My Dear

[JLS11] Cool Kids เขียนรักครั้งใหม่ ขอกลายเป็นสาวป็อป!

ถ้าเปรียบเขาเป็นท้องฟ้า ฉันคนนี้ก็คงเป็นแค่หัวมันฝรั่ง T^T แต่นางฟ้าก็คงเห็นใจฉันอยู่บ้างล่ะน้า ถึงได้ดลใจให้เพื่อน(เคย)สนิทมาเสนอตัวช่วย แต่ไปๆ มาๆ ทำไมกามเทพของฉัน...ดันกลายเป็นเกย์ไปได้ล่ะเนี่ย!!!

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 5/7 :: Can You Keep a Secret?

ตอนถัดไป

5

Can You Keep a Secret?

คุณเก็บความลับได้ไหม?


ฉันเกลียดเวลาตัวเองรู้สึกแย่แล้วไม่พูดนะ

             ...แต่ถึงยังไงก็น้อยกว่าเวลาโกรธจนร้องไห้อยู่ดี

             ตอนอ่านข้อความนั้นจบ เอเดนเดินออกมาจากห้องแต่งตัวพอดี เขาหันมายิ้มให้ฉันอย่างขี้เล่นตอนเตรียมถ่ายเซ็ตต่อไป แต่ฉันไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วย ฉันยิ้มไม่ออกหรอก โดยเฉพาะยิ้มให้เขา เพราะงั้นเลยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วเดินเอาโทรศัพท์ (ที่ลบประวัติการใช้งานแล้ว) ไปให้เคนดัลแทน

             ฉันอยากจะกลับบ้านทันทีเลยตอนนั้น ไม่อยากจะอยู่ดูพี่แอชเชอร์ถ่ายแบบแล้ว แต่ก็กลับไม่ได้ กระเป๋าสะพายที่ทีมีของมีค่าทั้งหมดอยู่ในรถเอเดน จักรยานฉันก็ด้วย ฉันจึงรอจนพวกเขาถ่ายเสร็จ ตอนแรกก็ว่าจะพูดเรื่องที่พึ่งอ่านกับเขาทันที แต่ฉันไม่ชอบพูดเรื่องแบบนี้โดยที่รอบตัวมีคนเยอะแยะเต็มไปหมด แถมหนึ่งในนั้นยังมีพี่แอชเชอร์อีก ทว่าพอขึ้นไปบนรถฉันก็ไม่ได้พูดอีก คุณก็รู้ว่าเรื่องนี้มันต้องใช้สมาธิในการคุย ซึ่งฉันคิดว่าเอเดนยังไม่เหมาะจะฟัง เขาควรใช้มันทั้งหมดไปกับการขับรถ ฉันไม่อยากให้เขาชนใครหรือใครชนเรา ดังนั้นเลยนั่งเงียบๆ ตลอดทาง คิดไว้ว่าค่อยคุยทีเดียวตอนถึงบ้านฉันแล้วกัน

             ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาแปลความเงียบของฉันไปในทิศทางไหน เพราะบางทีต่อให้ฉันอารมณ์ดีฉันก็เงียบ ฉันเดาว่าเอเดนคงนึกว่าฉันกำลังตั้งใจฟังเพลงของ Taylor Swift อยู่ (อัลบั้มเพลงในรถเอเดนเยอะมาก เขามีของนักร้องที่ฉันชอบทุกคนเลย น่าอิจฉาชะมัด) เพราะงั้นเราก็เลยเงียบกันทั้งคู่ ฉันนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ยิ่งมองหน้าเขาก็ยิ่งรู้สึกแย่

             แต่พอถึงบ้าน...ฉันก็ดันพูดไม่ออก

             ระหว่างทางฉันคิดมากไป คิดเรื่องในอดีต คิดเรื่องดีๆ ของเรา และก็คิดว่าไม่มีเอเดนคนนั้นแล้ว นิวยอร์กเปลี่ยนเอเดนไปแล้วฉันโกรธมาก แต่เสียใจมากกว่า ฉันรู้ว่าฉันควรคุยกับเขาให้รู้เรื่อง แต่ตอนนั้นฉันไม่ไหวแล้ว ความรู้สึกมันตีกันแล้วก็จุกแน่นในลำคอเกินไป ฉันแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว ถ้าคุยตอนนี้ไม่มีทางเลยที่น้ำตาฉันจะไม่ไหล ควบคุมความรู้สึกไม่ใช่ความสามารถของฉัน เพราะงั้นก็เลยคิดสั้นด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดและมักจะทำมาตลอด

             ‘เงียบ

             เดี๋ยวค่อยหาโอกาสคุยละกัน...สักวันในปีนี้

ฉันคิดแค่นั้น หยิบของและลากจักรยานจากเบาะหลังเข้าบ้าน ไม่ได้โบกมือลาด้วยซ้ำ ไม่รู้เขาจะจำได้มั้ยว่าตอนเด็กๆ ฉันจะไม่บ๊ายบายเขาเวลาที่งอน

             เฮ้อฉันคิดอะไรอยู่นะ

 

             วันต่อมา วันที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวแต่มีความสุขอีกครั้ง...

             ตอนแรกฉันคิดแบบนั้น เพราะเมื่อคืนฉันส่งข้อความไปหาเอเดนว่าจะไม่ไปนั่งด้วยทั้งตอนเช้าแล้วก็กินข้าว เขาก็ถามกลับมาว่าทำไม แต่ฉันไม่คลิกเข้าไปอ่านหรอก เผื่อเขาถามจะได้แกล้งบอกว่ามองไม่เห็น

             แต่ความคิดนั้นก็ต้องพังทลายลงเมื่อฉันตั้งใจมาโรงเรียนสายแล้วแล้วบังเอิญเจอกับโมนิก้า แม็คเคนซี่ตอนที่เดินไปซื้ออาหารเช้าในโรงอาหาร เธอยิ้มให้ฉันตอนเราต่อคิวซื้อน้ำด้วยกัน ฉันยิ้มกลับตามมารยาทแม้ที่จริงขากรรไกรฉันจะโคตรขี้เกียจทำงานเลยก็เถอะ

             “ฮายมีอา~” ขณะฉันกำลังคิดว่าจะเอาแซนด์วิชเนื้ออบไปกินที่ไหนดี โมนิก้าที่เดินตามฉันมาจากร้านน้ำก็ทักขึ้นเสียก่อน ขายาวของเธอก้าวฉับๆ ตามฉันมาจนทันก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆแล้วไคลี่ เจนเนอร์เพื่อนเธอล่ะ?”

             “เอ่อ…” ไคลี่ไหน? ฉันไม่มีเพื่อนชื่อนั้นซะหน่อย

             “ฉันหมายถึงอีตาปากเจ่อเอเดนน่ะ ปกติเห็นตัวติดกันนี่

             ...ปกติที่ว่านั่นยังไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำนะ

             “บางทีฉันก็ชอบอยู่คนเดียวน่ะฉันตอบไม่ตรงความจริงสักเท่าไหร่ เอาเถอะ ตอนนี้ฉันหิวมากแล้วก็ขี้เกียจคุยแล้วด้วย

             “แล้วนี่เธอจะไปนั่งไหนเหรอ?” โมนิก้ายังชวนคุยไม่หยุด ฉันไม่ได้รำคาญเธอนะแต่แค่ไม่อยากคุยแล้ว ได้โปรดให้ฉันไปซักทีเถอะ T^T

             “ไม่รู้สิ ฉัน…”

             “ดีเลย งั้นมานั่งกับฉันสิ ฉันมีโต๊ะประจำนะ เดาว่าตอนนี้คงยังว่างเพราะไม่มีใครกล้ามานั่งหรอกเข้าแบบฉบับควีนบีเป๊ะ ข้อที่ว่ามีโต๊ะเป็นของตัวเองทั้งๆ ที่ไม่ได้ซื้อน่ะ (แซวเล่นนะ เพราะพี่แอชเชอร์ก็มี =_=)

            “ไม่เป็นไรดีกว่า เกรงใจโซอี้กับซินเธียน่ะฉันปฏิเสธแบบสุภาพที่สุด แต่สาวสวยข้างๆ ก็ยังคงใช้มือฝั่งที่ไม่ได้ถือโคล่าปั่นเกาะแขนฉันซึ่งกำลังถือถาดอาหารแน่น

             “ไม่ต้องเกรงใจหรอก วันนี้ยัยสองคนนั้นต้องไปซ้อมเชียร์น่ะ เห็นว่าจะมีงานอะไรซักอย่างนี่แหละฉันไม่รู้จะพูดยังไงดี เพราะที่ปฏิเสธไปนั่นก็เพราะฉันไม่รู้จะคุยอะไรดีตอนไปนั่งกับเธอต่างหากฉันต้องเหงามากแน่ถ้านั่งคนเดียว

             ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลออกมรกตที่เหมือนมีดอกทานตะวันเหลืองอร่ามล้อมรอบตาดำของโมนิก้ามองฉันราวกับจะอ้อนวอน ตอนนี้ฉันล่ะเข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงอยู่ในลิสต์เสมอเวลาผู้ชายมารีนไฮพูดถึงผู้หญิงสวย

             เฮ้อมันก็คงไม่แย่นักหรอกมั้ง บางทีฉันอาจต้องฝึกหาเพื่อนใหม่ๆ เอาไว้บ้าง ก่อนที่ระบบมนุษย์สัมพันธ์จะพังไปซะก่อน

             “งั้น...โอเคก็ได้

 

             การมานั่งกับโมนิก้าไม่ใช่ความคิดที่แย่ และถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกมาก คุณต้องไม่เชื่อแน่ว่าเราคุยกันรู้เรื่อง!

             เพราะการนั่งกันแค่สองคนมันทำให้ฉันมีโอกาสได้พูดเยอะกว่าครั้งที่แล้ว คราวนี้เราก็เลยได้คุยกันแบบจริงๆ สักที ฉันค้นพบว่าโมนิก้าไม่ใช่คนคุยยาก (อย่างน้อยก็ง่ายกว่าที่ฉันเคยจินตนาการไว้) แล้วก็ไม่ใช่คนที่คุยแต่เรื่องของตัวเอง (แบบที่พวกผู้หญิงบางคนชอบทำใส่ฉัน) ฉันก็เลยรู้สึกดีขึ้นเยอะขณะที่นั่งกับเธอ เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อยและฉันก็ไม่ได้รู้สึกขัดเขินมากมายนัก

             ขณะที่เราคุยกันเรื่องระบบแปลกๆ ของโรงเรียนเราที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกัน โมนิก้าก็ดันพาวนมาเข้าเรื่องคนที่ฉันไม่อยากพูดถึงที่สุดในตอนนี้ซะได้แล้วเธอไม่มีเพื่อนคนอื่นที่สนิทบ้างเหรอนอกจากเอเดนน่ะ ไม่ได้จะอะไรนะ แค่ไม่ค่อยเห็นเธอไปไหนมาไหนกับใครเลย

             ...ต่อจากนี้ก็คงไม่ไปกับเขาแล้วเหมือนกันแหละ เหอๆ

             “ก็มีบ้าง แต่ไม่ได้สนิทขนาดนั้น แค่รู้จักชื่อกันเฉยๆ อะไรแบบนั้นน่ะ แต่ฉันก็มีเพื่อนสนิทอยู่คนนึงนะ ตอนนี้เธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนเก่าฉันในไอดาโฮน่ะ

             ซึ่งที่จริงในอนาคตก็อาจจะไม่สนิทแล้ว ฉันต่อในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป

             ฉันกับแคโรไลน์ระหองระแหงกันมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว เธอไม่ค่อยชอบรับสายฉัน เราก็เลยไม่ค่อยได้คุยกัน ฉันงอนเองหายเองกับเธอมาหลายหนแล้ว จนกระทั่งเมื่อวานที่ฉันส่งข้อความไปหา หวังจะระบายกับเธอเรื่องเอเดน แล้วแคโรไลน์ก็ตอบช้าแบบช้ามากๆ ฉันก็เลยยังไม่ทันได้เล่าอะไรแล้วก็เลิกคุยไปเลย ซึ่งก็นั่นแหละ เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้สนใจฉันเลยสักนิดเดียว

             งั้นตอนนี้ก็เท่ากับว่าฉันไม่มีใครที่คุยได้เลยสักคนใช่มั้ยนะ

             ภาวะแบบนี้ทำฉันอยากร้องไห้ขึ้นมาจังเลย :’(

             “เธอคงคิดถึงเพื่อนคนนั้นน่าดูเลย...โมนิก้ามองฉันอย่างเห็นใจ เธอคงเดาเอาจากที่จู่ๆ ฉันก็ดูเศร้าขึ้นมาล่ะมั้ง...เฮ้อออ ฉันควรจะหยุดคิดได้แล้วถ้าไม่อยากน้ำตาคลอต่อหน้าสาวป็อปของโรงเรียน

             นิ้วเรียวยาวทาเล็บด้วยสีขาวด้านของคนที่นั่งตรงข้ามกันยื่นมาแตะแขนของฉันเอาไว้อย่างแผ่วเบา เธอยิ้มบางๆ ให้ฉัน ดูเป็นยิ้มที่จริงใจกว่าตอนยิ้มให้เอเดนอย่างเห็นได้ชัด แล้วทันใดนั้นเธอก็พูดคำๆ นั้นออกมา...คำที่ฉันพอจะเดาออกว่ามันต้องทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนแปลงไปในไม่ทิศทางใดทิศทางหนึ่งแน่

             “งั้นต่อจากนี้...ถือว่าเราเป็นเพื่อนแล้วกันนะ :)”

 

             ตอนแรกฉันนึกว่าการที่ฉันเป็นเพื่อนกับโมนิก้าจะหมายถึงแค่เป็นเพื่อนกันแบบทั่วๆ ไป เพราะแบบว่านะ โมนิก้าน่ะก็มีเพื่อนมากมายจะตายไป (คนดังก็งี้) แต่กลายเป็นว่าเราสนิทกันกว่าที่ฉันคิดว่าจะสนิทได้ภายในเวลาหนึ่งอาทิตย์อย่างไม่น่าเชื่อ

             หลายวันมานี้ฉันไม่ได้คุยกับเอเดนเลย แน่ล่ะ ฉันพยายามหลบเลี่ยงที่จะคุยกับเขาแบบสุดๆ ซึ่งมันเป็นวิธีที่ง่ายกว่าเดินเข้าไปคุยให้รู้เรื่องเยอะเลย (ฉันขี้เกียจแล้วก็บลาๆๆ คุณไม่เข้าใจหรอก) แต่ก็เห็นเขาไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรนะ เมื่อวันก่อนฉันยังเห็นเขานั่งอยู่กับ ซอลลี่ น้องสาวพี่ซัลลี่ตั้งนานสองนาน ฉันเห็นเธอเล่นกีตาร์สลับกับคุยหัวเราะคิกคักอะไรกันกับเอเดนก็ไม่รู้ เห็นแล้วน่าหมั่นไส้ชะมัด เชอะๆ

             ปล่อยเอเดนไปอยู่กับเพื่อนๆ ของเขาเถอะ ต่อจากนี้ฉันก็จะหาทางจีบพี่แอชเชอร์เอาเอง ที่แน่ๆ มันก็ดีกว่าที่ฉันยอมเป็นตัวตลกให้เอเดนถ่ายคลิปทำ Challenge อะไรนั่นละกัน :(

             “เอ...เหลือใครบ้างนะที่ยังไม่ได้ชวนมอน (ชื่อเรียกสั้นๆ ของโมนิก้าที่ฉันได้รับอนุญาตให้เรียกแล้ว) เอ่ยอย่างใช้ความคิด เธอกำลังพูดถึงการเชิญคนไปงานปาร์ตี้ของเธอที่จะจัดขึ้นเสาร์นี้

             เที่ยงวันหลังกินข้าวเสร็จ โซอี้ก็แยกไปส่งงานอาจารย์ ส่วนซินเธียก็แยกไปไหนสักที่ (เธอไม่ได้บอกนี่) ดังนั้นจึงเหลือฉันคนเดียวที่ว่างพอเดินสายชวนคนไปงานกับโมนิก้า ที่จริงฉันก็ไม่ได้ตัวติดกับเธอทุกเที่ยงหรอก แต่เห็นว่าวันนี้เธอไม่มีคนอยู่เป็นเพื่อน ไหนๆ ฉันก็ไม่ได้มีอะไรต้องทำอยู่แล้วก็เลยมาเป็นเพื่อนเธอซะหน่อย

             “แล้วพี่แอชเชอร์ล่ะ...แอชเชอร์ เบ็นสันฉันพูดไปใจสั่นไป จะว่าไปตั้งแต่วันที่ถ่ายแบบฉันก็ไม่ได้คุยกับเขาเลยอ่ะ คิดถึงจัง

             “โอ๊ะ! นี่ฉันลืมเขาไปได้ไงเนี่ยเธอทำหน้าเหมือนพึ่งนึกได้ แล้วก็บังเอิญเหลือเกินที่คนที่เราพูดถึงกำลังเดินมาพอดี ตอนฉันพูดนี่ยังไม่ทันเห็นเขาเลยนะสาบานได้ O_O “ไม่ได้การละ

             เผลอแป๊บเดียวมอนก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพี่แอชเชอร์ พี่ซัลลี่ แล้วก็พี่ริชาร์ดอย่างรวดเร็ว ส่วนฉันก็ฉันยืนอยู่ข้างๆ เธอด้วยใจที่สั่นไหวไปหมด ไม่กล้าแม้กระทั่งเงยหน้าขึ้นไปมองพี่แอชด้วยซ้ำ (.///.   )

             “สวัสดีค่าทุกคน~” มอนทักทั้งสามคน พวกเขาทักตอบ ก่อนพี่ซัลลี่จะเป็นคนแรกที่เริ่มพูดด้วยสีหน้าแปลกใจ

             “พวกเธอมีอะไรกันรึเปล่า?”

             “ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ฉันแค่จะมาชวนทุกคนไปงานปาร์ตี้ที่บ้านฉันวันเสาร์นี้เธอยิ้มหวานมองสามคนนั้นฉันชวนพี่มิแอนน์แล้วด้วยค่ะ เธอบอกว่าจะไปแน่ๆ ยังไงก็ฝากพี่ไปชวนพี่เลิฟยู พี่นิวเยียร์ แล้วก็พี่เจสซีด้วยนะคะ

                คุณอาจจะสงสัยว่าเธอชวนคนไปงานปาร์ตี้แทบค่อนโรงเรียนขนาดนี้บ้านเธอจะต้องใหญ่ขนาดไหน คำตอบคือพ่อเธอเป็นนักธุรกิจพันล้าน (หรือร้อยล้านก็ไม่รู้ จะเอาอะไรกับคนอ่อนคณิตนักล่ะ) เพราะงั้นคุณก็คงพอเดาออกนะว่าบ้านเธอจะประมาณไหน

             “พี่แอชเชอร์ต้องไปให้ได้นะคะ ไม่งั้นสาวๆ ในงานคงเสียใจแย่ประโยคนี้มอนหันไปพูดกับพี่แอชเชอร์ ฉันแอบลอบมองเขาแต่เจ้าตัวก็ดันหันมามองฉันพอดีเลยอ่ะ แล้วฉันควรจะทำหน้าแบบไหนดีล่ะเนี่ย

             “อืม~” ชายผมแพลตตินั่มบลอนด์ทำหน้าใช้ความคิด แล้วจู่ๆ ก็หันมาถามฉันซะงั้นเธออยากให้พี่ไปมั้ยมีอา?”

             มาถามฉันทำม้ายยย ฉันไม่ใช่แฟนพี่สักหน่อย~ >///<

             “ยะ...อยากให้ไปสิคะฉันรีบตอบไปแบบตะกุกตะกัก อุ๊ย! ออกตัวแรงไปมั้ยเนี่ย แก้หน่อยดีกว่า >.< “เพราะว่าเป็นงานของโมนิก้า แล้วฉันก็ไป ถ้าพี่ไปก็คงจะดีแน่เลย

             “อย่างงั้นเหรอ :)ยิ้มทำไม อย่ายิ้มแบบกระชากใจพร่ำเพรื่อได้มั้ยคะ ฉันตัวอ่อนปวกเปียกไปหมดแล้วเนี่ย งื้อออถ้าไม่มีอะไรฉุกเฉินก็จะไปนะเขาหันไปพูดกับมอน ก่อนที่จะเดินตามกลุ่มเพื่อนไป

 

             “มีอา เดียร์~ ฉันเห็นนะจู่ๆ ขณะเดินไปตามฮอลเวย์โมนิก้าก็พูดขึ้นมาด้วยสายตาที่ดูแพรวพราวชอบกล

             “เห็นอะไรเหรอ?” ฉันทำหน้างง

             “เธอชอบเขาใช่มั้ยล่ะ...พี่แอชเชอร์น่ะร่างสูงกระซิบเสียงให้เบาลงตอนพูดชื่อ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกตกใจน้อยลงเลย

             “เธอพูดอะไรเนี่ยมอน ฉันเปล่าซะหน่อยนะ O_O!” ฉันปฏิเสธเสียงเรียบตีหน้าเหมือนไม่รู้เรื่อง พยายามให้ดูมีพิรุธน้อยที่สุด แต่ทว่าดูเหมือนมอนจะไม่เชื่อ

             “เธอไม่เก่งเรื่องโกหกเลยนะจะบอกให้ฉันเริ่มหยุดเดินแล้วเอาหลังพิงกับล็อคเกอร์ตามอีกฝ่าย เธอทำหน้าเหมือนว่าอ่านใจฉันออกหมดแล้ว แถมยังเอานิ้วชี้มาชี้หน้าฉันซะใกล้ระยะประชิดอีกต่างหากใช่มั้ยล่ะ เธอต้องชอบเขาแน่ๆ เลยใช่มั้ย

             “...” ฉันเงียบอย่างกำลังจนมุม ไม่อยากโกหกเธอเลย แต่ก็กลัวที่จะพูดอยู่ดี

             “ฉันเก่งเรื่องจับคู่ให้คนนะ แม่สื่อระดับเซียนเลยล่ะฉันน่ะ

             “...เอ่อเล่นโฆษณาตัวเองซะเสร็จสรรพเลยแฮะ แล้วคำพูดแบบนั้นน่ะ...ชวนให้นึกถึงเอเดนขึ้นมาเลย

             “ฉันไม่ใช่คนปากสว่างหรอก เธอไม่เชื่อใจฉันเหรอโอ...ทำหน้าแบบนั้น เตรียมจะงอนฉันแล้วใช่มั้ยนั่น ปกติแล้วฉันต้องเป็นฝ่ายงอนเพื่อนนะ อย่าแย่งหน้าที่กันสิ T^T

             “ไม่ใช่แบบนั้นนะ แต่ว่า…” ตายละฉัน แค่ประโยคนี้ก็เฉลยทุกอย่างแล้ว เฮ้อ...โกหกยังไงก็คงไม่เนียนแล้วใช่มั้ยเนี่ย

             เอาเถอะ...บอกเธออีกซักคนก็คงไม่เป็นหรอกมั้ง

             “ใช่...ฉันชอบเขา

             “ไหนบอกฉันซิว่าตั้งแต่เมื่อไหร่

             ฉันเอามือปิดหน้าหนีโลกไปแล้วเรียบร้อย ฮือออ T///T อายจัง ทำยังไงฉันถึงจะโกหกหน้าตายได้นะเนี่ย (ข้อดีอย่างหนึ่งของการไม่ใส่แว่น : เอามือปิดหน้าได้เลยแบบไม่ต้องกลัวแว่นเป็นรอย)

             “วันแรกที่มาเรียนที่นี่ฉันเข้าห้องเรียนผิดไปเข้าห้องคณิตของเด็กเกรดสิบเอ็ดอ่ะ ก็เลยได้คุยกันแล้วฉันก็...นั่นแหละฉันยังคงเอามือปิดหน้าไว้เพราะอายเกินกว่าจะมองหน้ามอนขณะพูดไปด้วย ก็ความรู้สึกมันไม่เหมือนตอนคุยกับเอเดนนี่นา (เอ๊ะ! จะไปพาดพิงถึงเขาทำไม)แต่ที่จริงพึ่งได้มาคุยกันอีกทีตอนเปิดเทอมนี้เอง

             “ว้าว! ดูเป็นความรักใสๆ สไตล์เด็กมิดเดิ้ลสกูล[1]เลยนะนั่น” เธอพยักหน้เหมือนเห็นฉันเป็นเด็กน้อยไม่ประสีประสา แต่ฉันสิบหกแล้วนะมอนนน สิบหกแล้ว! (ทว่าถ้าเทียบกับเธอฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเด็กแบบแปลกๆ แฮะ T^T;)

             “แต่ยังไงเธอก็ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่ให้ใครรู้เด็ดขาดนะ! แม้แต่โซอี้กับซินเธียก็ห้าม!” ฉันกำชับเสียงจริงจัง เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความลับระดับชาติ แค่แพร่งพรายไปถึงโมนิก้าก็ถือว่าเกินพอแล้ว

             “รู้น่า เห็นฉันเป็นคนยังไงของเธอเนี่ยเธอส่ายหน้านิดๆ เหมือนเป็นเรื่องที่ยังไงก็ไม่มีทางทำ ก่อนจะพูดอะไรสักอย่างที่ฉันได้ยินไม่ถนัดนักฉันไม่ทำแบบยัยซินเธียแน่ๆ

             “ฮะ?” ฉันอุทานเบาๆ เพราะไม่ได้ยินว่ามอนพูดอะไร เธอโบกเหมือนบอกว่าแค่บ่นกับตัวเฉยๆ ก่อนที่นัยน์ตาสีน้ำทะเลสว่างคู่สวยจะวิบวับขึ้นมาคล้ายกับกำลังนึกอะไรสนุกๆ ขึ้นได้

             “เฮ้ คลาสก่อนเลิกเรียนเธอเรียนห้องใกล้ๆ ฉันนี่ คาบคณิตเหมือนกันด้วย!

             “อื้อ (‘ ‘)”

             “อยากข้ามขั้นมาเรียนคณิตกับเกรดสิบเอ็ดแบบฉันมั้ยล่ะ :)

Math Class

             ไม่มีคำว่าล้อเล่นสำหรับโมนิก้า แม็คเคนซี่ ตอนนี้ฉันเข้ามาสัมผัสบรรยากาศแอร์เย็นๆ ในคลาสของมิสเจนนิเฟอร์คนเดิม คนเดียวกับที่เคยเรียกฉันตอบคำถามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

             “ตรงนี้หน้าไป ตรงนั้นก็หลังไป ว้าว! ตรงนู้นว่างพอดีเลยไปนั่งกันตรงประโยคแรกโมนิก้าก็พูดไปงั้นๆ แหละ เพราะแน่นอน ตรงนู้นที่เธอว่าน่ะหมายถึงที่นั่งข้างๆ พี่แอชเชอร์อย่างไม่ต้องสงสัย

             ฉันหันไปหามอนเป็นเชิงว่า จะดีเหรอ ตอนถูกเธอลากไปนั่งข้างพี่แอชเชอร์ เธอก็ทำตาโตแล้วยิ้มออกมาน้อยๆ เหมือนบอกว่า ต้องดีสิ แล้วก็จับฉันนั่งจุ้มปุ๊กลงข้างเขา ส่วนตัวเองก็นั่งอยู่ที่ถัดไปทันที

             แค่นั่งข้างๆ ก็ได้กลิ่นโคตรเซ็กซี่ของเขาลอยมาตามลมแล้วอ่ะ แค่นี้ฉันก็แทบบินได้แล้ว~

             “เฮ้ยยัยเมี๊ยว! เธอเข้าห้องผิดอีกแล้วนะ!เสียงพูดปกติของเขาที่แทบจะเป็นกึ่งตะโกนของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา ฉันงี้แทบไม่ต้องหันหน้าไปก็รู้เลย อีตาพี่หัวดำริชาร์ดที่เป็นคู่ซี้กับพี่แอชเชอร์ไงไม่ได้หมายถึงเธอนะมอน หมายถึงยัยที่ทำผมสีเดียวกับไอแอชเนี่ย

             อ้าว...นั่นพูดกับฉันเหรอ - -;;

             “ฉันชื่อมีอาค่ะ ไม่ใช่เมี๊ยวถึงฉันจะชอบแมวแต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์มาเปลี่ยนชื่อฉันให้เป็นแมวนะ -w- “แล้วฉันก็ไม่ได้เข้าห้องเรียนผิดสักหน่อยเพราะคราวนี้จงใจค่ะ ฮิๆ

             “โดดเรียนมานั่งกับเพื่อนงั้นสิพี่แอชพูดพร้อมกระตุกคิ้วซ้าย ดูท่าคงจะรู้ทันว่าฉันไม่มีทางที่จะเก่งเลขกะทันหันจนขอเลื่อนมาเรียนกับเด็กเกรด 11 แบบมอนได้ (ใครว่าเธอสวยแต่ไร้สมองฉันขอเถียงขาดใจเลย!)

             หนึ่งในระบบสุดแปลกแต่ฉันโคตรชอบของมารีนก็คงเป็นเรื่องนี้แหละ ถ้าวิชาไหนเราเก่งกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันก็ขอเลื่อนไปเรียนในระดับที่สูงกว่าได้ ดังนั้นจึงทำให้ทำให้มีเด็กหลายชั้นในห้องเดียว แถมอาจารย์ประจำวิชาก็ไม่มีการเช็คชื่อเลยสักครั้งนอกจากวันนั้นจะมีควิซ เพราะงั้นมันจึงเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะมีคนแอบมานั่งเรียนทั้งที่ไม่ได้ลงเรียน หรือแอบสลับเซ็คชั่นเพื่อไปเรียนกับเพื่อน

             “ของฉันคลาสนี้ก็เป็นเลขเหมือนกันค่ะ จะเข้าหรือไม่เข้าก็มีค่าเท่ากันนั่นแหละ -3-”

             “แหม ก็วันนี้เจฟฟ์เล่นโดดฉันก็เลยไม่มีเพื่อนมานั่งเรียนด้วยนี่นา เห็นมีอาเรียนห้องข้างกันพอดีเลยลากมาซะเลยโมนิก้าโผล่หน้ามาแจมด้วย ส่วน เจฟฟ์ ที่ว่านั่นก็คือชื่อของไทท์เอนด์[2]สุดหล่อดาร์ลิ้งของเธอล่ะ ฉันเคยคุยด้วยสองสามครั้งก็ดูเป็นคนดีอยู่ (มั้ง) คงเพราะเขานี่แหละเลยทำให้มอนขอเลื่อนมาเรียนเลขห้องนี้

             “ยัยเหมียวต้องตั้งใจเรียนนะจะได้ไม่โง่แบบไอ้เจฟฟ์น่ะรู้มั้ยอีตาพี่ริชาร์ดเอียงตัวข้ามโต๊ะมากระซิบฉัน แต่ก็นะ...กระซิบของเขาก็คือเสียงปกติของคนทั่วไปนั่นเอง =_=^

             “เป็นนักกีฬาน่ะไม่ต้องเรียนเลขก็ได้ค่ะ พี่ริชไม่ได้เรียนห้องเดียวกับแฟนก็อย่ามาพาลคนอื่นสิคะ -_-+”

             “แฟนกันไม่ต้องตัวติดกันก็ได้เฟ้ย เพราะยังไงมิแอนน์ก็คิดถึงฉันตลอดเวลาอยู่แล้ว~” ทำหน้าเคลิ้มตอนพูดถึงแฟนนั่นมันอะไรกัน คนมีคู่นี่ก็นะ =_=

             เสียงของทุกคนเริ่มเงียบลงเมื่อมิสเจนเดินเข้ามา โมนิก้าเอาชีทเรียนอันเก่าที่ไม่ใช้แล้วมาให้ฉันวาดรูปเล่นแก้เซ็ง ด้วยความที่เป็นคนวาดรูปได้ง่อยมากแต่หลงใหล Calligraphy[3] เป็นที่สุด ฉันก็เลยเอาปากกาหัวพู่กันของตัวเองมานั่งเขียนคำนู้นคำนี้เล่นแทน

             คลาสหนึ่งมักยาวนานเสมอเมื่อเป็นคณิตศาสตร์ ระหว่างที่นั่งเขียนสลับแอบลอบมองคนข้างๆ ได้สักพักใหญ่ๆ ฉันก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความง่วง ก็พี่แอชเชอร์น่ะกำลังตั้งใจเรียนสุดๆ ถ้าขืนฉันไปกวนคงไม่ดีแน่ๆ งั้นขอแค่สลบอยู่ข้างๆ เขาแทนละกันเนอะ U_U zZZzz~

             หลับตาไปได้เพียงครู่หนึ่ง ฉันก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสบางเบาที่ปลายนิ้วฝั่งซ้ายขณะฟุบหน้าอยู่ อะไรบางอย่างคล้ายนิ้วมือของใครบางคนไล้ไปมาที่เล็บของฉัน สากนิดๆ แบบผู้ชาย เย็นเยือกไปตามอุณหภูมิห้อง แล้วก็หนามากๆ

             เดี๋ยวนะ คนที่นั่งฝั่งซ้ายของฉันมัน...

             พี่แอชเชอร์!!!

             ทันทีที่นึกได้ว่าเป็นใครฉันก็ผงกหัวขึ้นมาแทบจะทันที ค่อยๆ หันไปหาคนผมสีเดียวกันอย่างช้าๆ เขาที่พอเห็นฉันตื่นก็เลยดึงมือไปดูใกล้ๆ แบบไม่ต้องเกรงใจ

             “เล็บน่ารักดีจัง ^-^” พี่แอชว่าตอนที่คืนมือฉันมาแล้ว นี่คือเขาเอามือฉันไปเพื่อดูเล็บสีฟ้าอ่อนอมม่วงนี่น่ะเหรอ ง่า~ ดีใจจังเขาสนใจเล็บฉันฉันด้วย

             “มอนทาให้เมื่อวานค่ะ สีนี้เป็นสีโปรดฉันเลย

             อีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ แต่สายตาเขากลับไปอยู่ตรงชีทเลขบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยตัวเขียนภาษาอังกฤษมากมายที่ฉันฝึกเขียน แล้วทันใดนั้นร่างสูงก็กระตุกยิ้มออกมาแล้วชี้นิ้วไปยังคำๆ หนึ่งบนหน้ากระดาษนี่ชื่อพี่นี่

             “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะฉันรีบอธิบายจนลิ้นแทบพันกันฉันลองเอาชื่อคนในห้องมาเขียนให้เป็นตัวเขียนน่ะค่ะ ตรงนี้ก็มีชื่อโมนิก้านะ

             “พี่ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ J

             ฉันล่ะเกลียดรอยยิ้มกับคำพูดเหมือนรู้ทันของพี่แอชจังเลย T///T แงงง ทำเหมือนไม่รู้บ้างก็ได้นะคะว่าตัวเองฮอตน่ะ

             “เธอนี่ลายมือสุดยอดไปเลยนะอีกฝ่ายเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับลายมือฉันแทนโดยหยิบชีทจากโต๊ะฉันไปดูใกล้ๆ

             “แฮะๆ ^^ ไม่ขนาดนั้นหรอกค่าฉันเอามือเกาหลังหูตัวเองแก้เขินถ้าลายมือตัวพิมพ์ปกติของฉันล่ะเน่ามากจนโดนครูโรงเรียนเก่าบ่นประจำเลย แต่ฉันชอบตัวเขียนน่ะค่ะก็เลยฝึกเขียนจนออกมาดูดี

             “พี่เองก็ชอบตัวเขียนเหมือนกัน มันพริ้วๆ ดีเนอะพี่แอชหันหน้ามามองฉันราวกับว่าเจอผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าสดคู่สวยของเขาจะเปล่งประกายขึ้นมาเหมือนนึกอะไรดีๆ ขึ้นได้นี่มีอา ช่วยเขียนชื่อพี่บนแขนให้พี่หน่อยได้รึเปล่า

             “คะ?”

             “ตรงนี้น่ะเขาชี้นิ้วไปตรงใต้ท้องแขนซ้ายด้วยยิ้มกว้างทำแบบสักชื่ออะไรอย่างงั้น

             “เอ่อ...คิดว่าได้นะคะถึงไม่ได้ก็จะทำให้ได้ค่ะ พี่แอชเชอร์ขอเชียวนะจะปล่อยให้พลาดได้ยังไง >O<

             พูดจบพี่แอชเชอร์ก็ไม่รอช้ารีบเขยิบโต๊ะของตัวเองเข้ามาใกล้กับของฉันอย่างรวดเร็วพร้อมกับถกแขนเสื้อขึ้นไปถึงศอก ตอนนี้ในห้องค่อนข้างเงียบอยู่ทีเดียวเพราะมิสเจนปล่อยให้ทุกคนทำแบบฝึกหัดในชีท ซึ่งฉันแอบเห็นว่าพี่แอชทำเสร็จแล้ว เขาก็เลยไม่ต้องกลัวอะไร

             ฉันวางแขนซ้ายของตัวเองทับแขนซ้ายที่หงายขึ้นของเขาเพื่อให้มันอยู่นิ่งๆ ขณะที่ฉันกำลังใช้มือขวาจรดปลายปากกาลงบนท้องแขนโดยเว้นความห่างจากข้อมือพอประมาณ พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้ใจนิ่งจะได้เขียนออกมาสวยๆ แต่ว่าพอนึกได้ว่าตัวเองกำลังใกล้ชิดกับพี่แอชเชอร์แค่ไหน หัวใจก็สั่นไหวขึ้นมาซะจนมือสั่นตามไปด้วย

             “เขินเหรอ?” ฉันเงยหน้าขึ้นไปตามเสียงกระซิบแผ่วๆ ใบหน้าของพี่แอชเชอร์ที่ก้มลงมาดูซะใกล้จนหน้าเราอยู่ไม่ไกลกันทำใจฉันแทบระเบิด ฉันเผลอตัวแข็งทื่อหยุดมองขนตายาวงอนของคนตรงหน้าแบบไม่รู้ตัว รู้สึกได้ว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าวไปหมดแล้ว

             เป็นขนตาที่สวยเกินบรรยายมาก ฉันไม่เคยเจอผู้ชายคนไหนขนตายาวแล้วก็งอนเท่าเขามาก่อนเลย

             “หยอกเล่นนะ :P” พอเห็นว่าฉันพูดอะไรไม่ออก พี่แอชเชอร์ก็หัวเราะออกมาอย่างขี้เล่นแล้วเอาหน้าออกไป

             เขาจะรู้บ้างไหมว่าไอ้ที่ว่า หยอกเล่นนะ ของเขาน่ะทำฉันเกือบหัวใจวายแล้ว >/////<

             ฉันบรรจงเขียนอย่างช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายไม่นานคำว่า ‘Asher B.’ ก็เสร็จในที่สุด (ที่จริงก็อยากเขียนเต็มๆ ว่า Benson นะ แต่ที่มันไม่พอแล้ว) ด้วยความอยากยึดแขนเขาไว้นานๆ ฉันก็เลยเป่าลมเบาๆ ไปที่แขนเขาอย่างอ้อยอิ่ง จนกระทั่งหมึกแห้งสนิทถึงได้ปล่อยแขนเขากลับไป

             “เฮ้ยริชาร์ด! ดูนี่ดิ ไปแอบสักมา เจ๋งเปล่าๆพอเสร็จปุ๊บพี่แอชเชอร์ก็เอาไปอวดเพื่อนปั๊บ อย่างกับเด็กน้อยที่พึ่งได้ของเล่นใหม่เลยอ่ะ ฮ่าๆ

             “สักบ้านแกเขาใช้ปากกาเขียนเรอะ -O-^”

             ฉันนั่งดูเขาคุยกับพี่ริชาร์ดแล้วก็ยิ้มไปด้วยแบบไม่ทันรู้ตัว จากนั้นก็รู้สึกว่า... ฮ้า~ น่ารักจังเลยนะ...พี่แอชเชอร์เนี่ย

 

             “เห็นนะจ๊ะในห้องน่ะ แอบแต๊ะอั๋งหนุ่มฮอตของโรงเรียนมาฟินมั้ยล่ะ ฮิๆโมนิก้าเย้าฉันตอนเรากำลังเดินลงบันไดด้วยกัน แต่พอใช้คำแบบนั้นแล้วชวนคิดไปไกลจัง ฉันก็แค่ได้จับแขนเขาเอง -///-

             “หัวใจฉันเต้นเร็วอย่างกับจะช็อคแน่ะ เขินเป็นบ้าเลย

             “แต่เตือนไว้ก่อนเลยนะ ถ้าเธอคิดการใหญ่จะเป็นแฟนเขาล่ะก็ บอกเลยว่ายาก’ ” เธอเน้นเสียงคำสุดท้ายได้น่ากลัวสุดๆผู้หญิงโสดค่อนมารีนไฮน่ะชอบเขาทั้งนั้นแหละ นี่ยังไม่รวมโรงเรียนอื่นอีกนะ

             “เรื่องนั้นน่ะฉันรู้อยู่แล้วล่ะ U_U” ฉันพูดเสียงเบาอย่างรู้ชะตากรรมตัวเองแต่ยังไงก็อยากจะลองพยายามก่อนดูอยู่ดี

             ตอนที่พูดจบฉันก็หยุดกึกตามโมนิก้า เพราะมีร่างสูงคุ้นตายืนกั้นเราไว้ไม่ให้เดินลงบันได ฉันเงยหน้ามองเอเดนที่ไม่ยอมถอยไปสักที ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็เอามือมาจับแขนฉันไว้แบบงงๆ อย่างกับจะฉุดฉันยังไงอย่างงั้น (ฉันก็พูดเวอร์ๆ ไปงั้นที่จริง -.,-)

             “มาจับแขนมีอาทำไมน่ะ ถอยไปสักทีเถอะ เวลาไม่ได้มีขายตามวอลมาร์ท[4]นะเอเดน” ขอบคุณมอนที่พูดขึ้นมา เพราะฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

             “เธอจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเพื่อนฉัน

             “มีอาก็เพื่อนฉันคราวนี้โมนิก้ายื่นมือมาจับแขนอีกข้างของฉันบ้าง นี่หวังว่าทั้งสองคนจะไม่ดึงแขนฉันไปมาจนยืดแบบในการ์ตูนหรอกนะ (ใช่มั้ย? ไม่มั่นใจเลย =_=^)

             “เธอไม่รีบไปดูแฟนเธอหน่อยเหรอ นี่รู้ข่าวรึยังน่ะคำพูดของเอเดนทำให้มอนหยุดชะงักหมอนั่นคิ้วแตกอยู่ห้องพยาบาล ไปดูหน่อยดีมั้ย

             “อย่ามาโกหกกันหน่อยเลยถึงจะพูดแบบนั้น แต่เสียงเธอกลับสั่นนิดๆ  แล้วมือก็คลายออกจากแขนฉันแล้วด้วย เหมือนนี่จะเป็นโอกาสที่เอเดนรอคอย เพราะทันใดนั้นเขาก็ออกตัววิ่งอย่างรวดเร็ว!

             วิ่งทั้งๆ ที่จับแขนฉัน = ลากฉันมาด้วยนั่นเอง!!!

             “ปล่อยนะ!!ฉันพยายามขัดขืนแบบสุดๆ แต่ว่าก็ต้องวิ่งตามเขาเพราะแรงดึง (ขืนไม่วิ่งตามก็หน้าคว่ำพอดีน่ะสิ!) จนกระทั่งมาถึงมุมตึกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านเท่าไหร่เอเดนจึงจัดการดึงตัวฉันเข้าไป นี่เขาไม่ได้คิดจะฉุดฉันจริงๆ หรอกใช่มั้ย!? =[]=

             ฉันกำลังจะวิ่งหนีออกไปตอนเอเดนปล่อยมือ แต่เขารู้ทันเลยรีบเอาแขนมากอดคอเอาไว้จากด้านหลังจนแผ่นหลังของฉันแนบชิดกับแผ่นอกของเขาอย่างแน่นสนิท

             “อะไรของนายเนี่ย จะมาล็อคฉันไว้ทำไมฉันพูดเสียงหงุดหงิด ยังโกรธเรื่องวันนั้นอยู่แบบสุดๆ นี่แอบเอากล้องถ่ายไว้ตรงไหนรึเปล่าเนี่ย เหอะ

             “ฉันก็ไม่ได้อยากจะมากอดรวมร่างกับเธอแบบนี้หรอกถ้าไม่ติดว่าพอปล่อยแล้วเธอจะวิ่งหนีเนี่ยเขาพูด ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งขณะสูดลมหายใจเข้าลึกให้หายเหนื่อยแล้วถามด้วยโทนเสียงจริงจังไหนบอกเหตุผลมาซิ ทำไมถึงไปขลุกตัวอยู่กับโมนิก้า แม็คเคนซี่?”

             “...” ไม่ตอบละกัน ง่ายดี

             “โกรธอะไรฉันงั้นเหรอ?”

             “...” ก็แน่สิ โกรธมากด้วย

             “เงียบแบบนี้แสดงว่าใช่…”

             “...” ควรจะรู้นานแล้วด้วยนะ

             แล้วเราก็เงียบกันไปนานเลย...เงียบจนฉันได้ยินเสียงลมหายใจของเอเดน ยิ่งใกล้กันแบบนี้ฉันก็ยิ่งได้กลิ่นหอมจากตัวของเขาชัดเจนมากขึ้น และถึงเขาจะแค่ล็อคฉันไว้แต่มันก็คล้ายกับกอดมากซะจนทำให้หัวใจฉันเต้นตึกตัก

             “เธอรู้ใช่มั้ยว่าเงียบแบบนี้อีกสิบปีเราก็ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง

             “ไม่รู้โอเค นี่ถือว่าฉันไม่เงียบแล้วนะ

             “อืมมม...เธอโกรธที่วันนั้นโทรศัพท์ฉันมันไม่มีรูปเปลือยแบบที่บอกไว้แน่ๆ เลยใช่มั้ยล่ะเขาก้มหน้าลงมาพูดด้วยน้ำเสียงหยอกๆ ทว่าลมหายใจอุ่นๆ นั่นไล้หูฉันจนจั๊กจี้ไปหมด

             เดี๋ยวนะ แล้วจู่ๆ วนมาเรื่องรูปเปลือยได้ไงเนี่ย?! =///=

             ฉันที่กำลังเงยหน้าขึ้นไปเถียงเขาก็ต้องชะงักกลางอากาศเมื่อนึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังก้มหน้าอยู่ แล้วสายตาเราก็แบบ...ประสานกันในระยะประชิดจนปลายจมูกแทบชนกันเหมือนในนิยายเลย

             โอ้ย~ ฮือ ม่ายยย ทำไมไม่เป็นพี่แอชเชอร์ ฉันไม่อยากใจสั่นกับอีตาบ้านี่ ไม่ควรเลย (T//^///T)

             “งั้นก็คงเป็นข้อความของฉันกับเอซในไอเมสเสจใช่รึเปล่า?”

             ฉันหยุดนิ่งไม่ได้ตอบอะไร พอนึกถึงข้อความวันนั้นขึ้นมาก็รู้สึกแย่สุดๆ รู้สึกเหมือนกำลังถูกเอเดนกับผู้ชายคนนั้นเหยียบหัวเพื่อให้พวกเขาดังขึ้นยังไงไม่รู้

             “ฉันว่าแล้วเชียว…” เอเดนพูด ก่อนจะล้วงมือยุกยิกลงไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบมันขึ้นมาเปิดโดยให้ฉันเห็นด้วยมันมีข้อความที่เหลือ เธอยังอ่านไม่จบเพราะเรามาคุยกันในว็อทส์แอพ[5]ต่อ”

             ฉันรับโทรศัพท์มาจากมือเอเดน กำลังจะเลื่อนอ่าน แต่ก็นึกได้ว่าเราตัวติดกันนานเกินไปแล้ว และมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูก

             “ปล่อยได้แล้ว มันอึดอัดดูเหมือนเอเดนจะพึ่งนึกได้เหมือนกัน เขาคลายอ้อมแขนออก ก่อนถอยห่างไปนิดหนึ่งเพื่อให้ฉันมีพื้นที่พิจารณาข้อความอย่างมีสมาธิ

 

             Challenge Project (9 People)

             Aydan : ฉันคิดว่าฉันจะไม่ขอร่วมโปรเจ็คต์นี้แล้ว

             Cameron : อ้าว ทำไมล่ะ?

             Matt : นายมีปัญหาอะไรงั้นเหรอ

             Aydan : เปล่าหรอก แค่คิดว่าถ้าผู้หญิงคนนั้นมารู้จะรู้สึกแย่น่ะ

                        : Challenge ของฉันเล่นกับความรู้สึกคนมากไป

             Ace : เฮ้ หรือนายจะเปลี่ยนมั้ยล่ะ? อย่ารีบตัดสินใจนักสิ (อีโมจิน้ำตาคลอ)

             Aydan : ไม่ล่ะ ช่วงนี้ขี้เกียจอยู่ด้วย แต่ยังไงก็ขอบใจนายนะเอซ

                         : ที่ทำให้ฉันนึกอะไรดีๆ ได้จากโปรเจ็คต์นี้

             Ace : โธ่ แล้วทีนี้ฉันจะหาใครมาร่วมทีมได้เนี่ย (อีโมจิร้องไห้หนักมาก)

             Aydan : เดี๋ยวก็หาได้เองแหละ โชคดี บาย

You left this group

 

             แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะมาคุยกันต่อที่อื่นน่ะ... -3-

             เฮ้อ ฉันหายโกรธก็ได้ เพราะอย่างน้อยเขาก็แคร์ความรู้สึกฉันอยู่บ้าง ยอมรับว่าอันที่จริงฉันไม่ได้เป็นคนคืนดีกับใครง่ายขนาดนี้ แต่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงฟื้นฟูความสัมพันธ์ ดังนั้นฉันควรจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากกว่าการทำตัวง้องแง้ง ถูกมั้ยล่ะ

             ฉันกำลังจะไปบอกเอเดนว่าให้อภัยเขาแล้ว แต่ขณะที่ฉันกดออกจากแอพลิเคชั่นนั้นเอง มันก็ขึ้นประวัติการใช้งานกูเกิ้ลโครมขึ้นมา ด้วยความสงสัยฉันจึงแอบกดเข้าไปดูซะหน่อยว่าเขาค้นหาอะไรถึงได้เปิดหน้าต่างเว็บขึ้นมามากมายซะขนาดนั้น (ฉันไม่ใช่คนอยากรู้อยากเห็นจริงๆ นะ แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่มันก็อดไม่ได้นี่นา -.,-

             โอเค เขาค้นหาเรื่องเกี่ยวกับ : สาเหตุที่ทำให้ผู้ชายกลายเป็นเกย์,วิธีบอกพ่อแม่เมื่อเป็นเกย์,หวั่นไหวกับเพศเดียวกันถือว่าเป็นเกย์มั้ย,ปัญหาการแกล้งกันในโรงเรียนของLGBT,เป็นเกย์ควรยอมรับกับเพื่อนมั้ย,หากเพื่อนรับไม่ได้เมื่อเป็นLGBTควรทำอย่างไร,หากครอบครัวไม่ยอมรับเมื่อเป็นเกย์ควรทำอย่างไร และอีกมากมายในทำนองนี้

เขาค้นหาทำไมน่ะ?

ระ...หรือว่าเรื่องที่ฉันสงสัยมันจะเป็นเรื่องจริง!!? O_o

             จริงเหรอเนี่ย...มันเป็นแบบที่ฉันคิดจริงๆ งั้นเหรอ…?

             ไม่สิ ฉันควรถามเขาให้รู้เรื่องไปเลย เก็บไว้ก็ได้แต่คิดไปเอง

             “เอเดน…” ฉันเรียกชื่อเขาขึ้น ชั่งใจอีกครั้งว่าจะถามดีมั้ย มือก็กำโทรศัพท์เขาแน่นจนเหงื่อไหลไปหมด

             “เธอเข้าใจฉันแล้วใช่มั้ย?”

             “ชั่งเรื่องนั้นเถอะ ฉันมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าจะถามนาย…” เอเดนพยักหน้าแล้วจึงขยับมายืนใกล้ฉันมากขึ้น ฉันจ้องตาเขา...รู้สึกลัวที่จะพูด แต่ยังไงก็คิดเอาไว้ว่าไม่หรอก...จะใช่ได้ไง

             จะถามยังไงดีเนี่ย...

             “?”

             ตรงๆ ไปเลยก็แล้วกัน...

             “นายเป็น...เกย์รึเปล่า…?”

             พอฉันพูดจบอีกฝ่ายก็สตัน แล้วก็เงียบไปเลย

             ถ้าเขาไม่ใช่เขาก็น่าจะรีบปฏิเสธแล้วสิ แต่นี่

             “ไม่ต้องตอบก็ได้ ชะ...ช่างมันเถอะฉันโบกมือไปมาและเตรียมก้าวขาออกไปจากมุมตึกเพราะรู้สึกกดดัน แต่เอเดนกลับเอามือนุ่มๆ ของตัวเองมารั้งไว้จนทำให้เราหันมาเผชิญหน้ากัน

             “เธอเก็บความลับได้มั้ย…” เอเดนพูดเสียงเบา นัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวของเขามองเข้ามาในนัยน์ตาสีฟ้าครามของฉันอย่างจริงจัง มือของเขายังคงจับที่แขนของฉันไว้และบีบมันเบาๆถ้าฉันบอก สัญญาก่อนสิว่าจะไม่บอกใคร

             ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง จ้องมองเงาตัวเองผ่านดวงตาของเขา ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองรู้สึกยังไงอยู่ แต่ก็ตัดสินใจเอ่ยออกไปว่าฉันสัญญา

             เอเดนเขยิบตัวเข้ามาใกล้ฉันมากกว่าเดิม ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงมากระซิบฉันที่หูเบาๆ นาทีนั้นฉันเหมือนกำลังรอฟังผลประกาศรางวัลมิสยูนิเวิร์สอะไรแบบนั้น แต่ตื่นเต้นกว่าประมาณสิบเท่าได้

             และคำตอบของเขาก็คือ

             “ใช่

             “...!!!”

             ฉันสตันเหมือนถูกสาปให้เป็นหินจากเสียงกระซิบนั้น เอเดนยังคงมองหน้าฉันนิ่ง ฉันกำลังรอฟังคำว่า ล้อเล่นน่า เธอน่าจะได้เห็นหน้าตัวเองเมื่อกี้นะตามด้วยเสียงหัวเราะร่าอย่างขบขัน แต่ทว่าเกือบนาทีผ่านไป เขาก็กลับมองลงไปที่พื้นนิ่งๆ ซะงั้น

             เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย ไม่เจอกันเดี๋ยวเดียวเพื่อนฉันก็ค้นพบแนวทางของตัวเองซะแล้ว

             จู่ๆ ก็มีเพื่อนสาวเพิ่มมาอีกคนแบบงงๆ ซะงั้น ;___;

 

 

 

 

Talk with Mydear J

                สวัสดีค่า มาเจอกันในตอนห้าแล้ววววว จบไปแบบมึนๆ เบลอๆ เพราะมีอาก็ยังปรับสติตัวเองไม่ได้ 5555 พีคมั้ยตอนนี้ คนอ่านจะมีใครตกใจเป็นเพื่อนเรามั้ย แบบอ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไหวนี่หว่า ฮาาา สรุปเอเดนนี่อะไรยังไง เรื่องนี้อาจจะไม่มีพระเอกก็ได้ค่ะไม่ต้องตกใจไป 555555

                ขอแอบบ่นนิดนึง ช่วงนี้เหนื่อยแบบเหนื่อยโฮกกกกกกกกกกกกกกเลยค่ะ ทั้งกายทั้งใจ ถ้าไม่ได้เขียนตุนไว้ป่านนี้คงลงไม่ทันแล้ว รู้สึกฟีลแบดแบบออลเดย์ออลไนท์ออลเดอะไทม์สุดๆ (เรื่องจริงมันเศร้า เรื่องเล่ามันก็ยังเศร้า ฮือออ) แถมงานโรงเรียนนี่ก็มาแบบหายใจไม่ทัน คือไม่มีช่วงว่างแบบจริงจังค่ะ ไม่ได้ตามอ่านของพี่คนอื่นเลย ร้องไห้ เดี๋ยวพุธถึงศุกร์ก็ไปเข้าค่ายด้วย ไหนช่วงเวลาพักหายใจคะ ฮืออออ 14 ..ส่งงานซักสิบอย่างได้ 22,24 สอบไฟนอล อห. ตารางแน่นแบบกรีดร้อง T_____T //ลากตัวเอเดนกับแอชเชอร์มากอดเรียกกำลังใจ

                ที่จริงจะให้บ่นก็เขียนได้ยาวอีกสิบหน้านะคะ แต่พอเถอะ เวิ่นเว้อในทวิตเตอร์มามากพอแล้ว ;_; กลับมาเรื่องนิยาย เราจะบอกว่ามารีนไฮสกูลเนี่ย คือเอาโลเกชั่นจากนิยายเรื่องที่แล้วมาใช้ (ชอบเอาตัวละครจากเรื่องที่เขียนจบมามีบทในเรื่องใหม่ให้เหมือนอยู่โลกเดียวกัน ด้วยความคิดถึงและมีความฝันอยากสร้างจักรวาลแบบมาร์เวลค่ะ #เดี๋ยวๆ) คือไม่ได้คิดเขียนเป็นเรื่องต่อกัน แค่อยากเขียนเด็กที่เรียนโรงเรียนนี้เฉยๆ เพราะมันมีเอกลักษณ์ที่เราสร้างขึ้นมาเอง มันก็เลยมีระบบแปลกๆ ที่อาจจะไม่มีในชีวิตจริงค่ะ ส่วนมีอา ยัยนี่มันร้ายค่ะหัวหน้า 55555 อย่าโดนการนิ่งๆ ของนางหลอก ถึงไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านแต่มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ใช้ตลอด มีความเสียมารยาทเนอะ (แต่เอเดนก็เคยทำมาก่อนนะ ถึงสนิทกันได้ไงสองคนนี้ ฮา) ที่จริงนางไม่ได้ขี้องขี้อายอะไรหรอก ออกจะเด๋อๆ มึนๆ มากกว่า ติดตามนางต่อไปค่ะแล้วจะรู้ 5555

                ก่อนจะจากกันไปขอขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนช่วยในการประกวดครั้งนี้จริงๆ ค่ะ ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก 55555 แล้วถึงช่วงนี้จะไม่ได้อ่านของใครเลย (เวลาหายใจยังแทบไม่มีเลยค่ะ นี่จากใจฮือออ) แต่ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เข้าประกวดนะคะ ถึงจะเป็นการประกวดที่เหนื่อยและกดดันนิดหน่อย แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำ หวังว่าการประกวดครั้งนี้จะเป็นความทรงจำที่ดีของพวกเราทุกคนนะคะ ♥♥♥

ปล.ทำไมแต่ละตอนมันยาวจัง งงตัวเองเหมือนกันค่ะ ฮือออ แต่มันตัดไม่ได้แล้ว ตอนหกเหมือนจะสั้นกว่านี้ แต่ตอนเจ็ดเหมือนจะยาวกว่านี้อีก 55555



[1] Middle School คือนักเรียนเกรด 6-8 (.6-.2) เทียบเท่าได้คล้ายๆ กับมัธยมต้นของประเทศไทย
[2] Tight End คือชื่อตำแหน่งผู้เล่นทีมบุกในกีฬาอเมริกันฟุตบอล สามารถรับลูกได้ ช่วยปกป้องควอเตอร์แบค หรือนำร่องให้ผู้เล่นคนอื่นวิ่งพาบอลเพื่อให้ทีมมีช่องทางรุกเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

[3] Calligraphy หมายถึง ศิลปะการประดิษฐ์ตัวอักษรให้อยู่ในลักษณะวิจิตรสวยงาม

[4] Walmart ซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากที่สุดในอเมริกา คล้ายๆ เทสโก้ โลตัสหรือบิ๊กซีในบ้านเรา
[5] WhatsApp แอพพลิเคชั่นแชท คล้ายกับ Line และ Messenger


Cool Kids เขียนรักครั้งใหม่ ขอกลายเป็นสาวป็อป!

ผู้แต่ง :: My Dear

ความเห็นที่ปักหมุด
  1. #6 (จากตอนที่ 5)
    2017-02-13 01:39:03
    เรื่องดูมีปมซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครก็เยอะดี ยังไม่รู้สึกว่าพี่แอชจะเป็นพระเอก แต่พ่อเอเดนก็ดันยอมรับว่าเป้นเกย์ไปซะแล้ว ฮือๆ มันจะยังไงต่อล่ะนี่ รอติดตามจ้า ^^ สำนวนทำได้ดีขึ้นเร่ือยๆ เลยน้า เรื่องก็กระชับขึ้นด้วย เก่งมากๆ จ้า สู้ๆ นะคะ
    #6

6 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 CPrae (จากตอนที่ 5)
    2017-02-07 07:10:32
    โมนิก้านี่เป็นคนดีจริงปะอ่ะ
    ส่วนเอเดนนี่ช็อคมาก แต่ออร่าพระเอกของเอเดนมาแรงอ่ะ ไม่อยากเชื่อว่าเป็นเกย์ ไม่งั้นมีอาจะขึ้นคาน เพราะพี่แอชเชอร์มีออร่าพระรองอ่ะ555

    #1
  2. #2 Banilla Honie, Karin (จากตอนที่ 5)
    2017-02-07 09:48:52
    อานิสงค์ของการออกค่ายมันดีอย่างนี้นี่เอง
    พี่ชอบเดอะเวย์น้องเดียร์เปรียบเปรยมากค่ะ
    ทิ้งทวนได้ชวนตกเก้าอี้มากเบย

    #2
  3. #3 Marshmallows. (จากตอนที่ 5)
    2017-02-07 11:09:43
    น้องเขียนดีมากกกก พี่เชียร์เลยนะเนี่ย ตอนแรกมาดราม่าแล้วแอบขำตรง ไม่ยกมือบ๊ายบายเวลาที่งอนอ่ะ
    ทำไมรู้สึกมุ้งมิ้งจัง 555555555 ชอบตอนที่โมนิก้ามาคบเป็นเพื่อนด้วย รู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีอ่ะ
    ต่อไปนี้ชีวิตนางเอกจะเป็นยังไงเนี่ย

    แล้วก็ชอบ ตอนเอเดนมาง้อ ฟินมากกกกกกกกก
    แล้วจบช็อกมากอ่ะน้องเดียร์ 5555555555 จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ
    #3
  4. #4 JOlly' M (จากตอนที่ 5)
    2017-02-07 21:59:12
    แง้งง พีคคค

    อีเอเดนนน ชั้นเชียร์หล่อนมาตลอดนะยะะ ทำไมทำร้ายขุ่นพี่ขนาดนี้ แงงงง T____T
    พี่งอนเดียร์แล้ว -3-

    ชอบบ ตอนนี้มีความละมุนนน อ่านแล้วยิ้มตามเลย
    แล้วอะไรคือเขียนบนท้องแขนนน เขินแทนอ่ะะะ

    พี่ไม่ขอท้องแขน ขอท้องพี่แอชเชอร์ได้มะฮะ ตรงลอนซิกแพ็กง่ะ จองงง //หื่นข้ามเรื่องอีกแล้ว 5555

    รออ่านตอนไปนะคะะ  สู้ๆ ค่าาา รวมถึงเรื่องงานเรื่องเรียนด้วยนะ พี่เข้าใจ เพราะพี่ก็กำลังเจอ T^T
    #4
  5. #5 Macramé (จากตอนที่ 5)
    2017-02-09 21:36:44
    อะไรง่าาาา เอเดนทำไมเป็นงี้ แกยอมรับง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอยะ
    นึกว่าจะถูกเข้าใจผิดเฉยๆ แต่นางพูดออกมาเองเลยอ่ะว่าเป็น โอ้ยยยย

    ได้กลิ่นแปลกๆ จากโมนิก้า เหมือนจะดี แต่ก็เหมือนจะไม่ดีเหมือนกัน
    จะรอดูว่าโมนิก้านางจะดีจริงมั้ย 55555555555555555

    เอาใจช่วยนะงับเดียร์ สู้ๆ นั้ล 
    #5
  6. #6 (จากตอนที่ 5)
    2017-02-13 01:39:03
    เรื่องดูมีปมซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครก็เยอะดี ยังไม่รู้สึกว่าพี่แอชจะเป็นพระเอก แต่พ่อเอเดนก็ดันยอมรับว่าเป้นเกย์ไปซะแล้ว ฮือๆ มันจะยังไงต่อล่ะนี่ รอติดตามจ้า ^^ สำนวนทำได้ดีขึ้นเร่ือยๆ เลยน้า เรื่องก็กระชับขึ้นด้วย เก่งมากๆ จ้า สู้ๆ นะคะ
    #6
  • 1

แสดงความคิดเห็น