มนุษย์ของขวัญ

[JLS01] STATUS สถานะรัก ป่วนหัวใจยัยเพื่อนสนิท

เพราะอาการเมาของเพื่อนสนิท ทำให้เผลอบอกเธอว่า'ชอบ'ไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่า'เพื่อน'เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ......นิยายธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วจะอยากมีเพื่อนสนิท :)

0%
VOTE

STATUS 4

มันดีนะ....ที่เวลาหันไปมองข้างๆก็ยังคงมีใครบางคนยืนยิ้มให้เราเสมอ  J

 

 

เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ ฉันที่นอนหลับอยู่พลิกตัวกลับไป ก็พบว่าไอ้ทีก้มหน้ามาใกล้ฉัน จนปลายจมูกของเราสองคนสัมผัสกันพอดี

 

...นี่หมอนี่กำลังแอบลักหลับฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย

 

เราบอกว่าเราชอบแก

 

หมายความว่ายังไง ฉันถาม

 

คะ... คือ หมายถึงว่าชอบคิ้วแก อีกฝ่ายที่โน้มตัวลงมา ดึงตัวขึ้นกลับไปนอนบนโซฟาตามเดิม

ฉันที่ได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่จับคิ้วตัวเองด้วยความมสงสัย คิ้วฉันมันสวยยังไงวะ ตอนนี้ก็คิ้วโล้นๆเลยนะ ไม่ได้ใช้ดินสอเขียนคิ้วอะไรทั้งนั้น

 

ก็คิ้วเรามันมีรอยแผลเป็น ก็เลยอยากมีคิ้วดีๆแบบคนอื่นเขาบ้าง

คิดมากน่า ฉันว่ามันก็ดูมีเสน่ห์ดีนะ ฉันยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะพลิกกลับมานอนตะแครงตามเดิม

 

งั้นเหรอ ไอ้ทีว่า และหลังจากนั้นรอบข้างของเราสองคนก็ถูกปลกคุมด้วยความมืด และความเงียบอีกครั้งหนึ่ง

 

ชอบคิ้วฉันเนี่ยนะ...ตลกดี

 

 

 

เช้าวันต่อมา

@WM Production

“ เฮ้ออออ “ ฉันถอนหายใจยืดยาว ยืนมองตึกสูงตระหง่านที่อยู่ตรงหน้า มีคนมากมายหลายตาเดินผ่านเข้าออกกันให้ขวักไขว้ ตอนนี้ฉันกำลังยืนอยู่หน้าตึก WM production ซึ่งไม่ว่าใครในประเทศนี้ก็ต้องรู้จักบริษัทนี่กันทั้งนั้นล่ะ เพราะเป็นบริษัทเกี่ยวกับสายงานทางด้านบันเทิง ผลิตสื่อต่างๆออกมามากมาย แต่ที่ฉันมาที่นี้ไม่ได้เป็นเพราะฉันจะมาแคสติ้งดาราหรืออะไรเทือกๆนั้นหรอกนะ เพราะหน้าตาบ้านๆอย่างฉันไปก็คงต้องเดินเชิญออก ตั้งแต่เหยียบเข้าไปในตึกแล้วล่ะ ยิ่งพวกคนแคสนักแสดงนะ เห็นเขาว่ากันว่าโหดและสตรองยิ่งกว่าเมนเทอร์ลูกเกดในเดอะเฟสสักอีก =w=;;  สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ฉันต้องมายืนงงๆอยู่ที่นี้ก็เพราะ ฉันกำลังจะมาสัมภาษณ์งานในฝ่ายคัดเลือกบุคคลของบริษัทต่างหาก

 

“ พร้อมมั้ย ”

 

ฉันหันไปมองทางต้นเสียงก็เห็นว่าเป็นไอ้ทีเจ้าเดิมจะใครล่ะ  หมอนี่แต่งตัวมาสักเต็มยศเพื่อแค่มาเป็นเพื่อนฉันสัมภาษณ์งาน ดูที่ไอ้ทีแต่งตัวมานะคะ อย่างกับเดินออกมาจากแคตตาล็อกเสื้อผ้า  หมอนี่ใส่เสื้อกล้ามคอปาดสีดำ โชว์มัดกล้ามแขนที่มันชอบอวดนักหนา กับกางเกงรัดรูปสีดำและรองเท้าบู้ตสีดำ ทุกอย่างทุกคุมโทนให้เป็นสีดำทั้งหมด ยกเว้นแว่นกันแดดกับทรงผมของหมอนี่ที่จะออกไปในทางสีน้ำตาล ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหมอนี่ต้องใส่แว่นกันแดดตลอดเวลา พอฉันถามด้วยความสงสัยปนลำไย (ช่องสองของคำว่ารำคาญ ) หมอนี่ก็ตอบกลับฉันมาว่า

 

keep look babe ’

 

โพ่งงงง!!! =_=

รู้สึกเกลียด....เกลียดที่แต่งน้อยๆแต่ยังดูดีแม้ไร้เมคอัพ ในเฉพาะคิ้วหนาๆของหมอนี่ ที่ไม่ต้องถูกเขียนเลยสักนิด ก็ยังดูดี ต่างกับฉันที่ต่อให้นั่งเมคอัพหรือแต่งตัวจัดเต็มแค่ไหน ก็ยังดูดีไม่ได้เสี้ยวของหมอนี่เลยแม้แต่น้อย -*-

“ ฉันว่าจริงๆแกไปหาอะไรกินรอฉันก็ได้นะ ไม่ต้องตามฉันมาหรอก “ ฉันพูดกับไอ้ทีที่กำลังเดินดุ่มๆตามฉันอยู่ข้างๆ   รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ที่เวลาเราสองคนเดินแล้วมีคนจ้องมา ซึ่งจริงๆฉันคิดว่าทุกคนก็คงจ้องไอ้ทีน่ะแหละ ด้วยรัศมีความหล่อ เท่ห์ ดูดี มีสไตล์ของมันทำให้รัศมีความสวย (ที่มีอยู่น้อยนิดแม้จะเมคอัพมาแล้ว) ของฉันถูกบดบังหมด

เกลียดแรงค่ะ พูดเลย -*-

“ ไม่เป็นไร เดี๋ยวนั่งรอแถวนี้ก็ได้ “ ไอ้ทีว่า หลังจากที่เราเดินมาหยุดอยู่ตรงห้องที่ทางบริษัทนัดฉันมาสัมภาษณ์

“ งั้นก็โอเค ฉันไม่รู้ว่ามันจะนานมากไหม ถ้าแกเบื่อก็ไปหาอะไรทำก่อนก็ได้นะ “

“ โอเค เบเบ้ “

[ตืด..เซ็นเซอร์คำหยาบ] เบเบ้อะไรเล่า “ ฉันปล่อยให้เสียงเล็ดลอดออกมาตามไรฟัน เพราะกลัวว่าคนแถวนี้จะได้ยินฉันพูดหยาบคาย และอาจจะทำให้ถูกตัดคะแนนความประพฤติไปได้

“ ฮ่าๆ ขำๆน่าอย่าซีเรียสดิ เวลานี้ต้องยิ้ม ยิ้มเข้าว้ายยยย “ ไอ้ที่พูดพร้อมกับเอามือมาดึงแก้มฉันเพื่อจะให้ยิ้ม แต่นอกจากมันจะไม่ยิ้มแล้ว มันกลับกลายเป็นฉันถูกยืดหน้าจนดูน่าตลกซะงั้น

“ พอเลยๆ” ฉันตีแขนหมอนี่ให้ปล่อยแก้มฉันลง แค่นี้ฉันก็อายคนอื่นจะแย่อยู่แล้ว “ งั้นฉันเข้าไปก่อนนะ “ ฉันพูดกับไอ้ทีก่อนจะหันหลังเตรียมจะดันประตูเข้าไป แต่ฉันก็ต้องหยุดชะงักลงแล้วหันหลังกลับ เมื่อได้ยินคนที่อยู่ข้างหลังเรียก

“ สู้ๆนะ แตงกวา (^_^)V “ ไอ้ทีฉีกยิ้มกว้าง พร้อมกับชูสองนิ้วให้ฉัน ฉันยืนมองรอยยิ้มนั้นสักพัก ก่อนจะฉีกยิ้มแล้วชูสองนิ้วตอบกลับ จากเมื่อกี้ที่ใจเต้นแรงเพราะอาการกระวนกระวายใจ ตอนนี้กลับรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อไอ้ทีมากวนประสาท และรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของหมอนี่ J   

เอาน่า....ไม่ว่าอะไรจะเกิด ฉันจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด

 

 

 

 

“ เป็นไงบ้าง สัมภาษณ์ยากมั้ย “  ไอ้ทีเดินเอามือมาพลาดคอฉันหลังจากที่นั่งรอฉันมาได้เกือบชั่วโมง

 

“ ก็ดี....มั้ง ไม่รู้ดิเขาบอกจะติดต่อกลับมา “ ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเนือยๆเล็กน้อย เพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองตอบคำถามได้ดีมากพอหรือเปล่า แต่ก็พยายามทำให้ตัวเองดูมั่นใจเวลาที่ตอบคำถาม ทั้งที่ในใจนี่อยากจะกรีดร้องออกมาให้ดังกึกก้องไปถึงสวรรค์ เผื่อคนบนฟ้าจะได้ยินเสียงที่พร่ำเพรียกหาจากฉันบ้าง T^T

 

“ น้องสองคนนั้นน่ะค่ะ ได้ยินที่พี่เรียกไหมคะ.......น้องคะ.....เฮลโล่!!!! “ ฉันกับไอ้ทีต้องหยุดชะงักฝีเท้าลง เพราะรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเรียกเราด้วยเสียงที่ถูกดัดให้เป็นเสียงสองที่แหลมปรี๊ดซี๊ดปรอทแตกจากข้างหลัง ทำให้ฉันกับไอ้ทีต้องหันขวับไปมองว่าใครที่เป็นเจ้าของเสียงที่มีความยูนีคมากเช่นนี้

 

แล้วเมื่อเราสองคนหันไปก็เห็นว่า คนที่ร้องเรียกหาเราเป็นพี่ผู้.....เอ่อ.....ผู้ชิ๋งละกัน (*ชิ๋งเกิดจากการผสมกันระหว่างคำว่าชายและหญิง ) พี่คนนี้แต่งตัวจัดจ้านมากทั้งทรงผม เมคอัพ และเสื้อผ้า องค์ประกอบโดยรวมทำให้รู้สึกว่าดูท่าจะเป็นรองมาดามมดก็เท่านั้น และสิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดตามากก็คือ ร้องเท้าส้นสูง 3000 นิ้วของเจ๊แก ( เปรียบเทียบให้ดูเว่อร์เกินจริง จะได้มีอินเนอร์ร่วม ฮ่าๆ )

 

“ มีอะไรเหรอครับ “ ไอ้ทีพูดกับเจ๊ที่ยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับถอดแว่นของมันลงมาเสียบตรงเสื้อ ทำให้แผ่นอกกว้างๆของมันที่ปกปิดไม่มิดชิดอยู่ร่อมร่อ จากการที่มันใส่เสื้อกล้ามปาดคอ กลายเป็นแทบจะโชว์ออกมาทั้งแผงอกล่ะ ขี้โชว์แบบนี้ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนกัน รู้จักกันดี ฉันจะคิดว่าหมอนี่เป็นเกย์ไปแล้วจริงๆนะ

 

“ คืองี้นะ...เจ๊อ่ะรู้สึกว่าเราอ่ะดูดีมากเลยยย  เหมาะมาแคสติ้งถ่ายโฆษณาตัวใหม่ สนใจไหมจ๊ะ “ เจ๊แกว่าพร้อมกับกรีดนิ้วไปแตะไหล่ที่ไอ้ทีเบาๆ

 

“ อืมมม โฆษณาเกี่ยวกับอะไรครับ “ ไอ้ทีถามด้วยสีหน้าครุ่นคิดว่าจะตอบตกลงดีหรือไม่ตอบตกลงดี

 

“ น้ำหอมค่า “

 

แล้วเมื่อไอ้ทีได้ยินคีย์เวิร์ดคำว่า น้ำหอมก็เกิดอาการหูผึ่งตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เพราะหมอนี่มันเป็นพวกสาวกคลั่งน้ำหอม แถมน้ำหอมแต่ล่ะอย่างต้องมีแบรนด์หรูทั้งนั้น ฉันนี่ก็พึ่งรู้ว่ามีผู้ชายที่ชอบรักสวยรักงามประโคมน้ำหอมไม่ซ้ำวันอยู่บนโลกนี้ด้วย

 

“ โอเคครับ เริ่มแคสเมื่อไหร่บอกผมได้เสมอนะครับ “  ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงตื้นเต้นประหนึ่งคิดว่าตัวเองเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังได้ของขวัญชิ้นยักษ์จากซานต้าครอส

 

“ พรุ่งนี้เลยล่ะกันจ่ะ ถ้าเราแคสผ่านก็เริ่มถ่ายได้เลย เตรียมตัวมาดีๆนะค๊า “ เจ๊แกพูด พร้อมกับเน้นลากเสียงยาวตรงคำสุดท้าย

 

 

 

 

เช้าวันต่อมา

@WM Production...again

 

“ น้องแตงกวา น้องทีชา จะเริ่มถ่ายใหม่แล้วนะคะ พร้อมหรือยังเอ่ย “

 

“ คะ....คือ “

 

“ โอเคค่ะ น้องพร้อมแล้วเริ่มถ่ายได้เลยค่า “

 

What???? =[]=

 

ทำไม?? ฉันถึงต้องมาซวยมัดมือชกเป็นนางเอกโฆษณาบ้าๆนี่ด้วย การที่นางเอกตัวจริงปวดท้องประจำเดือนมาไม่ได้ และทางทีมงานต้องถ่ายทำแค่วันนี้ตอนนี้เท่านั้น มันเป็นความผิดของฉันใช่ไหม??....ก็ไม่ (ถามเองตอบเอง ) ฉันก็เลยต้องมาแสดงแทนแบบนี้ คือระ??  แถมจะต้องมาโดนคุณผู้กำกับหนวดเฟิ้ม หน้าตาคล้ายโจรดุอีก ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยสองเด้งจีๆ ฮืออออออออ TTOTT

 

“ นี่น้องผู้หญิงขยับหน้าเข้าไปอีกนิดจะตายหรือไงครับ “  

 

เอาอีกล่ะ โดนด่าอีกแล้ว  ก็ฉันไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แล้วค่อนข้างเป็นผู้หญิงอ่อนไหว (??? ) จะให้เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆไอ้ทีแบบนี้ได้ไง  ถ้าไม่พอใจก็ไปเอานักแสดงคนอื่นมาแสดงเซ่!!!

 

 

 

แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็คงได้แต่พูดก่นด่าในใจไปเท่านั้นแหละ เพราะเมื่อวานฉันเพิ่งมาสัมภาษณ์งานที่นี้ ถ้าเผลอทำตัวหยาบคายออกไปมีหวังต้องไปเอาต่อ แล้วทำให้ฉันไม่ได้งานแน่ๆ   สิ่งที่ฉันจะทำได้ตอนนี้ก็คือกัดลิ้นกลั้นหายใจทำเรื่องบ้าๆแบบนี้ต่อไป  ฮือออ T^T

 

“ ได้ค่ะ “ ฉันตอบกลับผู้กำกับหน้าโหดด้วยน้ำเสียงเป็นลูกหมาหูลู่ นี่ฉันกำลังโดนขย้ำแล้วจริงๆใช่ไหม

 

“ ขอโทษนะครับ เดี๋ยวผมกับแตงกวาขอตัวไปซ้อมบทนิดนึงครับ “ ระหว่างที่ฉันกำลังมือไม้สั่น  และพยายามกู้คืนสติและความมั่นใจของตัวเองกลับมา ไอ้ทีก็ได้คว้าข้อมือฉันข้างหนึ่ง ก่อนจะพาฉันเดินไปหลบมุมที่ไม่มีคนอยู่

 

“ กลัวอ่ะดิ “ ไอ้ทีว่าพลางเอามือลูบหัวฉันอย่างแผ่วเบา มันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นจากเมื่อกี้มากเลย  ทุกๆครั้งที่ฉันเจอเรื่องน่ากลัวๆแบบนี้ ไอ้ทีก็มักจะอยู่คอยให้กำลังใจฉันแบบนี้เสมอแหละ  มายเบสเฟรนด์จริงๆ ><

 

“ ใครไม่กลัวก็แย่ล่ะ  ฉันไม่ได้อยากจะถ่ายโฆษณาบ้าบอนี่ซักหน่อย “  ฉันพูดพร้อมกับทำหน้ายู่ด้วยอารมณ์น้อยใจในวิถีแห่งโชคของฉันชะมัด

 

 

“ ทำไมแกถึงไม่กล้าเอาหน้าเข้ามาใกล้เรา “ ไอ้ทีว่า พร้อมกับก้มหน้าลงมาใกล้ๆฉันจนปลายจมูกของหมอนี่สัมผัสปลายจมูกของฉันอย่างแผ่วเบา ฉันได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อมองเงาสะท้อนของตัวเองจากดวงตาคู่สวยของไอ้ที......ฉันก็เพิ่งสังเกตว่ามันสวยจริงๆนะ   ซึ่งก่อนหน้านี้ตั้งแต่เรายังเด็กๆไอ้ทีชอบมโนเพ้อ(เจ้อ)ว่าตาของตัวเองสวยยิ่งกว่าเจ้าหญิงนิทราเสียอีก =_=   ตอนนั้นฉันแอบคิดว่าตัวเองกำลังจะมีเพื่อนสาว  แต่ความจริงแล้วมันก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบเรื่องความสวยความงามและการแต่งตัวไปมากนิดนึงนั่นแหละ

 

“ กะ...ก็....ก็เพราะฉันอิจฉาตาแกไง   ก็เลยไม่กล้ามอง  ฉันอาย “  ฉันพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักและพรุบตาก้มมองลงต่ำ พร้อมกับดันหน้าอีตาทีออกไปไกลๆ ไอ้ทียกยิ้มขึ้นมุมปากเหมือนกับมีนัยยะอะไรบ้างอย่าง 

 

อย่าให้รู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่ -*-

 

“ ถ้าแกยังไม่เลิกอิจฉาตาเรา   แกก็จะโดนด่าแบบนี้....มันคุ้มหรือไง “

 

“ ไม่คุ้ม “ ฉันตอบกลับ

 

เอาน่า...เราเข้าใจว่าแกถูกบังคับมาถ่าย แต่ถ้าแกผ่านจุดนี้ไปได้ หมายถึงทำอะไรที่ไม่ชอบน่ะ คราวนี้ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นงานที่ชอบหรือไม่ชอบ แกก็จะผ่านมันไปได้นะ

 

อื้ม

 

ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมั้ย

 

โอเค

 

งั้นไปถ่ายต่อนะ ไอ้ทีส่งยิ้มบางให้ฉัน ก่อนจะคว้าข้อมือฉันไว้ และพาเดินนำหน้าไป

 

ทีชา ฉันส่งเสียงเรียกชื่อคนที่เดินอยู่ข้างหน้า อีกฝ่ายชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะหันมาทางฉัน ขอบคุณมากนะ

 

...ดีใจจังที่มีแกคอยอยู่ข้างๆ

 

SCENE 13 : TAKE 8

 

ฉันลืมบอกใช่มั้ยว่ากำลังถ่ายโฆษณาอะไร

 

คือ...คอนเซปต์ของโฆษณาที่ฉันกำลังถ่ายทำอยู่ จะเป็นประมาณว่าน้ำหอมกับแวมไพร์ ฉันแสดงเป็นแวมไพร์สาวที่พึ่งเกิดใหม่ อารมณ์เหมือนเบลล่าจากทไวไลท์อ่ะ   ส่วนไอ้ทีก็เป็นชายหนุ่มรูปงามโง่ๆคนหนึ่งที่กำลังโดนแวมไพร์สาวโปรยเสน่ห์  ( ถามจริงบทนี่มันเข้ากลับฉันตรงไหนเนี่ย ) เพื่อจะไปดื่มเลือด  และจังหวะที่แวมไพร์สาวกำลังจะดื่มเลือดของหมอนี่ จมูกของนางก็ได้กลิ่นที่ยั่วยวนมากกว่ากินเลือดจากชายหนุ่มคนนี้ นั่นก็คือ....กลิ่นน้ำหอมนั่นเอง ทาด๊า!!!  ทำให้แวมไพร์สาวละจากคอของชายหนุ่ม ก่อนจะสูดดม (ฟังดูโรคจิตเนอะ) กลิ่นน้ำหอมจากชายหนุ่มคนนี้ แวมไพร์สาวค่อยๆขยับหน้าเข้าไปใกล้ๆ ชายหนุ่ม  สายตาของทั้งสองจ้องมองกันและกันเหมือนมีนัยยะแอบแฝง ก่อนที่ชายหนุ่มจะค่อยๆเลื่อนหน้าลงเข้ามาใกล้ๆหญิงสาว  จังหวะนั้นหัวใจที่ด้านชาของแวมไพร์สาวเต้นรัวและแรง ราวกับกำลังมีเลือดสูบฉีดไปทั่วร่างกายที่ขาวซีด ริมฝีปากบางชายหนุ่มประกบกับริมฝีปากหยักศกได้รูปของหญิงสาว   ชายหนุ่มค่อยๆบรรเลงจูบแวมไพร์สาวอย่างแผ่วเบา และนุ่มนวล มันเป็นความรู้สึกที่นุ่ม ละมุน เหมือนสายไหมที่ค่อยๆละลายไปในปาก ทั้งอ่อนหวาน เบาหวิว  ราวกับมีฝูงผีเสื้อตัวน้อยๆบินอยู่ในท้อง หรือราวกับจูบของเจ้าหญิงกับเจ้าชายรูปงาม ท่ามกลางทุ่งดอกไม้และแสงแดดอุ่นๆที่รายล้อมอยู่

 

“ คัท!!!

 

 ฉันกับไอ้ทีค่อยๆผละริมฝีปากออกจากกัน หลังจากได้ยินเสียงบอกคัทจากผู้กำกับ พูดตามตรงตอนนี้ใจฉันยังเต้นแรงและรัวมากๆๆๆ อย่างกับกลองในวันตรุษจีน  และฉันก็รู้สึกเขินมากๆๆๆด้วย  ไม่อยากจะบอกว่านี่เป็นจูบแรกของฉันเลยนะ ( อย่างที่บอกฉันโสดมา 22 ปีเต็มตามอายุที่เกิด  )  และก็ไม่อยากจะเชื่อว่าฉันจะจูบกับเพื่อนสนิทของตัวเอง  ในกองถ่ายที่มีคนยืนรายล้อมเต็มไปหมดแบบนี้ จูบแรกของฉันช่างโรแมนติกจริงๆ 

 

แต่ก็ช่างมันเหอะ แค่ขอให้งานออกมาดี และฉันได้หลุดออกไปจากกองถ่ายกับผู้กำกับชอบด่าแบบนี้ก็ดีแล้ว อ่อ....ขออีกอย่างก็คือ ได้รับงานที่ไปสัมภาษณ์เมื่อวานด้วย อิอิ

 

“ ยัยแตงเสร็จแล้วไปไหนต่อดี “ ไอ้ทีว่า พร้อมกับเอาแต่เสยผมตัวเองไปมา พอฉันหันไปมองอีตานี่ มันก็ไม่มองหน้าฉันด้วยซ้ำ เอาแต่หันไปมองพี่คนหนึ่งที่กำลังเก็บอุปกรณ์อย่างขะมักเขม้น

 

จะว่าไปนะ ถึงฉันไม่เคยได้จูบใครมาก่อนในชีวิต แต่จูบของหมอนี่มันทำให้รู้ดีแปร่งๆเหมือนกัน หมอนี่อาจจะเป็นคนหนึ่งที่จูบเก่งมากๆก็ได้ ก็นะ....ไอ้ทีมันจบมาจากเมืองนอกนี่น่า ที่นั่นเขาจูบเก่งกันจะตาย จูบได้ every time and every where

 

“ กลับบ้านดิ รออะไร...แต่ขอฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ  “ ฉันตอบกลับ 

 

 

“ สวัสดีครับ  คุณเอกามรใช่ไหมครับ “ จังหวะที่ฉันกำลังจะเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็มีผู้ชายใส่ชุดสูทแต่งตัวดูดีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักฉัน พอฉันมองหน้าเขาดีๆ ก็นึกได้ว่าเป็นหนึ่งในคนที่สัมภาษณ์ฉันเมื่อวาน

 

“ ใช่ค่ะ “ ฉันตอบรับเสียงหวาน  พร้อมกับส่งยิ้มหวานเยิ้มไปให้เขา  ไม่ใช่ว่าฉันจะอ่อยอะไรหรอกนะ อย่าเข้าใจผิด ฉันกำลังทำให้เขาประทับใจจะได้ตอบรับให้ฉันทำงานไงล่ะ

 

“ คือผลจากการสัมภาษณ์เมื่อวานอ่ะครับ “

 

“ คะ “ ฉันจ้องหน้าเขาเขม้น พร้อมรอฟังผลด้วยความตื่นเต้น

 

“ ทางบริษัทรับคุณเข้าทำงานนะครับ “

 

O_O >>> อึ้งอยู่

 

“ แล้วก็.... “

 

“ คะ “

 

“ เมื่อกี้คุณแสดงได้ดีมากเลยนะครับ  จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะชวนคุณไปทานข้าว “

 

“ เอ๋??? >> ฉัน

 

=_=>> ไอ้ที

 

“ คือจะได้คุยเรื่องรายละเอียดการทำงานด้วยน่ะครับ “

 

“ คือว่า....ฉันมีนัดเร่งด่วนต้องไปต่อน่ะค่ะ ต้องขอโทษคุณเอ่อ... “

 

“ กฤตชัยครับ หรือเรียกว่าไมค์ก็ได้ครับ “  คุณไมค์ว่า พร้อมกับส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ฉัน  มันทำให้ฉันรู้สึกผิดนิดๆที่ปฏิเสธเขาไป  แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่กล้าไปกินข้าวกับเขาอยู่ดี มันแปร่งๆแปลกๆอ่ะ ที่ต้องไปกินข้าวกับคนที่คุยกันได้ไม่กี่ประโยค

 

 

“ ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ “ ฉันว่า พร้อมกับก้มโค้งร้อยแปดสิบองศาให้เขา จนเจ้าตัวต้องโบกไม้โบกมือแล้วยิ้มเจื่อนๆให้ฉัน

 

“ ไม่เป็นไรครับ ถ้างั้นผมขอเบอร์ติดต่อคุณเอกามรได้ไหมครับ “ คุณไมค์ว่า พร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือของเขามาให้ฉันพิมพ์เบอร์ ฉันยืนนิ่งคิดสักครู่ว่าจะให้หรือไม่ให้ดี ก่อนจะตัดสินใจรับทีศัพท์มาแล้วพิมพ์เบอร์ลงไป

         

“ จริงๆเรียกฉันว่าแตงกวาก็ได้ค่ะ ยังไงคุณไมค์ก็ให้ฉันเรียกชื่อเล่นแล้วเนอะ “ ฉันส่งโทรศัพท์ให้คุณไมค์  เขาก็รับพร้อมกับยิ้มให้ฉันอีกครั้งและอีกแล้ว 

         

“ ไปเหอะ “  ไอ้ทีที่ยืนไม่มีบทบาทอยู่นานสองนานส่งเสียงในลำคอด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะคว้าข้อมือฉัน พาฉันเดินออกไป   ทำให้ฉันได้แต่เพียงหันไปก้มหัวให้กับคุณไมค์ที่ยืนโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอวาโบกมือและยิ้มให้ฉันอยู่

         

คือ...เลิกยิ้มบ่อยเถอะค่ะ ฉันยิ้มตอบกลับให้คุณบ่อยๆจนเหงือกแห้งแล้วเนี่ย!!

 

 

         

 

“ เราไม่ชอบหมอนั่นเลย “ ไอ้ทีที่นั่งเงียบแล้วเอาแต่นั่นทำนิ่วคิ้วขมวดเป็นปม ขณะที่ฉันกำลังขับรถกลับบ้านมาได้สักพัก ก็ได้พูดขึ้นมา หลังจากที่ฉันถามหมอนี่ว่าเป็นอะไรตั้งหลายครั้ง แต่ได้คำตอบว่าเปล่าๆ จนฉันขี้เกียจถามแล้วช่างมันล่ะ

         

“ ใคร “

         

“ คุณไมค์ไรนั่น “

         

“ ใครถาม “

         

  โป๊ก!!   ไอ้ทีแจกมะเหงกให้ฉันหนึ่งที หลังจากที่ฉันตอบกวนตีนมัน ก็รู้นะว่าการเล่นอะไรแบบนี้มันจะดูเชย แล้วน่ากวนโมโหถึงขั้นตัดเพื่อนแค่ไหน ฉันก็ชอบเล่นมันอยู่ดี มันเป็นความกวนที่เบสิค  ฉันเลยชอบ ฮ่าๆๆ

         

“ นั่งรถคนอื่นยังมาตีกันแบบนี้อีก เฮ้อ “  ฉันแกล้งถอนหายใจใส่ไอ้ทีเล่นๆ  ก่อนจะเอามือผลักหัวไอ้ทีที่ทำหน้านิ้วคิ้วขมวดผูกปมแน่นกว่าเดิม  “ แล้วทำไมถึงไม่ชอบเขาล่ะ  เขาก็ดูสุภาพดีนะ “

         

“ แกไม่รู้อะไร ผู้ชายแบบนี้น่ะน่ากลัวจะตาย  เราเห็นมาบ่อยแล้ว ดูสุภาพ เรียบร้อย ไฮโซ ดูดี จริงๆก็พวกหัวงู ร้ายเงียบทั้งนั้นล่ะ “

         

“ อ่า “

         

“ นี่ฟังอยู่ปะเนี่ย “

         

“ ฟังอยู่ๆ “

         

“ ถ้าหมอนั่นมาจีบ แกต้องไล่มันไปห่างๆเข้าใจไหม “

         

“ ฉันจะไล่เขาไปได้ไงล่ะ เขามีตำแหน่งสูงกว่าฉันนะ อีกอย่างเขาคงไม่มาจีบฉันหรอก “

         

“ แต่เราว่ามันกำลังจีบแก เดี๋ยวดูนะคืนนี้มันจะต้องโทรมาแน่ๆ แล้วก็มาอ้างเรื่องงานนู่นนี่ “

         

“ นี่แกกำลังหึงฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย “ ฉันแกล้งแซวๆไอ้ทีไป เห็นมันบ่นนั่นนู่นนี่อยู่แหละ

         

 

“ เปล่าซักหน่อย....” ไอ้ทีตอบเสียงอ่อย  พอฉันแอบละสายตาจากถนนตรงหน้าสักชั่วครู่ไปมองไอ้ทีที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เห็นมันกำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง  ด้วยบรรยากาศตอนเย็นประมาณ 5 โมงนิดๆที่ท้องฟ้าเป็นสีเหลืองอมส้ม ช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตกดิน กับแววตาเศร้าสร้อยของไอ้ทีประหนึ่งคนเพิ่งถูกแฟนบอกเลิก รวมถึงเพลงเธอเก่ง  ของ jetseter  ที่วิทยุกำลังเปิดอยู่

 

..........เธอเก่งที่ทำให้ฉันยังจำเธอไม่ลืม      เธอเก่งที่ทำให้ฉัน ดื่มด่ำกับความทุกข์ทน

 

นี่มันพระเอกเอ็มวีชัดๆ!!!!! 

 

เอี๊ยดดดดดดดดดดดดด

 

“ อะไรของแกเนี่ย ไอ้แตงงงงงงง “ 

 

ฉันแกล้งเหยียบเบรกๆแรง ขณะที่กำลังจะจอดรถตรงหน้าบ้าน เพื่อแกล้งพระเอกเอ็มวีให้หายหงุดหงิดงุ่นง่าน ทำหน้าหงอยเป็นลูกหมาโดนแย่งของเล่นซักหน่อย

 

 

“ ถึงแล้ว “  ฉันแกล้งทำเป็นไม่สนใจคำสบถของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วเปิดประตูรถลงมาก่อน

 

“ เดี๋ยวๆ ไอ้แตงจะไปไหนเนี่ย “  ไอ้ทีที่ลงมาที่หลัง ร้องเรียกฉันที่กำลังจะเปิดประตูหน้าบ้านเข้าบ้าน

 

“ กลับบ้านไง  แกก็กลับบ้านได้แล้ว “

 

“ วันนี้ต้องไปกินข้าวบ้านเราไง ลืมไปแล้วเหรอ “

 

“ อ่อออออออ =O= “ 

 

ลืมไปซะสนิทเลยว่าป้านาแม่ไอ้ที  นัดฉันกินข้าวฉลองย้อนหลังที่ไอ้ทีกลับมาจากอเมริกา จริงๆแล้วเราควรจะฉลองกันตั้งนานแล้วล่ะ แต่เป็นเพราะลุงมาวินพ่อของไอ้ที ติดงานอยู่ที่ฮ่องกงเลยบินกลับมาไม่ทัน พวกเราก็เลยคิดว่าเลื่อนงานฉลองไปก่อน เอาไว้ให้พร้อมหน้าพร้อมตากันมากกว่านี้ เพราะยังไงไอ้ทีก็คงไม่บินหายไปไหนแน่นอน =W=

 

 

กิ๊งก๊อง  กิ๊งก๊อง

 

“ มาสักทีนะไอ้ชา  “ คนที่เปิดประตูมาก็คือเจ๊ตา มากจากคำว่า ตาหวาน เจ๊ตาเป็นพี่สาวแท้ๆของไอ้ที และเป็นคนเดียวที่เรียกไอ้ทีว่าไอ้ชา  เพราะชื่อของไอ้ทีมาจากคำว่า ทีชานั่นเอง

 

ฉันสังเกตเห็นว่าเจ๊ตาทำสีหน้าบอกบุญไม่รับอย่างมาก  เหมือนกับพึ่งผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวถึงขีดสุด รวมถึงฉันยังสังเกตเห็นเงาตะตุ้มๆกำลังเดิน.....ไม่ซิ......วิ่งอยู่ข้างหลังเจ๊ตาด้วยความเร็วสปีดแบบอันลิมิเต็ด

 

ฟิ้ว!!! 

 

เจ๊ตาต้องรีบเบี่ยงตัวให้กับอะไรบางอย่าง หรือบางคนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามายิ่งกว่าพี่ดอมขับรถแข่งใน fast and furious ซะอีก   สตรองมากพูดเลย

 

หมับ!!!

สิ่งมีชีวิตบางอย่างที่เรียกว่ามนุษย์แสง มนุษย์ผมทอง มนุษย์เมคอัพแน่น มนุษย์เซ็กซี่ มนุษย์เสื้อเอวลอย วิ่งผ่านเจ๊ตาตรงเข้ามากอดร่างของไอ้ทีที่ยืนอยู่ข้างฉันแน่น จนไอ้ทีเซถอยหลังไปประมาณ 8 9 10 ก้าว  ด้วยแรงโมเมนตัมที่ปะทะมาจากอีกฝ่าย

 

“ ทีขา  ซานดร้าคิดถึงจังเลยยยยยยยย “ เสียงสองที่ถูกดัดมาจากอีกฝ่ายแหลมปี๊ด จนทำให้ขี้หูของฉันหรืออาจจะทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นถูกกระเทือนจนออกมาเต้นระบำฮูลาฮูล่าแล้วล่ะ  เสียงของผู้หญิงที่กอดรัดไอ้ทีอยู่มีอาณุภาพทำร้ายล้างและฟังดูดัดจริตกว่าเจ๊ที่เป็นคนทาบทามไอ้ทีไปแคสโษณาเสียอีก (ขอโทษนะเจ๊ หนูแค่เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพ )

 

“ ยัยทราย!!! “ ไอ้ทีกู่ร้องตะโกนดังสนั่นไปทั่วพงไพร  พร้อมกับดันผู้หญิงที่กอดรัดตัวเองออกอย่างรวดเร็ว สีหน้าของหมอนี่ทั้งตกใจ ทั้งหวาดกลัว ปนขยะแขยงในเวลาเดียวกัน

 

“ ต๊ายยยย อย่าเรียกว่าทรายซิคะ เรียกว่าซานดร้า “  ผู้หญิงที่ชื่อว่าทรายหรือว่าซานดร้าอะไรเนี่ยพูดพร้อมกับเน้นเสียงเป็นสำเนียงอเมริกันอิงลิชตรงคำว่า ‘ Sandra

 

“ ตอแหล “  เจ๊ตาที่ยืนเงียบมองเหตุการณ์อยู่พูดออกมา

 

“ เธอน่ะชื่อทรายไม่ใช่หรอ  แต่พอไปเรียนอเมริกาก็เปลี่ยนชื่อเป็นซานดร้า อย่าดัดจริตหน่อยเลยน่า “  ไอ้ทีว่า

 

โอ้โห!! พี่น้องคู่นี้ไม่ใช่เบานะคะ เล่นเอาทรายหรือซานดร้า ( เลือกเอาสักอย่าง )ถึงกับยืนหน้าชาประหนึ่งตัวเองเป็นกรรมการยืนอยู่ตรงกลางมวยคู่เด็ดที่กำลังชกอัดหน้าเข้าพร้อมกันซ้าย ขวา

 

ถึงจะรู้สึกสงสารนิดหน่อย แต่ก็แอบคิดว่าต้องมีอะไรสนุกๆให้รับชมแล้วล่ะ (เลวววว)

 

“ ทำไมทีถึงพูดกับซานดร้าแบบนี้ล่ะคะ เราเป็นแฟนกันไม่ใช่หรอ “

 

หืมมมมมม แฟน???

 

“ เธอน่ะแค่แฟนเก่า เพราะตอนนี้ฉันมีแฟนใหม่แล้ว “ ไอ้ทีคว้าไหล่ฉันข้าไปยืนใกล้ๆมัน โดยไม่ถามความเห็นฉันสักคำ   นี่ฉันไปเป็นแฟนนายตอนไหนวะเนี่ยยย

 

“ จริงเหรอ??? O_O “ ยัยซานดร้าเบิกตาโตด้วยความตกใจสุดขีด

 

“ ใช่ “ เจ๊ตาก็ชงอีก อะไรเนี่ย!!!!

 

“ แน่นอน แล้วเราสองคนก็จูบกันแล้วด้วย ”  ไอ้ทีพูดพร้อมกับยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

 

ดะ....เดี๋ยว นั่นมันแค่การแสดงปะแก???

 

.........ฉันชักคิดว่า เรื่องนี้มันไม่สนุกแล้วล่ะ ไม่สนุกเลยซักนิด!!! วันนี้มันเป็น big day สำหรับฉันมากๆ พอแล้ว และฉันก็ไม่ต้องการ big shock อะไรอีกแล้วน้าวันนี้!!!! พอกันที   ฮือออออ

JLS09 STATUS สถานะรัก ป่วนหัวใจยัยเพื่อนสนิท

ผู้แต่ง :: มนุษย์ของขวัญ

7 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 4)
    2017-02-03 18:07:41
    สวัสดีค่าาา  JLS01 คาาา อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่โหดร้ายมากเลยค่ะ เพราะโน้ตบุ๊คดันเจ๋ง ก่อนจะหาเครื่องมือส่งงานได้ก็ปาไปวันศุกร์ อีกทั้งไฟล์งานที่เซฟไว้ในไดร์ฟก็ดันหาย เสียใจสุดๆ // โอเคบ่นยาวไปแล้ว ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยเม้นช่วยฌหวตให้นะคะ สัปดาห์นี้ไม่ค่อยมีความมั่นใจกับงานตัวเองเลย เพราะไฟล์หายเลยต้องมาแต่งใหม่ แต่ถึงยังไงสัปดาห์หน้าจะทำให้ดีกว่านี้นะคะ 

    สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณคอมเม้นของพี่ลูกชุบมากๆเลยนะคะ ><~
    #1
  2. #2 Marshmallows. (จากตอนที่ 4)
    2017-02-04 01:26:54
    อ้าววว มาอ่านตรงต้องแต่งใหม่นี่ร้องไห้แทนเลยค่ะ
    อ่านมาก็แอบลุ้นว่า เอ้า เหนบอกชอบไปแล้วได้ยิน นึกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
    ดันป๊อดใช่มั้ยเจ้าที 555555555555 
    ตอนแสดงโฆษณาคู่กันนี่ วาบหวิวมากๆ นางเอกก็ใจเต้นแรงแล้ว
    จริงๆ ก็เต้นมานานแล้ว อยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต่อ
    สู้ๆ ค่าาาา
    #2
  3. #3 (จากตอนที่ 4)
    2017-02-04 11:32:23
    และเราสองคนก็จูบกันไปแล้วด้วย กรี๊ดดด
    จริงๆ แล้วตอนถ่ายโฆษณา ทีชานี่แอบเล่นเป็นตัวเองเลยใช่มั้ย อยากจูบแตงกวาอยู่แล้วก็พูดดด (ตึกตักๆ)
    ได้โอกาสนี่ก็เอาใหญ่เลยนะ จะทำให้นางเอกใจเต้นไปถึงหนายยย

    เริ่มมีคุณไมค์เข้ามาบ้างแล้ววว ทีนี้ไอ้ทีตามหึงกันถึงที่ทำงานแน่ๆ ฮ่าๆๆ
    รออ่านตอนต่อไปน้าาน้องกิ๊ฟ สู้ๆ
    #3
  4. #4 JOlly' M (จากตอนที่ 4)
    2017-02-04 23:50:47
    นุ้งกิ๊ฟต์ สู้ๆ นะลูกกก กอดด

    พี่เกลียดตรงที่บอกว่าชอบคิ้ว เนียนไปได้นะจ๊ะทีชา 5555
    เห็นคอสตูมพระเอกตอนไปเป็นเพื่อนนางเอกสัมาษณ์งานละยอมใจ อย่างกับพ่อคุณแต่งเป็นพังก์ร๊อค นี่ถ้าถือแส้ด้วยนะ... //เดี๋ยวๆ 55555 

    พระนางมีฉากวิ้บวับ กิ๊บกิ้วกันอีกแล้ว น่ารักอ่ะะะ แน่ใจเหรอว่าแค่เพื่อน คึๆๆๆ

    เอาใจช่วยนางเอกเอาชนะยัยทรายอนาคอนด้า (?) ไปให้ได้นะลูก อย่าไปยอม ทีชาเป็นของเธอนะฮ้าา

    สู้นะ รออ่านจ้าา >_<

    เยี่ยม รักเลย
    #4
  5. #5 (จากตอนที่ 4)
    2017-02-05 22:21:53
    โอ้ยยยยยยยยยยยยยยยย
    ชอบ ชอบความเนียนของพระเอก
    เฮือกกกกกกกก

    ปล. ชอบคิ้วแก มีความแถได้อี๊กกกกกกกกกกกกก
    #5
  6. #6 (จากตอนที่ 4)
    2017-02-06 03:48:07
    สวัสดีจ้า
    มาดึกเลย 55555555
    จุดที่ต้องชมคือบรรยายพัฒนาขึ้นมาก ละเอียดขึ้น เป็นรูปเป็นร่างขึ้น เหมือนเราเรียงลำดับความสำคัญของคำต่างๆ ได้แล้ว ส่วนจุดที่ต้องติคือพี่ว่าเรื่องมันวนอยู่ที่เดิม แล้วก็ไม่มีอะไรใหม่ เป็นมุกเก่าๆ ที่เห็นจนบ่อยแล้วอ่ะ พี่พูดเสมอว่ามุกเก่าๆ ไม่ได้หมายความว่าเขียนไม่ได้ มันทำให้สนุกได้้ด้วยสถานการณ์และบทสนทนา แต่สำหรับตอนนี้บทสนทนาพี่ก็ว่ายังไม่ธรรมชาติอยู่ดี และสถานการณ์ก็คาดเดาได้หมด ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น อีกอย่างเลยคือมันแรนด้อมมากๆ อยู่ดีๆ ก็มาสมัครงานที่นี่ อยู่ดีๆ ก็ได้เป็นนายแบบ อยู่ดีๆ ก็ได้แทนนางเอกเอมวีที่ไม่มา อยู่ดีๆ ก็มีคนมาจีบ อยู่ดีๆ ก็มีแฟนเก่าโผล่มา เหมือนเอามุกมายำรวมกันในตอนเดียวอ่ะ

    รอดูตอนต่อไปนะคะ

    #6
  7. #7 (จากตอนที่ 4)
    2017-02-10 14:03:19
    สวัสดีจ้า เจอกันอีกแล้ว

    จะบอกว่าอ่านเรื่องนี้แล้วมันเร็วไปหมดเลย เหตุการณ์มันดูไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีเวลาให้ความเป็นจริงบ้างเลย อย่างตอนไปแคสติ้งเนี่ย ก็ไม่น่าให้ถ่ายทำเลยหรือเปล่า คือมันดูปุบปับเหมือนอยากให้มันเกิดก็เกิดอะไรแบบนี้ เอาจริงๆ พี่มองว่าการที่เราเขียนนิยายเนี่ยมันเป็นสิทธิ์เราก็จริงที่จะเขียนอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมมองความเป็นจริงด้วยนะคะว่ามันเป็นไปได้มั้ย ไม่งั้นเรื่องเราจะเบา ไม่มีเหตุผลมากเกินไปค่ะ

    แล้วก็พี่เห็นด้วยกับที่พี่ชุบบอกว่าเราเล่นมุกเก่า มันเลยเดาทางได้ ไม่ชวนตื่นเต้น ไม่รู้สึกแปลกใหม่ เหมือนที่พี่บอกค่ะ เราอยากให้มันเกิดอะไรเราก็เขียนเลย ลืมดูไปว่าจริงๆ เรื่องพวกนี้มันควรมีเหตุผลมาซัพพอร์ตความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ด้วย

    ยังไงก็สู้ๆ สำหรับตอนต่อๆ ไปนะคะ
    #7
  • 1

แสดงความคิดเห็น