เพราะอาการเมาของเพื่อนสนิท ทำให้เผลอบอกเธอว่า'ชอบ'ไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่า'เพื่อน'เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ......นิยายธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วจะอยากมีเพื่อนสนิท :)
STATUS 3
เราไม่รู้หรอกว่า ห้วงเวลาต่างๆ มีคุณค่าแท้จริงเพียงใด จวบจนกระทั่งเราได้ทดสอบมันผ่านความทรงจำ "We do not know the true value of our moments until they have undergone the test of memory."
______________________________________________________
ฌอร์จส์ ดูอาแม็ล (Georges Duhamel)
ตอนนี้ฉันก็โสดมาได้....เกือบยี่สิบสองปีบริบูรณ์แล้วล่ะ เท่ากับอายุที่ฉันได้มาเกิดบนโลกใบนี้เลยล่ะ เหอะๆ =_= นั่นไม่ใช่เป็นเพราะไม่มีใครเข้ามาชอบหรือมาจีบฉันหรอกนะ แต่เป็นเพราะฉันมีความรู้สึกว่าทุกความสัมพันธ์บนโลกใบนี้มันดูเป็นของปลอม เพราะฉะนั้น ฉันจึงไม่คิดที่จะเปิดใจให้กับใครทั้งนั้น
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ฉันมีความคิดขวางโลกแบบนี้เกิดขึ้นน่ะเหรอ....
เอาเป็นว่าฉันจะเล่าให้ฟังละกัน
ย้อนกลับไปสมัยที่ฉันอยู่มอสี่กำลังเป็นน้องใหม่ไสยๆ เอ้ย!! ใสๆในรั้วมัธยมปลาย ระหว่างที่ฉันกำลังทำกิจกรรมเป็นคนถูกรับน้องอยู่ในซุ้มแห่งหนึ่ง
‘ อ่ะๆ ขอโทษนะครับน้อง....เอ่อ....น้องแตงกวา’ ผู้ชายร่างสูง สีผิวออกแทนนิดๆ มีกล้ามนิดหน่อยสไตล์หนุ่มนักกีฬา เดินตรงเข้ามาปะแป้งบนหน้าฉัน ตอนที่กลุ่มของฉันถูกลงโทษ เจ้าตัวก้มลงมองป้ายชื่อที่ฉันใส่ก่อนจะเรียกชื่อฉันออกมา
‘ ไม่เป็นไรค่ะพี่ แต่อย่าทาเยอะก็พอค่ะ ’ ฉันว่าพร้อมกับส่งยิ้มให้เขาเป็นมารยาท
หลังจากวันรับน้องจบลง ตกเย็นก็มีคนแอดเฟรนด์ฉันมาในเฟสบุ๊ค ฉันเข้าไปดูโปรไฟล์นิดหน่อยให้พอรู้ว่าเป็นใคร พอฉันเห็นเป็นรุ่นพี่มอห้าคนนี้ก็กดรับไปเป็นมารยาท ก็เด็กโรงเรียนเดียวกัน ฉันคิดแค่นั้น
แต่พอฉันกดรับไปไม่ถึงห้านาที ก็มีใครบางคนทักแชทฉันมา ซึ่งก็คือไอ้รุ่นพี่บาสนั่นแหละ
’ ทักครับ...น้องแตงกวา ’
’ ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้พี่ ’ ฉันพิมพ์ตอบกลับไป พร้อมกับส่งอีโมติคอนรูปยิ้มไปให้
เอาจริงๆนะ ตอนแรกฉันโคตรรำคาญไอ้รุ่นพี่คนนี้มากๆเลย เพราะเขาชอบเอาแต่ทักมาขัดจังหวะเวลาที่ฉันนั่งดูซีรีย์อยู่ พอนานๆไปเข้า ด้วยเป็นการตัดรำคาญ ฉันก็เลยยอมสละเวลาของติ่งโง่ๆคนหนึ่ง เพื่อไปตอบแชทเขาแทน พอคุยไปคุยมาสักพัก ฉันก็คิดว่าเขาก็ดูโอเคนะ คุยสนุกดี เวลาเราเจอกันที่โรงเรียนก็มีเล่นๆแซวๆกันบ้าง จนยัยแป้งเพื่อนสนิทในกลุ่มอีกคนต้องถามฉันว่า
‘ แกกับพี่บาส นี่มันยังไงกันๆ ’
ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันยังไงกันแน่ แค่รู้สึกว่าคุยสนุกดี ฉันก็รู้สึกดีกับเขา แต่ชอบหรือเปล่าอันนี้ก็คงต้องปล่อยเป็นเรื่องของอนาคตนะคะ ( ตอบแบบสวยๆสไตล์ดารา )
แล้วดูเหมือนว่า....ในอนาคตฉันจะเกิดชอบพี่เขาขึ้นมาจริงๆ ส่วนพี่เขาก็ดูเหมือนจะชอบฉัน จากการกระทำทั้งหมดที่เขาทำให้ฉัน คอยถามคอยเป็นห่วง ไปรับไปส่งบ้างในบางครั้ง เห็นฉันเล่นกับเพื่อนผู้ชายคนไหน ก็จะแอบดุๆเล็กน้อย ความสัมพันธ์ของเราในตอนนั้นดูราวกับว่าเป็นแฟนกันจริงๆ ต่างกันที่ไม่ได้มีใครขอใครคบ แล้วก็ไม่มีใครตกลงจะคบใคร
กระทั่งวันหนึ่ง....ตอนที่ฉันกำลังนั่งเล่นเฟสบุ๊ครอพี่เขาตอบกลับมา ซึ่งช่วงหลังๆเขามักจะตอบแชทของฉันช้าเสมอ ตอนนั้นฉันอยู่มอห้าเทอมสอง ส่วนพี่เขาเป็นเด็กมอหกที่กำลังเตรียมตัวแอดมิชชั่นอย่างเต็มที่ ฉันก็ได้เลื่อนไปเห็นอะไรบางอย่าง
LookBass in relationship with Lookkett
ไอ้พี่บาสเฮงซวยตั้งรีเลชั่นชิพกับพี่ลูกเกด รุ่นพี่เชียร์ลีดเดอร์สุดฮอตที่จบไปเมื่อปีที่แล้ว ฉันก็สงสัยว่าทำไมถึงได้เปลี่ยนชื่อเฟสดูฟุ้งฟิ้งมุ้งมิ้งอะไรแบบนั้น ที่แท้ก็เห็นฉันเป็นคนคั่นเวลาระหว่างปลูกต้นรักกับสาวมหาลัยอยู่สินะ!!!
ความรู้สึกของฉันตอนนั้นทั้งโกรธ ทั้งหงุดหงิด ทั้งงุ่นง่าน อยากจะร้องไห้ออกมามากๆ ซึ่งแน่นอนว่าฉันก็ร้องไห้ออกมา และคนแรกที่ฉันนึกถึงก็คือ....
‘ วอทซับแมนนน ’ ไอ้ทีนั่นเอง
‘ ไอ้ที!! ฉันโดนเทแล้วว่ะ @#*!@#$@*()(*&^%# ‘ ฉันสไกป์ข้ามทวีปไปหาหมอนี่ ก่อนจะบ่นร่ายยาว ทั้งรำพึงรำพันไปด้วย ซึ่งตอนนั้นฉันกับไอ้ที่ยังติดต่อกันอยู่ และฉันก็เคยเล่าเรื่องของไอ้พี่บาสให้หมอนี่ฟังอยู่ประจำ มันก็เลยพอรู้จักอยู่บ้าง
‘ เฮ้ย!! ใจเย็นๆเว้ยไอ้แตง ‘ ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เมื่อเห็นฉันร้องไห้ฟูมฟายยิ่งกว่าแม่นาคโดนแฟนทิ้ง
‘ แกจะให้ฉันใจเย็นได้ไงวะ!! ดูดิ!! ดูที่แม่งทำ!! ‘
‘ ใครเทแกวะ พี่บาส?? ’
‘ เออดิ!!! ‘
‘ ว่าล่ะ ‘ ไอ้ทีพูดพลางถอนหายใจยืดยาว แววตาของคนที่จ้องมองมาทางฉันผ่านหน้าจอสีขาวแสดงออกถึงความเห็นใจอย่างเต็มที่ พร้อมกับรอยยิ้มอ่อนที่ฉาบอยู่บนใบหน้าคล้ายจะแสดงออกว่าเจ้าของรอยยิ้มนั้นรู้สึกสงสารฉันมากแค่ไหน
‘ ว่าอะไรของแกวะ ‘ ฉันขมวดคิ้วมุ่น เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่มันกำลังสื่ออยู่เลยสักนิด
‘ ว่าไอ้หมอนั่นมันหน้าหม้อไง เราก็เคยบอกแกแล้วว่าอย่าไปไว้ใจมันมาก ผู้ชายมันดูกันออก ‘
‘ อื้ม ก็ไม่รู้นี่!!! ก็แม่งคุยดีมากอ่ะ ใครจะรู้ว่ามันเป็นคนแบบนี้วะ ‘ ฉันว่า พร้อมกับพลุบตาลงต่ำ เพราะไม่กล้าสบตากับบุคคลในหน้าจอสีขาวนั้น เพราะสิ่งที่คนปลายสายพูดมันช่างแทงใจดำเสียเหลือเกิน
มันก็ถูกของไอ้ทีนั่นแหละ ถ้าฉันฟังมันแต่แรก ก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้หรอก
‘ ฮืออออออ ‘ พอคิดแบบนั้น น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลอาบแก้มเป็นสองสาย คล้ายเขื่อนแตก โดยไม่ถามสุขภาพฉันสักคำ
ความรู้สึกของฉันตอนนี้ มันไม่ได้ร้องไห้เพราะอกหักหรอก แต่ร้องไห้เพราะรู้สึกเจ็บใจมากกว่า.....เจ็บใจที่เสียเวลาไปรู้จักคนเฮงซวยแบบนั้น!!!
‘ หน่าๆ เลิกร้องไห้ได้แล้ว ร้องไปก็ตาบวมเปล่าๆ ‘
‘ แม่ง!! ฉันไม่น่ารู้สึกดี ไม่น่าโง่ชอบแม่งเลย ฮืออออ ‘
‘ ถามจริง ‘ อีกฝ่ายพูดขึ้น ก่อนจะหยุดนิ่งไปชั่วครู่
‘…’
‘ ชอบพี่เขาจริงๆเหรอ ‘
ความจริงเหตุการณ์เลวร้ายพวกนี้ ถูกฉันฝังกลบลงไปอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำนานมากแล้วล่ะ แต่ที่อยู่ๆวันนี้ฉันกลับนึกถึงเรื่องราวพวกนั้นก็เป็นเพราะว่า...
ไอ้พี่บาสเฮงซวยกำลังยืนหัวเราะคิกคักอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งต่อหน้าฉันอยู่นี่ไง เธอคนนี้มีรูปร่างหน้าตาที่เข้าคอนเซปต์ที่ว่า ขาว สวย หมวย เอกซ์ แต่ผู้หญิงคนที่ว่าไม่ใช่พี่ลูกเกดหรอกนะ เขาคือใครฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าน่าจะเป็นผู้หญิงคนใหม่ของไอ้พี่บาสนั่นแหละ
เพราะแบบนี้ฉันถึงไม่เชื่อในความรักพวกนั้นไง วันนี้เขาพยายามจีบเรา วันพรุ่งนี้เขาก็อาจไปเจอคนที่ถูกใจกว่า พอเบื่อก็ทิ้งเราไป ลองคิดดูนะ นี่ขนาดฉันในตอนนั้นยังไม่ได้คบกับพี่เขา ยังเสียใจมากขนาดนั้น ถ้าขืนฉันได้คบกับพี่เขาจริงๆ ฉันนี่คิดไม่ออกเลยว่าจะเสียใจมากขนาดไหน
ฉันไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีกเลย ยอมเป็นโสดอย่างโดดเดี่ยว ดีกว่าปล่อยให้ใจพังไปวันๆ ถึงแม้ว่ากว่าจะเจอคนที่ใช่จริงๆ เราก็ต้องผ่านความรู้สึกแย่ๆมาก่อนก็ตาม แต่สำหรับฉัน ฉันกลัวที่จะเสี่ยงจริงๆ ครั้งนั้นครั้งเดียว ฉันพอ!!
“ เหม่ออีกล่ะ “ ด้วยเสียงจากคนข้างๆทำให้ฉันหลุดจากภวังค์รำลึกถึงอดีตอันแสนเลวร้าย
“ โทษทีๆ ฉันว่าเราไปจองตั๋วกันก่อนดีกว่า “ ฉันรีบดึงแขนเสื้อไอ้ที่มาตรงบริเวณจองตั๋วหนัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอไอ้พี่บาสนั่น
อ่อ...ลืมบอกไป หลังจากมื้อเช้าประหลาดๆนั่น ไอ้ทีก็เกิดนึกครึ้มอยากจะมาเที่ยวจนตัวสั่น พาฉันซวยต้องถ่อสังขารมาเที่ยวกับมันอีก
บางครั้งฉันก็สงสัยนะว่าหมอนี่ไม่คิดจะทำงานกับเขาบ้างเหรอ ทำตัวดูชิวตลอดเวลา
“ อืมมมม....ดูเรื่องไรดีวะ แต่จริงๆก็อยากดูอะไรที่มันบู๊ๆ ระเบิดเยอะๆไรงี้ “ ไอ้ทีว่าพลางทำจมูกย่น ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ เอ่อ....แตงกวา “
ฉันหันขวับไปทางด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตัวเอง แล้วเมื่อฉันหันไปก็พบว่า ฉันน่าจะทำเมินเป็นไม่สนใจชะมัด ก็เพราะคนที่ฉันเรียกก็คือไอ้พี่บาส ที่ไม่รู้ว่ามายืนข้างหลังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่
“ ดีค่ะ “ ฉันตอบส่งๆก่อนจะหันขวับกับไปมองหน้าไอ้ที ซึ่งไอ้ทีเมื่อรู้สึกตัวว่าฉันจ้องหน้ามันอยู่ มันก็หันมามองหน้าฉันพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นคล้ายถามฉันว่าอะไร แต่ฉันก็ไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่ส่งซิกให้หมอนี่หันไปดูคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ซึ่งไอ้ทีก็หันไปโดยดี
“ ทำไม “ ไอ้ทีหันกลับมาหาฉัน หัวคิ้วขมวดเป็นปมด้วยความสงสัย
“ แกจำพี่บาสได้ปะ “ ฉันพูดเสียงเบาที่สุด เพื่อไม่ให้คนที่ยืนอยู่ข้างหลังได้ยิน
“ บาสไหนวะ “
“ พี่บาสที่ฉันเคยเล่าให้แกฟังตอนมอปลายอ่ะ “
“....“
“ จำได้มั้ย “
“ อ่า...นึกออกล่ะ “ พูดเสร็จเจ้าตัวก็หันหลังกลับไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังอีกครั้ง
“ มากับแฟนเหรอ?? “ ไอ้พี่บาสพูดขึ้นเมื่อเห็นไอ้ทีหันหลังมามองทางเขา ทำให้ฉันต้องหันขวับกลับมาเตรียมจะปฏิเสธ
“ มะ....”
หมับ!!
แต่ไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร ไอ้ทีก็ได้เอามือหันมาโอบไหล่ฉันเข้าไปยืนชิดๆกับมัน พร้อมกับส่งยิ้มกวนๆให้รุ่นพี่บาส
“ ชะ...ใช่ค่ะ แฟนแตงเอง “ ฉันเออออตอบไป พร้อมกับส่งยิ้มแหยๆไปให้เขา
“ ไม่เจอกันตั้งนาน สบายดีไหม “ พี่บาสพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้ฉัน ซึ่งฉันรู้สึกอึดอัดยังไงไม่รู้ที่จะต่อบทสนทนา แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ต้องตอบกลับเพื่อเป็นมารยาท
“ ก็ดีค่ะ “
“ อื้ม ดีแล้ว แตงกวาก็ยังน่ารักเหมือนเดิม :) ” พี่บาสพูดพลางล้วงอะไรบางอย่างจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะรับโทรศัพท์ที่สั่นอยู่ “ ขอพี่รับโทรศัพท์แป๊บนึงนะ “
“ ค่า ตอนนี้กำลังจะซื้อตัวหนังค่ะ.....อ้อ มากับเพื่อนหลายคนเลย คงกลับค่ำๆหน่อยนะตัวเอง พอดีมีกินเลี้ยงกับเพื่อน....โอ๋ๆ ไม่งอนนะคะที่รัก สัญญาว่าคราวหน้าเขาจะพาตัวเองไปช้อปปิ้งนะคะ “
บทสนทนาของรุ่นพี่ตรงหน้าทำให้ฉันรู้สึกเลี่ยนอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกอยากจะออกไปจากบรรยากาศอึดอัดนี้เหลือเกิน
แต่เดี๋ยวก่อนนะ......ที่รัก?? เมื่อกี้พี่เขาพูดกับคนปลายสายว่า ‘ ที่รัก ‘ ใช่ไหม ถ้างั้นผู้หญิงที่ฉันเห็นยืนอยู่กับพี่เขาก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่แฟนเขาน่ะสิ
” .....จ้า รักนะ จุ๊บๆ แล้วเจอกันค่ะ “ สิ้นคำบอกลาอันหวานเลี่ยนกับคนปลายสาย พี่บาสก็กดวางสายโทรศัพท์ แล้วเอาใส่กระเป๋ากางเกงไว้ตามเดิม ก่อนจะหันมาทางฉัน “ นี่แตงยังเล่นเฟสเดิมอยู่ใช่ไหม “
“ อ่อ ช่วงนี้ไอ้แตงไม่ค่อยว่างน่ะครับ พอดีเรามีเที่ยวกันบ่อย “ ไอ้ทีที่ยืนเงียบไร้บทบาทอยู่ได้สักพักตอบคำถามพี่บาสแทนฉัน ก่อนจะกระตุกยิ้มที่ดูชั่วร้ายเหมือนในอนิเมะญี่ปุ่น ทำให้พี่บาสได้แต่หันไปมองหน้ามันก่อนจะส่งยิ้มเจื่อนๆให้
นี่มันอินกับบทบาทมากไปปะเนี่ย ทำไมต้องแผ่รังสีมาคุกระจายออกรอบด้านขนาดนี้ด้วย
“ ไม่เป็นไรๆ งั้นเดี๋ยวพี่ขอตัวก่อนนะ “ พี่บาสหันมาพูดกับฉัน ส่วนฉันก็ได้แต่พยักหน้าและฝืนยิ้มให้พี่เขาไป
พี่บาสหันหลังเดินไปตรงจุดเดิมที่ฉันเห็นเขายืนอยู่กับผู้หญิงขาวสวยหุ่นเซ็กซี่คนหนึ่งอยู่ ซึ่งเธอคนนั้นก็ยังยืนอยู่ที่เดิม เมื่อพี่บาสเดินไปถึง เขาก็เอาแขนโอบเอวคนที่ยืนรออยู่ ทั้งสองหัวเราะคิกคักกัน เหมือนพูดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเดินออกไป
.
.
.
อึ้งแป๊บ!!
ฉันกับไอ้ทีหันมามองหน้ากันสักพักก่อนจะหัวเราะร่วนออกมา ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน
เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน แต่สำหรับไอ้พี่บาสเฮงซวยคนนี้คงไม่มีวันเปลี่ยน ซ้ำยังพัฒนาความเฮงซวยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ฉันล่ะสงสารผู้หญิงทุกคนที่ต้องโชคร้ายมารู้จักคนแบบนี้จริงๆ แต่เอ๊ะ.....ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นนี่นา =_=
“ คบซ้อนเหรอวะ “ ไอ้ทีพูดขึ้น
“ แกเป็นผู้ชายก็น่าจะรู้นะ “
“ โทษที ไม่เคยว่ะ “ เมื่อได้ยินสิ่งที่ไอ้ทีพูด ฉันก็รีบหันไปมองหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงข้างทันที
“ ฮะ!!?! จริงดิ?? “
“ ก็ใช่สิ เห็นเป็นคนยังไงวะ “ ไอ้ทีว่า ก่อนจะหันมาทางฉันที่กำลังมองมันอยู่ด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ มีแต่แบบคบผ่านๆ ไม่จริงจัง “
“ แล้ว....ไม่มีแบบที่ชอบจริงๆบ้างเลยเหรอ “
“ ก็มีอยู่คนหนึ่งนะ “ คนตรงข้างฉันว่า สายตาจ้องมองมาที่ฉันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ฉันต้องรีบเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้
“ ใครวะ “
ไอ้ทีนิ่งเงียบไปสักครู่หนึ่ง สายตาที่กำลังจ้องมองมาทางฉัน ฉายแววเหมือนกำลังคิดอะไรบางอยู่ ก่อนจะตอบคำถามของฉันที่ถามไป “ ไม่บอก.....เป็นความลับ “
“ เอ้า!!! “
“ จะอยากรู้ไปทำไม บอกไปแกก็ไม่รู้จักอยู่ดี “
พลั่ก!!
หลังจากนั้นมันก็เหมือนมีความเงียบอะไรบางอย่างเข้ามาแทรกกลาง ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งแน่นอนว่ามีคนเยอะแยะหนาแน่นมาก อาจเป็นเพราะว่าคนมันเยอะนี่แหละ เลยทำให้ฉันถูกชนจากใครบางคน จากที่ฉันกับไอ้ทีใกล้ชิดแน่นแฟ้นกันอยู่แล้ว ( เพราะหมอนี่โอบฉันอยู่ แล้วยังไม่ปล่อยด้วย ) กลายเป็นใกล้กันมากขึ้นกว่าเดิมอีก จนหน้าของฉันเข้าไปซุกเข้ากับแผงอกกว้างๆของหมอนี่ ฮือ T^T
ฉันรีบดันตัวออกจากไอ้ทีทันทีก่อนจะรีบหาเรื่องคุยเพื่อทำลายบรรยากาศคุ้งๆแปลกๆนี้ออกไป “ ตกลงเลือกหนังได้ยัง “
“ อะ...อ่อ เลือกได้แล้วๆ “ ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พร้อมกับโชว์ตั๋วหนังสองใบให้ฉันดู
“ เรื่องอะไรเหรอ “ ฉันถามหมอนี่ สายตาจ้องไปยังตั๋วหนังที่อยู่ตรงหน้า
“ หนังผีน่ะ “ พูดพร้อมกับส่งยิ้มตาเป็นประกายมาให้ฉัน ทำไมหมอนี่ถึงได้กวนฉันตลอดเวลาแบบนี้นะ รู้ทั้งรู้ว่าฉันไม่ชอบหนังผี ยังจะเลือกหนังผีมาดูอีก โว๊ะ!!!
“ ไหนบอกอยากดูหนังบู๊ไง “
“ ก็เห็นเรื่องนี้มันน่าดูกว่า “
“ แต่ฉันไม่ชอบหนังผี “ ฉันพูดพร้อมกับถอนหายใจแรงๆ แล้วส่งสายตาพิฆาตไปให้อีกฝ่าย
“ เฮ้ยๆ ใจเย็นก่อนสิป้า เรื่องนี้เพื่อนที่อเมริกาบอกว่าติด box office ที่นั่นเลยนะเว้ย “
“ แล้วไง “ ฉันว่าด้วยสีหน้าซังกะตายเหมือนเดิม
“ T_T “ ไอ้ทีไม่ได้โต้ตอบอะไร ได้แต่เพียงห่อไหล่ทำสีหน้าหมาหงอยใส่ฉันแทน
“ เออๆ ช่างมันเถอะ ก็แกซื้อมาแล้วนี่ “ ฉันว่าพลางถอนหายใจแรงๆออกมาอีกครั้ง ประหนึ่งว่ามันจะสามารถระบายอารมณ์อันขุ่นมัวนี่ออกไปได้หมด
“ อ่ะเครรร แตงค์นะป้า “ ราวกับเด็กที่แม่อนุญาตให้ซื้อของเล่นได้ อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะรีบคว้าข้อมือฉัน แล้วรีบพาไปยังโรงหนังโรงที่.....12
สิบสอง.....ตัวเลขที่ทำให้ฉันคิดถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ฉันอาจลืมไปแล้ว แต่ก็ยังคงติดค้างอยู่ในความรู้สึก
ช่างมันเหอะ
.
-THE END-
....สุดท้ายมันก็ไม่คุ้มค่าตั๋วอยู่ดี นั่นคือสัจธรรมที่ฉันค้นพบ หลังจากได้ก้าวขาพ้นประตูโรงหนังแล้ว จ่ายค่าตั๋วไปสองร้อยกว่า แต่ได้ดูหนังแค่ยี่สิบบาท เพราะฉันต้องดูไปคอยเอามือปิดตาไป ไปๆมาๆด้วยความตัดรำคาญก็เลย......หลับเลยจ้า
“ เขาให้มาดูหนัง ไม่ได้ให้มาหลับนะไอ้แตง “ คนตัวสูงว่า พร้อมกับดันหัวฉันเบาๆ ระหว่างที่เรากำลังเดินไปยังบันไดเลื่อน เพื่อลงไปชั้นล่าง
“ นี่ยังมีหน้ามาพูดอีก ใครสั่งให้แกเลือกหนังผีล่ะวะ “ ฉันว่า พร้อมกับหันขวับไปค้อนใส่อีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิดและหมั่นไส้ในเวลาเดียวกัน
“ ... “
“ ... ”
และก็เกิดความเงียบระหว่างเราอีกครั้ง จนกระทั่งไอ้ทีได้พูดบางอย่างขึ้นมาด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจัง
“ แม่ฉันบอกว่า คุณลุงกับคุณป้าหย่ากันแล้ว “ เจ้าตัวที่กำลังเดินขนาบอยู่ข้างฉันว่า ขณะที่เราสองคนกำลังเดินตรงไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตตรงบริเวณชั้นหนึ่งของห้าง เพราะฉันบอกหมอนี่ว่าหลังดูหนังเสร็จขอแวะไปซื้อของหน่อย
“ อืม....สองปีล่ะ “ ฉันตอบกลับ คุณลุงกับคุณป้าที่หมอนี่พูดถึง ก็คือพ่อกับแม่ของฉันเอง เขาสองคนเพิ่งหย่ากันตอนฉันอยู่ปีสอง แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันอยู่ แม่กลับไปอยู่กับพี่สาวของแม่ที่เชียงใหม่ ส่วนพ่อของฉันไปอยู่ที่สิงคโปร์เพื่อไปดูแลบริษัทของพ่อทีที่สาขานั้น ทำให้ฉันต้องอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว อาจจะมีบางครั้งที่พ่อบินกลับมาเยี่ยมบ้าง หรือบางครั้งฉันไปหาแม่ที่เชียงใหม่บ้าง จริงๆฉันจะขายบ้านแล้วเอาเงินไปซื้อคอนโดอยู่ก็ได้นะ เพราะบ้านหลังนี้ถูกยกเป็นกรรมสิทธ์ให้ฉันแล้ว แต่คิดไปคิดมา......
ฉันรู้สึกเสียดายความทรงจำน่ะ
บางครั้ง...นี่ก็อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฉันไม่เชื่อในความรักอันยืนยาวแบบนั้น
“ เหงามั้ย “ ไอ้ทีว่า
“ นิดหน่อยน่ะ “ ฉันตอบกลับคนที่ถามไป พร้อมกับยืนเลือกผักไปพลาง
“ ให้เราไปอยู่ด้วยมั้ย “
ตุ้บ….ฉันถึงกับทำมะเขือเทศที่ถืออยู่กับมือหล่นบนพื้น เมื่อได้ยินไอ้ทีพูดประโยคนั้นออกมา
“ นี่แกจะบ้าหรือไง!! “
“ ไม่บ้านะ นี่จริงจัง “
“ ไม่ต้องเลย ฉันอยู่แบบนี้มาสองปีแล้ว ฉันชินล่ะ “ ฉันว่าก่อนจะวางมะเขือเทศไว้ในรถเข็น แล้วเข็นมันออกไป
“ แต่บ้านเราก็อยู่ติดกับบ้านแก ให้เราไปอยู่เป็นเพื่อนก็ได้นี่นา “ ไอ้ทีว่า พร้อมกับกึ่งเดินกึ่งวิ่งให้ทันฉัน
“ พิลึกอะไรของแกวะ บ้านของตัวเองก็มีอยู่แล้ว จะมาอยู่บ้านฉันทำไม “ บ้านของฉันกับไอ้ทีอยู่ติดกัน โดยมีแค่กำแพงหนาๆหนึ่งชั้นที่เป็นเส้นแบ่งเขตบริเวณบ้านของเราทั้งสอง
“ บ้านเราคนเยอะไปว่ะ มีทั้ง พ่อ แม่ เจ๊ ไหนจะแม่บ้าน พ่อบ้านอีก นี่ยังไม่รวมหมาอีกห้าตัวนะ “
กึก !
ฉันหยุดเข็นรถเข็น ก่อนจะหันไปทางไอ้ทีที่ก็หยุดยืนอยู่ข้างๆตามฉันไปด้วย ฉันหมุนตัวไปหาคนคนที่อยู่ตรงข้าง ก่อนจะเอามือไปแตะหน้าผากอีกฝ่ายเบาๆ เผื่อไอ้นี่มันเป็นไข้ ก็เลยพูดอะไรเพี้ยนๆออกมา หรือเป็นเพราะดูหนังผีมาหรือเปล่า ยังไงเนี่ยเริ่มงง =.=
“ ก็สบายดีนี่นา “ ฉันว่าก่อนจะชักมือกลับ
“ ... “ ไอ้ทีไม่ได้โต้ตอบอะไร ได้แต่ยืนนิ่งเงียบ นัยน์ตาสีดำอมน้ำตาลจับจ้องมาที่ฉัน ด้วยความรู้สึกที่ฉันเองก็อธิบายไม่ถูก
หมอนั่นยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไหวติง
นิ่ง
นิ่งงง
นิ่งมากกกกก
จนเป็นฉันเองที่เริ่มรู้สึกร้อนผ่าวๆ บริเวณแก้มซะอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะว่าฉันเขินหรืออะไรหรอกนะ แค่ไม่ชอบที่ถูกคนจ้องหน้านานๆ อย่างกับกำลังหาเลขสองตัวบนไปแทงหวยแบบนั้นแหละ
“ แตงกวา “
“ ว่า “
“ หิวว่ะ “ ในที่สุดหุ่นปั้นที่กำลังยืนนิ่งไม่ไหวติง ก็พูดอะไรบางอย่างออกมา ไอ้ทียิ้มแห้งๆให้ฉัน พลางเอามือกุมท้องตัวเอง เพื่อจะสื่อว่าท้องร้องแล้วนะ อะไรประมาณนั้น
“ สรุปที่ยืนนิ่งไปนาน นี่คือหิวใช่ไหมคะ “ ฉันว่า อีกฝ่ายที่กำลังเอามือกุมทองอยู่ ทำสีหน้าอิดโรย พร้อมกับพยักหน้าตอบรับฉัน
“ เออ หิวเหมือนกัน “ ฉันพูดพลางส่ายหน้าเบาๆ
“ งั้นเดี๋ยวเอาของไปเก็บบนรถ แล้วไปหาอะไรกินกัน “ ไอ้ทีว่า
หลังจากที่เราสองคนเอาสัมภาระทั้งหมดที่ซื้อมาไปเก็บไว้ในหลังรถเป็นที่เรียบร้อย เราสองคนก็ได้ตัดสินใจเข้ามานั่งกินข้าวในร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่ง
โอโตยะ
“ รอประมาณสิบห้านาที จะนำอาหารมาเสิร์ฟให้นะคะ" พนักงานสาวหน้าตาน่ารักคล้ายสาวญี่ปุ่น ว่าก่อนจะยิ้มบางๆพร้อมกับโค้งเล็กน้อยให้เราสองคนแล้วเดินออกไป
“ แกไปอยู่ที่นู่นเป็นไงบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย “ ฉันเอ่ยถามคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ สนุกดี “ อีกฝ่ายตอบกลับห้วนๆ สั้นๆ
“ แค่นี้อ่ะนะ “
“ อืม ก็แค่นี้แหละ " ไอ้ทีนั่งไขว้ห้างและเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้ “ รวมๆแล้วก็โอเคดี “
“ แล้วแกจบจากคณะอะไร ใช่พวกแนวนิเทศมั้ย “
“ ให้ทาย “
“ อืมมม ฉันว่าแกเรียนนิเทศ เห็นแกชอบถ่ายรูป “
“ แกยังจำว่าเราชอบถ่ายรูปได้อยู่นี่ “
“ ก็ใช่ไง “
“ แต่จริงๆแล้ว เราไม่ได้เรียนนิเทศหรอก “ เจ้าของนัยน์ตาสีดำว่า ก่อนจะระบายยิ้มบางส่งให้ฉัน
“ เอ้า แล้วแกเรียนอะไร “ ฉันถามด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่รู้จักกับไอ้ทีมา ฉันเห็นหมอนี่ดูคลั่งไคล้กับภาพถ่ายเอามากๆ ไม่ใช่คลั่งไคล้อย่างเดียวนะ แต่ฝีมือการถ่ายรูปของไอ้ทีก็จัดว่าดีเลยทีเดียว
“ Industrial Engineering “
“ หืมมม วิศวอุตสาหการอ่ะนะ!! “ ฉันเพ้อพูดเสียงดังขึ้นนิดหน่อย พร้อมกับเบิกตากว้างโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ ใช่แล้ว “
“ !!! “
“ ทำไมต้องทำหน้าตกใจแบบนั้นวะ “ จากที่กำลังทำหน้ายิ้มอยู่ดีๆ คนตัวสูงที่นั่งฝั่งตรงข้ามฉัน ถึงกับต้องหุบยิ้มลง พร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นอาการที่ออกจะแสดงออกมากไปนิดหน่อยของฉัน
“ เปล่า...ก็แค่แบบ ดูไม่น่าเข้ากับแกเลย “ ฉันว่า พร้อมกับส่งยิ้มไปให้
“ ทำไมวะ “
“ ก็เห็นแกเกลียดวิชาเลข แล้วก็ดูแกชอบถ่ายรูปมาก ก็เลยคิดว่าแกจะไปแนวศิลป์ไรงี้ “
“ ฮ่าๆ คนเรามันก็เปลี่ยนกันได้ “ ไอ้ทีปรับสีหน้าเป็นรอยยิ้มสดใสตามเดิม พร้อมกับหัวเราะในลำคอ “ จริงๆเราอยากจบมาช่วยพ่อทำงานน่ะ คือ เจ๊ตาเขาจบจากบริหารใช่ไหม แต่เราไม่ค่อยชอบงานแนวนั้นเท่าไหร่ เลยมาเลือกเรียนวิศวะแทน “
“ อ่อ แล้วแบบเรียนอะไรที่ตัวเองไม่ได้ชอบ ไม่อึดอัดเหรอ “
“ นิดนึงน่ะ แต่เราคิดว่าถ่ายรูปจะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ ยังไงกล้องมันก็อยู่กับเราตลอด แต่ทำไปทำมา พอได้เข้ามาเรียนมหา’ลัยจริงๆ เรากลับไม่มีเวลาที่จะถ่ายรูปเลยว่ะ “
“…” ฉันได้แต่นั่งเงียบ ตั้งใจฟังสิ่งที่คนตรงข้ามเล่าด้วยความสนใจ ราวกับกำลังนั่งดูตัวละครที่ชอบบอกเล่าความคิดของตัวเองอยู่
“ รู้ตัวอีกที กล้องที่เราชอบมันก็กลายเป็นเพียงของประดับในห้องเราไปแล้ว มันเลยทำให้เรารู้ว่า ” ไอ้ทีหยุดพูดไปสักครู่หนึ่ง ก่อนจะเอาขาที่ไขว้ไว้ลง แล้วโน้มตัวลงมาวางแขนทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ
“…”
“ บางครั้ง ชีวิตก็ไม่ต้องไปทำอะไรให้มันยุ่งยากก็ได้ แค่ชอบอะไร ก็เอาตัวเข้าไปใกล้ๆสิ่งนั้น “ ฉันสัมผัสได้ว่าแววตาของคนที่กำลังพูดอยู่นี้มีประกายความเศร้าฉายออกมา “ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง “
“ แล้วแกเสียใจที่เลือกเรียนวิศวะเหรอ “ ฉันถาม
“ ไม่นะ เราเสียใจที่เลือกไปเรียนต่อที่เมกามากกว่า “ เจ้าของนัยน์ตาสีดำอมน้ำตาลตอบกลับ ก่อนจะขยับริมฝีปากสีแดงสดนั่นระบายยิ้มบางให้ฉัน
ฉันจ้องมองไปยังแววตาสีดำอมน้ำตาลที่สั่นไหว ราวกับมีเวทมนต์บางอย่าง ล่อลวงให้ฉันไม่อาจละสายตาออกจากดวงตาคู่สวยนั้นได้เลย
“ ทำไมล่ะ “
“ เพราะมัน ทำให้เราพลาดอะไรดีๆไปหลายอย่าง พอเรียนจบ เราถึงได้รีบกลับมา “
“…”
“ กลับมาที่นี่ “
“…”
“ กลับมาหาอะไรที่ชอบ “
“ จะว่าไป “ ฉันนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจตัวเองว่าสิ่งที่กำลังจะพูดนั้น มันคือประโยคบอกเล่า หรือประโยคคำถาม
“ … “
“ ทำไมเราสองคนถึงไม่ได้คุยกันนานเลยเนอะ “
ทำไมกัน....มันคือคำถามที่ฉันเฝ้าถามตัวเองอยู่หลายครั้ง
ตอนไหนกัน....ฉันพยายามหาคำตอบให้ตัวเอง
แต่แล้วสิ่งที่ฉันได้กลับมาจากการเฝ้าถามตัวเองอยู่ตลอดก็ คือ......ข้อความนั้น
มันเกิดขึ้นตอนฉันอยู่มอหกต้นเทอมหนึ่ง ที่ศูนย์ติวเตอร์ในตึกวรรณสรณ์ ตอนนั้นฉันจำได้ว่าฉันกำลังนั่งลอกเฉลยวิชาคณิตศาสตร์อย่างเร่งรีบ ด้วยความกลัวว่าจะจดตามบนกระดานไม่ทัน
ตึ๊งดึ่ง
อยู่ๆก็มีเสียงแจ้งเตือนเข้าจากโทรศัพท์ของฉันดังขึ้น ทำให้เด็กนักเรียนอีกหลายสิบคนต่งหันมามองที่ฉันเป็นทางเดียว ฉันได้แต่ก้มหน้าลงเล็กน้อยเป็นการขอโทษ แล้วรีบปิดเสียงเป็นตั้งสั่น
ฉันมองดูข้อความที่ปรากฏและรายชื่อของผู้ที่ส่งมาก็รีบปลดล็อคโทรศัพท์เข้าไปอ่านทันที
I am T-CHA. : เรากับอแมนด้านอนด้วยกันแล้วนะ
I am T-CHA. : ไม่เวอร์จิ้นอีกแล้วเว้ย
ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกชาไปทั่วร่างเมื่อเห็นข้อความที่อีกฝ่ายส่งมา ฉันนั่งนิ่งจ้องมองไปยังข้อความนั้นอยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ จนกระทั่งยัยแป้งเพื่อนในกลุ่มต้องสะกิดเรียก
‘ แกเป็นอะไรปะเนี่ย พี่เขาเข้าโจทย์ลอกการิทึมแล้วนะ ‘
‘ อะ...อ่อ เปล่าๆ ‘ ฉันส่งยิ้มเจื่อนให้เพื่อน แล้วรีบกดปุ่มปิดหน้าจอโทรศัพท์
แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่มีสมาธิกับโจทย์ที่พี่เขาเฉลยเลย มันมีแต่ข้อความที่ฉันเพิ่งอ่านวนเวียนอยู่ในสมองไปมา ฉันจึงละความสนใจจากหนังสือเรียนแล้วหยิบมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์เผยให้เห็นหน้าแชทไลน์ที่ยังคงค้างอยู่ตามเดิม
Call me CUCUMBER : แก่แดดว่ะ
แต่สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจลบสิ่งที่พิมพ์อยู่ออก แล้วกดปุ่มโฮมออกจากหน้าแชทไลน์นั้นไป
….นับจากนั้นมา ฉันก็ไม่เคยตอบข้อความของทีอีกเลย ไม่ว่าทีจะส่งมาหาฉันอีกหลายครั้ง ฉันก็ได้แต่อ่านมันผ่านแชทรวมที่มันปรากฏอยู่ แต่ไม่เคยคลิ๊กเข้าไปตอบเลยสักครั้ง
จนกระทั่ง ผ่านไปอีกหลายเดือน ทีทักฉันมาอีกครั้งผ่านทางแชทเฟส......แตงโกรธอะไรเราหรือเปล่า
ตอนนั้นประมาณกลางเทอมหนึ่ง ฉันกำลังอยู่ในช่วงสอบกลางภาค พร้อมกับความเครียดสะสมจากการเตรียมตัวสอบแอดมิชชั่นด้วยล่ะมั้ง
ไม่รู้ว่าอะไรคือเหตุผลจริงๆที่ทำให้ฉันตอบกลับข้อความของทีไปว่า......เลิกทักมาได้มั้ยวะ ไม่ว่างตอบตลอดเวลาหรอกนะ
น่าเบื่อ
รูปโปรไฟล์เป็นวงกลมของคนในแชทขยับลงมาตรงข้อความล่าสุดที่ฉันส่งไป เป็นการบอกว่าอีกฝ่ายได้รับข้อความของฉันแล้ว
แต่คนในแชทนั้นไม่ได้ตอบข้อความฉันกลับ
....ไม่เลยสักนิด
ไม่เคยเลยนับจากตอนนั้นเป็นต้นมา
12/11/XXXX
ฉันรู้สึกผิดมาตลอดที่พิมพ์ข้อความนั้นลงไป มีหลายครั้งที่ฉันนั่งจ้องข้อความสุดท้ายในแชทเฟส แล้วรู้สึกจุกอยู่ในลำคอ
ฉันทำอะไรลงไป....ฉันได้แต่เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆย้ำๆแบบนี้มาตลอด
จนวันนั้นมาถึง....วันที่สิบสอง เดือนพฤศจิกายน....วันเกิดของเพื่อนรักฉันเอง
ฉันนั่งมองหน้าจอโน้ตบุ๊คที่มีเฟสของคนๆหนึ่งปรากฏอยู่ ก่อนจะรวบรวมความกล้าที่มีเลื่อนเฟสของคนที่ฉันเฝ้าหวังอยากจะเอ่ยคำขอโทษลงมา
Write something to T-CHA Teerakarn
ฉันตัดสินใจจะพิมพ์คำอวยพรวันเกิดให้กับเพื่อนสนิท แต่แล้วความคิดนั้นก็ต้องถูกทำลายลง เมื่อฉันเหลือบไปเห็นรูปๆหนึ่งที่อยู่ถัดไปข้างล่าง ฉันจึงเลื่อนเม้าท์ลงไปดู
ภาพที่ฉันเห็นคือวัยรุ่นชายหญิงประมาณเจ็ดแปดคนนั่งกันอยู่บนเบาะสีแดง โต๊ะที่วางอยู่ข้างหน้ามีแก้วและขวดเครื่องดื่มวางเรียงรายเต็มไปหมด บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยแสงสี คล้ายกับอยู่ในผับหรือเทคหรือเปล่า ฉันก็ไม่แน่ใจ
ฉันกวาดสายตามองผู้คนในรูป ก็ไปสะดุดอยู่ตรงชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งริมโซฟาด้านซ้าย
ชายหญิงคู่นั้น คือ ทีชานั่งกับผู้หญิงสาวสวยใบหน้าคมแบบฝรั่ง เธอมีนัยน์ตาสีน้ำทะเล จมูกเป็นสันรับกับริมฝีปากบางสีแดงสด ฝ่ายหญิงนั่งอยู่บนตักฝ่ายชายที่กำลังโอบล้อมเอวของเธออยู่ คนทั้งสองในรูปนั้นส่งยิ้มให้กล้องคล้ายกำลังหัวเราะอยู่เลย
คล้ายกับกำลังมีความสุข
ผู้หญิงสาวสวยผมยาวลอนสีแดงที่ถูกมัดห้างม้าขึ้น แววตาที่ชวนให้ถูกต้องมนต์สะกดแม้มองผ่านภาพถ่าย
......แววตาที่ฉันเองยังรู้สึกหลงใหล
และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ฉันคิดจะติดต่อกับทีชา เพื่อนสนิทที่อาจไม่ต้องการฉันแล้วก็ได้
ฉันทำได้เพียงแค่ดำเนินชีวิตในโลกของฉันต่อไป เข้าเรียนมหา’ลัย เจอเพื่อนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ มีเวลาว่างก็นัดรวมกลุ่มเพื่อนมอปลายมาเม้าท์มอยกัน แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป ยังคงมีเพื่อนคนหนึ่งที่ฉันยังคงคิดถึงเขาอยู่เสมอ
คิดถึง....เวลาที่เจออะไรบางอย่าง แล้วความทรงจำเก่าๆที่มีเพื่อนคนนี้อยู่ก็กลับมา
อยากเจอ....เวลาที่เห็นรูปถ่ายเก่าๆ ที่เราสองคนถ่ายด้วยกัน
สุดท้ายฉันในตอนนั้นก็ทำได้แต่เฝ้ารอว่าคนที่อยู่อีกทวีปหนึ่งจะคิดถึงแล้วทักฉันมาบ้าง เพราะฉันยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะเป็นฝ่ายส่งข้อความไปหาฝ่ายตรงข้ามก่อน
....แต่ก็ไม่เลย
มีเพียงวันเวลาที่หมุนผ่านที่เป็นตัวชำระล้างเรื่องราวในเหตุการณ์ครั้งนี้ ให้เป็นเพียงความทรงจำสีจาง
อาจไม่ทำให้นึกถึงมันอย่างแต่ก่อน แต่ก็ยังคงชัดเจนในความรู้สึก
ชัดเจน....ว่าฉันรู้สึกผิดและคิดถึงทีมากแค่ไหน
จนวันที่ฉันรับใบปริญญา วันที่เพื่อนของฉันกลับมา มันทำให้ใจฉันพองโตมาก ความดีใจ ตื่นเต้น ตกใจ และอีกหลายๆความรู้สึก ถาโถมเข้าสู่ภายในใจฉัน
ในวินาทีนั้นเองที่ฉันรู้ว่า.....ฉันอยากรักษาเพื่อนคนนี้ให้ดีที่สุด ไม่อยากให้เพื่อนที่ฉันคิดถึงมาโดยตลอด ต้องห่างหายออกไปจากชีวิตของฉันอีกครั้ง
เพราะฉัน.....มีความสุขมากที่แกกลับมา
“ แต่เราดีใจที่แกกลับมานะ “ ฉันว่า พลางเอามือยื่นไปให้คนที่นั่งตรงข้าม “ Welcome to Thailand นะคะคุณทีชา “ พูดเสร็จฉันก็ระบายยิ้มสดใส ที่กลั่นออกมาจากความรู้สึกข้างในของฉันจริงๆ
“...”
“ เอ้า…นิ่งอยู่ทำไมล่ะ ยื่นมือมาจับสิ “ ฉันว่า เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนั่งทำหน้างงๆ ปล่อยให้ฉันรอเก้อ
“ อะไรวะ “ คนตรงข้ามยื่นมือมาจับมือของฉันแต่โดยดี พร้อมกับฉีกยิ้มที่เต็มไปด้วยความจริงใจ แววตาของคนที่จับมือฉันอยู่นั้น ฉายแววประกายระยิบระยับ คล้ายกับคนมีความสุข
ฉันเองก็ด้วย.....ฉันเองก็มีความสุขมากเหมือนกัน : )
…..ณ บ้านของฉัน
กิ๊งก่อง
^_^
=_=
เดี๋ยวก่อนนะ....
ทำไมฉันต้องมายืนจังก้าอยู่หน้าประตู ซึ่งคนตรงหน้าฉันเป็นไอ้ทีในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกับบ๊อกเซอร์ลายจุด ในมือกำลังถือตุ๊กตากระต่ายกับผ้านวมสีเขียวลายแตงโม??
ซึ่งถ้าฉันจำไม่ผิด ฉันกับหมอนี่หลังจากกลับจากห้าง ก็แยกย้ายกันกลับบ้านแล้วไม่ใช่เหรอ??
แล้ว......นี่มันอะไรกัน??
“ มาทำไมวะ “ ฉันถามคนตรงหน้าที่ยังคงฉีกยิ้มโชว์ฟันขาววิ้งๆอยู่
“ มานอนด้วย “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับพยายามจะเดินเข้ามาในบ้านฉัน
“ แกกลับบ้านไปเหอะ =_= “ ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ก่อนจะรีบปิดประตูบ้านหนีไอ้มนุษย์กางเกงลายจุด
“ เรามีกุญแจบ้านแกนะ “
แอ๊ด...... ฉันเปิดประตูออกมาอีกครั้งเมื่อได้ยินสิ่งที่ไอ้ทีพูดเมื่อกี้
“ แกมีได้ไงวะ ไอ้ที “ ฉันถามด้วยความสงสัย ก่อนจะบางอ้อเมื่อนึกได้ว่า ฉันฝากกุญแจสำรองไว้ให้กับป้านา ( แม่ของไอ้ที ) เผื่อเวลาพ่อฉันบินกลับมาตอนฉันไม่อยู่แล้วจะเข้าบ้านไม่ได้
ก็ว่าอยู่ ทำไมเมื่อเช้าไอ้ทีถึงเข้ามาถึงห้องนอนฉันได้ กะจะถามตั้งแต่ตอนนั้นล่ะ แต่มันเห็นภาพหลอนอยู่ ก็เลยลืมถามไปเลย
“ ^_^ “ ไอ้ที
“ รู้ล่ะ =_= “ ฉัน
“ ^_^ “ และไอ้ทีก็ยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น จนฉันต้องยอมแพ้
“ เออๆ เข้ามาๆ “ ฉันว่า ก่อนจะหลีกทางให้หมอนี่เข้าบ้าน แล้วปิดประตูลง
“ บ้านออกจะกว้างขนาดนี้ เรารู้ว่าแกนอนคนเดียวก็คงจะเหงาใช่ปะ “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับเดินเอาผ้านวมลายแตงโมกับตุ๊กตากระต่ายไปวางตรงโซฟาในห้องรับแขก
“ ไม่ “ แล้วฉันก็ตอบไปด้วยน้ำเสียงห้วนๆ เพราะฉันก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆนี่
“ ช่างเหอะ....จะนอนแล้ว แกก็ขึ้นไปนอนไป “ ไอ้ทีว่า ก่อนจะโบกไม้โบกมือไล่ฉันให้ขึ้นไปนอน ส่วนเจ้าตัวก็จัดโซฟาตรงห้องรับแขกให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเอนตัวลง แล้วเอาผ้านวมลายกุ๊งกิ๊งนั่นห่มตัวเอง
ฉันได้แต่ถอนหายใจเมื่อมองดูเพื่อนนอนบนโซฟาอุดอู้นั่น ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าหมอนี่มันกินอะไรผิดสำแดง หรือไปหัวโขกฝาชักโครกหรือยังไง ถึงได้ทำอะไรแปลกๆแบบนี้
ฉันเดินขึ้นไปบนห้องก่อนจะไปแบกฟูกที่นอนที่ฉันเก็บปิดตายไว้บนตู้ พร้อมหมอนสองใบ และผ้านวมสีพื้นธรรมดาผืนหนึ่ง แน่นอนว่าฉันไม่ใช้อะไรกุ๊งกิ๊งๆแบบหมอนั่นหรอก
เมื่อฉันเดินไปตรงห้องรับแขก ฉันก็จัดการปูฟูกบนพื้นข้างหน้าโซฟา ก่อนจะเดินไปหาไอ้ทีที่นอนขดตัวเหมือนลูกหมาอยู่บนเตียง ฉันค่อยๆดันหัวไอ้ทีที่ตอนนี้กำลังหลับอยู่ขึ้นเล็กน้อย แล้วเอาหมอนวางให้มันหนุน.... ไอ้บ้าเอ๊ย!! เตรียมพร้อมมาทุกอย่างยกเว้นหมอน บ้าจริงๆ
‘ จะอยากรู้ไปทำไม บอกไปแกก็ไม่รู้จักอยู่ดี ‘ ฉันสะบัดหัวของตัวเองเพื่อไล่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกลางวันออกไปจากสมอง ทำไมอยู่ๆฉันก็คิดถึงประโยคนั้นขึ้นมานะ
ทั้งๆที่มันก็ถูกแล้ว ฉันกับไอ้ทีไม่ได้ติดต่อกันมาตั้งนาน อยู่กันคนละซีกโลก ต่างคนก็ต่างมีเรื่องราวของตัวเอง ฉันจะไปรู้จักคนๆนั้นได้ยังไงกันล่ะ
ไม่ว่าจะเป็นอแมนด้า ซาร่า ออโรร่า โซฟี่ ลอริเอะ หรืออะไรก็ตาม ฉันก็ไม่รู้จักอยู่ดีอีกนั่นแหละ =_=
ฉันเดินไปปิดไฟก่อนจะเอนตัวลงนอนบนฟูกที่ปูอยู่บนพื้น เพราะถ้าจะให้ฉันปล่อยไอ้ทีนอนอุดอู้อยู่บนโซฟาคนเดียวมันก็จะดูแล้งน้ำใจไปหน่อยนี่เนอะ
T-CHA PART
ผมลืมตาตื่นขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่ายัยแตงกวาน่าจะหลับไปแล้ว ผมค่อยๆดันตัวขึ้นให้เสียงเบาที่สุด เพราะกลัวยัยนี่จะตื่น แต่ถึงยังไงมันก็เป็นคนหลับลึกอยู่แล้วล่ะ ฮ่าๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบผมสีน้ำตาลอมส้มของไอ้แตงกวาที่กำลังหลับปุ๋ยอย่างไม่รู้สึกตัว
แตงกวาเป็นคนแบบนี้แหละ ชอบพูดจาห้วนๆใส่ผมอยู่บางครั้ง แต่ความจริงแล้วเธอเป็นคนใจดีมากและชอบเป็นห่วงคนอื่นอยู่เสมอ
ผมยังจำเหตุการณ์หนึ่งได้ดีตอนผมกับแตงกวาอยู่ชั้นประถม ผมไม่สบายมาก เพราะดันนึกพิเรนท์ไปวิ่งตากฝนเล่นทำให้ผมต้องขออนุญาตคุณครูไปนอนพักที่ห้องพยาบาล
‘ ทำไมทีถึงไม่ฟังแตงกวาบ้างเลย ’ ผมที่นอนซมเพราะพิษไข้ ได้ยินเสียงใสๆที่คุ้นเคยของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผมพยายามที่จะลืมตาตื่นขึ้นมามองเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่ผมก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะผมรู้สึกว่าร่างกายของผมนั้นไร้เรี่ยวแรงไปหมด เกินกว่าที่จะยกเปลือกตาขึ้นมาได้
‘ ไม่สบายแล้วยังจะมาเรียนอีก ’
‘…’
‘ หายไวๆนะ ‘ สิ้นเสียงใสๆที่คุ้นเคย ผมก็รู้สึกเหมือนมีสัมผัสบางอย่างที่อบอุ่นแตะอยู่บนหน้าผากของผม
ไม่รู้ทำไมแค่ฝ่ามือเล็กๆของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ถึงทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นภายในใจได้ขนาดนั้นนะ......
“ เราชอบแกนะ “ ผมกระซิบเบาๆ พร้อมกับยิ้มให้กับคนตรงหน้าที่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่
แต่แล้ว....คนที่กำลังนอนตะแครงหลับตาพริ้มอยู่ก็พลิกตัวกลับมาจนทำให้ปลายจมูกของเราสองคนสัมผัสกัน
และทำให้ผมใจสั่นมากด้วยความประหม่า
แต่ที่สั่นยิ่งกว่าด้วยความประหม่า....คือ ใจสั่นด้วยความตกใจ เมื่ออีกฝ่ายที่ควรหลับไปแล้วกลับลืมตาขึ้นมา แล้วถามผมว่า
“ เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ “
......ชิบหายแล้วมั้ยไอ้ที!!!!!!
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สวัสดีค่า JLS01 นะคะ กิ๊ฟค่า
คืออารมณ์ตอนเขียนนี่แบบอะไรของเอ็งวะไอ้ที รู้ว่าชอบ แต่เอ็งจะมาบอกรักพร่ำเพรื่อแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!! 55555
ก็ต้องขอบคุณพี่ๆทุกๆคนที่มาเม้นท์และวิจารณ์ให้นิยายเรื่องนี้นะคะ แล้วก็ทุกๆคนที่โหวตให้ค่ะ ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ ตัวหนูเองก็ค่อนข้างมือใหม่ แต่จะพยายามพัฒนาให้ดีขึ้นนะคะ ขอบคุณที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่านนะคะ 555 ><
ปล.วีคนี้มีอิมเมจมาฝากนะคะ 55555
ปลล.ตอนแต่งตอนนี้ฟังเพลง When Will I See Your Face Again ของ Jamie Scott ไปด้วยแต่ดันลงเพลงไม่เป็น เศร้าใจ T^T
ตอนนี้ดีขึ้นนะ
ทุกอย่างที่คอมเม้นต์ไปเอามาปรับหมดเลย ดีๆๆ
ที่ติดตอนนี้ก็น่าจะเรื่องการเปลี่ยนแปลงเรื่อง เช่นการสลับอดีตกับปัจจุบัน จังหวะตอนตัดเรื่องยังไม่ลื่นไหล และตัดซี้ซั้วไปหน่อย เหมือนจะตัดก็ตัดเลย พี่ว่าน่าจะมีการวางแผนการตัดหน่อยให้มันออกมาสวยและลื่นไหลมากกว่านี้
ปล. แต่เรื่องสรรพนามที่ใช้แทนตัวหรือเรียกอีกฝ่ายยังไม่แก้เหมือนเดิมนะ เรา ฉัน แก นาย เลือกสักอย่างงงงงงงงง
ตอนจบจี๊ดมาก
จะไงต่อเนี่ยยยยยยยย
รออ่านตอนต่อไปนะคะ