‘เขา’ คือเครื่องรางปัดรังควานความชั่วร้ายที่มาปรากฏตัวต่อหน้า ’เธอ’ ภายใต้เงื่อนไขตามคำทำนายของชายเร่ร่อน
4
ทาถู ทาถู
ฉันเลือกที่จะมาโรงเรียนสายในวันนี้…โดยเดินระวังหลังมาตลอดทาง เผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้ไหวตัวได้ทัน ฉันกลายเป็นคนขี้หวาดระแวงและไม่กล้าที่จะมาโรงเรียนเช้าอีกแล้ว เกิดเจอไอ้โรคจิตสิบแรงม้านั่นอีกทำไง ถึงจะรู้แน่แล้วว่าอินทรีย์เป็นเครื่องราง แต่เขาก็ไม่ได้อยู่กับฉันยี่สิบสี่ชั่วโมงนะคะ แต่ดูเหมือนว่าฉันจะมาสายกว่าที่ตั้งใจไว้ไปหน่อย เพราะดนตรีเพลงชาติจบลงแล้วแต่ฉันยังวิ่งไปไม่ถึงแถวเลย
“อาทิตยา วันอื่นมาให้เร็วกว่านี้หน่อยนะ อาจารย์ไม่อยากตัดคะแนนจิตพิสัยเธอ”
อาจารย์วัฒธโนซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แวะมากล่าวตักเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ฉันหยุดหอบหายใจ ยกมือไหว้สวัสดี แล้วรีบแก้ต่างให้ตัวเองทันที
“หนูไม่ได้อยากมาสายเลยนะคะอาจารย์ แต่วันนี้มีของให้ต้องแวะซื้อ มันก็เลยเกิดความล่าช้าไปบ้าง”
ฉันไม่ได้โกหกพกลมแต่อย่างใด นี่เป็นเรื่องจริงกึ่งหนึ่ง เนื่องจากเมื่อคืนฉันได้ใช้สมองประมวลผลแล้วว่าอินทรีย์น่าจะมีรอยฟกช้ำดำเขียวจากการหลบหมัดไม่พ้น รอยพวกนั้นควรได้รับอะไรเยียวยารักษาบ้าง พอฟ้าเริ่มสว่างฉันก็สวมรองเท้า วิ่งเข้ามินิมาร์ท ลงทุนซื้อยาบรรเทาอาการปวดบวมชนิดทามา หวังให้อินทรีย์นี่ล่ะ ไม่รู้หมอนั่นจะยอมรับรึเปล่า เดี๋ยวก็ทะนงตนให้ฉันฟังว่าตนเองนั้นผิวหนังเหล็กกล้า ผิวหนังทองแดงอีก
ฉันชะเง้อคอมองอินทรีย์ที่ยืนถัดไปสองแถวทั้งที่ปกติไม่เคยคิดจะมอง หัวไอ้พวกผู้ชายในห้องฉันก็ขยันบังเสียจริง ฉันก็แค่อยากจะดูว่าเขายังอยู่ดีรึเปล่า เดี๋ยวเดียวเอง…นั่น เท่าที่ฉันเห็นตอนแรกโหนกแก้มเขาไม่ได้ช้ำน่ากลัวแบบนั้นนี่นา ก็แค่สันจมูกแตกนิดๆ หน่อยๆ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะเขาเป็นเครื่องรางของฉันรึเปล่า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ตั้งแต่เจอกับอินทรีย์เมื่อเย็นวานซืนใต้ต้นพญาสัตบรรณ เหตุการณ์เลือดตกยางออกก็ไม่เกิดขึ้นกับฉันอีกเลย (แต่ความซวยยังคงอยู่) เป็นไปได้มั้ยว่าเขาดูดซับความเจ็บปวดที่มันสมควรจะเป็นของฉันไปไว้ที่ตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันรู้สึกผิดตายเลย
“เอาเถอะๆ แล้วเกลอรักของเธอล่ะ ไม่มาเรียนเหรอวันนี้”
“อ่า…ค่ะ”
ฉันนึกย้อนไปยังบทสนทนาเมื่อคืนระหว่างฉันกับเห็ด เพื่อนตัวดีโทรมาขอโทษขอโพยยกใหญ่ที่วิ่งทิ้งฉันไปเพียงลำพัง โทษว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดมันบังคับให้ทำเช่นนั้น สารภาพกับฉันว่ามันเชื่อเรื่องที่อินทรีย์เป็นเครื่องรางตามคำทำนายอย่างไร้ข้อโต้แย้งใดๆ ก่อนจะวางสายไป มันแจ้งกับฉันว่าพรุ่งนี้มันจะไม่มาโรงเรียน อ้างว่าเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่อะไรก็ไม่รู้ แต่ฉันไม่เชื่อแบบนั้น ฉันว่ามันไม่มาเพราะกลัวพวกสภานักเรียนจะจำหน้าได้มากกว่า
ฉันลอบมองอินทรีย์ต่อ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะประสาทสัมผัสเฉียบไว หันขวับมาอย่างกับรู้ว่ามีใครกำลังแอบมองอยู่ เสหน้าไปทางอื่นแทบไม่ทัน ครึ่งนาทีต่อจากนั้นเสียงประกาศผ่านไมค์หน้าเสาธงก็ดังขึ้น
{ขอให้นาย อนินทรีย์ นักเรียนชั้น ม.5/3 ไปพบอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ห้องสอบสวนนักเรียนด้วยค่ะ ไปตอนนี้เลยนะคะ ไม่ต้องรอแถวเลิก ขอบคุณค่ะ}
ชิบ! ยืนยันให้ฉันชื่นใจสิว่านั่นไม่ใช่ชื่อของอินทรีย์ อาจารย์ฝ่ายปกครองไม่ได้ต้องการจะพบเขา แต่…แต่ชื่ออนินทรีย์นี่ ถ้าตัด น.หนู ไปหนึ่งตัว นี่ก็อินทรีย์แล้วนะ อยู่ห้อง 3 เหมือนกันด้วย นี่เขาต้องมาเดือดร้อนเพราะฉันเหรอเนี่ย
นักเรียนทั้งหญิงและชายจับกลุ่มคุยกัน ต่างคนต่างบอกเล่าในสิ่งที่ตนไปรู้ไปเห็นมา
“จุลินทรีย์ เอ้ย อนินทรีย์คือชื่อจริงของหมาบ้า ฉันเดาว่าต้องไปก่อเรื่องอะไรมาอีกแน่”
“ฉันเพิ่งได้ยินมาว่าเมื่อวานมีเด็กโรงเรียนเราตีกับเด็กโรงเรียนครรชิต เลือดนี้นองเต็มพื้นเลย มูลนิธิร่วมกตัญญูก็มา ไม่รู้เป็นฝีมือหมาบ้ารึเปล่า”
มาตอนไหนล่ะ ถ้ามาฉันก็ต้องเห็นสิ เฮ้อ…ใส่สีตีไข่กันกี่ฟอง
“ขอให้คราวนี้โดนไล่ออก พ้นจากสภาพการเป็นนักเรียนสักทีเหอะว่ะ สูงสง่าวิทยาของเราจะได้พอมีหวังกู้ชื่อเสียงกลับมาได้บ้าง”
ฉันถลึงตาใส่อีตาผู้ชายคนที่พูดประโยคนี้ (ทีเผลอ) อินทรีย์ถูกไล่ออกจากโรงเรียนแล้วฉันจะไปหาเครื่องรางที่ไหนมาคุ้มครองแทนล่ะ ไปสักยันต์มหาอุดก็เทียบกันไม่ได้หรอกเฟ้ย เรื่องที่ฉันต้องห่วงมีแค่เรื่องนี้เหรอ อินทรีย์อาจจะโดนไล่ออกเพราะแกนะ ทำอะไรสักอย่างสิ!
อินทรีย์ฝากกระเป๋าไว้กับเอเคอร์ พูดอะไรกันไม่รู้สองสามคำก่อนที่เจ้าตัวจะแยกออกไป ฉันกระวนกระวายใจอยู่คนเดียว มารู้สึกตัวว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลัง ต่อเมื่อมีเพื่อนในห้องสะกิดบอก
“แอนๆ ใครมาอยู่ข้างหลังแกแน่ะ”
ปรากฏว่าเป็นสภานักเรียนชายสองคนมายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ
“เอ่อ มีอะไรกับเราเหรอนาย”
“พวกเรามาเชิญตัวเธอเข้าห้องสอบสวนนักเรียนครับ”
“หา! ทำไมล่ะ?”
“เดี๋ยวเธอก็รู้ อย่าให้พวกเราพูดตรงนี้เลยดีกว่าครับ”
ฉันพยักหน้าเป็นอันเข้าใจ ก็เพื่อนร่วมห้องของฉันแต่ละคนหูนี่ผึ่งเป็นร่มชายหาดเชียว ฉันเริ่มเอะใจแล้วว่ามันจะใช่เรื่องนั้นรึเปล่า พวกสภานักเรียนตาดีกันขนาดนั้นเลย?
“ว่าแต่ให้ไปตอนนี้เลยเหรอ ตอนนี้เลยน่ะนะ?”
แต่แถวยังไม่เลิก…
“หรือเธออยากให้อาจารย์ฝ่ายปกครองรอนานกว่านี้ล่ะครับ”
มองดิฉันด้วยสายตาตำหนิติเตียนคืออะไร ตอนนี้ก็ตอนนี้สิ ฉันนำขบวนไปห้องสอบสวนนักเรียนทันที ท่ามกลางสายตาสอดรู้สอดเห็นมากมาย ไปๆ ไปออกกำลังกายยามเช้าด้วยการวิ่งรอบสนามกันนู่นไป ไม่ต้องมาอยากรงอยากรู้ แต่พออีกไม่กี่ก้าวจะถึงหน้าห้องสอบสวนนักเรียน ฉันก็เกิดความกังวลใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น แล้วถ้าไม่ใช่แค่ตัดคะแนนความประพฤติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ แต่ถูกเรียกพบผู้ปกครองล่ะ แม่ต้องด่าฉันยันรุ่งอรุโณทัยแน่ เอาไงดี พอเอาเข้าจริงฉันไม่อยากเข้าไป
“ขออนุญาตครับอาจารย์ ผมพานักเรียนที่คาดว่าน่าจะอยู่ในเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทเมื่อเย็นวานมาแล้วครับ”
“ให้เข้ามาได้”
เข้ามาได้? เข้าได้เลยเหรอ? ฉันยังปลุกปลอบใจตัวเองไม่เสร็จเลยนะ สภานักเรียนเปิดประตูเข้าไปแล้ว สิ่งแรกที่เข้ามาต้อนรับคือกลิ่นกาแฟดำ อาจารย์ฝ่ายปกครองกำลังใช้ช้อนคนๆ อยู่ ต่อมาก็อินทรีย์ที่กำลังนั่งทำหน้าไม่สะทกสะท้านเหมือนการเข้าห้องสอบสวนนักเรียนเป็นอะไรที่ธรรมดาสามัญมากสำหรับเขา ถัดจากอินทรีย์เป็นพวกสภานักเรียนนั่งเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน หนึ่งในนั้นมีมอสโก ผู้ชายที่มีใบหน้าหล่ออาหรับราตรี รูปร่างสูงใหญ่สมแล้วที่เคยเป็นกัปตันทีมบาสเก่าของโรงเรียน ถึงแม้ภายหลังจะผันตัวเองมาเป็นสภานักเรียนแล้วก็เถอะ เขาป็อปที่สุดในรุ่นของฉันแล้ว เป็นสุภาพบุรุษ ชอบช่วยเหลือผู้คน (เคยคิดอยู่เหมือนกัน อย่างเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่ช่วยได้มั้ยนะ) เรียกได้ว่าเป็นคนของประชาชน มีปัญหา…เรียกหาเขาสิคะ อะไรแบบนั้นเลย นี่เขาก็อยู่ในกลุ่มสภานักเรียนเมื่อวานด้วยเหรอ
“จะยืนค้ำหัวอาจารย์ต่อไปถึงเมื่อไหร่ นั่งลงสิ เชิญ”
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างอินทรีย์ อาจารย์ฝ่ายปกครองผู้เข้มงวดเอามือสองข้างประสานไว้ที่ใต้คาง มองฉันด้วยสายตาคมกริบ
“มีสภานักเรียนคนหนึ่งเห็นว่าเธอคือพยานรู้เห็นเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทของนายอนินทรีย์กับเด็กโรงเรียนครรชิต จะปฏิเสธรึเปล่าว่ามันไม่ใช่เธอ”
ฉันจะตอบออกไปตามตรงแล้วเชียวว่า ‘ไม่ปฏิเสธค่ะ เป็นหนูเอง’ แต่อินทรีย์ดันไอกระด๊อกกระแด๊กขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน มีการเอียงกายเข้ามาหาฉันด้วยนะ แพร่เชื้อล่ะสิท่า อย่าบอกนะว่าเป็นวัณโรค ฉันตั้งท่าจะยกเก้าอี้หนี แต่โดนอินทรีย์ยึดแขนเสื้อเอาไว้ ดึงเข้าไปกระซิบ
“ห้ามยอมรับ…เด็ดขาด!”
ฉันมองหน้าเขา เอางั้นเหรอ
“ตกลงว่ายังไง สรุปว่าเป็นเธอที่อยู่ในเหตุการณ์ใช่มั้ย?”
“ไม่ใช่ค่ะ คงแค่คนหน้าเหมือน…”
“อย่าปฏิเสธเลย ฉันจำหน้าเธอได้แม่นยำ เธอคือผู้หญิงที่วิ่งไปกับอินทรีย์”
ฉันหันไปมองเจ้าของน้ำเสียงเรียบเรื่อยนั่นทันควัน…ไม่อยากจะเชื่อ มอสโกคือสภานักเรียนตาเหยี่ยวคนนั้น
“หึ นี่แหละนะ นิสัยที่สุนัขรับใช้มันเป็นกัน ชอบคาบนู่นคาบนี่มาบอกเจ้านายเพื่อเอาความดีความชอบเข้าตัวเอง แกไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิมเลยนะมอสโก”
อินทรีย์ขยี้ประโยคด้วยการแสยะยิ้มน่าเกลียดน่าชังออกมา มอสโกทำคอแข็งจ้องเขม็ง เอ…เหมือนมีอะไรไม่ถูกต้องนะ มอสโกเคยเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล เป็นถึงกัปตันทีมด้วย การที่เขาจะแสดงทีท่าว่าชังน้ำหน้าอินทรีย์ อันนี้ไม่น่าแปลก แต่ที่อินทรีย์แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าจงเกลียดจงชังอีกฝ่ายมากกว่านี่แหละที่แปลก
“ยอมพูดความจริงมาเถอะ มันไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิดหรอก” มอสโกเก็บกดความไม่พอใจอินทรีย์ไว้และยังอุตส่าห์หันมาโน้มน้าวใจฉันต่อ ความแตกต่างระหว่างมอสโกกับอินทรีย์ เห็นได้ชัดอะไรอย่างนี้
แต่ที่มอสโกพูดมันถูกแล้ว ความจริงไม่มีอะไรแย่ แล้วการโกหกก็ดูไม่ใช่ตัวฉันเอาซะเลย
“ถูกของนาย…ใช่ ฉันอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวาน”
“ฉันบอกว่าห้ามยอมรับไง! ทำไมไม่ตอบไปว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ไม่ได้มีส่วนพัวพันกับเรื่องนี้ นี่เธออยากเดือดร้อนนักรึไง ทำไมไปหลงกลไอ้สุนัขรับใช้เอาง่ายๆ!” อินทรีย์ระเบิดเสียงใส่จนฉันต้องยกมือขึ้นมาปิดหู ฉันมีเหตุผลของฉันน่า หยุดเดือดดาลก่อนได้มั้ย
“นายอนินทรีย์! ที่นั่งอยู่ตรงนี้คืออาจารย์นะไม่ใช่หัวหลักหัวตอ เลิกเอะอะเดี๋ยวนี้”
อาจารย์ฝ่ายปกครองปรามอินทรีย์เสียงเข้ม แต่แทนที่เขาจะสำนึก กลับใช้เท้าเตะขาโต๊ะดังปังเพื่อระบายอารมณ์ จนฉัน อาจารย์ และคนทั้งโต๊ะอกสั่นขวัญแขวน บางทีฉันก็สงสัย ลูกชายเจ้าของร้านขายส้วมเส้นใหญ่ขนาดไหนกันนะ ทำไมโรงเรียนถึงรีรอ ไม่กล้าไล่หมอนี่ออกสักที ทั้งที่พฤติกรรมก็…อย่างที่เห็น
“ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่ทราบสถานะของตัวเองในตอนนี้นะ เธอเพิ่งจะกระทำความผิดอันก่อให้เกิดความเสื่อมเสียมาถึงโรงเรียน ยังกล้ามาทำกริยาหยาบช้าแบบนี้กับครูบาอาจารย์ กับเพื่อนนักเรียนอีกเหรออนินทรีย์!”
อินทรีย์มองข้ามความเกรี้ยวกราดของอาจารย์ เมินหน้าออกไปนอกหน้าต่าง อาจารย์ฝ่ายปกครองออกอาการกริ้วมากกว่าเดิม ฉันเห็นท่าไม่ดีจึงโพล่งออกไปพลิกแพลงสถานการณ์
“อาจารย์คะ! ความจริงแล้วชนวนเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทเมื่อวานคือหนูเองค่ะ!”
เท่านั้นแหละ ฉันกลายเป็นจุดสนใจ กลายเป็นศูนย์รวมสายตาของคนทั้งห้องนี้ทันที
“อะไรนะ นี่…”
“หนูเป็นคนที่มีปัญหากับพวกเด็กครรชิตเอง ไม่ใช่เขาหรอกค่ะ เพราะหนูทนให้คนพวกนั้นพูดจาลบหลู่ดูหมิ่นสถานศึกษาของตัวเองว่าเป็นโรงเรียนของพวกข้างถนนไม่ได้”
“ข้างถนนเหรอ!? ไหนขยายความมาให้อาจารย์ฟังซิ!”
ฉันเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้อาจารย์ฝ่ายปกครองฟังชนิดละเอียดถี่ยิบ ระหว่างที่ฟังมืออาจารย์ก็ทุบโต๊ะปังๆ จนกาแฟในแก้วกระฉ่อน มีอารมณ์ร่วมไปกับทุกๆ ฉากที่ฉันเล่า
“คนพวกนั้นจะลงไม้ลงมือกับหนูด้วยนะคะ ถ้าอินทรีย์ไม่บังเอิญผ่านมาพอดี ถ้าไม่ได้เขาคนนี้…หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชะตาชีวิตหนูจะเป็นเช่นไร” ฉันคุยโขมงโฉงเฉงไม่หยุด อินทรีย์เหล่มองฉันนิดหนึ่ง
“เธอเพิ่งจะบอกอาจารย์ว่า…นายอนินทรีย์ช่วยเธอไว้…อาจารย์ตีความแบบนี้ถูกมั้ย”
“ถูกค่ะอาจารย์”
อาจารย์ฝ่ายปกครองสตั้นไปเลยเมื่อได้รับการยืนยันอันแสนมั่นอกมั่นใจของฉัน ทุกอย่างกำลังไปได้สวยถ้ามอสโกไม่…
“ทั้งหมดที่พูดนี่เรื่องจริงเหรอ”
“ทำไมถามงั้น ก็ต้องจริงสิ”
“ไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครบางคนพ้นผิดหรอกนะ”
เกิดอะไรขึ้น!?! มอสโกที่แสนใจดี อบอุ่น อุทิศประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวมหายไปไหน เหลือทิ้งไว้เพียงมอสโกที่จ้องจับผิดฉันลูกเดียว
“รู้สึกว่าแกจะมุมานะยัดความผิดให้ฉันเสียเหลือเกินนะ”
“นายพูดหนักไปแล้วอินทรีย์ แค่เรื่องที่ได้ยินมันยากที่จะเชื่อเท่านั้นเอง ยิ่งเป็นฉันที่รู้จักนายดีด้วยแล้ว” มอสโกเผยรอยยิ้มสุขุม
เข้าใจนะว่ามันทำใจเชื่อลำบาก เป็นไปได้เหรอที่หมาบ้าจะช่วยเหลือคน! ไม่ว่าใครก็ต้องตกอยู่ในอารมณ์นี้กันทั้งนั้น แต่มันก็ได้เกิดขึ้นจริง! ไม่ว่าจะเกิดด้วยสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติหรืออะไรก็ตามแต่
“ผมเห็นด้วยกับมอสโกนะครับ เธออาจสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกลวงพวกเรา”
“ฉันไม่ได้สร้างเรื่อง คนอย่างฉันไม่เคยมุสาอยู่แล้ว!”
“โอเค ถ้าสิ่งที่เล่าเป็นความจริง การช่วยผู้หญิงคนนี้ ทำได้หลายวิธี โดยไม่ต้องใช้กำลังให้เสียเลือดเสียเนื้อก็ได้นะครับอาจารย์ เช่น…อาจจะใช้คำพูดหว่านล้อม ไกล่เกลี่ยให้อีกฝ่ายสงบอารมณ์ หรือไม่ก็พาผู้หญิงคนนี้เลี่ยงออกมา เขาสามารถทำได้ครับ แต่เขาไม่ทำ”
อยากให้อีตาสภานักเรียนคนที่พูดเนี่ย ไปอยู่ในสถานการณ์จริงชะมัด จะได้รู้ว่ามันไม่ใช่คอนโทรลได้ง่ายๆ พวกครรชิตมันฟังภาษาคนรู้เรื่องที่ไหน
“วิธีไกล่เกลี่ย บางทีมันก็ใช้ไม่ได้ผลเสมอไป พวกนั้นตั้งใจจะหาเรื่องหนูนะคะอาจารย์ ฉะนั้นพวกนั้นจะไม่ยอมปล่อยให้เราไปจนกว่าจะได้มีเรื่อง ในบางครั้งเมื่อไม้อ่อนมันใช้ไม่ได้ผล เราจะปฏิเสธที่จะใช้ไม้แข็งทำไมล่ะคะ จริงอย่างที่หนูพูดรึเปล่า”
“ก็จริงของเธอ”
“แต่อาจารย์ครับ!”
เหล่าสภานักเรียนส่งเสียงท้วงติงกันอื้ออึง จนอาจารย์ฝ่ายปกครองต้องเอาที่ทับกระดาษมาเคาะโต๊ะให้กลับสู่สภาวะปกติ จากนั้นก็หันมาหาฉัน
“อาจารย์เห็นพ้องกับทุกคำที่เธอพูดนะ”
แล้วเสียงทักท้วงก็ดังขึ้นมารอบสอง แต่อาจารย์ไม่ได้ใส่ใจ กลับกล่าวเยินยอฉันต่อ
“อาจารย์ชื่นชมในความกล้าหาญของเธอยิ่ง ตัวเองเป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่กล้าไปงัดข้อกับผู้ชายเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของสูงสง่าวิทยา ผู้หญิงใจเพชรแบบนี้ ไม่ใช่อยากจะเจอก็ได้เจอ”
เบอร์นั้นเลยหรือคะ? ฉันยิ้มอย่างเหนือชั้นให้สภานักเรียนทุกคน ซึ่ง ณ จุดจุดนี้นา…คะ! ทำท่าเหมือนปลาออกนอกน้ำ
“แต่ถึงยังไงเธอกับนายอนินทรีย์ก็ยังมีความผิด ต้องได้รับการลงโทษ สำหรับเธอ อาจารย์จะแค่ตัดคะแนนความประพฤติ แต่นายอนินทรีย์ คะแนนความประพฤติของเธอติดลบจนไม่รู้จะติดยังไงแล้ว ดังนั้นเย็นนี้ อยู่บำเพ็ญประโยชน์ ลอกท่อให้โรงเรียนก็แล้วกัน”
“นี่คิดจริงๆ เหรอว่าผมจะทำ!”
“โซดาไฟไปเบิกเอากับนักการนะ แยกตัวไปเรียนได้”
อินทรีย์หัวฟัดหัวเหวี่ยงออกจากห้อง พาลพะโลไปเตะกระถางต้นไม้แถวนั้นไม่ยอมหยุด นักเรียนที่เดินผ่านไปผ่านมามองเขาเป็นตาเดียว แต่ก็ต้องถูกไล่ตะเพิดออกไป
“มองหาอะไรกันวะ! หน้าฉันเหมือนคนที่พวกแกรู้จักรึไง!”
ใช่…เขารู้จักนายกันทั้งบางนั่นแหละ แต่ในนามหมาบ้าแห่งสูงสง่านะ
“ใจร่มๆ ก่อนนะนาย ก็แค่ลอกท่อ ดีกว่าโดนไล่ออกไปหาที่เรียนใหม่เป็นไหนๆ”
ฉันว่าอาจารย์ฝ่ายปกครองที่เขาร่ำลือกันว่าเข้มงวดนักเข้มงวดหนาก็เมตตาพวกเรามากแล้วนะ
“เธอหุบปากเป็นมั้ย! จะไปไหนก็ไป อย่ามาพูดอะไรกับฉันตอนนี้” อินทรีย์เค้นเสียงลอดไรฟัน
“เตะอย่างนั้น เดี๋ยวจะเจ็บเท้าเอาเปล่าๆ นะพวก”
พวกสภานักเรียนออกมากันแล้ว อินทรีย์หัวเราะเยาะ แต่แววตาเข้มข้นขึ้น เมื่อได้ยินคำเตือนของมอสโก
“ผิดหวังกันมากมั้ยที่ฉันไม่ถูกไล่ออก แต่แกก็มีความพยายามสูงอยู่นะ”
“ไม่มีใครอยากให้นายถูกไล่ออกหรอกอินทรีย์ เราก็แค่ทำไปตามหน้าที่ การรักษากฎระเบียบ สอดส่องความประพฤตินักเรียนมารายงานอาจารย์ มันคืองานของเรา”
“แกไม่ต้องสรรหาเหตุผลอะไรมาให้ฉันฟังหรอก พูดให้ตัวเองดูดีใครๆ ก็พูดได้ จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าจริงๆ แล้วแกเป็นพวกปากหวานก้นเปรี้ยว”
สองคนนี้ไม่ลงรอยกันเป็นพิเศษจริงๆ ด้วย สายตาที่อินทรีย์จ้องมองมอสโกเต็มไปด้วยความชิงชังยิ่งไปกว่าตอนมองพวกนักบาสครรชิตเสียอีก แต่เสียงดังเกินไปแล้วนะ พวกเรายังไปไม่ไกลจากหน้าห้องสอบสวนนักเรียนเลย ฉันจุ๊ปาก ให้เขาลดเสียงลงหน่อย มอสโกมองการกระทำนั้นของฉันแล้วขมวดคิ้วมุ่น
“คาบฟิสิกส์รอเราอยู่นะครับมอสโก อยู่นานรังแต่จะทำให้มีปัญหาเปล่าๆ” นี่เป็นเสียงของสภานักเรียนคนหนึ่ง มาดหนุ่มแว่น ดูแก่เรียน
มอสโกมองฉันสลับกับอินทรีย์ สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะหลุดปากออกมาเบาๆ “น่าสงสัยจริงๆ…”
“เวลาของเรามีค่าดั่งทองพันชั่งนะครับ ไปกันเถอะ” สภานักเรียนอีกคนคะยั้นคะยอ มอสโกพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเข้าไปสมทบกับกลุ่มสภานักเรียนเดินจากไป อินทรีย์แค่นเสียงหนักๆ ตามหลัง ในที่สุดก็เหลือแค่ฉันกับอินทรีย์สองคนสักที เป็นโอกาสดีที่…ฉันรูดซิปเปิดกระเป๋า เอาหลอดยาบรรเทาอาการปวดบวมออกมายื่นให้อินทรีย์แบบลับๆ ล่อๆ ถ้าไม่ให้ตอนนี้ก็ไม่รู้จะมีโอกาสให้ตอนไหน
“นั่นอะไร?” อินทรีย์ถามหน้าเคร่ง
“ไม่ใช่ระเบิดแสวงเครื่องหรอกน่า ของตอบแทนเล็กน้อยที่นายช่วยฉันไว้เมื่อวาน รอยช้ำนายมีกี่ที่ก็ทาให้หมดนะ”
อินทรีย์มองฉัน สบตากันแล้วมันกระอักกระอ่วนแปลกๆ คงเพราะฉันไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะทำดีกับหมาบ้าแห่งสูงสง่าได้ ส่วนอินทรีย์ก็คงไม่เคยได้รับน้ำใจแบบนี้จากใครมาก่อนในชีวิต เขารับมันไว้ พลิกดูไปมา
“เธอมีหัวคิดรึเปล่า?”
“ว่ะ ว่าไงนะ”
“ฉันจะมองเห็นรอยช้ำบนหน้าของตัวเองได้ยังไง!” หลอดยาลอยละลิ่วกลับมาหาฉัน นี่จะไม่ถนอมน้ำใจกันหน่อยเหรอ จิตใจทำด้วยอะไร
“บ้านนายไม่มีกระจกรึไง”
“เข้าใจคำว่าฉันจะทาตอนนี้มั้ย”
“งั้น…ในห้องน้ำชายก็น่าจะมีกระจกนะ”
“เธอฝันไปรึไง จะให้ฉันถ่อไปไกลถึงนั่นเพื่อทายาขี้หมูขี้หมานี่น่ะเหรอ?”
“งั้นยืมของฉันก่อน…”
ฉันยื่นกระจกบานเล็กๆ ที่พกเอาไว้สำหรับเช็คว่ามีอะไรติดซอกฟันรึเปล่าให้อินทรีย์ด้วยมือสั่นเทิ้ม ความอดทนของฉันกำลังจะหมดลงกับคนอย่างไอ้บ้านี่ ไม่ได้ออกเงินแม้แต่แดงเดียวแล้วยังเรื่องมาก เรื่องเยอะ นึกไม่ถึงว่าเขาจะขว้างกระจกของฉันลงบ่อปลาคาร์ฟ ฉันมองภาพกระจกตกลงสู่ผิวน้ำด้วยแววตาสั่นระริก อินทรีย์…คนอย่างนายไม่มีทางมีชีวิตที่ดีได้หรอก!
“ยุ่งยาก! เธอทาให้ฉันง่ายกว่า”
อินทรีย์ยื่นหน้าเข้ามา ยกมือขอเวลานอกค่ะ…ฉันไม่อยากคิดอะไรที่น่าขนลุกนี่เลย แต่ที่อินทรีย์ทำไปทั้งหมด เพราะอยากให้ฉันทาให้…งั้นเหรอ ฮึ่ย! อย่าคิดอะไรบ้าๆ ไม่ใช่หรอก! เขาเป็นคนเกียจคร้านเกินกว่าจะทายาด้วยตัวเองเท่านั้นล่ะ แต่บอกกันดีๆ ก็ได้มั้ย ไม่เห็นต้องใจร้ายกับกระจกฉันขนาดนั้นเลย
แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่นายต้องมาสะบักสะบอมเพราะฉันหรอกนะถึงยอมทาให้ ฉันหมุนเกลียวเปิดฝา ทายาลวกๆ ลงบนหน้าอินทรีย์ โดยไม่คำนึงว่าตัวเองจะทาถูกตำแหน่งหรือไม่ เพราะตาคอยมองซ้ายมองขวาตลอดเวลา กลัวนักเรียนคนอื่นมาเห็นเข้าน่ะ ฉันไม่อยากให้ชีวิตที่เหลืออยู่ในรั้วโรงเรียนป่นปี้หรอกนะ
“บกพร่องทางการมองเห็นรึไง นิ้วเธอกำลังจะทิ่มตาฉันอยู่แล้ว”
“…”
“แค่ทายาง่ายๆ ก็ทำไม่ได้เรื่อง มือหนักซ้ำยังสาก! มืออย่างเธอต้องครีมทาส้นเท้าแตกเท่านั้นล่ะมั้งถึงจะเอาอยู่”
“ฮึ่ม!”
หมอนี่ทำเป็นทุกอย่าง ยกเว้นการสงบปากสงบคำรึไง อย่าคิดว่าเป็นเครื่องรางของฉันแล้วจะได้รับการพินอบพิเทานะ
“ฮึ่มอะไร”
“ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของฉันได้มั้ยล่ะ เอานี่ เสร็จแล้ว!”
“ใครบอกเธอว่าเสร็จแล้ว…ยังเหลืออีกที่หนึ่ง”
เขาเห็นฉันเป็นอะไร ข้าทาสบริวารอย่างนั้นใช่มั้ย ใช้ได้ใช้ดี แล้วนั่นอะไร… อินทรีย์หันหลัง ถลกชายเสื้อขึ้นเผยแผ่นหลังฟิตแอนด์เฟิร์มทำเอาตาฉันหลุดออกมาจากเบ้า เกิดเสียงร้องของม้าพยศดังก้องขึ้นในหัว
“ตรงกลางหลังของฉันจะมีรอยช้ำอยู่ เห็นมันรึเปล่า”
อินทรีย์เอี้ยวตัวมาชี้ ฉันไอกลบเกลื่อนสัญชาตญาณดิบของตัวเองทันที
“ค่อกแค่กๆ ออ เออ เห็น…”
“ก็ทำหน้าที่เข้าสิ”
เฮย…ฮะ…เอาจริงเหรอ จะให้ฉัน…โอ…โอเค ก็แค่ทาถูๆ ที่หลัง มีอะไรต้องกระดากอายกัน แต่พอปลายนิ้วแตะสัมผัส หน้าฉันก็ร้อนผ่าวเหมือนโดนไอจากปล่องภูเขาไฟ กดดันก็กดดัน ถ้ามีใครผ่านมาเห็นเข้าจะทำยังไง แต่ผิวเนียนเกลี้ยงเกลาเหมือนไม่เคยเผชิญกับการเป็นผด ผื่นคัน สิวอุดตันบนแผ่นหลังมาก่อนในชีวิต ให้รสสัมผัสที่…
“พอได้ละ ฉันสั่งให้เธอทายาไม่ใช่ทาโลชั่นกันแดด”
แต่ตอนนี้มันใช้แทนโลชั่นกันแดดได้แล้วล่ะจ้ะ แม่เจ้า! ฉันทาเพลินไปครึ่งหลอดเลย ดูสิหลังอินทรีย์มันมะเมื่อมไปหมดแล้ว ว ว ว
“กะ ก็พอกให้เยอะๆ เข้าไว้ไง จะได้หายเร็วๆ ฉัน…ฉันไปเรียนก่อนนะ ยานี่จริงๆ ข้างหลอดระบุไว้ว่าให้ทาวันละสองครั้ง แต่นายจะทาเกินจากนั้นก็ได้ เวลาที่รู้สึกว่าปวดมากจริงๆ…”
“พูดอะไรนักหนา มีความฝันอยากเป็นเภสัชกรรึไง” อินทรีย์แย่งหลอดยาจากมือฉันเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง ฉันมองค้อนเขานิดนึง ก่อนจะนึกคึกอะไรขึ้นมาได้
“อ้อ แล้วก็ไม่ต้องขอบคุณนะ คำขอบคุณของนายไม่มีค่าพอที่ฉันจะรับไว้หรอก”
อินทรีย์หันขวับมาทันทีที่ได้ยินฉันพูดประโยคเลียนแบบเขา ฉันยกเล็บขึ้นมาดู วางท่าเป็นคุณหญิงคุณนายแล้วหัวเราะร่า มันเป็นฟีลที่สาแก่ใจยังไงก็ไม่รู้
“แล้วคิดรึไงว่าฉันจะพูด สำคัญตัวผิดไปมั้ง”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ คนอย่างนายน่ะเหรอจะรู้จักบุญคุณคน”
“มีสิ่งหนึ่งที่เธอต้องรู้ไว้ ฉันไม่ได้เตะเป็นแค่กระถางต้นไม้อย่างเดียว”
ฉันหัวเราะหนักเข้าไปอีก ยิ่งเห็นอินทรีย์มีโทสะ หรี่ตาจนเกือบจะมิด ฉันก็ยิ่งสำเริงสำราญใจ เป็นไงเล่า ไม่ใช่แค่นายคนเดียวหรอกนะที่ยั่วโมโหฉันได้ ฉันก็สามารถทำให้นายมีน้ำโหได้เหมือนกัน
“หวายยย กลัวแล้วๆ นี่สินะที่นายอยากได้ยิน ถึงเวลาที่ฉันต้องไปเรียนจริงๆ แล้วล่ะ เสียเวลามาเยอะแล้ว ไปนะ”
“ตอบคำถามฉันมาก่อน”
เสียงของอินทรีย์เป็นดั่งเชือกฟางที่โผล่พ้นดินขึ้นมาตรึงขาของฉันไว้
“ขอแบบเร็วๆ นะ เต็มที่ฉันให้สองนาที เริ่มจับเวลา”
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอไม่รู้ว่าฉันคือหมาบ้าแห่งสูงสง่า ทำไมเธอถึงไม่รังเกียจฉันเหมือนที่เด็กสูงสง่าวิทยาคนอื่นๆ ทำ เธอปฏิบัติต่อฉันต่างจากคนพวกนั้น แถมยังช่วยพูดให้โทษหนักของฉันกลายเป็นเบา นี่เป็นเพราะฉันช่วยเธอไว้งั้นเหรอ”
นั่นก็ใช่ แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ…เพราะว่านายเป็นเครื่องรางของฉัน และจากที่ได้สัมผัสมา นิสัยนายมันแย่ แต่ก็ไม่แย่ขนาดนั้น
“ก็…ประมาณนั้น งั้นฉันถามนายกลับบ้าง เพราะอะไรนายถึงเปลี่ยนใจกลับมาช่วยฉัน ฉันไม่คิดว่าคนอย่างนายจะรักเพื่อนร่วมสถาบันขนาดนั้น ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเหรอเราน่ะ”
“…”
อินทรีย์เงียบไป คำถามนี้ยากไปสำหรับหมอนี่รึไง
“ว่ายังงะ…”
“ฉันถามเธอได้ แต่ห้ามเธอถามฉัน”
“ไม่ยุติธรรมนี่! ทุกคนล้วนมีความเสมอภาค มีความเท่าเทียมกันนะ”
“พจนานุกรมของคนอย่างอินทรีย์ไม่เคยมีคำว่าเสมอภาค แล้วอีกอย่าง…” อินทรีย์เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ยกมือขึ้นมาตีกรามขวาของฉันสองสามทีอย่างไม่ปราณีปราศรัย “มันครบสองนาทีละนะ”
กระตุกมุมปากใส่ฉันไม่พอยังเดินนวยนาดจากไปพร้อมเสียงหัวเราะทุเรศๆ ในลำคอ ฉันกุมแก้มขวา ขยับกรามไปมา พลางคิดในใจ เข้าใจหาวิธีเลี่ยงคำถามเหลือเกินนะ เถิดน่า ถึงเขาไม่ตอบ ฉันก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วไม่ใช่รึไง
แต่ในบางครั้ง…แค่บางครั้งน่ะ…ฉันอยากได้ยินจากปากของเขาเอง
(ได้โปรดติดตามตอนต่อไป)
.........................................................................................................................................................................................................................
ϴคุยกันหลังม่านมู่ลี่ϟ♥
อันยองค่าทุกคน (ไปอ่านเรื่องพี่ต้นไม้มาเลยได้ฝึกปรือภาษามาจากแพ็คโบรา) ตอนนี้เราอยากให้คู่พระนางพัฒนาความสัมพันธ์ เริ่มจากการทาถูแผ่นหลังกันเบาๆ ค่ะ บ่งบอกว่าตัวนักเขียนนั้นตัณหากลับแค่ไหน แล้วมันไม่ดีรึงายยย อิจฉาแอนเนอะ อยากรู้เหมือนกันรสสัมผัสจะเป็นยังไง ไปกินไวอาก้าแล้วนอน
เหมือนเช่นเคยค่ะ ขอบคุณทุกคอมเม้น ทุกกำลังแรงใจ ขอบคุณสำหรับคะแนนโหวต ฉันรอดตายเพราะพวกคุณแท้ๆ เทียว โดยเฉพาะพี่พิม คัมซามีดา อนนี่ซาราง (โชว์ภาษาเกาหลีอ่อนปวกเปียกของตัวเอง) มารับสองร้อยบาทถ้วนใต้โต๊ะค่ะ
แน่ะ แอบคาดหวังว่าเราจะสรรหาอิมเมจคนอื่นมาเปลี่ยนแทนพี่มอสล่ะซี่ ทานโทษที่ต้องทำให้ผิดหวังนะคะ ไม่มีค่ะ 55555555555555555555555555 ใจจริงอยากจะทอร์คกับท่านผู้อ่านให้มากกว่านี้ แต่อาทิตย์หน้ามันจี้ตูดเรามาแล้ว แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าเด้อจา ไปแล้วๆๆๆๆ
กรี๊ดร้องตั้งแต่ชื่อตอน เกลียด 555555
อินทีย์เหมาะกับบุคลิกหมาบ้าดีอ่ะ ดูเท่ หล่อ เร้าจายย อ่ะฮ้าาา //ติดนิสัยคนเขียนมา 5555555
เกลียดฉากทาหลัง เป็นนี่นี่จะบริการนวดพิเศษให้เลยขร่ะ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในความห่ามยังมีความละมุน ชอบบบ
จบปิ๊ง!
รอตอนหน้านะตัวเธออ กรีดยางเสร็จไวๆ จุ๊กกรู๊ววว
ตอนนี้ รู้สึกประทับใจฉาก ทาถู ทาถู ตามชื่อตอนเลยค่ะ
อินทรีย์ทำเป็นเรื่องมาก ไม่มีกระจก จริงๆก็อยากให้แอนทาให้ใช่มั้ยล่ะ
ชั้นรู้วววว555555 ฉากทายาที่หลังนี่ให้ฟิลจันดาราด้วยมั้ย (เดี๋ยววว)
รออ่านตอนหน้านะคะ มาตบตีกับพี่มอส เอ้ย!อินทรีย์ต่อไวๆ อันยองอันแยง(เอาตามบ้าง55)
แน่ใจว่าไม่ได้ค่าโฆษณาจากสินค้าบางตัวนะคะยูววว
55555555555555
โอย บัดจ๊บมากกกกก
แล้วอะไรคือไปกินไวอากร้าแล้วนอน
อิหนูคะ กินไอ้นั่นไปแล้วคิดว่าจะได้นอนเรอะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
ปล.ฉันรู้นะยะว่าเธอเอาไอเดียฉากถูหลังมาจากไหน ไปแอบดูจัน....ตู้ด (ดูดเสียง) มาชิมิล่าาาา
ด้วยรักและปลาทู...
แบบ ถอดเอาเอาตรงนี้เลยนะ 55555555555 พระเอกมีอะไรให้เซอร์ไพรส์ทุกตอนเลยค่ะ
แอบไม่น่าเชื่อนิดหน่อยว่าจะอ้อนแบบเถื่อนๆ ให้นางเอกทาให้ มุ้งมิ้งนะเรา >///< ติดตามน้าาา
อินทรยี์มีความห่าม ความดีงาม ความหวั่นไหว
แปลว่าอินทรีย์มีหัวจายยยยยยยยยยย ฮิ้วววววววว
ครุคริ
ชอบสำนวนน้องมากอ่า คือมันตลกอ่ะ
อย่ากรู้เลยว่าพระนางจะรักกันท่าไหน สู้ๆ นะคะ
ตอนอ่านถึงม้าพยศนี่ได้ยินเสียฮี้ๆ ดังเข้ามาในหัวเลย
ฮาาาาาาา
สำหรับมอสโก เห็นบรรยายว่าเป็นหนุ่มหน้าแขกแล้วนึกถึงหลัวลำดับที่ห้าของพี่เลยค่ะ
สู้ๆ นะ
เรื่องเดินหน้าดีนะคะ พี่ชอบที่เราลำดับเรื่องได้ดี เหมือนรู้ว่าอะไรควรเล่าก่อนหรือเล่าหลัง และสำนวนตลกคงที่คงวาเหมือนเดิม จุดที่ไม่ต้องปล่อยมุก ก็ไม่ปล่อย จุดที่ควรปล่อยก็ปล่อย เรื่องพวกนี้มันก็ฝึกฝนอ่ะเนอะ ไม่แน่ใจว่าเขียนเรื่องแรกรึเปล่า แต่รู้สึกว่าเราทำได้ดีนะจุดนี้
รออ่านตอนต่อไปเช่นเคยจ้า