ถ้าเปรียบเขาเป็นท้องฟ้า ฉันคนนี้ก็คงเป็นแค่หัวมันฝรั่ง T^T แต่นางฟ้าก็คงเห็นใจฉันอยู่บ้างล่ะน้า ถึงได้ดลใจให้เพื่อน(เคย)สนิทมาเสนอตัวช่วย แต่ไปๆ มาๆ ทำไมกามเทพของฉัน...ดันกลายเป็นเกย์ไปได้ล่ะเนี่ย!!!
6
My Youth Is Your
วัยเด็กของฉันนั้นคือของคุณ
เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ชายต้องคอยเสียสละให้ผู้หญิงเสมอตามแบบฉบับสุภาพบุรุษ นั่นเป็นเรื่องที่เอเดน แอดเลอร์มักทำเสมอตลอดเวลาที่เรารู้จักกัน
เพราะกลุ่มของเรามีสามคน และเอเดนก็เป็นเพศชายเพียงหนึ่งเดียว เพราะงั้นเขาก็เลยต้องแข็งแกร่งและอดทนเพื่อนปกป้องสาวน้อยน่ารักทั้งสองคนอย่างฉันและแคโรไลน์ (?) เขาเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่งที่ฉันจะหาได้เลย เวลามีใครแกล้งเราเขาก็จะออกโรงปกป้องเต็มที่ เวลาไปเที่ยวไหนก็หิ้วขนมมาฝากตลอด ถึงจะหลงตัวเองและเป็นคนที่ sarcastic[1] หน่อยๆ (ที่จริงไม่หน่อย) แต่นั่นก็เป็นความน่ารักอย่างหนึ่งของเขานะ ♥
ฉันว่าเขาก็แมนๆ มาตลอดออก บอลก็เตะ บาสก็เล่น เพื่อนเพศเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ถึงจะชอบทำอะไรเหมือนผู้หญิงไปบ้างอย่างเช่น ชอบเล่นผมฉัน ขโมยลิปสติกแม่มาให้ฉันลองทา หรือเอาสีน้ำมาใช้แทนน้ำยาทาเล็บให้ฉัน แต่ว่านั่นก็…
หรือฉันเองนะที่เป็นต้นเหตุให้เขากลายเป็นแบบนี้ TOT
ต้องใช่แน่เลย เพราะวันๆ เอาแต่ขลุกตัวอยู่กับฉันแล้วก็แคโรไลน์ เวลาดูหนังด้วยกันเราก็ชอบดูหนังหรือการ์ตูนผู้หญิงๆ แบบ Mean Girls,A Cinderella Story,Powerpuff Girl ทั้งๆ ที่เขาควรจะดูหนังแมนๆ แบบผู้ชายมากกว่า (ที่จริงเราก็ดูพวกฮีโร่อย่างสไปเดอร์แมนกับเบ็นเท็นกันอยู่นะ แต่ก็น้อยกว่าอยู่ดี…)
โอ้...แอบรู้สึกผิดจังแฮะ (_ _)^
10.01 A.M.
At Aydan’s House
วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์ที่เกือบจะธรรมดาเหมือนวันอื่นๆ อยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่า 1.เรานัดพี่แอชเชอร์มาถ่ายคลิปกับฉันตอนเที่ยงที่บ้านเอเดน และ 2.ตอนค่ำๆ ฉันต้องไปงานปาร์ตี้ที่บ้านโมนิก้า
ไม่รู้ว่าเอเดนไปทำอะไรตอนไหน แต่รู้อีกทีเมื่อวานเขาก็มาบอกว่าชวนพี่แอชเชอร์มาถ่ายคลิปกับฉัน แถมมีการกำหนดหัวข้อเสร็จสรรพแล้วว่า ‘My Favorite Book of 20XX’ ตามที่ฉันบอกไว้ว่าอยากทำ
คือแบบ...ชวนนายแบบหล่อฮอตมาเพื่อรีวิวหนังสืองี้เหรอ =_=^ ดูแปลกๆ แต่ก็น่าจะเรียกคนดูได้อยู่ล่ะมั้ง ฉันเองก็มีแค่คลิปแนะนำตัวเอง (ที่เอเดนถ่ายให้ที่โรงเรียนเมื่อวานแล้วก็ตัดต่อลงให้จนเสร็จ) การได้คนดังๆ แบบพี่แอชเชอร์มาร่วมแจมก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ถึงแม้เอาจริงๆ ฉันก็ไม่คิดว่าใครจะมานั่งดูรีวิวหนังสือจากคนโนเนมอย่างฉันก็เถอะนะ
เพราะงั้นวันนี้เอเดนก็เลยมารับฉันไปบ้านเขาแบบงงๆ ตั้งแต่แปดโมงครึ่ง รอฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เก้าโมงกว่า แล้วบ้านเอเดนน่ะใกล้บ้านฉันซะที่ไหน ตอนมาถึงก็เลยปาเข้าไปสิบโมงแล้ว
“นายนัดพี่แอชเชอร์ไว้ตอนเที่ยงแล้วมาปลุกฉันตั้งแต่แปดโมงทำไมเนี่ย” ฉันบ่นออดแอดตอนที่พึ่งรู้เวลานัดจริง ละคือไปหิ้วฉันมาแต่เช้าเพื่ออะไร ตอบที -O-
“เอาน่าๆ” เอเดนวางขนมห่อใหญ่ที่พึ่งไปหยิบมาจากห้องครัวลงบนโต๊ะเล็กๆ หน้าโซฟาก่อนจะนั่งลงถัดจากฉัน “มาดูซี่รีส์ดีกว่า จะได้คุ้มกับค่า Netflix ที่จ่ายไปหน่อย”
สุดท้ายเราก็ลงเอยในการใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงไปกับการดูซีรีส์ Awakward แบบเพลินๆ แถมยิ่งดูไปกินขนมไปนี่เป็นอะไรที่ฟินดีจนลืมเวลาไปเลย (ให้ตายเถอะ บ้านเอเดนมีแต่ขนมชวนอ้วนแต่เขาดันมีกล้ามท้องเนี่ยนะ ไม่จริง!)
บรรยากาศแบบนี้ชวนให้นึกถึงแต่ก่อนจัง จะไม่เหมือนก็แค่เราดูซี่รีส์แทนที่จะเป็นหนัง และเพราะเราดูในห้องเล่นไม่ใช่ห้องนอนก็เลยสามารถกินขนมไปด้วยได้
...แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้ามีแคโรไลน์เนอะ
ฉันชอบตอนที่มีฉากตลกๆ แล้วเราขำไปพร้อมๆ กับคนข้างๆ เป็นโมเมนต์ที่ฉันแทบจำไม่ได้แล้วว่าเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หลายเดือนมาแล้วที่ฉันรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว โรงเรียนขนาดใหญ่คล้ายจะทำให้ความอบอุ่นเล็กลง สังคมที่แตกต่างทำให้ยากจะปรับตัว แต่ตอนนี้...ตอนที่มีเอเดน
ฉันก็รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังดีขึ้นอย่างไม่รู้ว่าทำไม
แต่ว่าเรื่องเมื่อวานซืนน่ะมันจริงเหรอ…? เรื่องที่เขาบอกฉันให้ฉันเก็บเป็นความลับนั่นน่ะ ฉันไม่เห็นจะรู้สึกว่าเขาจะแตกต่างจากผู้ชายคนอื่นตรงไหนเลย จะท่านั่ง ยืน หรือเดิน ไม่ใช่แบบที่ฉันคิดว่าควรจะเป็นเลยด้วยซ้ำ
อาจจะเป็นเพราะว่าเกย์ก็แค่คนทั่วไปล่ะมั้ง…
ติ๊งต่องงง~
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น เอเดนกดพอสแล้วรีบเดินไปเปิดประตูทันที ฉันเองที่แม้จะเสียดายที่ยังไม่ทันดูจบตอนก็เลยต้องรีบเดินตามไปด้วย (การต้องหยุดดูทั้งๆ ที่กำลังสนุกนี่ทำร้ายจิตใจไม่น้อยเลยนะ T.,T)
“ไฮ ^_^” พี่แอชเชอร์ในชุดเสื้อยีนส์สีอ่อนทับด้วยแจ็คเกตสีน้ำเงินขาวและกางเกงสีดำเอ่ยทักเราสองคนพร้อมรอยยิ้มกว้าง ในแขนเต็มไปด้วยหนังสือห้าหกเล่มที่หอบมาแบบไม่ใส่ถุงอย่างพะรุงพะรัง
“พี่แอชเชอร์เข้ามาข้างในก่อนดีกว่า เดี๋ยวผมช่วยถือครับ” เอเดนเชิญพี่เขาเข้ามาก่อนจะช่วยอีกฝ่ายถือหนังสือ ฉันปิดประตูบ้านก่อนจะวิ่งต๊อกๆ ตามเอเดนที่เดินนำขึ้นไปชั้นบนแล้ว
ฉันเดินตามสองคนข้างหน้าจนมาถึงห้องหนังสือขนาดปานกลางที่เป็นทั้งห้องทำงานและห้องอ่านหนังสือของคุณน้าซัมเมอร์ (แม่ของเอเดนที่ตอนนี้ออกไปทำธุระข้างนอก) พี่แอชเชอร์นั่งลงบนโซฟาสีครีมฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานซึ่งมีฉากหลังเป็นชั้นหนังสือไม้เคลือบเงาสี่ชั้นใหญ่ๆ แนบติดกับกำแพง ฉันวางหนังสือของตัวเองลงตรงโต๊ะแล้วหย่อนตัวลงข้างพี่แอชเชอร์ขณะรอเอเดนเตรียมกล้อง ระหว่างนั้นก็แอบหยิบลิปบาล์มจะมาทาเพื่อเพิ่มความมั่นใจอันน้อยนิดของตัวเองด้วย แต่ดันนึกขึ้นมาได้ว่าแม่แต่งหน้ามาให้แล้ว สุดท้ายก็เลยต้องเก็บลิปมันใส่กระเป๋าไว้แบบเดิม (คนมันติดนี่นา)
“พี่เอามา เอ่อ...หกเล่มเอง มันน้อยไปมั้ย พอดีเอเดนไม่ได้บอกพี่ว่าต้องกี่เล่มน่ะ” ร่างสูงข้างๆ หันมาถาม ฉันที่กำลังแอบดมกลิ่นน้ำหอมสุดเซ็กซี่ของเขาเลยต้องรีบพยักหน้าเพื่อกลบเกลื่อนไม่ให้เขาสงสัยอย่างรวดเร็ว
“พอค่ะ ฉันก็เอามาแค่ประมาณนั้น” ฉันกำลังคิดจะหาเรื่องมาคุยต่อ แต่เสียงของเอเดนก็ขัดขึ้นมาซะก่อน
“กล้องพร้อมแล้ว” ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ฉันชูนิ้วโอเคให้เขาทันทีหลังจัดท่านั่งเสร็จ เอเดนพยักหน้า “สาม-สอง-หนึ่ง เริ่ม!”
พอจบคำนั้นเอเดนก็กระโดดลงมานั่งข้างฉันเฉย ฉันกับพี่แอชเชอร์ก็เลยต้องนั่งติดกันเข้าไปใหญ่ (โซฟาสีครีมนี่ตัวเล็กจัง ซึ่งก็ออกจะเป็นเรื่องดีนะ ฮิๆ >.<) ฉันปั้นหน้ายิ้มกว้างใส่กล้องแบบที่เอเดนสอนแล้วเริ่มพูดอย่างมั่นใจตามที่ซ้อมไว้
“Hey guys! What’s up! I’m Mia Dear, and welcome to my chanal. ^O^” เยี่ยมมีอา แค่พูดแบบที่ซ้อมไว้ ทำหน้าเหมือนมั่นใจเอาไว้ “วันนี้ตามหัวข้อคลิปเลยค่ะ เราจะมารีวิวหนังสือโปรดของฉันในปี 20xx ซึ่งถึงแม้เดือนนี้จะเป็นเดือนเมษายนแล้วแต่ฉันว่ามันคงยังไม่สายไปที่จะรีวิวหนังสือของปีที่แล้วหรอก และวันนี้ก็พิเศษมากเพราะฉันอยู่กับ…” ฉันยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแบไว้ตรงหน้าพี่แอชเชอร์กับเอเดนพร้อมยิ้มกว้างสุดๆ จนแทบจะเห็นฟันครบทุกซี่ (กรามค้าง แอ่ก!)
“แอชเชอร์ เบ็นสันครับ” เขาพูดพร้อมเสยผมเพิ่มความเท่แบบที่แทบจะทำให้สาวๆ ค่อนโลกกรีดร้อง (แน่นอนว่าฉันเป็นหนึ่งในนั้น กรี๊ดดด~)
“และเอเดน แอดเลอร์ ผู้อำนวยการสร้างและให้ยืมสถานที่ถ่ายทำครับ” เอเดนก็ไม่น้อยหน้าทำตาวิงค์กัดปากสู้กับพี่แอช (หมั่นไส้) นี่ขนาดใส่แค่เสื้อยืดแขนยาวสีขาวกับกางเกงขาสั้นก็ยังอุตส่าห์มาโผล่เนอะ (ชุดอยู่บ้านมาก แล้วขากางเกงนี่จะสั้นไปไหน อ่อยเรอะ -.,-)
แล้วจู่ๆ เอเดนก็เอาคางนิ่มๆ ของตัวเองมาวางไว้บนมือที่แบของฉันเฉยเลย พอพี่แอชเชอร์เห็นแบบนั้นเขาก็เลยทำตามบ้าง กลายเป็นว่ามือฉันมีหน้าของสองชายหนุ่มอยู่บนมือ ซึ่งไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพวกสาวๆ ต้องอิจฉาฉันแน่ แต่ใครสนล่ะ วินาทีนี้ฉันต้องเก็บเกี่ยวความฟินไว้ให้มากที่สุด ฮิ~>///< (แม้มันจะทำให้ผู้หญิงเกินครึ่งที่กำลังจะได้ดูเบะปากใส่ฉันก็ตาม ฮ่าๆ)
“ขอบคุณมากที่ให้ยืมบ้าน แต่ออกไปได้แล้ว ชิ่วๆ” พอละมือออกจากหน้าปุ๊บฉันก็จัดการไล่เอเดนทันที คลิปนี้ต้องการเพียงฉันกับพี่แอชเท่านั้น อีตาบ้านี่ชอบแย่งซีนตลอด
“หมดประโยชน์ก็ไล่งี้ไง -3-” มาบู้ปากใส่อีก คิดว่าน่ารักหรอ
“หน้าที่นายคือช่วยดูแลกล้องไม่ใช่รึไง” ฉันผลักปากเขาเบาๆ และมันก็อุ่นติดมือมาเลย (ไม่มีน้ำลาย โชคดีไป - -;;) เอเดนไม่ลืมที่จะหันมาเล่นกับกล้องก่อนจะเดินไปยืนอยู่ข้างหลังมัน
ฉันหันมาหาพี่แอชเชอร์หลังจัดการกับตาเจ่อเสร็จ เขาทำหน้าขำๆ อยู่เหมือนกำลังตลกเราสองคนยังไงอย่างงั้น “เอาล่ะ เรามาเริ่มกันดีกว่าเนอะ ให้พี่แอชเชอร์เริ่มก่อนเลยค่ะ”
“โอเคครับ อ่า…” เขาหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง “ที่จริงผมไม่ใช่หนอนหนังสือตัวยงหรอก แต่ปีนี้พอคนรอบตัวอ่านหนังสือผมก็เลยอ่านเยอะขึ้นบ้าง เล่มนี้ผมได้เป็นของขวัญปีใหม่จากพี่แอมเบอร์ พี่สาวคนโตสุดของผม”
แล้วเราก็ผลัดกันหยิบหนังสือออกมาบรรยายถึงความรู้สึกตอนอ่าน ฉันตั้งใจฟังทุกคำพูดของพี่แอชเชอร์ที่เปล่งออกมา เขาก็เหมือนกัน บรรยากาศเงียบๆ ที่มีเพียงเสียงเราสองคนแบบนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดตกับพี่เขาแล้วแลกกันเล่าถึงหนังสือที่ตัวเองชอบยังไงไม่รู้ >_< (แม้ที่จริงจะมีเอเดนมองอยู่ตลอดเวลาก็เถอะ)
“ถ้าชอบคลิปนี้อย่าลืมกดไลค์และ subscribe ชาแนลของฉันเพื่อติดตามนะคะ” แป๊บเดียวก็มาถึงประโยคปิดท้ายคลิปแล้ว ไวไปไหน ฉันยังไม่อยากให้จบเลย T_T //ยังคงชูนิ้วโป้งปั้นยิ้มหวานใส่กล้อง
“และถ้าเกิดอยากเห็นผมในชาแนลของมีอาอีกก็สามารถคอมเมนต์บอกไว้ใต้คลิปได้เลยนะครับ~” พี่แอชเชอร์ไม่พูดเปล่า เขาเอามือมาโอบไหล่ดึงตัวฉันเข้าไปไกล้เพื่อให้ดูสนิทสนม ฉันดูออกว่าเขาทำแบบนี้โดยไม่ได้คิดอะไรนัก แต่ฉันไม่ หัวใจฉันก็ด้วย มันโครมครามเหมือนจะวายตายได้อยู่แล้ว >/////<
“สำหรับวันนี้คงต้องลาไปก่อน เจอกันใหม่คลิปหน้าค่ะทุกคน”
“บ๊ายบาย~”
เป็นอันสิ้นสุดความฟินแต่เพียงเท่านี้…
“งั้นเดี๋ยวพี่คงต้องไปแล้วล่ะ พอดีมีธุระต่อน่ะ” หลังสิ้นสุดการถ่ายทำได้เพียงไม่นาน พี่แอชเชอร์ก็ลุกขึ้นเตรียมแบกหนังสือไปที่อื่นต่อ ฉันจึงรีบคว้าโอกาสเสนอตัวช่วยทันที
“งั้นเดี๋ยวฉันช่วยถือหนังสือไปส่งพี่แอชเชอร์ที่รถนะคะ ^-^”
“ขอบใจมาก” เขาตอบ ก่อนจะหันไปกล่าวลาเอเดน “ไปก่อนนะเอเดน”
“โชคดีครับพี่แอชเชอร์”
เราช่วยกันถือหนังสือไปวางเบาะหลังจนเสร็จ หลังจากนั้นพี่แอชเชอร์ก็หันมาพูดกับฉัน “วันนี้สนุกมากเลย ตลกเธอกับเอเดนด้วย ฮ่าๆ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกพี่ได้ตลอดนะ”
“ขอบคุณพี่แอชเชอร์มากๆ เลยนะคะ” ฉันฉีกยิ้มกว้างตอบเขาไปอย่างมีความสุข “ว่าแต่วันนี้พี่จะไปปาร์ตี้บ้านโมนิก้ามั้ยคะ?”
“ไอริชาร์ดมันจะไปเฝ้ามิแอนน์ พี่ก็คงต้องไปด้วยนั่นแหละเพราะไม่มีใครยอมไปเป็นเพื่อนมัน”
“อ้อ…อย่างงั้นเอง” เยสสส! >O< ดีค่ะ ฉันจะได้มีแรงจูงใจในการแต่งตัว~ “งั้นไว้เจอกันคืนนี้นะคะ”
“โอเค ^^”
พอร่ำลากันเสร็จสรรพและปิดประตูเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เดินตัวเข้ามาในบ้านด้วยความสุขเต็มอก ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่คุยกับใครสักคนด้วยประโยคทั่วไปจะทำให้หัวใจเราเต้นตึกตักได้ตลอดแบบนี้ ♥
ฉันเดินไปหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ เอเดนที่เล่นโน้ตบุ๊กคอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น พอชะโงกหน้าไปดูถึงได้เห็นว่าเป็นคลิปของฉันนั่นเองที่เขากำลังจ้องอยู่ นี่คือจะตัดต่อแล้วเหรอ รีบไปไหน =3=
“นายจะเริ่มทำแล้วเหรอ?”
“เธอจะได้มีคลิปไปลงเร็วๆ ไง เขยิบมานี่สิ เดี๋ยวฉันจะสอนตัดต่อให้”
ว่าแล้วฉันจึงเขยิบเข้าไปใกล้เขามากกว่าเดิมอีกจนขาเราติดกัน แน่นอนว่าฉันก็เขินๆ บอกไม่ถูกตามประสานั่นแหละ ก็ปกติไม่ค่อยได้สนิทกับผู้ชายคนไหนเลยนี่นา
“เราใช้โปรแกรมนี้ทำ เธอก็คลิกตรงนี้ แล้วก็ทำแบบนี้” ฉันพยักหน้าตามที่เขาสอนไปเรื่อยๆ แม้จะงงๆ นิดหน่อย แต่ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงเราก็ช่วยกันทำและอัพโหลดขึ้นยูทูบจนเสร็จ (ฉันพึ่งเข้าใจโดยแท้จริงก็วันนี้ล่ะว่าการเป็นยูทูบเบอร์น่ะ ที่ยากไม่ได้อยู่ตรงการถ่ายคลิปเลย แต่มันอยู่ที่การตัดต่อต่างหากล่ะ เหอๆ)
“ครีมอ่ะไรน่ะ” ฉันที่กำลังเล่นเกมทำอาหารในโน้ตบุ๊กหันไปถามคนข้างๆ ตอนเขาเอาอะไรสักอย่างมาทามือ เพราะกลิ่นเลมอนของมันลอยมาเตะจมูกฉันมาก ชวนให้นึกถึงครีมทาแก้ส้นเท้าแตกของแม่ยังไงไม่รู้ =.,=
“แฮนด์ครีมกลิ่นเลมอน หอมป่ะ?” ว่าแล้วก็มีการยื่นมือมาให้ฉันดม มีความเพื่อนสาวหนักมาก
“ทำไมถึงต้องทาเหรอ”
“เพื่อให้มือชุ่มชื้นแล้วก็นุ๊มนุ่มไง” เอเดนไม่พูดเปล่า เพื่อพิสูจน์ให้เห็นภาพชัดเจน เขาจึงเอามือทั้งสองข้างของตัวเองมาแปะบนแก้มฉันเบาๆ “นุ่มมั้ย?”
กลิ่นเลมอนหอมฟุ้งเข้าไปใหญ่ แล้วมือเอเดนก็นุ่มมากจริงๆ
สัมผัสอุ่นๆ บนหน้าทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผล อาจจะเพราะฉันเผลอไปมองหน้าเอเดนด้วย หัวใจฉันน่ะชอบเป็นแบบนี้เวลาถูกเนื้อต้องตัวหรือจ้องตาผู้ชายเสมอ เขาไม่ควรทำแบบนี้เลย...
ฉันจะเขินใครก็ได้ แต่ฉันจะเขินเอเดน แอดเลอร์ไม่ด้ายยยย!!! >////<
“อื้อ นะ...นุ่ม” ในที่สุดเอเดนผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าทำให้ฉันเขินแค่ไหนก็เอามือออกไป ฉันจึงรอดพ้นจากภาวะเสี่ยงต่อการหัวใจวายสักที
“ฉันชอบใช้ตลอด เหมือนที่เธอชอบใช้ลิปบาล์มนั่นแหละ มีอีกหลายกลิ่นเลยถ้าเธออยากยืมใช้ก็บอกได้นะ”
“อื้ม ขอบใจนะ ^^;”
มีอาดูสิ เอเดนออกจะสาวขนาดนี้ เธอยังจะใจเต้นกับเขาได้ลงอีกเหรอ หยุด หยุด หยุด! บ้าจริงๆ เลย T3T
หลังจากนั้นฉันกับเขาก็ใช้เวลาไปอย่างมีประโยชน์สุดๆ โดยการนั่งดูซี่รีส์ที่ค้างไว้และไม่ทำอะไรเลย จนกระทั่งห้าโมงเราก็นึกได้ว่าต้องเตรียมตัวแล้ว เพราะเดี๋ยวเอเดนต้องไปอาบน้ำแต่งตัวและพาฉันไปเปลี่ยนชุดที่บ้าน ก่อนจะไปร้านซาลอนของแม่ฉันต่อเพื่อให้แม่ทำผมแต่งหน้าให้ฉัน จากนั้นเราถึงจะไปบ้านโมนิก้ากัน
ฉันบอกไปรึยังว่าแม่กับพ่อฉันน่ะดีใจมากที่ฉันเข้าสังคมไปปาร์ตี้แบบวัยรุ่นคนอื่นๆ ซักที เพราะตั้งแต่มาอยู่นี่ฉันไม่เคยจะไปบ้านใครหรือพาใครมาบ้านเลย แถมยังดีใจอย่างสุดๆ เลยด้วยที่ฉันกับเอเดนกลับมาเป็นเพื่อนกัน เมื่อเช้าเนี่ยคุยกับเอเดนราวกับคิดถึงกันมาสิบปี (ที่จริงคือแค่สามปีกว่า) ถามถึงคุณน้าซัมเมอร์ไม่หยุด แถมแม่ยังจับฉันถ่ายรูปคู่เขาเป็นที่ระลึกอีกต่างหาก มีการฝากฝังให้ดูแลฉันด้วยนะ ทำอย่างกับฉันเป็นแฟนเอเดนก็ไม่ปาน -O-^
“เธอหิวมั้ย เดี๋ยวฉันหาอะไรให้กินรองท้องก่อน” เขาหันมาถามหลังปิดทีวีเสร็จ
“หิว” แหม มาบ้านเอเดนนี่ดีจัง หาอะไรมาให้ฉันกินได้ตลอดเลย ฮ่าๆ
เอเดนหายเข้าไปในครัวครู่หนึ่ง ตอนแรกฉันก็นึกว่าเขาจะเข้าไปทำสลัดหรือว่าสปาเก็ตตี้อะไรแบบนี้ แต่พอโผล่ออกมาในมือก็มีแค่จานซูชิใบหนึ่งที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้ทำเอง
“บ้านฉันก็มีแต่ไอ้นี่แหละที่กินได้ ไว้หิ้วท้องไปถล่มบ้านยัยโมนิก้าละกันนะ” เขาพูดพร้อมกับวางจานลงบนโต๊ะเล็กหน้าโซฟา
ฉันไม่ได้ตอบอะไรเอเดน แค่ยื่นมือไปหยิบตะเกียบขึ้นมา ในใจแอบกลัวว่าตอนนี้จะใช้มันไม่เป็นเพราะไม่ได้ใช้มานานมากแล้ว แต่ทว่าไม่ถึงนาทีฉันก็จับมันได้ถนัดมือ ว่าแล้วก็ไม่รอช้ารีบคีบเอาซูชิไปจิ้มกับซอสสีน้ำตาลที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันชื่ออะไร แค่รู้ว่ามันเข้ากับข้าวญี่ปุ่นนี่มากๆ
“คิดถึงจัง...เกือบลืมไปแล้วนะว่ารสชาติมันเป็นยังไง” ฉันพูดหลังกลืนซูชิเข้าไปจนหมดในคำเดียว ภายในหัวใจรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังวิ่งไปทั่ว
“ก็บ้านย่านที่เราเคยอยู่มันมีแต่อาหารจีน” เขาพูดทั้งที่ยังเคี้ยวหงุบหงับอยู่เต็มปาก “ตอนมาอยู่นี่ฉันกินทุกอาทิตย์เลย ร้านอาหารในห้างดิอิเทอร์นัลตรงโรงเรียนเราอร่อยทุกอย่างเลยนะจะบอกให้ มีร้านอาหารไทยของโปรดเธอด้วย”
พระเจ้า...ฉันดีใจชะมัดที่เขาจำได้
“ฉันเห็นแล้วล่ะ แต่ไม่เคยเข้าไปซักที” เยี่ยมเลย ขอบตาฉันร้อนขึ้นมานิดๆ แล้วล่ะทุกคน
“ต้องไปกินให้ได้นะ ฉันไปชิมผัดไทมาแล้ว อร่อยจนฉันแทบจะกินได้ทั้งชีวิตเลย”
“นายก็พูดแบบนี้กับซูชิ แซลมอนซาซิมิ เทมปุระ เกี๊ยวซ่า แล้วก็…”
“นั่นแหละๆ ก็อาหารเอเชียมันอร่อยนี่ ใช่มั้ยล่ะ” เอเดนพูดพร้อมเอาซูชิปลาแซลมอนจิ้มซอสมาจ่อตรงปากฉันและฉันก็ไม่ลังเลเลยที่จะงับมันเข้าไป จากนั้นเขาจึงพูดต่อด้วยรอยยิ้มบางๆ “ไว้เดี๋ยวไปกินด้วยกันนะ :)”
‘...ไว้ถ้าเจอกันใหม่ เดี๋ยวเราไปกินด้วยกันอีกนะ…’
ฉันจำได้แม่น เขาเคยพูดประโยคนี้ประมาณนี้มาแล้วครั้งหนึ่งในร้านอาหารเอเชียสามสัญชาติ (ไทย-จีน-ญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นดินเนอร์มื้อล่าสุดเมื่อหลายปีก่อนที่ครอบครัวเอเดน แคโรไลน์ แล้วก็ฉันนั่งกินด้วยกัน มันอยู่ไกลจากหมู่บ้านที่เราอยู่พอสมควร แต่เพราะมันเป็นโอกาสพิเศษ...โอกาสเลี้ยงฉลองก่อนเอเดนจะย้ายไปอยู่นิวยอร์กแบบถาวร เราก็เลยเลือกร้านนั้น
ร้านอาหารที่ว่านั่นอร่อยมาก ทว่าตลอดมื้อฉันกลับรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบกลืนอะไรไม่ลง ฉันพยายามปั้นหน้ายิ้มเหมือนมีความสุขดี ทั้งๆ ที่พึ่งจะผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน
ตอนนั้นฉันไม่อยากให้เอเดนไป...ไม่อยากเลยจริงๆ ฉันจะอยู่ได้ยังไงโดยไม่มีเขา เราอยู่ด้วยกันมาตั้งนานนะ เราอยู่ด้วยกันมาตลอดเลยด้วย แล้วทำไมเขาต้องมาทิ้งฉันไปทั้งๆ ที่เขาเลือกที่จะไม่ไปก็ได้…
ใช่ ฉันรู้ว่านั่นออกจะเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัวที่สุดเลย...แต่ทำไงได้ ก็เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ดีที่สุดที่ฉันจะหาได้เลยนี่นา
‘นายไม่สงสารฉันกับแคโรไลน์บ้างเหรอ?’ เหมือนนั่นจะเป็นคำถามที่ฉันเคยถามเขาตอนครั้งแรกที่เอเดนมาบอกว่าจะไป ดูงี่เง่าชะมัดเลยนะว่ามั้ย จำได้ว่าตอนนั้นทะเลาะกันเป็นเดือนๆ แล้วก็ร้องไห้บ่อยมาก เป็นการจากลาที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก
แต่การจากลามันก็ไม่เคยดีอยู่แล้วนี่...
“เป็นอะไรน่ะ หลับเหรอ?” เอเดนยื่นตะเกียบไม้มาวนๆ แถวหน้าฉัน เรียกสติแล้วก็ความคิดซึ่งหลุดเข้าไปในสมัยวัยเยาว์กลับมา
บอกตรงๆ นะว่าถ้าช้าไปอีกนิด น้ำตาฉันคงไหลออกมาแล้วอ่ะ...อ่อนไหวไปมั้ยนะฉันเนี่ย U_U
“เปล่าซะหน่อย กินต่อเถอะ”
…
...แล้วความเงียบระหว่างที่กินก็ทำให้ฉันเริ่มฟุ้งซ่านอีกครั้ง
ฉันรู้สึกสงสัยในตัวเอเดนมากมายหลายเรื่อง อยากรู้ว่าทำไมเขาถึงได้กลายเป็นเกย์ไปได้ เขารู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาบอกคุณน้าซัมเมอร์รึเปล่า เขามีแฟนแล้วหรือยัง เขาเป็นรับหรือรุก…
โอเค อันสุดท้ายชักไปไกลแล้ว =.,=
“เหมียว~” เสียงร้องเบาๆ ดังขึ้นทางด้านหลังของเอเดนเรียกฉันออกจากภวังค์แห่งความสงสัย เขาหันไปหาต้นเสียงก่อนจะอุ้มสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวขึ้นมาวางบนตัก
“หิวเหรอไอรีน? ฉันเทอาหารไว้ให้แล้วนี่” เอเดนว่าขณะลูบขนสีดำสนิทของแมวพันธุ์บอมเบย์เบาๆ ไปด้วย
ฉันมอง ‘ไอรีน’ ด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่เมื่อเช้าฉันเห็นเธอแค่ครั้งเดียวเอง พอกำลังนั่งลงไปคุยด้วยนางก็ร้องเหมียวๆ แล้ววิ่งหนีฉันไปเลย
“ชื่อไอรีนเนี่ยตั้งใจให้เช้ากับนามสกุลนายรึเปล่า แบบว่าไอรีน แอดเลอร์จากเชอร์ล็อค โฮล์มส์น่ะ”
“นานๆ ทีจะมีคนรู้นะเนี่ย” เขาอุ้มแมวขึ้นมากอดไว้ตอนตอบ ไอรีนเหลือบตามามองฉันก่อนจะใช้กรงเล็บเกาะเสื้อเอเดนแน่นเหมือนว่ากำลังตกใจ “เฮ้ๆ นี่มีอาเพื่อนฉันเอง ไม่ต้องกลัวนะ”
ฉันค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบเธออย่างบางเบา ตัวนุ่มนิ่มเหมือนตุ๊กตาของไอรีนทำให้ฉันอยากจับมากอดสักที ดูเหมือนน้องแมวจะเริ่มหายกลัวฉันลงแล้วจึงร้องเหมียวออกมาเบาๆ
“อยากลองอุ้มมั้ย?”
“อยาก *-*” ตอบแบบไม่ต้องคิดเลย ก็ฉันรักแมวเหมียวนี่นา ♥
เอเดนค่อยๆ ส่งไอรีนมาอยู่ในอ้อมอกฉัน ให้ความรู้สึกเหมือนพ่อกำลังส่งลูกน้อยให้แม่อุ้มก็ไม่ปาน ในที่สุดแมวสีนิลนัยน์ตาอำพันก็มาอยู่ในครอบครอง ฉันเอามือลูบๆ ขนแล้วลองเอานิ้วชี้เขี่ยๆ จมูกสีชมพูอ่อนของไอรีนจนเธอเอามือมาตะปบนิ้วฉันเบาๆ
“แล้วทำไมนายถึงเลี้ยงแมวดำอ่ะ?” ฉันเงยหน้าขึ้นไปถามหลังเล่นกับไอรีนได้สักพัก
“ไม่น่ารักเหรอ?”
“ไม่ได้หมายความว่างั้น แค่สงสัยว่าทำไมเฉยๆ เพราะปกติเห็นคนชอบเลี้ยงสีขาวสีส้มอะไรแบบนั้น”
“ทดลองเป็นแม่มดมั้ง ฮ่าๆ” เอเดนหัวเราะออกมาก่อนจะยื่นมือมาลูบหัวน้องแมวเบาๆ “ไม่รู้สิ อืม… ฉันเคยบอกแม่หลายครั้งแล้วว่าอยากเลี้ยงแมวแต่แม่ไม่ยอมให้เลี้ยงสักที พอวันหนึ่งเดินผ่านร้านสัตว์เลี้ยงฉันก็เลยเดินเข้าไปดู พวกเด็กๆ กำลังเล่นกับแมวกัน แต่มีแมวตัวหนึ่งที่ไม่มีใครเล่นด้วย”
“…”
“ไม่ใช่เพราะเธอสีดำ แต่เป็นเพราะเธอขี้กลัวจนเกินไปแถมยังวิ่งหนีทุกคนที่เข้าใกล้”
“...และแมวตัวนั้นก็คือไอรีน?” ฉันทาย
“ใช่” เขากล่าวขณะลูบขนแมวน้อยในอ้อมอกฉันด้วยสายตาอ่อนโยน “แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอพยายามไปสักพักไอรีนก็ยอมเล่นกับฉัน สุดท้ายแม่ก็เลยใจอ่อนแล้วซื้อให้”
สายตาอ่อนโยนพร้อมกับลูบขนแมวไปด้วยแบบนั้น...เอเดนในมุมนี้ดูน่ารักเป็นบ้าเลย (.///.)
“ไอรีนน่ะเหมือนเธอมากนะมีอา” จู่ๆ เอเดนก็พูดขึ้นมา ฉันจึงสบตาเขาพร้อมทำหน้าสงสัย
“เหมือนยังไงหรอ?”
“ขี้กลัวล่ะมั้ง” อีกฝ่ายพูดยิ้มๆ “ไอรีนชอบกลัวในเรื่องไม่เป็นเรื่อง หลบจากผู้คนที่ไม่สนิท แตกต่างแค่ไอรีนน่ะไม่ต้องรู้จักใครเลยนอกจากฉันมันก็สามารถอยู่ได้ แต่เธอจะทำแบบนั้นไม่ได้...เพราะเธอไม่ใช่แมวนะมีอา”
“ฉันเปล่าซะหน่อย…” ฉันปฏิเสธ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันโคตรจริง “แต่ถ้าได้เป็นแมวก็คงจะดี”
“อย่าลืมสิว่าแมวเขียนนิยายไม่ได้นะ” เอเดนพูดหยอกๆ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจเพราะไม่นึกว่าเขาจะจำได้ “เดี๋ยวนี้ยังชอบเขียนอยู่มั้ย?”
“ชอบสิ” ฉันตอบแบบไม่ลังเลเลย
...ก็นิยายมันคือชีวิตอีกครึ่งของฉันของเลยนี่นา...
“แล้วนายล่ะ...ยังชอบเขียนบทกวีกับแต่งเพลงอยู่มั้ย?” ฉันถามเขากลับบ้าง ถึงแม้จะพอเดาๆ คำตอบออกก็ตาม (แอบเห็นอัพไรท์เปียโนกับกีตาร์โปร่งตั้งอยู่น่ะ)
“แน่นอน ฉันมีสมุดสำหรับเขียนเพลงแล้วก็บทกวีด้วย ว่างๆ จะเอาให้ดูนะ แล้วก็ตอนนี้กำลังร่วมมือกับพี่ซัลลี่ช่วยกันเขียนเพลงกับซอลลี่อยู่” ฉันชอบจังเวลาที่ใครสักคนพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอย่างตั้งใจ เพราะนัยน์ตาสีฟ้าอมเขียวที่สว่างโชติช่วงราวกับมีไฟนั่นทำให้ฉันรู้สึกฮึกเหิมตามไปอย่างบอกไม่ถูก
“ซอลลี่พึ่งเซ็นต์สัญญากับค่ายเพลงนี่นา…อ๋อ อย่างงั้นเองนายถึงได้สนิทกับพี่ซัลลี่” ฉันค่อยๆ ปล่อยไอรีนลงกับพื้นเมื่อเธอดูเหมือนจะอยากไปที่อื่นแล้ว
เราสองคนคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้กันต่อไม่หยุดจนกินซูชิหมดไม่รู้ตัว หลังเอาจานไปเก็บเสร็จเอเดนก็วิ่งไปถามอะไรสักอย่างกับคุณน้าซัมเมอร์ที่กลับมาแล้วและนั่งทำงานอยู่ในสวนหลังบ้าน ก่อนจะวิ่งมาหาฉันแล้วจูงมือให้เดินตามขึ้นไปชั้นบน
“เมื่อกี้นายไปคุยอะไรกับคุณน้าซัมเมอร์หรอ?” ไม่ได้ดูอยากรู้อยากเห็นไปใช่มั้ย คือแค่สงสัยอ่ะ =.=
“ก็แค่ไปถามน่ะว่าพาเธอมาที่นี่ได้มั้ย” เอเดนหยุดเดินเมื่อเรามาถึง ‘ที่นี่’ ที่เอเดนว่า และมันก็คือห้องหนังสือห้องเดียวกับที่เราใช้ถ่ายวิดีโอไปก่อนหน้านี้
“เรามาที่นี่กันไปแล้วนี่?”
“บางครั้งสิ่งที่เราเห็นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะ :)” เขายิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะเดินไปยังโต๊ะทำงานที่อยู่ตรงข้ามกันกับชั้นหนังสือแล้วควานหาอะไรบางอย่างในลิ้นชัก
เอเดนเดินกลับมาพร้อมกุญแจ ฉันมองไปรอบๆ เพื่อหาประตูอีกบานแต่ก็ไม่เห็นมี พออีกฝ่ายเห็นฉันทำหน้างงแบบนั้นเขาก็หัวเราะแล้วเอากุญแจมาฝากไว้กับฉันขณะดึงเอาหนังสือของชั้นที่สองส่วนตรงกลางฝั่งขวาสุดออกมาวางบนโซฟา ฉันยิ่งงงเข้าไปใหญ่ แต่พอเพ่งมองตรงชั้นหนังสือที่ว่างเปล่านั่นให้ชัดขึ้น ฉันก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
รูกุญแจ…?
“เธอต้องอึ้งแน่” หมอนั่นโม้ใหญ่ตอนดึงกุญแจจากมือฉันไป และก็เป็นไปตามคาด เอเดนเอาลูกกุญแจไปเสียบในรูกุญแจนั้น ก่อนจะ แกร๊ก!
เอเดนดันชั้นหนังสือที่ฉันคิดว่ามันล็อคติดอยู่กับกำแพงเข้าไปจนสุด ก่อนจะไปผลักชั้นที่สามต่อ กลายเป็นว่าชั้นหนังสือตรงกลางสองชั้นนั้นเป็นประตู ไม่ได้ติดกับกำแพงแบบอีกสองชั้นที่เหลือ
“ห้องลับ!?” ฉันเผลออุทานออกมาเมื่อเห็นห้องที่ถูกซ่อนไว้ ภาพภายในที่เห็นคือห้องกว้างขวางที่ยาวเท่าห้องนี้แต่กว้างน้อยกว่า เต็มไปด้วยชั้นหนังสือเรียงรายติดกับกำแพงซึ่งยังว่างอยู่หลายชั้น ตรงกลางมีโซฟาบีนแบ็ก[2]อันใหญ่เบ้อเร่อซึ่งเป็นที่สำหรับนั่งหรือนอนอ่านหนังสือ
“เก๋ใช่มั้ยล่ะ บอกแล้วว่าเธอต้องอึ้ง แม่ฉันซื้อบ้านหลังนี้เพราะห้องนี้เนี่ยแหละ” เอเดนนำเสนออย่างภูมิใจ ฉันรีบเดินไปสำรวจโซนต่างๆ อย่างตื่นเต้น โอ้โห แยกหนังสือเป็นหมวดหมู่อย่างดีเลยแฮะ
“ฉันก็ว่าแล้วเชียวว่าทำไมตรงชั้นข้างนอกนั่นไม่มีแฮรี่ พ็อตเตอร์ซักเล่ม” ฉันพูดพร้อมชี้ไปยังหนังสือเป็นสิบๆ เล่มที่ถูกจัดไว้ชั้นบนสุดอย่างสวยงาม เพราะฉันรู้น่ะสิว่าคุณน้าซัมเมอร์นะคลั่งไคล้แฮรี่ พ็อตเตอร์ขนาดไหน ตอนแรกก็นึกว่าเธอจะเอาเก็บไว้ในห้องนอนอะไรแบบนั้นก็เลยไม่ได้ถาม
“แม่ฉันมีทุกเล่มของเจ.เค. โรว์ลิงเลยล่ะ ติ่งหนักมากกก” เอเดนแซวแม่ตัวเองขำๆ ฉันหัวเราะขณะไล่ดูไปตามหมวดหมู่ต่างๆ ตามชั้นไปด้วย
โอ๊ย~ มีแต่หนังสือดีๆ อ่ะ อยากยืมสักเล่มจัง *O*
“เฮ้มีอา” ระหว่างที่ฉันกำลังฟินกับการหยิบหนังสือเล่มนู้นเล่มนี้มาสำรวจดู เอเดนก็เดินมาสะกิดแขนเบาๆ ก่อนจะยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ “ฉันให้”
‘Gael Lindenfield's Self-Esteem Bible: Build Your Confidence Day by Day’ หนังสือจิตวิทยาเกี่ยวกับพัฒนาตนเองนี่นา
“ให้ทำไมอ่ะ นี่มันหนังสือนายนี่” ฉันพูดพร้อมกับเปิดสำรวจดูไปด้วย ที่หน้าแรกเขียนด้วยลายมือซึ่งน่าจะเป็นของคุณน้าซัมเมอร์ว่า ‘To my lovely son, Aydan Adler’
“ให้เฉยๆ เนี่ยแหละ” เอเดนยิ้มแล้วขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม ดวงตาตอนนี้ของเขาดูอ่อนโยนเหมือนตอนมองไอรีนไม่มีผิด ต่างแค่ตอนนี้เขากำลังใช้มันมองฉันแทน... “ตอนที่ฉันย้ายมาที่นี่ได้ไม่นานแม่ฉันก็ซื้อหนังสือเล่มนี้มาให้ แล้วมันก็ดีมากๆ เลย ฉันก็เลยอยากให้เธอได้อ่านบ้าง”
“งั้นให้ยืมก็พอมั้ง แม่นายเป็นคนซื้อให้นี่” ฉันพูดอย่างเกรงใจ
“ไม่เอา ฉันอยากให้เลย” เขารีบพูด “ฉันอ่านเป็นสิบรอบแล้ว เล่มนี้มันต้องใช้เวลานานกว่าจะปฏิบัติได้จริง เพราะงั้นเธอเอาไปเถอะฉันให้”
ฉันยังคงทำหน้าลังเลใจ เอเดนจึงพูดเสริมให้ฉันสบายใจ “ไว้ถ้าฉันอยากอ่านใหม่ฉันค่อยไปอ่านที่บ้านเธอก็ได้ เอาไปเถอะไม่ต้องคิดมากหรอกน่า”
“งั้นก็ได้” สุดท้ายฉันก็ยอมทำตามเขาและรับหนังสือมาถือไว้ ก่อนจะเริ่มลองอ่านคำโปรยปกหลังและคำนำของผู้เขียน
“นายว่าฉันจะทำได้ตามที่หนังสือบอกไว้จริงๆ เหรอถ้าอ่านจบ” ฉันพูดขึ้นเมื่ออ่านคำนำเสร็จ ใครก็รู้ว่าโฆษณาชวนเชื่อในหนังสือจิตวิทยาบางครั้งก็ออกจะเกินความจริงไปสักหน่อย
“ถ้าเธอแค่อ่านจบแน่นอนว่าไม่ แต่ถ้าเธอปฏิบัติแบบจริงจังชีวิตเธอจะไม่เหมือนเดิมแน่นอน” นัยน์ตาเอเดนวาวโรจน์คล้ายจะสนับสนุนให้ฉันทำได้แบบที่เขาทำ แต่...ไม่รู้สิ...
...ฉันจะเปลี่ยนไปได้สักแค่ไหนเชียว
“เธอทำทุกอย่างที่เธออยากทำได้อยู่แล้ว ฉันเชื่อในตัวเธอนะมีอา” ร่างสูงจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันเอาไว้และบีบมันเบาๆ เขามองลึกลงมาในดวงตาของฉันราวกับจะแตะไปให้ถึงก้นบึ้งของหัวใจ น้ำเสียงของเขาไม่ได้เหมือนแค่พูดไปงั้นๆ แต่มันดูราวกับเชื่อว่าฉันจะทำได้จริงๆ
“ขอบคุณมากนะเอเดน” ฉันส่งยิ้มกว้างให้เขาด้วยความรู้สึกหัวใจพองโตและฮึกเหิมในคราวเดียวกัน
นี่มันอย่างกับเวทมนตร์เลยนะ...แค่เขาเชื่อว่าฉันทำได้ ฉันก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผลว่าฉันทำได้ซะงั้น
การที่มีคนเชื่อในตัวเรานี่มันดีจังเลยเนอะ :)
[1] Sarcastic แปลตรงตัวว่า เสียดสี,เหน็บแนม และใช้หมายถึงคนที่ช่างประชดประชัน ขี้แซะ เป็นต้น)
[2] โซฟาบีนแบ็ก (Bean Bag) ภายในประกอบด้วยเม็ดโฟมมากมาย เวลานั่งหรือนอนจะยวบยาบไปตามแรง
Talk with Mydear J
สวัสดีค่าาา~ เวลานี่บางครั้งก็ผ่านไปเร็วแบบไม่รู้ตัวเลยเนอะ จู่ๆ ก็มาถึงตอนที่6เฉยเลย
[ขอพื้นที่เพ้อยาวๆ 555] ก่อนอื่นอยากบอกว่า ที่ตัดสินใจลงนิยายวันนี้ (17 February) เพราะเป็นวันสำคัญของคนสำคัญ...วันเกิดของคนที่เป็นแรงบันดาลใจของเรื่องนี้ Aidan Alexander ค่ะ ♥♥♥
เอเดน อเล็กซานเดอร์ไม่ใช่แฟนเรานะคะ 55555 แค่เป็นคนที่เรารักมากๆ เขาเป็นยูทูบเบอร์ เป็นคนที่เป็นอะไรหลายๆ อย่างในปีที่ผ่านมา นิยายเรื่องนี้ได้ต้นกำเนิดจากชีวิตของเอเดน แล้วก็เพื่อนๆ นางอย่าง Amanda Steele,Alex Lange และคนรอบๆ ตัวเขา เอเดน แอดเลอร์ก็ได้คาแร็คเตอร์มาจากนางนี่แหละค่ะ (แต่ไม่ได้ใส่คาแร็คเตอร์อะแมนด้าลงไปในตัวมีอาเท่าไหร่ แอบเอาไปใส่ในตัวละครหญิงคนหนึ่งในเรื่องแทนงุงิ :3) ก็อยู่ด้วยกันมาปีหนึ่งแล้ว ผ่านไปไวไม่รู้ตัวเลย แอบรู้สึกว่าสนิทกันขึ้นด้วยนิดหน่อยในฐานะแฟนคลับคนหนึ่ง 55555 นี่ชอบไปบ่นอะไรงุบงิบกับนาง บางทีก็เอามุกไปหยอดบ้าง ทั้งเมนชั่น ดีเอ็ม โพสต์รูปแท็ก นางก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง แต่ยังไงรักเจ่อน้อยผู้เด๋อและขี้บ่นคนนี้มากนะ ซัพพอร์ตเสมอ นอกนั้นก็ Have already told everything I want to say in DM <3
พึ่งรู้ตัวว่าพิมพ์ยาวเกินไปละ ฮาาา โอเคจบ กลับมาที่นิยาย ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ค่าโปรโมทหนังสือจาก Gael Lindenfield นะคะ555 แต่หนังสื่อเล่มนี้มันดีมากเลยค่ะ นี่ก็ว่าจะไปอ่านอีกรอบเพราะลืมไปหมดแล้ว =.,= ในเรื่องของความรู้สึกมีอากับเอเดนนี่เหมือนจะกลับเข้ามาใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ แล้วเนอะ เข้าใจฟีลมีอามั้ยอ่ะ แบบเหมือนเวิ้งว้างมาเป็นเทอมๆ แต่พอเอเดนกลับมามันก็เป็นฟีลอุ่นๆ ในใจ เหมือนว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็จะมีคนๆ นี้อยู่ ส่วนความสัมพันธ์ของสองคนนี้จะไปในทิศทางไหน แล้วพี่แอชเชอร์รู้สึกอะไรกับมีอาอยู่นั้น ขอฝากให้ทุกช่วยโหวตและคอมเมนต์เป็นกำลังด้วยนะคะ วีคหน้าก็วีคสุดท้ายแล้ว ช่วยพามายเดียร์ JLS11 คนนี้ไปต่อที~
ก่อนจะไปขอขอบคุณทุกโหวตและทุกคอมเมนต์อีกครั้งนะคะ ทั้งจากเพื่อนๆ จากพี่ๆ จากน้องๆ แล้วก็คอมเม้นต์จากกรรมการพี่อาย >< ตั้งตารออ่านทุกวีคเลยค่ะ 55555
ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง แต่เราก็ภูมิใจที่ได้มายืนตรงนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่อาทิตย์หน้า สวัสดีค่า ♥
+++ แอบแนบภาพประกอบนุ้งไอรีนนิดนึงงง 5555 +++
มีอาลูกก ลูกเขินเอเดนแล้วใช่มั้ยยย
HBD เอเดนอิมเมจของเอเดนด้วยนะคะ 555
บรรยายได้ไหลลื่นดีเหมือนเคยเลยนะคะ สำนวนอะไรนี่ไม่ต้องเป็นห่วงเลย สำหรับเรื่องพลอต ก็ยังทำให้พี่คลางใจอยู่อีกนั่นแหละว่าสรุปนางเป็นเกย์หรือไม่เกย์ แล้วมันจะไปทางไหนยังไง ตรงนี้เราเริ่มช้าอยู่นะ หมายถึงเรื่องไปเน้นอยู่ตรงตัวนางเอกมากกว่า เป็นแนว Coming-Of-Age มากกว่า ซึ่งคนที่ชอบแนวนี้เขาก็จะชอบค่ะ (เช่นพี่เป็นต้น พี่ชอบ 555) เลยคิดว่าน้องน่าจะอ่านนิยายฝรั่งมาเยอะ ซึ่งพี่บอกก่อนว่า นักอ่านบางคนเขาอาจจะคิดว่าเรื่องมันเดินช้าค่ะ ฝากไว้เฉยๆ เผื่อต่อไปในอนาคตถ้าเจอคอมเม้นแนวๆ เรื่องเนือย อืด เอื่อย ขอให้เข้าใจว่าเป็นที่รสนิยมคนอ่านค่ะ ลางเนื้อชอบลางยานะ ซึ่งพี่บอกเลยว่าถ้าน้องชอบสายนี้ ก็ไปทางสายนี้ให้สุดนะคะ คือทำให้มันจริง มีจุดยืนและแนวทางของตัวเอง อย่าไขว้เขวเน้อ ถ้าเราชอบแนวนี้ก็จัดเต็มไปเลยค่ะ
ทีนี้ด้วยความที่เป็นแนว Coming-Of-Age เรื่องจะไม่หวือหวาอยู่แล้วเพราะแนวนี้จะเน้นการปูตัวละคร ให้คนอ่านเติบโตไปพร้อมกับตัวละครหลักซะมากกว่า ดังนั้นแต่ละตอนจึงจะไม่ค่อยมีความพีคนะ ซึ่งพี่แนะนำว่า นี่เหลือวีคสุดท้ายละ ตอนหน้าเราจัดเต็มไปเลยนะคะ ใส่ความพีค ใส่ความหักมุม ใส่ทริลเลอร์ (มากไป 555) คือใส่อะไรก็ตามที่ทำให้เรื่องมันเดิน ทำให้มันตื่นเต้นขึ้นมาค่ะ น่าจะดีกว่า ไม่งั้นกราฟมันจะเป็นแนวเส้นตรงเรียบๆ จนจบ
สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอ อยู่กันมานานเจอกันทุกวีคแอบผูกพันนิดๆ 5555 ไว้ไปเจอกันในงานประกาศรางวัลนะคะ ^^