ถ้าเปรียบเขาเป็นท้องฟ้า ฉันคนนี้ก็คงเป็นแค่หัวมันฝรั่ง T^T แต่นางฟ้าก็คงเห็นใจฉันอยู่บ้างล่ะน้า ถึงได้ดลใจให้เพื่อน(เคย)สนิทมาเสนอตัวช่วย แต่ไปๆ มาๆ ทำไมกามเทพของฉัน...ดันกลายเป็นเกย์ไปได้ล่ะเนี่ย!!!
ตอนที่ 1/7 :: One for Taking Chances
ตอนถัดไป
Prologue
ฉันควรจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่าโชคร้ายหรือพรหมลิขิตดีนะ...
เอาจริงๆ แล้วมันก็ไม่แย่เท่าไหร่หรอกกับการที่ฉันเข้าห้องเรียนผิดตั้งแต่วันแรกและคาบแรกในโรงเรียนที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่ เพราะเมื่อเทียบกับการที่ทำให้ฉันได้รู้จักกับเขาแล้ว… เรื่องอื่นๆ ก็กลายเป็นไม่สำคัญไปเลย
เขาผู้เปลี่ยนโลกทั้งใบของฉันไปอย่างสิ้นเชิง
ย้อนกลับไปเมื่อวันแรกของการเปิดเทอม…
ฉันยืนอยู่หน้าห้องเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กเกรดสิบตั้งแต่ออดยังไม่ขึ้นเพราะไม่อยากจะเข้าเรียนสายในวันแรกของการมาเรียน แล้วยิ่งเป็นมารีนไฮสคูล โรงเรียนที่แสนจะใหญ่โตมโหฬารขนาดอย่างกับเซ็นทรัลปาร์คแบบนี้ ขืนฉันไม่รีบเดินหาห้องเรียนให้เจอมีหวังได้เข้าห้องเรียนตอนเขาเรียนกันจะเสร็จแล้วแน่ๆ (ที่จริงเมื่อกี้ฉันก็เดินไปผิดตึกขึ้นๆ ลงๆ ตั้งหลายรอบแน่ะ นี่เปล่าเอ๋อนะ แต่โรงเรียนมันซับซ้อนจริงๆ! =^=)
ผู้คนมากหน้าหลายตาในชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนเดินขวักไขว่ไปมา ฉันมองคนเหล่านั้นแล้วรู้สึกใจแป้วๆ อย่างบอกไม่ถูก ทุกคนล้วนแต่มีกลุ่มเพื่อนสนิทเดินมาด้วยทั้งนั้น ต่างกับฉันที่ต้องยืนอยู่อย่างอโลนเพราะเป็นเด็กใหม่ที่ยังไม่เพื่อนซักคน ยิ่งมองไปก็ยิ่งสงสารตัวเอง ทำไมฉันถึงได้หลวมตัวมาอยู่ในโรงเรียนที่เกือบทุกคนหน้าตาดีระดับท็อปโมเดลแบบนี้ได้นะ T^T ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าคนโรงเรียนนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกคนดังไม่ก็พวกลูกคนมีตังค์ทั้งนั้น ส่วนฉันมันก็แค่เด็กผู้หญิงธรรมดาชนิดที่ว่าไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา กีฬา หรือการเรียน
ให้ตายเถอะ ใครก็ได้มาพาฉันบินกลับไอดาโฮที TOT
หลังจากที่ยืนห่อเหี่ยวเหมือนดอกไม้ที่ไม่ได้รดน้ำมาสิบวันอยู่ได้ไม่กี่นาที หัวใจฉันก็เกิดภาวะเต้นผิดจังหวะขึ้นมาซะอย่างนั้น ดวงตาของฉันเผลอเหม่อมองไปยังผู้ชายที่ยืนถัดไปไม่ไกลอย่างห้ามไม่ได้ อาจดูซ้ำซากหากฉันจะใช้คำว่าโลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ…ความรู้สึกของฉันมันตรงกับคำนั้นจริงๆ
สีผมไอซ์บลอนด์แบบเดียวกับฉันของผู้ชายคนนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางผู้คน แต่นั่นยังไม่เท่ากับใบหน้าอันสุดแสนจะเพอร์เฟ็คต์ราวกับจะหยุดการโคจรของดาวเคราะห์สีฟ้าใบนี้ไม่ให้หมุนรอบดวงอาทิตย์ได้ ไม่ว่าจะริมฝีปากได้รูปหยักนิดๆ สีชมพูสด จมูกโด่งเป็นสัน ขนตายาวเป็นแพ และนัยน์ตาสีฟ้าเข้มที่สะกดให้ฉันตกอยู่ในห้วงของความรู้สึกอยู่นานสองนาน ฉันไม่สามารถละสายตาจากเขาได้จริงๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับตอนที่ฉันกำลังอ่านนิยายช่วงที่น่าติดตามสุดๆ ที่ต่อให้ใครจะทำยังไงฉันก็ไม่สามารถหยุดอ่านได้
บอกทีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่เทวดาที่พึ่งตกลงมาจากสวรรค์!
ชายหนุ่มผมไอซ์บลอนด์ยืนคุยกับเพื่อนรักผมสีดำสนิทอย่างออกรสอย่างนั้นตลอดช่วงเวลารอเข้าห้องเรียน และฉันก็ไม่ละสายตาไปไหนเลยเหมือนกัน ไม่นานเสียงออดก็ดังขึ้นก่อนที่ทุกคนจะค่อยๆ ทยอยเข้าห้องเรียน รวมถึงคนที่ฉันเผลอเฝ้ามองอยู่นานด้วย
ตอนนั้นความหล่อของเขาคงทำฉันสติหลุดไปจริงๆ เพราะแทนที่จะเดินเข้าห้องเรียนตัวเอง ฉันดันเดินเหม่อเข้าไปเรียนห้องข้างๆ ซะงั้น!?
รู้ตัวอีกทีฉันก็มานั่งอยู่ข้างๆ เขาซะแล้ว…
สาบานเลยนะว่าไม่ได้จงใจหรือวางแผนอะไรมาทั้งสิ้น ตอนนั้นคือฉันเหม่อขั้นสุดจริงๆ ที่จริงตอนแรกก็แอบดีใจอยู่นิดๆ อ่ะนะ แต่หลังจากที่นั่งโง่ๆ อยู่ในคาบมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วคุณครูผมบลอนด์ทองคนสวยที่ยืนอยู่หน้าห้องเรียนเริ่มสุ่มคนเพื่อมาตอบคำถามเท่านั้นแหละ หายนะก็บังเกิดทันที…
‘เธอคนนั้นน่ะ ที่ย้อมผมสีขาว’ คำเรียกแรกที่ออกมาจากปากครูคณิตศาสตร์สาวทำให้คนทั้งห้องหันมามองทางฉันเป็นตาเดียว แต่ดูเหมือนทุกคนกำลังสับสนอยู่ว่าที่จริงแล้วครูเขาเรียกใคร เพราะทั้งฉันและคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กันก็ดันทำผมแทบจะสีเดียวกันขนาดนี้
เขาคงเรียกนายหน้าหล่อข้างๆ ฉันมากกว่าม้างงง แค่ใส่แว่นคงไม่ได้ทำให้ครูเข้าใจว่าฉันเรียนเก่งหรอกนะ...ใช่มั้ย? =.,=
“ผมเหรอ?” ชายผมไอซ์บลอนด์พูดพร้อมกับชี้นิ้วโป้งเข้าหาตัวแล้วยกคิ้วซ้ายขึ้นนิดนึง ท่าทางแบบนั้นทำให้เขาดูน่ารักเป็นบ้าแถมยังกระชากใจฉันสุดๆ ไปเลย
‘ไม่ใช่เธอแอชเชอร์ ฉันเรียกผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เธอ’
โอเค…วินาทีที่ผู้ชายที่ฉันพึ่งรู้ชื่อเมื่อกี้ว่าชื่อ ‘แอชเชอร์’ หันมามองฉันพร้อมยกยิ้มบางๆ ให้เป็นความหมายประมาณว่า ‘เขาเรียกเธอน่ะ’ ฉันก็รู้ทันทีว่าความซวยมาเยือนฉันอย่างเต็มรูปแบบแล้ว หัวใจที่ตอนแรกเต้นโครมครามเป็นจังหวะกลองวงดุริยางศ์แทบจะหยุดเต้นไปซะเดี๋ยวนั้น บอกตามตรงว่าฉันอยากจะลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากห้องไปซะตอนนี้เลย แต่ติดอยู่นิดเดียวตรงที่ฉันไม่ได้บ้า ฉันก็เลยไม่กล้าทำแบบนั้น ทั้งหมดที่ฉันทำเลยเป็นแค่การลุกขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมจะตอบคำถาม
นี่คงเป็นจุดจบของฉันในวันนี้สินะ ลาก่อนภาพวันเปิดเรียนในโรงเรียนใหม่ที่แสนสดใส ตอนนี้แม้แต่ความหล่อของคนข้างๆ ก็คงช่วยอะไรฉันไม่ได้อีกแล้วล่ะ ฮือออ T__T
‘คำถามที่ครูถามไปเมื่อกี้คำตอบคืออะไร ไหนลองตอบซิ’
‘เอ่อ…’ ส่งเสียงเอ่อออกไปให้ครูรู้สึกว่าฉันกำลังคิดอยู่หน่อยละกัน (ถึงแม้จะรู้ว่าต่อให้พูดว่าเอ่ออีกซักล้านรอบฉันก็ไม่มีทางรู้คำตอบนั้นก็เถอะนะ)
‘…’ ขอบคุณทุกคนสำหรับความเงียบอันแสนกดดัน โฮ~
‘เธอได้ฟังที่ครูสอนบ้างรึเปล่าเนี่ย ข้อนี้มันแทบไม่ต้องคิดอะไรเลยนะ มีแต่เด็กเกรดเก้าเท่านั้นแหละที่ตอบไม่ได้’ คุณครูคนสวยเริ่มทำหน้าดุซึ่งเป็นการเพิ่มความกดดันเข้าไปใหญ่
คำถามเดียวที่ฉันสงสัยอยู่ตอนนี้คือ ระหว่างตอบคำถามนี้ไม่ได้กับสารภาพต่อหน้าทุกคนในชั้นว่าเข้าห้องเรียนผิด อันไหนจะทำให้ฉันดูโง่น้อยกว่ากัน T^T
ในขณะที่ฉันรู้สึกอยากจะลองบ้าแล้ววิ่งออกจากห้องเรียนดู จู่ๆ ฝ่ามือซ้ายของฉันที่กำลังเย็นเฉียบเพราะอุณหภูมิในห้องไม่ก็ความกดดันก็ถูกทำให้อุ่นขึ้นมาด้วยมือหนาของคนข้างๆ จังหวะหัวใจเริ่มบรรเลงทำนองวงดุริยางศ์ขึ้นอีกครั้งเมื่อแอชเชอร์ส่งยิ้มหวานให้ฉันก่อนจะค่อยๆ บรรจงเขียนตัวเลขหวัดๆ ลงบนฝ่ามือที่เล็กกว่าของเขาเป็นเท่าตัว ฉันภาวนาขอให้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้เป็นเรื่องจริง เพราะทุกอย่างมันราวกับความฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้...
แอชเชอร์…ผู้ชายที่โคตรหล่อ โคตรฮอต โคตรเซ็กซี่ กำลังจับมือฉัน! ตอนนี้ฉันมีสิทธิ์หัวใจวายเพราะสำลักความเพอร์เฟ็คต์สูงมาก หวังว่าฉันจะไม่แสดงอาการเขินจนออกนอกหน้าเกินไปนะ (.///.)
‘?’ ฉันทำหน้าสงสัยใส่แอชเชอร์เพื่อกลบเกลื่อนความเขินระหว่างที่เจ้าตัวกำลังเขียนอะไรบางอย่างลงบนฝ่ามือของฉัน เขาใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบวิในการจับมือฉันก่อนจะส่งคืนมาพร้อมตัวเลขที่ติดเครื่องหมายรูท วินาทีนั้นฉันจึงเข้าใจด้วยตัวเองทันทีว่าเมื่อกี้เขาดึงมือฉันไปทำไม
เขาดึงมือฉันไปเพื่อเขียนคำตอบของคำถามนี่เอง…
‘คำตอบคือสามรูทสองลบสี่ค่ะ’ ฉันรีบตอบทันทีโดยไม่มีความลังเลใจเลยซักนิดว่าคำตอบนั้นจะถูกหรือผิด
‘ดีมาก นั่งลงได้’ เธอสั่ง ก่อนจะกลับไปให้ความสนใจกับกระดานไวท์บอร์ดเช่นเดิม ฉันไม่แน่ใจสักเท่าไหร่ว่าครูจะไม่เห็นว่าแอชเชอร์เป็นคนเขียนคำตอบลงบนฝ่ามือของฉัน แต่ก็ดีแล้วล่ะที่เธอไม่ได้พูดอะไร =_=;;
ฉันนั่งลงก่อนจะหันไปสบตากับผู้ช่วยชีวิตฉันจากการตกเทือกเขาสูงกลางห้องเรียนคณิตศาสตร์ แต่แอชเชอร์กลับมองมาที่ฉันอยู่ก่อนแล้ว เขายิ้มกว้างแบบไม่เห็นฟันแต่ทว่าดูจริงใจ ดวงตาสีฟ้าสดของเขาสว่างไสวและแพรวพราวยิ่งกว่าท้องฟ้าของวันนี้เป็นไหนๆ มันทำให้ฉันยิ้มกว้างตอบไปแบบไม่มีเหตุผล เรายิ้มให้กันอย่างนั้นประมาณห้าวินาทีก่อนที่อีกฝ่ายจะยักคิ้วพร้อมพยักเพยิดหน้าไปทางกระดานประมาณว่าให้ตั้งใจเรียนต่อเถอะ เดี๋ยวจะโง่ไปกว่านี้ (อันหลังฉันเติมเพื่อตอกย้ำตัวเองน่ะ ฮึก Y^Y)
ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ช่างมีความหมายมันเป็นแบบนี้นี่เอง♥
หลังจบคลาสวันนั้น ฉันจึงรวบรวมความกล้าอันน้อยนิด (ที่พยายามขุดมาจากใต้ดินลึกลงไปพันเมตร) เพื่อไปถามชื่อเต็มๆ ของผู้ชายคนนั้น ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าตอนที่ถาม เขาหันไปสบตากับเพื่อนก่อนจะยิ้มแบบขำๆ แล้วหันมาตอบฉันว่า ‘แอชเชอร์ เบ็นสันน่ะ อยากรู้อะไรละเอียดกว่านี้ก็ลองเสิร์ชในกูเกิ้ลดูนะ’ ตอนที่ฟังครั้งแรกฉันก็ได้แค่ทำตาปริบๆ เพราะไม่ค่อยเขาใจมุกที่เขาต้องการสื่อสักเท่าไหร่ จากนั้นเขาก็เลยถามฉันว่าเป็นนักเรียนใหม่เหรอ เรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว ตอนนั้นแหละที่ฉันพึ่งรู้ว่าเขาเป็นรุ่นพี่ชั้น Junior แล้ว (ฉันอยู่ชั้น Sophomore เด็กกว่าเขาหนึ่งปี) แล้วเขากับเพื่อนก็หัวเราะกันยกใหญ่ตอนฉันบอกว่าที่จริงแล้วฉันเข้าห้องเรียนผิดก่อนจะมาปลอบใจเอาตอนท้าย (ตอนที่หัวเราะดังไปแปดตึกพร้อมกับผู้คนในบริเวณรอบๆ รู้กันหมดแล้วว่าฉันพึ่งเข้าห้องเรียนผิด -_-^ เรื่องนี้ต้องโทษอีตาพี่ผมดำที่ชื่อริชาร์ด เลย ไม่รู้จะเสียงดังไปไหน) ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีบทสนทนาของเราก็จบลงเพราะฉันเองก็ไม่รู้จะชวนคุยอะไรต่อ
แต่เรื่องมันไม่จบตรงที่เราต่างหันหลังแล้วเดินแยกกัน เพราะเพียงไม่กี่ก้าวต่อจากนั้น พี่แอชเชอร์ก็รีบวิ่งกลับมาหาฉันอย่างรวดเร็วจนฉันตกใจ
‘เกือบลืมไปซะสนิทเลย...เธอชื่ออะไหรหรอ?’
เขาวิ่งกลับมาเพื่อถามชื่อฉัน พระเจ้าช่วย…
‘มีอาค่ะ…มีอา เดียร์’ ฉันตอบไปเสียงเบาอย่างกับจะกระซิบจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน เพราะหัวใจของฉันกำลังเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง และฉันก็กลัวว่าการพูดเสียงดังเกินไปจะทำให้มันกระโดดออกมาจากปาก (หัวใจ : จะบ้าเหรอมีอา ต่อให้นี่เป็นนิยายสยองขวัญฉันก็ไม่มีทางกระโดดออกมาจากปากเธอหรอกนะ!)
‘โอเค งั้น...’ เขาหมุนเท้า เตรียมจะหันกลับไป ‘ไว้คุยกันใหม่นะ มายเดียร์ J’
และประโยคนั่นแหละ ประโยคนั้นเลย! ประโยคที่พูดพร้อมยกยิ้มที่ริมฝีปากขึ้นอย่างขี้เล่นและคำว่า ‘มายเดียร์’ นั่นทำให้ฉันแทบจะลงไปกองไปกองกับพื้นเพราะกำลังรู้สึกว่าหัวใจตัวเองหลอมละลายเหมือนเนยที่อยู่บนกระทะสแตนเลสไม่มีผิด >///<
เขารู้ว่า ‘มีอา’ ในภาษาอิตาลีแปลว่า ‘ของฉัน’ และคำนั้น…พอเขาเอามาเรียกรวมกันกับนามสกุลแล้วมันก็กลายเป็นคำที่เรียกชื่อแฟนอย่าง ‘ที่รักของผม’ ไปโดยปริยาย
ที่จริงเขาก็คงเรียกเล่นๆ ไปงั้นแหละมั้ง
แต่ความรู้สึกฉันมันก็ห้ามไม่อยู่แล้วนี่...ทำไงได้
และหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน ณ ตอนนี้ เราก็ไม่ยักจะได้คุยกันอย่างที่เขาบอกไว้ซักคำ... อาจเพราะไม่มีเรื่องให้คุย เขาลืมฉันไปแล้ว หรืออาจจะเป็นเพราะเขาโคตรหล่อและเป็นนายแบบสุดฮอต ฉันก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเพราะอย่างไหนกันแน่
บางทีถ้าฉันสวยแล้วก็ดัง ฉันก็คงจะได้คุยกับพี่แอชเชอร์เหมือนพวกคนอื่นๆ บ้าง… แต่ทำไงได้ล่ะ...ก็ฉันไม่ได้สวยหรือมีความสามารถอะไรขนาดนั้นนี่นา อย่างพี่เขาก็ต้องเลือกคบคนสวยๆ แล้วก็ฮอตๆ เป็นแฟนอยู่แล้วนี่เนอะ แค่คิดยังแทบไม่สิทธ์เลยอ่ะฉัน
ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นก้อนมันฝรั่งตัวน้อยๆ ในมารีนไฮสคูลอันแสนยิ่งใหญ่ที่มีแต่สาวสวยและหนุ่มฮอตเต็มไปหมด ช่างน่ารันทดใจดีจริงๆ เลยนะมีอา ฮึก TT^TT
แต่นั่นมันก็ก่อนที่เขาคนนั้นจะกลับมาล่ะนะ...
เขาอีกคนที่จะเปลี่ยนโลกของฉันไปยิ่งกว่าที่ใครคนไหนเคยทำ...เขาคนที่เป็นเพื่อนแสนดีในวัยเด็ก เขาคนที่ฉันรู้จักดีกว่าใครๆ เขาคนที่เคยออกจากวงโคจรของชีวิตฉันไปก่อนที่จะกลับเข้ามาอีกครั้งเพื่อทำให้มันพิเศษกว่าเดิมเป็นไหนๆ
เขาคนนั้นที่ชื่อ ‘เอเดน แอดเลอร์’ น่ะ J
1
One for Taking Chances
โอกาสครั้งเดียวในการเสี่ยง
คุณเคยตกหลุมรักใครจากการพูดคุยเพียงแค่ครั้งเดียวมั้ย...
แบบว่าแค่ครั้งเดียว...ครั้งเดียวจริงๆ
ครั้งเดียวแบบที่ทำให้คุณกลับไปนอนละเม้อเพ้อฝันเป็นวันๆ ครั้งเดียวแบบที่ทำให้คุณเอาไปเขียนเป็นเรื่องราวได้หลายร้อยหน้า และยังเป็นครั้งเดียวที่ดูแล้วอีกฝ่ายจะไม่ได้รู้สึกอะไรแบบที่เรารู้สึกเลยสักนิด
ครั้งเดียวที่เหมือนจะเป็นครั้งสุดท้ายน่ะ...แค่พูดยังฟังดูเจ็บปวดเลยเนอะ
แหม ฉันก็พูดซะดราม่าเชียว ที่จริงชีวิตฉันก็ไม่ได้เศร้าโศกอะไรขนาดนั้นหรอกนะ กะอีแค่ตกหลุมรักหนุ่มหล่อฮอตของโรงเรียนที่ดันเป็นนายแบบด้วยเนี่ย มันจะดราม่าตรงไหนกันนน ม่ายยย ไม่เลย! ก็แค่ทำได้แค่แอบมองเขาอยู่ห่างๆ จะคุยด้วยก็ไม่ได้ จะยิ้มให้ก็ไม่มีสิทธิ์ เห็นมั้ยล่ะ มันก็ไม่เห็นจะดราม่าตรงไหนเลยเนอะ
โอเค...ฉันโกหก
ฉันนั่งกัดแฮมเบอร์เกอร์ที่ซื้อมาจากโรงอาหารขณะที่นั่งทบทวนชีวิตรักอันแสนดราม่าของตัวเองไปด้วย ผู้คนรอบตัวเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ดูเหมือนทุกคนใน Maryn High Shool มักจะมาโรงเรียนเช้าเป็นพิเศษในวันเปิดเรียนวันแรกไม่ว่าจะหลังหยุดสั้นหรือหยุดยาวก็ตาม และนั่นแหละเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันตัดสินใจย้ายที่สิงสถิตในตอนเช้าจากข้างห้องวงโยธวาธิตมาที่นี่แทน เพราะหลังจากที่ทำการวิจัย (แบบโม้ๆ) แล้ว ฉันค่อนข้างจะมั่นใจว่าวันนี้ ‘แอชเชอร์ เบ็นสัน’ หรือพี่แอชเชอร์สุดที่รักของฉันนั้นจะต้องมาโรงเรียนเช้ากว่าปกติในวันเปิดเรียนวันแรกของเทอมสองอย่างแน่นอนเลย ฮิๆ >_<
ฉันสอดส่องสายตาไปยังโต๊ะประจำของพี่แอชเชอร์ที่ตอนนี้มีเหล่าเพื่อนสนิทของเขานั่งเต็มโต๊ะไม่หยุดจนซอสมะเขือเทศเกือบจะหยดใส่เนกไทสีน้ำตาลของตัวเอง แต่รอร๊อรอจนกินแฮมเบอร์เกอร์หมดไปตั้งครึ่งชิ้น ชายหนุ่มผมบลอนด์แพลตตินั่มก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรากฏขึ้นเลยซักนิด เอ...หรือว่าวันนี้จะมีงานหว่า ถ่ายแบบหรือว่าเดินแบบกันนะ?
ก็อย่างที่บอกไปในตอนแรกนั่นแหละ พี่แอชเชอร์เป็นนายแบบ และไม่ใช่นายแบบทั่วๆ ไปที่มีชื่อเสียงแค่ในโรงเรียนเท่านั้น แต่พี่เขาน่ะดังระเบิดระเบ้อแบบสุดๆ ไปเลยล่ะ แค่ยอดฟอลโล่ว์เป็นล้านในอินสตาแกรมก็คงพอจะเป็นหลักฐานยืนยันสนับสนุนคำพูดฉันได้ดีสุดๆ แล้ว ลองกรอกลับไปอ่านอีกทีก็ได้นะ แบบว่าเป็นล้าน แถมยังไม่ใช่แค่พี่แอชด้วยนะที่ดัง พี่สาวของเขาทั้งสามคนที่เป็นนางแบบก็มีชื่อเสียงไม่แพ้กันเลย แล้วก็ไหนจะคนในกลุ่มเพื่อนสนิทของพี่เขาอีกสองคนที่เป็นนักแสดงอีก เรียกได้ว่ารอบตัวของพี่แอชเชอร์ล้วนรายล้อมไปด้วยกลุ่มคนเจ๋งๆ อย่างน่าอิจฉา
พระเจ้า...นี่ชีวิตเด็ก 17 จริงๆ เหรอเนี่ย
ทั้งๆ ที่ห่างกันแค่ปีเดียว แต่ฉันกลับรู้สึกว่าชีวิตของพี่แอชเชอร์พัฒนาไปไกลมาก ต่างจากฉันอย่างสิ้นเชิง มันทำให้ฉันเห็นคำว่า ‘ไม่เหมาะสม’ ตัวใหญ่ๆ แปะอยู่บนหน้าผากตัวเองทุกครั้งที่แอบคิดว่าจะลองจีบพี่แอชเชอร์ดู
นี่ล่ะมั้ง สาเหตุที่หกเดือนผ่านไปแล้วฉันยังได้คุยกับพี่แอชเชอร์แค่ครั้งเดียวเองน่ะ (_ _)
ฉันเปิดกล้องหน้าโทรศัพท์เพื่อจะเช็คดูผมตัวเองว่ามัดมาดีหรือยัง (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะดูทำไมเพราะถึงมันยุ่งฉันก็คงไม่แกะออกมามัดใหม่อยู่ดี -_-;) ผมสีไอซ์บลอนด์ยาวประไหล่แบบเดียวกับพี่แอช (ที่อีกฝ่ายชอบเรียกว่าบลอนด์แพลตตินั่มมากกว่า) ถูกมัดขึ้นไปครึ่งหัวหลวมๆ แบบที่ฉันมักจะทำเพราะขี้เกียจ ฉันพิจารณาทุกส่วนของใบหน้าตัวเองตั้งแต่ดวงตาสีฟ้าครามที่ถูกกรอบแว่นสีใสขนาดใหญ่กว่าล้อมเอาไว้ ไปยันส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างขาและแขนแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเซ็งๆ มันไม่มีอะไรที่ฉันพอใจซักอย่าง หุ่นก็ไม่เป๊ะ หน้าตาก็เชยๆ แถมไม่แต่งหน้าแบบคนอื่นอีกต่างหาก ฉันดูยังไงก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองจะเหมาะกับพี่แอชเชอร์ตรงไหนเลย
ฉันถอนหายใจอีกรอบแล้วกดปุ่มโฮมออกจากกล้องด้วยความรู้สึกเฟลๆ ก่อนที่หน้าจอจะโผล่มายังแอพพลิเคชั่นรูปนกสีฟ้านามว่าทวิตเตอร์ มันเป็นเหมือนกับไดอารี่แบบพกพาส่วนตัวที่ฉันมักจะเขียนระบายความรู้สึกต่างๆ ลงไปเสมอ และบางครั้งก็มักจะเขียนคำคมในนิยายลงไปเพื่อเก็บไว้อ่านเองด้วย มันเหมือนพื้นที่คอมฟอร์ตโซนเล็กๆ ที่ฉันจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ แค่ไม่ระบุชื่อก็พอ เพราะมีสิทธิ์เป็นไปได้ว่าหนึ่งในจำนวนผู้ติดตามของฉันที่ติดตามมาเพื่อรอคำคมจากหนังสือหรืออะไรก็ตามอาจจะเรียนอยู่มารีนไฮสคูลก็เป็นได้
MD @miiia
7.19 A.M. ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่มาอีกนะ เขาจะรู้มั้ยเนี่ยว่ามีใครบางคนรอเขาอยู่…
7.19 A.M. ถ้ามีอะไรบางอย่างทำให้ฉันได้คุยกับเขาอีกสักครั้งก็คงจะดีไม่น้อยเนอะ
7.19 A.M. คนนั้นก็สวย คนนี้ก็เก่ง พวกเขาดูเหมือนจะมีความสามารถกันล้นเหลือจังเลยนะ ถ้าฉันมีอะไรโดดเด่นบ้างก็คงจะดีสิ
7.19 A.M. ทำไมใครๆ รอบตัวฉันก็ดูเจ๋งไปหมดเลยนะ
7.19 A.M. ฉันก็อยากจะเป็นแบบเด็กคูลๆ พวกนั้นบ้างจัง :(
นี่แหละนะ ชีวิตของ ‘มีอา เดียร์’ เรียบง่ายและธรรมดา
...จนเกินไป
แต่ก่อนตอนที่เรียนอยู่ไอดาโฮบ้านเกิด ฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตตัวเองน่าเบื่ออะไรมากมายหรอกนะ มันเรื่อยๆ แต่ก็โอเคดี ฉันมีเพื่อนๆ ที่น่ารักและเพื่อนสนิทแสนดีอย่าง ‘แคโรไลน์’ แถมข้อสอบก็ง่ายดีแบบที่ว่าอ่านวันเดียวก่อนสอบก็ผ่าน แต่หลังจากจบเกรดเก้า ครอบครัวของฉันก็ย้ายมาที่นิวยอร์กเพื่อมาอาศัยอยู่บ้านที่พวกท่านซื้อเอาไว้เพื่อทำตามความฝันของแม่ที่อยากเปิดร้านทำผม มันเป็นบ้านหลังใหญ่กำลังพอดีสำหรับสามคนที่แม่ของฉันซื้อต่อมาจากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งขายบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านพร้อมร้านทำผมหน้าหมู่บ้านในราคาถูกมาก (จนฉันกลัวว่าจะมีผี) ดังนั้นฉันจึงต้องยอมจำนนย้ายตามมาอย่างห้ามไม่ได้ ถึงแม้จะไม่ได้อยากจะย้ายมาเลยสักนิดก็ตาม
ฉันเกลียดความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด นี่เป็นที่มาว่าทำไมฉันถึงจงเกลียดจงชังวิชาคณิตศาสตร์เป็นนักหนา เหมือนที่ฉันเกลียดการย้ายโรงเรียนโรงนั่นแหละ การย้ายโรงเรียนทำให้ฉันต้องปรับตัวเยอะเกินไป ฉันต้องมาทำความรู้จักคนใหม่ๆ ทีละคน ต้องมานั่งจำชื่ออาจารย์ประจำวิชาใหม่ แถมยังต้องมาสับสนกับระบบการสอนแปลกๆ ของมารีนไฮสคูลอีก ดูสิว่ามันทั้งยุ่งยากและซับซ้อนขนาดไหน
ฉันไม่เหมือนหมอนั่นหรอกนะที่อยากย้ายมานิวยอร์กใจจะขาดจนต้องแยกกับเพื่อนก็ยอมน่ะ
พูดแล้วก็เซ็ง! เซ็งๆๆๆ ฉันไม่น่าย้ายมาโรงเรียนนี้เลย นอกจากข้อสอบจะยากแล้วยังมีแต่พวกคนดังๆ มาเรียนอีก เพราะโรงเรียนนี้มันดันมีระบบการสอนที่รองรับคนที่ไม่สามารถมาเรียนได้ทุกวัน แล้วก็ระบบแปลกๆ ที่โรงเรียนอื่นเขาไม่ใช้กันอีกมากมาย ซึ่งเพราะไอเนี้ยแหละที่ทำให้ใครๆ ก็อยากจะเข้าโรงเรียนนี้หนักหนา ยกเว้นฉัน!
ฉันรู้สึกว่าตัวเองดูธรรมดาเกินไป เกินไปมากๆ แล้วก็ดูว่างเปล่าไร้จุดหมายด้วย ฉันยังไม่สามารถตอบตัวเองได้เลยด้วยซ้ำว่าเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เพื่อกิน นอน เรียน ทำงาน แล้วก็ตายไปแบบที่ไม่มีใครสามารถจดจำได้อย่างงั้นเหรอ…มันดูไม่มีคุณค่าอะไรเลยสักนิด แต่แน่ล่ะ ฉันไม่ใช้ไอน์สไตน์นี่จะได้คิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพทิ้งไว้ให้มนุษย์โลกอะไรเทือกนั้น
โอ๊ะ! แต่ตอนนี้ฉันเห็นพี่แอชเชอร์แล้วล่ะ ♥O♥
ร่างสูงในเสื้อเชิร์ตปกแหลมสีขาวติดกระดุมเกือบถึงเม็ดแรก ผูกด้วยเนคไทสีน้ำตาลเนื้อผ้ามันวาว ทับด้วยสูทสีดำซึ่งมีตราโรงเรียนปักอยู่ตรงอกซ้ายและกางเกงสีดำสนิทพันรอบด้วยเข็มขัดที่มีตราโรงเรียนแบบเดียวกับฉัน (ต่างกันแค่ฉันใส่เป็นกระโปรงสีเทา) กำลังเดินเข้ามาในโรงอาหารด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจนเห็นฟันขาวมาแต่ไกล พี่แอชเชอร์ทักทายเพื่อนเป็นอย่างแรกก่อนจะนั่งลงเพื่อร่วมวงสนทนาของคนอื่นๆ
ถึงแม้ฉันจะมองจากไกลๆ แต่มันก็ไม่ไกลจนเกินไปจนทำให้ฉันมองไม่เห็นความน่ารักของเขา ทุกความรู้สึกแย่ๆ เหมือนจะถูกกลืนหายไปเมื่อเห็นหน้าผู้ชายที่ชื่อแอชเชอร์ เขาเหมือนยาวิเศษชนิดเร่งด่วนที่แค่เพียงเห็นหน้า ฉันก็หายจากอาการทุกอย่างเป็นปลิดทิ้ง
แต่ฉันไม่อยากแค่มองเขาแล้วอ่ะ! T^T
ฉันอยากเข้าไปใกล้พี่แอชเชอร์ให้มากกว่านี้ แค่คุยด้วยก็ยังดี แบบว่า...ก็นะ รักได้ก็ต้องหวังได้ไม่ใช่เหรอ ถึงแม้ฉันจะรู้ว่ามันยากก็เถอะ แต่ลองคิดดูนะ ฉันมีสิทธิ์ได้เข้าใกล้พี่แอชเชอร์มากกว่าแฟนคลับเขาหรือว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่อยู่โรงเรียนอื่นตั้งเยอะแยะ ถ้าคิดในแง่ดีฉันก็มีข้อได้เปรียบเหมือนกันนะ
เหรอ! แล้วผู้หญิงอีกสองพันกว่าคนในโรงเรียนกับพวกนางแบบที่ทำงานกับพี่แอชเชอร์ล่ะ…
โธ่...มีอาเอ้ย Y_Y
แต่ฉันจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็จบลงด้วยการจากกันจริงๆ น่ะเหรอ...พระเจ้า ฉันเคยได้รับประสบการณ์พวกนี้จากในหนังสือนิยายนะ แบบว่านางเอกมัวแต่กลัวไม่ยอมจีบพระเอก จนในท้ายที่สุดก็แยกกัน ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็จะมานั่งเสียใจทีหลัง แถมบางเรื่องคนเขียนก็ยังแต่งให้จริงๆ แล้วพระเอกก็ชอบนางเอกเหมือนกัน โหย...น่าเจ็บใจไปอีก
ถ้าเปรียบชีวิตของฉันเหมือนนิยายที่มีฉันเป็นนางเอกแล้วล่ะก็ ถึงแม้ฉันจะยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นพระเอกของนิยายเรื่องนี้ แต่บนโลกใบนี้ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ อาจเป็นพี่แอชเชอร์ก็ได้ใครจะรู้
แล้วฉันจะปล่อยให้นิยายรักหวานแหววของตัวเองกลายเป็นนิยายรักดราม่าด้วยการปล่อยพระเอกนิยายของฉันไปอย่างงั้นเหรอ…
ไม่-มี-ทาง!
ฉันว่าฉันคงจะต้องทำอะไรสักอย่างแบบจริงๆ จังๆ ซักทีแล้วล่ะ...
ระหว่างที่นั่งจ้องพี่แอชเชอร์ราวกับนั่งดูภาพยนตร์อย่างไม่กลัวว่าจะใครสังเกตเห็นอยู่นั้น เสียงคุยเล่นกันของผู้ชายกลุ่มหนึ่งก็ดังก้องเข้ามาในโสตประสาทอย่างไม่ตั้งใจ สาเหตุหลักอาจเป็นเพราะหนึ่งในเจ้าของเสียงนั้นคือคนที่ฉันคุ้นชินเป็นอย่างดี แม้จะไม่ได้คุยกันเลยเป็นเวลาเกือบสี่ปีก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่าเสียงเขาจะเปลี่ยนไปมากมายจนฉันจำไม่ได้ไม่ได้เสียหน่อย
แหม ก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งเกือบหกปีนี่...ลืมก็บ้าแล้ว
ฉันเผลอละสายตาไปมอง ‘เอเดน แอดเลอร์’ อย่างไม่ตั้งใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาหันมามองเพื่อนอีกคนแล้วสบตาฉันเข้าพอดี ชายผมน้ำตาลอ่อนเริ่มความน่าอึดอัดใจครั้งใหม่ด้วยการหยุดสายตาของเขามาที่ดวงตาของฉัน เราจ้องกันอยู่แบบนั้นเพียงแค่เจ็ดวินาทีก่อนฉันจะเป็นฝ่ายยอมแพ้แล้วหลบตาเขาอย่างช่วยไม่ได้
ในเวลาตลอดเทอมที่ผ่านมา เราเผลอสบตากันหลายครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันที่เผลอมองเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือเป็นเพราะเขาที่แอบลอบมองฉันกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้น เราสองคนก็ไม่เคยได้คุยกันเลยสักครั้งเดียว บางครั้งฉันก็อยากจะลองทักเขาดู แต่พอคิดไปคิดมา มันก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากจนไม่สามารถทำได้ มีหลายครั้งหลายหนอยู่เหมือนกันที่เอเดนทำท่าทางเหมือนจะทักฉัน แต่ก็ไม่ สุดท้ายเราสองคนก็ยังคงไม่ได้คุยกันเลยจนถึงวันนี้
ฉันไม่เข้าใจเลย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็สนิทกันมากขนาดนั้นแท้ๆ แล้วดูตอนนี้สิ…
เรื่องราววนเข้าลูปเดิม เราสบตากัน ฉันหวังว่าอีกฝ่ายจะเดินมาทัก ก่อนจะจบลงด้วยการที่เขาเดินผ่านฉันไปราวกับเราไม่เคยรู้จักมาก่อน
เอเดนกับฉันเคยอยู่โรงเรียนเดียวกันตอนอยู่ที่ไอดาโฮ เขาย้ายเข้ามาตอนเทอมสองของเกรดหนึ่ง เรารู้จักกันตั้งแต่วันแรกเพราะเขาเลือกนั่งที่ข้างๆ ฉันกับแคโรไลน์ (ฉันนั่งตรงกลาง มันเป็นที่นั่งแบบสามแถวน่ะ) ก็คุยกันไปมาตามประสาเด็กๆ แล้วเราสามคนก็สนิทกันมาเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่สนิทธรรมดา แต่สนิทถึงขั้นว่ารู้ทุกเรื่องของอีกฝ่าย พวกเราชอบขอแม่ไปนอนดูหนังแล้วก็ค้างที่บ้านเอเดนกันบ่อยๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เมื่อเอเดนตัดสินใจย้ายโรงเรียนไปตอนเกรดหกเทอมสอง
แล้วเราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย
คือไอดาโฮ ณ ตอนนั้นอ่ะ คนรอบๆ ตัวฉันยังไม่มีการใช้โซเชี่ยลมีเดียอะไรเท่าไหร่เลย ฉันกับแคโรไลน์ก็เลยไม่มีช่องทางอะไรให้เขาติดต่อเลยนอกจากเบอร์โทร. ซึ่งก็คุยกันแค่ช่วงแรกๆ ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างก็เปลี่ยนเบอร์ไป พอโตขึ้นมาอีกหน่อย ฉันก็ได้รู้ว่าเอเดนไม่ใช่เอเดนคนเดิมที่ฉันคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว เขาโตขึ้นมาก หล่อขึ้นสุดๆ กลายเป็นนักแสดงแล้วก็ยูทูบเบอร์แบบที่เขาเคยฝันไว้ ฉันเองยังงงๆ อยู่เลย แบบว่า...เอเดนที่เราเคยเล่นกันทุกวัน กลายเป็นเอเดนที่มียอด subscribe ในยูทูบเป็นแสนๆ แล้วเหรอเนี่ย แถมหมอนั่นยังมีเพื่อนใหม่คูลๆ เป็นพวกคนดังในโซเชี่ยลตั้งเยอะแยะจนฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
และการที่เขากลายเป็นพวก Cool kids ล่ะมั้ง ความห่างเหินที่แท้จริงเลยเกิดขึ้นระหว่างเรา ฉันจึงไม่เคยติดต่อเขาไปสักครั้งแม้ว่าภายหลังจะมีช่องทางแล้วก็ตาม
แล้วโลกก็บังเอิญจังนะ โรงเรียนไฮสกูลในนิวยอร์กก็มีตั้งเยอะแยะ แล้วทำไม๊~ ทำไม ฉันถึงต้องได้มาเรียนโรงเรียนเดียวกับเขาด้วยก็ไม่รู้ =__=^
แต่จะยังไงก็เถอะนะ ตอนนี้เราก็ไม่ได้สนิทอะไรกันอีกต่อไปแล้ว เหมือนดวงดาวสองดวงที่หมุนเวียนออกจากวงโคจรของกันและกัน เขาหมดบทบาทในหน้านิยายของฉันไปแล้วเรียบร้อย
และเราสองคนก็กลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปอย่างเต็มรูปแบบ
At The Eternal Shopping Mall
วันนี้ก็ผ่านไปอย่างเอื่อยๆ เฉื่อยๆ และน่าเบื่อแบบทุกวันที่ผ่านๆ มา ตั้งแต่เช้าฉันก็ไม่ได้เห็นหน้าพี่แอชเชอร์อีกเลยอ่ะ เศร้า~ ตอนเย็นฉันก็เลยแก้เซ็งด้วยการมาเดินเล่นกินไอติมชิลล์ๆ คนเดียวที่ห้างสรรพสินค้าขนาดมหึมาที่อยู่ห่างจากโรงเรียนไปเพียงนิดเดียว จากนั้นก็ขึ้นมาเดินเลือกซื้อหนังสือยังร้านหนังสือใหญ่ยักษ์อันเป็นสถานที่แสนโปรดปรานของฉัน
ทุกครั้งที่มาที่นี่ฉันก็มักจะสุขใจอย่างไม่มีสาเหตุ คงจะเป็นเพราะฉันชอบอ่านหนังสือมากๆ พอเห็นหนังสือเป็นหมื่นๆ เล่มอยู่รอบตัวแบบนี้แล้วก็เลยรู้สึกดีล่ะมั้ง
ฉันก้าวเดินช้าๆ อย่างสบายใจขณะไล่นิ้วไปตามรายชื่อหนังสือโซน Young Adult ความปราศจากเรื่องวุ่นวายของที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกสงบอย่างน่าหลงใหล แต่ในขณะที่ฉันกำลังพิจารณาอย่างครุ่นคิดว่าควรจะอ่านเรื่องไหนดีอยู่นั้นเอง จู่ๆ มือหนาของใครบางคนก็ยื่นมาตรงชั้นหนังสือที่ฉันดูอยู่ก่อนจะดึงหนึ่งในหนังสือเหล่านั้นยื่นมาตรงหน้าฉัน
“เรื่องนี้ดีนะ ฉันชอบมากเลย เป็นนิยายเล่มโปรดฉันเลยล่ะที่จริง”
‘The Perks of Being a Wallflower’ ฉันอ่านชื่อหนังสือเพียงแวบเดียวก่อนจะไล่สายตาจากฝ่ามือหนาและดูนุ่มไปยังใบหน้าของชายผู้มาใหม่
ที่จริงแค่ฟังจากเสียงฉันก็รู้แล้วล่ะ แต่ใครมันจะไปนึกล่ะว่าคนๆ นี้จะเป็นอีตาเอเดนจริงๆ!
“O_O”
ฉันไม่ได้พูดอะไรตอนที่หันไปเห็นหน้าเขาเพราะสมองยังไม่สามารถประมวลผลสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้เสร็จสิ้น เอเดนทำเหมือนว่าสิ่งที่กำลังเกิดอยู่นี้เป็นเรื่องทั่วไปทั้งๆ ที่เขาพึ่งคุยกับฉัน! เพื่อน (เคย) สนิทที่ไม่ได้คุยกันมาตั้งหลายปี!!!
“เธอเคยอ่านรึยัง?” เขาถามขณะเปิดดูหนังสือคร่าวๆ ไปด้วย
“...” ฉันพูดไม่ออก...เดี๋ยวสิ เขาควรจะพูดว่า ‘เฮ้ ไม่ได้คุยกันนานเลยนะ จำฉันได้มั้ย’ มากกว่าประโยคนี้รึเปล่าอ่ะ =O=
“หืม?” เขายืนพิงชั้นหนังสือขณะที่ยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเป็นเครื่องหมายคำถาม
เราสองคนอยู่ในระยะที่ใกล้กันพอสมควร ใกล้พอที่ฉันจะค่อยๆ พิจารณาใบหน้าจริงๆ ไม่ใช่จากรูปของเขาแบบใกล้ชิดในรอบหลายปี ผิวของเอเดนยังคงเนียนใสไร้สิวเหมือนตอนเด็กๆ ไม่เปลี่ยน ที่จริงคือหน้าเขาแทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง แค่แบบว่า...หล่อและดูโตขึ้นมากๆ...ทั้งผมสีน้ำตาลอ่อนตัดทรงมีสไตล์เปิดให้เห็นใบหูชัดเจนกับผมด้านบนที่ถูกเซ็ตขึ้นไปอย่างดูดี คิ้วทั้งสองข้างที่สีเดียวกับผมก็เข้ารูปจากการกัน แถมปากของเขาที่หนากว่าคนทั่วไปจนเคยโดนเพื่อนๆ ล้อว่าเจ่อบ่อยๆ...ตอนนี้มันกลับกลายเป็นดูเข้ากับรูปหน้าไปซะงั้น
แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่าหน้าหมอนี่ดูเด๋อๆ อยู่ดีล่ะนะ -.,-
“สรุปเธอเคยอ่านหรือยัง...มีอา เดียร์” เอเดนทวนคำถามพร้อมเรียกชื่อฉันซะเต็มยศอย่างน่าหมั่นไส้
“อะ...อืม เคย…” ฉันตอบตะกุกตะกักนิดหน่อย เพราะสำหรับฉันแล้ว ตอนนี้เอเดนคือคนแปลกหน้าที่ฉันแค่รู้จักชื่อคนหนึ่ง และฉันก็มักจะรู้สึกประหม่าเสมอเวลาต้องคุยกับคนไม่คุ้นเคย
“ว่าแล้วเชียว” เขาพยักหน้ากับตัวเองแล้วเก็บหนังสือเข้าชั้น “แสดงว่ายังอ่านหนังสือเยอะเหมือนเดิมสินะ”
...ทำไมต้องพูดเหมือนรู้จักกันดีทั้งๆ ที่ตอนนี้แทบไม่รู้จักกันด้วยนะ
“...”
เกิดเดดแอร์ขึ้นเมื่อฉันไม่ได้ตอบอะไรเขา คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันโดยไม่ทันรู้ตัว นั่นทำให้คนที่ยืนพิงชั้นหนังสือหัวเราะออกมานิดๆ เหมือนตลกอะไรซักอย่าง
“จำฉันได้มั้ยเนี่ย” เขาถาม อย่างกับนึกว่าฉันเป็นโรคสมองเสื่อมอะไรแบบนั้น
“เอเดน แอดเลอร์ เกิดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ราศีกุมภ์ กรุ๊ปเลือด B แม่ทำงานเป็นบก. เกิดที่ไอดาโฮแล้วย้ายไปลอสแองเจลลิสตอนสองขวบ ก่อนจะย้ายกลับมาไอดาโฮตอนเจ็ดขวบ แล้วก็ย้ายไปนิวยอร์คอีกทีตอนเกรดหก ชอบกินอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะซูชิ” ฉันไล่เรียงประวัติเอเดนเท่าที่จะจำได้ขณะให้ความสำคัญส่วนใหญ่ไปกับการไล่นิ้วบนรายชื่อหนังสือเหมือนว่าไม่ได้สนใจจะพูดคุยอะไรกับเขาเป็นพิเศษนัก
“แล้วก็มีเพื่อนสนิทสองคนชื่อแคโรไลน์กับมีอา” เขาต่อให้ แต่ฉันรีบแย้งอย่างไว
“เพื่อน ‘เคย’ สนิท” คราวนี้ฉันหันไปมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบๆ คือไม่ได้จะพูดให้รู้สึกแย่นะ แต่ตอนนี้เราไม่ได้สนิทกันจริงๆ นี่
“เพื่อนไม่เคยเก่า J” เอเดนพูดพร้อมรอยยิ้มบางๆ มันดูเหมือนจะเป็นคำคมนะ
แต่โทษที ฉันเคยเห็นประโยคนี้มาเป็นร้อยๆ รอบละ ไม่ขอซื้อ -_-
“เหรอ” ฉันตอบกลับแค่นั้นก่อนจะกลับมาเลือกหนังสือต่อ
ถึงแม้จะดูพูดห้วนๆ ไปแบบนั้น แต่ที่จริงในใจฉันก็รู้สึกดีอยู่นะที่ได้คุยกับเอเดน มันเรียกคืนความทรงจำเก่าๆ ของฉันกับเขากลับมาได้มากมายจนฉันอยากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อตอนเด็กๆ ที่เรายังสนิทกันสุดๆ อยู่
แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ตอนนี้เขาไม่เหมือนเดิมแล้วนี่
...ฉันเองก็ด้วย
เราเงียบกันไปอึดใจหนึ่ง จนในที่สุดเอเดนก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา
“เธอโกรธอะไรฉันรึเปล่า?”
ฉันเงียบไปประมาณสิบวิก่อนจะตอบเสียงอ่อนโดยที่ไม่ได้หันไปสบตา “เปล่า”
ฉันไม่ได้โกรธ...ก็แค่น้อยใจนิดหน่อย ที่จริงก็อยากจะตอบไปแบบนี้นะ แต่ก็กลัวว่ามันจะดูง้องแง้ง แล้วเขาก็อาจจะคิดว่าฉันเรียกร้องความสนใจเพราะเห็นว่าเขาดังด้วย...การจะพูดอะไรกับเขาในตอนนี้มันก็ดูยากไปหมดนั่นแหละ
“ฉันถามอะไรหน่อยได้มั้ย?” เขาพูด ฉันพยักหน้าพร้อมกับทำเป็นหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาดูด้วย “เธอชอบพี่แอชเชอร์เหรอ?”
ถ้ากำลังดื่มน้ำอยู่ฉันก็คงสำลักจนพ่นออกมาแล้วล่ะ! อะไรเนี่ย อยู่ดีๆ ก็ถามออกมาซะอย่างงั้น ฉันหันไปมองหน้าเขาในขณะที่พยายามตีหน้านิ่งสุดขีด ส่วนอีกทำฝ่ายก็ทำหน้าเจ้าเล่ห์นิดๆ รออยู่แล้ว
“เปล่า!” ฉันปฏิเสธเสียงแข็งทั้งที่หัวใจฉันเต้นตึกอย่างรุนแรงทันที่ได้ยินคำถาม แต่ก็มานึกได้ทีหลังว่าท่าทางแบบนั้นน่ะทำให้ฉันดูมีพิรุธสุดๆ
“เหรอ?” เอเดนกระตุกยิ้มมุมปากที่เจือความเจ้าเล่ห์เอาไว้ ก่อนจะงัดเอาไม้เด็ดที่สุดขึ้นมาจนฉันชะงัก “แต่เท่าที่ฉันตามอ่านมาจาก ‘ทวิตเตอร์’ ของเธอแล้วเนี่ย ดูเหมือนว่าเธอจะชอบพี่เขามากเลยนะ”
ทวิตเตอร์! เดี๋ยวนะ! ไม่มีใครหน้าไหนทั้งนั้นที่รู้ว่าทวิตเตอร์ของฉันชื่ออะไร แล้วไอ้หมอนี่ไปรู้มาได้ไงเนี่ย ไม่จริงงงง ความลับทั้งหมดทั้งมวลของฉันโดนอีตาเอเดนอ่านมาหมดแล้วเหรอ! =[]=
“ฉะ...ฉันไม่เล่นทวิตเตอร์ซักหน่อย นายพูดอะไรน่ะ” <<< พูดพร้อมตีสีหน้าเหมือนว่าชีวิตนี้ไม่เคยเล่นแอพลิเคชั่นสีฟ้ารูปนกมาก่อนทั้งๆ ที่มันร้องแจ้งเตือนจิ๊บๆ แทบจะทุกวัน
เอเดนไม่พูดอะไร แต่ยิ้มที่มุมปากของเขากลับเจ้าเล่ห์ขึ้นว่าเดิมในขณะที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ฉันขึ้นเรื่อยๆ หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาประชิดตัวจนฉันได้กลิ่นหอมอ่อนๆ แบบผู้ชายชัดเจนในลมหายใจ และทันใดนั้นเอง เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
เขาจูบฉัน...
จะบ้าเหรอ!!! หมอนั่นไม่นั่นไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก =.,= แต่เขาก็ได้ทำสิ่งที่เลวร้ายมากๆ ไม่แพ้กันโดยการล้วงมือมายังประเป๋ากระโปรงด้านขวาแล้วหยิบเอาโทรศัพท์สุดเลิฟของฉันไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้ตั้งตัว
เฮ้ยยยย มายโฟนนนนน!!!
กว่าจะฉลาดพอที่จะตระหนักรู้ได้ไอคนขโมยโทรศัพท์ก็วิ่งไปถึงหน้าประตูร้านหนังสือแล้ว ฉันรีบวางหนังสือให้สวยงามเหมือนก่อนหยิบออกมาแล้วรีบวิ่งตามอีตาเอเดนไปติดๆ แบบไร้เสียงที่สุดเพราะกลัวจะรบกวนคนอื่นๆ ในร้าน
โอ๊ยยย อะไรของเขาล่ะเนี่ย ฉันตามไม่ทันแล้วนะ! จู่ๆ ก็พูดเรื่องพี่แอชเชอร์กับทวิตเตอร์แล้วก็ขโมยโทรศัพท์ฉันไปเฉย เลวร้ายมาก!!!
“อีตาเอเดนบ้าเอาโทรศัพท์ฉันคืนมานะ!” ฉันตะโกนไล่หลังร่างสูงที่วิ่งจนไม่กลัวผมที่เซ็ตไว้จะเสียทรง หมอนั่นหันมายิ้มกวนประสาทให้ฉันทีนึงขณะที่วิ่งแล้วก็จิ้มโทรศัพท์ของฉันไปด้วย
วิ่งๆๆๆ วิ่งเข้าไปจนกระทั่งวิ่งขึ้นบันไดจนถึงชั้นถัดมานั่นแหละ เขาถึงได้หยุด ฉันที่วิ่งตามมาจนทันก็ทำได้แค่หอบแฮกๆ ประหนึ่งคนจะขาดอากาศหายใจตามประสาคนไม่ออกกำลังกายขณะที่อีกฝ่ายยืนพิงราวขอบห้างที่สามารถมองลงไปได้ถึงชั้นหนึ่งแล้วยื่นโทรศัพท์คืนมาให้ฉันอย่างง่ายดาย ฉันรับโทรศัพท์คืนมาพร้อมเตรียมตัวจะกระโดดงับหัวเขาเต็มที่ แต่อีกฝ่ายก็ดันขัดขึ้นมาด้วยคำพูดที่ทำให้ฉันชะงักเสียก่อน
“ฉันเห็นหมดแล้วแบบนี้เธอจะเถียงฉันว่ายังไง” เขากระตุกคิ้วอย่างผู้ชนะ
กร๊าซซซ (พ่นไฟอย่างเกรี้ยวกราด) เกลียดอีตานี่จริงๆ!
ฉันเปิดประวัติโทรศัพท์ดูก่อนจะพบว่าอีตานี่ได้เข้าไปส่องทวิตเตอร์ฉันมาจริงๆ...เออออ อยากให้ยอมรับมากใช่ป่ะ?
“ถ้ามันเป็นทวิตฉันจริงๆ แล้วนายจะทำไม” ฉันพูดเสียงฉุนๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “แล้วนายรู้ได้ไงว่ามันเป็นทวิตเตอร์ของฉัน?”
“พอดีเป็นคนมีความสามารถ” ขอมอบรางวัลความน่าหมั่นไส้ดีเด่นให้ -_-+ “อ่ะๆ” เขาทำท่าเหมือนจะเล่าเรื่องจริงเมื่อฉันทำหน้าเบื่อโลกใส่ “ก็ตอนนั้นที่เธอทำโทรศัพท์หายไง ฉันเป็นคนเก็บได้แล้วก็เอาไปให้อาจารย์เองแหละ แต่ก่อนเอาไปคืนก็แอบส่องนิดๆ หน่อยๆ น่ะนะ แล้วก็แบบว่า...”
“เสียมารยาทอ่ะ” ฉันขัดกลางประโยค พอลองนึกย้อนนับดูเวลาตั้งแต่ตอนทำโทรศัพท์หายแล้ว...นี่แสดงว่าเขาแอบตามทวิตฉันมาตั้งสามเดือนเลยงั้นดิ! “ละเมิดความเป็นส่วนตัวสุดๆ”
“ฉันก็แค่อยากรู้เฉยๆ นี่ว่าเจ้าของโทรศัพท์เป็นใคร พอเห็นว่าเป็นเธอฉันก็เลยขอส่องต่ออีกนิดว่าเธอเล่นแอพฯ อะไรบ้างก็แค่นั้นเอง” เอเดนยักไหล่ “ใครจะไปรู้ว่าเธอจะซ่อนความลับมหาศาลไว้ในทวิตเตอร์กัน”
อ๊ากกก ฉันเกลียดตัวเองที่ไม่ยอมใส่รหัสโทรศัพท์จริงๆ!
“แต่ฉันไม่ได้ชอบพี่แอชเชอร์” ถึงเขาจะรู้ความลับขั้นสุดยอดเรื่องทวิตเตอร์ของฉันแล้วก็ตาม แต่เรื่องพี่แอชเชอร์ฉันจะเก็บเอาไว้ไม่ให้ใครรู้โดยเด็ดขาด
“เธอชอบ” เอเดนพูดอย่างไม่ลังเล “แค่อ่านข้อความพวกนั้นแล้วก็สายตาที่เธอมองพี่เขาฉันก็รู้หมดแล้วว่าเธอคิดอะไร อย่างเมื่อเช้างี้นะ หืมมม จ้องซะจนพี่แอชเชอร์จะพรุนแล้วมั้ง =_=”
ตายยย ฉันว่าปกติก็ไม่มีใครมาสังเกตฉันหรอกนะ แล้วทำไมอีตานี่ต้องพูดอย่างกับมองฉันตลอดเวลาด้วยเนี่ย ชักจะรู้เรื่องฉันมากไปแล้วนะ!
ฉันมองหน้าเขาอย่างผู้แพ้ที่ไม่รู้จะเถียงอะไรด้วยความหงุดหงิดปนอายนิดๆ ที่เขามารู้เรื่องฉันมากมายขนาดนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้สนิทกันแล้ว
“นี่ๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า แต่ก่อนเราก็ยังคุยกันได้ทุกเรื่องเลยจำไม่ได้เหรอ” เอเดนพูดพร้อมกับใบหน้าที่อารมณ์ดี คล้ายจะดูใสซื่อและไม่มีความเจ้าเล่ห์ปนอยู่แล้ว แต่พอฟังแบบนั้นฉันก็อดที่จะขัดไม่ได้
“ก็เพราะมันแค่ ‘แต่ก่อน’ ไง ตอนนี้เราไม่ได้สนิทกันแล้ว” ดูเป็นคำพูดที่หักหาญน้ำใจไปนิด แต่มันก็เป็นเรื่องจริง และฉันก็ไม่ชอบให้คนที่ไม่สนิทมารู้เรื่องส่วนตัวฉันเยอะเกินไปด้วย
โดยเฉพาะเรื่องทวิตเตอร์ลับๆ กับคนที่แอบชอบ -_-+
ฉันแอบกลัวว่าคำพูดของฉันจะทำลายความรู้สึกเอเดนมากเกินไป แต่ดูจากสีหน้าแล้วอีกฝ่ายก็เหมือนจะไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่หรอก (มั้ง) เขาเลิกเอาแขนพาดราวขอบห้างแล้วเขยิบเข้ามาใกล้ฉันกว่าเดิม ใจฉันแอบเต้นด้วยความตื่นตระหนกนิดๆ แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่าไม่ต้องตกใจพร้อมกับควบคุมเท้าทั้งสองข้างไม่ให้ก้าวถอยหลังหนี
“ฉันช่วยเธอได้นะ” เอเดนพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าจะล้อเล่น ดวงตาสีฟ้าอมเขียวนิดๆ ของเขานิ่งสงบและดูจริงใจเมื่อมองเข้าไป
ฉันพอจะเดาออกว่าเขาหมายถึงอะไรจากหัวข้อที่เราพึ่งจะคุยกันไป แต่ถึงอย่างไรก็ต้องถามไปเพื่อความแน่ใจก่อน “ช่วยอะไร?”
“เรื่องที่เธอเขียนไว้ในทวิตเตอร์” ฉันได้แต่เงียบ เขาจึงขยายความต่อ “ฉันสามารถช่วยให้เธอได้คุยกับพี่แอชเชอร์อีกครั้งแล้วก็สนิทกับพี่เขามากขึ้นแบบที่เธอต้องการ”
“นายจะช่วยฉันไปทำไม จะให้ฉันแลกเปลี่ยนอะไรรึเปล่า?” นี่เป็นประโยคแรกที่ฉันถามหลังจากยืนนิ่งและทำตาปริบๆ มาเกือบนาที
“ฟรีและไม่มีข้อแลกเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น...ก็แค่อยากช่วยเพื่อน” ประโยคหลังทำเอาหัวใจฉันรู้สึกวูบไหวแปลกๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก คงจะเป็นตรงที่เขาเรียกฉันว่า ‘เพื่อน’ ล่ะมั้ง... “ที่จริงเราไม่น่าปล่อยให้เวลากับระยะทางมาทำลายความสัมพันธ์ของพวกเราเลยนะ”
ใช่…
แต่ว่ามันก็เป็นสัจธรรมที่หลีกหนีไม่พ้น โดยเฉพาะตอนที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนเดิมที่เราคุ้นเคย ฉันก็ยังอยากจะเป็นเพื่อนสนิทกับเขาอยู่ แต่ตอนนี้อะไรๆ ก็ยากไปหมดแล้ว เขาเปลี่ยน ฉันก็เปลี่ยน ไม่มีอะไรเหมือนเดิม ต่อให้เป็นคนๆ เดิมแต่พอกลับมาเจอกันใหม่ในสถานที่ที่แตกต่างและเวลาที่เปลี่ยนไป แล้วจะให้ทุกอย่างมันเหมือนเดิมได้ยังไงล่ะ…
“ฉันเข้าใจนะว่าหกเดือนที่เรากลับมาเจอกันแล้วไม่ได้คุยกันเลยมันเป็นเพราะเราทั้งสองคนมีเหตุผลบางอย่าง แต่...แล้วไงล่ะ ตอนนี้ฉันทักเธอแล้ว เราอาจจะไม่ได้สนิทกันเท่าเดิมในอนาคตแต่ฉันก็คิดว่ามันคงจะดีกว่าการที่เราทำเหมือนไม่รู้จักกันมาก่อน แล้วที่ฉันอยากช่วย มันก็เพราะว่าฉันแค่อยากช่วยจริงๆ”
ฉันมองเอเดนและดูออกว่าคำพูดของเขาจริงใจแค่ไหน ภาพวันวานของเราค่อยๆ ย้อนเข้ามาในห้วงของความทรงจำ รวมถึงความรู้สึกต่างๆ...สารภาพตามตรงว่าฉันแทบอยากจะกระโดดกอดเขาด้วยความคิดถึง และก็ดีใจด้วยที่เราได้คุยกัน แต่ก็นะ...
ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงไม่ได้แสดงออกไปแบบนั้น
“ฉันรู้ว่าเธอชอบพี่แอชมาก และในฐานะที่ช่วยได้ ฉันก็อยากจะช่วย”
“ฉันขอบคุณนายจริงๆ นะแล้วก็ซาบซึ้งด้วย แต่…” สายตาของฉันมองลงไปที่พื้นอย่างรู้สึกเฟลๆ กับตัวเอง “ไม่รู้สิ”
“ให้เวลาคิดห้านาที ถ้าเธอตอบตกลงเธอก็จะได้เป็นแฟนพี่แอชเชอร์ แต่ถ้าไม่เธอก็จะต้องแอบชอบต่อไป” พูดจบเขาก็หันหลังให้ฉันแล้วหันหน้าไปเกาะขอบห้างชะโงกหน้าลงไปมองลานพื้นห้างเบื้องล่าง ทิ้งให้ฉันได้ยืนนิ่งๆ เพื่อใช้ความคิดคนเดียว
‘ถ้าเธอตอบตกลงเธอก็จะได้เป็นแฟนพี่แอชเชอร์’ คำพูดชวนเชื่อเหมือนพวกขายประกันกับใบหน้าท้าทายของเอเดนเล่นวนอยู่ให้หัวทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ ฉันหันไปมองเขา เอเดนยังคงมองลงไปด้านล่างพร้อมฮัมเพลง I Really Like You อย่างอารมณ์ดี =_=
เมื่อเช้าฉันยังตั้งมั่นแน่วแน่อยู่เลยว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแบบจริงจัง แต่พอมาตอนนี้ ฉันเริ่มไม่มั่นใจอีกแล้วล่ะ...ก็พี่เขาออกจะหล่อขนาดนั้น ส่วนฉันก็เป็นแค่คนธรรมดาที่แค่บังเอิญทำผมสีเดียวกับเขา มันจะหวังสูงไปมั้ยเนี่ย…
ปกติกับเรื่องอื่นก็ไม่ได้เป็นคนยอมแพ้อะไรง่ายๆ นะ แต่กับความรักเนี่ย...บอกเลยว่าไม่สู้จริงๆ U_U
“In the end we only regret the chances we didn’t take (ในตอนท้ายที่สุดพวกเราจะเสียใจแค่กับโอกาสที่ไม่ได้คว้าเอาไว้) ” ชายผมน้ำตาลพูดคำคมจากนิยาย The Perks of Being a Wallflower ขึ้นมาลอยๆ โดยไม่ได้หันหน้ามามองคล้ายจะเป็นการกระตุ้นให้ฉันมีไฟ
โอเคมีอา สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วคิดดีๆ…
เป็นไปได้สูงที่ฉันจะจีบพี่แอชเชอร์แล้วพี่เขาไม่ชอบ แย่สุดก็แค่ไม่ได้เป็นแฟนพี่เขาแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่อย่างที่ฉันเชื่อไง อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น บางทีถ้าฉันพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อให้เทียบเท่าพี่แอชเชอร์ อะไรๆ มันอาจจะไม่ยากอย่างที่คิดก็ได้ เอเดนก็อุษส่าห์เสนอตัวช่วยขนาดนี้แล้วนะ ที่จริงแล้วเขาไม่ต้องสนใจก็ได้ แต่เขากลับยื่นมือมาช่วย โอกาสดีๆ จากเพื่อน (เคย) สนิทอยู่ตรงหน้าแล้ว ฉันจะไม่คว้าเอาไว้จากนั้นก็ปล่อยให้พี่แอชเชอร์เป็นของคนอื่นไปโดยไม่ได้พยายามอะไรเลยงั้นเหรอ
ไม่ได้นะ ไม่ได้...แบบนั้นฉันต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ๆ
บางครั้งสิ่งที่เรารู้สึกว่าไกลจนสุดมือคว้าแต่จริงๆ แล้วอาจจะใกล้แค่เอื้อมมือถึงก็ได้ ฉันไม่อยากเป็นยัยขี้แพ้ที่ปล่อยให้คนในฝันอยู่แค่ในฝันหรอกนะ
คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการไม่พยายามอะไรเลยอยู่แล้วล่ะ
ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้เอเดนแล้วเอาแขนพาดกับราวขณะหันไปมองเขา คนข้างๆ จึงหันหน้ามาหาฉันเพื่อรอฟังคำตอบ
และไม่รู้ว่าเพราะแต่ก่อนเราเคยสนิทกัน หรือเพราะรอยยิ้มกับแววตาของเอเดนตอนนี้กันแน่ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเขาคนนี้ดูเชื่อใจได้
เอเดนเคยช่วยฉันได้ในหลายๆ เรื่อง และฉันก็มีความเชื่อลึกๆ ว่าครั้งนี้มันจะเป็นแบบนั้นเช่นกัน...
ฉันอ้าปากค้างไว้นิดๆ ก่อนที่เสียงจะค่อยๆ เปล่งตามออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ทว่ารู้สึกได้ถึงความแน่วแน่
“ฉันตกลง”
...และเพราะคำสั้นๆ นั้นเองที่ทำให้เขากลับเข้ามามีบทบาทหลักในนิยายชีวิตของฉันอีกครั้ง...
20 ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น