ความฝันของฉันต้องแตกดับ...เมื่อคนที่เฝ้าฝันหามาตลอด 8 ปี พอเจอตัวจริงกลับตรงข้ามกับสิ่งที่คิดแบบสุดๆ แล้วฉันจะทำยังไงต่อไปดีเนี่ยยยย!! ไอ้นี่มันตัวปลอม นี่มันเสิ่นเจิ้นชัดๆ =[]=!
3
คนแปลก แปลกคน
“ไปซะ”
พูดจบพี่น้ำตาลก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านแบบไม่เหลียวหลังมามองฉันอีก สีหน้าที่เหมือนพร้อมจะกินหัวกับท่าทางปึงปังเหวี่ยงแรงแบบนั้นทำให้ฉันได้แต่ยืนตีหน้าโง่อยู่กลางแดด กำลังตรึกตรองอยู่ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป ก็แค่ถามว่าแกล้งฉันแบบนี้ พยายามไล่ฉันออกจากบ้านแบบนั้น เป็นเพราะมีแผนในใจใช่ไหม ถามจบเขาก็ทำท่าหัวเสียอย่างนี้ล่ะ
แล้วจะไม่ให้ฉันสงสัยได้ยังไงกัน แต่ช่างเถอะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าเขาคงตีมึนหนีไปแบบนี้ ยังไงซะฉันก็ต้องสืบจนรู้ให้ได้อยู่ดีและจะไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะรู้เรื่องทุกอย่างเด็ดขาด!
“คุณมุกคะ”
ระหว่างที่ยืนทบทวนอะไรหลายๆ อย่างอยู่นั้น เสียงเรียกอันนุ่มนวลก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พี่แววแม่บ้านคนใจดีที่คอยช่วยเหลือฉันอยู่ห่างๆ ตลอดนั่นเอง
“ค่า พี่แวว”
“เมื่อครู่คุณชูก้าร์ให้มาบอกว่า ถ้าคุณมุกหิวก็ไปทานอาหารได้เลยค่ะ”
“อ๋อ ค่ะ” ฉันพยักหน้าเข้าใจแล้วเดินตามพี่แววเข้าบ้าน แต่จู่ๆ กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องรีบทำบางอย่างซะก่อน “พี่แววหนูขอยืมโทรศัพท์ของพี่แป๊บได้ไหมคะ ^^”
“ได้ค่ะ ว่าแต่คุณมุกจะโทรหาใครเหรอคะ”
“หึๆๆ” ฉันไม่ได้ตอบอะไรพี่แววกลับไป ได้แต่ยืนกำโทรศัพท์ไว้ในมือแล้วหัวเราะเป็นอีบ้าอยู่คนเดียวเหมือนตัวร้ายที่กำลังวางแผนยึดครองโลกอย่างสะใจ
เสร็จฉันล่ะอีพี่น้ำตาล!
……….
ว่าแต่นี่มันอะไรกัน =_=
“คุณมุกเชิญทางนี้เลยค่ะ มันอาจจะวุ่นวายนิดหนึ่งนะคะ”
พี่แววเดินไปเลื่อนเก้าอี้ตัวหนึ่งให้ฉัน ก่อนจะผายมือเชิญนั่งด้วยสีหน้าดูหวั่นใจกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในห้องครัวยามพักเที่ยงที่คนงานมารวมตัวล้อมวงกันกินข้าว คือที่อีพี่น้ำตาลนางเรียกฉันมากินข้าวด้วยนี่ไม่ได้หมายความว่าให้ฉันไปนั่งร่วมโต๊ะเหมือนเคยนะ นางถีบหัวฉันส่งมากินข้าวในห้องครัวต่างหาก!
ฉันก่นด่าเขาในใจอย่างนึกโกรธเคือง คือที่โมโหนี่ไม่ใช่ว่าฉันถือตัวแบ่งชนชั้นอะไรทำนองนั้นหรอก แต่แค่หมั่นไส้อีกฝ่ายที่แกล้งไม่หยุดหย่อนต่างหาก บีบบังคับฉันทุกทาง นี่นางคงคิดว่าเรื่องแค่นี้จะหยามศักดิ์ศรีฉันได้สินะ แต่ทานโทษนะ ฉันไม่วอรี่หรอกย่ะ!
“ไม่เป็นไรค่ะ มุกไม่ถือ แหะๆ”
ฉันเดินตัวลีบไปนั่งลงอย่างเกรงใจ เพราะพอฉันมา…ทั้งห้องก็เงียบกริบ เหล่าแม่บ้านพากันมองด้วยสีหน้าประหลาดใจพร้อมกับนั่งตัวตรงกันแบบเกร็งๆ
“ขออนุญาตร่วมโต๊ะด้วยนะคะ ทุกคนไม่ต้องเกร็งหรอกค่ะ ^^;;” ฉันส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ทุกคนที่ยังคงจ้องฉันตาไม่กะพริบ
“คุณมุกทานน้ำพริกเป็นไหมคะ”
“โอ๊ย สบายมากค่าพี่แวว มุกมาจากบ้านนอกนะ น้ำพริกกับผักลวกนี่ของโปรดเลย!”
ฉันตบอกสีหน้ายิ้มแย้มจากนั้นก็ลงมือกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย พอทุกคนเห็นท่าทางไม่เรื่องมากของฉันพวกเขาเลยเลิกเกร็งแล้วหันไปเม้าท์มอยหอยกาบกันต่อตามประสา
“นี่ได้ยินข่าวเรื่อง…ซุบซิบๆๆ ฟอดแฟดๆ”
พวกแม่บ้านสุมหัวกันนินทาเรื่องอะไรบางอย่างด้วยเสียงที่เบาลงระดับหนึ่ง อาจจะเพราะเกรงใจฉันที่นั่งอยู่ด้วยหรือไม่ก็ไม่ต้องการให้คนนอกอย่างฉันได้ยิน -_- แต่เนื่องจากเรานั่งโต๊ะเดียวกันแล้วโต๊ะมันก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากดังนั้นแค่เงี่ยหูฟังหน่อยเดียวยังไงก็ได้ยิน
นี่แหละการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของฉัน!
คือที่ฉันเคยคิดเอาไว้คร่าวๆ เนี่ย ถึงตาเซินเจิ้นนี่จะไม่ใช่พี่น้ำตาลตัวจริง แต่ฉันว่าพี่น้ำตาลตัวจริงต้องเป็นคนที่คุ้นเคยกับที่นี่หรือไม่ก็เป็นคนใกล้ตัวเขาแน่นอน เพราะอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าทั้งจดหมายและของทุกอย่างถูกส่งมาจากที่อยู่บ้านหลังนี้ และพี่ชูก้าร์ก็ดูจงใจปิดบังเรื่องของพี่น้ำตาลทั้งที่เขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่พี่น้ำตาลคนนั้น
ดังนั้นการสืบหาความจริงของฉันก็ควรจะเริ่มจากคนในบ้านหลังนี้ และคนรอบตัวพี่ชูก้าร์นี่แหละดีที่สุด
แล้วจะมีใครรู้เรื่องตาบ้านั่นไปได้ดีกว่าคนในบ้านล่ะ จริงไหม?
เหล่…
( ‘ ‘) >>> (^^; )
“มีอะไรกับพี่รึเปล่าคะ คุณมุก”
พี่แววที่โดนฉันจ้องมองอยู่นานเอ่ยถามขึ้นในที่สุด แม้น้ำเสียงจะอ่อนโยนเหมือนเคยแต่ฉันรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มเธอมันแห้งแล้งชอบกล พี่เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าฉันจงใจจะถามอะไรบางอย่าง และถูกต้อง! ฉันเลือกพี่แววเป็นเป้าหมายในการหาข้อมูลในครั้งนี้เพราะนอกจากพี่แววแล้ว ฉันก็ไม่มั่นใจเลยว่าคนอื่นจะยอมตอบคำถามฉันไหม หรือจะเอาเรื่องที่ฉันถามไปฟ้องอีพี่น้ำตาลนั่นรึเปล่า แต่ถ้าเป็นพี่แววที่ใจดีกับฉันคนนี้ ฉันก็คิดว่าน่าจะไม่ทำร้ายฉันนะ…
“มุกอยากถามอะไรพี่แววนิดหน่อยค่ะ”
“อะ…อะไรเหรอคะ ^^;”
“พี่แววอยู่บ้านหลังนี้มานานรึยังคะ” ฉันขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายหลังจากเริ่มเปิดประเด็นพร้อมถามด้วยน้ำเสียงที่เบาในระดับที่ได้ยินกันแค่สองคน
“ประมาณสี่ห้าปีได้ค่ะ”
ก็นานพอสมควรนะ ฉันเริ่มได้ของขวัญจากพี่น้ำตาลเมื่อแปดปีก่อน เพราะฉะนั้นบางทีพี่แววอาจรู้อะไรดีๆ ก็ได้
“พี่ชูก้าร์เป็นลูกคนเดียวเหรอคะ ไม่มีพี่น้องอื่น หรืออาจจะมี…ฝาแฝด?”
“ไม่มีค่ะ คุณชูก้าร์เธอเป็นคุณหนูคนเดียวของบ้าน”
“แล้วไม่มีญาติ ลูกพี่ลูกน้องที่อายุไล่เลี่ยกันบ้างเลยเหรอคะ”
ฉันยังคงยิงคำถามต่อไปเรื่อย คำถามมันฟังดูเบสิกใช่ไหม แต่ไอ้เบสิกนี่แหละที่ฉันไม่เคยรู้เลย ทุกครั้งที่ฉันถามคนในจดหมายถึงข้อมูลส่วนตัว ฝ่ายนั้นก็จะหลีกเลี่ยงการตอบ และลืมไปได้เลยหากจะไปถามพ่อ…รายนั้นน่ะกลับบ้านเดือนละครั้งก็ถือว่าบ่อยแล้วนะ ตั้งแต่เด็กจนโตพ่อฉันงานยุ่งมากไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านหรอก หรือแม้แต่โทรคุยกันก็ยังไม่เกินสิบนาทีเลยมั้ง แต่ก็เพราะความอดทนขยันของพ่อนี่แหละบ้านเราถึงลืมตาอ้าปากได้อย่างทุกวันนี้
“เท่าที่ทราบก็ไม่มีนะคะ” พี่แววยังคงยิ้มแย้มตอบคำถามฉันได้อย่างราบรื่นไม่มีติดขัด
“แล้วเพื่อน…?”
“เพื่อนก็ไม่---“
“เออ ฉันได้ยินมาว่าคุณชิโซจะกลับจากลอนดอนเดือนหน้าแล้วล่ะ” คุณป้าสายเม้าท์คนหนึ่งโพล่งแทรกขึ้นมาให้พี่แววต้องหยุดชะงักก่อนจะหันมองฉันด้วยสีหน้าเจื่อนลง
“จริงเหรอป้า! หูยยย~ คุณชูก้าร์ต้องดีใจแน่เลย”
ฉันจ้องพี่แววด้วยสายตาจับผิดทันที ก็ไหนเมื่อกี้กำลังจะบอกว่าพี่น้ำตาลไม่มีเพื่อน ไม่มีใครไง…แล้วที่ป้าคนนั้นพูดขึ้นมาล่ะคืออะไร -_-
“นั่นสิ คุณชิโซไปลอนดอนอาทิตย์เดียวนี่คุณชูก้าร์ดูหมองๆ ไปเลยนะ สงสัยจะเหงา…ปกติเห็นตัวติดกันตลอดเวลา”
ชิ้งงง! ( -_-)++++ (^^; )
พี่แววแอบสะดุ้งเมื่อเห็นแววตาที่อัดแน่นไปด้วยคำถามของฉัน
“ไหนบอกว่าพี่ชูก้าร์ไม่มีพี่น้อง ไม่มีเพื่อนแล้ว ‘ชิโซ’ นี่ใครเหรอคะพี่แวว ^^+”
“=O=; เอ่อ…คือคุณชิโซนี่เป็น…”
“เป็น?”
“คะ…”
“ยัยดำ!!!”
แม่โว้ย! มาทำไมตอนนี้!!
ฉันตวัดสายตาไปมองเจ้าของเสียงกัมปนาทราวกับฟ้าจะถล่มโลกจะทลายลงมาที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องครัวอย่างหัวเสีย เขามาขัดจังหวะพี่แววที่กำลังจะอ้าปากตอบคำถามฉันพอดีเลยนะ! มาถูกเวลาอย่างกับยืนฟังมาสามชาติแล้วอย่างนั้นแหละ
“เป็นบ้าอะไรของพี่ โวยวายเสียงดังจนคนเขากลัวกันหมดแล้ว” ฉันชี้ไปทางพวกป้าแม่บ้านคนอื่นๆ ที่พากันนั่งตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ เหมือนกำลังลุ้นในใจว่าเจ้านายผู้แสนบ้าบอของพวกเขาเกรี้ยวกราดเรื่องอะไรอยู่
“เธอ…” พี่น้ำตาลกัดฟันกรอดยืนอยู่ตรงนั้นสีหน้าถมึงทึง หายใจหืดหาดด้วยความโมโห สายตาดุดันมองมาที่ฉันเหมือนอยากพุ่งเข้ามาตีแสกหน้า ฉันปรายตามองไปยังมือข้างขวาของเขาที่มีโทรศัพท์คามืออยู่แล้วก็ถึงบางอ้อ ริมฝีปากของตัวเองค่อยๆ คลี่ยิ้มหวานเยาะเย้ยส่งไปให้อีกคนอย่างเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง
“เซอร์ไพรส์~”
พอฉันพูดจบ…สติและความอดทนของพี่น้ำตาลก็จบลงตามๆ กัน เขาโยนโทรศัพท์ในมือทิ้งก่อนจะพุ่งเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็วพร้อมตะโกนเสียงดังลั่นราวกับคนสติแตก
“เธอกล้าดียังไงวะ ถึงได้โทรไปฟ้องพ่อฉันน่ะยัยบ้า!!!”
แล้วคิดว่าฉันจะอยู่ให้เขาวิ่งมาตีเหรอจ๊ะ หนีสิ อิๆ =.,=
……………
หลังจากที่ฉันโทรไปฟ้องพ่อเขา แกล้งร้องไห้ทำสะอึกสะอื้นนิดหน่อยให้ดูน่าสงสาร…ผลก็คือพี่น้ำตาลโดนด่าเละไม่มีชิ้นดี โดนตัดเงินเดือน โดนตัดบัตรเครดิตทุกใบ สรุปคืออิสรภาพทางการเงินของเขาปลิวหายไปกับสายลมเป็นการลงโทษที่กลั่นแกล้งฉัน พี่น้ำตาลถึงได้วีนแตกแบบนั้นไง หมอนั่นคงไม่คิดว่าฉันจะกล้าโทรไปจริงๆ ล่ะมั้ง
นอกจากนั้นลุงพงศ์ยังโทรมาสั่งแบบเฟซไทม์ให้เห็นหน้าคุยกันสามคนอย่างชัดเจนว่านับจากนี้ห้ามเขาแกล้งฉันและพี่น้ำตาลต้องดูแลฉันแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเด็ดขาด
แล้วนางก็ทำจริงๆ ค่ะ…
เป็นเวลาสามวันแล้วที่เขาดูแลฉันแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม แม้แต่แสงอาทิตย์ก็ยังไม่ลามเลียผิวฉันด้วยซ้ำ…เพราะนางเล่นขังฉันไว้ในบ้านมาสามวันแล้วจ้า! ประมาณว่าถ้าเป็นต้นไม้ก็แห้งเหี่ยวเน่าตายคากระถางไปแล้ว!!
แต่ยัง! ความโรคจิตของคุณชายยังไม่จบลงแค่นั้น…มันเป็นเพราะบางทีเขาก็ออกไปข้างนอกแล้วคงกลัวว่าฉันจะแอบหนีออกไปรับแสงแดดมั้ง หมอนั่นถึงสั่งคนให้มาจับตาดูฉันทุกฝีก้าวตั้งแต่ฉันย่างเท้าออกนอกห้องนอน อีกทั้งยังกันให้ห่างจากโทรศัพท์ทุกเครื่องในบ้านรวมทั้งยึดมือถือไปด้วย ลงทุนทำขนาดนี้…ต้องบ้าขนาดไหนก็คิดดู!
คือฉันก็คิดนะว่าเขาเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า…เผื่อจะลืมไปนี่ชื่อมุกนะ ไม่ได้ชื่อโสรยา จะแกล้งบ้าแกล้งบออะไรนักหนา สรุปไม่ว่ายังไงนางก็จะหาทางมาบีบให้ฉันอึดอัดจนอยู่ไม่ได้ว่างั้นเหอะ!!
ส่วนเรื่องข้อสงสัยในเรื่องของพี่ชิโซ บุคคลที่ฉันหมายหัวเอาไว้ว่าต้องมีส่วนเกี่ยวกับพี่น้ำตาลตัวจริง เพราะข้อมูลจากแม่บ้านที่ว่าเธอ(หรือเขา)ใกล้ชิดกับพี่ชู้การ์มากและคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ดี จนป่านนี้ข้อสงสัยนั้นยังคงไม่มีความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติม ก็จะให้ทำไงได้ล่ะ เบาะแสสำคัญอย่างพี่แววและคนในบ้านคนอื่นๆ กลับตีตัวออกห่างจากฉันไปกันหมดราวกับถูกสั่งห้ามไว้ จากที่คิดว่าจะสืบหาข้อมูลง่ายๆ กลับกลายเป็นดูยากเข้าไปทุกที
“ยัยดำ” น้ำเสียงกวนประสาทกับคำเรียกอันเป็นเอกลักษณ์ที่ดังมาทางด้านหลังทำให้ฉันไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใครที่มาเยือน
“ดำ!”
“…”
ที่เงียบนี่ไม่ได้มัวแต่คิดจนเหม่อลอยทำนองนั้นหรอกนะ ฉันได้ยินทุกอย่างแต่ทำนิ่งเฉยไม่ยอมตอบต่างหากล่ะ อันที่จริงคนทั่วไปเวลาเห็นคู่สนทนาเงียบไปแบบนี้เขาก็ควรลด-ละ-เลิกในการกวนฝ่าเท้าใช่ไหมล่ะ
แต่หมอนี่…ไม่!
พอเห็นฉันเงียบอีตาพี่น้ำตาลก็ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูระยะประชิดจากทางด้านหลังพร้อมเรียกด้วยน้ำเสียงและท่าทางกวนประสาทกว่าเดิม
“ดำๆๆๆๆ”
ศอกใส่หน้าแม่มสักทีดีไหม -_- ฮึ่ย!!
“…” ฉันยังคงยืนเงียบด้วยท่าทางสงบนิ่งจนกลายเป็นอีกฝ่ายเองที่ทนไม่ไหวเอื้อมมือมาผลักหัวฉันจนหน้าทิ่ม เท่านั้นแหละ…ปฏิบัติการชวนคันเท้าของฉันจึงเริ่มขึ้น
“ไอ้ดำ! เรียกไม่ได้ยินรึไง”
“อุ้ยตาย! เรียกน้องเหรอคะ O_O!” ฉันเบิ่งตาโตแสร้งยกมือขึ้นมาปิดปากสีหน้าตกใจ
“เออสิ ฉันถามว่าเธอมายืนทำหน้าโรคจิตอะไรตรงนี้”
หัวคิ้วเขาขมวดมุ่น เมื่อฉันเล่นใหญ่กว่าเดิมด้วยการมองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะชี้นิ้วที่จมูกตัวเองถามกลับไปด้วยสีหน้างุนงง
“อุ้ยตาย! นี่ด่าน้องเหรอคะ O_o!!” ยกมือขึ้นทาบอก
“แหงสิ ไม่งั้นเธอคิดว่าฉันด่าใคร” เขาตีหน้ายุ่งเท้าเอวมองฉันเหมือนกำลังงงว่าอีนี่เป็นบ้าอะไร จนฉันเป็นฝ่ายฉีกยิ้มกลับไปพร้อมตอบ
“น้องนึกว่าคุณพี่ด่าตัวเองซะอีก…”
“ยัย...” ฉันขยับยิ้มสะใจเมื่อเห็นสีหน้าเหมือนคนของขึ้นของเขา แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น จากนั้นพี่น้ำตาลก็ปรับสีหน้าเหมือนข่มอารมณ์ ริมฝีปากหนานั้นเปลี่ยนจากขบเม้มเป็นฉีกยิ้มหวาน มาไม้ไหนของเขาวะ…ท่าทางแบบนี้ไม่น่าไว้ใจสักนิด “นี่ไม่ได้มาหาเรื่องนะ”
เชื่อก็บ้าแล้วจ้า!!
“…”
พอเห็นฉันกอดอกยืนมองเขาเงียบๆ เขาจึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาเองอีกครั้ง ฉันว่ามันแปลกๆ ว่ะ ปกติคนพูดน้อยอย่างเขานอกจากด่าฉันแล้วเขาไม่ค่อยเป็นฝ่ายเริ่มคุยก่อนหรอกนะ
“จะถามว่าอยู่แต่บ้านไม่เหงารึไง?”
“ก็แมวตัวไหนมันเป็นสาเหตุให้มุกมีสภาพแบบนี้ล่ะคะ!”
“บ้านนี้ไม่มีแมวนะ (‘ ‘ ) มีแต่หมาอะ…”
มันไม่ใช่ประเด็นนั้นโว้ยยยย!!!
เกลียดนัก!! ไอ้คำพูดดูใสซื่อ ใบหน้านิ่งเฉยติดจะเย็นชาทว่าทุกอย่างกลับแฝงไว้ด้วยความกวนจนชวนให้เท้าลั่น!
“อย่าเพิ่งตกมัน…” เขารีบพูดหลังจากเห็นหางคิ้วฉันกระตุก มือไม้เริ่มสั่น…สาบานสิว่าไอ้เผือกตรงหน้าที่กำลังพูดกวนประสาทอยู่นี่คือคนเดียวกับที่บอกฉันไปเมื่อไม่ถึงสองนาทีก่อนว่าไม่ได้มาหาเรื่อง คือตั้งแต่นางโผล่มาเนี่ย ทั้งคำพูดคำจา สีหน้าท่าทางยังชวนให้คนพูดด้วยอยากฟาดปากไม่หยุดเลยนะ!
“จะมาชวนไปข้างนอก ไปไม่ไป?”
“จริงเหรอ จะพาไปขายหรือเปล่า?”
“สภาพนี้…คงเอาไปแลกข้าวสารได้สักกระสอบหนึ่งนะ”
“บ้าเหรอพี่!! แลกแฟ้บได้ถุงหนึ่งมุกก็ดีใจแล้วนะ ถุย! เมื่อไหร่จะเลิกกวนแล้วบอกดีๆ เนี่ย นี่มุกยืนไร้สาระกับพี่มาร่วมสิบนาทีแล้วนะ!”
“ก็เนี่ยพูดดีๆ จะชวนไปข้างนอก -_-”
“ไปไหน”
“อืม…” เขาใช้มือลูบคางทำท่าครุ่นคิด “ฉันเรียกมันว่าสวนสนุก”
แล้วคนอื่นเรียกสวนสัตว์เหรอ ทำไมเขาต้องพูดให้ดูยากด้วยฟะ =_=
“จริงเหรอ?…หน้าอย่างพี่เนี่ยนะจะชวนมุกไปสวนสนุก สมงสมองไปหมดแล้วรึไง” ฉันเลิกคิ้วถามด้วยน้ำเสียงแบบไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่
“เรื่องจริง” เขาตอบเรียบๆ หน้ามึนๆ เหมือนเดิม ไม่ได้มีท่าทางผิดแปลกอะไร ฉันถึงเริ่มทำตาโตอย่างตื่นเต้น “ไปแต่งตัวสิ ทุ่มครึ่งมาเจอกันตรงนี้”
“สวนสนุกอะไรทำไมไปตอนค่ำ =_=”
“ก็เขาเปิดตอนค่ำ” อีกฝ่ายยังคงตอบกลับมาสีหน้าปกติไม่แสดงท่าทีมีพิรุธใดๆ ฉันที่แอบกังวลในตอนแรกว่าจะโดนหลอกไปแกล้งอะไรพิเรนท์ๆ อีกถึงได้วางใจ
อ๋อ!! หรือว่าจะเป็นพวกสวนสนุกที่เขาเปิดตอนกลางคืนเหมือนในซีรี่ย์เกาหลีที่พระนางชอบไปสารภาพรักกันป่ะ เฮ้ย! ฉันอยากไปนะเคยดูแต่ในทีวีไม่เคยไปจริงๆ ฉันจ้องมองเขาตาเป็นประกายอย่างรู้สึกตื้นตัน สงสัยหมอนี่จะเริ่มสำนึกที่แกล้งฉันไว้เยอะเลยคิดจะทำดีไถ่โทษแน่ๆ เลย
“งั้นมุกไปแต่งตัวนะพี่ เจอกันนน~”
……………….
#21.00 น. @Kx Racing Park
“เนี่ยนะ…สวนสนุกของพี่!”
ฉันตวัดตามองแรงอีพี่น้ำตาลที่ยืนตีหน้ามึนอยู่ข้างๆ มือไม้นี่สั่นไปหมดอยากจะแพ่นหัวกบาลอีกฝ่ายแรงๆ สักทีถ้าไม่ติดว่าเขาอายุมากกว่านะ ฮึ่มมม!
“อืม นั่นไงสวน” เขาชี้ไปยังพงหญ้ารกๆ ข้างรั้วเหล็กกั้นสนามแข่ง ก่อนจะผายมือไปรอบๆ อย่างกวนประสาทภายใต้สีหน้าเรียบเฉย “แล้วทุกอย่างที่นี่ก็ดู…สนุก”
สนุกกับผีน่ะสิ! -_-^^
“ไม่ตลกเลยนะพี่”
“แล้วใครขำ”
ก็แกไม่ใช่รึไงที่กลั้นยิ้มอยู่เนี่ย >O<! ไอ้เซินเจิ้นโว้ยยย!!
“พามุกกลับเดี๋ยวนี้เลยนะพี่!“
“อยากกลับก็กลับไปเองสิ” คนหน้ามึนพูดอย่างมักง่ายก่อนจะเดินหนีไปทำให้ฉันต้องวิ่งตามอย่างช่วยไม่ได้ ฉันไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ มาก่อนดังนั้นลืมไปได้เลยเรื่องเส้นทาง แล้วซอยทางที่เข้ามาสนามแข่งก็ลึกมากจนฉันมั่นใจว่าไม่มีแท็กซี่ผ่านแน่นอน
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของเขาสินะ
ฉันรู้ได้ในบัดดลเลยว่าพี่น้ำตาลพาฉันมาแกล้งอีกแล้วเขาคงคิดจะข่มขวัญฉันด้วยการพาในสถานที่น่ากลัวแบบนี้ มองไปรอบๆ แล้วก็เดาไม่ยากหรอกว่าที่นี่คือสนามแข่งรถแบบผิดกฎหมาย สถานที่อโคจรแหล่งรวมตัวของการพนัน อบายมุข ผู้หญิง ความเร็ว และสิ่งยั่วยุต่างๆ ถ้าเป็นคนขวัญอ่อนทุกอย่างในนี้คงดูน่ากลัวไปหมดไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศในสนามแข่งที่ผู้คนส่งเสียงเชียร์โห่ร้อง บ้างก็เขวี้ยงปาข้าวของกันอย่างป่าเถื่อน หรือจะเป็นโซนสุราและนารีที่ดูอย่างกับแหล่งมั่วสุมขนาดใหญ่ ผู้หญิงแต่งหน้าจัดใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นเดินกันขวักไขว่จนทำให้ฉันในชุดเอี๊ยมตุ๊กตากระโปรงบานฟูฟ่องกลายเป็นตัวประหลาดในสถานที่แห่งนี้ (ก็เขาบอกจะพาไปสวนสนุกไงฉันก็เลยแต่งเต็ม ฮึ่ย!)
ควันบุหรี่และกลิ่นเหล้าซัดเข้าเต็มโพรงจมูกเมื่อฉันเดินตามพี่น้ำตาลเข้ามาในเต็นท์ใหญ่ๆ ที่หนึ่งซึ่งมีบริการเคาเตอร์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่
แต่เดินเข้ามาได้สองก้าวอีพี่น้ำตาลก็รีบจ้ำอ้าวเข้าไปด้านในแบบไม่รอฉันสักนิด พอเร่งฝีเท้าจะตามไปก็โดนอีตาลุงหนวดเฟิ้มขี้เมาคนหนึ่งกระโดดมาขวางหน้า พร้อมใช้กีบมืออันบวมฉึ่งไปด้วยไขมันมาเกาะฉันไว้ด้วยสายตาหื่นกระหาย
“น้องคนจ๋วยยย~ ไปกับพี่ไหมจ้ะ #_#”
“ปล่อย…” ฉันมองอีลุงด้วยหางตาอย่างรังเกียจเหมือนมองเหลือบไร แต่ทว่าความเมาทำให้อีลุงยังคงทำตาเยิ้มใส่ฉันแถมพล่ามไม่เลิกรา
“แหม อย่าทำเสียงดุสิน้อง ไปกับพี่หน่อยน่า พี่เหงา~”
“เหงามากก็กลับบ้านไปนั่งเกาไข่เหอะลุง แก่คราวพ่อหนูแล้วยังมีหน้ามาเรียกน้อง เดี๋ยวด่าเลย -_-^”
“อะ…โอ๊ย =[]=;;”
อีลุงร้องโอดโอย รีบปล่อยแขนฉันทันทีเมื่อฉันออกแรงกำรอบท่อนแขนหนานั่นกลับด้วยระดับความแรงที่ทำให้แขนของอีกฝ่ายขึ้นสีแดงได้ ฉันยังไม่ได้บอกสินะว่าเคยเรียนมวยไทยกับศิลปะการป้องกันตัวมา กับคนเมาแค่นี้ไม่จับทุ่มกระทืบซ้ำก็บุญแล้ว!
“หึ…”
พอเงยหน้าขึ้นมาฉันก็พบว่าบุคคลที่ฉันนึกว่าเดินหายไปนานแล้วกอดอกยืนมองฉันอยู่ตรงหน้าพร้อมแค่นยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายวาววับราวกับเจอเรื่องสนุก ไม่ต้องเดาให้ปวดกะโหลกก็รู้ว่าเขาพยายามให้ฉันเจอแต่เรื่องแย่ๆ เพื่อให้หวาดกลัว…
แต่โทษทีนะ พอดีฉันสตรองว่ะ!
“อ้าว ไอ้ชูก้าร์!”
ยังไม่ทันที่เราจะขยับไปไหนก็ต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ตามเดิมเมื่อผู้ชายหน้าตาดีกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาทักทายพี่น้ำตาลพร้อมกับตีแขนชกไหล่กันดูท่าทางสนิทสนม ฉันยืนมองพวกเขาเงียบๆ อย่างคอยสังเกตการณ์ ถึงพวกเขาจะเป็นคนรู้จักของพี่น้ำตาลแต่ฉันไม่ได้รู้จักด้วยนี่ หน้าตาดีก็จริงแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนิสัยดีด้วยซะหน่อย ทำตัวสงบเสงี่ยมรอดูไปก่อนดีกว่า
“แล้วนั่น…พาสาวน้อยที่ไหนมาด้วย หน้าตาน่ารักเชียว”
พอมีคนหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นมา พวกเขาทั้งกลุ่มก็เลื่อนสายตามาจับจ้องฉันอย่างไม่วางตา
“นั่นสิ ไปเก็บน้องเขามาจากไหนทำไมน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลย สวัสดีครับพี่ชื่อเซฟ ^^”
พี่ผู้ชายผมบลอนด์ตัวสูงคนหนึ่งยื่นหน้ามาสำรวจฉันยิ้มๆ จนฉันถอยหนีเพื่อรักษาระยะห่าง แม้มือไม้จะสั่นพร้อมตบตลอดเวลาแต่ก็ทำได้เพียงแค่ฉีกยิ้มแห้งแล้งไปให้ และก่อนที่ฉันจะอดใจไม่ไหวจนเผลอยันโครมหมอนี่ที่ยังพยายามโน้มหน้าเข้ามาใกล้อย่างไม่หยุดหย่อน ฝ่ามือหนาของพี่น้ำตาลก็ยื่นมาดึงแขนฉันไปให้ขยับไปยืนข้างเขา ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างดันอกเพื่อนตัวเองออกไปแบบเนียนๆ
อื้อหือ…ฉันนี่ก็เกือบจะซึ้งใจอยู่แล้วถ้าเขาไม่พูดประโยคถัดมา -_-
“ตุ๊กตาที่ไหนตัวดำแบบนี้ อย่าเข้ามาใกล้เดี๋ยวสีตกใส่”
มีปัญหากับความดำมากไหม อีกลูต้า!!
“ปากคอเราะร้าย…ว่าแต่น้องชื่ออะไรเหรอครับ อยากรู้จักจัง พี่ชื่อแอสโทรนะ” คราวนี้เป็นพี่อีกคนที่มีผิวสีแทนกว่าคนอื่นนิดหน่อยยิ้มเผล่เข้ามาทักฉันอีกคน แม้เขาจะยิ้มกะล่อนแต่ท่าทางเขาดูเป็นมิตรไม่ได้คุกคามอะไร ฉันถึงส่งยิ้มแล้วยื่นมือไปทำความรู้จัก กำลังจะบอกชื่อตัวเองถ้าไม่ติดว่าไอ้บ้าคนหนึ่งมันโพล่งสวนขึ้นมาซะก่อน!
“ยัยนี่ชื่อดำ นามสกุลด๊ามมม~ ดำ อะ…โอ๊ย!”
ฉันถอนหายใจทิ้ง จงใจเดินเหยียบเท้าอีพี่น้ำตาล ไปยืนอยู่ด้านหน้าเขาอีกทีเพื่อยิ้มให้พี่แอสโทรพร้อมแนะนำตัวเอง “สวัสดีค่ะ หนูชื่อมุก ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่”
ปากฉันน่ะพูดกับพี่แอสโทร มือก็จับกับพี่แอสโทร ทว่าใบหน้าทั้งหมดของฉันกลับหันไปหาพี่น้ำตาล ฉีกยิ้มยิงฟันมองอีกฝ่ายด้วยแววตาท้าทาย ขณะที่เขาก็ยังคงตีหน้าเฉยแต่ภายในแววตากลับคุกรุ่นอยู่หน่อยๆ
เจ็บตีนก็บอก!
“เฮ้ย! เมื่อยว่ะ ไปนั่งคุยต่อกันตรงนู้นเถอะ อยู่แถวนี้เหม็นควันบุหรี่ด้วย แหะๆๆ”
เรายืนจ้องตากันอยู่แบบนั้นอยู่สักพักจนพวกเพื่อนๆ ของเขาคงสังเกตถึงบรรยากาศมาคุนี้ได้เลยชักชวนกันไปนั่งที่โต๊ะมุมหนึ่งของเต็นท์ พอมาถึงโต๊ะฉันก็ทิ้งตัวลงยังโซฟาตัวหนึ่งโดยมีพี่น้ำตาลตามมานั่งข้างกันติดๆ ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาสั่งเครื่องดื่มโดยที่ฉันขอเพียงแค่น้ำเปล่า
“เฮ้ย ชูก้าร์เอาสักหน่อยไหม”
“วันนี้ฉันลงแข่งไหมล่ะ แกอยากให้ฉันรถคว่ำตายเหรอ”
“ปกติต่อให้ไม่แข่งแกก็ไม่กินอยู่แล้วป่ะ ทำเป็นมาพูด โด่!”
บทสนทนาข้างต้นดึงความสนใจของฉันให้หันไปมองพี่น้ำตาลได้ ท่ามกลางหมู่เพื่อนเขาที่สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันวุ่นวายมีเพียงพี่น้ำตาลที่สั่งน้ำผลไม้ =_= เอาซะนางเอกเลยนะ นั่นนางกินน้ำส้มด้วยค่า! งงเว่อร์!!
“ปกติพี่ไม่กินเหล้าเหรอ?”
“แปลกตรงไหน”
“แปลกดิ หนังหน้าอย่างพี่ดูยังไงก็ไม่น่าจะถือศีลกินเจนะ”
“เกี่ยวตรงไหน เฮ้ย!!!” เขาตอบคำถามฉันยังไม่ทันเสร็จก็หันหน้าไปถลึงตาชี้นิ้วใส่หน้าพี่ผู้ชายหัวส้มๆ ที่กำลังคีบบุหรี่อยู่ในมือเตรียมจะจุดไฟด้วยท่าทางเอาเรื่องจนพี่คนนั้นรีบดับไฟอย่างตกใจ
“โทษทีๆ เดี๋ยวฉันไปสูบข้างนอก พอดีลืม”
เขาปรายตามองอีกฝ่ายแล้วพยักหน้าเบาๆ อย่างพอใจ ก่อนจะยกน้ำส้มอันแสนขัดกับบุคลิกของตัวเองขึ้นดื่ม
“อย่าบอกนะว่าพี่ไม่สูบบุหรี่ด้วย”
“มันแปลกยังไง แล้วเธอเป็นเจ้าหนูจำไมเหรอยัยดำ ทำไมถามเยอะนัก”
“ก็มันแปลกอะ แปลกมากกก~ด้วย!”
“เฮ้ย เดี๋ยวฉันมานะ จะไปขอเปลี่ยนรอบแข่งให้เร็วขึ้นน่ะ พอดีต้องรีบกลับ” พี่น้ำตาลไม่ตอบคำถามฉัน คนร่างสูงลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกเต็นท์ทิ้งให้ฉันนั่งทำหน้าเอ๋ออยู่ท่ามกลางพวกเพื่อนเขา
“ชาติหนึ่งจะโผล่มาที แล้วนี่ยังจะรีบกลับอีก อะไรของมันวะ” พี่แอสโทรที่ชงเหล้าอยู่บ่นขึ้นมาด้วยสีหน้ายุ่งๆ นั่นทำให้ต่อมความสงสัยของฉันกระตุกทันที
“พี่น้ำตาลมาที่นี่ไม่บ่อยเหรอคะ” ฉันเปิดคำถามออกไปอย่างสงสัยใคร่รู้
“ใช่ ที่จริงมันไม่ได้ชอบแข่งรถหรอก นานๆ เลยมาที”
“อ้าว ถ้าไม่ชอบแล้วทำไมต้องมาแข่งด้วย?”
เหล้าก็ไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ หญิงก็ไม่เที่ยว ล่าสุดคือไม่ชอบแข่งรถอีกด้วย ถ้างั้นเขาจะมาสนามแข่งรถหาพระแสงอะไร ยิ่งคิดฉันยิ่งไม่เข้าใจผู้ชายอย่างเขาเลยสักนิดว่าทำไมเป็นคนย้อนแย้งในตัวเองขนาดนี้ หากจะบอกว่ามาดื่มด่ำบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง กลิ่นควันบุหรี่ ความวุ่นวายของผู้คน…ฉันว่ามันก็ไม่ใช่มั้ง -_-;
“มันต้องการเอาชนะน่ะ”
“เอาชนะ?” ฉันทวนประโยค เลิกคิ้วแปลกใจ “หมายความว่ายังไงคะ”
“คุยอะไรกัน”
ยังไม่ทันที่พี่แอสโทรจะได้ตอบอะไรเสียงเข้มๆ ของพี่น้ำตาลก็ตัดบทสนทนาเราซะก่อน เขาเปลี่ยนไปหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาตัวตรงข้ามกับฉันพลางยื่นเครื่องดื่มสีฟ้าสดให้ ทำไมไปไวมาไวนัก เป็นนินจาฮาโตริใช่ไหมไหนพูด!
“จะมอมเหล้ามุกเหรอ?” ฉันหรี่ตามองเขาด้วยสายตาจับผิดทันทีพลางถอยหนีแก้วน้ำที่เขายื่นให้ด้วยท่าทีรังเกียจ
“นี่น้ำพั้นซ์ =_=” เขาบอกด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“เชื่อก็บ้าแล้ว”
“เออ งั้นตามใจ” พอเห็นฉันปฏิเสธเขาจึงยกแก้วนั้นขึ้นกรอกปากดื่มเองฉันถึงรู้ได้ว่านั่นคงจะเป็นน้ำพั้นซ์จริงดั่งเขาว่า เพราะเขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ฉันเลยเบ้หน้าอย่างเสียดายนิดหน่อยเนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มคอแห้งแล้วเหมือนกัน ไม่น่าหยิ่งเลยตรู =_=
“นานๆ ทีมารวมตัวกันครบแบบนี้ก็ดีเนอะ นึกถึงสมัยเรียนปีหนึ่งเลย”
“นั่นสิ นี่ขนาดเพิ่งเรียนจบนะยังคิดถึงแล้วว่ะ”
ฉันยกมือปิดปากหาวก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นเมื่อพวกเขาเปิดบทสนทนาที่คนนอกอย่างฉันคุยด้วยไม่รู้เรื่อง นี่เที่ยงคืนกว่าแล้วฉันยังคงต้องมานั่งติดแหง่กเพื่อรออีพี่น้ำตาลทำตัวไร้สาระไปถึงตีหนึ่งตีสองนู่นแหละ เพราะได้ยินว่าเขาลงแข่งรอบตีหนึ่ง สรุปคือรอรากงอกต่อไป
ฟุ่บ!
หมอนอิงใบเล็กถูกปาอัดหน้าฉันเต็มแรงอย่างหยาบคายขณะที่ฉันกำลังตาปรือเคลิ้มจะไถตัวเอนลงบนโซฟา ฉันตวัดสายตามองไปยังไอ้ตัวต้นเหตุทันทีแต่แทนที่เขาจะสลด อีกฝ่ายกลับตีหน้าดุพร้อมพูดขึ้น
“นั่งดีๆ หน่อย ฉันไม่อยากให้คนอื่นตาบอด”
“มุกนั่งไม่ดีตรงหนะ---“
กำลังตั้งท่าจะเถียงกลับแต่พอมองไล่ตามสายตาฉันถึงเพิ่งรู้ตัวว่ากระโปรงของตัวเองมันเลิกขึ้นมานิดหน่อยตอนฉันเผลอไถลตัวไปกับโซฟาเมื่อครู่ แต่ก็แบบ…บอกดีๆ ก็ได้มะ นี่ต้องเอาหมอนปาอัดหน้ากันเลยเหรอ ป่าเถื่อนชะมัด! ยังมองฉันเป็นผู้หญิงอยู่ไหมถามใจเธอดู
“ก็ไม่ครบสักหน่อย มาที่นี่จะลืมยัยนั่นไปได้ไง”
“หมายถึงยัยชิโซสินะ”
เดี๋ยวนะ…
จากดวงตาปรือปรอยเหมือนคนง่วงตอนแรกก็กลายเป็นเบิกกว้าง ตื่นขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินชื่อของคนๆ นั้นที่ทุกวันนี้ฉันยังไม่ได้ไขข้อสงสัยว่าเธอเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับพี่น้ำตาล แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินไม่ผิดไปใช่ไหม
“จริงด้วย เพราะยัยชิโซนี่นา ไอ้ชูก้าร์ถึงยอมมาที่นี่กับพวกเราได้”
ชัดเลย…
ชิโซ…คนชื่อนี้อีกแล้ว!!
[…โปรดติดตามตอนต่อไป…]
---------------------------------------------
++TALK++
สวัสดีค่ะทุกคนนน! ในที่สุดก็ดำเนินมาถึงตอนสามแล้ว
ต้องขอขอบคุณกำลังใจจากพี่น้องผองเพื่อนและนักอ่านทุกคนเหมือนเดิมค่ะ
และขอบคุณบุคคลเบื้องหลังทั้งหลายที่ช่วยแนะนำติชมต่างๆ
ขอบคุณพี่อายสำหรับคอมเมนต์และเทคนิคดีๆ ค่ะ
ทุกอย่างมันอาจดูติดขัดแต่จะพยายามพัฒนาแก้ไขต่อไปแน่นอนค่ะ!!
กราบ (_/\_)
ImNice
ความเห็นที่ปักหมุด-
#3
(จากตอนที่ 3)
2017-01-28 20:50:40
สวัสดีค่าน้องมุก (เรียกชื่อนางเอกซะเลย 555) ตอนนี้ทำได้ดีกว่าสองตอนที่แล้วมากๆ อีพี่น้ำตาลมีความกวนประสาทและความซึนสูงมาก 5555 มุกตลกก็พอดีๆ เอาซะพี่นั่งขำอยู่คนเดียวในร้านทำผมเลยทีเดียว การเปิดตัวละครลับทำได้ดีค่ะ จังหวะโอเคเลย ชอบมากๆ ถึงแม้พี่จะอ่านชื่อชิโซเป็นจิ๊กโฉ่ตลอดเวลา #ผิด 555555 จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ ชอบมากๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ จู้ๆ >///<
#3
-
-
- 1
-
#1
(จากตอนที่ 3)
2017-01-27 21:52:17
อิพี่น้ำตาลนี่คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกเรื่อง จำเลยรัก รึไง อะไรจะโหด ใจร้ายกับน้องมุกผู้น่ารักขนาดนั้น
#1
-
-
-
#2
JOlly' M
(จากตอนที่ 3)
2017-01-27 23:55:58
แง้งงง พี่ซูการ์ เอ๊ย ชูการ์ของน้องงงง หลงรักแรง ปากนั่นเลี้ยงฟาร์มสุนัขไว้ใช่มั้ย ตอบ!

#2
-
-
-
#3
(จากตอนที่ 3)
2017-01-28 20:50:40
สวัสดีค่าน้องมุก (เรียกชื่อนางเอกซะเลย 555) ตอนนี้ทำได้ดีกว่าสองตอนที่แล้วมากๆ อีพี่น้ำตาลมีความกวนประสาทและความซึนสูงมาก 5555 มุกตลกก็พอดีๆ เอาซะพี่นั่งขำอยู่คนเดียวในร้านทำผมเลยทีเดียว การเปิดตัวละครลับทำได้ดีค่ะ จังหวะโอเคเลย ชอบมากๆ ถึงแม้พี่จะอ่านชื่อชิโซเป็นจิ๊กโฉ่ตลอดเวลา #ผิด 555555 จะรออ่านตอนต่อไปนะคะ ชอบมากๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ จู้ๆ >///<
#3
-
-
-
#4
pimuksorn
(จากตอนที่ 3)
2017-01-29 21:18:44
ฮัลโหลลล ไนซ์ พี่มาเม้นท์ให้แล้วววว
#4
-
-
-
#5
plan girl
(จากตอนที่ 3)
2017-01-30 23:50:52
ชอบบบบบบ 
#5
-
-
- 1
-
5 ความคิดเห็น
ถ้าชั้นเป็นมุก ชั้นคง.. คงยอมอ่ะ ไม่สู้ เพราะพี่น้ำตาลหล่อ 555555555
อยากรู้จักยัยชิโซอะไรนี่แล้ว รออ่านตอนต่อไปน้าา
สู้ๆยัยหนูของแทแท <3
ถ้านี่เป็นนางเอกนะจะตีปากด้วยปากเลย //หื่นข้ามเรื่อง 555555
โทนเรื่องตั้ลล้าคคค สดใส
แต่ว่าชักอยากรู้แล้วว่ายัยชิโซนี่คือใครร รออ่านค้าบบบ
เป็นพลอตที่ดูน่าสนใจมากเลย อยากรู้ว่าตกลงพี่น้ำตาลจะใช่คนเดียวกับคนในจดหมายรึเปล่าา
เรื่องนี้ดูมีอะไรให้น่าติดตามเยอะพอสมควร อยากรู้เฉลยแล้ว มาสปอยได้มั้ย (ล้อเล่น)
ปล อยากบอกว่าพออ่านตอนสามจบ นี่แอบตกใจเบาๆ เพราะพวเราดันตัดจบได้ใกล้เคียงกันมาก
รออ่านตอนต่อไปนาจา
ลุ้น ๆ รอตอนต่อไปอยู่น้าาาาา
แสดงความคิดเห็น