ถ้าเปรียบเขาเป็นท้องฟ้า ฉันคนนี้ก็คงเป็นแค่หัวมันฝรั่ง T^T แต่นางฟ้าก็คงเห็นใจฉันอยู่บ้างล่ะน้า ถึงได้ดลใจให้เพื่อน(เคย)สนิทมาเสนอตัวช่วย แต่ไปๆ มาๆ ทำไมกามเทพของฉัน...ดันกลายเป็นเกย์ไปได้ล่ะเนี่ย!!!
2
You Will Never Know If You Never Try
คุณไม่มีทางรู้ หากคุณไม่เคยลอง
มีใครอยากรู้มั้ย ทำไมตอนเด็กๆ ฉันถึงได้สนิทกับเอเดน?
เรื่องมันก็เริ่มแค่ว่า...
‘นี่ๆ นาย’ ฉันสมัยที่ยังไว้ผมยาวสลวยสีน้ำตาลยื่นนิ้วออกไปจิ้มๆ เด็กผู้ชายผมน้ำตาลบลอนด์ที่พึ่งเข้ามาเรียนใหม่อย่างกล้าๆ กลัวๆ สาเหตุคือเขาไม่ยอมพูดจากับใคร ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลา แถมยังมีแผลตามใบหน้าแล้วก็ลำตัวอีกต่างหาก
แต่เพราะเขาเลือกนั่งที่ฝั่งขวาของฉัน และเพราะเขายังไม่มีเพื่อน เพราะแค่นั้นแหละ...มีอา เดียร์ในวัยหกขวบกว่าๆ ถึงได้กล้าทักคนแปลกหน้าเป็นครั้งแรก
เขาหันมาแล้วอ่ะ ฉันจะพูดอะไรดีนะ ตื่นเต้นจัง~ >O< (ตอนนี้ยัยแคโรไลน์ที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของฉันนั่งระบายสีเล่นอยู่อย่างไม่สนใจใครๆ ใดๆ ทั้งสิ้น ปิดประตูเข้าสู่โลกส่วนตัวไปแล้วเรียบร้อย)
‘นายชื่ออะไรเหรอ ฉันชื่อมีอานะ’ ฉันรวบรวมความกล้ายื่นมือออกไปเพื่อที่จะสัมผัสกับมือของเด็กชายนัยน์ตาฟ้าอมเขียวแบบที่ค่อนข้างอธิบายยาก ต้องดูด้วยดวงตาของคุณเท่านั้นถึงจะรู้ว่ามันสวยแค่ไหน
‘เอเดน’ อีกฝ่ายตอบเสียงแผ่ว เขาค่อยๆ ยื่นมือที่มีเสก็ดแผลแห้งๆ มาสัมผัสกับมือของฉันอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่แพ้กัน
แล้วก็วินาทีนั้นแหละ...ที่มิตรภาพของเราได้เริ่มขึ้น
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ตอนนี้ฉันกับเอเดนนั่งอยู่ที่โต๊ะนั่งประจำของฉันซึ่งอยู่ข้างห้องซ้อมของวงโยธวาทิตตรงตึกดนตรี หลังจากที่ฉันตอบตกลงไปเมื่อวานพร้อมกับเล่าเรื่องของฉันกับพี่แอชเชอร์ตั้งแต่ต้นยันจบให้ฟัง เอเดนก็วางแผนเป็นมั่นเป็นเหมาะด้วยท่าทีมุ่งมั่นและกระตือรือร้นสุดๆ ว่าจะช่วยให้ฉันสนิทกับพี่แอชภายในสามวันแปดวัน (เดี๋ยว นี่โฆษณาขายยาแก้ท้องเสียหรืออะไร =_=^)
ฉันนั่งมองผู้ชายฝั่งตรงข้ามกันขณะที่อีกฝ่ายกำลังเอานิ้วจิ้มๆ เลื่อนๆ โทรศัพท์พลางครุ่นคิดด้วยความสงสัยว่านี่ใช่เอเดน แอดเลอร์คนที่ฉันเคยรู้จักจริงๆ ใช่มั้ย? ก็ไม่ใช่ว่าเขาเปลี่ยนไปอะไรมากจนฉันจำไม่ได้หรอกนะ ที่เห็นเด่นชัดก็มีแค่สีผมที่ไปย้อมมาเป็นสีน้ำตาลอ่อนกับความสูงที่เลยฉันไปไกลแล้วนั่นแหละ นอกนั้นก็แทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง
“เฮ้ๆ นี่เธอจ้องฉันซะอย่างกับว่าไม่เคยเจอกันมาก่อนงั้นแหละ -_-;;” เอเดนเงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมามองฉันที่พึ่งรู้ตัวว่าเผลอจ้องเขาซะนาน
“ก็ไม่ได้เจอกันแบบจริงๆ มาตั้งนานไม่ใช่เหรอไง” ฉันตอบ แล้วเราสองคนก็เงียบกันไปเลย
โอเค เราก็แค่เงียบเพราะไม่รู้จะคุยอะไรกันเท่านั้นแหละ...ตลกดีเหมือนกัน ทั้งที่แต่ก่อนเคยสนิทกันขนาดที่ไม่มีเรื่องจะคุยก็ยังคุยกันได้ แต่พอมาเป็นตอนนี้ฉันกลับรู้สึกว่าการคุยกับเอเดนดูเป็นเรื่องยากยังไม่รู้
การต้องมาทำความรู้จักกับคนที่เคยรู้จักดีที่สุดใหม่เนี่ย แอบให้ความรู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะ...
“แล้วตั้งแต่นั้นเธอก็ไม่ได้คุยกับพี่แอชเชอร์เลยหรอ แบบทักทายกันไรงี้” สักพักเอเดนก็เริ่มชวนฉันคุยเพื่อทำลายความเงียบ พอฉันส่ายหน้าตอบไป อีกฝ่ายก็ดูจะเหลือเชื่อนิดๆ
ใช่สิ ก็เขามันพวกอัธยาศัยดี เฟรนด์ลี่ เพื่อนเยอะ แถมยังเป็นพวกคนดัง ไม่มีทางมาเข้าใจมันฝรั่งตัวน้อยๆ อย่างฉันหรอก ฮึกกก Y^Y
“ที่จริงถ้าหลังจากนั้นเจอพี่เขาแล้วทักบ้างหรือเดินเข้าไปคุยบ้างป่านนี้คงสนิทกันไปแล้ว ไม่น่าเลยมีอา เดียร์” เรียกชื่อฉันเต็มยศพร้อมส่ายหน้าไปมาอย่างนั้นคืออะไร ถ้าฉันกล้าป่านนี้จะได้มานั่งคุยกับนายตรงนี้เรอะ พูดแล้วก็ขอร้องไห้อีกที ฮืออออออ~
“ถ้าฉันทักแล้วพี่เขาจำฉันไม่ได้หรือเมินฉันล่ะ T^T”
“ยังไม่เคยลองเลยแล้วรู้จะได้ยังไง”
“ถ้าฉันสวยกว่านี้แล้วก็ดังกว่านี้ก็อาจจะกล้า”
“เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย”
บลาๆๆๆ ก็เขาดังแล้ว มีคนติดตามเป็นแสนๆ แล้ว จะพูดอะไรก็พูดได้ทั้งแหละ เชอะ -^-
จู่ๆ เอเดนก็เงียบไปเลยทั้งๆ ที่เขาทำท่าจะพูดต่อ ดวงตาของเขาจ้องอยู่ตรงด้านหลังของฉันจนฉันต้องหันไปมองตาม แล้วทันใดนั้นเอง ฉันก็เข้าใจทันทีว่าทำไม...!!
พี่แอชเชอร์! ตัวเป็นๆ เลยด้วยไม่ใช่ภาพจากนิตยาสาร เขากำลังเดินมาทางนี้ พระเจ้าๆๆๆ หล่อมาก หล่อลาก น่ารักที่สุด เขาสมควรเป็นของช้านนน~
“พี่แอชเชอร์หวัดดีครับ” เสียงตะโกนทักทายของผู้ชายตรงข้ามกันทำให้ฉันรีบหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมฟุบหน้าลงกับโต๊ะ (โอ๊ย! ก็ฉันไม่รู้จะทำยังไงนี่นา)
“หวัดดี” ฉันได้ยินเสียงพี่แอชเชอร์ตอบกลับมา ไม่ดังนัก แต่กลับก้องในหัวใจ รับรู้ได้เลยว่าคำว่า ‘หวัดดี’ สั้นๆ คำนั้นมันทำให้ใจฉันสั่นแค่ไหน ขนาดไม่เห็นหน้าเขายังมีอิทธิพลต่อให้ใจฉันขนาดนี้เลย นี่มันเวทมนตร์ชัดๆ U////U
“ไปแล้ว” สักพักเอเดนก็พูดขึ้น ฉันจึงเงยหน้าขึ้นมามองซ้ายมองขวา แล้วก็พบว่าไม่มีวี่แววของร่างสูงแล้วจริงๆ “สงสัยจะเดินออกอีกฝั่งไปแล้วด้วย”
“ฮู่ว~ เมื่อกี้เขินแทบแย่” ฉันถอนหายใจเบาๆ แล้วเอามือทาบอกเหมือนว่าพึ่งรอดจากอาการหัวใจวาย
“เขินเหรอ? นอนฟุบไม่ยอมหันไปคุยกับพี่แอชเชอร์นี่ก็เขินได้แล้วเหรอ -*-”
“โธ่~ ก็ฉันกลัวนี่นา พี่เขาหล่อออกจะขนาดนั้น มันเป็นความหล่อระดับทำให้ฉันหัวใจวายได้เลยนะรู้มั้ย”
“เพ้อเจ้อนะเธอเนี่ย -_-^”
ฉึกกก!
ไม่ต้องตรงมากก็ได้ม้างงง T.,T
“ฉันว่าเราต้องแก้ปัญหานี้กันอย่างจริงจังและตรงจุด” ฉันพยักหน้าหงึกหงักตามเอเดนเหมือนว่าเขาเป็นหมอโรคหัวใจประจำตัวที่กำลังวินิจฉัยอาการให้ฉันอยู่ “ถ้าชอบจริงก็ต้องไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
เอ่อ...ทำหน้ามีแผนการแบบนั้นหมายความว่าไง =__=^^
“คลาสสุดท้ายก่อนกินข้าวของเธออยู่ห้องไหน เดี๋ยวฉันไปรับ”
…และนั่นก็เป็นคำถามสุดท้ายของเขาที่ถามฉันก่อนออดเข้าเรียนจะดังขึ้นพอดี
พอออดคลาสสุดท้ายก่อนพักเที่ยงดังขึ้นฉันก็รีบเก็บของทันที บายเถอะคณิตศาสตร์ ฉันเกลียดแกกก เมื่อไหร่จะเลิกตามหลอกตามหลอนกันซะทีนะ T^T
ระหว่างที่เก็บของใส่กระเป๋าอยู่นั้น ฉันก็แวบมองไปเห็นร่างสูงของคนที่บอกว่าจะรับไปกินข้าวด้วยยืนรออยู่ก่อนแล้ว เอเดนโบกมือไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตอนฉันเผลอไปสบตาเข้า ฉันไม่ได้ตอบอะไรแค่เก็บของต่อ ก่อนจะเดินไปหาที่หน้าห้องเรียน
ฉันเดินต๊อกแต๊กตามเอเดนไปที่โรงอาหารจนกระทั่งซื้ออาหารเสร็จ เราไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็รับรู้ได้ถึงความกระตือรือร้นที่แผ่กระจายออกมาจากตัวเขาอย่างบอกไม่ถูก
เป็นเอเดนนี่ดีจังเนอะ พลังงานเหลือล้นสุดๆ =__=^
“นี่ๆ” ฉันเรียกคนขายาวข้างหน้าที่ไม่ยอมรอฉันซักนิดขณะก้าวฉับๆ ตามไปด้วย “นายจะไปนั่งไหนเหรอ?”
เอเดนชะลอฝีเท้าลงแล้วหันมาตอบฉันด้วยคำถามซะงั้น
“แล้วปกติเธอนั่งกินข้าวที่ไหนล่ะ?”
“ข้างห้องวงโยฯ ที่เดิมกับเมื่อเช้านั่นแหละ”
อยู่ดีๆ เขาก็หันมากรอกตาบนใส่ฉันเฉย =.=
“ก็แบบนี้ไงถึงจีบพี่แอชไม่ติดซะที”
“ถึงฉันนั่งในโรงอาหารก็ใช่ว่าจะจีบพี่เขาติดซะ...เมื่อไหร่…” จู่ๆ คำหลังของฉันก็เบาลงจนเหมือนถูกกลืนเข้าไปในลำคอเมื่อมองเห็นว่าถัดไปอีกไม่ถึงสามโต๊ะนั้นคือโต๊ะของคนที่พวกเรากำลังกล่าวถึง เพียงเห็นผมสีบลอนด์แพลตตินั่มจากด้านหลังนั้นฉันก็รู้ทันทีเลยว่าใคร
“แน่ใจเหรอ J?” หันมายิ้มแบบนั้นหมายความว่าไง…เดี๋ยวเอเดน เดี๋ยวนะเดี๋ยววว!!!
ไม่ทันแล้ว TOT
ไม่มีการปรึกษาเพื่อนใดๆ ทั้งสิ้น! ฉันยังไม่ทันจะได้พูดเสนออะไรสักอย่างหมอนั่นก็ไปโผล่หน้าคุยกับพี่ซัลลี่ เพื่อนสนิทของพี่แอชเชอร์ซึ่งเป็นคนในกลุ่มนั้นที่เอเดนสนิทที่สุดเป็นที่เรียบร้อย พอหย่อนตัวนั่งลงปั๊บเขาก็จัดการกวักมือเรียกฉันทันที ฉันนี่แทบอยากจะเดินหลบไปทางอื่น ถ้าไม่ติดว่าพี่ซัลลี่หันมาเห็นฉันแล้วน่ะนะ
มีอา…ใจเย็นๆ นะ อย่าพึ่งตื่นตกใจตอนนี้ พี่แอชเชอร์เขาใจดีจะตาย เขาอาจจะทักฉันก็ได้นะ ใช่ๆ ต้องทักอยู่แล้วล่ะเนอะ
ฉันหลับตาไปสามวิแล้วก้าวขาที่ราวกับมีลูกเหล็กหนักๆ มารั้งไว้ไปยังโต๊ะกลมโต๊ะนั้นทันทีก่อนที่ตัวเองจะเปลี่ยนใจ
โต๊ะนี้อยู่ชั้นสองของโรงอาหาร เป็นโต๊ะกลมขนาดสิบคนที่มีอยู่ไม่กี่โต๊ะในโรงอาหาร (โรงอาหารโรงเรียนฉันมีโต๊ะหลายแบบมิกซ์ๆ กันไป) ถ้าให้ไล่ที่นั่งของทุกคนแบบตามเข็มนาฬิกาก็เริ่มจากฉัน เอเดน พี่ซัลลี่ที่นั่งข้างพี่เลิฟยูแฟนของเขาซึ่งเป็นคนเอเชีย ถัดไปก็เป็นพี่นิวเยียร์ที่เป็นเพื่อนสนิทพี่เลิฟยูซึ่งเป็นคนเอเชียเหมือนกัน เธอเป็นแฟนกับพี่เจสซีที่อยู่วงโยธวาธิตและเขาก็นั่งถัดมาจากเธอ จากนั้นก็เป็นพี่แอชเชอร์ แล้วก็พี่ริชาร์ดที่ห่างจากฉันไปแค่สองที่นั่งเปล่าๆ เท่านั้น
ซึ่งถ้าดูจากแผนการนั่งกินข้าวแล้วก็จะพบว่าคนที่ไม่ได้เอาแฟนมานั่งด้วยก็มีแค่พี่แอชกับพี่ริชาร์ด และอันที่จริง พี่ริชาร์ดเนี่ยมีแฟนแล้วแต่แฟนคงเบื่อหน้ามั้งเลยหนีไปนั่งตรงอื่น (ล้อเล่นนะ =_=^) สรุปแล้วก็มีแค่พี่แอชเชอร์สุดที่รักของฉันเนี่ยแหละที่ยังโสดสนิท ♥
คนหล่อขนาดนี้ยังโสดได้ยังไง ไม่เข้าใจจริงๆ หวังว่าเขาจะไม่เป็นเกย์อย่างเดียวแหละนะ =W=
ฉันพยายามเพ่งสมาธิไปที่การกินสปาเก็ตตี้ครีมซอสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ตอนนี้ออร่าความหล่อของพี่แอชเชอร์แรงมากจนฉันไม่มีสมาธิจะทำอะไรเลย ในหัวมีแต่คำว่าแอชเชอร์ แอชเชอร์ แล้วก็แอชเชอร์เต็มไปหมด
เดี๋ยวนะ! แต่พี่แอชเชอร์นี่ยังไงกัน ฉันมานั่งเสนอหน้าตรงนี้ตั้งห้านาทีกว่าแล้ว ทว่าเขาก็ยังไม่เงยหน้ามาสนใจสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะมนุษย์ที่ชื่อว่ามีอา เดียร์คนนี้เลยสักนิด เอาแต่กินๆๆ แล้วก็กินเสต็กเนื้อในจานอย่างเดียวราวกับว่ามันเป็นเนื้อลูกวัวที่นำเข้ามาจากดาวอังคารงั้นแหละ ชักจะเศร้าใจแล้วนะเนี่ย ฮือออ ใกล้แค่ไหนพี่ก็จะไม่สนใจกันเลยใช่มั้ยคะ! T^T
อย่างกับเสียงในใจจะดังเกินไป ชายผมดำผู้ซึ่งนั่งข้างคนที่ฉันจ้องอย่างเอาเป็นเอาตายค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาจากการกิน (นี่ก็อีกคน ถามจริงว่าเสต็กปลาที่เขากินมันเป็นปลาจากลุ่มน้ำอะเมซอนรึไง) พี่ริชาร์ดหันมาสบตาฉันเข้าพอดี พอเห็นแบบนั้นฉันก็เลยรีบหลบสายตาไปมองอย่างอื่น แต่อีตาพี่บ้านั่นก็ยังใช้นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มจ้องฉันไม่หยุดพร้อมกับหรี่ลงนิดๆ เหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
“คนนี้ใช่คนที่เคยเข้าเรียนผิดห้องตอนเปิดเรียนวันแรกป่ะวะ” อีตาพี่ริชาร์ดเอามือป้องปากแล้วกระซิบถามพี่แอชเชอร์ ซึ่งที่จริงนั่นไม่น่าจะเรียกว่ากระซิบได้เลยเพราะคนทั้งโต๊ะคงได้ยินกันหมดแล้วมั้ง =[]=
พี่แอชเชอร์เงยหน้าขึ้นมาจากการกิน นัยน์ตาสีฟ้าสดของเขามองมาที่ฉันอย่างพิจารณา ฉันรู้สึกได้ว่าหัวใจในอกเริ่มเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนที่เขาค่อยๆ เผยยิ้มออกมาพร้อมยักคิ้วเป็นคำตอบให้เพื่อน
“มีอา เดียร์ไง”
“เฮ้ยจำได้ไงวะ!?”
กรี๊ดดดด นั่นน่ะสิ จำได้ไงนะ~ >/////< ดีใจนะเนี่ย เอาจริงๆ ฉันไม่เคยคิดว่าพี่แอชเชอร์จะจำชื่อฉันได้หรอก แค่จำหน้าฉันได้ก็ประเสริฐสุดในสิบโลกแล้ว นี่มันดีกว่าที่คิดไว้มากจริงๆ!
“เฮ้ๆ เธอน่ะ” ถึงจะไม่ต้องชี้ส้อมมาฉันก็รู้ได้โดยอัตโนมัติว่าพี่ริชาร์ดเรียกฉัน “ใช่มีอา เดียร์คนที่เคยเข้าห้องเรียนผิดป่ะ”
ใช่ค่าาา แต่ช่วยเลิกย้ำเรื่องฉันเคยเข้าห้องผิดซะทีจะได้มั้ยเนี่ย =O=^
“ค่ะ” ฉันพยายามควบคุมสีหน้าให้นิ่งและกดความเขินไว้ใต้ก้นมหาสมุทรของความรู้สึก แต่เพราะสายตาของพี่แอชที่มองมานั่นแหละที่เป็นปัญหาใหญ่ เขาน่ารักเกินจะต้านทานไหวจริงๆ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสไลม์ที่พร้อมจะละลายลงไปกองลงกับพื้นตลอดเวลายังไงไม่รู้~
ฉันหันไปมองเอเดนเพื่อปรึกษาทางสายตาว่าจะทำยังไงไปต่อไปดี หมอนั่นก็ช่างรู้งานดีจริง เขาทำหน้าใสซื่อเหมือนเด็กวัยสองขวบถามไปทางสองคนนั้นว่า “พวกพี่รู้จักเพื่อนผมด้วยเหรอ?”
ออสการ์มั้ย? เขาสมควรได้ออสการ์มากอ่ะเอเดน ทำหน้าใสซื่อไม่รู้เรื่องทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนวางแผนได้แนบเนียนมากบอกเลย!
“เคยคุยกันนิดหน่อยน่ะ” คราวนี้หัวใจฉันเต้นรัวๆ เลยพอพี่แอชเชอร์เป็นคนตอบ ขอกรีดร้องให้ลั่นโรงอาหารหน่อยได้มั้ย ดีใจจนน้ำตาไหลพรากๆ T///T
เอเดนพยักหน้า ฉันคิดว่าเราจะคุยกันต่ออีก แต่ก็ไม่ อีตาพี่แอชกลับไปให้ความสนใจกับเนื้อลูกวัวจากดาวอังคารแทนฉันอีกแล้วอ่ะ ฮือออ
แต่เอเดนก็ไม่ปล่อยให้ทุกคนได้สนใจอาหารในจานจนนานเกินไป จู่ๆ เขาก็หันมาพูดกับฉันด้วยบทนอกสคริปต์ที่ไม่เคยนัดกันมาก่อนอีกแล้ว
“แล้วนี่สรุปหาคนติวเลขให้ได้ยังเนี่ย?”
ฮะ? คนติวเลขอะไร ฉันเนี่ยนะจะหาคนติวเลข บ้าไปแล้ว
“ยะ...ยังเลย: ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันถึงเข้าใจคำพูดที่สื่อสารออกมาทางสายตาของเอเดนได้ด้วย ซึ่งก็โชคดีมากที่ฉันอ่านถูก ฝ่ายนั้นเลยต่อได้อย่างง่ายดาย
“แย่จัง…แต่เดี๋ยวยังไงฉันจะลองถามพวกรุ่นพี่คนอื่นๆ ให้ดูนะ”
“อะ...อืม =_=;;”
พอจบบทสนทนานั้นฉันก็นั่งเงียบยาวตลอดมื้ออาหาร ได้แต่นั่งมองคนอื่นๆ ที่รู้จักแต่ไม่คุ้นเคยคุยกันไปแบบเงียบๆ เอ...ว่าแต่ทำไมเอเดนต้องพูดเรื่องคนติวเลขอะไรนั่นด้วยนะ เขาหวังว่าพี่แอชจะเสนอตัวอะไรแบบนั้นเหรอ? นั่นมันก็ไกลเกินไปแล้วมั้ง
ได้แค่นี้ก็ดีใจจนไม่รู้จะขอบคุณเอเดนยังไงแล้ว ♥
“แหมๆ แค่นี้ก็ยิ้มหน้าบานไม่หยุดเลยน้า” เอเดนกระเซ้าฉันระหว่างที่เดินขึ้นตึกเรียนด้วยกัน ฉันเลยยิ่งเขินเข้าไปใหญ่จนตัวบิดไปบิดมา โอ๊ย เขินๆๆๆ
“ดีใจอ่ะเอเดน ฉันได้คุยกับพี่แอชอีกครั้งแล้ว >_< ดีใจจนไม่รู้จะขอบคุณนายยังไงจริงๆ นะเนี่ย” ฉันบิดตัวดุ๊กดิ๊กขณะกระตุกแขนเสื้อของคนข้างๆ ไม่หยุดด้วยความดีใจ
“เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าไงนะ?” อยู่ๆ เอเดนก็หยุดเดินขณะหันมายิ้มให้ฉันด้วยสีหน้าที่ดูปลื้มปริ่มแปลกๆ
“เอเดน...ฉันเรียกนายว่าเอเดน” ฉันงงๆ เอิ่ม...ฉันออกเสียงผิดเหรอ หรือต้องพูดว่าไอแดนนะ เอ๊ะ! แต่เอเดนมันก็น่าจะถูกแล้วนี่ -O-
“รู้ตัวมั้ยว่าตั้งแต่คุยมานี่เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อฉัน ไม่ได้เรียกว่านาย”
ฮะ...นี่เขาสังเกตคำพูดฉันขนาดนั้นเชียว?
“งั้นต่อไปนี้ฉันจะเรียกเธอว่ามีอาเฉยๆ บ้าง ^-^”
เอ่อ...พอนึกดีๆ แล้ว เขาก็ไม่เคยเรียกฉันว่ามีอาเลยนะ เอาแต่เรียกว่ามีอา เดียร์ไม่ก็เธอตลอด นี่คือตั้งใจสินะ แหม...ต้องขนาดนี้เชียวเหรอ -O-^^
“มีอา คลาสสุดท้ายรอที่ห้องเหมือนเดิมนะ เดี๋ยวฉันไปหา” เอเดนพูดทิ้งท้ายไว้ตอนที่เราต้องแยกกันไปตามห้องของตัวเอง ลืมถามเลยว่าเขาจะพาฉันไปไหน...แต่ยังไงก็เอาเถอะ ตอนนี้ฉันเชื่อแล้วล่ะว่าเขาตั้งใจจะช่วยฉันจริงๆ
อืม...
พอคิดได้แบบนี้แล้วหัวใจก็อบอุ่นขึ้นมาแปลกๆ แฮะ ฉันเริ่มรู้สึกเหมือนว่าตัวเองย้อนวัยไปตอนเด็กๆ ยังไงไม่รู้ เหมือน... ย้อนกลับไปตอนที่เอเดนยังคงเป็นเอเดนคนนั้นที่ฉันเคยสนิทด้วย
แล้วทำไมฉันต้องเดินอมยิ้มกับตัวเองด้วยเนี่ย รู้สึกเหมือนเป็นบ้าเลยอ่ะ =^=
พอเลิกเรียนเสร็จเรียบร้อยปุ๊บ เอเดนก็พาฉันมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่ที่ข้างคนขับทันที แล้วก็บอกแค่ว่าจะพาไปบ้านเพื่อนเพื่อพาไปปรึกษาอะไรของเขาก็ไม่รู้ แอบรู้สึกกลัวว่าจะโดนล่อลวง -O- แต่ด้วยความเป็นคนไม่ขี้สงสัยก็เลยนั่งฟังเพลงเพลินๆ จากอัลบั้ม Blue Neighborhood ของ Troye Sivan ที่เขาเปิดไปแบบไม่ได้ถามอะไรต่อ (เป็นคนว่านอนสอนง่ายดีเนอะ)
“แล้วเพื่อนนายชื่ออะไรเหรอ” ในที่สุดฉันก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองควรจะถามคำถามนี้หลังจากนั่งเอ๋อมาเป็นสิบนาที (บางทีก็ไม่ชอบตัวเองเลยแฮะ ถ้าอีตาเอเดนเป็นแก๊งลักเด็กป่านนี้ฉันก็คงถูกจับไปขายชายแดนแล้วมั้ง)
“ชื่อชาร์ล็อตต์น่ะ เป็นผู้หญิง”
“อ่อ…”
ฉันรู้จักชาร์ล็อตต์อยู่ เคยเห็นเธอผ่านๆ ทางทวิตเตอร์ของเอเดนนั่นแหละ ชาร์ล็อตต์เป็นผู้หญิงน่ารักแล้วก็ยิ้มเก่ง แสดงตัวเฟมินิสต์อย่างชัดเจน รูปร่างมีน้ำมีนวล ผมของเธอเป็นสีบลอนด์ประกายทองยาวกว่าฉันนิดหน่อย ออกลอนๆ เป็นคลื่น อ้อ! แล้วเธอก็เป็นยูทูบเบอร์ด้วย เท่าที่รู้ก็แค่ประมาณนี้แหละ พอดีไม่ได้เป็นพวกชอบสืบเรื่องชาวบ้านแบบอีตาเอเดนอะไรเงี้ย (เปล่าแซะ)
“ไฮ~” เสียงทักทายสดใสตามหลังเสียงเปิดประตูขึ้นมาแทบจะทันทีหลังจากเอเดนกดออดเพียงครั้งเดียว ฉันจำได้แน่นอนว่าเธอคงจะเป็น ‘ชาร์ล็อตต์’ และอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะรู้จักฉันมาแล้วล่วงหน้าด้วย ดูจากแววตาที่ไม่แฝงความสงสัยอะไรไว้เลยนั่นน่ะนะ
“คิดถึงเป็นนายเป็นบ้าเลย” ชาร์ล็อตต์เขย่งตัวกอดเอเดนอย่างสนิทสนม (ฉันพึ่งรู้ว่าเธอเตี้ยกว่าฉันสัก 3-4 เซนต์ได้เพราะดูจากในรูปเธอเหมือนสูงกว่านี้)
“Same~” เอเดนกอดเธอคืน ดูเป็นกอดที่กลมเกลียวมาก เหมือนแฟนกันเลยอ่ะ
“เฮ้ แล้วนี่ต้องเป็นมีอา เดียร์ชัวร์ๆ เลยใช่มั้ย?” ชาร์ล็อตต์มุ่งความสนใจมาที่ฉันบ้างหลังทักทายเอเดนเสร็จ ว่าแล้วเชียวว่าเธอจะต้องรู้จักฉันอยู่แล้ว
“อ่าฮะ” เอเดนตอบแทนฉัน
“เยี่ยม ฉันชาร์ล็อตต์นะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชาร์ล็อตต์ยื่นมือมาให้ฉันเชคแฮนด์พร้อมเผยยิ้มกว้างจนเห็นฟันเรียงกันสวย เธอดูเป็นกันเองมากๆ ทั้งที่ฉันรู้มาว่าเธออยู่เกรดสิบสองแล้ว “เข้ามาในบ้านกันดีกว่า ยืนคุยจนเมื่อยแล้ว”
เราสองคนเดินตามชาร์ล็อตต์เข้ามาในบ้าน เอ่อ...ที่จริงคือมีแต่ฉันต่างหากที่เดิน เพราะอีตาเอเดนกระโดดเกาะคอเพื่อนสาวจากด้านหลังเป็นลูกลิงไปแล้ว -_-^ ฉันพูดจริงๆ นะว่าสองคนนี้เหมือนแฟนกันมาก บางทีพวกเขาอาจจะแอบคบกันลับๆ เพราะกลัวจะเสียความส่วนตัวอะไรแบบนี้รึเปล่า...อืม น่าคิดแฮะ
ระหว่างทางฉันได้เจอกับพี่ชายของชาร์ล็อตต์ที่กำลังนั่งดูหนังอยู่ในห้องนั่งเล่น เธอแนะนำให้ฉันรู้จักว่าเขาชื่อ ‘ชาลีย์’ และประเด็นคือเขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาละมุนละไมมากมาย ถ้าไม่ติดว่ามีพี่แอชเชอร์อยู่ทั้งใจฉันคงต้องเผลอปันรักไปให้เขาแน่ๆ เลย U///U
และเราก็มาถึงห้องนอนของชาร์ล็อตต์อันเป็นจุดหมายปลายทาง ห้องของเธอมีขนาดไม่ใหญ่กว่าฉันมากนัก คงเป็นเพราะขนาดบ้านของฉันกับเธอนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกันนั่นแหละมั้ง แต่ทว่าห้องของเธอกับฉันค่อนข้างตกแต่งต่างกันแบบสุดๆ เพราะของเธอดูฮิปสเตอร์กว่ามาก วอลเปเปอร์สีครีมเข้ากันกับผ้าปูที่นอนสีขาวลายกริดสีดำ แล้วก็พวกภาพโพราลอยด์ที่ตกแต่งตามผนังห้องนั่น ทำไมยิ่งดูยิ่งรู้สึกอนาถใจกับห้องนอนตัวเองนะ สงสัยต้องหาเวลาบูรณะใหม่ซะหน่อยแล้ว
“มานั่งนี่เร็ว” ชาร์ล็อตต์ลากฉันมานั่งตรงเก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้ง โดยให้ฉันหันหน้ามาทางเตียงแล้วหันหลังให้กระจก
เอเดนขึ้นไปนอนกลิ้งนอนเกลือกบนเตียงเพื่อนอย่างกับว่าเป็นเจ้าของเรียบร้อยแล้ว ส่วนเจ้าของเตียงเองก็กำลังนั่งห้อยขาลงมาแล้วพิจารณาใบหน้าฉันด้วยสีหน้าจริงจังอย่างกับเห็นฝาแฝดตัวเองอะไรแบบนั้น
“นายอยากให้ฉันเปลี่ยนตรงไหนล่ะ” ชาร์ล็อตต์หันไปถามเอเดนซึ่งถอดเสื้อทับนอกออกทิ้งไว้บนหมอนเหลือแค่เชิร์ตขาวกับเนคไท เขานอนคว่ำเอามือเท้าคางอยู่บนเตียงอย่างสบายใจเฉิบขณะมองหน้าฉันไปด้วย
“ไม่รู้สิ ฉันว่ามันก็ดีอยู่แล้ว ก็เลยมาถามเธอเนี่ยแหละ”
อะไร พูดถึงอะไรกัน กำลังวิจารณ์หน้าฉันกันอยู่อยู่หรือเปล่า =__=;;;
“ฉันว่ามีอาก็น่ารักแบบที่เป็นอยู่แล้วนะ” สาบานว่าไม่ได้พูดเอาใจ ชาร์ล็อตต์ชมฉันด้วยอ่ะ เขินนน >_< “แต่ว่าถอดแว่นดีป่ะ ลดความเนิร์ดไรเงี้ย”
“แต่ใส่แว่นก็ไม่ได้แย่นี่” ชมฉันว่าสวยอยู่รึเปล่า ต้องใช่แน่ๆ
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเวลาถ่ายคลิปลงยูทูบนายจะอยากให้คนจำเธอลุคไหนนั่นแหละ แต่จากความเห็นส่วนตัวฉันว่าใส่คอนแทคเลนส์น่าจะดีกว่า”
“ถ่ายคลิปอะไรเหรอ?” ฉันถามขึ้นมาหลังจากนั่งฟังสองคนนี้แสดงความคิดเห็นมาเงียบๆ อยู่หลายนาที
“แผนการดันเธอให้เป็นที่รู้จักไง” เอเดนตอบขณะที่เริ่มกลิ้งไปกลิ้งมาจนกลายเป็นท่านอนหงายแล้วห้อยคอมามองหน้าฉันแบบกลับหัวแทน (แอบหลอน =[]= ฝึกเป็นผีอินซิเดียสอยู่เรอะ!)
เอิ่ม...เดี๋ยวก่อนนะ แผนการอะไร ฉันไม่ได้อยากเป็นยูทูบเบอร์ซะหน่อยยย
“เดี๋ยวนะ คือนายก็รู้ว่าฉันพูดไม่เก่ง แล้วฉันก็…”
“เฮ้ๆ ใจเย็น” เขาขัดขึ้นมาตอนฉันกำลังพูดอีกแล้ว จะรอให้ฉันบ่นเสร็จก่อนไม่ได้เลยเหรอไง ใจร้ายจริง “มันเป็นแค่แนวทางเฉยๆ เธอเป็นคนบอกฉันเองนี่ว่าอยากพยายามปีนบันไดขึ้นไปหาพี่แอชเชอร์ และอินเทอร์เน็ตก็เป็นทางเดียวที่ทำได้”
ก็จริง...ถ้าฉันมีคนซับสไครบ์ในยูทูบเยอะๆ มียอดฟอลโลว์ในทวิตเตอร์กับอินสตาแกรมมากๆ คนก็จะรู้จักฉันมากขึ้น... นั่นเป็นวิธีที่ดีทีเดียวที่จะทำให้ฐานันดรในสังคมของฉันใกล้พี่แอชเชอร์ขึ้นอีกก้าว
“เธออ่านหนังสือเก่งออก แล้วก็เขียนเก่งด้วยนี่ ทั้งนิยายทั้งเรื่องสั้น คิดออกแล้ว! เธอก็ทำเกี่ยวกับรีวิวหนังสืออะไรแบบนี้สิ ต้องรุ่งชัวร์”
“ใช่ๆ เจ๋งไปเลย” ชาร์ล็อตต์เห็นดีเห็นงามตามเพื่อนใหญ่แถมมีการตบมือเปาะแปะเป็นซาวน์เอ็ฟเฟ็คต์ประกอบด้วย “อาจจะเขียนเป็นบล็อกไม่ก็ทำคลิปรีวิว ฟังดูเป็นความคิดที่ดีนะ”
“งั้นขอโทรศัพท์หน่อยสิ” เอเดนกลับมานอนห้อยคอฝึกเป็นผีอินซิเดียสอีกครั้งพร้อมยื่นมือตรงหน้าฉัน
“หยุดทำท่าแบบนี้เถอะขอร้อง ฉันกลัวคอนายจะหักเอา =_=” ฉันพูดขณะยื่นโทรศัพท์ไปวางบนมือเขาอย่างว่าง่าย (ชีวิตนี้ไม่เคยสงสัยอะไรมากหรอกฉัน)
“งั้นฉันจะแต่งหน้าให้มีอาเล่นๆ ระหว่างรอนายสมัครนานาสารพัดแอคเคาต์ละกันนะ” ชาร์ล็อตต์หันไปพูดกับเอเดนก่อนจะหันมายิ้มหวานให้ฉัน เธอดันหลังฉันเบาๆ ให้เก้าอี้มีล้อซึ่งฉันนั่งอยู่เลื่อนไปจนติดกับปลายเตียง ก่อนที่เธอจะขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนนั้น “เอาล่ะ มาเริ่มกันเถอะ ^O^”
ชาร์ล็อตต์เริ่มเอาอะไรสักอย่างมาทำความสะอาดหน้าฉันก่อนเริ่มลงมือแต่งหน้า เธอชมว่าหน้าฉันใสไม่มีสิวด้วยอ่ะ เขินจัง ระหว่างนั้นเอเดนก็นอนเอานิ้วจิ้มๆ โทรศัพท์ฉันด้วยสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังแชทคุยกับประธาธิบบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อยู่
ตอนที่ชาร์ล็อตต์แต่งหน้าให้ฉัน ฉันก็แอบสังเกตหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย ฉันโคตรชอบตาของเธอเลย สีมรกตหม่นเทานิดๆ แต่กลับดูสดใส มันเป็นนัยน์ตาที่แสดงตัวตนแห่งความมุ่งมั่นและมีความมั่นใจในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก ดูเป็นคนพลังงานเหลือล้นแบบอีตาเอเดนเป๊ะๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสองคนนี้ถึงสนิทกัน
“นี่เอเดน ฉันแต่งหน้าให้มีอาเสร็จแล้ว ดูสิๆ” ชาร์ล็อตต์หมุนตัวฉันไปทางเอเดน เขาจึงกลิ้งตัวขึ้นมานอนคว่ำแล้วเท้าคางมองหน้าฉัน
“อืม” เอเดนยิ้มขณะที่มองหน้าฉัน นี่ถ้าเขาเป็นพี่แอชเชอร์ฉันคงเขินตายไปแล้วเพราะสายตานั่นดูกรุ้มกริ่มมาก -///- แต่เขาไม่ใช่ไง เพราะงั้นฉันจะไม่เขิน
“แล้วนี่นายสมัครอะไรให้มีอาไปแล้วบ้าง” ชาร์ล็อตต์ชะโงกหน้ามองโทรศัพท์ฉัน เอเดนจึงค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิบ้างแล้วยื่นโทรศัพท์ฉันให้กับเพื่อนสาวดู
“อินสตาแกรม แล้วก็ทวิตเตอร์เพิ่มอีกแอคเคาต์...ที่เป็นแอคเคาต์ไม่ลับ :)”
ทำหน้าอย่างนั้นหมายความว่าไงอีตาเอเดน -_-*
“งั้นเรามาถ่ายรูปกันดีมั้ย ฉลองมีอามีอินสตาแกรมครั้งแรก ^O^” พูดจบชาร์ล็อตต์ก็จับฉันขึ้นมานั่งบนเตียง ส่วนตัวเธอก็ถือวิสาสะเอามือถือของฉันไปเพื่อหาทางวางมันให้ตั้งได้
ฉันถอดเสื้อนอกออกเหลือแค่เชิร์ตปกแหลมแขนสั้นบ้างแล้ววางมันลงบนตักตัวเอง จู่ๆ ฉันก็รู้สึกเหมือนว่ามีใครบางคนกำลังจับผมฉันเล่นอยู่ ฉันจึงค่อยๆ หันไปมองก่อนจะพบกับนิ้วเรียวยาวของคนข้างๆ ที่จับผมฉันถักเป็นเปียเล็กๆ
เอเดนจับผมฉันด้วยความทะนุถนอม นัยน์ตาสีใกล้เคียงเทอร์ควอยซ์คู่นั้นมองเส้นผมของฉันแบบเดียวกับที่เขาเคยมองมาตลอดตอนที่เรายังเด็ก สายตาเวลาที่เขาเล่นผมฉันมันช่างทำให้เอเดนดูเป็นผู้ชายน่ารักอย่างบอกไม่ถูก เห็นเขาทำตัวเหมือนแต่ก่อนแบบนั้นฉันก็เผลอที่จะอมยิ้มออกมาบางๆ ตามเขาไม่ได้
“ฉันชอบผมเธอนะ” เขาพูดแค่นั้นแล้วแกะเปียหลวมๆ ออกก่อนจะเอานิ้วรูดๆ ผมฉันให้กลับมาเป็นแบบเดิมเพราะชาร์ล็อตต์หาที่วางกล้องได้และเริ่มลองแอ็คท่าดูเรียบร้อยแล้ว
“ทำท่าแด๊บกัน” เอเดนเสนอความคิด
“Good idea.” ชาร์ล็อตต์ชูนิ้วโป้งให้เอเดนก่อนจะลุกขึ้นไปที่กล้องอีกครั้งเพื่อตั้งเวลา “ห้าวินะทุกคน” แล้วเธอก็รีบวิ่งกลับมา
ฉันยกมือทั้งสองข้างไปทางซ้ายโดยงอศอกข้างขวาลงให้ฝ่ามือคว่ำอยู่ตรงจมูกแบบที่สองคนนั้นทำ มันเป็นท่าที่จู่ๆ ก็ฮิตขึ้นมาซะงั้น ฉันเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเราทำท่านี้ไปเพื่อะไร แต่เห็นว่ามันเท่ดีก็เลยไม่ได้ขัด
“รูปสวยมาก เอาลงเลยๆ” ชาร์ล็อตต์ชื่นชมรูปภาพนั้นใหญ่พร้อมคะยั้นคะยะให้ฉันเอาลงอินสาแกรมด้วย ฉันเองไม่เคยใช้มาก่อนเธอก็เลยต้องช่วยสอน แต่ยังไม่ทันได้โพสต์ลง เสียงริงโทนจากโทรศัพท์ของเอเดนก็ดังขึ้นมาซะก่อน ที่จริงถ้าเป็นคนอื่นฉันก็คงไม่ไปสนใจนักหรอก แต่เพราะปลายสายมันดันเป็นพี่แอชเชอร์น่ะสิ ฉันก็เลยเผลอที่จะสนใจอย่างช่วยไม่ได้
“เธอรับนะ” แล้วจู่ๆ อีตาเอเดนมายัดโทรศัพท์ใส่มือฉันทำไมเนี่ยยย บ้าไปแล้วเหรอไงจะให้ฉันรับเนี่ย =[]=
“ไม่เอา!” ฉันรีบยัดคืนใส่มือเขาอย่างกับว่ามันเป็นวัตถุอันตรายก็ไม่ปาน “เขาโทร.มาหานายก็ต้องแปลว่าอยากคุยกับนายสิ เอามาให้ฉันทำไม”
“เธอก็บอกไปว่าฉันอยู่ชั้นล่างอะไรแบบนี้สิ เอ้ารับ!” แล้วเขาก็เอามายัดใส่มือฉันอีกรอบ “ถ้าอยากเป็นแฟนพี่แอชเชอร์ก็กดรับซะ”
ประโยคนั้นมันเป็นคำพูดศักดิ์สิทธิ์รึไง ทำไมฉันต้องเผลอบ้าจี้เอานิ้วรูดกดรับด้วยล่ะเนี่ย รู้ตัวอีกทีพี่แอชเชอร์ก็อยู่ในสายซะแล้วล่ะ ฮือออ
ตอนที่เอเดนยื่นนิ้วมาเปิดลำโพง เสียงพี่แอชก็ดังขึ้นมาพอดีเป๊ะ ตายล่ะ ฉันต้องพูดว่าอะไรดีล่ะเนี่ย
[ฮัลโหลเอเดน] อื้อหือ…หล่อยันเสียง มีใครกล้ารับประกันบ้างว่าหัวใจฉันจะไม่วายตายไปก่อนเพราะความเขินเนี่ย U///U
“หวัดดีค่ะพี่แอชเชอร์…” ใจเย็นๆ สิมีอา เสียงสั่นไปแล้วนะ!
[อ้าว มีอาเหรอ] อะไรนะ พี่แอชจำเสียงฉันได้ กรี๊ดดดด >_< อยากกรีดร้องแต่ก็ต้องเงียบไว้เพราะเดี๋ยวเขารู้ว่าหัวใจฉันอยู่ที่ใคร~ [เธออยู่กับเอเดนเหรอ]
“ค่ะ คือตอนนี้เราอยู่บ้านชาร์ล็อตต์ฉันก็เลยรับสายให้” ฉันตอบ แล้วจึงสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่เหมือนหลุดไปแล้วคืนมา “เอเดนเข้าห้องน้ำอยู่น่ะค่ะ พี่จะรอมั้ยคะ”
[อ๋อ งั้นไม่ต้องหรอก ฝากบอกเอเดนแค่ว่าส่งรูปที่ถ่ายด้วยกันวันก่อนมาให้ก็พอ]
“อ่อ...ได้ค่ะ”
ฉันนึกว่าทุกอย่างจะจบลงตรงนี้ กำลังเตรียมตัวจะกดวางสายแล้วก็กรี๊ดแล้วเชียว แต่ทว่า...
[เกรดคณิตเทอมที่แล้วเธอเป็นไงบ้างมีอา] พี่แอชถามเกรดเลขฉัน…? เขาถามไปทำไม ถามไปเพื่ออะไร ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงกดตัดสายแน่ วิชาดีๆ อย่างวรรณกรรมหรือภาษาฝรั่งเศสที่ฉันได้เอบวกมีก็ไม่ถาม ดันมาถามเกรดคณิตเฉย แต่พอเป็นพี่แอชเชอร์เท่านั้นแหละ ฉันก็คิดไปไกลเลย~ >////<
“ดะ...ได้ดีลบค่ะ”
[หูว ต่ำเตี่ยเรี่ยดินมากอ่ะ =_=]
ไม่ปฏิเสธค่ะ Y_Y
“ใช่ค่ะ แย่มากเลย”
[ที่จริงคณิตศาสตร์มันก็ไม่ยากขนาดนั้นหรอกนะถ้าเธอชอบมัน ยังไงเวลาอาจารย์สอนไม่เข้าใจก็ยกมือขึ้นถามเลยไม่ต้องอาย หลังเรียนเสร็จก็อ่านทบทวนทำแบบฝึกหัดเยอะๆ เดี๋ยวก็เก่ง สู้ๆ นะ ^^]
โอ้มายก็อด…!!!
“ขอบคุณมากๆ นะคะพี่แอชเชอร์สำหรับคำแนะนำ” ฉันกล่าวขอบคุณพี่แอชเชอร์ด้วยหัวใจที่สั่นระริก สองคนที่นั่งขัดสมาธิฟังอยู่ด้วยกันก็ยิ้มเล็กยิ้มน้อยใหญ่ โดยเฉพาะอีตาเอเดนที่ขยิบตาวิงค์ๆ ให้ฉันไม่หยุด
จ้าาา รู้แล้วว่านายช่วยฉันได้จริง >_<
[มีอะไรสงสัยก็ถามพี่ได้ตลอดนะ แค่นี้แหละ บ๊ายบาย]
บ๊ายบายด้วย~ น่าร้ากกกก
“บ๊ายบายค่ะ” ฉันตอบกลับพี่แอชเชอร์ไปด้วยน้ำเสียงสดใสสุดฤทธิ์ก่อนที่สายจะถูกตัดลง
ตอนเที่ยงฉันมีโอกาสได้กินข้าวโต๊ะเดียวกันกับพี่แอชเชอร์ก็ว่าปาฏิหารย์มากพอแล้ว แต่นี่...นี่ฉันได้โทรศัพท์คุยกับเขาด้วย! พระเจ้าช่วย...มันเกินจากที่ฝันจริงๆ นะ
คนในฝันของฉัน คนที่ฉันรู้สึกว่าไกลเกินจะสัมผัส แต่ตอนนี้ฉันกลับกำลังรู้สึกว่าตัวเองถูกผูกไว้ด้วยลูกโป่งสวรรค์เป็นพันๆ ลูก ค่อยๆ โบยบินขึ้นไปบนฟากฟ้า แล้วเอื้อมมือออกไปเพื่อจะแตะเขา
ใกล้กันขึ้นอีกนิดแล้วนะคะพี่แอชเชอร์ ❤
Talk with Me J
สวัสดีค่าทุกคน My Dear JLS11 มารายงานตัวแล้วค่า ><
ชื่อเล่นเราตามนามปากกาเลยค่า แต่จริงๆ เรียกว่าเดียร์ก็พอเพราะเพื่อนเราก็ไม่มีใครเรียกมายเดียร์นะ 5555 เรียกพี่เรียกน้องได้ตามสบายเลยค่า แต่ก็น่าจะเป็นน้องนั่นแหละค่ะ (เพราะตอนนี้พึ่งเรียนอยู่ม.3เอง) ยังไงก็ขอฝากตัวกับนักอ่านและพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนด้วยนะคะ ขอให้มีอากับเอเดนเข้าไปอยู่ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยน้า ขอให้อยู่ตามอ่านกันไปจนถึงวีคสุดท้ายเลย~
สุดท้ายนี้ขอฝากคอมเม้นต์ติชมกันด้วยนะคะ ถ้าโหวตให้ด้วยก็จะรักที่ซู้ดดดด 55555 นอกจากนี้ยังสามารถติดตามและพูดคุยกันได้ที่แฟนเพจ My Dear เลยค่า
แล้วอย่าลืมติดตามบทต่อไปกันนะคะ บ๊ายบาย~~~ ^___^
ใช้สำนวนที่เข้าใจง่ายและเห็นาพ ชอบๆ
เพิ่งมาเอะใจว่า กามเทพ...กลายเป็นเกย์ โอ่ยยย เอเดนหรือแอชเชอร์?!
เห็นเอเดนฟัง blue neighbourhood ด้วยก็เลยเดาว่าน่าจะเป็นเอเดน (แต่พี่แอชเชอร์ก็ไม่แน่...)
เอาเป็นว่า เรื่องนี้มีโทนเฉพาะตัวและรออ่านตอนต่อไปอยู่นะ
สู้ๆ น้าาา น้องเดียร์
(ตอนที่พี่อายุเท่าน้องเดียร์พี่ยังเขียนไม่ได้เท่านี้เลย T^T หนูเก่งมาก)
ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกก *O*
ฉากเอเดนจับผมมีอาอ่ะค่ะน้องเดียร์ มีความน่ารัก ดาเมจรุนแรงมากค่ะ!
บรรยายดีมากเลยอ่า เหมือนนั่งฟังเพื่อนสาวเม้าท์ผู้ไรงี้ 5555
ส่วนแอชเชอร์นี่คือ Lucky ถูกแมะ แอร๊ยยยยยย
พี่ชอบเค้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
สู้ๆ นะคะ
สวัสดีค่ะน้องเดียร์ พี่อายนะคะ ขอคอมเม้นรวมกันสองตอนเลยเนาะเพราะว่าอ่านรวดเดียว ^^
ก่อนอื่นขอชมก่อน ชอบการใช้คำอุปมาอุปมัยในเรื่องมาก ชอบที่ไม่ได้ใช้คำเปรียบเปรยแบบที่ใช้กันจนเกร่อแล้ว และยังเป็นการเปรียบที่ทำให้เห็นาพมากๆ แบบว่า โอเคพระเอกมันหล่อจนโลกหยุดหมุนไปเลยจริงๆ 555 ชอบมากๆ ค่ะจุดนี้ทำดี
ถ้าปรับในส่วนของ transition ให้มันลื่นไหลกว่านี้น่าจะเพอร์เฟคเลยนะคะ แบบอยู่ดีๆ นางเอกมาโผล่ในห้องนั่งข้างๆ พระเอกแล้ว ถ้าไม่อ่านดีๆ อาจจะงงได้ค่ะ นอกจากนี้ก็มีบางจุดที่ดึงจังหวะนานไปค่ะ โดยเฉพาะตอนเปิดเรื่อง ยิ่งเป็นการแข่งเป็นตอนๆ แบบนี้พี่แนะนำเลยว่าทุกตอนต้องมีความพีค ดังนั้นเรื่องจังหวะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ นะคะ ต้องไม่เร็วไปไม่ช้าไป แล้วก็ต้องทำให้คนอ่านลุ้นไปกับเราตลอดทุกฉากทุกตอน ลองลิสต์ไว้เลยก่อนจะเริ่มเขียน ว่าบทนี้เรามีพอยต์หลักคืออะไร เราจะสื่อเรื่องอะไร จะทิ้งท้ายปมยังไง และก่อนจะไปถึงปมทิ้งท้ายเราจะให้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง จากนั้นก็ยึดอันนี้ไว้เป็นหลักค่ะ
แล้วก็เรื่องการบรรยาย พี่คิดว่าน้องน่าจะอ่านนิยายแปลจากาษาอังกฤษ หรือไม่ก็นิยายาษาอังกฤษมาเยอะพอสมควร ดูจากสำนวนและการดำเนินเรื่องแล้ว ซึ่งนิยายฝรั่งจะเน้นคำบรรยายค่อนข้างเยอะนิดนึง ตรงนี้ต้องระวังไม่ให้มันเยอะไปนะคะ คือ สมมติพอยต์แรกคือ เราอยากจะบอกว่านางเอกไม่เหมาะสมไม่คู่ควรกับพระเอก เราสามารถสื่อถึงพอยต์นี้ได้ในย่อหน้าเดียวหรือสองหน้าก็ได้นะคะ อย่างในบทแรก ที่นางเอกบรรยายว่าตัวเองไม่เหมาะกับพี่แอชเชอร์เพราพี่เขาเป็นนายแบบ และตัวเองไม่สวยหุ่นไม่ดี ฯลฯ ตรงนี้โอเค เก็ตว่าอยากให้คนอ่านเห็นาพ แต่จริงๆแค่ย่อหน้าเดียวก็เห็นาพแล้วนะ การย้ำหลายๆ รอบมันอาจทำให้คนอ่านรู้สึกว่า เอ๊ะ เมื่อกี้ก็พูดไปแล้วนี่นา อารมณ์เหมือนมันวนไปมาน่ะค่ะ ซึ่งถ้าปรับการดำเนินเรื่องให้กระชับขึ้นจะดีมากๆ เลยค่ะ เพราะสำนวนเราดีนะ เหลือแค่ให้มันลื่นไหลอ่านแล้วไม่มีสะดุด ไม่ยืดไปหรือเร็วไปเนาะ ทริคง่ายๆ เลยคือเราลองอ่านเองแล้วไม่รู้สึกว่าซ้ำ ๆ
จุดยิบย่อยอื่นๆ
ด้วยการหยุดสายตาของเขามาที่ฉัน → น่าจะใช้เป็น “ด้วยการหยุดสายตาไว้ที่ฉัน” หรือ “ด้วยการลากสายตามามองที่ฉัน” อะไรแบบนี้มากกว่านะคะ
การเปิดตัวละครลับ (เอเดน) → การเปิดให้เอเดนโผล่มาจูบ โผล่มาหยิบมือถือไป วิ่งไล่กัน ไรเงี้ยอะมันดูแบบ ไม่เรียล คือคิดจากความเป็นจริงแล้วอาจดูแปลกๆ นิดนึง (และบวกกับคำอธิบายเรื่องดันเขียนไว้ว่ากามเทพคนนี้เป็นเกย์ด้วย เลยมีความขัดแย้งเล็กน้อย ทำให้พี่อยากอ่านต่อ 555 อยากรู้ว่าตกลงมันเป็นไงมาไง จะหักมุมอะไรอีกมั้ย รออยู่นะคะ รีบเขียนมานะ)
“ทำท่าแด๊บกัน” เป็นท่าแบบไหนคะ อันนี้สงสัยส่วนตัว พี่นึกาพไม่ออกจริงๆ T_T
กับอีกเรื่องสุดท้ายเลยเป็นยิบย่อยมากๆ คือโลเกชั่นในเรื่องใช้นิวยอร์กเป็นสถานที่หลัก แต่พี่อ่านแล้วยังไม่เห็นาพความเป็นนิวยอร์ก ยังเห็นาพไฮสกูลในนิวยอร์กไม่ชัดเจนเท่าไหร่ ตรงนี้แนะนำว่าลองศึกษาไลฟ์สไตล์เด็กในนิวยอร์ก รวมถึงบรรยากาศในไฮสคูล บรรยากาศในชั้นเรียน ให้เรามองเห็นาพรวมได้ชัดที่สุด แล้วเราจะบรรยายได้ชัดเจนเห็นาพเองจ้ะ สู้ๆ น้า พี่เอาใจช่วยอยู่นะคะ เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้ะ
นี่คิดว่าถ้ามีเอเดนเป็นเพื่อนจะเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยละสบายใจ คุยกันได้เสมอไรงี้ เพื่อนสาวไรงี้ แต่ถ้าเอเดนไม่ได้เป็นเกย์ ละได้นางเป็นแฟนนี่จะตัวแตกตาย นางน่ารักมาก
พี่แอชเชอร์ดูอ่อยมีอาเบาๆอ่ะ555
#ทีมพี่แอชเชอร์
เราหลงรักจนเป็นทีมพี่แอชเชอร์แล้วววว
สำนวนโอเคเลยสำหรับพี่นะ ฉากต่างๆ ก็น่ารักกกก แบบว่าคิดได้ยังไง เยอะมาก
บรรยากาศของเรื่องนี้ไม่ได้ฝรั่งจ๋ามาก ออกแนวฟุ้งๆ ดี ได้ความมโนพร่ำเพ้อของนางเอกไปนี่เอง
สู้ๆ นะคะ ///
เข้าเรื่องเลยเนอะ พี่ชอบนะ นิยายโทนสบายๆ อ่านแล้วผ่อนคลายดีอ่ะ โทนเรื่องน่ารักมากกก ชอบๆ
ชอบฉากที่เอเดนกับมีอาเรียกชื่อแทนตัวกัน ทำไมน่ารัก แน่ใจนะว่าแค่เพื่อน ไหนจะจับผมอีกกก
ฮิ้ววว//โบกป้ายไฟรอ (หวังว่าเอเดนจะไม่ใช่เกย์นะ งืออ)
สู้ๆจ้าาา จุ้บบ