‘เขา’ คือเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายที่มาปรากฏตัวต่อหน้า ’เธอ’ ภายใต้เงื่อนไขตามคำทำนายของชายเร่ร่อน
ตอนที่ 7/7 :: ความต้องการของอินทรีย์
7
ความต้องการของอินทรีย์
“อินทรีย์…”
เบิร์นครางออกมาอย่างตื่นตะลึง จริงๆ ก็ตะลึงกันทุกคน
กลิ่นอายของความน่าเกรงขามแผ่กำจายออกมาจากตัวของอินทรีย์ แขวนลอยอยู่ทั่วละอองอากาศ พวกของเบิร์นปล่อยฉันและเห็ดเป็นอิสระโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติเหมือนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของร่างกาย
อินทรีย์มาทำอะไรที่นี่?
ฉันขอเดาส่งว่าเขาคงมาหาอะไรกิน
แล้วเขาจะได้ยินสิ่งที่ฉันเล่ารึเปล่า คำทำนายของชายเร่ร่อน รวมไปถึงเรื่องที่เขาเป็นเครื่องรางของฉัน?
อาจจะได้ยิน หรืออาจจะไม่ได้ยินก็ได้ เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง
บัด…เอ้ย! พลาดครั้งใหญ่แล้วมั้ยล่ะฉัน ทั้งหมดนี่เป็นความผิดของแม่ดรัมเมเยอร์ไม้สองของโรงเรียนแท้ๆ เทียว อยากรู้อยากเห็นอะไรไม่เข้าเรื่อง!
อินทรีย์มุ่งแต่มองฉัน วัวสันหลังขาดอย่างฉันเลยส่อแววพิรุธ เริ่มจากทำตาหลุกหลิก คอยแต่หลีกเลี่ยงการสบตาตรงๆ ฉันร้องไห้ในใจแบบไม่ใช้เสียงหนักมาก สะอื้นฮักๆ เลยด้วย สายตาของอีกฝ่ายรับมือยากเกินไป ฉันกลัวว่าถ้าหากจ้องนาน สิ่งที่พยายามปิดซ่อนภายในใจอาจรั่วไหลออกมาจนหมด
“นี่กำลังทำอะไรกัน”
อินทรีย์ถามเสียงต่ำ เบิร์นอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่เป็นครู่ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ม เนิบนาบเสียจนฉันต้องรีบเงยหน้าขึ้นมาดู ถ้าเทียบกับน้ำเสียงตอนพูดกับฉันแล้ว ห่างไกลกันคนละโยชน์ เหมือนพระแม่โพธิสัตว์กับเกษตรกรต้อนควายเข้าคอก
“เอ่อ…อ๋อ ก็สี่คนนี้น่ะสิ จะไปเเคสเป็นนักแสดงหน้าใหม่สังกัดช่อง ABC TV เบิร์นก็เลยไหว้วานให้เพื่อนต่างห้องสองคนนี้ช่วยมาเข้าฉากซ้อมบทละครให้หน่อย พอดีมันขาดคนน่ะ ใช่มั้ย ใช่มั้ย”
“ชะ ใช่ๆๆ” ฉันรีบเออออห่อหมก
ฉันลอบตรวจทานสีหน้าอินทรีย์ นิ่งสนิท ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ และก็ไม่ทำหน้าตะขิดตะขวงใจ ค่อยหายใจได้ทั่วท้องหน่อย แสดงว่าเขาไม่ได้ยิน เขาอาจอยากมาทำธุระส่วนตัวแถวนี้เพราะห้องน้ำชายคนเต็ม แล้วก็กะจะใช้ใบไม้ต่างกระดาษชำระ แต่เผอิญมาเจอพวกเราเสียก่อน อะไรอย่างนี้ก็เป็นได้
“แล้วไม่มีเรียนกันรึไง?”
“อุ๊ย มีสิอินทรีย์ เบิร์นน่ะให้ความสำคัญกับการเรียนจะตาย แต่เพื่อนขอให้อยู่ เบิร์นก็อดเห็นแก่เพื่อนไม่ได้ ไม่อยากให้เพื่อนพ้องต้องเสียน้ำใจ”
เห็ดหันมาสบตาฉัน เราทำหน้าอ่อนใจพร้อมกัน เปลือกนอกของคนเรานี่มันตัดสินอะไรไม่ได้จริงๆ นะ โยนความผิดให้เพื่อนเพื่อที่ตัวเองจะได้หน้าจากชายผู้เป็นที่รัก ถ้าฉันเป็นสี่คนนี้ ฉันเลิกคบไปตั้งนานแล้ว ไม่รู้จะทนเป็นเบี้ยล่างทำไม เบิร์นมองว่าแม่พวกนี้เป็นบ่าว ส่วนตนเองนั้นเป็นนาย นี่ไม่ใช่มิตรภาพที่เพื่อนแท้มีให้แก่กันหรอก
“เธอไม่จำเป็นต้องเห็นแก่คนอื่นนักก็ได้ ทำตามความต้องการของตัวเองก็พอ”
ฉันก้มหน้างุดๆ เมื่อเจอสายตาแหลมคมของอินทรีย์วกกลับเข้ามาอีกครา มอง…มองฉันทำไม? มองคนอื่นไปสิ ถ้าฉันโยนกระดูกให้แล้วนายจะยอมเบนความสนใจมั้ย โน่น! ไปคาบมา
เบิร์นทำหน้าประทับใจใหญ่หลวงกับคำพูดของอินทรีย์ ผู้หญิงที่ตกเป็นทาสรักผู้ชายนี่มันเป็นกันได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ
“ขอบคุณอินทรีย์ที่ช่วยชี้แนะ”
บอกเลย ฉันนี่ขนหัวลุกเกรียว เสียงของเบิร์นหวานยิ่งกว่าน้ำตาลเคี่ยว แต่อินทรีย์ก็ยังเฉยเมยอยู่นั่น ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นมีหวังคลานเข่าเข้าไปขอความรักแล้ว สงสัยหมอนี่จะจัดอยู่ในประเภทตายด้าน พวกไร้สมรรถภาพแหงๆ ฉันเพิ่งค้นพบว่าตัวเองแสวงหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ได้ เพียงแค่ด่าคนอื่นในใจเท่านั้น
“งั้นเราไปเรียนกันมั้ย ตอนนี้”
“เรา?! อินทรีย์…ชวนเบิร์น…เข้าเรียนเหรอ?”
เบิร์นอ้าปากกระจ๋อหวอ มันน่าตกใจตรงไหน กับอีแค่อินทรีย์ชวนเข้า…เรียน ฮะ? ชวนจริงเหรอ แล้วฉันล่ะ…ฉันก็มีเรียนเหมือนกันนะ…เอ๊ะ มันไม่ถูกต้องนะที่จะไปทำกระเง้ากระงอดใส่ใครก็ไม่รู้ เขาไม่ได้เป็นเครื่องรางของฉันแล้วสักหน่อย เขาจะพาใครไปไหน ไปทำอะไร ฉันมีส่วนได้ส่วนเสียด้วยรึไง พักหลังมานี้ชักทำตัวแปลกเข้าไปทุกที
“เธอจะปฏิเสธก็ได้นะ”
อินทรีย์เลิกสนใจเบิร์นที่มัวแต่ชักช้าลีลาแล้วลุยกองใบไม้ออกไป เบิร์นเมื่อตั้งสติได้รีบรุดตามไปขนาบข้าง โดยมีเหล่าพวกพ้องเดินรั้งท้าย เบิร์นส่งเสียงฉะอ้อนถามนู่นถามนี่ ระริกระรี้จนฉันต้องหรี่ตามอง มีบางอย่างระอุอยู่ในความรู้สึก ควันที่คนนอกมองไม่เห็นพวยพุ่งออกมาจากหู ฉันไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรนี่
“ต้องยกความดีความชอบให้เครื่องรางของแกนะเนี่ย ปรากฏตัวได้ถูกวาระ ช่วยได้ทันเวลาพอดีเลย”
“หมอนั่นไม่ใช่เครื่องรางของฉันแล้วสักหน่อย! แล้วตรงไหนที่แกเรียกว่าช่วย มาหว่านเสน่ห์สาวเสียมากกว่า”
เห็นแข็งๆ อย่างนั้น ที่จริงแล้วเจ้าชู้ไก่แจ้ไม่เบาเลย ดูๆ ไปแล้วก็เหมาะสมกันดี หมาในกับหมาบ้า ทำไมไม่ตกลงปลงใจคบกันไปเสียเลยเล่า ชาวบ้านชาวช่องเขาจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน โชคดีของฉันแล้วล่ะที่พ้นจากคนอย่างหมอนั่นไปได้ มีคนแบบนั้นเป็นเครื่องราง รับรองชีวิตเกิดเรื่องยุ่งเหยิงไม่เว้นแต่ละวันแน่ แต่ยังไงก็ควรจะไว้หน้าฉันบ้าง ถึงตอนนี้จะไม่ได้เป็นเครื่องรางของฉันแล้วก็จริง แต่อย่างน้อยนายก็เคยเป็นนะ หมาที่ซื่อสัตย์ย่อมไม่ลืมเจ้าของ นี่อะไร๊ ไม่ทันไรก็ข้ามหน้าข้ามตาฉันชวนผู้หญิงที่เปรียบได้กับศัตรูพืชไปเข้าเรียนเสียแล้ว ถ้าเป็นคุณ คุณจะไม่โมโหรึไง?!?
(พาล)
วันวานผ่านไป วันใหม่เข้ามา
และแล้ววันหยุดสุดสัปดาห์ก็มาถึง
ฉันมาวิ่งออกกำลังกายที่ลานว่างใกล้บ้านเหมือนอย่างเคย จริงๆ ก็ว่าจะไม่วิ่งแล้วนะ ว่าจะนอนเอนกายให้กล้ามเนื้อขามันตาย จะได้มีข้ออ้างถอนตัวจากการเข้าร่วมแข่งวิ่งราชินีลมกรดที่กำลังจะมาถึง แต่ฉันไม่เคยชินกับการตื่นเช้าขึ้นมาแล้วนอนเป็นผักต้มอยู่เฉยๆ นี่สิ เลยลุกขึ้นมายืดแข้งยืดขา รู้ตัวอีกทีก็วิ่งมาถึงนี่แล้ว
ฉันวิ่งให้ร่างกายเสียเหงื่อแต่พอหอมปากหอมคอแล้วกลับบ้าน ขากลับเดินผ่านบ้านของอินทรีย์ด้วยนะ สภาพบ้านของอีตานั่นเป็นตึกสองชั้น ชั้นบนทำเป็นที่อาศัย ส่วนชั้นล่างเอาไว้เปิดขายเครื่องสุขภัณฑ์ แต่ก็มีพวกกระเบื้องพื้นห้องน้ำด้วย ย้อนกลับไปเมื่อสักสิบห้านาทีก่อน ร้านหมอนั่นยังไม่เปิด ฉันเลยแกล้งเขย่าประตูเหล็กยืดให้มันเกิดเสียงดังรบกวน แล้วมาพรางตัวอยู่หลังพุ่มดอกเฟื่องฟ้าบ้านข้างๆ
ฉันตั้งใจให้คนมาเปิดประตูเป็นอินทรีย์ แต่กลับเป็นลูกจ้างสาวในร้านซึ่งเป็นชาวต่างด้าวพอกหน้าด้วยทานาคาเปิดประตูออกมาเกาหัวแกรกๆ แทน
อยู่ดีไม่ว่าดี เล่นพิเรนทร์ไม่เข้าเรื่องเข้าราวเลยฉัน ฉันก็หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ว่าภาพที่อินทรีย์เดินกระซิกริกรี้ไปกับเบิร์นมันทำให้เลือดในกายฉันเดือดปุดๆ
ฉันกลับเข้าบ้านมาก็ไม่เห็นนายแม่แล้ว ไม่ใช่ว่าแม่ออกไปทำงานหรอกนะ วันนี้ก็วันเดย์ออฟของแม่เหมือนกัน เอ๋? หรือจะไปจ่ายตลาด แต่ผัก ผลมงผลไม้ หมูเห็ดเป็ดไก่ในตู้เย็นบ้านเราก็แน่นจนไม่มีพื้นที่จะจุกแล้วนะ
ฉันอาบน้ำอาบท่า หาข้าวหาปลากินเสร็จ ตาก็ชักเยิ้มๆ ในจังหวะที่กำลังเคลิ้มๆ หลับอยู่บนตั่งตัวยาว เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือที่อยู่ปลายเท้าก็ปลุกให้ฉันตื่น
“สวัสดีค่ะ…”
“แอน! แอน! นี่แม่เอง”
ฉันลดมือถือลงมาดูเบอร์ปลายสาย “อ้าว แม่! ใช้เบอร์ใครโทรมา”
“เบอร์ตู้โทรศัพท์สาธารณะ แม่ลืมมือถือ อีกทั้งกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้าน ที่โทรหาแกได้ก็เพราะโชคดีที่มีเหรียญสิบติดอยู่ซอกกระเป๋ากางเกง”
“แล้วตอนนี้แม่อยู่ที่ไหน?”
“ห้างเจริญชัย”
“นี่แม่ขับรถออกไปแต่ตัวเหรอ?!?”
“ก็แม่รีบ เมื่อเช้าระหว่างรอตักบาตร ได้ยินเสียงป้าแมวข้างบ้านบอกว่าสินค้าห้างเจริญชัยเซลตั้ง 80 เปอร์เซ็นต์ ถ้าช้าเราจะทันพวกขาช้อปเหรอ พอรู้แม่ก็ตะบึงรถออกมาเลย นี่แม่มารู้ตัวว่าลืมพกเงินมาก็อีตอนเข็นรถไปต่อคิวรอคิดเงินกับแคชเชียร์แล้ว”
“หนูคิดว่าเราจะช่วยกันประหยัดเสียอีก”
“การซื้อของเซลก็ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของคนประหยัดนะแอน”
“แต่แม่ไม่มีเงิน ดังนั้นแม่กลับบ้านมาเถอะ”
“ทำอย่างนั้นไม่ได้! แม่ฝากของไว้กับแคชเชียร์ หายต๋อมไปมันดูไร้ความรับผิดชอบ! ที่แม่โทรหาแก จุดประสงค์หลักก็เพื่อจะใช้ให้แกนำกระเป๋าสตางค์มาให้แม่ที่นี่ แม่ไม่ยอมกลับบ้านไปมือสิบนิ้วหรอกนะ”
“แต่ห้างเจริญชัยไกลออกนะแม่ หนูจะไปยังไง”
“ทำไมแกถามอะไรเหมือนคนโง่เลย รถมงรถเมล์มีก็นั่งๆ มาสิ หรือถ้าคิดว่าแกเดินไหว ก็เดินมะ…”
เสียงของแม่เงียบหายไป ให้ตาย เงินสิบบาทมันจะคุยได้นานแค่ไหนกันเชียว ฉันจำต้องไปสินะ โดยสารรถเมล์…คนอย่างฉันจะมีวาสนาพอได้นั่งมั้ยล่ะ ต้องยืนโหนกันเส้นยึดจนถึงที่หมายทีเดียว แม่นะแม่ วันหยุดทั้งทีลูกสาวก็อยากพักผ่อนหย่อนใจบ้าง นี่มีอันให้ต้องเหาะระเห็จไปอีก ถ้าใกล้ๆ จะไม่บ่นสักคำ
ฉันงุ่มง่ามออกมายืนรอรถเมล์ตรงป้ายติดถนนใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนสูงสง่าวิทยาสักเท่าใดนัก เห็นเด็กสูงสง่าเดินเข้าเดินออกโรงเรียนประปราย ก็ไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขามาทำอะไรกัน ฉันกำลังอยู่ในชุดลำลองที่สบายที่สุด เสื้อยืดตัวหลวมโคร่งเลอะรอยสนิมเป็นดวงๆ ที่แม่เคยขอให้ฉันยกให้ท่านทำเป็นผ้าเช็ดตีนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กางเกงขาก๊วยที่ด้ายชายตะเข็บเปื่อยยุ่ย ผมก็ผูกมัดลวกๆ ด้วยยางรัดแกง ถ้าถือกะลามาด้วยคงครบสูตรวณิพกพเนจร ให้มันรู้ไป แต่งตัวอย่างนี้แล้วไอ้พวกมิจฉาชีพจะกล้ามาวิ่งราวฉันมั้ย แต่พอถึงห้างแล้วแม่จะกล้าบอกใครต่อใครรึเปล่าว่าฉันเป็นลูกสาว
ฉันนั่งยองๆ มองรถที่แล่นสวนกันวุ่นวายจนดวงอาทิตย์เคลื่อนมาตรงศีรษะ สะดุดตากับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินข้ามถนนมา รูปร่างเฮลตี้จริงพ่อคุณเอ้ย ต้องมีของดีซ่อนอยู่หลังเสื้อยืดกางเกงยีนส์ขาดเข่านั่นแน่ๆ จะว่าไปเขาแต่งตัวปอนเหมือนอย่างฉันแท้ๆ แต่เขาดูลุคศิลปิน ต่างจากฉันที่เหมือน…เอิ่ม ฉันยกมือขึ้นบังสายตาจากแสงแดด ครั้นได้เห็นใบหน้าเขาในมุมตกกระทบของแสง ฉันดึงผมม้าลงมาปิดหน้าปิดตาทันที จากยอดชายทำไมถึงกลายเป็น…! บ้าที่สุด!
ฉันอ้อนวอนฟ้า ภาวนาดินให้อินทรีย์ไม่เดินมาทางนี้ ขอให้เขาไม่มาทางนี้ ผลเป็นไง เขามาหยุดอยู่ป้ายเดียวกับฉันเลยน่ะสิ! เขามาพร้อมกับกระป๋องน้ำอัดลมในมือ (เพ่งมองผ่านช่องว่างระหว่างผมม้า) เวรของฉันจริงจริ๊ง ถ้ารถเมล์มาตอนนี้ก็ดีสิ…
เอี๊ยดดดด
ราวกับสวรรค์เข้าข้าง ทันทีที่รถเมล์มาจอดเทียบ ฉันก็ใช้สายตามองสำรวจ เมื่อมั่นใจว่าใช่สายที่กำลังรออยู่ ฉันก็วิ่งตัวปลิวฝ่าฝูงคนที่กำลังลงรถขึ้นไป บุญแท้ๆ ที่มีที่นั่งว่างอยู่สองสามที่ ฉันเลือกนั่งที่ติดริมหน้าต่างคนเดียวส่วนที่นั่งด้านข้างว่างอยู่ แทนที่จะไปนั่งกับผู้ชายหน้าตากระลิ้มกระเหลี่ยนั่น ใครจะไปคิดล่ะว่าอินทรีย์จะก้าวขึ้นรถมาด้วยเหมือนกัน เขายกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นกระดก เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาจนฉันต้องปาดแล้วปาดอีก แต่แสร้งวางท่าสงบเยือกเย็น
อย่าตรงมาทางฉัน…ไปนั่งที่อื่น…ไปนั่งที่…อินทรีย์มานั่งข้างฉันจนได้! โว้ย ข้างไอ้ผู้ชายกระลิ้มกระเหลี่ยนั่นก็นั่งได้! ฉันเกร็งตัวจนเส้นเลือดขึ้นในหลายจุด หูได้ยินเสียงอินทรีย์ดื่มน้ำอัดลมดังอึกๆ หรือฉันจะแกล้งทำเป็นหลับดี หลับ…
“เอิ่ก!”
เสียงเรอของคนข้างตัวทำเอาฉันข่มตาหลับไม่ลง กลิ่นซ่าของน้ำอัดลมระเหยเข้าจมูกจนฉันต้องผุดลุกขึ้นมาอย่างสุดทน
“ขยับขาหน่อย ฉันจะเปลี่ยนที่”
อย่างน้อยๆ ไอ้กระลิ้มกระเหลี่ยนั่นก็ไม่น่าจะรบกวนทางเดินหายใจฉันเหมือนคนทุเรศทุรังนี่ อินทรีย์ทำราวกับเสียงของฉันเป็นเสียงนกเสียงกา นอกจากจะนิ่งไม่ยอมเขยื้อนแล้วเขายังไม่ปรายตามองฉันอีกต่างหาก แต่…แต่มันก็ดีแล้วล่ะ เขาจะได้ไม่ต้องเห็นเสื้อผ้าหน้าผมของฉัน
“ฉันรู้นะว่านายได้ยินที่ฉันพูด บอกว่าให้ขยับขาไง ขยับขา!”
“…”
เชื่อเขาเลย นี่ขนาดฉันขึ้นเสียงจนคนทั้งรถหันมามอง (เว้นคนหลังพวงมาลัยไว้คนหนึ่ง) อินทรีย์ไม่ยักจะสะท้านสะเทือน เอาเท้าเขี่ยขาน่องเขาก็แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็ยังเหมือนเดิม สุดท้ายฉันเลยระบายลมหายใจ กระแทกตัวนั่งลงตามเดิม สะบัดหน้าหนีอินทรีย์ไปมองนอกหน้าต่าง จู่ๆ รถเมล์ก็หักเลี้ยว ตัวฉันเอียงกระเร่เท่ไปเบียดกับคนข้างๆ ที่น่าตายกว่านั้นก็คือแก้มฉันบี้อยู่กับไหล่ของอินทรีย์จนแทบจะผสานเซลล์เป็นเนื้อเดียวกัน วี๊ดดด
“เอาหน้าออกไปห่างๆ”
ทุกอย่างปี้ป่น เหมือนฉันเป็นพวกอดอยาก ฉวยโอกาสกับฝ่ายชายเลย
“นี่…นี่นายรู้ใช่มั้ยว่าเมื่อกี้มันเป็นอุบัติเหตุหาใช่เจตนา” ฉันดักคอขึ้นก่อนที่เขาจะคิดไพล่ไปเป็นอื่น
“แล้วฉันว่าอะไรสักคำรึยัง ยิ่งเธอทำแบบนี้ ยิ่งดูเหมือนตั้งใจกลบเกลื่อนเจตนา”
“มะ ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ”
ฉันปฏิเสธปากคอสั่น พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจทางสายตา ทว่ารถเมล์เจ้ากรรมดันเลี้ยวโค้งอีก ฉันเลยเซเข้าไปหาอินทรีย์ตามแรงเหวี่ยงของรถ ได้ยินเสียงแผ่วต่ำดังเหนือศีรษะ
“ฉันเชื่อแล้ว…มันเป็นอุบัติเหตุ”
ฉันเงยหน้ามองอินทรีย์ พบว่าใบหน้าเราอยู่ใกล้กันจนรับเอาลมหายใจของอีกฝ่ายมา ฉันรู้สึกว่าตัวเองเลอะเลือนไปชั่วขณะ บางที…บางทีตอนนี้ฉันอาจรู้แล้วก็ได้ว่าอะไรคือเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้เบิร์นหลงอินทรีย์จนหัวปักหัวปำ…
“เก็บค่าโดยสารด้วยคร้าบ”
ขอบคุณพี่กระเป๋ารถเมล์ที่ช่วยกู้สติฉัน! ฉันเขยิบถอยห่างอินทรีย์ เปิดกระเป๋าสตางค์ (ของแม่) ยื่นเงินค่าโดยสารผ่านหน้าอินทรีย์ให้พี่กระเป๋ารถเมล์ ฉันรู้แล้วฉันแพ้อะไร ฉันแพ้การจ้องตาผู้ชายในระยะประชิด มันอันตรายมากเลย
ฉันอดทนนั่งข้างอินทรีย์ รถเมล์จอดรับคนป้ายแล้วป้ายเล่า จนมาถึงป้ายหนึ่งซึ่งมีคลื่นมหาชนขึ้นมาตูมเดียว บางคนไม่ได้มาแต่ตัว ขนชะลอม ขนถุงกระสอบสายรุ้งใบเบ้อเร่อขึ้นมาด้วย ลูกเล็กเด็กแดงก็มี ผู้ชายแถวนี้ก็สิ้นดีจริงๆ แทนที่จะลุกให้สุภาพสตรีไม่ก็ผู้เฒ่าผู้แก่นั่ง ไม่ต้องยกตัวอย่างไหนไกลหรอก ไอ้คนข้างๆ ฉันเนี่ย รถเคลื่อนไปเพียงไม่กี่นาที เสียงคนหวีดร้องก็ดังขึ้น
“กรี๊ดดด คุณยาย”
“ใครมียาดมบ้าง! คุณยายด้านนี้เป็นลม”
“ขอความกรุณาอย่ามุงครับ อย่ามุง!”
พี่กระเป๋ารถเมล์แหวกคนเข้าไปปฐมพยาบาลหญิงสูงวัยคนหนึ่ง ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่คุณยายท่านนั้นเป็นลม ก็รถเขย่าเสียขนาดนี้ แค่เห็นพระเครื่องตรงโซนกระจกหน้ารถส่ายก็ขี้คร้านจะตาลายแล้ว อากาศก็ร้อนอบอ้าว กลิ่นเต่าก็อบอวล ยิ่งคนเยอะๆ แบบนี้ ไม่มีทางหรอกที่อากาศจะถ่ายเทได้สะดวก
“ใครก็ได้! ช่วยสละที่นั่งให้ยายแกที”
อินทรีย์ยกมือขึ้นสุดแขน ฉันหันไปมองเขา ตากับปากเป็นรูปตัวโอ นายทำดีมากอินทรีย์ คนเป็นลูกผู้ชายต้องรู้จักเสียสละ…แต่…ทำไม ทำไมนายถึงชี้มาที่ฉัน…ล่ะ?
“ผู้หญิงคนนี้จะสละที่นั่งของเธอให้กับคุณยายครับ”
ใช่…ฉันจะสละที่นั่ง…
“!!!”
อินทรีย์ อะ ไอ้ผู้ชายซังกะบ๊วย!
ผู้คนบนรถปรบมือแสดงความชื่นชมฉันเกรียวกราว ฉันทำหน้าเหมือนคนขาดออกซิเจน ค่อยๆ หันไปมองตัวต้นเรื่อง
“จะไม่ลุกเหรอ? เธอคนไทยรึเปล่า”
“หน็อย! กล้าถามฉันได้ยังไง นายเองก็คนไทยไม่ใช่เหรอ! แถมที่นั่งยังออกง่ายกว่าฉันตั้งโข” ฉันโวยใส่อินทรีย์ ระดับเสียงให้ได้ยินกันแค่สองคน
“นี่เธอกำลังเกี่ยงงั้นเหรอ!?!”
อินทรีย์ถามด้วยเนื้อเสียงอันดังเหมือนจงใจให้ได้ยินกันทั้งคันรถ กรี๊ด คนมองฉันใหญ่แล้วเห็นมั้ย! อยะ อย่าเข้าใจผิดนะคะทุกคน ฉันต้องเต็มใจลุกให้คุณยายที่เป็นลมจะล้มแหล่มิล้มแหล่นั่นนั่งอยู่แล้ว นี่ไง…ฉันลุกแล้ว ชั่วอึดใจพี่กระเป๋ารถเมล์ก็ย้ายร่างคุณยายมา อินทรีย์สลับที่เข้าไปนั่งด้านใน ฉันเขย่งโหนไปส่งสายตาเคียดแค้นไป ผู้ชายดีๆ ที่ไหนเขาทำวะ ตัวเองนั่งอยู่ด้านนอกแต่กลับให้ผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านในออกมายืนห้อยต่องแต่ง
ฉันผลักดันความไม่พอใจออกมาทางตา จนตาล้าไปหมด แต่ไม่มีหรอกที่หมาบ้าแห่งสูงสง่าจะสำนึก หลับพริ้มไปแล้วนั่น
“ยาย…ขอบใจแม่หนูมากนะ…” คุณยายเอ่ยขอบคุณฉันเสียงสั่นเครือ ใบหน้าที่สั่งสมริ้วรอยตามกาลเวลาสื่อว่าซาบซึ้งในน้ำใจฉันมากจริงๆ ฉันบอกคุณยายว่าไม่เป็นไรค่ะ ซ้ำสองรอบ หลายคนกล่าวสรรเสริญเยินยอฉัน มันคือเหตุสุดวิสัยน่ะค่ะ ฉันไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่ทุกคนเข้าใจหรอก
ยี่สิบนาทีผ่านไป…
ฉันขอคอมเพลนลุงคนขับรถเมล์ ขับไม่นิ่มเอาเสียเลย เดี๋ยวก็เบรกกะทันหันจนคนข้างหลังไหลมากองรวมกับคนข้างหน้า ขับส่ายจนผู้โดยสารเป๋ไปเป๋มา ไอ้ฉันมันก็นานทีใช้บริการเสียด้วยสิ จะไปไหนมาไหน ปกติก็เดินเอาตลอด ถ้ามันไม่ไกลจนเหลือบ่ากว่าแรงน่ะนะ ตอนนี้ฉันท้องไส้ปั่นป่วน เวียนหัวจนเห็นนักศึกษาสาวข้างๆ มีสี่ตา สองปาก นี่ต้องเป็นอาการเบื้องต้นของคนเมารถแน่ๆ ฉันรู้สึก...
“อ้อก”
รู้สึกคลื่นเหียนอยากอาเจียนมากๆ น้ำในท้องมันขึ้นมาถึงคอฉันแล้ว แต่ฉันกลืนมันลงไปใหม่ ฉันจะอ้วกออกมาไม่…
“โอ้ก!”
“กำลังท้องกำลังไส้เหรอหนู”
ฉันเอามือปิดปากแล้วสั่นหัวระรัว ไม่ใช่นะคะป้า ป้ามาดิสเครดิตกันแบบนี้ เดี๋ยวหนูก็ขายไม่ออกกันพอดี
“งั้นเป็นอะไรล่ะน้อง!” ผู้ชายวัยทำงานอีกคนหนึ่งถามฉัน อินทรีย์ลืมตาตื่นขึ้นมาทันที เขาไม่ได้หลับแค่พักสายตางั้นเหรอ
“อึก หนูเมารถค่ะ!”
เกิดเสียงฮือฮา คนตีตัวออกห่างฉันเป็นวงกว้าง เอ่อ ฉันแค่เมารถนะไม่ได้เป็นกาฬโรค นี่ทุกคนลืมความดีเมื่อยี่สิบนาทีก่อนของฉันแล้วเหรอ ทำไมลืมง่ายลืมดายกันขนาดนี้ ในขณะที่ฉันกำลังยืนเป็นที่รังเกียจของสังคม อินทรีย์ก็ขอทางคุณยายออกมา เอาหูถุงพลาสติกทั้งสองข้างมาคล้องที่หูฉัน ปากฉันตรงกับตำแหน่งปากถุงพอดี ฉันมองเขาอย่างสับสน…มาไม้ไหนเนี่ย…ไหนเคยพูดกับฉันไว้ไม่ใช่รึไงว่า…
‘ต่อไปไม่ว่าเธอจะตกท่อ จมน้ำ โดนรุมสกรัม หรือรถบรรทุกเหยียบ ฉันก็จะทำเป็นมองไม่เห็น ไม่แม้แต่จะชายตาแล…ให้สมกับความต้องการของเธอ’
เอ…หรือเมารถจะไม่เกี่ยว
“อัวะ!”
“เวลาอ้วกก็อ้าปากถุงให้กว้างๆ อย่าอ้วกเลอะเทอะออกมาข้างนอก ฉันสงสารคนที่ต้องมาตามเช็ดตามล้างทีหลัง”
นี่ถ้าเสียงเขาไม่ทุ้มห้าว ฉันคงนึกว่าตัวเองคุยอยู่กับป้าแก่ๆ เจ้ากี้เจ้าการ
“ฉันรู้ล่ะน่า อ้วก โอ้กกกกกก”
“อ้วกกกก ก ก ก”
ฉันที่กำลังขย้อนเอาน้ำออกมาจากกระเพาะอยู่ก็ต้องตกใจที่มีคนอ้วกตามกันระนาว ขนาดพี่กระเป๋ารถเมล์ยังทำหน้าพะอืดพะอมเลย
“ดีขึ้นรึยัง”
แต่อินทรีย์เป็นคนเดียวที่ไม่ทำหน้าแขยงฉัน มีช่วยลูบหลังให้อีกต่างหาก สำนึกได้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันทรมานทรกรรมนับว่าไม่แย่เกินไปนัก
“ดีขึ้นแล้ว…!”
คุณ…พระ! อินทรีย์รั้งฉันเข้าไปใกล้ จากนั้นก็กดหัวฉันให้จมกับอกผายของเขา เป็นอีกครั้งที่กลิ่นแสงแดดหอมสะอาดกระทบเข้ากับฆานประสาท เสียงหัวใจของเขาเต้นดังและถี่แบบนี้เป็นปกติอยู่แล้วหรือยังไง ฉันรู้สึกว่าหน้าอกของเขาเกร็งขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน นี่มันอะไรกัน…แอน…ยังไม่ผละออกมาอีกเหรอ เธอตอบรับสัมผัสนี้ได้อย่างไรกัน
“นี่มันจะช่วยให้เธอหายเมารถ”
“ฮะ…”
“พิงฉันแล้วหลับไปซะ”
หลับ? จะให้ฉันหลับทั้งอย่างนี้? ใครมันจะไปหลับลงกัน เปลี่ยนให้ฉันไปนั่งข้างคุณยายแทนนายไม่ดีกว่าเหรอ แต่ถ้านี่เทียบได้กับการกอด มันคงเป็นอ้อมกอดที่ทำให้ฉันรู้สึกดี มันเป็นอ้อมกอดที่คุ้นและอบอุ่นเหมือนกอดจากพ่อของฉันเลย…
…
“เฮือก!”
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันยืนหลับได้จริงๆ ดีนะที่ตื่นก่อนที่รถจะเลย ฉันวิ่งโครมครามลงจากรถเมล์ บังเอิญเหลือเกินที่อินทรีย์ก็ลงนี่เหมือนกัน ฉันไม่ใคร่สู้หน้าเขาเท่าใด ถ้าบอกว่าเคอะเขินก็คงไม่เกินไป เขาเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิง สนิทกันถึงขั้นไหนมากงมากอด
ตึก ตึก
เขา เขาเดินตามฉันใช่รึเปล่า! ฉันเดินเร็วจนเกือบจะเปลี่ยนเป็นวิ่งเพื่อทิ้งระยะห่างจากเขา แต่ก็ต้องถูกคว้าต้นแขนเอาไว้ ถ้าเขาชวนฉันไปเดทที่สวนสนุกล่ะ? ฉันจะทำยังไงดี
“มะ มีอะไรเหรอ”
“ฉันมีบางอย่างอยากถามเธอ”
อินทรีย์จดจ้องฉันจนฉันต้องหลบสายตาวูบวาบ
“ถะ ถามฉัน ถามอะไร”
“เธอถูกข่มขู่มานานแค่ไหนแล้ว”
“หือ ข่มขู่อะไร ฉันไม่ได้ถูกใครข่มขู่สักหน่อย…” ฉันถามกลับอย่างไม่เข้าใจ แต่สักพักก็เริ่มสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี หรือว่าเขา…ชิบ…! ไม่จริง ไม่ใช่หรอก ไม่ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้
อินทรีย์มองฉันอย่างรู้เท่า ฉันใจหายวาบ รู้สึกเลยว่าลำคอของตัวเองนั้นแห้งผาก ไม่เอานะ…สิ่งที่ฉันกลัวมันจะไม่เกิดขึ้นใช่มั้ย
“มันไม่ใช่การซ้อมบทละคร”
ฉันหน้าเซียวลงเรื่อยๆ ตอนนั้นเขาได้ยิน แต่แกล้งหน้าซื่อตาใสทำเป็นไม่ได้ยินงั้นเหรอ ตายแล้ว! ละ แล้วเขาได้ยินจากช่วงไหนถึงช่วงไหน เรื่องเครื่องรางนั่นไม่ได้ยินใช่มั้ย?!?
“นะ นายกำลังพูดเรื่องอะไร”
“เธอจะทำเป็นไม่เข้าใจที่ฉันพูดไปอีกนานแค่ไหน ฉันรู้ว่าเธอรู้ว่าฉันหมายถึงอะไร”
แข้งขาฉันอ่อนปวกเปียกเป็นขนมปังโดนน้ำ ฉันต้องลงไปกองกับพื้นแน่ถ้าไม่ได้อินทรีย์ยึดเหนี่ยวร่างกายเอาไว้
“คราวนี้ตอบฉันมาได้รึยัง เธอถูกข่มขู่แบบนั้นมานานแค่ไหนแล้ว”
อินทรีย์คาดคั้นฉัน มาถึงขั้นนี้แล้ว โกหกอะไรไปก็คงไม่มีประโยชน์
“ก็ยังไม่นานหรอก…แล้วก็อย่าเรียกว่าข่มขู่เลย แค่มาเตือนเฉยๆ น่ะ เหมือนหมาฉี่ประกาศอาณาเขต อะไรทำนองนั้น”
“เตือนเฉยๆ? แถวบ้านเธอเรียกงั้นเหรอ แต่แถวบ้านฉันไม่นะ เธอคงโทษว่าฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอเดือดร้อนสินะ”
“ก็มันจริงมั้ยล่ะ…เอ่อ ก็มีบ้าง ฉันไม่ชอบการมีปัญหากับผู้หญิงด้วยกันเพียงเพราะผู้ชายคนเดียว…”
ฉันก้มหน้าก้มตาตอบเสียงเบาหวิว
“ถ้างั้น…วันนั้นที่เธอบอกให้ฉันเลิกยุ่งกับเธอ ลึกๆ แล้ว มันมาจากความตั้งใจจริงของเธอรึเปล่า”
“…แน่นอน มันมาจากความตั้งใจจริงของฉัน”
ฉันหลอกเขา
“อย่าโกหก”
ฉันปลุกปลอบใจให้กล้าสบตาเขา ยืนกรานหนักแน่น
“ฉันเปล่าโกหก”
“ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าฉันเป็นเครื่องรางของเธอน่ะเหรอ?”
ฉันสะดุ้งสุดตัว สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว! นี่เขา…ได้ยิน…พับผ่าสิ! ทำไมฉันถึงได้ซวยเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างนี้นะ
“พิโธ่…มันเป็นเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง นายก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
“ทำไงดีล่ะ ฉันดันเชื่อมันน่ะสิ”
มุมปากของเขาหยักเป็นรอยยิ้มลึกเมื่อเห็นฉันชะงักอึ้ง อินทรีย์เอนกายเข้ามาเกาะกุมบ่าฉัน ก่อนจะเอ่ยบางอย่างให้ฟังช้าๆ ชัดๆ
“ถ้าฉันเป็นเครื่องรางของเธอจริง ก็ปล่อยให้มันเป็นไป อย่าฝืนสิ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน”
“อยะ อยากรู้…อยากรู้อะไร”
ฉันถามอย่างระมัดระวัง
“อยากรู้ว่ามันมีส่วนที่ทำให้ช่วงนี้เธอมาป้วนเปี้ยนในสายตาของฉันรึเปล่า ผู้หญิงที่แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยอยู่ในสายตาฉัน ผู้หญิงที่ฉันไม่เคยแม้แต่จะสนใจมองมาก่อน แต่ดูตอนนี้สิ”
หรือเป็นเพราะจำนวนประชากรในโรงเรียนสูงสง่าวิทยามีมาก แล้วฉันก็เป็นคนที่ไม่เอาดีเอาเด่นด้านอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกีฬา กิจกรรม แข่งขันวิชาการ ช่วงพักกลางวันฉันก็ชอบไปขลุกอยู่แต่ในห้องสมุด งานกีฬาสีทุกปีที่เค้าขึ้นสแตนเชียร์ ไปร้องเล่นเต้นกัน ฉันมักหนีไปนอนตามอาคารเรียน ต่างจากเห็ด รายนั้นน่ะลงแข่งกีฬาตั้งไม่รู้กี่พันรายการ เอาเป็นว่าถ้าไม่ใช่คนชอบสังเกตจริงๆ ยากนักที่จะเห็นฉัน มีนักเรียนชั้นเดียวกันหลายคนเลยที่ไม่รู้จักฉัน อินทรีย์ก็คนหนึ่ง แม้นว่าฉันจะเป็นคนที่นั่งกินข้าวตรงกับเขาในค่ายจริยธรรมสามวันติดและบ้านอยู่ในย่านเดียวกันก็เถอะ
“นี่…นี่นายพอเลยนะ เรื่องงมงายน่ะไม่เหมาะกับหน้านายหรอก ปล่อยให้ฉันอยู่ในวังวนนั้นของฉันคนเดียวเถอะ”
“ฉันจะเป็นเครื่องรางของเธอ”
เฮ้ย ไอ้หมอนี่ได้ฟังที่ฉันพูดรึเปล่า รู้ตัวมั้ยว่ากำลังพูดอะไรออกมา
แววตาของอินทรีย์ไม่มีความมดเท็จอยู่ในนั้น เขายืนยันจะเป็นเครื่องรางของฉันถึงแม้ว่ามันอาจทำให้เขาเจ็บตัวงั้นเหรอ ความซวยของฉันมีมากกว่าคนทั่วไปสิบเท่านะ ฉันเป็นอะไรกับนายกัน ญาติก็ไม่ใช่ คนรู้จักก็ไม่เชิง
“ฉันจะปกป้องเธอ…”
“…!”
เอาจริงเหรอ…
“เธอจะปลอดภัยตราบเท่าที่มีฉันอยู่”
“เอ่อ แต่…”
“เธอกำลังจะบอกฉันว่าเธอไม่ต้องการมันใช่มั้ย ไม่เป็นไร”
“?”
“ฉันต้องการมันคนเดียวก็พอแล้ว”
.................................................................................................................................................................................................
☻คุยกันหลังม่านมู่ลี่♥
ป่ามป่ามป๊าดามป่ามป๊าดามป่ามป๊าดาม ♫ พอเขียนจบแล้วไม่รู้ทำไมดนตรีนี้มันดังขึ้นมาในหัว บทนี้หาที่ลงยากมาก แต่มันก็ได้สิ้นสุดลงแล้วค่ะ การแข่งขันที่ยาวนานครอบทศวรรษ โลกเกิดอะไรขึ้นบ้างนี่ไม่รู้เลย
ถามว่าจบบท 7 แล้ว จะเอายังไงกับชีวิตต่อ
ตอบ : ก็คงแต่งนิยายควบคู่ไปกับการทำองค์อินทรีย์ขึ้นมาปล่อยเช่าบูชา
บทนี้บทสุดท้ายแล้ว ใจหายนะ แต่ไม่ว่ายังไงก็จะไม่มีทางลอยอังคารนิยายเรื่องนี้เด็ดขาด เราจะมีตัวตนอยู่ในเว็บเด็กดีเนี่ยล่ะ เวลาเราร่างตัวละครแต่ละตัวขึ้นมา เราก็มีความผูกพันกับมันหมด มันเกิดจากจิตวิญญาณของเราเองทั้งนั้น นี่มีใครเข้าใจเรามั้ย
ยังไงก็ขอบคุณทุกคนมากค่ะที่สนับสนุนนิยายเรื่องนี้มาตลอด ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ ขอบคุณคำติชมจากกรรมการพี่ลูกชุบ ขอบคุณ เอ่อ คะแนนโหวต ขอบคุณคอมคู่บุญ เอ็งถึกจริงๆ นี่ขนาดโดนไวรัสกินไปครึ่งเครื่องแล้วนะ ขอบคุณพี่มอส ปฏิพาน เป็นเกียรติเหลือเกินที่ได้พี่มาเป็นอิมเมจ พี่คือจุดขายของนิยายเราเลยค่ะ
สุดท้ายนี้ เรายินดีมากเลยที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ อยากให้โครงการดีๆ แบบนี้จัดไปถึงปีที่ 100 เลยค่ะ ถอนสายบัว
มีความขลังมากอินทรีย์ของเรา โผล่มาสมกับเป็นเครื่องรางยมทูตจริงๆ // ผิดเรื่องป่ะเฮ้ย 555555
ชอบตอนที่ถามนางเอกอ่ะว่าโดนยัยเบิร์นเล่นรึเปล่า ดูมีความเป็นห่วง ฮือออ
ฉากอ้วกนี่เห็นาพเลย ยอมใจ
แต่อินทรีย์ก็ดีขึ้น ไม่เมินแอนแล้ว
ฮือ ชอบบบ
จุ๊บบ
ไม่ให้คนอ่านตามไปฆ่า... ดีจัง...
มีความแอบเฉลยหน่อยๆ 55555555
ถ้าได้ออกเล่มจะรอซื้อนะ... มาแจกลายเซ็นต์ให้ด้วย
ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
ยัยแอนนนนนนนนนนนนน
หล่อนจะน่าอิจฉาไปไหนฮ๊าาาาาาาาาาาาา
โอ๊ยยยยย ไม่ไหวแล้วววว รักอินทรีย์อ่ะ รักกว่าเอเธนส์ของตัวเองอีกอ่ะ
ฮื่ออออออออออออออ //หลุดจองบอกนะคะ พี่พร้อมโอนแถมค่าส่ง ฮื่อออออ
นี่ตามงานน้องตองมาตั้งแต่วีคแรก น้องทำได้ดีทุกวีคจริงๆ ค่ะ
ตอนแปดลงที่ไหนแวะมาบอกพี่ทีนะคะ
พี่จะตามไปพี้อินทรีย์ต่อ
อร๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
กรี๊ดดดดดด ตอนแรกก็ไม่ชินกับอินทรีย์แนวนี้เท่าไหร่ แต่ปรากฏว่าพอเจอประโยคนี้เข้าไปก็ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว >< ละมุนนน รักนาง ฮื่อออ ยังคงอิจฉายัยแอนอย่างต่อเนื่อง
ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนแรก ชอบ ชอบ และยังชอบจนถึงตอนที่เจ็ด ชอบถึงขนาดแนะนำให้เพื่อนอ่านกันด้วยเบย55555
ขอให้ได้ขอให้โดน งือออ อยากอ่านแบบเป็นเล่ม กิ้กิ้ โชคดีนะพี่ตอง รอเลยยย
ละมุน ชอบ โอยยย
เขียนให้จบนะตอง ไม่ว่ายังไงก็ตาม
พี่ขอเป็นเอฟซีอินทรีย์จ้าาาาาาาาาาาาาาาาา!
ไม่ไหวแล้ว พี่จะไม่ทนนนนน
คือมันดีมากกก จะรออ่านเป็นรูปเล่มนะะ
เราลำดับเรื่องดีนะ มันเดินหน้าตามที่ควรเดินหน้าอ่ะ จังหวะเรื่องดี มีจุดที่บังเอิญๆ เจอหลายอันไปหน่อย แต่พยายามเข้าใจว่ามันอยู่ในย่านเดียวกัน เจอกันก็เรื่องปกติอ่ะเนอะ พี่ชอบสำนวนที่ค่อนข้างสงบลงกว่าตอนแรกๆ คำว่าสงบไม่ได้หมายความว่าน่าเบื่อนะ คือยังตลก น่ารักอยู่แต่ไม่เฟ้อมากเกินไป อาจจะเพราะมุมมองของแอนกับอินทรีย์เปลี่ยนไปด้วยแล้วมั้ง าษามีความโบราณ คือในหัวพี่คิดาพเป็นกทม.ยุคปี 2000 อ่ะ 55555555555 จินตนาการไปเก่ามาก ยังชอบอินทรีย์พ่อกล้ามปริอยู่ กรี๊ดกร๊าด ถ้าเกิดไปงานประกาศรางวัลก็เจอกันน้า