ถ้าเปรียบเขาเป็นท้องฟ้า ฉันคนนี้ก็คงเป็นแค่หัวมันฝรั่ง T^T แต่นางฟ้าก็คงเห็นใจฉันอยู่บ้างล่ะน้า ถึงได้ดลใจให้เพื่อน(เคย)สนิทมาเสนอตัวช่วย แต่ไปๆ มาๆ ทำไมกามเทพของฉัน...ดันกลายเป็นเกย์ไปได้ล่ะเนี่ย!!!
4
I Was Thinking That You Could Be Trusted
ฉันเคยคิดว่าจะเชื่อใจคุณได้เสียอีก
“เอเดนนน~” ฉันลากเสียงยาวไปสิบไมล์เมื่อคนที่รออยู่นานปรากฏตัวขึ้น ชายผมน้ำตาลสว่างดูงัวเงียๆ มองฉันเหมือนยังไม่ตื่นดีขณะใส่หูฟังโดยถือโทรศัพท์ไว้ในมือข้างหนึ่งแล้ววางกระเป๋าลงกับที่นั่ง
ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กๆ สำหรับสี่คนในโรงอาหาร ซึ่งฉันกับเอเดนตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นโต๊ะประจำไว้นัดเจอกันตอนเช้าของเราสองคน เพราะมันจะทำให้ฉันพบเจอผู้คนมากกว่าที่เดิมตรงวงโยธวาธิตเป็นไหนๆ อันที่จริงฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่หรอกเพราะคนเยอะไปหน่อย ข้อดีอย่างเดียวคือฉันไม่ต้องแบกถาดอาหารไปมาเท่านั้นล่ะ
วันนี้หน้าฉันอาจจะเปลี่ยนไปจากปกติเล็กน้อย เพราะไม่ได้ใส่แว่นเหมือนอย่างเคย...ก็แน่ล่ะ แว่นฉันหมดสภาพจะสามารถใส่ต่อได้ไปตั้งแต่เมื่อวันศุกร์โดยฝีมือหนึ่งในพวกคนเล่นบาสไปแล้วนี่ T^T ไม่เข้าใจเลย ฉันแค่ไปนั่งส่องผู้ชายเองนะ! แต่ก็ยังดีที่หมอนั่นเป็นคนดี (และบ้านคงรวย) ฉันเลยได้เงินค่าเสียหายมาอย่างคุ้มค่า และที่คุ้มกว่านั้นคือพี่แอชเชอร์เดินมาถามฉันด้วยแหละว่าเป็นอะไรมั้ย เขินไปอีกกก >///< แหม ชีวิตมีอาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกเนอะ~
หลังจบเรื่องเมื่อวาน เอเดนก็เสนอให้ฉันไปลองซื้อคอนแทคเลนส์มาใส่แทนแว่นดู แล้วฉันก็รู้สึกว่ามันก็น่าจะดีเหมือนกัน ฉันจะได้ถือโอกาสเปลี่ยนลุคตัวเองไปด้วย กะว่าค่อยไปตัดแว่นเอาวันหลังเพราะมันต้องรอนาน
แล้วก็นั่นแหละ สาเหตุที่วันนี้ฉันตั้งตารอการมาถึงของเอเดนเป็นพิเศษ
“ฉันใส่คอนแทคเลนส์ไม่เป็นอ่ะ” ฉันว่าแล้วหยิบเอากล่องคอนแทคเลนส์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ จากนั้นจึงรีบพูดให้เขาเห็นใจ “นายรู้มั้ย วันนี้ฉันเกือบตายเลยนะ! ต้องปั่นจักรยานมาโรงเรียนทั้งๆ ที่ถนนเบลอไปหมดเลย โชคดีนะเนี่ยที่ไม่โดนรถชน”
“ว่าไงนะ!” โอ๊ะ! นี่ฉันพูดเว่อร์ไปรึเปล่าเนี่ย O_O จู่ๆ เขาก็รีบถอดหูฟังแล้ววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะด้วยหน้าตาตื่นตกใจทั้งๆ ที่ฉันแค่พูดเล่นๆ เท่านั้นเอง “เธอโอเคใช่มั้ย!”
“อะ...โอเค” ฉันตอบเสียงอึกอักเมื่อเอเดนเอามือมาจับไหล่ฉันแล้วไล่สายตาสำรวจทั่วร่างกาย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นมากจนฉันรู้ว่าเอเดนกำลังซีเรียสจริงๆ
โอ๊ย ตายแล้ว ฉันลืม ‘เรื่องนั้น’ ไปได้ยังไงเนี่ย! ไม่น่าพูดไปแบบนั้นเลย มันจะไปกระทบจิตใจเขารึเปล่านะ รู้ก็รู้ว่าเขาต้องยังฝังใจกับเรื่องนี้
เป็นฉันฉันก็ฝังใจเหมือนกันนั่นแหละ เป็นใครๆ ก็ต้องฝังใจ…
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” เอเดนดูจะควบคุมสติได้ในที่สุด เขาหลับตาลงไปครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้
“ฉันแค่พูดเล่นๆ น่ะที่จริง สายตาฉันไม่ได้สั้นขนาดนั้นหรอก” ฉันรีบพูดแก้ให้เขาสบายใจขึ้นมาหน่อย ใจจริงอยากจะขอโทษที่ใช้คำชวนให้เขาคิดถึงอดีตด้วย แต่ยิ่งพูดอาจจะยิ่งแย่ไปใหญ่ก็ได้ฉันเลยเก็บคำขอโทษไว้แค่ในใจ
“แล้วตอนซื้อมาไม่ได้ถามวิธีใส่จากคนขายรึไง” เอเดนเปลี่ยนเรื่องคุย ก่อนจะหยิบกล่องขึ้นมาหมุนรอบๆ เพื่อสำรวจรายละเอียด
“ตอนไปซื้อฉันเห็นคนเยอะก็เลยไม่ได้ถามอ่ะ แฮะๆ ^^;” ฉันยิ้มเจื่อนๆ ขณะเอานิ้วเกาหน้าไปด้วย (ที่จริงคือฉันขี้เกียจคุยกับพนักงานก็เลยไม่ถามต่างหาก)
“-_-;” เขาทำหน้าเนือยๆ สื่อความหมายเหมือนกำลังพูดว่า ‘มีอานี่มันมีอาจริงๆ เลย’ อะไรทำนองนั้น “แล้วมีกระจกมั้ย?” เอเดนถาม ฉันส่ายหน้า “งั้นไปใส่ในห้องน้ำกัน”
“แล้วเราจะไปห้องน้ำไหนอ่ะ” ฉันเอ่ยถามขณะเดินต้อยๆ ตามร่างสูงที่ถือกล่องคอนแทคเลนส์ของฉันไว้ในมือ
“เธอกล้าเข้าห้องน้ำชายมั้ยล่ะ?” เอ่อ...ถามคำถามอะไรของเขาเนี่ย =_=
“ฉันจะไปกล้าได้ยังไงเล่า”
“งั้นก็เหลือแค่ห้องน้ำหญิงที่มีกระจก” เอเดนยักไหล่เหมือนว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก แล้วหมอนั่นก็เดินเข้าห้องน้ำหญิงไปเลย
เฮ้ย! นี่เขาเดินเข้าห้องน้ำหญิงไปหน้าตาเฉยเลยเนี่ยนะ O_o แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวคือภาพเมื่อวานที่เอเดนกับโรมิโอที่เล่นกันอย่างถึงเนื้อถึงตัว อย่าบอกนะว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริง แล้วเอเดนก็เป็น… โอ๊ย ไม่เอาๆ ฉันไม่ควรไปใส่ร้ายเพื่อนอย่างง้านนน
“ทำไมมองหน้าฉันงั้น (‘ ‘)?” เขาหันมาถามเหมือนไม่รู้จริงๆ นี่ยังต้องถามอีกเหรอออ!
“ก็นี่ห้องน้ำหญิง” เอเดนพยักหน้า “แล้วนายก็เดินเข้ามาแบบชิลล์มาก!” หมอนั่นพยักหน้าอีกรอบ
“อ่าฮะ ก็เข้ามาช่วยเธอใส่คอนแทคฯ ไง หรือเธอจะเป็นฝ่ายเข้าห้องน้ำชายแทนล่ะ?”
“จะบ้าเหรอ!” ฉันรีบปฏิเสธ “แต่แบบ...กลัวนายโดนพวกผู้หญิงหาว่าเป็นโรคจิตมาเข้าห้องน้ำหญิงไง”
“พวกนั้นไม่คิดว่าฉันเป็นโรคจิตหรอก แต่จะคิดว่าฉันสาวไม่ก็คิดว่าฉันเป็นแฟนเธอมากกว่า” เขาตอบขณะที่แกะเอาตลับคอนแทคเลนส์ของฉันออกมาด้วย
ตรงประโยคแรกคือสิ่งที่ฉันคิดเป็นอย่างแรกเลย เห็นด้วยมากๆ เพราะคาแรคเตอร์เอเดนก็ได้อยู่ แต่ประโยคหลังนี่ฉันไม่ค่อยเข้าใจ ฉันก็เลยถามเขา “ทำไมคนถึงจะคิดว่าฉันเป็นแฟนนายอ่ะ?”
“ก็เข้าห้องน้ำมาด้วยกันแบบนี้ คนก็อาจจะคิดว่าเราเข้าไปในห้องน้ำห้องเดียวกัน” ฉันยังคงทำหน้าไม่เข้าใจ เอเดนจึงกรอกตานิดๆ เหมือนว่าฉันนี่ใสซื่อซะจริง ก่อนจะอธิบายต่อ “ไปทำอะไรแบบนั้นกันไง”
“อะไรแบบนั้น?" ขณะที่สมองฉันกำลังประมวลผลอยู่นั้น เอเดนก็จิ๊ปากอย่างขัดใจแล้วกรอกตาวนสามรอบ
“ก็แบบนั้นน่ะ แบบจูบกันแล้วก็…”
“พอๆๆ ฉันเก็ทแล้ว นายไม่ต้องอธิบายขนาดนั้นก็ได้ =////=!” ฉันรีบร้องโบกมือไปมาก่อนเขาจะอธิบายให้จนเห็นภาพชัดเจนไปกว่านี้ หมอนั่นมีการทำมือทำไม้ประกอบอีกต่างหาก ให้ทายว่าฉันอายมั้ยผู้ชายมาพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าเนี่ย
“แล้วเธอคิดว่าตัวเองเป็นคนเข้าใจอะไรง่ายๆ มั้ยล่ะฮะ -_-+”
ฉันผิดเหรอที่ใสซื่อเกินไปเนี่ย มันเป็นคุณสมบัติที่ดีของนางเอกนิยายนะนายไม่รู้อะไรซะแล้ว (-///- ) (ใช่เหรอมีอา?)
ระหว่างที่เอเดนเริ่มสอนฉันใส่คอนแทคเลนส์ก็มีคนมาเข้าห้องน้ำบ้าง พวกเธอแค่ปรายตามองเอเดนนิดๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ส่วนฉันกับการเอาแผ่นใสๆ นี่แปะเข้าตาก็เป็นอะไรที่ทุลักทุเลมาก ขนาดมีเอเดนคอยสอนอยู่ข้างๆ ยังใส่เข้าไปอย่างลำบากเลย นี่ฉันต้องใส่มันทุกวันจริงๆ เหรอเนี่ย แค่คิดยังขี้เกียจเลยอ่ะ
เผื่อใครยังไม่รู้ ที่จริงเอเดนก็สายตาสั้น แต่น่าจะน้อยกว่าฉัน ปกติที่เห็นไม่ได้ใส่แว่นเพราะเขาใส่คอนแทคเลนส์เกือบทุกวัน มีแค่บางเวลาเท่านั้นที่จะใส่แว่น ถ้าถามว่าฉันรู้เรื่องนี้เพราะเขาสายตาสั้นมาแต่เด็กแล้วใช่มั้ย คำตอบคือไม่ เดาว่าคงจะมาสั้นช่วงเป็นยูทูบเบอร์เพราะต้องจ้องหน้าคอมพ์นานๆ แล้วก็ติดเล่นโซเชี่ยลนั่นแหละ แต่ที่ฉันรู้เนี่ยเพราะที่จริงฉันก็แอบติดตามเขาแบบเงียบๆ อยู่เหมือนกัน...
ใครที่รู้เรื่องนี้ขอให้เหยียบไว้เลยนะ! ฉันโกหกเขาไปคำโตเลยว่าไม่ได้ติดตามเขาเลยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทั้งที่ความจริงแล้วฉันก็วนเวียนอยู่รอบเขาจากทางไกลมาตลอดนั่นแหละ
...ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่อยากบอกความจริงเขาไป
“ลองกระพริบตาดูว่ามันหลวมมั้ย หรือคันๆ ในตารึเปล่า”
ฉันทำตามที่เอเดนบอก แต่ก็รู้สึกปกติดี โลกกลับมาสดใสราวกับใส่แว่น
“ก็ไม่นะ โอเคเลย” ฉันหันไปหาอีกฝ่าย แต่ไม่ทันรู้ตัวว่าเขาเอาหน้ามาใกล้ฉันมาก…มากซะจนฉันเห็นดวงตาสีฟ้าเจือเขียวของเขาในระยะที่ชัดเจน...แล้วฉันก็รู้สึกว่ามันวิเศษไปเลยนะ ดวงตาเขาเนี่ย อยากรู้จังว่าตอนแคโรไลน์ผสมสีน้ำเพื่อระบายสีดวงตาของเอเดนนี่ต้องใช้สีอะไรบ้างถึงจะเทียบเคียงกับสีจริงได้
ตายจริง จมูกเขาจะแตะจมูกฉันอยู่แล้ว มัวแต่เพ้ออะไรอยู่เนี่ยมีอา...
ทันทีที่รู้สึกตัวว่าหน้าเราอยู่ใกล้จนเกินพอดี ฉันก็รีบเอาหน้าตัวเองเข้าไปใกล้กับกระจกแทน ทำทีว่าจะเช็คดูม่านตาเพื่อหยุดอาการท้องไส้ปั่นป่วน มันวนๆ หวิวๆ บอกไม่ถูก รวมถึงหัวใจที่ชอบเต้นผิดจังหวะนี่อีก ให้ตายเถอะ ฉันก็รู้หรอกนะว่าผู้หญิงก็ต้องเขินเวลาอยู่ใกล้กับผู้ชายเป็นธรรมดา แต่ช่วยเว้นอีตาเอเดนไว้ซักคนจะได้มั้ยเนี่ย U///U
“อย่าห่อไหล่สิ” จู่ๆ คนข้างๆ ก็พูดขึ้นมา ไม่ว่าเปล่า เอเดนยังถือวิสาสะมาดันหลังและดึงไหล่ฉันให้ผายออกอีก “เคนดัลบอกว่ามันทำให้เราดูอ่อนแอ”
“เคนดัล?”
“ผู้จัดการส่วนตัวฉันน่ะ” ที่แท้ก็ผู้จัดการ แวบแรกนี่ฉันแอบนึกไปไกลถึงเคนดัล เจนเนอร์เลยนะนั่น
พอเรียบร้อยดีเราสองคนก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ขณะที่ฉันกำลังตื่นเต้นกับคอนแทคเลนส์ที่เข้าไปอยู่ในตาตัวเองนั้น ออร่าทำลายล้างรุนแรงของคนที่ชอบทำให้ฝันถึงบ่อยๆ ก็เข้ามาในรัศมีสายตา แข้งขาฉันอ่อนแรงทันทีเมื่อเห็นพี่แอชเชอร์กำลังเดินมา เพราะแบบว่าพระเจ้า...ฉันรู้เลยว่าเอเดนต้องทำอะไรแน่ๆ
“อ้าวเอเดน” ผิดคาดนิดหน่อยเมื่อพี่แอชเชอร์เป็นฝ่ายเริ่มทักทายก่อน นัยน์ตาสีฟ้าสดใสเจ้าเสน่ห์ปรายมามองฉันก่อนจะเบิกขึ้นนิดๆ เขาไล่สายตาไปมองห้องน้ำหญิง เอเดน ก่อนจะกลับมาที่ฉันอีกที “เอ่อ... O_o”
“คะ?” ฉันทำเสียงสงสัยแล้วหันไปมองตามอีกฝ่าย แล้วก็นึกถึงเรื่องที่เอเดนเล่าให้ฟังขึ้นมาได้ อึ๋ย! นี่อย่าบอกนะว่า…!!! “ไม่ใช่แบบที่พี่แอชเชอร์คิดนะคะ เอเดนแค่เข้าไปช่วยสอนฉันใส่คอนแทคเลนส์เฉยๆ >_<” พูดจบฉันก็รีบชูกล่องนั่นขึ้นมาโชว์เป็นหลักฐานประกอบด้วย
พี่แอชเชอร์เปลี่ยนสีหน้ามาเป็นขำนิดๆ แล้วกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “พี่ก็ไม่ได้คิดอะไรนี่...เธอนั่นแหละคิดอะไร”
โม้แล้ว ดูก็รู้ว่าพี่คิด! แต่มาเล่นมุกใส่แบบนี้ฉันก็ไปไม่เป็นพอดีน่ะสิ อ๋อย~
“อย่าลืมนัดเราล่ะเอเดน” ประโยคนี้พี่แอชเปลี่ยนไปยักคิ้วให้เอเดนแทน
นัด...? หรือเขาจะหมายถึงงานถ่ายแบบตอนห้าโมงที่เอเดนส่งข้อความมาชวนฉันไปด้วยนะ เหมือนจะบอกด้วยว่ามีถ่ายกับผู้ชายอีกคน… แต่ไม่เห็นหมอนั่นจะบอกเลยว่าผู้ชายอีกคนที่ว่านั่นจะเป็นพี่แอชเชอร์!
“อ้อ! พี่แอชเชอร์ครับ” เอเดนเรียกคนผมบลอนด์ไว้เมื่อเขาหันมาโบกมือบ๊ายบายฉันทำท่าเหมือนจะเดินไปแล้ว “เย็นนี้มีอาจะไปดูเราด้วยนะครับ พอดีเธออยากเป็นนางแบบ พี่คงไม่ว่าอะไรใช่มั้ยครับ”
ฮะ...เดี๋ยวนะ!?
“เอาสิ :)” ร่างสูงมองฉันพร้อมส่งยิ้มกว้างอย่างใจดีมาให้ “ไว้เจอกันเย็นนี้นะมีอา”
ใจคอเอเดนจะไม่ถงไม่ถามอะไรเพื่อนซักอย่างเลยเหรอเวลาจะทำอะไรเนี่ย คือมันไม่ใช่ว่าไม่ดีหรอกนะ แต่บอกไว้ล่วงหน้าให้ตัวตัวเตรียมใจหน่อยจะดีกว่ามาก แล้วใครอยากเป็นนางแบบกัน นั่นมันไม่ได้อยู่ในหัวฉันตั้งแต่เรียนจบเกรดสองแล้วเหอะ -O-
พอเลิกเรียนปุ๊บ เอเดนก็จับฉันขึ้นรถปั๊บ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเราก็มาถึงสตูดิโอแห่งหนึ่ง อ้อ! เกือบลืมเล่าให้ฟัง วันนี้โมนิก้าเดินมาทักฉันด้วยล่ะ เฟรนด์ลี่สุดๆ แต่ตอนเที่ยงฉันไม่ได้ไปนั่งกับพวกเธอหรอก อีตาเอเดนกักตัวฉันไว้แล้วพาไปนั่งกับพวกโรมิโอแทน ซึ่งก็แบบ...ทั้งโต๊ะมีฉันเป็นผู้หญิงคนเดียว แต่มันไม่ฟินหรอกนะบอกเลย ออกจะปวดประสาทมากกว่า เหอๆๆ -_-;;
“หลังตรง” พอเดินลงมาจากรถ เอเดนก็จัดการเอามือมาวางบนไหล่ทั้งสองข้างแล้วจับมันยืดออกให้ตรงทันที เขาทำแบบนี้มาจะสิบรอบแล้วล่ะวันนี้ “ให้ตายสิ เธออย่าเดินเหมือนคนหมดหวังกับชีวิตได้มั้ยเนี่ย”
“อือๆ รู้แล้ว -O-”
ฉันเดินตามเอเดนเข้ามาในสตูดิโอเรื่อยๆ จนมาเจอผู้ชายผิวสีคนหนึ่งที่ค่อนข้างแต่งตัวดูดี แขนข้างหนึ่งสะพายกระเป๋าแบรนด์เนมด้วยท่าทางที่ฉันพอจะรู้ว่าเขาเป็นชายแค่ภายนอก และเมื่ออีกฝ่ายมองมาทางเราพร้อมยิ้มกว้างทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริง ฉันก็รู้ทันทีว่าฉันคิดไม่ผิด
“ว้ายยย ลูกชายของเจ๊~ มาได้ซักทีนะ” เขาเดินปรี่มาหาเอเดนก่อนทั้งคู่จะกอดทักทายกันอย่างสนิทสนม ส่วนฉันได้แต่มองตาปริบๆ ยืนดูแม่ลูกกอดกันนิ่งๆ จนกระทั่งทั้งสองคนเริ่มคลายกอด
“ต๊ายตาย ไม่เจอกันตั้งหลายวันนะตัว ไปปารีสกับแฟนเป็นไงมั่งยะ” เอเดนบิดเอวแล้วยกแขนขึ้นมาสะบัดไปข้างหน้าทำท่าเดียวกันกับอีกฝ่ายเป๊ะๆ
เฮ้ย! เดี๋ยว!! ประโยคจีบปากจีบคอดัดเสียงสูงๆ นั่น ถ้าไม่เห็นกับตาฉันคงไม่รู้ว่าออกมาจากปากอีตาผู้ชายผมน้ำตาลอ่อนที่ยืนอยู่ข้างกันแน่ๆ แล้วดู มีการสะบัดไม้สะบัดมืออีก นี่อย่าบอกนะว่า…
ดะ...เดี๋ยวนะ! ขอตั้งสติก่อน!!! =[]=
“ก็สวีทกันตามประสาคู่รักอ่ะจ้ะ~” ชายผิวสีพูดแล้วทำหน้าเขินๆ ประมาณสามวิก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นเบะปาก “หยุดๆ พอเลย ฉันไม่อนุญาตให้แกเป็นสาวนะเจ้าเอเดน” เธอ (ใช้คำนี้ดูจะเหมาะกว่า) ว่าแล้วก็ดึงมือดึงไม้เอเดนลง ก่อนจะดึงเอวเขาที่บิดซะเวอร์กลับมาเป็นแบบเดิม
“แค่ล้อเล่นน่าเจ๊เคนดัล” เอเดนหัวเราะร่าจนเห็นฟัน ฉันได้ฟังแบบนั้นก็หายสตันนิดหน่อย แปลว่าเมื่อกี้เขาแค่ทำเล่นๆ หยอกเคนดัลงั้นเหรอ?
ตกอกตกใจหมด เล่นซะสมบทบาทเกิ๊นนน! =O=^
ว่าแต่ว่าผู้ชายคนนี้คือผู้จัดการส่วนตัวของเอเดนเองเหรอเนี่ย ตอนแรกฉันก็นึกว่าเคนดัลจะเป็นผู้หญิงขายาวๆ ทาปากแดงๆ ซะอีก ผิดกับที่คิดอย่างสิ้นเชิงเลยแฮะ
“แหม~ แล้วเดี๋ยวนี้หัดหิ้วชะนีคนอื่นนอกจากยัยชาร์ล็อตต์ไปไหนมาไหนแล้วเหรอ” เจ๊เคนดัลเปลี่ยนโฟกัสหัน,kมองหน้าฉันแล้วหรี่ตาลงนิดๆ คล้ายกำลังพิจารณา “เป็นนางแบบใช่มั้ยเรา”
“อ่า…” ขณะที่ฉันกำลังจะหาคำมาอธิบาย เอเดนก็ช่วยตอบให้
“มีอาไงเจ๊ คนที่เคยบอกอ่ะ”
“อ้อ! คนนี้เองเหรอที่ชื่อมีอา” เธอพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นจึงเริ่มเดินนำพวกเราไปข้างหน้า “งั้นเข้าไปข้างในกันเถอะ เดี๋ยวแอชเชอร์ก็คงมาถึงแล้ว”
แอชเชอร์...ชื่อนี้ฟังกี่ทีก็ยังใจสั่นแฮะ (.///.) วันนี้ฉันสัญญากับตัวเองด้วยว่าจะชวนพี่เขาคุยเยอะๆ เราจะได้สนิทกันไวๆ จากนั้นก็จะได้เป็นแฟนกันนน~ เย่ะ! (?)
พอพี่แอชเชอร์มาถึง เราก็ได้คุยกันเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่ทั้งนายแบบพาร์ทไทม์และมืออาชีพจะไปเปลี่ยนจากชุดนักเรียนมารีนมาเป็นเสื้อผ้าแบรนด์ดัง ไม่บอกทุกคนก็คงรู้ใช่มั้ยล่ะว่าพี่แอชเชอร์ใส่ชุดอะไรก็ดูดีไปหมดอยู่แล้ว ส่วนเอเดน...ยอมรับตามตรงเลยนะว่าเขาดูฮอตมาก ยิ่งพอเซ็ตผมเสร็จแล้วฉันก็อดที่จะใจเต้นเบาๆ ไม่ได้ แต่ย้ำนะว่าแค่เบาๆ!
“ฉันหล่อป่ะ” เอเดนหันมาถามฉันที่นั่งมองเขากับพี่แอชเชอร์อยู่ในห้องแต่งตัวอย่างเงียบๆ อยู่นานหลังช่างแต่งหน้าเดินออกไป แถมมีขยิบตาข้างซ้ายประกอบอีก ฉันล่ะหมั่นไส้หมอนี่จริงๆ
น่าหมั่นไส้งี้ให้ทายว่าฉันจะชมมั้ย -_-
“พี่แอชเชอร์ดูดีมากเลยค่ะชุดนี้” ฉันยิ้มหวานลุกจากเก้าอี้เดินไปหาชายอีกคนที่นั่งอยู่แทนที่จะเป็นอีตาเพื่อนตัวดี หมอนั่นก็เลยรีบโวยวายใหญ่
“อ้าวๆ ฉันถามถึงตัวเองไม่ใช่พี่แอชเชอร์ยัยเด๋อ”
หน็อย~ บังอาจนักมาเรียกฉันว่ายัยเด๋อ นายแหละเด๋อกว่าฉันอีก!!!
“นายว่าใครเด๋อฮะตาเจ่อ! ก็น่าหมั่นไส้งี้ใครจะไปชมลง -_-+”
“เธอสองคนนี่ตลกดีจัง” จู่ๆ พี่แอชเชอร์ก็พูดขึ้นมาตอนที่อีตาเอเดนเตรียมจะเถียงฉันต่อ เขาหัวเราะอย่างขำๆ พวกเรา “ท่าทางจะสนิทกันน่าดูเลยสิเนี่ย”
ฉันพูดไม่ออกกับประโยคนั้นของพี่แอชเชอร์ ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะตอบยังไง…แต่เอเดนกลับไม่ เขายิ้มกว้างแล้วหันไปตอบคนข้างๆ ทันที “แต่ก่อนตอนอยู่บอยซี[1]เราบ้านใกล้กันครับ เป็นกลุ่มสามคน มีผม มีอา แล้วก็แคโรไลน์” เขาหันมาสบตาฉันก่อนจะพูดประโยคถัดมา “แต่ว่าก็ห่างๆ กันไปบ้างเพราะผมย้ายมานิวยอร์ก พึ่งมาสนิทกันใหม่อีกทีช่วงนี้แหละครับ”
ช่วงนี้ที่ว่านี่ก็ราวๆ... สามวันได้ -O-^
แต่ว่า...พอเขาพูดถึงเรื่องเก่าๆ ของเราสามคนด้วยรอยยิ้มบางๆ แบบนั้น ฉันก็เผลอที่จะยิ้มตามไม่ได้
บางทีคำว่า ‘เพื่อนไม่เคยเก่า’ ของเขาอาจจะใช้ได้จริงกับเราก็ได้มั้ง :)
“อ่ะ ฝากหน่อย” พอเซ็ตฉากและองค์ประกอบต่างๆ จนพร้อมถ่ายแล้ว อีตาเอเดนก็เดินมายัดโทรศัพท์ของเขาใส่มือฉันเฉย แล้วดูสิ ทำเป็นไม่ใส่เคสด้วย ขนาดโทรศัพท์ยังน่าหมั่นไส้เลยนะหมอนี่เนี่ย
“เอาไปฝากผู้จัดการนายสิ เอามาให้ฉันทำไม” ฉันส่งโทรศัพท์คืนใส่มือเขา ชิ! ฉันไม่ยอมเป็นเบ๊ถือของให้นายหรอกตาบ้า
“เอางั้นเหรอ...ว้า~ ทีแรกก็ว่าจะเอาโทรศัพท์ให้เธอเล่นไถ่โทษที่แอบเปิดโทรศัพท์เธอดูโดยไม่ได้ขอตอนนั้น แต่ถ้าเธอจะปฏิเสธล่ะก็…”
“เอามานี่" ฉันรีบคว้าโทรศัพท์เอเดนคืนมา พึ่งนึกได้เหมือนกันว่าฉันน่าจะแอบเอาโทรศัพท์เขามาเล่นชดเชยกับที่หมอนั่นแอบเอาไปส่องทวิตเตอร์ลับๆ ของฉัน (ที่ก่อนหน้านี้นึกไม่ได้เพราะปกติเป็นคนดีไม่ชอบคิดแผนนู่นนี่เหมือนเอเดนไง ฉันเปล่าบื้อนะ! -^-) “รหัสด้วย”
“หนึ่งเจ็ดเจ็ดหนึ่ง” เอาเลขวันเกิดตัวเองมาตั้งรหัสเนี่ยนะ ตื้นสุดๆ ไปเลย <<< ว่าคนอื่นทั้งๆ ที่โทรศัพท์ตัวเองไม่มีรหัสด้วยซ้ำ
พอใส่รหัสเสร็จปุ๊บหน้าจอก็ปลดล็อกออกมา แล้วก็...ว้าว ตั้งหน้าจอเป็นรูปตัวเองซะด้วย นี่ไม่เบื่อหน้าตัวเองบ้างหรือไงเนี่ย วิเคราะห์ได้เลยว่าเป็นคนมั่นหน้าสุดๆ (เปล่าหรอก ฉันแค่อยากแซะหมอนี่ -.,-)
“โอ๊ะ! แต่ถ้าเจอรูปเปลือยฉันล่ะก็...อย่าส่งให้คนอื่นดูล่ะ”
“ฮะ! O_o” ฉันตกในจนโทรศัพท์เขาแทบจะหลุดจากมือฉัน ดีนะที่รับไว้ทันไม่งั้นคงได้ขายไตมาใช้คืนเขาแน่
แต่เดี๋ยวนะ…
ระ...รูปเปลือยงั้นเหรอ!
“นี่นายถ่ายรูปเปลือยตัวเองเก็บไว้ด้วยเหรอ >///<”
“พูดเล่นน่า” อีตานั่นยิ้มแป้นแล้นใส่ ส่วนฉันนี่หัวใจแทบวายไปแล้ว “นี่ๆ ไม่ต้องทำหน้าเสียดายขนาดนั้นก็ได้ :P”
“...เอิ่ม” ฉันเกลียดอีตานี่จริงๆ...อย่างแรงเลยด้วย -_-
เอ็กซ์คลูซีฟกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ฉันได้อภิสิทธิ์นั่งดูการถ่ายแบบอย่างใกล้ชิดสุดๆ แบบที่ถ้าไม่ได้มีเพื่อนเป็นเอเดนก็คงหาโอกาสแบบนี้ยาก ที่จริงนอกจากจะมานั่งดูผู้ชายแล้ว ฉันยังได้รู้ขั้นตอนการทำงานต่างๆ อีกนิดหน่อยด้วย ตั้งแต่การเตรียมฉาก เตรียมอุปกรณ์ ไปจนถึงระหว่างการถ่าย ดูมีสาระขึ้นมาทันทีเลยชีวิตฉัน
ในตอนแรกเป็นคิวถ่ายพี่แอชเชอร์เดี่ยวๆ ก่อน แล้วถึงเปลี่ยนเป็นเอเดน ก่อนที่ทั้งสองจะถ่ายด้วยกัน ในตอนที่ฉันนั่งดูพี่แอชเชอร์ ฉันก็ยิ่งมั่นใจว่าฉันชอบเขามากจริงๆ ฉันชอบทุกอย่างในตัวเขา ทุกอย่างเลย ไม่ใช่แค่หน้าตา เพราะถ้าแค่นั้นฉันก็คงจะชอบผู้ชายอีกเป็นสิบในมารีนไฮ แต่พี่แอชเชอร์ไม่เหมือนคนอื่น...ท่าทางแบบนี้ รอยยิ้มแบบนี้ แววตาแบบนี้...มันซัดฉันซะอยู่หมัดเลย
จากการตามติดชีวิตเขาแบบเงียบๆ (ได้โปรดอย่าเรียกฉันว่าสตอล์คเกอร์ มันยังไม่ถึงขั้นนั้นซะหน่อยน่า) ฉันเลยรู้ว่าเขาพูดกับเพื่อนยังไง เขาปฏิบัติกับแฟนคลับแบบไหน ฉันรู้อะไรเกี่ยวกับเขาเยอะมากทั้งที่เคยคุยกันแค่เพียงครั้งเดียว แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ เขาเป็นอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตฉันจริงๆ ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมานี้...
แรงจูงใจในการมาโรงเรียน
ยารักษาโรคหัวใจแห้งเหี่ยว
บทกวีที่หายใจได้
เขาน่ะ...เป็นแสงสว่างในโลกในโลกใบเล็กๆ ของฉันจริงๆ นะ ❤
ฉันบอกแล้วว่าฉันน่ะชอบเขามากจริงๆ แทบจะใช้คำว่า ‘คลั่งไคล้’ ได้เลยมั้งตอนนี้ (.///////.)
ดูไปดูมาเพลินๆ ก็มาถึงคิวที่พี่แอชเชอร์กับเอเดนต้องมาถ่ายด้วยกันแล้ว เอเดนที่ถึงแม้จะโดนความสูงเกือบร้อยก้าสิบเซนต์ของพี่แอชเชอร์ทำร้ายก็ดูจะไม่ได้เป็นปัญหานัก เขาเป็นมืออาชีพมากเลย รู้ว่าควรจะโพสท่าไหนยังไง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอก เขาน่ะเริ่มถ่ายแบบมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วนี่นา
พูดแล้วก็นึกถึงสมุดไดอารี่หมุนเวียนสีแดงเล่มนั้นที่เราเคยเขียนด้วยกันเลยแฮะ ตอนนั้นเราผลัดกันเขียนอาชีพที่อยากเป็นลงไป ฉันเขียนสั้นๆ ว่าอยากเป็นนักเขียน แคโรไลน์เขียนว่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน ขอให้เป็นงานที่เกี่ยวกับศิลปะก็พอ ส่วนเอเดน เขาเขียนหลายอาชีพเลย ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ นักแต่งเพลง นายแบบ นักร้อง นักแสดงบรอดเวย์ นักร้องโอเปร่า แล้วก็อะไรอีกเป็นสิบๆ อย่างก็ไม่รู้ (เพราะฉันลืมไปแล้ว)
ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ได้เร็วขนาดนี้…
ฉันเองยังแอบภูมิใจแทนเขาเลย แคโรไลน์ก็เหมือนกัน เราทั้งสองคนน่ะรู้อยู่แล้วว่าเอเดนต้องทำได้ เอเดนก็รู้ว่าตัวเขาเองทำได้ เพราะเขาจริงจังกับความฝันตัวเองเสมอ จริงจังเกินกว่าเด็กรุ่นเดียวกันบางคนในตอนนั้นจะเข้าใจได้...คงเพราะแบบนี้ล่ะมั้ง เขาถึงได้คว้าฝันของตัวเองไว้ได้เร็วกว่าคนอื่นๆ
พอคิดแบบนี้แล้วไฟในตัวก็ลุกโชนขึ้นมาแปลกๆ รู้สึกว่าตัวเองก็ควรตั้งใจกับฝันของตัวเองให้มากกว่านี้ได้แล้ว ดีล่ะ! งั้นเย็นนี้กลับถึงบ้านฉันจะตั้งตาอยู่หน้าคอมพ์เขียนนิยายแบบมาราธอน ฉันจะได้มีนิยายเป็นของตัวเองแบบที่ฝันไว้สักที!! ^O^
เผลอเหม่อลอยได้แป๊บเดียวภาพถ่ายเซ็ตแรกก็เสร็จสิ้น เอเดนกับพี่แอชเชอร์ต้องเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัวเพื่อถ่ายเสื้อผ้าเซ็ตใหม่ ฉันตัดสินใจที่จะนั่งรออยู่ข้างนอกเพราะไม่อยากจะเข้าไปเกะกะทีมงานเขาเท่าไหร่ พอก้มมองที่ตักตัวเอง ฉันก็เห็นอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นของเล่นแก้เบื่อฆ่าเวลาของฉันได้เป็นอย่างดี :) (แสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ)
ฉันหยิบโทรศัพท์ของเอเดนที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนกระโปรงของตัวเองขึ้นมา เพราะเมื่อครู่การเก็บเกี่ยวภาพของพี่แอชเชอร์ด้วยดวงตาทั้งสองข้างของตัวเองเอาไว้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ฉันเลยไม่ได้แตะมันเลย แต่ว่าตอนนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีแล้วล่ะ ไหนดูซิ อีตาเอเดนแอบซ่อนรูปเปลือยตัวเองไว้จริงรึเปล่า (ไม่ได้อยากจะเห็นนะ! ก็แค่อยากลองพิสูจน์ดูเฉยๆ -//.,//-)
แม้เวลาจะไม่ได้มีมากมายแต่ฉันก็ยังอุษส่าห์ใจเย็นหยิบเอาหูฟังในกระเป๋ากระโปรงของตัวเองออกมาเสียบกับโทรศัพท์ของเขาแล้วเปิดเข้าเพลย์ลิสต์เพลง เลื่อนนิ้วดูรายชื่อเพลงคร่าวๆ แล้วก็เผลอยิ้มออกมานิดๆ เพราะรสนิยมการฟังเพลงของเรายังคงตรงกันไม่เปลี่ยน
ฉันจิ้มฟังเพลงที่ไม่มีในโทรศัพท์ตัวเองแล้วก็ไม่ลืมที่จะโน๊ตชื่อเพลงที่ชอบเอาไว้หลังฟังจบ ฉันล่ะชอบเพลงในเพลย์ลิสต์เขาจริงๆ นะเพราะมันเพราะเกือบทุกเพลงเลย (สำหรับฉัน) แต่ว่าตอนนี้มันดันมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำ พอคิดแบบนั้นฉันก็กดสุ่มเพลงให้เล่นอัตโนมัติแล้วออกมาแอพลิเคชั่นอื่น
ฉันกดเข้าอินสาแกรมเอเดนเพื่อไปดูอินสตาแกรมของพี่แอชเชอร์อีกที คือที่จริงมันก็ดูในเครื่องฉันได้แหละ แต่ว่าใจร้อนอยากจะส่องดูให้แน่ใจว่าพี่แอชลงรูปนั้นไปแล้วจริงๆ แล้วก็...กรี๊ดดดดด (ลากเสียงก.ไก่อีกเก้าแสนแปดล้านตัว) พี่แอชเชอร์ลงภาพนั้นจริงๆ ด้วย ดีใจน้ำตาจะไหล ฮือออ T/////T
มันคือภาพคู่ของฉันกับพี่แอชนั่นเอง อ๊ายยย~ แต่จะบอกว่าคู่ก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอกนะ เพราะมันดันมีเอเดนด้วยน่ะสิ -O- ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ภาพนี้ดูน่ารักน้อยลงหรอกนะ มันเป็นภาพเซลฟี่ที่พี่เขาเป็นคนถือกล้อง ฉันยืนอยู่ข้างๆ แบบใกล้ชิดสุดๆ แล้วก็มีเอเดนยืนต่อฉันอีกที แค่นั้นยังไม่พอ พี่แอชเชอร์ยังวางมือของตัวเองลงบนไหล่ของฉันแบบกลวมๆ อีกต่างหาก
เง้อ~ ตอนนี้ฉันยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ แสนมีสเน่ห์ของพี่แอชชัดเจนค้างในลมหายใจอยู่เลย ❤
พอชื่นชมจนสำลักความปลื้มปริ่มแล้ว ฉันก็กดไล่เลื่อนดูนู่นนี่ต่อ แต่ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าสนใจสักเท่าไหร่ เปิดกล่องดีเอ็มทวิตเตอร์ก็เจอแต่ข้อความที่แฟนคลับส่งมาให้เขานับไม่ถ้วน ฉันเข้าแอพฯ นู้นออกแอพฯ นี้จนเกือบครบหมดแต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เมื่อกี้เข้าไปดูในอัลบั้มก็ไม่เห็นจะเจอรูปเปลือยเลย (ย้ำอีกทีว่าแค่ลองเช็คเฉ๊ยเฉยยย)
จะว่าไปเหลือ iMassage อีกอย่างนี่นา แอบไปส่องดีกว่า~
ข้อความล่าสุดเป็นของชาร์ล็อตต์อย่างไม่ต้องสงสัย สองคนนี้คุยกันได้ทุกวี่ทุกวัน คุยกันเช้ากลางวันเย็น คุยกันเยอะขนาดที่ฉันเลื่อนไปหาข้อความแรกไม่เจอ ถ้าจะคุยกันขนาดนี้ทำไมไม่คบเป็นแฟนไปเลยล่ะ -O-
ขอยกตัวอย่างข้อความเมื่อสองอาทิตย์ก่อน
Aydan : นอนยางงง?
Charlotte : ถ้ายังแล้วจะมาร้องเพลงกล่อมรึไง
: แล้วทำไมยังไม่อีกนอนเนี่ย
Aydan : ดูเซเลอร์มูนอยู่
Charlotte : ถามจริง?
Aydan : (รูปภาพ) <<< ภาพหน้าจอทีวี
: In the name of the moon, I’ll punish you! (ตัวแทนแห่งดวงจันทร์ จะลงทัณฑ์แกเอง!)
: ผิดเรื่องละ ฉันแค่จะมาถามเธอว่าพรุ่งนี้จะให้ไปรับกี่โมง
Charlotte : เที่ยงๆ ละกันจะได้ไปกินข้าวที่นั่นเลย
: ดึกแล้วไปนอนไป เด็กผู้หญิงวัยสิบสองไม่ควรนอนดึกนะรู้มั้ย :P
Aydan : ถ้าฉันเป็นเด็กผู้หญิง ตอนสิบสองฉันก็คงน่ารักกว่าเธอล้านเท่า (อีโมจิหัวเราะ)
: พรุ่งนี้ไปถึงเธอต้องแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเข้าใจมั้ย ไม่งั้นฉันกินเค้กชาเขียวระหว่างรอเธอจนหมดบ้านแน่
Charlotte : รู้แล้วน่า ครั้งนั้นนาฬิกาปลุกมันเสียเฉยๆ หรอก
: ไปนอนก่อนนะ นายไม่ยอมนอนก็ระวังยัยผมเหลืองในจอจะกระโดดออกมาละกัน
Aydan : ขอบใจสำหรับคำราตรีสวัสดิ์ (อีโมจิมองแรง x3)
แล้วทำไมฉันต้องรู้สึกอิจฉาขึ้นมานิดๆ ด้วยเนี่ย…
แต่ฉันไม่ได้อิจฉาแบบหึงหวงอะไรแบบนั้นนะ ฉันแค่อิจฉาที่เอเดนเปลี่ยนไปสนิทกับชาร์ล็อตต์มากกว่า...ซึ่งมันก็ต้องเป็นอย่างงั้นอยู่แล้วสิมีอา จะมาดราม่าทำไมเนี่ย
ถึงจะยังไงก็เถอะนะ แต่ฉันก็ดีใจจริงๆ ที่เราได้กลับมาคุยกันอีก ถ้ามองในมุมที่ตัดเรื่องน่าหมั่นไส้ทิ้ง เอเดนก็เป็นคนที่ดีไม่น้อยเลยนะที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงมาช่วยฉันจีบผู้ชายเนี่ย เขาไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยแต่เขาก็เต็มใจช่วย ถ้าอเมริกามีคนแบบเขาเยอะๆ ประเทศต้องไม่ล่มสลายแน่นอน (ในแง่ของความเป็นเพื่อนที่ดีนะ ฉันคงต้องบ้าตายแน่ๆ ถ้าคนทั้งประเทศชอบชมว่าตัวเองหล่อแล้วทำตาวิงค์เนี่ย -_-;)
ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว ลองเลื่อนอ่านของคนอื่นฆ่าเวลาต่ออีกหน่อยดีกว่า
จากที่อมยิ้มเล็กๆ กับตัวเองอย่างอารมณ์ดีอยู่นั้นเอง ริมฝีปากของฉันก็ค่อยๆ เม้มเข้าหากันขณะตาจ้องเขม็งไปยังข้อความตรงหน้า อารมณ์ก่อนหน้าและตอนนี้พลิกกลับเป็นคนละอย่างราวกับเหรียญหมุนกลับด้าน เพราะสิ่งที่เห็นมันทำให้ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย
นี่มันอะไรกันเนี่ย…
Ace : Do you remember your challenge, don’t you? (นี่นายจำได้ใช่มั้ยว่าเรื่องที่นายโดนท้าคืออะไร?)
Aydan : อ่าฮะ ของฉันก็เปลี่ยนสาวใสให้กลายเป็นสาวป็อปไง ปล.อยากเปลี่ยนมาก แค่พิมพ์ชื่อก็อายแล้วเนี่ย
Ace : ดีมาก อย่าลืมถ่ายคลิประหว่างทำภารกิจด้วยล่ะ เดี๋ยวไม่มีลงยูทูบ ปล.ไม่ให้เปลี่ยนโว้ย อยากจับฉลากได้เองทำไมล่ะ
Aydan : นายนี่ก็ขยันหาโปรเจ็คต์เพี้ยนๆ มาทำได้ตลอดเลยนะเอซ
: ฉันทำแล้วจะกลายเป็นคนแบบนายมั้ยเนี่ย
Ace : หมายความว่าไงทำแล้วจะกลายเป็นคนแบบฉันเนี่ย (อีโมจิหน้าโกรธ) นายควรจะดีใจนะน้องชายที่ฉันเลือกนายเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการ เชื่อฉันเหอะว่าตอนโปรเจ็คต์เสร็จแล้วทุกคนเอาลงยูทูบมันจะกลายเป็นกระแสสุดๆ คลิปพวกเราจะมีคนดูเป็นล้านๆ
: แล้วนายเลือกคนในใจไว้ยัง ขอเป็นผู้หญิงหน้าจืดๆ แต่งตัวเชยๆ เพื่อนน้อยๆ แบบดูแล้วไม่ค่อยมีใครคบจะดีมาก
Aydan : ก็พอจะมีแล้ว แต่นายคงไม่รู้จักหรอก
Ace : ขอชื่อเธอหน่อย
Aydan : มีอา เดียร์
Ace : อ๋อ!!! เออไม่รู้จักว่ะ ใครก็ช่างเหอะ เอาเป็นว่าอย่าลืมถ่ายคลิปละกัน บาย
Aydan : บาย
‘ขอเป็นผู้หญิงหน้าจืดๆ แต่งตัวเชยๆ เพื่อนน้อยๆ แบบดูแล้วไม่ค่อยมีใครคบจะดีมาก’
อ๋อ...อย่างงั้นเองเหรอ
ที่มาเสนอตัวช่วยก็แค่เพราะโปรเจคต์นี้สินะ ที่จริงก็ไม่ได้อยากจะมาสนิทกับฉันเหมือนเดิมแบบที่ฉันคิดอยู่คนเดียวเลยใช่มั้ย… ฉันมันก็แค่เพื่อนเก่า จะไปมีความหมายอะไรล่ะ เขาก็มีเพื่อนใหม่เจ๋งๆ ตั้งหลายคนเลยนี่ ความรู้สึกฉันมันก็เป็นแค่เรื่องตลกของเขาเท่านั้นเอง มันไม่มีค่าเหมือนแต่ก่อนแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องแคร์ด้วยซ้ำ
ขนาดเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กยังไม่จริงใจกับฉันเลย แล้วต่อจากนี้ฉันจะยังไว้ใจใครได้อยู่มั้ยนะ...
ผิดหวังกับนายจังเลยเอเดน แอดเลอร์ :(
Talk with Me J
สวัสดีค่าาา กลับมาพบกันในตอนที่สี่แล้ว~ มาไวสุดๆ เลยเนอะ 5555 ไม่ใช่อะไร อาทิตย์หน้าจะไปเข้าค่ายลูกเสือแล้วเลยต้องรีบมาเคลียร์ตอนที่4กับ5ให้เรียบร้อย มีความเร่งรีบ ทั้งการบ้านทั้งโครงงานเต็มไปหมด ไหนจะสอบโอเน็ตวันเสาร์-อาทิตย์นี้อีก ที่จริงถ้าไม่มีภารกิจรัดตัวขนาดนี้ทุกคนก็น่าจะได้อ่านกันทุกวันศุกร์แล้วล่ะค่ะ (อ้าว ทำไมยิ่งว่างยิ่งอู้ =.,=)
บทนี้กลิ่นดราม่าลอยแรงมาก มาแอบพีคมั้ย นี่คิดเอาเองว่าพีคค่ะ ฮาาา แต่ตอนหน้าจะพีคกว่าเดิมค่ะ พีคแบบ…เฮ้ย แบบนี้ก็ได้เหรอ! (มีความชวนทุกคนให้ติดตามตอนหน้าแบบเนียนๆ 5555) แต่คือตอนที่แล้วมีปัญหากับการจัดหน้ามาก ตัวเอียงก็ไม่เอียง ตัวหนาก็ไม่หนา เสียออรถรถหมดเลย คิดว่าตอนนี้คงน่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วเนอะ อ้อออ แล้วก็ขอขอบคุณคอมเมนต์ติชมทั้งจากกรรมการแล้วก็คนอื่นๆ มากนะคะ รวมถึงคะแนนโหวตด้วย รักกก ❤ //โปรยหัวใจ
โอ๊ะ! พึ่งนึกได้ว่าเหลือการบ้านยังไม่ได้ทำ สวัสดีค่ะ 55555
กลิ่นมาม่าเริ่มมาแล้วอ่ะ
ตบท้ายดราม่าอีก แงงง เข้าหาเพราะผลประโยชน์แบบนี้ เอาหัวใจที่เต้นแรงของชั้นคืนมาค่ะ
ผู้หญิงในห้วงรักนี่อะไรๆ ก็น่าตื่นเต้นไปเลยเลยเน้อะะะ
แต่เพื่อนตัวแสบของเรานี่สิ น่าตบบบ
แต่ก็เข้าใจนะว่าอยากให้เจอข้อความ จริงๆ แล้วมันมีวิธีอื่นอีก เช่นว่ามันเด้งขึ้นมาตอนเล่นคอม หรือสลับโทรศัพท์ หรือบังเอิญได้ยินคุยโทรศัพท์ แต่อ่ะ แอบอ่านข้อความก็ได้ 5555555 หยวนๆ
รออ่านตอนต่อไปจ้า