‘เขา’ คือเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายที่มาปรากฏตัวต่อหน้า ’เธอ’ ภายใต้เงื่อนไขตามคำทำนายของชายเร่ร่อน
3
ไม่ใช่บังเอิญ
‘ฉันจะเลิกคิด…รับรอง’
ถึงจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่ฉันทำได้เสียที่ไหนกันเล่า ในหัวยังคงมีแต่เรื่องคำทำนาย และเหตุการณ์ที่อินทรีย์ช่วยฉันไว้ วิ่งชนกันอีรุงตุงนังจนไม่เป็นอันเรียน กระทั่งจบคาบสุดท้ายฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าอาจารย์สั่งการบ้านอะไร ได้ยินแค่ว่าให้ส่งพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง
“จารย์สั่งการบ้านอะไรนะ ฟังไม่ทัน”
เห็ดที่เพิ่งว่างมือจากการยัดหนังสือเข้ากระเป๋า คว้าสมุดบนโต๊ะมาตีหัวฉันทีนึง
“มีหูก็หัดตั้งใจฟังซะบ้างสิวุ้ย บทที่ 8 หน้า 88 ทำข้อคี่ทั้งหมด ”
ฉันบรรจงเขียนลงสมุดจดการบ้าน ความจริงจดเป็นพิธีไปอย่างนั้นเอง การบ้านวิชาภาษาอังกฤษไม่ได้เกิดมาเพื่อฉันแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงจะตั้งใจทำแค่ไหนก็ทำไม่ถูกอยู่ดี ไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยมาขอลอกเพื่อนในห้องดีกว่า
ฉันกับเห็ดเร่งมือเก็บข้าวเก็บของ เพราะไม่อยากออกจากห้องเป็นคนท้ายๆ ที่ต้องรับผิดชอบปิดไฟ ปิดพัดลม ตามจุดต่างๆ ในห้องเรียน พอออกมาจากตัวอาคารก็ตั้งหน้าตั้งตาเก็บขยะเพื่อใช้เป็นป้ายผ่านทางออกจากโรงเรียน มันเป็นนโยบายที่อยู่ในช่วงทดลองของสภานักเรียนชุดใหม่ ซึ่งปรารถนาให้สูงสง่าวิทยาก้าวขึ้นเป็นโรงเรียนที่สะอาด ปราศจากขยะมูลฝอยติดอันดับต้นๆ ของโลก เพิ่งเริ่มนโยบายแค่ไม่กี่เดือน กระแสตอบรับกลับดีเกินคาด พวกเราเลือดขาวเขียว (ขาวเขียวคือสีประจำโรงเรียน) กระเหี้ยนกระหือรือในการเก็บขยะกันอย่างมาก มาบัดนี้จะหาเปลือกลูกอมสักชิ้น แก้วน้ำพลาสติกสักแก้วแทบจะพลิกแผ่นดิน ครั้นจะเดินดะออกไปมือเปล่า อาจารย์ที่เป็นเวรตรวจหน้าประตูก็ไม่ยอมให้ผ่านอีก
ฉันอยู่เป็นเพื่อนเห็ด รอจนกว่าน้องชายมันซึ่งอยู่ต่างโรงเรียนจะมารับทุกวันเหมือนเป็นกิจวัตร ไอ้เป็ดมันชอบเถลไถล อยู่ทำอะไรต่อมิอะไรกับเพื่อน กว่าจะได้ฤกษ์มา รากของฉันกับพี่สาวมันก็งอกไปตามๆ กัน และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่มันมาช้า เด็กนักเรียนคนอื่นๆ จากในตอนแรกเห็นขวักไขว่กันอยู่หน้าโรงเรียนสูงสง่าวิทยา ตอนนี้เริ่มบางตา เหลือให้เห็นแค่สี่ห้าคนเท่านั้น
“สิบเจ็ดนาฬิกา จะสี่สิบนาทีแล้วนะ”
“ไอ้เป็ดมันไปเละเทะที่ไหนวะเนี่ย นี่ไอ้แอน แกข้ามถนนไปร้านค้าเป็นเพื่อนฉันเดี๋ยวนึงสิ ไอ้เป็ดมันยังไม่ทันมาหรอก”
ฉันจิ้มลูกชิ้นเอ็นไก่เจ้าประจำคำสุดท้ายเข้าปาก ชำเลืองตาไปยังร้านขายของชำซึ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนที่มีรถราวิ่งสวนกันไปมาไม่ขาดสาย นับก้าวด้วยสายตาแล้วมันตั้งไกล ลูกชิ้นที่เพิ่งกินไปได้ย่อยหมดพอดี ฉันต้องการให้มันอยู่ท้องก่อนจะกลับไปกินข้าวเย็นต่อที่บ้านนะ
“ไม่เอา ไกล”
“ไกลอะไร! แกไปยืนตดตรงนั้น ยังได้กลิ่นมาถึงนี่ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่แกเริ่มสันหลังยาวแบบนี้ ไปซื้อแค่กาแฟสำเร็จรูปแล้วก็กลับเอง ฉันเพิ่งตกไอดีไลน์สาวคนใหม่มาได้สำเร็จ มันต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยการคุยกันแบบข้ามวันข้ามคืนนะเว้ย”
“โอยตายเพื่อนฉัน นี่แกจะไม่หลับไม่นอนเลยใช่มั้ย ทุ่มเทเท่าไหร่ก็เห็นนกทุกที”
“นี่ถ้าปืนลูกโม่อยู่ในมือ ฉันยิงแกทิ้งจริงๆ นะเนี่ย”
“เอ้า ไปก็ไป ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าความรักของแกกับแม่สาวคนใหม่จะไปได้สักกี่น้ำ”
เห็ดทำหน้าเกษมเปรมปรีดิ์ ดุนหลังฉันข้ามถนนซึ่งไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดงพอดี ช่วยไม่ได้จริงๆ ฉันเป็นคนดีเกินกว่าจะปฏิเสธคำขอของใคร ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยเพิกเฉยต่อคำขอร้องของคนอื่นเลยสักครั้ง เมื่อมาถึงหน้าร้านขายของชำ ฉันปล่อยให้เห็ดเดินเข้าไปข้างใน ส่วนตัวเองรออยู่ข้างนอกนี่ ระหว่างที่ยืนแกร่วอยู่นั้น…
ปึก!
หนึ่งในกลุ่มนักเรียนชายซึ่งกำลังจะเดินสวนไปพอดี จงใจเดินชนไหล่ฉัน จนฉันเซแท่ดๆ ไปข้างหลัง ฉันรู้ได้ยังไงว่ามันจงใจน่ะเหรอ ก็เพราะวินาทีต่อจากนั้นมันส่งเสียงยียวนถามพอๆ กับหน้าตาที่ยวนยี
“เด็กสูงสง่าวิทยานี่มันยังไง ยืนกินที่ ยืนเกะกะขวางทาง”
อ้าว หาเรื่องกันแล้วนะแบบนี้ เห็นอยู่ว่าที่ตั้งกว้างขวาง ฉันไม่ได้ยืนกินที่ตรงไหนเลย ออกจะริม
ฉันมองกลุ่มคนพวกนี้ แล้วร้องพุทโธ่ในใจ ที่แท้ก็พวกเด็กโรงเรียนครรชิต อริเก่าของโรงเรียนเรานี่เอง นักบาสเกตบอลโรงเรียนนี้ก็ติดลิสต์รายชื่อโรงเรียนที่อินทรีย์เคยไปก่อคดีวิวาทด้วย เห็นว่านักบาสของครรชิตถูกอินทรีย์เล่นงานซะเละเป็นโจ๊กสามย่าน ป่านนี้ถอดเครื่องช่วยหายใจรึยังก็ไม่รู้ ยังกล้ามาแหยมถิ่นเขาอีกแน่ะ
“เฮ้ยป้า! บุหรี่ซองหนึ่ง”
เด็กครรชิตคนหนึ่งตะโกนเข้าไปในร้านขายของชำแบบไม่เกรงใจเครื่องแบบนักเรียนที่สวมใส่อยู่เลย นี่ถ่อมาซื้อบุหรี่ไกลถึงนี่เลยเหรอ? ในเวลาเดียวกันนี้ เห็ดกำลังควงถุงกาแฟสำเร็จรูปออกมาจากร้านด้วยใบหน้าอันเปี่ยมสุข แต่พอเงยหน้าเจอะกับพวกเด็กโรงเรียนครรชิตเท่านั้นก็ปล่อยถุงกาแฟดิ่งลงพื้น ผงกาแฟฟุ้งไปทั่วทุกอณูอากาศ ป้าเจ้าของร้านชะโงกหน้าออกมา
“ร้านป้าไม่ขายบุหรี่นะจ๊ะพ่อหนุ่ม”
“อะไรนะ นี่พวกผมมาไกลนะป้า!” ต่อด้วยคำสบถหยาบคาย
พุทโธ่เอ๋ย…พ่อแม่รู้บ้างรึเปล่าว่าพวกนายเอาเงินที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกท่านมาซื้อของบั่นทอนอายุปอดตัวเองแบบนี้ ถ้ารู้พวกท่านจะทุกข์ตรมมากขนาดไหน ป้าเจ้าของร้านยักไหล่ ก่อนจะหายวับกลับเข้าไปในร้าน เด็กครรชิตโหวกเหวกโวยวายใหญ่ เห็ดฉวยจังหวะนี้มาเกาะแขนฉัน ถามเสียงค่อย
“นี่มันเด็กครรชิตไม่ใช่เหรอวะ?”
“ใช่เพื่อน และฉันขอเสนอให้เราไปกันเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้!”
ฉันกับเห็ดย่องๆ ออกมา ทำฝีเท้าให้เบาที่สุด แต่กระนั้นก็ไม่สามารถรอดพ้นหูตาไอ้ผู้ชายคนที่หาว่าฉันยืนเกะกะขวางทางได้ มันยักหน้ายักตาให้เด็กครรชิตคนอื่นๆ เข้ามาดักหน้าดักหลังพวกเราไว้ ดูเป็นช้างเท้าหน้าของกลุ่มอย่างไรพิกล
“จะรีบร้อนไปไหนเล่า ถึงพวกเราไม่ได้บุหรี่กลับไป แต่ก็จะมาเสียเที่ยวไม่ได้…”
“ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันลืมรดน้ำต้นไม้มาสามวันแล้ว พลูด่างต้องเฉาตายแน่ๆ ถ้าฉันไม่รีบไปตอนนี้”
พวกมันแสร้งหัวเราะ คงฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันคือข้ออ้าง
“เพิ่งรู้นะว่าเด็กสูงสง่าวิทยา เวลาขี้ขลาดตาขาวเนี่ย คิดคำโกหกได้ลุกเป็นไฟ”
ทำไมหมอนี่ถึงเติบโตมาเป็นคนแบบนี้ได้นะ ถ้ายังหมิ่นสถาบันกันอีกที อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ จะสู้ให้ยิบตาเลยทีเดียว
“ขอล่ะ จะว่าก็ว่าแค่ฉันพอ ทำไมต้องเอาสูงสง่าวิทยามาเสริมเติมต่ออยู่เรื่อยเลย ลองให้ฉันว่าพวกนายแล้วเอาชื่อโรงเรียนของพวกนายมาพ่วงดูบ้างมั้ยล่ะ…เด็กครรชิตมันอย่างนั้น เด็กครรชิตมันอย่างนี้”
“โรงเรียนครรชิตรวมถึงตัวเด็กนักเรียนเองที่ผ่านมาไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสียเหมือนพวกสูงสง่าวิทยา ที่เอะอะอะไรก็ใช้กำลังเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ กุ๊ยข้างถนน มีอะไรให้เธอเอามาว่าได้กันวะ”
ได้เข้าใจสำนวนไทย ‘ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง’ อย่างถ่องแท้ก็วันนี้เอง เพราะวีรกรรมของหมาบ้าตัวเดียวแท้ๆ ทำให้เด็กโรงเรียนอื่นแดกดันโรงเรียนเราไม่รู้จักจบจักสิ้นแบบนี้ ไอ้หมอนี่เป็นคนที่นิสัยแย่เอามากๆ มาเหมารวมกันแบบนี้ ขนาดในหมู่ปราชญ์ยังมีเปรตปะปนอยู่ นับประสาอะไร มันต้องมีคนดีกับคนไม่ดีคละกันเป็นธรรมดา โรงเรียนนะคุณไม่ใช่สำนักชีปะขาว
ฉันถอนหายใจอย่างปลงๆ เถียงกับคนพาล เถียงให้ตายตกไปก็ไม่มีวันชนะหรอก หาทางยุติการกระทบกระทั่งนี้น่าจะดีกว่า
“เปิดทางให้พวกเราเหอะ ต่างคนต่างไปจะได้ไม่ต้องมีปัญหา”
“ก็เพราะอยากมีปัญหาน่ะสิ ถึงไม่ให้ไป”
กะเอาไว้แล้วไง ไอ้พวกนี้ขัดขวางไม่ให้เรากลับบ้านเพราะมีเจตนาไม่ดี ไม่ได้บุหรี่แล้วพาล ฉันหันรีหันขวางมองหากองหนุน แต่เทพเจ้านำโชคไม่เคยอยู่ข้างเราถึงไหนถึงกันมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เด็กสูงสง่าวิทยาสี่ห้าคนที่เมื่อสิบนาทีที่แล้วยังร่อนไปร่อนมาอยู่หน้าโรงเรียนไม่รู้หายไปไหนกันหมด แล้วทำไมเวลาอย่างนี้ฉันต้องนึกถึงหมอนั่นด้วย…หยุดนะ…เลิก…
“เลิกแหย่พวกเราเล่นได้แล้วน่า ไม่มีเวลามายัวะด้วยหรอก”
เห็ดพูดติดตลก ตั้งท่าจะชิ่ง แต่เพิ่งขยับเท้าได้แค่ครึ่งก้าวก็ถูกผลักกลับมาอยู่ที่เดิม ฉันเลยใช้สองมือผลักอกไอ้ช้างเท้าหน้ากลับไปด้วยแรงที่ไม่นับว่าเบาบ้าง ฉันเปล่ากินดีหมีหัวใจเสือมาหรอก แต่ทำกับผู้หญิงแบบนี้มันก็ออกจะเกินไปหน่อย
“นี่แกเอาความกล้าจากไหนมาผลักกัปตัน!!!”
เด็กครรชิตคนหนึ่งซึ่งฟันเหลืองทองมาแต่ไกล ออกโรงปกป้องไอ้ช้างเท้าหน้าทันที แล้วกัปตันก็คงเป็นชื่อที่แท้จริงของไอ้ช้างเท้าหน้ามันกระมัง
“ผลักคนไม่มีสามัญสำนึกแบบนี้น่ะเหรอ แทบไม่ต้องใช้ความกล้าอะไรเลยด้วยซ้ำ”
“สั่งสอนมัน! ต้องได้เห็นเลือดปากมันฉันถึงจะพอใจ!” ไอ้ช้างเท้าหน้าตวาดกร้าวสั่งไอ้ฟันทอง
เพียงเท่านั้น ฉันก็ถูกกระชากคอเสื้อจนกระดุมเม็ดบนหลุดกระเด็นกระดอน ไอ้ฟันทองเงื้อมือสูงขึ้นเพื่อจะกระทำการอะไรบางอย่างบนใบหน้าฉันที่มันอาจนำมาซึ่งความเสียโฉม ฉันเกร็งหน้าเพราะคิดไปเองว่า…มันน่าจะช่วยให้ไม่เจ็บมาก ดีใจที่เห็ดถลาเข้ามายื้อแย่งได้ทันเวลา
“ปล่อยเพื่อนฉันนะ! ถ้าเพื่อนฉันเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายก้อย แกจะต้อง…!”
“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!!!”
เห็ดถูกเหวี่ยงร่างปลิวไปโน่น! พอได้ประจันหน้า ฉันว่าวิธีตาต่อตา ฟันต่อฟันมันไม่ฉลาดเลย สักนิดเลยก็ไม่ ทำไมทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเลยนะเรา สุดท้ายคนที่ต้องเดือดร้อน ต้องลำบาก มันจะพ้นฉันไปได้เหรอ นี่เมื่อเช้าเจอคนโรคจิตกับงูบองหลามันยังแย่ไม่พออีกใช่มั้ย ฟ้าต้องการจะทดสอบอะไร เจ้าประคุ๊ณ! นี่ฉันจะไปหาคนดีๆ ได้จากที่ไหน มันคงเป็นเวรเป็นกรรม ไม่ใช่สิ เป็นเพราะคุณไสยมนต์ดำ ฉันถึงต้องมาฟาดฟันกับเหล่าคนเส็งเคร็งพร้อมๆ กันในวันเดียว
“ว้ายยยย! จะตีกันก็ไปตีที่อื่น เดี๋ยวมาตายร้านฉัน!”
ป้าเจ้าของร้านขายของชำกระวีกระวาดออกมาเมื่อได้ยินเสียงเอะอะมะเทิ่ง ลูกไฟในตาของไอ้ฟันทองก็ยิ่งโหมกระพือ
“อันที่จริง…เราค่อยๆ พูด ค่อยๆ จา อหิงสากันก็ได้นะนาย…” ฉันรวบรวมความกล้า เลือกพูดด้วยน้ำเสียงที่สาม (เสียงที่ยิ่งกว่าเสียงที่สอง)
“คิดว่าฉันจะหลงมารยาเลขาเก็จแก้วแบบคุณกวินรึไง!”
พระช่วย มันเป็นแฟนละครร่างใหม่หัวใจเดิม! อะไรกัน ทำไมไม่ได้ผล หรือเสียงสามของฉันมันยังไม่ถึงขั้น ไหนลองเสียงสี่…
“เกียรติของนักบาสครรชิตมันจะมีอะไร…”
เสียงสี่ของฉันทำไมถึงแมนขนาดนี้ ฉันเป็นผู้หญิงไม่ใช่เหรอ ในใบสูติบัตรก็ระบุเพศเอาไว้ชัดเจน
“ก็แค่พวกหน้าตัวเมียชอบรังแกผู้หญิง”
จริง?!? ไอ้คนพวกนี้เป็นนักบาสโรงเรียนครรชิตอย่างนั้นเหรอ! มิน่าล่ะไอ้ฟันทองถึงเรียกไอ้ช้างเท้าหน้าว่ากัปตัน ตอนแรกก็นึกว่าคือชื่อเล่นซะอีก ที่แท้ก็กัปตันทีม เป็นนักกีฬาก็ควรจะสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนของตัวเองรึเปล่า ไม่ใช่ทำตัวเป็นอันธพาล เปะปะ ระรานคนอื่นแบบนี้ ตะ แต่เสียงนั่นไม่ใช่เสียงของฉันนี่หว่า เสียงผู้ชาย…ผู้ชายที่ไหน…ก็ไม่รู้
“กะ แก…”
ฉันสังเกตเห็นเด็กครรชิตแต่ละคนหน้าซีดขาวเป็นไก่ไหว้เจ้า เบิกตากว้างมองอะไรบางอย่างด้านหลังฉัน ฉันกับเห็ดจึงค่อยๆ หันไปมองบ้าง…
…ผมแสกกลางร่วมสมัยแบบนี้…อินทรีย์…เป็นเขา…ไม่ผิดแน่….ในส่วนของความประหลาดใจมีความอุ่นใจเจืออยู่ ฉันปลอดภัยแน่ถ้าถึงมือผู้ชายคนนี้…นี่…นี่ก็แปลว่า…วันนี้เขาเข้ามาช่วยฉันไว้จากอันตรายถึงสองครั้งสองครา คุณพระคุณเจ้า! มันออกจะไม่ปกติแล้วนะนี่…หรือฉันควรจะเชื่อ…เชื่อสักทีว่าเขาเป็น…
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก อย่าสอดมือเข้ามาจะดีกว่า”
“ฉันบอกตอนไหนว่าจะยุ่ง”
ฟ้าว
อินทรีย์เดินผ่ากลางพวกเราไปเฉยเลย อ๊าว! จะไปไหนเล่า กลับมาก่อน! ไม่ได้ตั้งใจจะมาช่วยตั้งแต่แรกแล้วจะมาวาดวิมานกลางอากาศทำไม? วายยย???
“อะไรของไอ้หมาบ้ามันวะ ท่าทางแปลกๆ เหมือนไม่ใช่มันเลยครับกัปตัน”
“ฉันก็ว่างั้น แต่แบบนี้ก็ดี…” ว่าแล้วไอ้ช้างเท้าหน้าก็เล็งกระบอกสายตากลับมาหาฉัน “แกจะได้สะสางยัยนั่นต่อไงล่ะ”
ถึงตาไอ้ฟันทองหันมามองฉันด้วยสายตาเหี้ยมเกรียมบ้าง มือที่จับคอเสื้อฉันก็กระชับแน่นมากกว่าเดิมหลายส่วนจนฉันรู้สึกหายใจไม่ออก แล้วสิ่งที่ชวนให้ฉันสับสนมึนงงก็บังเกิด!
ฝึ่บ!
“รู้สึกยังไงพอฉันทำกับแกบ้าง”
เดาอารมณ์หมอนี่ไม่ถูกแล้ว ว ว ว! นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป คนอะไรลมเพลมพัด อินทรีย์เดินกลับมากระชากคอเสื้อไอ้ฟันทอง ขณะที่ไอ้ฟันทองก็ยังไม่ยอมปล่อยมือออกจากคอเสื้อฉัน สภาพเราสามคนจึงดูอิหลักอิเหลื่ออยู่ไม่น้อย สุดท้ายอินทรีย์ก็ช่วยฉันค่ะ! ทว่ามาคราวนี้ท้องฟ้าไม่วิปริตแปรปรวนแล้ว
“ไหนแกบอกว่าจะไม่ยุ่งไงวะ? แล้วที่ทำอยู่นี่คืออะไร?”
“พอลองมาย้ำคิดดูอีกที ยัยนี่เป็นเพื่อนร่วมสถาบันของฉัน นั่นก็เท่ากับว่ามันเป็นเรื่องของฉันด้วยไม่ใช่รึยังไง?”
เออ! เอาดิๆ เพื่อนร่วมสถาบัน นั่นแปลว่าฉันกับอินทรีย์ เรามีเลือดขาวเขียวเหมือนกันยังไงล่ะ
“นี่ก็ถือว่าแกเอาคอมาวางไว้บนเขียงเองนะไอ้หมาบ้า”
พวกนักบาสครรชิตตรงเข้าล้อมอินทรีย์ไว้อย่างรู้งาน ถ้านับรวมไอ้ฟันทองเข้าไปด้วยก็เท่ากับว่าจำนวนฝั่งเด็กครรชิตมีแปดคน มันจะไหวเหรออินทรีย์ ฉันกับเห็ดคงช่วยอะไรไม่ได้มาก (เผลอๆ อาจจะช่วยอะไรไม่ได้เลย) แล้วทำไมเขาถึงมีท่าทีสงบเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้ แสดงความกลัวออกมาสักนิดก็ยังดีนะ
“ที่ผ่านมาฉันยืดเวลาตายให้แก แต่แกก็ยังไม่สำนึกกับมัน” ไอ้ช้างเท้าหน้าพูดพลางหมุนต้นคอ
“ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายให้โอกาสแกได้มีลมหายใจต่อไป ยังจำรสชาติน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลได้อยู่มั้ยล่ะ”
“ครั้งนั้นฉันพ่ายเพราะแกเล่นทีเผลอ แต่ครั้งนี้อย่าได้คิดฝันว่าพวกฉันจะพลาดท่าเสียทีให้กะ…”
ผัวะ!
“เดี๋ยวสิวะ ฉันยังพูดไม่จบ!”
ผัวะ!
“แกเคยฟังใครพูดจนจบบ้างมั้ยยยยย!”
ไอ้ช้างเท้าหน้าตั้งรับหมัดที่สามของอินทรีย์ได้สำเร็จ แต่ก็ต้องพลาดท่าให้กับหมัดที่สี่ลงไปนอนเค้เก้กับพื้น เหล่านักบาสครรชิตคนอื่นๆ แม้แต่ไอ้ฟันทองยังยอมปล่อยมือจากคอเสื้อฉัน กระโจนเข้าไปสนับสนุนกัปตันทีมของตัวเองแบบทุ่มกายถวายหัว ถึงอินทรีย์จะบู๊เก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถหลบการโจมตีได้พ้นทุกคน นอกจากว่าเขาจะมีตาหลัง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเพลี่ยงพล้ำ
“…หรือหมาบ้า…หรือเครื่องรางตามคำทำนายจะมีอยู่จริง…หรือหมาบ้าจะเป็นเครื่องรางของแก” เห็ดพึมพำวกไปวนมา แต่น่าแปลกที่ฉันเข้าใจ…
เมื่อวาน…ในช่วงเย็นของวัน…ฉันได้เจอเขาใต้ต้นพญาสัตบรรณ มิหนำซ้ำวันนี้เขายังช่วยฉันไว้ทั้งสองครั้ง ทุกอย่างมันประกอบกันขนาดนี้ บ่งชี้ขนาดนี้แล้ว ความบังเอิญอาจเกิดขึ้นในครั้งที่สองก็ได้ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นในครั้งที่สาม มันถึงกาลอันสมควรแล้วล่ะที่ฉันต้องเชื่อสักทีว่าอินทรีย์เป็นเครื่องรางปัดรังควานของฉัน… ฉันปลอดภัยทุกครั้งที่มีหมอนี่ พอยอมรับข้อนี้แล้ว การหายใจของฉันมันก็ตื้นขึ้น
ปรี๊ดดดดดดด!
ทำไมฟ้าต้องส่งตำรวจจราจรมาเป่านกหวีดทำลายความขลังตอนนี้ด้วย ตายโหง…! ไม่ใช่ตำรวจจราจร ที่กำลังวิ่งข้ามเกาะกลางถนนมุ่งตรงมาทางนี้เป็นสภานักเรียนไม่ใช่เหรอนั่น! ฉันเห็นสายคาดสีเขียวตรงแขนขวาก็รู้แล้วว่าต้องเป็นพวกสภานักเรียนแน่ๆ คนพวกนี้กลับบ้านช้าประจำเพราะต้องอยู่ประชุมอะไรต่อมิอะไรกัน มองไกลๆ ฉันไม่รู้เลยว่ามีใครบ้าง ถ้าอย่างนั้นพวกสภานักเรียนก็คงดูพวกเราไม่ออกเหมือนกันว่าใครเป็นใคร ขอบคุณสวรรค์ ฉันเกรงว่าโทษของการทะเลาะวิวาทกับเด็กโรงเรียนอื่นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของอินทรีย์ ครั้งนี้อาจร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก เขาได้โอกาสมามากเกินพอแล้ว ถ้าสภานักเรียนคาบเรื่องนี้ไปรายงานอาจารย์ฝ่ายปกครองละก็เขาเจ๊งแน่ ฉันสมควรกังวลเพราะตัวต้นเหตุที่ทำให้อินทรีย์ต้องมีเรื่องก็คือฉัน
“โชคดีของแกนะไอ้หมาบ้า”
โชคดีของพวกแกต่างหาก
“ไปพวกเรา! ไป!”
นักบาสครรชิตต่างช่วยกันหิ้วปีกไอ้ช้างเท้าคนละข้างวิ่งหนีไป เห็ดก็พลอยตื่นตระหนกวิ่งทิ้งฉันไปด้วย ส่วนอินทรีย์ยืนนิ่งเป็นเสากระโดงเรือ ฉันเห็นท่าไม่ดีเลยจำใจต้องฉุดมือเขาวิ่งไปด้วยกัน วิ่งทางตรงไปเรื่อยๆ ก่อนจะหักเข้าซอกตึกเพื่อมาพบว่ามันคือทางตัน มีรั้วเหล็กกั้นอยู่ -_- ชีวิตคนเราไม่ควรจะบัดซบขนาดนี้นะคะ ตะ แต่ถ้ามีกล่องไม้ เก้าอี้ หรืออะไรสักอย่างมาให้เราเหยียบขึ้นไปก็พอมีหวังจะข้ามรั้วนี่ไปได้ ฉันพยายามมองหาแต่ไม่มี งั้นก็เหลืออยู่ทางเดียว…
“ฉันเสียสละเอง นายเหยียบเข่าฉันข้ามไปเร็วๆ เข้า”
“…”
ฉันย่อตัวแล้วตบๆ เข่าตัวเอง เสนอตัวเป็นฐานให้อินทรีย์ต่อตัวข้ามไปอย่างเอาจริงเอาจังที่สุด เรื่องที่หมอนี่เป็นตัวทำลายชื่อเสียงโรงเรียนสูงสง่าวิทยาฉันลืมมันไปหมดแล้ว รู้แค่ว่าตอนนี้หมอนี่มีบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อฉัน พ่อเครื่องรางปัดรังควาน พวกสภานักเรียนจะเห็นหน้านายไม่ได้เป็นอันขาด! ส่วนตัวฉันจะอยู่รับหน้าเอง ไม่ต้องเป็นห่วง นี่เป็นความผิดครั้งแรกของฉัน อย่างมากก็แค่ถูกเรียกเข้าห้องสอบสวนนักเรียนแล้วก็โดนตัดคะแนนความประพฤติ ของตายอยู่แล้ว
“ทำไมยังนิ่งอยู่อีกเล่า เราไม่มีเวลาแล้วนะ!”
ฉันร้องเร่งเมื่อเห็นว่าเขายังไม่ยอมขยับเขยื้อนร่างกาย ไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้หรือยังไง เสียงวิ่งของพวกสภานักเรียนใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ว ว ว!
“สภานักเรียนกำลังมานะ เดี๋ยวก็ไม่รอดทั้งคู่หรอกกก”
“เงียบ!”
อินทรีย์คำรามเสียงต่ำใส่ดั่งราชสีห์ประกาศอาณาเขต ฉันเม้มปากอย่างขวัญผวา จู่ๆ เขาก็เอาร่างมาเบียดฉันเข้ามุมกำแพง ฉันหอบออกซิเจนเข้าปอดเฮือกใหญ่เหมือนรู้ว่าต่อไปต้องกลั้นหายใจอีกนาน ใกล้กันเกินไป มันก็…ไม่ดี…กลิ่นคล้ายแสงแดดกรุ่นออกมาจากตัวของอินทรีย์ สันจมูกที่แตกเล็กน้อยจากการประจัญบานกับพวกนักบาสครรชิตเสริมรับกับใบหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ สันกรามที่ขึ้นเป็นแนวนั่นก็ดูเด็ดเดี่ยว เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเผลอไผลมองหมาบ้าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง และโดยไม่รู้ตัว มุมปากฉันคลี่ยิ้มเอียงอายออกมา…
“ทางนั้น! อยู่ทางนั้น!”
พวกสภานักเรียนวิ่งผ่านซอกตึกไปเป็นพรวนโดยไม่มีใครทันเห็นพวกเรา อินทรีย์กดสายตาลงมามองฉันซึ่งอยู่ต่ำกว่า ฉันรีบงุบยิ้มและเปลี่ยนมาทำหน้าตาเคร่งขรึมทันที การตกอยู่ในวงแขนผู้ชายเป็นอะไรที่ดีนะ แต่พวกสภานักเรียนไปกันพ้นแล้ว สิ่งที่ฉันควรทำคือกลับบ้านสิ กลับบ้าน! เมื่อสมองสั่งตรงลงมาอย่างนี้ ฉันก็ผลักอินทรีย์ออกห่างตัว ก้าวเอาๆ สักพักได้ยินเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งดังไล่หลังมา…บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน…อย่าจิ้นเสียให้ยาก
ดอกของต้นพญาสัตบรรณหรือตีนเป็ดร่วงหล่นลงมาเกลื่อนถนน ส่งกลิ่นหอมฉุนตลบอบอวลไปทั่ว สุดท้ายคำทำนายของชายเร่ร่อนก็เป็นความจริง หมาบ้าแห่งสูงสง่าเป็นเครื่องรางปัดรังควานของฉันจริงๆ ด้วย แล้วต่อไปฉันจะวางตัวยังไง อินทรีย์เป็นบุคคลที่คนหมู่มากในโรงเรียนสูงสง่าวิทยาเกลียด ทำไมเครื่องรางของฉันต้องเป็นคนที่ไม่เหมาะไม่ควรด้วยนะ ฟ้าเล่นตลกอะไรกัน
โฮ่ง!
เสียงหมาหน้าไหนอีก นี่อย่าบอกนะว่าฉันต้องวิ่งอีกแล้ว ฉันกวาดสายตามองหาแล้วก็เจอเจ้าตูบสี่ขาขนสีน้ำตาลตัวหนึ่งกำลังวิ่งปุเลงๆ มาทางนี้ หน้าตาคุ้นๆ อยู่นะหนู เหมือนเพิ่งเจอกันไม่นานมานี้…ใช่ตัวที่มาอย่างสันติ เราเป็นมิตร เรามาดีรึเปล่า? โอ้…ใช่! ใช่จริงด้วย ฉันทำหน้าอ่อนโยนอ้าแขนรับมันเข้าสู่อ้อมกอด…
แต่อ้อมกอดที่ว่าก็มีอันต้องชะงักลง…ฉันคงไม่ได้เป็นที่น่าสนใจสำหรับใครๆ แม้กระทั่งหมาจริงๆ นั่นแหละ มันถึงได้วิ่งอ้อมตัวฉันไปพันแข้งพันขาอินทรีย์แบบนั้น แล้วการที่หมอนั่นก้มลงไปลูบหัวทีเกาแผงคอทีอย่างแสนจะรักใคร่เอ็นดู ทำเอาฉันหน้านิ่วคิ้วผูกเป็นโบรักสีดำ มันเหนือความคาดหมายไม่น้อยเลย…
“รู้จักกันด้วยเหรอ”
“มันกงการอะไรของเธอ”
“ฟังผู้ชายคนนี้พูดเข้าสิ ฉันก็แค่อยากจะรู้”
“อยากรู้ไปหมดทุกเรื่องเลย? เราสนิทกัน และมันเป็นหมาหน้าเซเว่น พอใจมั้ย!?”
พอใจแล้ว ตอบมาเสียตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง หมอนี่ก็แค่อยากจะยั่วประสาทฉัน ว่าแต่ใช่เซเว่นเปิดใหม่ข้างตลาดสดแถวบ้านเรารึเปล่า เผอิญว่าในซอยบ้านฉันมีมินิมาร์ทกับร้านขายของชำผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เลยไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ฉันอยากเคลื่อนย้ายร่างกายไปเซเว่น เมื่อวานจึงเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นหมาตัวนี้ สงสัยที่คุณ WARM ทวีตไว้จะเป็นความจริง…ว่าด้วยเรื่องปัจจัยสี่ที่ทำให้เซเว่นสมบูรณ์ หมาก็คือหนึ่งในสี่ปัจจัยนั้น
“วู้ อาบน้ำบ้างรึเปล่าฮึ สาบเชียวนะแก” อินทรีย์ยีขนหมา ขอมือ หยอกเย้ากับเจ้าโฮ่งต่างๆ นานา จริงอย่างเขาว่า…คนเราก็เหมือนกับรูปทรงเลขาคณิต ไม่มีใครมีแค่ด้านใดด้านหนึ่งหรอก อยู่ที่ว่าเขาจะเผยด้านไหนออกมาให้โลกเห็นมากกว่า อินทรีย์ก็แบบนั้น เขาไม่ได้มีแต่ด้านร้ายๆ อย่างเดียว แล้วนี่ฉันจะมายืนสังเกตสังกาอิริยาบถหมอนี่ทำไมกัน สิ่งที่ฉันพึงทำตอนนี้คือรีบกลับบ้าน ไปเปิดตู้กับข้าวดูซิว่าแม่ต้มยำทำแกงอะไรไว้คอยท่าสิถึงจะถูก
“นั่นจะไปไหน?” อินทรีย์ถามขึ้นมาโดยที่สายตาไม่ได้จับจ้องมาที่ฉัน นั่นทำให้ฉันประหวั่น เขาไม่ได้มองฉันเลยด้วยซ้ำ แต่เหมือนรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของฉัน
“บ้านสิบ้าน ที่เดินๆ มา จุดมุ่งหมายของฉันก็คือบ้านนี่ล่ะ”
“รู้อะไรมั้ย วันนี้ทั้งวันฉันต้องเสียเหงื่อเพราะเธอไปมากแค่ไหน แล้วเห็นแผลที่หน้าฉันมั้ย ยังมีหน้ามาหนีกลับบ้านก่อนอีกเหรอ”
อินทรีย์ปรายตามองฉัน สิ่งที่สื่อออกมาผ่านประโยคก็คือ…ถ้าเขาไม่กลับ ฉันก็ยังกลับไม่ได้…อย่างนั้นใช่มั้ย นี่ถ้าสมมติว่าเขาอยู่ที่นี่จนถึงเช้าวันใหม่ ฉันก็ไม่ต้องหลับต้องนอนกันแล้วใช่มั้ย
“โอเค…ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันซาบซึ้งใจกับสิ่งที่นายทำให้ฉันมาก แต่เหนือความซาบซึ้งนั้นคือความหิว! การกลับบ้านไปกินข้าวเย็นกับคนในครอบครัวเป็นพื้นฐานของความกตัญญูนะ นายต้องรู้เอาไว้บ้าง”
“ทำเป็นเอาความกตัญญูกตเวทีมาอ้าง อยากกลับนักก็เอาเลยสิ ไปเลยสิ ไปให้พ้นเลยสิ”
ทำไมนะทำไม ฉันถึงได้รู้สึกว่าคำพูดนี้มันมีนัยยะแอบแฝง ใช่การแง่งอนรึเปล่า อินทรีย์…นายน่ะควรกลับบ้านกลับช่องไปที่สุดรู้ไว้ด้วย ไม่กลัวถูกดักทำร้ายกลางทางรึไง ลำพังแค่วันนี้วันเดียวก็ก่อร่างสร้างศัตรูไปตั้งไม่รู้กี่คนแล้ว แต่อย่าได้ถามนะว่ามันเป็นเพราะใคร จ้างให้ฉันก็ไม่ตอบหรอก
“เอ่อ…งั้น…ฉันกลับเลยละกันนะ เวลานายกลับก็เดินกลับดีๆ ล่ะ ระวังหน้าระวังหลังด้วย”
อินทรีย์เงยหน้าขึ้นมาเล็กหน่อย ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงยามเปล่งเสียงออกมาว่า
“ก่อนจะห่วงคนอื่น เอาตัวเองให้รอดก่อน”
เป็นคนที่ขวานผ่าซากได้ในทุกๆ สถานการณ์จริงๆ เชื่อแล้ว…ฉันคิดอย่างอิดหนาระอาใจ แต่ก่อนจะเดินไปไหนได้ไกล เสียงปรารภค่อนข้างดังที่อีกฝ่ายน่าจะตั้งใจคอนโทรลมันให้อยู่ในระดับนั้น ก็ปลิวเข้ามาในโสตประสาท
“แปลกดีเหมือนกัน ฉันเจอเธอที่ไหน ที่นั่นเป็นอันต้องมีเรื่องวุ่นวาย ใช่ที่เขาเรียกกันว่าตัวปัญหารึเปล่า อ้อ หรือตัวซวย”
เดี๋ยวเถอะ! นั่นเป็นเพราะมนต์ดำที่อยู่รอบตัวฉันมันชักพาเรื่องไม่ดีเหล่านั้นมาต่างหาก! ฉันไม่ใช่ตัวซวย แม่พูดเสมอว่าฉันคือตัวนำโชค นายไม่มีทางรู้หรอกว่าตอนเด็กๆ ฉันใบ้หวยแม่ถูกกี่งวด
“เฮ้ยๆ เรื่องมันเข้ามาหาฉันเองทั้งนั้นนะ ใช่ว่าฉันเดินเข้าไปหามันสักหน่อย”
“ถ้างั้นฉันสรุปให้เป็นอย่างหลังแล้วกัน”
ความพยายามในการอธิบายไม่เคยมีความหมายอะไรกับคนอย่างหมอนี่เลย!
ฉันหลับตาข่มอารมณ์ เดินหน้าต่อไป อยากถามฟ้าเบื้องบนชะมัดว่าใครเป็นคนกำหนดให้หมอนี่เป็นเครื่องรางของฉันกัน ขอบคุณสำหรับคำถามสิคะ เอาไปลงขายฟรีที่ขายดีดอทคอมได้รึเปล่า เผื่อจะมีคนหลงผิดมาซื้อต่อ จะได้สิ้นเวรสิ้นกรรมกันไปที
แต่ประโยคสุดท้ายของอินทรีย์สำหรับวันนี้ก็ทำให้ฉันต้องล้มเลิกเจตนารมณ์ที่คิดจะขายเขาทอดตลาด
“กลับดีๆ”
เอาเป็นว่าฉันไม่ขายแล้ว คริ
(ได้โปรดติดตามตอนต่อไป)
...........................................................................................................................................................................................................................
ϴคุยกันหลังม่านมู่ลี่ϟ☻♥
สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนิยายเรื่องนี้คือเขียนให้อินทรีย์กับแอนมันรักกันค่ะ ไม่ทันไรก็จะขายทอดตลาดซะแล้ว สัปดาห์หนึ่งผ่านไปไวมาก เวลามันกำลังจะฆ่าช้านทั้งเป็นนนน Kimochii กลับมาพบปะทักทายนักอ่านทั้งหลายที่เคารพรักอีกแล้วค่ะ (หอบกระชั้น) สัปดาห์ก่อนที่ลงตอนสองไป จากที่อ่านๆ คอมเม้นมา หลายคนดูกระตู้วู้กับฉากคนโรคจิตสิบแรงม้านะคะ คุณไม่รู้หรอกค่ะว่าแค่หนึ่งคอมเม้นนั้นจากคุณมันทำให้เราอิ่มเอมใจมากแค่ไหน (เพราะคุณไม่รู้เราถึงมาบอก) ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ
ในส่วนของคอมเม้นพี่ลูกชุบ อินทรีย์กลายเป็นหมาบ้าที่เชื่องได้นะคะถ้าพี่ลูกชุบคอยดูแลด้วยรักและปลาทู สำหรับชื่อเรื่อง ขอบคุณพี่จริงๆ ค่ะที่เอ่ยคำว่าไม่เป็นอะไรออกมา ตอนคิดชื่อเรื่องคือตั้งไปแบบทึ่มๆ นี่มันคือรอยด่างในการประกวดรึเปล่าคะ ไม่มีหน้าไปมองใครอีกแล้วค่ะ
และวันนี้ที่มา เราก็ไม่ได้มามือสิบนิ้วอีกเช่นเคย พอดีเมื่อวันเสาร์มีโอกาสได้เข้าไปท่องไอจี (ถึงว่าทำไมลงนิยายช้า) ส่องคนนู่นคนนี่มากมาย ใครจะไปคิดล่ะว่าเราจะได้ไปเจอช้างเผือกที่นั่น!!!
เครดิตติดอยู่ในรูปนะคะ โครงหน้าแบบนี้ กรามชัดแบบนี้ เฮ้ย มันใช่ มีความอินทรีย์ในทุกมิติ จริงๆ ทรงผมแสกกลางตอบโจทย์อยู่นะ แต่แค่ไม่ยาวเท่าที่ใจเราต้องการ และติดตรงพี่เขาเป็นลูกครึ่ง อินทรีย์ไม่ใช่ลูกครึ่ง ขัดแย้งกันอยู่แค่นี้เอง
เพราะฉะนั้น…..อิมเมจตัวละครอินทรีย์ยังคงเหมือนเดิม ตัดภาพมาค่ะ!
เราจะกลับมาพร้อมกับ You’re Safe ตอนหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ ☻
กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
โอย...ปวดกราม 555555555555555
ไม่ไหวแล้ว... 55555
...
อุตส่าห์ทนกลั้นขำมาตลอด มาตายที่าพอิมเมจ...
ลาก่อนซี่โครง...
...
ปล. หมาบ้าเเต่เลี้ยงด้วยรักและปลาทู? เตยแน่ใจนะว่าอินทรีย์ไม่ใช่แมว(ยักษ์) 55555555555
งั้นเปลี่ยนเป็นด้วยรักและเพ็ดดีกรี
อยากขอบคุณเห็ดที่ตกใจและวิ่งไปไหนไม่รู้ แอนกับอินทรีย์เลยได้กลับบ้านด้วยกัน งึ้ยยย ลุ้นว่าทั้งสองจะปิ๊งกันตอนไหน > <
สู้ๆ น้าาาพี่ตอง ไฟต์ๆ นุ้งรออ่านตอนต่อไป เย้!
ไอ้หมาตะหมูกแตกกกก
ตอนนี้ก็ยังฮาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือกรามค้างตรงพี่มอส
แม้แต่ตอนทอล์คก็ยังฮา น้องจะเอายังไงคะ เอาฮาใช่มั้ยยยย?
น้องตองทำให้พี่ไม่ได้อาบน้ำนะคะ เน่าอยู่ ส่งอินทรีย์มาปรนนิบัติซะดีๆ
มีทั้งเสียงสาม เสียงสี่ ไหนจะตบเข่าบอกให้อินทรีย์ปีนอีก แอน เธอแมนมาก ใฝ่ฝันอยากเป็นพระเอกของเรื่องนี้ใช่มั้ย
เลื่อนลงมาช่วงทอล์ก เจอรูปเบนเข้าไปคิดว่าจะเปลี่ยนอิมเมจอินทรีย์
สุดท้ายเลื่อนลงมาเจอพี่มอสเหมือนเดิม ด้วยรักและปลาทูจริงๆสินะ5555
กรามแทบค้างงง รออ่านตอนต่อไปนะ สู้ๆ/
ชอบมากเลย <3
เราแอบกดโหวตให้ตองด้วยล่ะ
55555555555555
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกดีต่อใจมาก
อินทรีย์นี่คู่ควรต่อการเป็นพระเอกมากจ้าาา
อ่านแล้วแบบ ฉันรักเขา ถึงแม้ว่าเขาจะปากร้ายก็ตาม ฉันยอมมม
อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว
เป็นกำลังใจให้นะคะ
รู้สึกอินทรีย์มีอะไรมาให้แปลกใจทุกสัปดาห์เลย
ชอบผู้ชายกับหมาอ่ะ แพ้ 5555555555