kimochii

[JLS08] You Safe เรื่องอารักขาหัวใจ…ไว้ใจผม

‘เขา’ คือเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายที่มาปรากฏตัวต่อหน้า ’เธอ’ ภายใต้เงื่อนไขตามคำทำนายของชายเร่ร่อน

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 2/7 :: มันมาดั่งมัจจุราช

ตอนถัดไป

2

มันมาดั่งมัจจุราช

 

              เอามีดมาคว้านท้องฉันดีกว่า!

            ไอ้หมอนั่นจะเป็นเครื่องรางมนุษย์ของฉันไม่ได้!

 

          เขาเป็นเครื่องรางในรูปกายของมนุษย์ ที่มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง แต่เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหนู เขาจะปัดรังควานสิ่งไม่ดีไปจากตัวหนู หนูจะปลอดภัยเมื่อได้ใกล้ชิดกับเขา

           

            เฮ้ย หยุดหยุดหลอกหลอนฉันเลย ขอร้อง

            ฉันจะปลอดภัยเมื่อได้ใกล้ชิดกับเขา??? ผูกคอตายยย แค่คิดขนแขนก็ตั้งชันไปหมดแล้ว เจ้าพระคุณเอ้ย!  ไม่เข้าใจงั้นเหรอ สมญานามหมาบ้าแห่งสูงสง่า ถูกใส่พานให้อินทรีย์นั่นเป็นเพราะเขามีคุณสมบัติกัดคนได้อย่างไม่เลือกหน้า เขาคือบุคคลอันตราย ตัวหายนะที่บ่อนทำลายชื่อเสียงของโรงเรียนสูงสง่าวิทยา เขาจะเป็นเครื่องรางปัดรังควานเภทภัยให้ฉันได้ยังไงกัน เป็นไปได้ยาก! 

            ระหว่างเราสองคน การโคจรมาเจอกันใต้ต้นพญาสัตบรรณในช่วงเย็นของวันอย่างที่ชายเร่ร่อนนั่นทายทักไว้ มันคงเป็นเรื่องบังเอิญซ้อนบังเอิญเสียมากกว่า เขาต้องไม่ใช่พ่อหนุ่มเครื่องรางที่ฉันเฝ้าคะนึงหาคนนั้น เครื่องรางตัวจริงคงไปหลงทางอยู่ที่ไหนสักแห่งบนกาแล็กซีสีกุหลาบ เราถึงไม่มาบรรจบพบกันเสียที จะเชื่ออย่างนั้นแล้วกัน

            ฉันเดินพลางยัดเสื้อใส่ในกระโปรงไปพลางเข้ามาในครัว ตรงไปหาหม้อหุงข้าว แต่เมื่อฉันเปิดฝาออกดู แทนที่จะได้เห็นข้าวสวยร้อนๆ ถูกหุงจนขึ้นหม้อ กลับกลายเป็นเห็นเศษข้าวเย็นที่แข็งเกรอะกรังติดก้นหม้อแทน

            ฉันถือฝาหม้อค้างไว้ ก่อนจะหันไปมองแม่ที่สงสัยว่ากำลังรื้อค้นตู้เย็นเพื่อนำผักหรือของสดออกมาทำกับข้าวเป็นเชิงถาม ทำไมข้าวยังไม่หุง?’

            ก็ปกติแกตื่นสายจนตะวันโด่ง แม่ก็เตรียมข้าวเช้าให้แกไม่ทันน่ะสิ

            “หนูก็ไม่ได้รีบร้อนจะกินให้ได้เดี๋ยวนี้สักหน่อย

            “เออดี ปอกกระเทียมให้แม่สักสามสี่กลีบซิ

            ฉันหยิบกระเทียมมาแกะเปลือกออก แล้วลอบมองแผ่นหลังของแม่ที่กำลังตั้งกระทะ เทน้ำมัน ฉันเป็นลูกหลง แม่มีฉันตอนที่อายุเยอะแล้ว ตอนไปฝากท้องที่โรงพยาบาล หมอด่าแม่ยับเยินว่าปล่อยให้ตั้งครรภ์ตอนอายุปูนนี้ได้ยังไงกัน มันอันตรายมากนะรู้มั้ย เด็กมีแนวโน้มสูงมากว่าจะเป็นออทิสติก (แต่ฉันไม่เป็นเอ๊ะ หรือเป็น) การมีแม่เป็นคนอายุมากนี่ไม่ดีเลยจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเราต้องเติบโตขึ้นขณะที่แม่แก่หง่อมลงทุกวัน  เราเปล่งปลั่งแต่แม่เหี่ยวย่น ตีนกาเพิ่มพูนจนน้ำตาฉันหยดลงที่หัวใจ ถึงจะประหยัดแค่ไหน แต่รายได้ที่แม่หามามันก็กินเดือนชนเดือนอยู่ดี แม่จึงไม่มีเงินเหลือพอจะไปซื้อคอลลาเจนปลาทะเลน้ำลึก หรือคอลลาเจนไขสันหลังอัลปากามาชะลอวัยของตัวเอง T^T

            ต่อไปนี้แม่ไม่ต้องตื่นมาทำข้าวเช้าให้หนูหรอก อันที่จริง หนูไปหาข้าวเหนียวไก่ทอด หมูปิ้ง กินเอาดาบหน้าก็ได้

            “กินของแบบนั้นรังแต่จะทำให้แกตายเร็ว!” แม่หันมาทำตาดุใส่ แล้วอีกอย่าง เดี๋ยวแม่ก็ต้องให้เงินแกไปกินที่โรงเรียนเพิ่มอีก

            นี่คือประเด็นสำคัญ -_- แม่ก็คือแม่ จะเป็นอื่นไปไม่ได้ เนื่องจากแม่เป็นเสาหลักเพียงคนเดียวของบ้าน มันต้องกระเหม็ดกระเหม่! การจะมาใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายแบบคนอื่น ทำไม่ได้เป็นอันขาด

            เธอมีแต่แม่เหรอแอน? แล้วพ่อเธอล่ะไปไหน? ครอบครัวร้าวฉาน? พ่อแม่หย่าร้าง? แยกกันอยู่หรืออย่างไร? รู้จ้ะรู้ ว่าอยากจะตั้งคำถามอะไรพวกนี้ใช่มั้ย ช่วงชีวิตของฉันในเวลาหนึ่งก็เคยมีทั้งพ่อและแม่อยู่กันพร้อมหน้า แต่การที่เส้นกราฟชีวิตของคนเรามันผกผันก็เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว แปดปีก่อนพ่อมาด่วนจากไปด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หลังจากถูกนักพรตท่านหนึ่งซึ่งมาไกลจากชมพูทวีปทักว่า พ่อจะมีอันเป็นไปในไม่ช้า เพียงแค่สองวันเท่านั้น

            พ่อตายจริง นักพรตคนนั้นตรวจดูดวงชะตาไม่ผิด

            เพราะฉะนั้นเลิกข้องใจกันได้แล้วนะว่าทำไมกับอีแค่ถูกคนจรไม่รู้จักพื้นเพคนหนึ่งทัก ฉันถึงหลงเชื่อได้เป็นตุเป็นตะ งมงายได้เป็นบ้าเป็นหลัง เพราะมันสืบสาวราวเหตุมาจากกรณีตัวอย่างของพ่อฉันนั่นเอง หลังจากนั้นไม่ว่าใครจะมาทักฉัน จะดี จะร้ายเป็นอันต้องเชื่อหมด จริงเท็จอย่างไรค่อยรอดูกันต่อไปในอนาคต

            คิดไปคิดมาก็แปลก ทำไมวันนี้แกแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าได้

            แม่หรี่ตาเฟ้นหาความจริง ฉันรีบหลุบตาลงต่ำ จะบอกออกไปได้ยังไงล่ะว่า หนูกึ่งหลับกึ่งตื่นตลอดทั้งคืน เพราะมีเรื่องของอินทรีย์มาก่อกวนหัวใจ สะดุ้งตื่นอีกทีตอนตีห้าครึ่งแล้วไม่มีกะจิตกะใจจะนอนต่อเลยลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวมีหวังแม่ได้ทุ่มของที่อยู่ใกล้ตัวแถวนี้ลงบนหัวฉันพร้อมกันแน่ ทั้งตะหลิว เขียง มีด ครก ก็แม่ฉันเป็นหญิงไทยโบราณขนานแท้ ไม่ชอบใจแน่ถ้ารู้ว่าลูกสาวคนเดียวอดตาหลับขับตานอนเพราะเอาแต่นึกถึงผู้ชาย ถึงแม้ว่าเรื่องที่นึกถึงจะไม่ใช่เรื่องเชิงชู้สาว ไม่ๆ ไม่มีทางเป็นเรื่องชู้สาว เพราะฉันรังเกียจอินทรีย์กว่าสิ่งปฏิกูล

            “นี่แกคงไม่ได้ตาค้างยันสว่างเพราะเอาแต่คิดถึงใครหรอกใช่มั้ย?”

            ฉันควานหาผ้าขี้ริ้วแถวนั้นมาซับเหงื่อเย็นตรงบริเวณหน้าผาก อะไรจะจับไต๋ได้ปานนั้น

            คิดถึงใครอะไรของแม่ หนูก็แค่กังวล เพราะวันนี้มีสอบเก็บคะแนนรายจุดเท่านั้นเอง

            “เหรอ วิชาอะไร

            “คณิตศาสตร์

            นับว่าเป็นการโกหกที่ดี ไม่มีตะกุกตะกัก แม่ละสายตาไปจากฉัน หันไปเร่งไฟเตาแก๊ส งั้นก็แล้วไป…”

            ฉันผ่อนลมหายใจยาว โยนกระเทียมที่ปอกเปลือกเสร็จสรรพให้แม่ แล้วหนีมาเปิดทีวีทำทีดูข่าวสารบ้านเมือง กลัวว่าถ้ายังวนเวียนอยู่ในครัวต่อ เกิดแม่ถามซอกแซกอะไรขึ้นมาอีก อาจเป็นฉันเองที่พลาดเปิดห้าแต้มออกมาก็ได้

 

            ห้าสิบนาทีให้หลัง          

            ฉันเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูโรงเรียนสูงสง่าวิทยาที่ในยามนี้วังเวงเหลือคณา อะไรมันจะไร้ผู้คนได้ถึงขนาดนั้น สงสัยว่าฉันจะมาเช้าเกินไป นี่ขนาดกินข้าวอย่างอ้อยอิ่ง ร่ำรี้ร่ำไรให้ตัวเองมาถึงโรงเรียนช้าที่สุดแล้วเชียวนะ

            ฉันพิจารณาประตูโรงเรียนที่เปิดแง้มเอาไว้ สีหน้าสับสนระคนแปลกใจ ไหนเขาบอกว่าลุงหมู ยามเฝ้าหน้าประตูคนเก่าลาออกไปเป็นยามเฝ้าบ่อนไก่ชนแล้วไง งั้นใครกันล่ะที่เป็นผู้เปิดประตูบานนี้ ฉันนิ่งคิดแล้วชั่งน้ำหนักใจว่าจะเข้าไปเลยหรือยืนรอตรงนี้จนกว่าจะมีนักเรียนคนอื่นมาให้อุ่นใจก่อนแล้วค่อยเข้าไปดี ระหว่างนั้นก็ยื่นคอเข้าไปสอดส่อง เห็นผู้ชายรุ่นๆ ฉันกำลังง่วนอยู่กับสักอย่างในป้อมยาม เอ้อ คงจะเป็นยามคนใหม่ล่ะมั้ง แล้วเขย่า ชักๆ อะไรอยู่ตรงนั้นล่ะนั่นน่ะ 

            แปร๊ก!

            ปากกาที่คงมีเด็กสูงสง่าวิทยาสักคนเผลอทำตกไว้แตกคาเท้าฉัน เสียงทำให้อีตายามคนใหม่รู้สึกตัว และหันมาสนใจฉันได้ไม่ยาก ซ้ำยังกระหยิ่มยิ้มย่องแปลกๆ อีก มันน่าไว้วางใจมั้ยเนี่ย ฉันส่งยิ้มแห้งแล้งให้ พอดีกับที่เขาเคลื่อนกายออกมาจากป้อมยาม รอยยิ้มฉันก็ชะงักค้างกลางคัน เมื่อลดระดับสายตาลงมาเห็นกางเกงของเขากองอยู่กับตาตุ่ม ส่วนกึ่งกลางระหว่างขาเขานั้น

            “มันดูเป็นยังไงบ้างครับคุณผู้หญิง ขนาดใกล้เคียงกับขีปนาวุธมั้ย…”

            “……”

            ฉันกำลังตะลึงตะลาน! แต่ต้องห้ามสีหน้าไม่ให้แสดงอาการตกใจออกมา ต้องขอบคุณตัวเองนะที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ มีหนังสือเล่มหนึ่งเขียนบอกเอาไว้ว่ากลุ่มคนวิกลจริตที่ชอบโชว์ของลับพวกนี้ ลึกๆ ข้างในเป็นคนไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เลยอยากได้ฟีดแบคจากเสียงกรี๊ด กรีดร้อง และหน้าตาอันตื่นตระหนกของหญิงสาวมาเป็นแรงใจในการขับเคลื่อนชีวิต ดังนั้นฉันจะไม่ทำอะไรให้เข้าทางมันเด็ดขาด เด็กสาวที่อายุเพิ่งจะครบสิบเจ็ดปีเฉกเช่นฉัน ถ้าเปรียบเป็นดอกไม้ก็คงจะเป็นดอกอะไรไปไม่ได้นอกจากดอกบัวที่ขาวบริสุทธิ์ ผุดเท่าที่จะผุด ผ่องเท่าที่จะผ่องได้ มันวิบากกรรมอะไรกันเหรอ ฉันถึงต้องมาชมสวนมะเขือยาวตั้งแต่เช้าตรู่แบบนี้

            เล็กไป

            “หา?”

            “ฉันบอกว่าเล็กไปไง นี่น่ะหรือผู้ชาย เอาแว่นขยายมาส่องก็กลัวจะมองไม่เห็นด้วยซ้ำ ถ้าฉันเป็นนาย  เฉาะทิ้งแล้วเอาไปให้อาหารปลานิลยังดีกว่าเก็บไว้ให้เสียชาติเกิดแบบนี้ ไม่สมเป็นชายชาตรีเอาเสียเล้ยยเสียงฉันสูงทะลุชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ ทั้งหน้าทั้งตาไปหมด ไอ้ชอบโชว์ถึงกับอ้าปากค้าง เข่าทรุด ก้มดูงูแมวเซาของตัวเองด้วยสายตาสิ้นหวังไปเลย

            โถถังนี่วาจาของฉันมันทำทำให้ผู้ชายโรคจิตคนหนึ่งต้องทำหน้ากำสรดถึงเพียงนั้นเลยเหรอ ภาวนาขออย่าให้มัน เอ่อ เขาคิดสั้นไปกระโดดบึงบัวฆ่าตัวตายเลย ไม่งั้นฉันคงต้องบาปไปตลอดชีวิต

            พอเห็นเขายืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เป็นนาน ความรู้สึกผิดก็ประดังประเดเข้ามา ยังไงซะเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถึงจะมีปัญหาทางจิต บกพร่องทางความคิด แต่ฉันก็ไม่มีสิทธิ์พูดจาหยามเหยียดเขาออกไปแบบนั้น ความจริงมันไม่ได้เล็กมากสักหน่อยฉันตัดสินใจเดินเข้าไปประคองอีตาโรคจิตขึ้นมา ตบบ่าปุๆ

            ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถือกำเนิดบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรเท่ากันหรอกนาย หันไปดูต้นไม้สิ มันสูงใหญ่เท่ากันที่ไหน ก้อนกรวดที่เราเหยียบอยู่นี่ก็เหมือนกัน ไม่มีก้อนไหนเท่ากันเลยสักก้อน…”

            หุบปาก! ไม่ต้องมาตบหัวแล้วลูบหลัง ผมจะทำทุกวิถีทางให้คุณยอมรับให้ได้ว่าดุ้นที่ผมมีมันใหญ่! ผมเป็นชายเหนือชายยยย!”

            กลายเป็นว่าฉันทำคุณบูชาโทษ! คลื่นลูกบ้ามันกลับมาอีกแล้ว ว ว ว มันตลบหลังฉันโดยการตรึงแขนทั้งสองข้างของฉันไว้ก่อนจะดึงฉันเข้าไปหาแต่ฉันขืนตัวเอาไว้

            ปล่อยฉัน! รีบปล่อยฉัน! วี๊ดดดดด!”

            ข้าวต้มมัดของแกโทงเทงไปมาเกือบจะโดนฉันแล้ว ว ว ว

            เรายื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง

            “ยัยนั่นบอกให้ปล่อยก็ปล่อยสิวะ

            มันมาดั่งมัจจุราช        

          ครึน ครึน

            ฟ้าร้องเป็นซาวด์ประโคมต้อนรับผู้มาใหม่ ฉันเผยอปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ อินทรีย์หมอนั่นมายืนเต๊ะท่าถูก Attitude เสียจนนี่จงใจใช่รึเปล่า อินทรีย์ทำหน้าทะมื่นมองคนโรคจิตด้วยสายตาแข็งกระด้าง แสงตะวันยามเช้ากลืนหายไปในเมฆสีหม่น ผนวกเข้ากับลมกระโชกแรง ทำให้เขาดูน่าหวาดหวั่นจนไอ้โรคจิตสิบแรงม้านั่นเผลอปล่อยมือฉันอย่างลืมตัว

             มันโถมทุ่มใส่ชายหาด มันกวาดทุกสิ่งพินาศ

            จะเลอะเทอะไปถึงไหน นี่อินทรีย์ไม่ใช่สึนามิ!  

            ก่อนหน้านี้ฉันมีโอกาสได้เงยหน้าดูท้องฟ้า วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส เมฆน้อย อากาศดีเหมาะแก่การออกไปเดินเล่นนอกบ้านนะคะ! ไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมพอหมาบ้าแห่งสูงสง่าโผล่มา ฟ้าก็มืดงำอย่างกับจะเกิดวิปโยค  เมื่อวานตอนเย็นก็ทีหนึ่งแล้ว ตอนเจอกับเขาใต้ต้นพญาสัตบรรณ จากที่ฝนตกๆ อยู่ ฟ้ากลับเปิดเสียเฉยเลย หมอนี่เป็นเทพโพเซดอนแบ่งภาคลงมาเกิดรึไง สั่งฝนสั่งฟ้าก็ได้ อะไรราวๆ นั้น

            ข้อมือฉันถูกทาบทับด้วยฝ่ามือหนา ขาฉันก้าวไปตามแรงจูงแบบเหลอหลา รวบรวมสติกลับมาได้อีกทีก็ตอนที่มายืนหลบอยู่หลังอินทรีย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมอนี่กำลังทำตัวเป็นเกราะกำบังให้ฉันอยู่เหรอ  อินทรีย์ต้องการจะช่วยฉันให้รอดพ้นจากเงื้อมมือคนโรคจิตอย่างนั้นใช่มั้ย มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลยที่ผู้ชายที่ร้ายยิ่งกว่าขี้กลาก ผู้คนขยาดไม่กล้าเข้าใกล้ หาดีไม่ได้ หาศีลธรรมไม่เจออย่างอินทรีย์จะเอาตัวเองเข้ามาช่วยฉัน เว้นเสียแต่ว่า

            เขาจะเป็นเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายตามคำทำนายจริงๆ

            ผี! ผี! ฉันคิดอะไรอยู่ มันเป็นอะไรที่ชั่ววูบ ชั่ววูบมากๆ ตั้งสติหน่อย หมอนี่ก็แค่อยากเสนอหน้าตามประสาคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นงานอดิเรกมากกว่า ไม่มีอะไรอยู่ในกอไผ่ ไม่มีอะไรอยู่เบื้องลึกเบื้องหลังทั้งนั้น

            “เธอเห็นอะไรไปบ้าง?”

            แต่วินาทีที่อินทรีย์หันเสี้ยวหน้ามาถาม กระแสเสียงเคลือบแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง ฉันก็เงอะงะตอบออกไป

            ฉันเห็นไส้กรอกบุชเชอร์ แล้วแล้วก็อะไรไม่รู้ รู้แต่มันเป็นพวงๆ…”

            “คะ คุณเป็นใคร! ทำไมถึงมาขัดจังหวะเราสองคน

            ไอ้โรคจิตสิบแรงม้าละล่ำละลักถามอินทรีย์ ขณะเดียวกันก็หยิบกางเกงขึ้นมาใส่พร้อมรูดซิปปิดไปด้วย เจ้าของแผ่นหลังตรงหน้าฉันไม่แยแสต่อคำถาม แต่ตะคอกกลับไป

            หนวกหู! เวลาแกมีแค่หนึ่งถึงสาม ให้ไสหัวออกไปซะ

            “ผมไม่ไป! ผมยังคุยกับผู้หญิงคนนั้นไม่ทันจะรู้เรื่อง!”

            “นับหนึ่ง

            คุณผู้หญิง เข้ามานี่สิ มาดูอีกทีใกล้ๆ ผมจะปรับโลกทัศน์ใหม่ให้คุณ…”

            ผัวะ!

            ฉันตบอกผางๆ จะอุทานก็อุทานไม่ออก คุณพระคุณเจ้า! บอกว่ามีเวลาให้ถึงสามแต่ยังไม่ทันจะนับสองเลยด้วยซ้ำ หมัดลุ่นๆ ก็ซัดเข้าโหนกแก้มขวาของไอ้โรคจิตเต็มรัก อินทรีย์สะบัดมือช้าๆ แววตาสีเข้มสาดความรำคาญออกมา   

            เสียงของแกทำให้ฉันหงุดหงิด  ทีนี้จะไสหัวไปได้รึยัง!”

            “มันชักจะเกินไปแล้ว!!!”

            ไอ้โรคจิตปรี่เข้าเหวี่ยงหมัดใส่อินทรีย์ ซ้าย! ขวา! ซ้าย! ขวา! ไม่มียั้ง ถึงจะห่างหายจากการต่อยตีมานานแต่อินทรีย์ก็ยังคงไว้ลาย เพราะนอกจากฝีหมัดมวยกระจอกๆ นี่ จะทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว อินทรีย์ยังอาศัยจังหวะตอนที่ไอ้โรคจิตเปิดช่อง ยกเท้ายันไหปลาร้าไอ้โรคจิตหงายหลังลงไปพบกับสัมผัสใหม่แห่งการนอน พอมันยันตัวขึ้นมาได้ก็ไม่วายปากดี เรื่องนี้ไม่มีทางจบ ฉันกับแกต้องได้รู้ดำรู้แดงกันสักวันหนึ่งแน่!” จากนั้นก็ล่าถอยไป โธ่ แก้มโย้ขนาดนั้น ยังอยากรู้ดำรู้แดงอะไรอีก    

            ซู่

          ฝนเทลงมา เทลงมา เทลงมา ให้นาตูฮง ไอ้โรคจิตนะไอ้โรคจิต จะไปแล้วยังทิ้งฝนเอาไว้ให้อีก  

             ฉันมองหาที่หลบฝน ปรากฏว่าป้อมยามเป็นอะไรที่เวิร์กสุด ใกล้ที่สุด ถ้าเข้าไปหลบในนั้น รับรองไม่มีทางถูกฝนสาดแน่นอน ดูเหมือนว่าอินทรีย์จะหมายตาที่นั่นไว้เหมือนกัน เราวิ่งเข้าไปหลบฝนที่นั่นพร้อมกัน โดยไม่ต้องรอสัญญาณใดๆ

            เราสองคนยืนเว้นระยะห่างกันสามหมื่นโยชน์ นอกจากเสียงสายฝนก็ไม่มีเสียงอะไรดังขึ้น ณ ที่แห่งนี้อีก ฉันจ้องเป๋งไปข้างหน้าอย่างเดียว ถึงกระนั้นจุดโฟเวียของดวงตาเราก็ทำให้รู้อยู่ดีว่าคนข้างตัวมองเราอยู่รึเปล่า และอินทรีย์กำลังมองฉันอยู่ เอ่อ หรือฉันควรพูดอะไรสักอย่างรึเปล่าหว่า

            เอ่อ ขอบ…”

            อินทรีย์รีบพูดดักคอ ถ้าจะขอบคุณล่ะก็ไม่ต้อง คำขอบคุณของเธอไม่มีค่าพอที่ฉันจะรับไว้หรอก

            โอเค! ก็แค่นายเป็นผู้มีพระคุณ ฉันก็ควรแทนคุณด้วยการกล่าวขอบคุณเท่านั้นแหละ! ฉันส่ายหน้ามองอินทรีย์อย่างจนคำพูด มองเลยไปที่ต้นแขน เสื้อเปียกลู่ลงจนลีบติดแขนทำให้เห็นลอนของกล้ามเนื้อได้ถนัดตา ถ้าเป็นคนอื่นมันคงมีอิทธิพลต่อใจฉันมากมายมหาศาล แต่พอดีว่าเป็นหมอนี่ ดิฉันไม่แม้แต่จะสะทกสะท้าน ตายด้านล้วนๆ หมอนี่เคยเป็นนักบาสของโรงเรียนมาก่อน กีฬาที่ใช้กำลังแขนแบบนั้นจะไม่มีอะไรหลงเหลือปลุกใจเสือป่าได้ยังไงล่ะ แต่มันไม่มีผลอะไรกับคนอย่างฉันหรอก ก็แค่กล้าม ใครๆ เขาก็มีกัน แต่ต้องการยาดมมากเลยตอนนี้ อยู่ดีๆ ลมสว่านมันก็ตีขึ้น

            วัยอย่างเธอยังจะใส่เสื้อซับในอีกเหรอะ?”

            “ฮะ ฮ้า!”

            ฉันยกมือขึ้นมากอดตัวเองทันที ในที่สุดฉันก็รู้จนได้ว่าไอ้หมาบ้ามองฉันทำไม มันจ้องอะไรๆ ของฉันนี่เอง! เดชะบุญที่ฉันเซฟตัวเองทุกครั้งที่ใส่ชุดนักเรียน เสื้อนักเรียนสีขาวแบบนี้ เปียกนิดเปียกหน่อยก็เห็นทะลุไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!

            นี่อย่ามาทุเรศ คนเป็นสุภาพบุรุษเขาไม่มองผู้หญิงสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้หรอกนะ

            “เหอะๆ แล้วทีเธอมองกล้ามแขนฉันล่ะ นึกว่าไม่เห็นรึไง

            เห็นด้วย? ก็ว่าเนียนๆ มองแล้วนะ

            ตอนนั้นเอง หางตาฉันเหลือบไปเห็นรุ่นน้องผู้หญิงสองคนกำลังแชร์ร่มเดินผ่านไปหันกลับมามองพวกเราแล้วซุบซิบ ยุบยิบกันยกใหญ่ เห็นฉันยืนเคียงคู่กับอินทรีย์อย่างนี้ เผลอๆ กำลังเอาไปตู่ว่าฉันเป็นแฟนสาวของหมาบ้าแห่งสูงสง่าก็ไม่แน่ กลัวชะมัดว่าถ้าเกิดมันกระจายไปในวงกว้าง ฉันยังจะมีจุดยืนในโรงเรียนสูงสง่าวิทยาได้อีกมั้ย ภารโรงต้องขากเสลดใส่ แม่ค้าในโรงอาหารไม่ยอมขายข้าวขายน้ำให้ ถูกนักเรียนคนอื่นๆ รุมแทะเนื้อจนเหลือแต่กระดูก ชีวิตคงรันทดอดสูยิ่งกว่าโดนใบแดงจากกลุ่ม F4 ฉันจะทำยังไงดี ฉันไม่อยากถูกเพ่งเล็ง ไม่อยากถูกแบน เออ ใช่ ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่มาอาศัยหลบฝนใต้ชายคาเดียวกันเท่านั้น

            เดี๋ยวค่ะน้อง!”

            ฉันวิ่งฝ่าฝน แทรกตัวเข้าไปในร่มของยัยรุ่นน้อง แม่สองสาวทำหน้าตื่นๆ ผลัดกันมองหน้าไปมา ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน แหะๆ พี่ขอพลอยเข้าโรงเรียนไปด้วยได้มั้ยคะ

            ทั้งคู่หันมองหน้ากันเหมือนปรึกษา แล้วยัยรุ่นน้องคนที่ถือร่มก็เป็นคนพยักหน้า อ้อ ได้สิคะ ยังเหลือที่อีกตั้งบานเบอะ…”

            “ดี งั้นฉันไปด้วยคนสิ

            ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนนะว่าเสียงนี้ไม่ใช่เสียงของฉัน แต่เป็นของเจ้าของเงาตะคุ่มด้านหลังฉันต่างหาก! โว้! จะมาอยากเข้าโรงเรียนพร้อมกันอะไรตอนนี้! ฉันล่ะอยากร้องงิ้ว ทำไมอะไรๆ มันถึงไม่ได้ดั่งใจฉันสักอย่าง  อย่ามาทำตัวติดกันเหมือนเหากับฉลาม ขี้กับส้วมจะได้มั้ย!

            ร่มถูกปล่อยตกพื้น ยัยรุ่นน้องสองคนเนรเทศตัวเองวิ่งตากฝนไปยังคอปเปอร์เวย์ จะบอกว่ามันเป็นการเสียสละก็ไม่ใช่ ยกให้ก็ไม่เชิง หวาดกลัวหมาบ้ามากกว่า อินทรีย์ไหวไหล่ หยิบร่มขึ้นมาปก ถามฉันหน้าตาย

            ยืนเอ๋ออยู่ทำไม ตกลงจะเข้ามั้ยโรงเรียนน่ะ

            “เชิญนายคนเดียวเถอะ!”

            เรื่องอะไรฉันจะยอมเดินร่วมร่มไปกับนายให้ยัยรุ่นน้องสองคนนั้นเอาไปลือเสียๆ หายๆ ฉันเดินกระฟัดกระเฟียดกลับมาพึ่งใบบุญป้อมยามอีกครั้ง ขบฟันมองไอ้หมาบ้ากางร่มเดินเข้าโรงเรียนไปอย่างสบายใจเฉิบ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งผ่านหน้าฉันไปแย่งร่มอินทรีย์เอามาถือไว้เอง เท่านั้นไม่พอ ยังเดินเข้าโรงเรียนไปพร้อมกันอีก เป็นผู้ใด? เมื่อกี้มองหน้าไม่ทัน อีตาคนนั้นเป็นใคร ถึงได้หาญกล้าไปสนิทสนมกับหมาบ้าแห่งสูงสง่า แต่คนที่กล้ายุ่งกับอินทรีย์ก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้น

            ภาพใบหน้าผู้ชายสะอางคนหนึ่งลอยเข้ามาในห้วงความทรงจำ คงจะเป็นH็า่าทาทใมทมเอเคอร์กระมัง ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่แปลกใจแล้ว เพราะหมอนั่นเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ของอินทรีย์ ไม่งั้นอินทรีย์คงเปลี่ยนสถานะจากหมาบ้าเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่เอเคอร์ยังทนคบอินทรีย์ ไม่ตัดหางปล่อยวัดเขาเฉกเช่นที่คนอื่นทำ ไม่มีใครรู้ แต่นานมาแล้วเคยมีคนบอกฉันว่า อินทรีย์อาจทำตัวแย่กับคนทั้งโลก แต่มีแค่เอเคอร์คนเดียวเท่านั้นที่เขาไม่ทำอย่างนั้นด้วย บนคำว่าเพื่อนมีความลับซุกซ่อนไว้มากมาย

            เอเคอร์เป็นผู้ชายนิสัยใช้ได้ ฉันเคยเรียนพิเศษที่เดียวกับเขาสมัย ม.ต้น คิดดูนะ จะมีสักกี่คนที่เรายืมปากกาลบคำผิดครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วไม่ปริปากว่าอะไรสักคำ ถ้าเป็นคนอื่นคงหันมาตวาดฉันแล้วล่ะว่า ไม่มีปัญญาซื้อเองเหรอ!’ หรือไม่ก็ ยกให้เลยดีมั้ย!’ ฉันถึงบอกไงว่าเอเคอร์นิสัยใช้ได้ เมื่อก่อนเวลาที่เราบังเอิญเจอกันตามโรงอาหารหรือรอต่อห้องเรียน ฉันจะทักทาย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเขาตลอด แต่พออินทรีย์ก่อเรื่อง เพื่อนอย่างเขาเลยตกกระไดพลอยโจร โดนผลกระทบไปด้วย ฉันเป็นฝ่ายหยิ่งใส่เขาก่อนเองแหละ ไม่ดีเลย

            แอน…”

            แว่วๆ ว่าได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ แต่ฉันทำนิ่ง โบราณสอนไว้ว่าถ้ามีคนเรียกชื่ออย่าเพิ่งขานรับในทันที เพราะคนที่เรียกเราอาจไม่ใช่คนก็ได้ เดี๋ยวจะถูกเอาไปอยู่ด้วย

            “แกลืมกระทั่งชื่อของตัวเองไปแล้วใช่มั้ย เห็นเรียกไม่ขาน

            “อ้าว แกเองเหรอเห็ด

            เห็ดเข้ามาเอามือลูบน้ำออกจากหน้า สภาพเปียกม่อลอกม่อแลกไม่แตกต่างกัน จ้องหน้าจ้องตาฉัน ยิงกระทู้ถามเข้าประเด็น จนฉันหงายเงิบไปชั่วขณะ

            แกกับหมาบ้ามีความสัมพันธ์กันแบบไหน ทำไมหมาบ้าต้องช่วยแกจากไอ้โรคจิตหน้าอะมีบาเซลล์เดียวนั่นด้วย

            “นี่แกเห็น…?”

            “ใช่ ตั้งแต่เริ่ม แกอยากจะสารภาพอะไรมั้ย ฉันว่าแกมีนะ

            ฉันไม่กล้าสบตาเห็ดตรงๆ แกล้งทำเป็นโวยวายเบี่ยงประเด็น สงสัยเลือดที่ไปเลี้ยงสมองแกต้องมาจากเส้นเลือดดำแน่ๆ เห็นเพื่อนตกอยู่ในอันตรายอย่างนั้น แกยังนิ่งดูดายได้อีกนะ!”

            “ฉันกำลังจะเข้าไปช่วย แต่ไอ้หมาบ้าดันปาดหน้าซะก่อน ฉันมองเห็นความเป็นห่วงเป็นใยฉายอยู่ในแววตาของหมอนั่นชัดเลยนะ! ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ความรู้สึกแท้จริงในใจมักจะสะท้อนออกมาทางสายตาเสมอ ไม่งั้นเขาจะพูดกันเหรอว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ

            “บะ บ้า! บ้าไปใหญ่แล้ว หมอนั่นก็แค่ช่วยฉัน! ช่วยฉันมันก็เท่านั้น!”

            “แกกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่จริงด้วย!”

            ปิดบังงั้นเหรอ แน่นอนว่าใช่ แต่ฉันกลับตอบออกไปว่า เปล่านะ

            ฉันดันทุรังโกหกต่อไป ถึงแม้จะรู้ว่าถูกเห็ดมองออกแล้วก็ตาม ฉันเล่าไม่ได้หรอก เรื่องที่ว่าอินทรีย์อาจเป็นเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายในรูปกายมนุษย์ตามคำทำนาย จริงอยู่ที่ฉันไม่ยอมรับ แต่จากเมื่อวานที่ฉันได้เจอกับเขาตอนเย็น ใต้ต้นพญาสัตบรรณ ลางสังหรณ์ก็ร้องบอกว่าเราสองคนจะต้องมีเหตุให้มาเกี่ยวข้องกันอีกครั้งแน่ และมันก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ผิดจากที่คาดไว้จริงๆ 

            วันนี้อินทรีย์เข้ามาช่วยฉันไว้จากสถานการณ์คับขัน

            นี่ฉันไม่ได้เป็นที่ปรึกษาชั้นยอดของแกแล้วรึไง แกมีอะไรก็เล่าให้เพื่อนคนนี้ฟังมาตลอดไม่ใช่เหรอ

            แต่เรื่องนี้มันอย่าบีบคั้นให้ฉันพูดเลย  

            “แกควรจะไว้ใจ เล่าอะไรๆ ให้ฉันฟังไม่ใช่รึไง ในเมื่อฉันคือคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนของแก

            เห็ดทำหน้าจริงจังกว่าครั้งไหนๆ สุดท้ายฉันจึงยกมือยอมแพ้  ตัดสินใจเล่าตั้งแต่เริ่มต้นเจอกับชายเร่ร่อนตลอดจนคำทำนายให้เห็ดฟัง เห็ดหาวหวอดก่อนจะขัดฉันขึ้นว่า

            “และแกก็เชื่อ?”

            “เชื่อไว้มันก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา

            “ฉันว่าแกชักจะงมงายเกินไปแล้วนะ

            “ไม่ใช่งมงาย ฉัน…!”

            “เข้าใจแล้วๆ แกไม่ใช่คนงมงาย แกไม่ใช่คนที่นั่งรถไปทัศนศึกษาแล้วไหว้กราดศาลพระภูมิทุกศาลที่ขับผ่าน

            ทำไมแกต้องหยิบยกเรื่องนี้มาประชดด้วย ฉันไหว้เพื่อขอให้ตลอดการเดินทางปลอดภัยมันผิดตรงไหน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงนะบอกให้ แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่งั้นเค้าจะเอาพวกน้ำแดง ไข่ต้มไปเซ่นไหว้ทำไมกัน

            เออ ยอมรับก็ได้ว่างมงายนิดนึง แต่เมื่อวานตอนเย็นฉันได้เจอกับผู้ชายนายหนึ่งใต้ต้นพญาสัตบรรณ มันตรงกับเงื่อนไขที่ชายเร่ร่อนนั่นว่าเอาไว้จริงๆ นะ!”

            “หยุดก่อนนะแอน ฉันจับผิดแกเรื่องอินทรีย์อยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วไอ้ที่แกเล่ามาทั้งหมดทั้งมวล นี่มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับอินทรีย์ตรงไหนเลย

            “ทำไมจะไม่เกี่ยว ก็ผู้ชายคนนั้นคืออินทรีย์!”

            เห็ดเบิกตากว้าง ขณะที่ฉันตีอกชกหัวตัวเอง

            “ที่แกตั้งใจจะบอกฉันก็คือหมาบ้าเป็นเครื่องรางตามที่ชายเร่ร่อนนั่นทำนายไว้เหรอะ!?”

            “ฉันไม่รู้ แต่วันนี้แกก็เห็นใช่มั้ย หมอนั่นช่วยฉันไว้จากคนโรคจิต

            เพื่อนรักของฉันสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ก่อนจะเปล่งเสียงต่ำกับฉันว่า นี่ฟังนะ หมาบ้าไม่ใช่เครื่องรางของแกหรอก กลับกัน ถ้าบอกว่าเขาเป็นตัวกวักหายนะมาสู่แกยังจะเข้าท่าเสียกว่า

            “ใช่มั้ยเล่า ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้น

            “ชื่อเสียงโรงเรียนเราต้องย่อยยับลงเพราะใคร อินทรีย์เป็นโชคร้ายของสูงสง่าวิทยา เค้าลือกันให้ลั่น

            “นั่นสิ นั่นซี่ฉันสัพยอก

            ที่บอกให้เอาตัวเองเข้าไปใกล้แล้วจะปลอดภัยนั่นก็ผีที่สุด สมมติว่าหมาบ้าเป็นเครื่องรางจริง แกทำได้เหรอวะแอน ยืนเคียงข้างเขาท่ามกลางสายตาคนทั้งโรงเรียนหยามเหยียด เกลียดชัง ความโกรธแค้นที่เด็กสูงสง่าวิทยามีให้กับหมาบ้าเข้มข้นแค่ไหนก็น่าจะรู้ ขนาดเอเคอร์ไม่ยอมเลิกคบยังโดนหางเลขไปด้วยเลย

            ยิ่งจินตนาการตามก็ยิ่งพบกับความเลวร้าย ความวินาศสันตะโร อินทรีย์ไม่ใช่เครื่องรางของฉัน และจะใช่ไม่ได้!

            “เพราะฉะนั้น แกไม่ต้องไปคิดมากเรื่องที่คนเร่ร่อนนั่นทัก ไม่สิ เลิกคิดไปเลยยิ่งดี

            ฉันพยักหน้ารับ เพื่อตัวของฉันเองมันจำเป็นที่ต้องเชื่อฟังในสิ่งที่เห็ดบอก เพราะหากฉันเกิดมีความเชื่อขึ้นมาว่าอินทรีย์เป็นเครื่องรางแม้เพียงสักนิด ผลที่ตามมามันอาจมากมายเกินกว่าจะรับไหว

            ฉันจะเลิกคิดรับรอง

            ให้มันเป็นไปแบบนี้แหละดีแล้ว

 

(ได้โปรดติดตามตอนต่อไป)
......................................................................................................................................................................................................................

: Let’S Talk :

ก่อนอื่นต้องขอโค้งขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่านนิยายเรื่องนี้อย่างสูงเลยนะคะ ไม่ว่าคุณจะเข้ามาเพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดลใจก็ตามที (เป่ามนต์) ทางเราต้องขอเรียนแจ้งข่าวที่หลายคนน่าจะยินดี Kimochii ฟื้นขึ้นมาจากความตายแล้วค่ะ! อินทรีย์ แอน และชาวคณะก็เหมือนกัน พวกเรากลับมา เฮ (หนูๆ หยากไย่ยังไม่ขึ้นตัวหนูกันใช่มั้ย) สำหรับนิยายเรื่องนี้น่าเสียดายที่ไม่มีพระรองให้นักอ่านได้แบ่งทีม แบ่งพรรคแบ่งพวก คือทั้งเรื่องก็จะวนๆ อยู่กับแค่อินทรีย์นี่ล่ะ ถึงคุณจะเบื่อ แต่เราอยากบอกให้รู้ว่าเราก็เบื่อค่ะ ที่มาคุยนี่ไม่ได้มาคุยเปล่าๆ บ้าน้ำลายไปวันๆ นะ เราเอาอิมเมจตัวละครอินทรีย์มาฝากด้วยยยยย

90S มั้ยล่ะแกร มาช่วยกันลุ้นนะคะว่าตกลงหมาบ้าแห่งสูงสง่าจะใช่เครื่องรางตามคำทำนายรึเปล่า แล้วถ้าใช่มันจะยังไงต่อไป พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ 

15 ความคิดเห็น

  • 1
  • 2
  1. #1 Banilla Honie, Karin (จากตอนที่ 2)
    2017-01-17 18:58:47
    โอ๊ยตลกกกกกก
    ไม่มีอะไรจะเม้นท์แล้ว นอกจากตลกคำเดียว
    5555555555555555555555555555555555
    รอตอนสามนะคะ อยากรู้ว่าแอนจะเจออะไรต่อชูสองนิ้ว
    #1
  2. #2 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-17 18:58:52
    โอ้ยเม้นติดแล้ว
    อยากบอกว่าชอบสำนวน
    มันตลกมาก
    สงสารนางเอก 5555 เจอแบบนั้นไปเราคงช็อค
    #2
  3. #3 Marshmallows. (จากตอนที่ 2)
    2017-01-17 19:10:47
    ตลกมากกกกกก แงงงงง ชอบการใช้คำจังค่ะ แต่บางคำก็ดูเก่ามากไป แบบเปิดน้องพจนาจังแป๊บ 555555
    ชอบพระเอกด้วย มีเสน่ห์อ่ะ ลุ้นว่ามันจะช่วยกันได้มั้ย ดูมีเงื่อนไขเยอะดี รออ่านต่อนะคะ
    #3
  4. #4 JOlly' M (จากตอนที่ 2)
    2017-01-17 21:33:38
    อ๊ากกกกก ชอบฉากคนโรคจิต นางเอกฮามาก อะไรคือไส้กรอกบุชเชอร์ 5555555 ชอบสำนวน ชอบจังหวะของเรื่อง รออ่านต่อนะตองงงง นางเอกฮาเหมือนเธอเลยยย 555555555รักเลย
    #4
  5. #5 Kimochii. (จากตอนที่ 2)
    2017-01-17 21:46:15
    ขอบคุณทุกคนอย่างแรง จากใจอย่างแรงๆ

    #5
  6. #6 belza09 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-18 06:34:06
    โอ๊ยยยยยยยย อ่านเรื่องนี้สองตอนรวดละขำไม่หยุดเลยยยยย 5555555555 เป็นเรื่องที่มีความ 90s แปลกๆ ยิ่งพระเอกเป็นพี่มอสสมัยก่อนนี่ยิ่งโบราณเข้าไปใหญ่ คำพูดคำบรรยายก็มีความเก่า (บางคำนี่อ่านแล้วแบบ เดี๋ยวนะ คำนี้ไม่เคยเห็นในแนว JLS มาก่อนเลย ไม่ทราบว่าคนเขียนอายุเท่าไรคะเนี่ย) แต่อ่านแล้วขำมากกกก ไม่ได้ขำกับนิยายแนวนี้มาได้สักพักแล้ว ขำตั้งแต่ฉากเห็ดปวดขี้ยันฉากหลบฝนกับหมาบ้า พีคสุดคือนางเอกเจอโรคจิตแล้วกล้าไปบอกว่าของเขาเล็กอีก แงงงง สรุปคือชอบมาก อ่านแล้วรู้สึกรีเฟรชชิ่งแปลกๆ เพราะเท่าที่อ่านๆ มาเจอแต่พระเอกเน้นหล่อ เน้นเท่ เน้นสุขุม แต่นายอินทรีย์เน้นความเถื่อนและถ่อย รออ่านต่อนะคะ แอบอยากเห็นเป็นเล่มเลยทีเดียว ฉะนั้นสู้ๆ! ขอให้รักษามาตรฐานความฮาแบบนี้โดยที่ยังทำให้พล็อตน่าติดตามอยู่น้าาาา
    #6
  7. #7 Kyoha (จากตอนที่ 2)
    2017-01-18 09:56:10
    หมดกัน...
    ...
    เมื่อคืนคุยอะไรกันไปคะหนูเตยยยย
    5555555555555
    โอยยย ตลกกกกกก

    ไม่ไหว...ขำจนจะตกเก้าอี้...
    เอาพี่มอสมานึกาพอินทรีย์แล้วยิ่งตลกกกกก 
    กร๊ากกกกกกกกกกกกกก
    เด็ก90sอ่ะนะแกรรร เราเข้าใจ


    #7
  8. #8 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-18 13:43:54
    ชอบสำนวนเขียน บรรยายเรื่องราว  คืออ่านแล้วฮามาก อ่านไปขำไป โอ้ยยยย
    ฉากโรคจิตนี่ตลกกกก ตลกนางเอกนี่แหละ5555555
    สู้ๆๆ อยากอ่านตอนต่อไปแล้วววว
    #8
  9. #9 iiiimmomo (จากตอนที่ 2)
    2017-01-19 23:21:33
    โอ้ยยยยยยยยยยยย ชอบมากกก การบรรยายแบบ อื้อฮื้อออ ฉันจะไม่ทนอ่านคนเดียวแล้วโว้ยยย แบบอ่านรอบเดียวไม่ได้ต้องอ่านรอบสองรอบสาม ไม่ใช่อะไรขำมาก55555555555555555 คืออยากจะถามว่าคิดได้เยี่ยงหรืออออ แล้วดูอิมเมจนั่นสิช่างหล่อยิ่งนักกกกกกก 5555555555 โอ้ยยยยย ขำไส้ทะลุ ชอบการบรรยายที โอ้ยยยยย ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #9
  10. #10 Praewaa (จากตอนที่ 2)
    2017-01-20 02:23:20
    ไม่มีอะไรจะคอมเม้นท์นอกจากชอบสำนวนการเขียนมาก ตลกมาก
    ยิ่งพอเลื่อนมาเจออิมเมจพี่มอสแล้วแบบ 555555555555555555
    รออ่านตอนต่อไปเลยยยย 
    #10
  • 1
  • 2

แสดงความคิดเห็น