ถ้าเปรียบเขาเป็นท้องฟ้า ฉันคนนี้ก็คงเป็นแค่หัวมันฝรั่ง T^T แต่นางฟ้าก็คงเห็นใจฉันอยู่บ้างล่ะน้า ถึงได้ดลใจให้เพื่อน(เคย)สนิทมาเสนอตัวช่วย แต่ไปๆ มาๆ ทำไมกามเทพของฉัน...ดันกลายเป็นเกย์ไปได้ล่ะเนี่ย!!!
3
Nothing Too Crazy If It Makes You Notice Me
ไม่มีอะไรบ้าเกินไปหรอกถ้ามันจะทำให้คุณสนใจฉันบ้าง
“พวกเธอๆ” เด็กสาวผมเปียคู่สีไอศกรีมวานิลลาสะกิดเพื่อนอีกสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับยื่นโทรศัพท์ไปให้ดูสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ “ยัยนี่ใครอ่ะ พวกเธอรู้จักป๊ะ?”
สาวผมสีน้ำผึ้งเข้มไม่ได้หันมามองเลยสักนิดเพราะมัวแต่รัวนิ้วตอบข้อความคนในโทรศัพท์ไม่หยุด ส่วนสาวผมสีอบเชยที่นั่งอยู่ตรงกลางก็แค่ชายตามาดูแค่แวบเดียว ก่อนจะเบ้ปากลงนิดๆ แล้วบ่นออกมา
“เธอจะฟอลโลว์อีตาเอเดนไว้ทำไมเนี่ย รกหูรกตาจริง” โมนิก้าบ่นซินเธียแบบไม่จริงจังนัก รู้ก็รู้ว่าเธอไม่ค่อยชอบหมอนี่แต่ยัยเพื่อนตัวดีก็ยังไปกดติดตามไว้อีก
ส่วนสาเหตุที่เธอไม่ชอบเขาน่ะเหรอ?
เหตุมันก็เกิดจากเรื่องหยุมหยิมแต่ทว่ายิ่งใหญ่สำหรับโมนิก้า เธอชวนเอเดนไปปาร์ตี้ถึงสามครั้งแต่เขาก็ปฏิเสธการชวนทุกครั้ง ไหนจะการที่เขาเคยทวิตข้อความค่อนแคะดาราที่เธอชอบอีก หลายเหตุผลที่ว่านั้นเลยพาลส่งผลให้เอเดนดูเป็นคนน่าหมั่นไส้ไปเสียหมด ไม่ว่าจะทำการตัวเป็นเฟมินิสต์*ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้ชาย หรือแม้กระทั่งการเข้าร่วมรณรงค์การลดภาวะโลกร้อน
คุณก็รู้ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่เราไม่ชอบแล้ว จะทำอะไรก็หน้าหมั่นไส้ไปหมดนั่นล่ะ!
“ฉันไม่ได้ให้ดูอีตานั่นซะหน่อย คนที่ฉันให้ดูคือยัยผมบลอนด์คนนี้ต่างหาก” ซินเธียชี้ไปยังผู้หญิงตรงส่วนกลางของรูปที่ทำท่าแด๊บแบบเดียวกับสองคนที่นั่งข้างกัน “รูปนี้ยัยชาร์ล็อตต์ก็เอาลงเหมือนกัน แต่ฉันนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่ายัยคนตรงกลางนี่เป็นใคร ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย”
“แล้วเธอจะไปยุ่งกับเขาทำไมล่ะ”
“ไหนๆ ขอดูหน่อย” ทว่าโมนิก้าพูดยังไม่ทันขาดคำ โซอี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เอียงตัวมาเบียดแล้วชะโงกหน้ามาดูหน้าจอโทรศัพท์ของเพื่อนสาวอย่างรวดเร็วด้วยความอยากรู้อยากเห็น “อยู่โรงเรียนอื่นรึเปล่า ไม่เห็นจะเคยเห็นเลย -O-”
“แต่หน้าไบโออินสตาแกรมเขียนว่าอยู่มารีนไฮสกูลนะ” ซินเธียว่า
“อยู่โรงเรียนเรานี่แหละ...นั่นไง” สองสาวที่นั่งขนาบข้างโมนิก้าหยุดการถกเถียงไว้เพียงเท่านั้นแล้วเงยหน้ามองตามนัยน์ตาสีดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลมรกตของเธอ
ใช่แล้ว...คนที่พวกเธอกำลังกล่าวถึงอยู่นั้นนั่งเยื้องไปข้างหน้าทางซ้ายของพวกเธอไปไม่ไกล ผู้หญิงคนที่ว่ากำลังคุยอะไรสักอย่างกับเอเดน ดูแล้วก็สนิทสนมกันดี แต่น่าแปลก...ทำไมพวกเธอถึงไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้มาก่อน?
แล้วทันใดนั้น ที่มุมปากของโมนิก้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างมีเลศนัย
“ดูไปดูมาแล้วยัยนี่ก็น่าสนใจดีนะ :)”
- Mia’s -
โลกนี้มันช่างสดใสจนคล้ายว่าท้องฟ้าจะเป็นสีชมพูไปแล้ว~
ฉันอารมณ์ดีที่สุดในรอบหลายเดือน มีความสุขจนเหมือนจะพ่นสายรุ้งออกมาจากปากได้แล้วนะเนี่ย เมื่อคืนนี่แทบนอนไม่หลับ มัวแต่มโนภาพไปไกลถึงเรื่องราวของตัวเองกับพี่แอชเชอร์ คิดไปต่างๆ นาๆ ถึงแม้ในชีวิตจริงจะได้คุยแค่กันนิดเดียวเองก็เถอะ แต่เวลาคนเขาจะเป็นแฟนกันก็เริ่มจากการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละเนอะ
“ฟังกันบ้างสิ มัวแต่นั่งเอ๋ออยู่นั่นแหละ -_-*” นั่งฝันหวานได้แค่แป๊บเดียวอีตาเอเดนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันก็เอาโทรศัพท์ที่ถืออยู่มาเคาะหน้าผากฉันเบาๆ เพื่อเรียกสติ
อีตานี่ก็ช่างขัดขวางความสุขของฉันซะจริง จะให้เวลาเพ้อซักนิดก็ไม่ได้ -^-
“อะไรเล่าอีตาเจ่อ” ฉันเผลอเรียกฉายาตอนเด็กๆ ของเขาออกมาแบบไม่ตั้งใจ แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่ได้สังเกตอะไรขนาดนั้นหรอก
“นี่เขาเรียกปากเซ็กซี่เหอะ ยิ่งกว่าปากไคลี่ เจนเนอร์กับแองเจลิน่า โจลี่ผสมกันซะอีก จ่งเจ่ออะไรกัน”
อยากจะแหวะใส่นะ แต่ก็แอบคิดอยู่นิดๆ เหมือนกันว่ามันเซ็กซี่ดี…
เดี๋ยววว! เมื่อกี้แค่พูดเล่นนะ =////=!!
“สรุปแค่ห้าเล่มใช่ป่ะ” เอเดนพูดถึงรายชื่อหนังสือที่เขาให้ฉันรวบรวมมาเป็น April Book Haul รีวิวลงยูทูบ (คือหมอนั่นเสนอน่ะนะ แล้วก็อาสาจะอัดคลิปบวกตัดต่อให้ด้วย ในเมื่อทุ่มให้ขนาดนี้แล้วฉันจะเทได้ลงยังไงล่ะเนอะ)
“อื้อ” ฉันตอบแค่นั้นแล้วหยิบลิปบาล์มคู่ใจขึ้นมาทาริมฝีปากตามปกติ
แต่มันจะไม่ปกติก็ตรงที่อีตาเอเดนมานั่งจ้องเนี่ยแหละ ไม่เคยเห็นคนทาลิปบาล์มรึไงนะ =_=
“อะไร?”
“ปากฉันแห้ง (‘ ‘)” เอเดนตอบพร้อมทำหน้าตาน่าเห็นใจ “เนี่ย เมื่อเช้าอ้าปากหาวกว้างไปหน่อย เป็นแผลเลย” พอฉันมองปากเขาก็พบแผลฉีกเล็กๆ แบบเล็กมากกกกก ตรงมุมปากนิดนึง แล้วรอบปากเอเดนก็แห้งจนเป็นสีขาวจริงๆ นั่นแหละ เว้นแค่ช่วงในที่ยังชมพูอยู่
“อ้าปากหาวกว้างไปก็เป็นแผลได้ด้วยเหรอ =_=^?”
“ใช่สิ เวลาปากแห้งมากๆ ไง ไม่เคยเป็นเหรอ”
“ฉันทาลิปบาล์มก่อนนอนทุกคืน” ฉันส่ายหน้าตอบแล้วยื่นแท่งลิปบาล์มสีชมพูหวานแหววของตัวเองให้เขา “ฉันให้นายยืมแค่ครั้งเดียวนะ ปกติไม่เคยให้ใครยืมด้วย”
“ทาให้ด้วยไม่ได้เหรอ”
“-*-”
“ไม่ได้จะเรื่องมากนะ แต่ถ้าฉันหยิบมาทากลางโรงอาหารแบบนี้ คนก็อาจจะเข้าใจผิดเพราะมันสีชมพู แล้วก็…”
“โอเคๆ” ฉันพูดตัดบทเพื่อที่เอเดนจะได้ไม่ต้องหาเหตุผลพันแปดมาอธิบาย เพราะสุดท้ายยังไงฉันก็คงต้องทำตามเขาอยู่ดีนั่นล่ะ
ฉันเปิดฝาแล้วหมุนลิปบาล์มออกมา โน้มตัวไปข้างหน้าขณะที่เอเดนเขยิบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเช่นกัน ก่อนจะถือวิสาสะใช้มือซ้ายจับปลายคางของเขาเบาๆ เพื่อที่จะละเลงลิปบาล์มได้ง่ายๆ
พอปากเอเดนหายแห้งแบบนี้แล้วมันยิ่งดูสวยเข้าไปใหญ่ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสมัยก่อนพวกเด็กผู้ชายถึงชอบล้อเขานักเรื่องปาก ทั้งๆ ที่นี่มันโคตรจะเซ็กซี่เลยนะ
เดี๋ยว...แล้วจู่ๆ อีตาเอเดนมาขยิบตาขวาทำตาวิงค์ๆ ใส่ฉันทำไม =_=
“อะไรของนาย”
“ทดสอบความเซ็กซี่ ^_<” ว่าแล้วก็ขยิบตาอีกที “เป็นไงๆ ปากฉันยิ่งมองใกล้ๆ ยิ่งน่าจุ๊บใช่มั้ยล่า~”
“ฉันขอยกที่หนึ่งแห่งความมั่นหน้าให้นายเลยเอเดน เหมาะสมสุดๆ” ฉันว่าขณะเก็บลิปบาล์มใส่กระเป๋ากระโปรง
คือเอเดนก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ แต่ฉันว่ายิ่งโตเหมือนจะยิ่งหนักมากกว่าจะลดลงแฮะ -__-^
“โอ๊ะ” ฉันอุทานออกมาเบาๆ เมื่อเห็นร่างสูงในชุดยูนิฟอร์มเดียวกันที่มีรองเท้าบูทหนังกลับส้นเตี้ยสีเทายาวเกือบถึงเข่าเป็นจุดเด่นมาแต่ไกล ลุคแบบนี้เพียงมองไกลๆ ฉันก็รู้ทันทีว่าใคร โดยปกติแล้วฉันกับเธอไม่ค่อยได้มีโอกาสโคจรเข้าใกล้กันสักเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้มันกลับมีอะไรบางอย่างบอกฉันว่ามันจะไม่เหมือนปกติ เพราะสายตาของเธอนั้นกำลังจ้องมาที่โต๊ะเราอย่างไม่วางตาขณะที่ก้าวเดิน
บอกทีว่าฉันตาฝาด ‘โมนิก้า แม็คเคนซี่’ หนึ่งในสาวสวยป๊อปประจำโรงเรียนกำลังเดินมาทางโต๊ะอาหารที่เรากำลังนั่งอยู่! แต่เธอคงไม่ได้เดินมาหาฉันแน่นอน เดาว่าเธอคงจะเดินมาหาอีตาเอเดนแหงเลย
“ไงจ๊ะทุกคน” โมนิก้าทักทายแล้วเท้ามือลงกับโต๊ะ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ฉันซะงั้น
แอบเขินเบาๆ (;////;) ก็นางทั้งสวย หุ่นดี บ้านรวย แล้วยังมีแฟนสุดฮอตที่เป็นนักอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียนอีกต่างหาก นิยามความสมบูรณ์แบบฉบับควีนบีได้ผสมรวมอยู่ในตัวเธอหมดแล้วล่ะฉันว่า
“ไงโมนิก้า มีธุระอะไรรึเปล่า” แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเอเดนไม่ได้สนิทกับโมนิก้าเท่าไหร่เลยนะ แบบว่า...ฟังจากน้ำเสียงแล้ว
“แค่แวะมาทักทายเฉยๆ ตามประสาคนรู้จักหน่อยไม่ได้เหรอ แหมๆ ใจร้ายจริง” สีหน้าและน้ำเสียงโมนิก้าดูจีบปากจีบคอมากกว่าจะน้อยใจนะ เอิ่ม...ถ้าจำไม่ผิดสองคนนี้เหมือนเคยทำสงครามย่อมๆ กันในทวิตเตอร์เถียงกันเรื่องดราม่าดาราด้วยนี่นา นึกออกละ! เพราะอย่างนี้เองเลยดูไม่ค่อยจะกินเส้นกันเท่าไหร่ =_=;
“อ๊ะ! แล้วนี่…?” จู่ๆ เธอก็หันหน้ามาทางฉันแล้วทำหน้าสงสัยเป็นเชิงถามชื่อ
“มีอา เดียร์” ฉันพูดชื่อตัวเองพร้อมกับส่งยิ้มอย่างจริงใจที่สุดให้เธอ
“ว้าว! ชื่อเพราะดีนะ” เธอชม ก่อนจะยื่นมาให้ฉัน “โมนิก้า แม็คเคนซี่จ้ะ”
ฉันยื่นมือไปจับกับมือของอีกฝ่าย เธอเขย่าเบาๆ แล้วพูดว่า “ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“เอ...แต่ฉันแทบไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนเลยนะ แบบไม่คุ้นเลยจริงๆ” โมนิก้าขมวดคิ้วและหรี่ตาลงนิดๆ “พึ่งเข้ามาเรียนกลางเทอมหรอ?”
“เปล่าๆ ฉันเข้ามาเรียนตั้งแต่เทอมแรกแล้ว”
ฉันไม่แปลกใจเท่าหรอกหรอกถ้าโมนิก้าจะไม่เคยเห็นฉันมาก่อนในเมื่อประชากรโรงเรียนเราเยอะขนาดจะเอาไปสร้างกองทัพทหารได้สบายๆ อีกอย่างเราก็ไม่เคยมีคลาสเรียนตรงกันด้วยซ้ำ คือเธออาจจะมีวิชาที่ลงเหมือนฉันบ้างก็จริง แต่ก็เรียนกับอาจารย์คนละคนกันอยู่ดี แล้วเราสองคนก็อยู่ในสังคมคนละแบบกันด้วย เพราะอย่างนั้น ถึงฉันจะรู้จักเธอก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะรู้จักฉัน
“โรงเรียนเรานี่คนเยอะจริงๆ” เธอพูดแก้เก้อนิดๆ “แล้วปกตินั่งกินข้าวเที่ยงกับใครเหรอ?”
“กับฉัน” เอเดนตอบแทนฉันอย่างเร็ว
เอ่อ...ที่จริงเราเคยนั่งกินกันเมื่อวานครั้งเดียวเองนะ =_=
“นายเนี่ยนะ” โมนิก้าเลิกคิ้วทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ก่อนจะหันหน้ามาถามฉัน “แฟนกันหรอ?”
“ไม่ๆ เพื่อนกันเฉยๆ” ฉันรีบโบกมือไปมาปฏิเสธแทบจะทันที
“อ้อ...ก็ว่างั่นแหละ” เธอพยักหน้าประมาณว่าคิดไว้แล้ว ก่อนจะทำหน้าเหมือนพึ่งคิดอะไรดีๆ ได้ คนข้างๆ จึงเผยยิ้มออกมาแล้วถามฉันด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “นี่มีอา งั้นเที่ยงนี้มานั่งกับฉันแล้วก็เพื่อนๆ มั้ยล่ะ?”
At Cafeteria
มื้อเที่ยงกับโมนิก้า แม็คเคนซี่แล้วก็เพื่อนๆ เธอเนี่ยนะ!?
นี่มันเรื่องบ้าบอที่ฉันไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้หรอกนะ...แต่ว่าฉันก็ตกลงไปแล้ว แล้วมันก็เกิดขึ้นแล้ว! น่าตกใจมั้ยล่ะ ช่วยตกใจเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ >O< ตอนนี้ฉันกำลังนั่งข้างๆ โมนิก้าเชียวนะ ตรงข้ามกันก็เป็นสาวผมเปียสองข้างที่ชื่อ ‘ซินเธีย’ กับสาวผมบลอนด์น้ำตาลยาวเป็นลอนอ่อนๆ ที่ชื่อ ‘โซอี้’ ซึ่งเป็นเพื่อนสาวกลุ่มเดียวกันกับโมนิก้า คือแบบ...พระเจ้า! ฉันรู้สึกว่านี่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว!!!
ระหว่างกินอาหาร พวกสาวๆ ก็คุยกันเรื่องลิปสติกบ้างเรื่องอายแชโดว์บ้าง แล้วก็พวกเสื้อผ้ากับงานปาร์ตี้ ซึ่งฉันก็ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรมากนอกจากช่วยโมนิก้าเลือกว่าลิปสติกแดงเลือดหมูกับสีแดงเลือดนกอันไหนเข้ากับเธอมากกว่ากัน
ฟังดูก็เหมือนเราจะคุยเรื่องผู้หญิ๊ง~ ผู้หญิงทั่วไปใช่มั้ยล่ะ แต่มันก็ไม่ธรรมดาขึ้นมาตอนที่จู่ๆ โมนิก้าก็ทำหน้าจริงจังขึ้นมาแล้วถามฉันว่า “สรุปแล้วเอเดนนี่...เป็นเกย์ใช่มั้ย?” นั่นล่ะ
“หา O_o?” ฉันงี้แทบจะทำหน้าไม่ถูกเลยตอนฟังคำถาม “เอเดนเนี่ยนะเป็นเกย์!?”
“ก็ใช่น่ะสิ!” ซินเธียรีบเสริม “เธอเป็นเพื่อนเขานี่ ไม่รู้สึกเหรอว่าเขาเหมือนจะเป็นน่ะ”
“มะ...ไม่อ่ะ”
ที่จริงเอเดนก็มีความเป็นผู้หญิงในตัวอยู่สูงเหมือนกันนั่นแหละ อาจเพราะเขาถูกเลี้ยงโดยซิงเกิ้ลมัมมาตั้งแต่เด็กๆ แถมยังมีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิงอย่างฉันกับแคโรไลน์อีก แต่ถึงขนาดเป็นเกย์นี่... คงไม่มั้ง
แต่ก็ไม่แน่แฮะ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีนี่นา…
“แต่หมอนั่นสาวออกจะตายไปนะฉันว่า” โซอี้พูดขึ้นมาบ้าง แล้วสามคนนั้นก็เออออกันใหญ่
ตอนแรกฉันก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้หรอก แต่พอสามคนนั้นพูดฉันก็ชักจะคิดแล้วสิ…
หลังเที่ยงนั้นฉันก็หยุดสงสัยเรื่องที่โมนิก้าพูดไม่ได้เลย ลองนึกดูสิ มันก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกันนะ ฉันยังเคยคิดเล่นๆ เวลาดูคลิปเอเดนในแชแนลของหมอนั่นเลย แต่ก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นจริงๆ หรอก
แล้วหลังเลิกเรียนเอเดนก็โทรมาพอดี ตายยากแค่ไหนคิดดู =_= ตอนแรกอุตส่าห์นึกว่าจะโทร.มาบอกข่าวอะไรดีๆ แต่เปล่าเลยจ้า เขาแค่ใช้ฉันไปซื้อน้ำเปล่าเย็นๆ มาให้สองขวดที่สนามบาสหลังตึกดนตรีให้หน่อยเท่านั้นแหละ เหอๆ
ถ้าไม่ติดว่าเขาช่วยฉันไว้เมื่อวานนี่ฉันไม่เดินเอามาให้แน่นอน ตู้กดน้ำหยอดเหรียญกับสนามบาสมันไกลกันตั้งเกือบสิบกิโลเลยมั้ยเนี่ย โรงเรียนจำเป็นต้องใหญ่ขนาดนี้มั้ย ตอบ! ฮือออ
แล้วฉันก็มาถึงสนามบาสกลางแจ้งสำหรับคนทั่วไปที่เอเดนอยู่ (สนามในร่มเป็นที่ซ้อมของพวกนักกีฬาบาสเท่านั้น) เรื่องของเรื่องคือคือคนแรกในฝูงชนคนเล่นบาสที่ฉันเห็นดันไม่ใช่อีตาเพื่อนตัวแสบ แต่กลับเป็นร่างสูงของพี่แอชเชอร์ในชุดนักเรียนแบบถอดเสื้อทับนอกออกเหลือแค่เพียงเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นไปและเนคไทสีน้ำตาลเท่านั้น
‘พระเจ้า...เซ็กซี่แทบบ้าเลย!’ นั่นเป็นความคิดแรกที่โผล่ขึ้นมาทันที เขาเป็นผู้ชายที่มีความเซ็กซี่เปล่งออกมาจากข้างในแม้ไม่ต้องถอดเสื้อด้วยซ้ำ เหมือนแค่กระพริบตาก็เซ็กซี่แล้ว ฉันไม่รู้หรอกว่าทำไม แต่พี่แอชเชอร์ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
“จ้องขนาดนี้ไม่รู้เลยนะว่ามองผู้ชายอยู่ -O-” ฉันสะดุ้งเล็กๆ แล้วหันไปมองเอเดนที่มายืนข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมมีการมารู้อีกนะว่าฉันแอบมองผู้ชายอยู่ เกลียดความรู้ทันของเขาจัง -.,-
“พูดมากน่า เอาน้ำนายไปเลยไป” ฉันยัดน้ำเปล่าทั้งสองขวดใส่มือเอเดน ก่อนจะสังเกตว่าเขาเองก็ใส่แค่เชิ้ตพับแขนแบบเดียวกับพี่แอช ทว่าแขนเขาที่ฉันเคยคิดว่ามันจะบางๆ แบบผู้หญิงเหมือนแต่ก่อนกลับดูแข็งแรงกว่าที่ฉันคิดมาก ออกจะมีกล้ามเนื้อหน่อยๆ แบบกำลังพอดี โอ้โห...ฉันงี้มโนถึงหน้าท้องเขาออกเลย
โอ๊ย ฉันคิดอะไรของฉันอยู่นะเนี่ย =///=!!!
“เอาคืนไปขวดนึง” เอเดนยัดขวดยาสลายมโน เอ้ย! ขวดน้ำคืนใส่มือฉัน
“อ้าว นายไม่เอาแล้วเหรอ?”
“ฉันไม่” เอเดนส่ายหน้า ก่อนจะเขยิบเข้ามาใกล้ฉันระยะประชิดจนฉันรู้สึกได้ถึงกลิ่นเฉพาะจากตัวเขา แล้วเสียงเบาๆ ก็กระซิบผ่านข้างหูฉันว่า “แต่พี่แอชเชอร์เอา”
“หมายความว่าไง?” ฉันถามงงๆ แล้วตานั่นก็กรอกตาใส่ฉันเฉย เหมือนว่า ‘ชีวิตนี้เธอเคยรู้เรื่องอะไรบ้างมั้ยเนี่ย’
“เอาไปให้พี่แอชเชอร์ไง บอกว่าเธอซื้อมาให้เพื่อนแต่ว่ากดมาเกินอะไรก็ว่าไป”
“หะ...ให้ฉันเอาไปให้เนี่ยนะ!? บ้าไปแล้วรึไง ฉันไม่กล้าหรอก T^T”
“ก็ไม่รู้สินะ” เอเดนพูดด้วยน้ำเสียงท้าทายแล้วก้มตัวลงมากระซิบฉันอีกครั้ง “แต่ถ้าไม่ได้เป็นแฟนพี่แอชเชอร์ก็ไม่รู้ด้วยน้า~”
อีตาบ้าเอเดนวิ่งกลับเข้าไปเล่นบาสในสนามกับพวกพี่แอชแล้วก็กลุ่มของเพื่อนสนิทของเขาแล้ว ทิ้งให้ฉันตัดสินใจเอาเอง...ซึ่งรู้มั้ย บ้ากว่าการไปนั่งกินข้าวเที่ยงกับโมนิก้า แม็คเคนซี่ก็คือการเอาน้ำเปล่าขวดนี้ไปให้พี่แอชเชอร์เนี่ยแหละ!
ฉันก้มมองขวดน้ำเปล่าที่เริ่มเย็นน้อยลงกว่าตอนซื้อมาทุกทีแล้ว หยดน้ำที่เกาะพราวรอบๆ ขวดแล้วหยดลงพื้นคล้ายจะเป็นนาฬิกาเร่งให้ฉันรีบเอาไปให้พี่แอชเชอร์ก่อนที่มันจะหายเย็นซะก่อน
ไม่มีอะไรบ้าเกินไปหรอกถ้ามันจะทำให้พี่แอชเชอร์หันมาสนใจฉันบ้าง…
สู้ๆ มีอา เดียร์ เธอต้องทำได้อยู่แล้ว!!
พอหลับตาพูดปลุกใจตัวเองเสร็จฉันก็ก้าวขาเข้าไปในสนามอย่างเด็ดเดี่ยวสุดๆ ก่อนที่ตัวเองจะเปลี่ยนใจ ดูเหมือนโชคชะตาจะเป็นใจให้ฉันอยู่เหมือนกันเพราะพี่แอชเชอร์ก็พึ่งจะเดินออกมาจากกลุ่มคนซึ่งกำลังเล่นบาสกันอย่างดุเดือดเพื่อมารับโทรศัพท์จากใครสักคน พอพี่เขาคุยเสร็จ ฉันก็ก้าวขาเดินไปดักหน้าพี่เขาทันที
พี่เขาไม่ใช่คริปโตไนต์แล้วฉันก็ไม่ใช่ซุปเปอร์แมน แต่ทำไมพอเจอหน้าแล้วแข้งขาอ่อนแรงแบบนี้ โอย~ สายตาแบบนั้น หัวใจฉันจะวายแล้วจริงๆ นะ
ฉันยื่นขวดน้ำออกไปข้างหน้าทันทีพอเห็นพี่แอชเลิกคิ้วซ้ายขึ้นแบบงงๆ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังคงงงไม่หาย ฉันเลยต้องอธิบายขยายความเป็นคำพูดไปด้วย
“พอดีเมื่อกี้เอเดนฝากซื้อน้ำน่ะค่ะ แต่เครื่องกดมันรวนแล้วเกินมา ฉันกะ...ก็เลยเอามาให้พี่แอชเชอร์” เสียงสั่นทำไม หัวใจเต้นแรงทำไม ควบคุมตัวเองหน่อยสิมีอา >////<
“อ่อ…” พี่แอชพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขายิ้มกว้างก่อนจะรับน้ำเปล่าไปจากมือของฉัน แล้วมือเราก็...มือเราก็แตะกันแวบนึงด้วย! จากนั้นมันก็เหมือนกระแสไฟฟ้าพันโวลต์ช็อตฉันไม่มีผิดเลย
แต่ว่า...ฉันก็ชอบนะ (./////.)
“ขอบใจมากนะ...มายเดียร์ :)”
กรี๊ดดดดดดดด คะ...คำนี้อีกแล้ว คำนี้มันช็อตหัวใจฉันแรงมาก! ฉันรู้สึกอยากลงไปกองกับพื้นแล้วดิ้นๆ ให้รู้แล้วรู้รอดจริงๆ พี่แอชเชอร์คะ พี่ตั้งใจใช่มั้ย พี่กะไม่ให้ฉันหาทางออกจากหัวใจพี่แล้วใช้มั้ยเนี่ยยย~
“แล้วเรียนเลขเป็นไงมั่ง เข้าใจที่ครูสอนบ้างมั้ย?”
ไม่ค่ะ...ไม่เลย...ไม่สักนิด
พอเห็นฉันยิ้มเจื่อนๆ ไปแบบนั้นพี่แอชเชอร์ก็ดูเหมือนจะเข้าใจว่าฉันหมายความว่าอะไร เขายิ้มอย่างน่าเอ็นดูแล้วส่ายหน้าไปมา
“บอกแล้วไงถ้าไม่เข้าใจให้ยกมือถามเลย” เขาหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี และนั่นก็เป็นภาพที่ฉันอยากถ่ายวิดีโอเก็บไว้ชะมัด (ขนาดเหงือกยังชมพูสุดๆ เลยอ่ะ แง~) “ถ้าไม่อย่างงั้นมาถามพี่ก็ได้”
“ได้เหรอคะ?” ฉันถามอะไรออกไป ไม่ทันคิดเลยนะนั่น!
“แน่นอน พี่ได้เกรดคณิตศาสตร์เอบวกนะ ^^”
“ขอบคุณมากนะคะ” ฉันขอบคุณพี่เขาด้วยรอยยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะยิ้มได้ และอีกฝ่ายก็ยิ้มหวานกลับมาไม่แพ้กัน
แล้วทันใดนั้นหัวใจฉัน...มันก็เหมือนลอยไปบนฟ้าแล้วยังไงอย่างงั้นเลย ❤
“งั้นพี่ไปเล่นบาสต่อแล้วนะ” เขาพูดแค่นั้นแล้วก็วิ่งกลับเข้าไปในสนาม ทิ้งให้ฉันยืนยิ้มเหมือนเป็นบ้าอยู่คนเดียว
แต่ฉันว่านี่มันยังไม่บ้าเกินไปหรอก ฉันยอมบ้ากว่านี้ก็ได้ ถ้ามันจะทำให้ฉันได้คุยกับเขาแบบนี้อีกล่ะก็นะ :)
ฉันหันไปมองเอเดนแล้วก็เห็นว่าเขากำลังมองมาทางฉันอยู่เหมือนกัน หมอนั่นแอบชูนิ้วโป้งให้ฉันเสมือนเป็นการชมว่า ‘เยี่ยมมาก’ ส่วนฉันก็ยักคิ้วตอบเขาไปว่า ‘เป็นไงล่ะ ฉันทำได้ด้วยเห็นมั้ย’
จะว่าไปวันนี้ก็เหมาะกับการเล่นบาสเก็ตบอลเลยทีเดียว เพราะก้อนเมฆปุกปุยที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าทำให้ไม่มีแดดแสบผิว แถมอากาศก็อุ่นขึ้นจากหลายอาทิตย์ก่อน เหล่าต้นไม้ใบหญ้ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เราเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิกันแบบเต็มรูปแบบแล้ว ฉันมองซ้ายมองขวาหาที่เหมาะๆ แล้วจึงเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ร่มๆ ที่ห่างจากสนามไปเพียงนิดเดียว ก่อนจะหยิบหนังสือในกระเป๋าสะพายที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาอ่าน ทำทีว่ามานั่งรอเอเดน ทั้งที่ความจริงเขาไม่ได้บอกให้ฉันรอด้วยซ้ำ ที่มานั่งนี่แอบส่องพี่แอชเชอร์ล้วนๆ ฮี่ๆ
อันที่จริงนิยายที่อยู่ในมือของฉันตอนนี้ก็สนุกอยู่หรอกนะ แต่ดูเหมือนว่าวิวรอบตัวจะน่าสนใจกว่าเยอะ แบบว่าวิวที่ตัวสูงๆ ผมสีบลอนด์แพลตตินั่ม แล้วก็มีหุ่นเซ็กซี่สุดๆ อะไรแบบนั้นน่ะ ตอนนี้ฉันเลยไม่สามรถจดจ่อกับการอ่านได้อีกต่อไป (-//.,//-)
หลังจากนั่งไปนั่งมาสักพักฉันก็รู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตขึ้นมา ทำไมพวกผู้ชายนี่ถึงได้เล่นกันรุนแรงนักนะ เสียงบาสกระทบพื้นดังตึงตังจนน่ากลัวเลย เมื่อกี้แอบเห็นกระเด็นออกมาเกือบโดนหัวกลุ่มผู้หญิงสี่ห้าคนที่นั่งถัดไปไม่ไกลจากฉันด้วย
โหย ถ้าจะจริงจังขนาดนี้… ไปแข่งเอ็นบีเอกันเลยมั้ยทุกคน =[]=
แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่มากมายสำหรับการนั่งดูพี่แอชเชอร์หรอก น่ารักขนาดนี้ ฉันมองเขาเหมือนกำลังดูหนังเรื่องหนึ่งเลย จะท่าดังค์บาส ชู๊ตบาส หรือรับบาสจากเพื่อน เขาก็ดูดีไปหมดจริงๆ เหมือนอะไรๆ ในตัวเขานั้นล้วนเพอร์เฟ็คต์จนหาที่ติไม่ได้ ❤
แล้วใครบางคนก็ดึงฉันออกจากภวังค์แห่งรักด้วยเสียงหัวเราะฮ่าๆ เฮ้ยๆ หยุดนะอะไรก็ไม่รู้ ฉันหันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะพบร่างของชายสองคนกำลังนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้น พอเพ่งมองดีๆ ฉันก็พบว่าเป็นเอเดนกับผู้ชายผมสีน้ำตาลมะฮอกกานีที่ดูเหมือนจะเป็น ‘โรมิโอ’ เด็กเกรดเก้าที่ค่อนข้างสนิทกับเอเดน
ผู้ชายคนอื่นเขาเล่นบาสราวกับเตรียมไปแข่งเอ็นบีเอกันอยู่ แต่อีตาสองคนนี้ดันมานอนเล่นจั๊กจี้กันเนี่ยนะ =_= หืม...แล้วดูเป็นการเล่นที่ถึงเนื้อถึงตัวมาก กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนียสุดๆ ดูเป็นภาพล่อแหลมอย่างแรง โอ้โห แล้วดูนั่น อีตาโรมิโอจะขาดอากาศหายใจตายมั้ย หัวเราะขนาดนั้น
แต่ดูเหมือนฝ่ายโรมิโอก็ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ เขาพลิกเกมกลับมาอยู่เหนือแล้วกดอีกฝ่ายให้นอนลงกับพื้น จากนั้นก็จั๊กจี้จนเอเดนกลายเป็นคนจะขาดใจแทน ซึ่งลองนึกภาพตามนะ เอเดนนอนอยู่บนพื้นสนาม แล้วโรมิโอก็อยู่เหนือเอเดน กดไหล่ไว้ แล้วก็จั๊กจี้ ซึ่งถึงแม้ว่าโรมิโอจะเด็กกว่าเอเดนปีนึง แต่เขาก็แรงเยอะพอตัว ภาพที่ฉันเห็นตอนนี้มันก็เลย...ดูวายอย่างแรง =.,=
‘สรุปแล้วเอเดนนี่...เป็นเกย์ใช่มั้ย?’
‘เธอเป็นเพื่อนเขานี่ ไม่รู้สึกเหรอว่าเขาเหมือนจะเป็นน่ะ’
‘แต่หมอนั่นสาวออกจะตายไปนะฉันว่า’
แล้วทำไมคำพูดของสามคนนั้นต้องมาแล่นในโสตประสาทเป็นแคปชั่นกำกับภาพด้วยเนี่ย @_@
บ้าแล้ว นี่สรุปเอเดนเป็นเกย์จริงๆ เหรอ!?
แต่ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปีเขาก็ดูแมนออก ถ้าเขาเป็นจริงๆ ฉันก็ต้องรู้แล้วสิ...แต่เอ๊ะ! จะว่าไปฉันก็ไม่ได้เจอเขาตั้งสามสี่ปีนี่นา หรือว่าช่วงที่เขาย้ายไปนิวยอร์กจะเป็นช่วงค้นพบตัวเองของเขานะ…
พอลองคิดดูดีๆ หมอนั่นชอบก็ชอบซื้อนิตยาสารเสื้อผ้าผู้ชายมานั่งดู แล้วก็ยังชอบถักเปียทำผมทรงนู่นนี่ให้ฉันอีก แถมเพื่อนสนิทที่สนิทกับเขาจริงๆก็เป็นผู้หญิงหมดเลย ทั้งฉัน แคโรไลน์ ชาร์ล็อตต์ แล้วก็มีอีกสองสามคนที่เอเดนชอบออกไปแฮงเอาท์ด้วย ถึงจะมีเป็นผู้ชายบ้างแต่ก็อยู่ในอัตราส่วนที่น้อยกว่าอยู่ดี
พอลองนึกในมุมแบบนี้แล้ว มันก็ดูเป็นไปได้สูงเลยนะ...
พลั่ก!
“โอ๊ย!” ฉันร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บ แรงของลูกกลมๆ สีส้มที่กระแทกอย่างแรงตรงหัวข้างซ้ายทำสมองฉันหมุนไปหมดเลย แถมยังเจ็บดั้งจมูกเพราะแรงของแว่นที่มากระทบอีกทีด้วย ฮือออ ปกติสมองก็เลอะเลือนอยู่แล้วนะ นี่ฉันจะไม่ความจำเสื่อมไปเลยเหรอเนี่ย TOT
อ๊ะ! แล้วทำไมโลกดูเบลอๆ…
อ๋อ...ฉันแค่ไม่ได้ใส่แว่น
เดี๋ยว!!! ละ...แล้วทำไมแว่นกรอบใสของฉันถึงกระดอนไปอยู่ตรงนั้นได้ล่ะเนี่ย แถมสภาพยังอนาถามาก ดูเหมือนว่าขาแว่นข้างนึงหักจะยังไม่พอ เลนส์แว่นอีกข้างก็เลยหล่นไปกระทบพื้นในมุมที่พอดีจนแตกออกมาเป็นเศษกระจกอันสวยงาม...
เยี่ยม-ไป-เลย!!! TTOTT
*เฟมินิสต์ (Feminist) หรือผู้เรียกร้องสิทธิมนุษย์สตรี หมายถึง ผู้ที่สนับสนุนความเท่าเทียมกันของผู้หญิงให้เท่ากันในสังคม
Talk with Me J
สวัสดีค่าาาาา มายเดียร์คนเดิม เพิ่มเติมคืออัพตอนสามไวกว่าเดิม วู้วๆ 555555
การมานั่งอ่านทวนบทเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นอะไรที่น่ามึนหัวเหมือนกันนะคะ ตอนนี้พร้อมอ้วกออกมาเป็นตอนสามแล้วเนี่ย ฮาาา ตอนแรกก็เหมือนมีอะไรจะคุยเยอะนะ แต่ตอนนี้นั่งหน้าคอมมาหลายชั่วโมงจนลืมไปแล้วค่ะ (อ้าว =.,=) ยังไงก็ฝากโหวตและคอมเมนต์เป็นกำลังใจด้วยนะคะ ขอบคุณทั้งพี่ๆ เพื่อนๆ แล้วก็พี่อายมากเลยค่ะ งื้อออ มีอะไรฝากไว้ในช่องคอมเมนต์เลยค่ะ รออ่านของทุกคนอย่างใจจดใจจ่อ >_<
ป.ล.ปรับตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้นแล้วหลังรู้สึกว่ามันเล็กไปนิด คิดว่าน่าจะอ่านง่ายขึ้นนะคะ #ความพึ่งคิดได้5555

ตอนสามดีขึ้นเยอะเลยค่า ทั้งการบรรยายและอื่นๆ เอเดนก็อ้อล้อขึ้นมาก น่าเอ็นดูสุดๆ 555 ตอนนี้พี่แอชเชอร์บทน้อยซะจนมั่นใจแล้วว่านางไม่ใช่ทั้งพระเอกและพระรอง 5555 ก็จะได้เชียร์เอเดนให้เต็มที่เนาะ อิอิ ชอบอีกอย่างคือการเปรียบเปรยอุปมาอุปมัยของน้อง แพรวพราาวดีมากๆ ชอบค่ะ
ติดนิดนึงตอนแรกเอเดนก็เล่นบาสอยู่ดีๆ ไหงไปนอนจั๊กจี้กับหนุ่มน้อยได้ แล้วการเปิดตัวละครหนุ่มน้อยจริงๆ สามารถทำได้เนียนกว่านี้นะคะ อันนี้ดูเปิดมาปุบปับพอๆกับโมนิก้าและเดอะแก๊งเลย เหมือนเปิดมาเพื่อตบเข้าปมเกย์โดยเฉพาะค่ะ ตรงนี้สามารถปรับปรุงได้ด้วยการเขียนไล่โครงเรื่องทีละตอน ว่าตอนไหนจะมีใครออกมาบ้าง สมมติถ้าจะเล่นปมหนุ่มน้อยของเอเดนก็อาจจะเขียนให้นางโผล่มาตั้งแต่ตอนที่แล้ว แบบอาจจะออกมาทักกัน ละเอเดนบอกนี่รุ่นน้องคนสนิท ละพอตอนต่อมาก็ดูจะกุ๊กกิ๊กกัน นางเอกเลยสงสัย ไรงี้ค่ะ จะดูเนียนกว่าอธิบายถึงเขาในหนึ่งบรรทัดจบค่ะ
ขอบคุณที่ปรับไซส์ ดีต่อสายตาคนแก่มาก 5555 เรื่องเริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆแล้ว รออ่านตอนต่อไปค่า ^^ สู้ๆ น้า