มนุษย์ของขวัญ

[JLS01] STATUS สถานะรัก ป่วนหัวใจยัยเพื่อนสนิท

เพราะอาการเมาของเพื่อนสนิท ทำให้เผลอบอกเธอว่า'ชอบ'ไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่า'เพื่อน'เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ......นิยายธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วจะอยากมีเพื่อนสนิท :)

0%
VOTE

ตอนที่ 1/7 :: STATUS 1

ตอนถัดไป

STATUS  สถานะรัก ป่วนหัวใจยัยเพื่อนสนิท

 

มันจะเป็นไปได้ไหม

ถ้าหากเพื่อนสนิททั้งสองคน

จะเปลี่ยนสถานะเป็น.....แฟน 

 

 

X/X/XXXX

....ตลกตัวเองจังนะ                                                                                              

ที่นึกครึ้มอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ถึงมาเขียนไดอารี่แบบนี้                                                                                                
แต่ทำไงได้ล่ะ เพราะความลับภายในใจที่มีให้กับคนคนหนึ่งมันมากเกินไป                                                             
มากจน.......อยากจะหาที่ระบายให้ใครสักคนฟัง                                                                                                  
แต่ก็ไม่เป็นไรถึงเจ้าไดอารี่จะไม่ใช่คน                                                                                                               
 
แต่อย่างน้อยช่วยเก็บเรื่องราวที่เราจะเขียนต่อจากนี้....เป็นความลับด้วยละกัน

 

             ก๊อก ก๊อก

“ ไอ้ทีเข้าไปข้างในได้หรือเปล่า “ เสียงหวานใสจากสาวน้อยวัยมัธยมต้นคนหนึ่งที่กำลังเคาะประตูของเด็กชายที่เป็นเจ้าของห้องนี้ดังขึ้น เด็กชายรีบปิดสมุดที่ตัวเองกำลังอ่านอยู่ลง ก่อนจะรีบหาที่ซ่อนเพื่อไม่ให้เด็กสาวที่เคาะประตูห้องของเขาอยู่ได้เห็น

“ อย่าพะ....  “

ทำไมน่ะเหรอ......เพราะในสมุดเล่มนี้มันมีความลับน่ะสิ

ความลับหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่สามารถเปิดเผยให้ใครได้รู้ แม้แต่หญิงสาวที่เขาเรียกว่า.....เพื่อนสนิท

“ เฮ้ย!! ยังไม่ได้บอกให้เปิดเลยนะ “ เด็กหนุ่มตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ แต่ยังดีที่เขาเอาสมุดเล่มนั้นไปซ่อนไว้ได้ทัน

“ แกก็ไม่ได้โป๊อยู่นิ แล้วจะตะโกนเสียงหลงเป็นผู้หญิงทำไม “ เด็กสาวที่เปิดประตูโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้องพูดขึ้น

“ ก็ใช่ แต่.... “

“ ที “ ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้พูดจบ เด็กสาวก็ได้ขัดจังหวะ โดยการเรียกชื่อของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 “ ......... “

“ ทำไมช่วงนี้แกทำตัวแปลก ๆ จังวะ แกงอนอะไรฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย “  เด็กหนุ่มฟังสิ่งที่เด็กสาวพูด ด้วยความรู้สึกอ้ำอึ้งอย่างบอกไม่ถูก เพราะว่าช่วงนี้เขาก็ทำตัวแปลก ๆ อย่างที่เด็กสาวบอกจริงๆน่ะแหละ

แต่ถึงอย่างนั้น......ตัวของเขาเองก็ไม่กล้าบอกหรอกว่าทำไม ไม่ใช่สิ ไม่มีทางที่จะบอกต่างหากล่ะ เพราะนั่นจะทำให้เขายิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก

“ แตงกวา “  เด็กหนุ่มเรียกชื่อของเด็กสาว ที่กำลังรอเขาตอบคำถามของเธออยู่ “ เราตัดสินใจแล้ว “

“ ............. “

“ เราจะไปเรียนที่อเมริกา “

             เด็กสาวยืนมองเพื่อนสนิทของเธอ ด้วยความรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เพื่อนของเธอพูดออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับ“ ไหนบอกจะเรียนด้วยกันจนจบไง “

            “ ............. “

            “ ช่างเหอะ “

 

กฎของการเป็นเพื่อนสนิท

1. ห้ามรู้สึกกับอีกฝ่ายเกินเพื่อน

2. ห้ามให้อีกฝ่ายรู้ว่ารู้สึกเกินเพื่อน

ปล.ถ้าผิดกฎข้อหนึ่งและข้อสอง....มันคงไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ

 

STATUS  1

เขาว่ากันว่าผู้หญิงกับผู้ชายไม่สามารถเป็นเพื่อนสนิทกันได้จริง ๆ หรอก

ใช่...ฉันก็เชื่อแบบนั้น  แต่ด้วยอีกเหตุผลหนึ่งนะ

แต่ ณ ตอนนี้ บางครั้งฉันก็คิดว่า มันอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกของฉันเองก็ได้

 

 

 อาการใจเต้นแรง  ’  สามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ 

 อาจจะเกิดจากความกลัว        เวลาตอนเด็กๆแม่เรียกด้วยน้ำเสียงประหนึ่งว่า  ‘ฉันต้องทำอะไรผิดแน่ๆ

อาจจะเกิดจากความประหม่า   เวลาต้องไปพรีเซนท์งานหน้าฉันเรียน  ( ทั้งๆที่คนที่นั่งฟังก็เพื่อนที่เรานั่งเมาท์กันอยู่ทุกวันนี่แหละ )

อาจจะเกิดจากความตื่นเต้น      เวลาที่มีคุณครูประกาศชื่อเราว่าสามารถสอบได้ท็อปของห้อง  ( ส่วนน้อยอ่ะนะ )

อาจจะเกิดจากความเขินอาย     เวลาที่นั่งดูซีรีย์เกาหลีแล้วเห็นพระเอกในจอยิ้มให้(นางเอก)

 

แต่สำหรับฉัน  ฉันก็ไม่เข้าใจว่าตอนนี้ตัวฉันเองใจเต้นแรงเพราะอะไร  แต่เท่าที่รู้แน่ๆมันเต้นแรงมาก   มากจนกระทั่งฉันกลัวหัวใจของฉันอาจจะทำงานหนัก...หนักจนหยุดทำงานไปเลยก็ได้

ฉันอาจจะใจเต้นแรงเพราะ  กำลังนอนทับอยู่บนร่างผู้ชายคนหนึ่ง

ฉันอาจจะใจเต้นแรงเพราะ  ผู้ชายคนนี้กำลังกอดฉันอยู่

ฉันอาจจะใจเต้นแรงเพราะ  ผู้ชายคนนี้ดูดีมาก

ฉันอาจจะใจเต้นแรงเพราะ  รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆของเขาใกล้ๆ

ฉันอาจจะใจเต้นแรงเพราะ  ผู้ชายคนนี้เพิ่งบอกกับฉันว่า  ‘ไอ้แตง...เราชอบแกว่ะ ’

หรือเพราะผู้ชายคนนี้.....ก็คือ เพื่อนสนิท ’ ของฉันเอง

 

 

สวัสดี....ฉันชื่อ แตงกวา’ นะ  ก่อนที่จะย้อนความหลังไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่ฉันจะมานอนทับร่าง ไอ้คุณที’  ซึ่งตอนนี้นอนสลบไปนั่งเล่นเป่ากบกับพระอินทร์ล่ะ   ฉันขอเอาตัวเองออกจากร่างนี้ก่อน  แต่จะว่าไปนายนี่ก็รัดตัวฉันแน่นยิ่งกว่าจงอางหวงไข่เสียอีก  ให้ตายเหอะ!!

ตุ้บ !!

ฉันพยายามแกะมือของหมอนี่ที่กำลังกอดฉันอยู่ออก แล้วนั่นก็ทำให้ฉันหล่นลงบนพื้นอย่างจังด้วยความไม่ตั้งใจ....กรรมจริงๆ

“ อะ.... “ โอ๊ยยยยยยยยย เจ็บนะแต่ต้องกรีดร้องในใจ  เดี๋ยวไอ้หมอนี่ตื่น

โอเค....เล่าต่อล่ะ

อันดับแรกก็ต้องขอบอกก่อนเลยว่า นี่เป็นการตั้งกระทู้แรกของแตงกวานะ.....ไม่ใช่ล่ะ ก็ขออธิบายความเป็นมาสักหน่อย  ฉันกับไอ้ทีเราเคยสนิทกันมากกกกกกกกกก  กอไก่แปดล้านตัว สนิทกันชนิดว่าคนอื่นๆคิดว่าเราเป็นแฝดกันไปแล้ว  ไปไหนเราก็ต้องไปกันแพ็คคู่เสมอ  แต่นั่นก็เป็นเรื่องสมัยเราเด็กๆ  สมัยอนุบาลถึงมัธยมต้นล่ะมั้ง   ตอนนั้นนอกจากจะบ้านติดกันแล้ว เราสองคนก็ยังเรียนที่เดียวกันอีก แต่พอฉันกับทีขึ้นมัธยมปลาย  ทีก็ย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกา  ฉันละโคตรอิจฉามันเลย   แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก  ก็บ้านมันรวยเนอะ   อ่อ....ลืมบอกไปที่เราสนิทกัน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าพ่อของฉันทำงานให้บริษัทของพ่อที เกี่ยวกับการส่งออกขนมน่ะ  มีหลายสาขามากกก 

เอาจริงๆ  ตอนที่ทีไปเรียนต่ออเมริกา  ฉันก็แค่รู้สึกหวิวๆนิดหน่อยนะ  แต่ก็ไม่ได้เสียใจอะไรมาก   เพราะคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีของเพี่อน  และตอนนี้โลกของเรามันติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็วแล้ว  ก็เลยคิดว่ามันมีช่องทางเยอะแยะมากมายที่เราจะได้คุยกัน   แต่พอหลังๆช่วงที่ฉันอยู่มอห้าน่าจะประมาณปลายๆเทอมสอง   อาจะเป็นเพราะฉันต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาลัย   อีกอย่างฉันก็เป็นเด็กกิจกรรมด้วยแหละ ทำกิจกรรมเยอะมาก ทำให้ฉันกับทีติดต่อกันน้อยลง  น้อยมากจนฉันไม่คิดเลยว่าเราจะขาดการติดต่อกัน   เหมือนเราอยู่คนละโลกกันไปเลย

จนเพื่อนที่ชื่อ ทีชา’ เนี่ยเป็นเพียงแค่ความทรงจำวัยเด็กของฉันไปแล้ว

แต่พอมาวันนี้   วันที่ฉันรับใบปริญญาพอดี   อยู่ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม   กางเกงยีนส์ขาดๆ  พร้อมกับแว่นสีชา   เดินตรงเข้ามาหาฉัน   ในมือถือดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่

 

 

“ ไง...ไอ้แตงไทย ”  ฉีกยิ้มกวน ๆ พร้อมเอามือเสยผมสีน้ำตาลที่ปรกหน้าอยู่

….ใครวะ???

                แต่จะว่าไปคนที่เรียกชื่อฉันแบบนี้มีแค่ไอ้ทีคนเดียวนี่นา   แต่หมอนั่นตอนนี้ก็อยู่ที่อเมริกา  แล้วไม่ได้ติดต่อกันมานานมาก  ถ้างั้นก็คงไม่ใช่ไอ้ที......แล้วใครวะ???

“ทำหน้าเอ๋อแบบนั้นนี่แสดงว่าจำฉันไม่ได้จริงๆใช่ไหมป้า “

“ !!!“  .......ป้าเนี่ยนะ!!!  ไอ้แว่นสวยแต่ปากหมานี่มันเป็นใครกัน   เสร่อมาเรียกฉันว่าป้า เดี๋ยวจับดอกลิลลี่ยัดเข้ารูจมูกให้รู้แล้วรู้รอดเลย

คนตัวสูงที่กำลังยืนอยู่ตรงข้างหน้าฉัน  ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย  ก่อนจะถอดแว่นตาสีชาที่ใส่ออก เผยให้เห็นดวงตาสีดำอมน้ำตาล ส่องประกายที่มองกี่ครั้งก็รู้สึกว่า.....คนๆนี้ทำไมมีแววตากวนอวัยวะเบื้องล่างจังวะคะ

และแน่นอนฉันจำแววตากับใบหน้านี้ได้ดี  ถึงแม้จะไม่ได้เห็นมันมาเกือบหกปีแล้วก็ตาม

.

.

.

“ ไอ้ที!!!!!! “  หลังจากที่ฉันยืนทำหน้าเหวอ  สลับกับไอ้คุณทีที่ยืนส่งยิ้มกันไปมา  ฉันก็ระเบิดเสียงตะโกนเรียกชื่อหมอนี่อย่างสุดเสียง  จนนักศึกษาที่กำลังยืนยิ้มถ่ายรูปอยู่แถวๆบริเวณนั้นต้องหันขวับมามองที่ฉันอย่างเร่งด่วน

“โอ๊ยยยยย  ไอ้ทีๆๆๆๆๆ  ฉันนี่โครตคิดถึงแกเลยว่ะ”    ฉันพูดพร้อมพุ่งเข้าไปกอดไอ้ที จนหมอนี่มีเซไปนิดนึง

“เราก็คิดถึงไอ้แตงมากๆเหมือนกัน “   หมอนั่นพูดพร้อมกอดฉันกลับ

ระหว่างที่เรายืนกอดกันน่าจะสักประมาณ  30  40 50....55 วินาที  (ละเอียดอะไรประมาณนั่น )  ฉันก็สัมผัสได้ว่ากลิ่นน้ำหอมของหมอนี่มันดูเซ็กซี่แมนมากๆเลย......ผมนี่อึ้งและ Don’t  believe  มากๆเลยครับ เพราะฉันคิดว่าบุคลิกของหมอนี่มันออกแนวกวนๆมากกว่า

“ อ่ะ....นี่ “    ไอ้คุณทีดันตัวฉันออก ก่อนจะยื่นดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่มาให้ฉัน  “ คอนแกรทูเลชั่นนะครับ...ไอ้ป้าแตง “  พูดพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างที่ดูสดใสที่สุดในสามโลก

ตึกๆ.....ตึกๆ.....ตึกๆ....

และทำไมฉันต้องใจเต้นแรงด้วยวะคะ อาจเป็นเพราะฉันไม่เคยได้ยินหมอนี่พูด ครับ’   กับฉันมาก่อนก็ได้  ก็เลยอาจ.....

ยังไม่ชิน

“ ทำไมนายหายหน้าหายตาไปเลยวะ  ไม่ติดต่อมาเลยนะเฟ้ย!!! “  ฉันว่าพร้อมกับกำมือเป็นกำปั้นแล้วบรรจงแจกมะเหงกกลางศีรษะหมอนั่นหนึ่งที

“ ฮือ  อย่าโกรธเขาเลยนะก๊าบบบบ คุณป้า “  พูดพร้อมกับทำปากเบะ และส่งสายตาอ้อนเป็นลูกหมาขอกระดูกให้ฉัน   “ ว่าแต่เรา ป้าก็ไม่ติดต่อทีคนหล่อมาเหมือนกันนั่นแหละ “

เดี๋ยวนี้มีย้อน.... 

“ ก็ฉันยุ่งมากๆอ่ะ  ทั้งเตรียมสอบมหาลัย ทำกิจกรรม  พอมาเรียนมหาลัยก็ต้องขยันอ่านหนังสือ ทำรายงาน  ไหนจะเป็นหลีด  ถือป้ายคณะ ทำแสตนด์เชียร์ คุมรับน้อง เป็นสตาฟค่าย แล้วก็.....”  

“ พะ....พอๆได้แล้ว “  ไอ้ทีว่าพร้อมกับเอามือมาปิดปากฉัน

“ ไอ้อีอิปติก “ (ไอ้ทีลิปสติก)

“ ห้ะ....ว่าอะไรนะ “  แกล้งเอียงคอนิดๆ ส่งสายตากวนๆ ทำเป็นไม่ได้ยินที่ฉันพูด

“ อั๊นออกอ่าอิปอิก  อ่อยอือไอ้อี  ไอ้อาบูด “  ( ฉันบอกว่าลิปสติก  ปล่อยมือไอ้ที  ไอ้ชาบูด )  ฉันยังคงพูดอู้อี้อยู่ในลำคอ พร้อมกับเอามือตีแขนหมอนี่รัวๆ จนหมอนี่ต้องยอมปล่อยมือตัวเองออก

“ อะไร  มองอย่างฉันอย่างนั้นทำไม “  ฉันว่า เพราะหมอนี่เอาแต่ยิ้มส่งสายตากรุบกริบมาทางฉัน  จนทำให้ฉันรู้สึกว่ามันต้องมีซัมติงรองบนใบหน้าฉันแน่ๆ

“ เปล๊า “ 

แล้วนั่นจะพูดเสียงสูงทำไมวะคะ  มีความสตอจริงๆเลย......และแน่นอนฉันไม่เชื่อคำพูดของหมอนี่หรอก  ฉันเลยต้องหยิบโทรศัพท์ของฉันขึ้นมาส่องว่ามีอะไรผิดปกติตรงหน้าหรือเปล่า  จะว่าไปนะโทรศัพท์นี่ก็มีดีหลายอย่างเหมือนกัน ต้องขอบคุณสตีฟจ็อบที่เป็นผู้คิดค้นหน้าจอโทรศัพท์ใหญ่ๆที่นอกจากจะใช้ดูซีรีย์ได้แล้ว ยังสามารถให้สาวๆใช้ส่องกระจกได้อีก  เริ่ดมากค่า

“ เดี๋ยวนะ.....ไอ้ที “  ฉันกัดฟันแล้วส่งเสียงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ แต่แฝงด้วยรังสีมืดแผ่ออกรอบตัว  เมื่อเห็นว่าบนใบหน้ามีลิปสติกเปื้อนขึ้นไปบนแก้ม 

“ ฮ่าๆๆๆๆๆ “ นอกจากเจ้าตัวจะไม่สำนึกผิดแล้ว ยังมีหน้ามาหัวเราะร่วนใส่ฉันอีก  ฮึ่ม!!

“ นี่ยังจะขำอีก “

“ อ่าๆ เราขอโทษแล้วกัน 

“ ขอโทษแล้วมันจะช่วยอะไรได้ไหมห้ะ!!! “  ฉันว่าพลางควานหาทิชชู่ที่น่าจะสถิตอยู่ตรงไหนสักแห่งในกระเป๋าใบเล็กๆ  แต่กลับมีอานุภาพดูดกลืนสิ่งของยิ่งกว่าหลุมดำเสียอีก  เพราะอะไรที่ฉันต้องการรีบใช้อย่างเร่งด่วนกลับไม่เคยหามันเจอเลยสักที

“ ยัยแตงกวา “

“ อะไรอีกล่ะ “  ฉันละสายตาจากกระเป๋าตรงหน้า  ก่อนจะหันกลับไปทางต้นเสียงที่เรียก ด้วยสีหน้าหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างเต็มที่

คนตัวสูงที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉัน โน้มตัวลงมาเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาค่อยๆเช็ดลิปสติกที่เปื้อนอกอย่างแผ่วเบา  แล้วนั่นทำให้ฉันได้สังเกตเห็นใบหน้าของไอ้ทีได้ชัดเจน   จะว่าไปหมอนี่ก็หน้าตาดีเหมือนกันนะ  สีผิวออกแทนๆไม่ขาวมาก  แต่มีใบหน้าที่ดูคมคาย คิ้วที่ค่อนข้างหนา พร้อมกับรอยแผลเป็นเล็กน้อยตรงหางคิ้วข้างซ้าย  นัยน์ตาสีดำอมน้ำตาล  จมูกเป็นสันพร้อมกับริมฝีปากบางๆ  โดยรวมแล้วหมอนี่ก็ดูเซ็กซี่แมนเหมือนกัน  ไม่รู้ทำไมฉันถึงไม่จับหมอนี่ไว้   เอ๊ย!!! ไม่ใช่....ทำไมฉันถึงไม่เคยรู้สึกอะไรกับหมอนี่เลย  ถ้าไม่เป็นเพราะฮอร์โมนเพศของฉันเสื่อมไปตั้งแต่ตอนอายุสิบเจ็ด  ก็คงเป็นเพราะฉันกับไอ้ทีเป็นเพื่อนกอดคอเล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็ก  แถมยังจะรู้แกวกันอย่างหมดไส้หมดพุง ถ้าจะให้มาพิศวาสอะไร นี่ก็คงดูพิลึกพิลั่นชวนขนลุกไม่ใช้น้อย

“ เสร็จแล้วครับ “ หมอนี่กระซิบข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะกระตุกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก

ตึกๆ........ตึกๆ.....ตึกๆ....   แล้วทำไมฉันต้องใจเต้นอีกแล้วเนี่ย !!!!

 

 

หลังจากสิ้นสุดพิธีรับใบปริญญาพร้อมกับถ่ายรูปกับญาติๆและมิตรสหายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   ฉันกับไอ้ทีก็ได้แยกย้ายกันกลับ  โดยฉันกลับบ้านไปปิดประตูนอนตายพร้อมกับดูซีรีย์เกาหลี  เพราะโบราณเขาว่าเวลารับใบปริญญาหรือสอบติดอะไรประมาณนั้นห้ามไปเลี้ยงฉลองต่อที่ไหนเป็นอันขาด  ส่วนไอ้ทีก็เห็นว่าขอแวะไปกินเลี้ยงกับเพื่อนของมันที่เป็นคนไทยแล้วสนิทกันตอนเรียนที่เดียวกันในอเมริกา

........หลังจากนั้นประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ 

 

“ โอ๊ยยยย  ทำไมพระเอกถึงหล่อแดดิ้นอยากกัดลิ้นตัวเองตายแบบนี้  ฮือออ “

จะข่มตา  แต่ฉันเองไม่อาจจะข่มใจ  ยังคงคิดถึงแต่เธออยู่เรื่อยไป  เรื่อยไป >> เสียงโทรศัพท์

“ จะข่มอะไรก็เรื่องของแกดิวะ “ ฉันพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เมื่อเสียงโทรศัพท์ของฉันมาขัดจังหวะตอนที่ฉันกำลังเสพความหล่อของพระเอกอยู่  มันน่าเสียอารมณ์จริงๆ เวลามีใครหรืออะไรมาขัดตอนดูซีรีย์เกาหลีเนี่ย

08x-xxx-xxxx......แต่มันเบอร์แปลกนะ อาจจะเป็นพวกขายประกันทำงานโอทีก็ได้  ถึงได้โทรมาดึกดื่นแบบนี้

 

ซึ่งแน่นอนว่าฉันตัดสินใจไม่รับมัน

 

จะข่มตา  แต่ฉันเองไม่อาจจะข่มใจ  ยังคงคิดถึงแต่เธออยู่เรื่อยไป  เรื่อยไป

ปิ๊ด!!!

 

และฉันก็คงไม่รับมันอยู่ดี  แต่คราวนี้ปิดเสียงตั้งสั่นแทน

 

ครืดดดดด  ครืดดดดดด  ครืดดดดดดดด

โอ๊ย!! อะไรกันวะเนี่ย!!  รับก็ได้วะ ลองคุยนิดหน่อย เผื่อประกันคนนี้เขาอาจจะช็อตเงินเลยต้องรีบทำยอด

“ สวัสดีค่ะ “  พยายามกรอกเสียงให้ดูสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ ไอ้แตงงงงงงงงงงงงงงงงง  “

“ ไอ้ทีเหรอ  ทำไมเสียงแกมันเหมือนคนเมาอย่างงั้นวะ “

“ ก็เรามาวววววว  ไอ้แตงงงงงงงงงงงงงงง  มารับทีหน่อยยยยยยยยยยยยย “

“ โอเคๆ ไปรับก็ได้  แล้วตอนนี้แกอยู่ที่ไหน “

“ ที่ที่มีรูปปั้น......รูปปั้น......รูปปั้นคุณลุงงงง.......คุณลุงถือขวดเบียยยยยยยยร์ “  .....ตู้ด

 

พูดเสร็จคนปลายสายก็ตัดสายทิ้งทันที   ลำบากฉันต้องมาถามหาพี่กู(เกิ้ล)ว่ารูปปั้นคุณลุงถือขวดเบียร์มันอยู่ร้านไหนกันแน่   ก่อนที่ฉันจะขับรถออกไปหาไอ้ทีที่ร้าน  พอไปถึงร้านก็เจอเพื่อนของไอ้ทีประมาณสี่ห้าคน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ละคนก็แต่งตัวจัดจ้านมากๆ  สไตล์เด็กหัวเมืองนอกอ่ะนะ   หลังจากพาไอ้ทีขึ้นรถแล้ว ฉันก็ขับรถพาไอ้ทีมาส่งที่บ้านของมัน ซึ่งบ้านของไอ้ทีก็อยู่ติดกับบ้านของฉันนั่นแหละ 

 

กิ๊งก๊อง  กิ๊งก๊อง

“ อ้าวหนูแตงกวา “  คนที่เปิดประตูออกมาก็คือคุณป้านา  แม่ของไอ้ทีนั่นเอง  คุณป้ามองฉันที่กำลังประครองร่างของไอ้ที  ที่ตอนนี้มีสภาพไม่ได้ต่างจากซากศพเสียเท่าไหร่  ด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย

“ สวัสดีค่ะคุณป้า  คือว่าหนูพาทีมาส่งอ่ะค่ะ “ 

“ โอเคจ้ะ  ขอบคุณมากเลยนะจ๊ะ เดี๋ยวหนูพาทีขึ้นไปบนห้องเขาเลยก็ได้จ้ะ “  คุณป้าว่า พร้อมกับหลีกทางให้ฉันเดินเข้าไปในบ้าน 

ฉันแบกร่างของไอ้ทีด้วยความทุลักทุเลขึ้นไปบนชั้นสอง  บรรยากาศในบ้านหลังนี้ฉันยังคงจำมันได้ดี ถึงแม้จะไม่ได้เข้ามาเล่นที่นี่เหมือนครั้งที่เราสองคนยังเด็ก แต่ทุกอย่างในบ้านหลังนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม  รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้เข้ามา

ตุ๊บ!! ….ฉันโยน ร่างของไอ้ทีลงบนเตียง  จริงๆก็อยากจะค่อยๆวางอยู่หรอกนะ แต่หมอนี่มันตัวหนักมากๆยิ่งกว่าแบกหมีขึ้นภูเขาซะอีก ( อุปมาให้มันดูเว่อร์ไปงั้นล่ะ ) ให้ตายเหอะ!!! 

แต่จะว่าไปนะ ถ้ามีอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนก็คือห้องของไอ้ทีเนี่ยแหละ  เมื่อก่อนมีแต่โปสเตอร์รูปเบ็นเท็นแปะเต็มไปทั่ว  รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างก็เป็นลายเบ็นเท็น   ตอนนี้ทุกอย่างถูกเปลี่ยนไปหมด กลายเป็นห้องที่ตกแต่งง่าย ๆ  เรียบ ๆ แต่ดูหรูหราไปในตัว

“ ไอ้ทีฉันกลับก่อนล่ะ “  ฉันพูดกับซากศพที่ตอนนี้นอนหงายแอ้งแม้งอยู่บนเตียง  แต่ก่อนที่ฉันจะได้หันหลังเดินออกจากห้อง  อยู่ๆไอ้ทีก็จับข้อมือของฉันไว้ ก่อนจะดึงตัวฉันลงไปนอนคว่ำทับอยู่บนร่างของหมอนี่ 

ตุ้บ!! ….เจ็บไหมเพื่อน  ฉันตัวหนักนะ

“ ทะ...ทำบ้าอะไรของนาย!!! “ ถึงในใจจะคิดอีกอย่าง  แต่ด้วยความตกใจ ฉันก็เลยตะโกนใส่มันซะอย่างงั้น

“...........”  แต่ทว่า กลับไม่มีเสียงตอบรับจากปลายทางที่ท่านเรียก  ไอ้ทีไม่ตอบกลับฉันแต่อย่างใด  ยังคงปิดตาสนิทเหมือนคนไม่รู้สึกตัว  จนฉันชักเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าตกลงไอ้หมอนี่แกล้งฉันหรือเป็นเพราะอาการเมากันแน่

มือหนาทั้งสองข้างของคนที่ยังนอนหลับตาสนิทได้รวบตัวฉันไว้ พร้อมกับกระชับร่างของฉันไว้อย่างแน่นหนา ราวกับว่ากลัวฉันจะหนีไปไหน  ฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของคนที่กอดฉันอยู่  มันเป็นอยู่อย่างนี้สักชั่วครู่  จนกระทั่งมีเสียงที่แผ่วเบา แต่ก็อ่อนนุ่ม ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นภายในใจ ออกมากจากคนที่กำลังกอดฉันอยู่

“ ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ “

จังหวะนั้น.....ฉันสัมผัสได้ว่าเสียงหัวใจของฉันเต้นแรงมาก  ตัวของฉันสั่น  ใบหน้าของฉันร้อนผ่าว  ฉันไม่รู้และไม่เข้าใจเลยว่า

.......ทำไมหัวใจของฉันถึงได้เต้นแรงขนาดนี้

 

JLS09 STATUS สถานะรัก ป่วนหัวใจยัยเพื่อนสนิท

ผู้แต่ง :: มนุษย์ของขวัญ

10 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #3 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-07 20:38:29
    แวะมาอ่านฮะ ชอบๆ ชอบแนวเพื่อนแอบรักเพื่อนเนี่ย
    ว่าแต่ นางเอกแอบดูแมนจังแงง
    #3
  2. #4 Marshmallows. (จากตอนที่ 1)
    2017-01-08 00:26:19
    แนวเพื่อนเหมือนกันเลยค่ะจับมือออ เหมือนต่างฝ่ายต่างชอบกันเลยนะคะเนี่ย มีใจตงใจเต้น //จุดพลุรอวันคบกัน
    #4
  3. #5 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-08 00:36:04
    หลังจากโดนบอกชอบแล้วจะเป็นยังไงต่อไปนะ
    เรื่องน่ารักมากเลย อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว สู้ๆ
    #5
  4. #6 JOlly' M (จากตอนที่ 1)
    2017-01-08 01:28:38
    แวะมาหวีด ฮาาาา ความสัมพันธ์แบบนี้นี่แอบลุ้นตามเหมือนกันว่าจะยังไงต่อ เพื่อนจะเปลี่ยนเป็นคนรักได้ยังไง รอติดตามเลยค่าาาา สู้นะ >__<v
    #6
  5. #7 Banilla Honie, Karin (จากตอนที่ 1)
    2017-01-09 00:08:10
    วี้ดดดดดดด
    ฟีลแบบ...แอบชอบเพื่อนแบบนี้เราก็เคยมี (แต่แป้กอ่ะนะ)
    ฟีลแบบ...เพื่อนมาแอบชอบก็เคยมีเหมือนกัน
    เข้าใจความรู้สึกทั้งคู่แบบอินเวอร์  ฮือออออออ
    สู้เค้านะแตงไทย รอตอนสองอยู่นะคะ 
    #7
  6. #8 CONANLOVE (จากตอนที่ 1)
    2017-01-09 00:51:40
    สเตตัสโดนใจมาก ฟีลแบบแอบชอบเพื่อนนี่ใช่เลย(นกตลอด555)
    แต่นางเอกแอบดูแมนจังเลย รอตอนต่อไปนะคะ//
    #8
  7. #9 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-14 13:55:23
    แนวแอบรักเพื่อนเหวยยย 55555555555
    งื้ออ ชอบหดไลค์ใช่กดรักสเตตัสค่า แงงง! ต่อจากนี้จะเป็นไงหนอออ ป้าแตงจะเอาไงต่อคะ พูด!!
    ปล.สู้นะคะนักJLS01
    #9
  8. #10 Mealdy (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 14:29:10
    ช๊อบบบบบบบบ รับรู้ได้ถึงรังสีที่แผ่กระจายไปทั่วว่า "พระเอกน่ารักเว่อร์" 55555555 ชอบค่ะ เรื่องน่ารักดี
    #10
  9. #11 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 17:14:56
    สวัสดีค่ะ

    พี่ลูกชุบ กรรมการนะคะ ถึงเวลาคอมเม้นต์แล้วว เพิ่งอ่านจบสดๆ เลย

    ลุยเลยนะ

    - แตงกวากับทีห่างกันไปนะ เป็นช่วงกำลังโตด้วย เหมือนว่ามันต่อกันติดง่ายไปหน่อย เจอหน้ากันหลังจากหายไปนานมากแล้วก็ยังบรรยายว่ารู้ไส้รู้พุงกันหมด ทั้งๆ ในที่ความเป็นจริงคนสองคนที่ไม่ได้เจอกันนานแล้วน่าจะต้องมีการเชื่อมต่อกันก่อนที่จะกลับมาสนิทได้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะที่ไม่ได้ติดต่ออะไรกันเลย อีกคำถามคือทำไมไม่ติดต่อกันเลยอ่ะ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นเพื่อนสนิทกัน มันมีเหตุการณ์อะไรที่จะย้อนเล่ารึเปล่า อันนี้รอดูต่อไปเนอะ

    - ไดอะลอคไม่ธรรมชาติ พี่อ่านแล้วเหมือนไม่ใช่บทสนทนาของคนจริงๆ คุยกัน เหมือนดูเป็นบทสนทนาจัดวางที่เหมือนเราอ่านมาแบบนี้ ดูละครมาแบบนี้ อ่านแล้วพี่ยังไม่อินไปกับเรื่อง เทคนิคที่แนะนำคือลองให้เราพูดออกมาจริงๆ ก่อน แต่ไม่ถึงกับต้องใช้าษาพูดแบบาษาวิบัติหรือมุกตามกระแสเยอะไปนะ เอาแบบพูดธรรมดาๆ ลองอ่านบทสนทนาของเราออกมาเสียงดังจะทำให้เรานึกวิธีการเขียนให้มันธรรมชาติได้

    - ช่วงนี้โทรมาให้ออกไปรับ เรื่องดำเนินเร็วมาก บรรยายจบในย่อหน้าเดียว จริงๆ การรวบเรื่องไม่ใช่เรื่องผิดนะคะ แต่น่าจะบรรยายให้ลื่นมากกว่านี้ มันห้วนจนปรับตามไม่ทันมากกว่า

    - นางเอกเรียนจบแล้ว แต่คาแรคเตอร์และวุฒิาวะยังไม่โตไปด้วย พระเอกก็เหมือนกัน ดูจากบทสนทนา (ซึ่งอันนี้ก็จะไปเชื่อมกับข้อสอง ลองอ่านดูอีกทีนะคะ)

    - เพิ่มเติมจากบทสนทนาคือ สรรพนามแทนตัวไม่สม่ำเสมอเลย นางเอกพระเอกใช้ ฉัน เรา นาย แก สลับกันไปหมด จริงๆ บางสถานการณ์มันเปลี่ยนได้นะพี่เข้าใจ แต่เราควรจะมีสรรพนามตัวยืนที่ตัวละครใช้บ่อยๆ ไว้

    ตอนแรกเท่าที่เห็นมาประมาณนี้นะคะ

    สู้ๆ นะ รออ่านตอนต่อไปจ้า
    #11
  10. #12 belza09 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-17 11:27:56
    เอ๊ะ ทำไมพี่กดเม้นไปแล้วมันไม่ขึ้นอ่ะ T____T เอาใหม่ๆ สวัสดีจ้าน้องกิ๊ฟ ยินดีด้วยน้าที่เข้ารอบบบบ อ่านจบทั้งสองตอนแล้ว รู้สึกได้เลยว่าตอนที่สองมีการพัฒนาขึ้นจากตอนแรกนิดหน่อย อ่านได้ลื่นไหลมากขึ้น แต่ยังมีคำผิดอยู่นะคะ อีกอย่างคือเรื่อง "..." แนะนำให้ใช้แค่สามจุดก็พอแล้วค่ะ ไม่ต้องเยอะมาก
    ส่วนความสัมพันธ์พระนางนี่เห็นด้วยกับพี่ชุบตรงที่ว่าต่อติดกันเร็วเกินไปหน่อย (+สรรพนามไม่ค่อยคงที่) เข้าใจว่ากับเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะห่างกันนานขนาดไหนก็ยังเป็นเพื่อนสนิทอยู่วันยังค่ำ แต่มันต้องมีการ catch up หรืออะไรกันบ้าง แบบเฮ้ย แกเป็นไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เรียนที่นู่นสนุกมั้ย บลาๆ อันนี้พี่อ่านแล้วไม่รู้สึกเลยว่าพวกนางไม่ได้เจอกันหลายปี แถมไม่ได้รู้สึกว่าพวกนางโตขึ้นขนาดนั้นด้วย ทั้งๆ ที่เจอกันล่าสุดตอนม.ต้น เจออีกทีก็จบมหาลัยแล้ว 55555 เพราะจุดนี้พี่เลยอ่านแล้วไม่ค่อยอินไปกับพระนางอ่ะค่ะ อีกส่วนที่สงสัยคือตอนนี้พระนางพักอยู่ที่ไหนเหรอคะ หอพักหรือว่าอยู่บ้านกับพ่อแม่? แล้วพระเอกมาเจอนางเอกถึงห้องนอนได้ยังไง พี่อ่านอะไรข้ามไปหรือเปล่า ;w;
    ถ้าน้องแก้ไขตรงจุดพวกนี้ได้จะดีมากๆ เลย เพราะพล็อตเรื่องนี้ออกเรียบๆ คลาสสิกๆ ไม่หวือหวา ฉะนั้นการดำเนินเรื่อง ความสัมพันธ์ คาแร็กเตอร์ของพระนางมันสำคัญมากๆ
    สู้ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้ จะรออ่านน้าาาา
    #12
  • 1

แสดงความคิดเห็น