชัดเจน ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อ
ลมจากมรสุมเหนือพัดผ่านมาพอดีเหรอฉันถึงได้รู้สึกหนาวเหน็บ เขามองลอดผมที่ตกลงมาปรกหน้า สายตาแกร่งกร้าวมองผ่านทุกคนมาหยุดลงที่ฉัน
นี่มันภาพลวงตารึเปล่า
เขาไม่มาโรงเรียนไม่ใช่เหรอ
เขามานานแล้ว หรือเพิ่งมา
ภาวนาขอให้เขาไม่ได้ยินที่ฉัน…
“อินทรีย์…”
(ได้โปรดติดตามตอนต่อไป)
.................................................................................................................................................................................................
☻คุยกันหลังม่านมู่ลี่♥♥
สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ไม่ใช่ยังไม่มีการง้อเกิดขึ้นในบทนี้นะคะ แต่ความจริงแล้วคือมันไม่มีการง้อเลยต่างหาก คือเราเพิ่งได้ไปอ่านพล็อตที่เขียนไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อันตัวเรานั้น ลืมพล็อตปลีกย่อยของตัวเองไปตั้งนานแล้ว ที่เขียนๆ นี่ก็อาศัยท่องจำว่าหัวใจสำคัญของเรื่องคืออะไร แล้วเวลาเขียนบทไหนเราก็จะอ่านทวนแต่บทนั้น พอบทนี้จบค่อยเลื่อนไปดูบทต่อไป หมายความว่าถ้าสมุดร่างพล็อตหาย หรือปลวกแทะ ชีวิตตองก็จะหายไปด้วยค่ะ…
โค้งสุดท้ายใกล้จะมาถึงแล้ว ก็ขอให้พี่น้องชาวนักเขียนหน้าใสปี 9 ทุกคนก้าวผ่านเรื่องราวต่างๆ ไปด้วยดี เมื่อก่อนตัวเราเป็นเพียงแค่คนเสพ หมายถึงนิยายนะคะ เราอ่าน แล้วรู้แค่ว่าตัวเองมีความสุขที่ได้อ่าน แต่พอได้มาเขียนมันมีอะไรนอกเหนือจากนั้น ง่วง กดดันจากสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเราชอบแต่งตอนกลางคืน ท่ามกลางแสงไฟที่หรุบหรู่
คลื่นชีวิตก็กำลังเข้มข้น
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ดีๆ จากพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ อ่านแล้วยิ้ม หัวเราะตามกับความเปลี่ยวของเหล่านางๆ ตลอด ขอบคุณคอมเม้นท์จากกรรมการพี่ลูกชุบด้วยค่ะ พนมมือสารภาพ ตองเพิ่งได้เข้าเว็บอ่านคอมเม้นท์ของพี่หลังจากที่เขียนบท 6 จบแล้ว…มันแปลได้ว่าบทที่แล้วมุกเกร่อขนาดไหน บทนี้มุกเกร่อกว่าเดิมอีก ไม่ใช่ตองพั๊งค์ไม่ปรับปรุงนะคะ แต่แก้คำผิดอะไรเรียบร้อยแล้ว…ตองเลยได้แต่…ซินสตอรี่ของพี่สนุกมากๆ เลยค่ะ
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า ตอนสุดท้ายแล้วค่ะ ใจคว่ำใจหาย
รออ่านต่อนะลูกก
อินทรีย์โผล่มาเหนือเมฆมากกก หล่ออ่ะแกรรร ขอได้มั้ย T^T อยากมีคนปกป้องแบบนี้บ้างจุงเงยย
เกลียดเบิร์นนน อย่ามาทำแอนของฉัน เดี๋ยวก็จับย่างซะหรอก แง่ม!
สู้โว้ยตองงง เลิฟยูววว
อยากจะกรี๊ดกับฉากอินทรีย์โผล่เข้ามามากกก พระเอกของเรามาช่วยยัยแอนแล้วว><
ดูหล่อ ดูอลังงงง~~
ตอนต่อไปสู้ววว ฮูเล่~
มีความแอบเอาคอมพ์ออฟฟิศเข้ามาเม้นท์
ไมยราบเป็นพืชที่ตลกดีนะพี่ว่า
ส่วนยัยเบิร์นนี่คงต้องแจ้งเรื่องไปที่ DSI ช่วงนี้เค้ากำลังกวาดล้างเงินกูนอกระบบอยู่
พี่ไม่มีไรจะพูดเกี่ยวกับอินทรีย์ แต่หลุดจองเมื่อไหรขอให้บอก พร้อมโอนทันทีค่ะขอบอก
ตอนนี้ไม่เกลื่อนนะ พี่ว่าตอนที่แล้วเกลื่อนกว่า
จังหวะเรื่องดี แต่รู้สึกทำไมนังเบิร์นมันเถื่อนเง้ ทำไมมมม แกมาจากโลกไหน อยู่ในโลกเดียวกับชั้นจริงรึเปล่า เรื่องนี้คงที่คงวาดี พี่ชอบ มันเดินหน้า จะบอกว่าเราได้เปรียบคนอื่นๆ ที่เราเล่าเรื่องดี กะจังหวะการเล่าเรื่องถูก ไล่ลำดับความสำคัญถูก ขนาดตอนนี้ไม่มีบทพระนางเลยพี่ยังอ่านจนจบได้แล้วชอบอ่ะ มันเกิดจากการที่เราลงรากตัวละครไว้ดี สำนวนเราดีด้วย นี่คือข้อได้เปรียบของเราเลยนะ เพราะไม่ว่าเราจะเล่าเรื่องอะไรมันก็เพลินอ่ะ ไม่ได้บอกว่าควรจะโฟ่ไปเรื่อยไม่มีเนื้อหานะยะ แค่ชมว่ามันเป็นจุดแข็งของเราเลย
รออ่านตอนต่อไป ชั้นกรี๊ดพี่อินทรีย์