เพราะอาการเมาของเพื่อนสนิท ทำให้เผลอบอกเธอว่า'ชอบ'ไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่า'เพื่อน'เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ......นิยายธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วจะอยากมีเพื่อนสนิท :)
STATUS 5
บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวว่าเรื่องดีๆ เกิดขึ้นใกล้แค่ปลายจมูกเราเท่านั้นเอง
“ Sometimes you don’t see that the best thing that ever happened to you is right under your nose.”
ROSIE – Love,Rosie
เอี๊ยดดดดดด!!!!
ตู้ม!!!!
หุ่นอันสูงเพรียวของหญิงสาวผมสีทองสลวย หายไปจากจุดโฟกัสของคนที่ยืนมองเธอวิ่งออกไป ฉัน ไอ้ที และเจ๊ตา เบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ซานดร้าหลังจากที่ตกใจในคำพูดของไอ้ทีว่าฉันเป็นแฟนมัน ก็ได้วิ่งออกไปและถูกรถซีมูลีนสีดำคันหนึ่งวิ่งพุ่งชนด้วยความเร็วที่อาจจะไม่เร็วมากจนทำให้อีกฝ่ายเสียชีวิต แต่ก็คิดว่าถ้าไม่กระดูก ก็ต้องซี่โครง หรือไม่ก็ไหปลาร้าอาจหักกันบ้างแหละ
“ กรี๊ดดดดดดดดดดด “ เสียงกรีดร้องอันโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของซานดร้าทำให้ฉัน ไอ้ที และเจ๊ตาที่ยืนค้างอยู่นานต้องรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อไปดูเหตุการณ์
ซานดร้าล้มกองอยู่บนพื้นไม่มีเลือดไหลออกมาจากส่วนใดของร่างกาย มีแค่รอยถลอกตามแขนขานิดหน่อย มีคุณลุงคนหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นคนขับรถ สังเกตจากเครื่องแต่งกายของเขา กำลังจับขาของซานดร้าอยู่ ดูเหมือนเธอจะขยับขาไม่ได้นะ
“ เอามือสกปรกของลุงออกไปจากขาฉันนะ “ ซานดร้าว่า พร้อมกับปัดมือคุณลุงคนนั้นออกจากขาของเธอ “ ฉันขยับขาไม่ได้ เห็นไหม!!!! “ พูดเสร็จก็ส่งเสียงกรีดร้องเหมือนเดิม จนคุณลุงมาวินกับคุณป้านาที่อยู่ในบ้านต้องออกมายืนดูเหตุการณ์พร้อมกับเราสามคน
“ ใจเย็นนะหนูซานดร้า “ ป้านาพูด
“ ทีชา พาซานดร้าไปโรงพยาบาลเร็ว “ ลุงมาวินพูด
“ ดะ...ได้ครับ “ ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงลนลาน ก่อนจะรีบตรงไปหาซานดร้าที่นั่งจับขาตัวเองด้วยสีหน้าปวดร้าวอย่างสุดกำลัง
ซวบ!!
“ คุณหนู “
แต่ไม่ทันที่ไอ้ทีจะได้อุ้มซานดร้าขึ้นมา ก็ได้มีผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงโปร่งผมสีดำสนิท นัยน์ตาดูนิ่งราวกับไร้ความรู้สึกได้อุ้มซานดร้าตัดหน้าไอ้ทีไปก่อน ชายหนุ่มคนนี้ลุกขึ้นแล้วพาซานดร้าขึ้นรถซีมูลีนไป
“ ลุงชัย ขับไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทีครับ “ ชายหนุ่มคนนี้พูดกับคุณลุงที่ลงมาดูซานดร้าก่อนหน้านี้ คุณลุงพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบขึ้นรถลีมูซีนแล้วขับออกไปทันที
“ แม่ว่าพวกเราน่าจะขับไปดูหนูซานดร้าหน่อยนะ เขาขึ้นรถไปกลับใครก็ไม่รู้ “ ป้านาว่า
“ ใช่ๆ พ่อก็คิดงั้นนะ “ ลุงมาวินก็เห็นด้วยกับความคิดของป้านา
แต่จะว่าไป มันก็ถูกของป้าเขานะ ถึงซานดร้าจะดูเป็นผู้หญิงเปรี้ยวสไตล์คุณหนูแสบๆยังไง ถ้าอยู่ดีๆขึ้นรถไปกับใครก็ไม่รู้ก็คงต้องรู้สึกกลัวเหมือนกันแหละ ยิ่งตัวเองขยับขาไม่ได้แบบนี้ด้วย
“ เดี๋ยวผมไปดูคนเดียวก็ได้ครับ เพราะยังไงเราก็รู้จักกัน “ ไอ้ทีพูดขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน
“ เดี๋ยวที “ แต่ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะก้าวเท้าไปถึงตัวบ้าน ฉันก็ตะโกนเรียกชื่อร่างสูงนั่น จนเจ้าตัวต้องหยุดฝีเท้าลงแล้วหันมาทางฉัน “ มาขึ้นรถฉันนี่ ฉันจอดไว้ข้างนอกพอดี เดี๋ยวฉันไปด้วย “
@โรงพยาบาลบำรุงรักษ์
แอ๊ด
หลังจากที่ฉันกับไอ้ทีมาถึงโรงพยาบาล เราสองคนก็นั่งรออยู่ตรงชั้นล่างของโรงพยาบาลได้เกือบชั่วโมงกว่าๆ เพราะต้องรอซานดร้าเข้าตรวจกับหมอ แล้วย้ายไปในห้องพักผู้ป่วยอีกที ก่อนจะขึ้นมาหาซานดร้าที่กำลังนั่งอยู่บนเตียง เอานิ้วจิ้มรีโมทดูทีวีด้วยสีหน้าหงุดหงิดอยู่ ข้างๆเตียงมีผู้ชายคนที่อุ้มซานดร้าขึ้นรถลีมูซีนนั่งอยู่ด้วย เขาใส่แว่นกันแดดสีน้ำเงินด้วยล่ะ ....อาจจะเป็นการ keep look แบบไอ้ทีก็ได้ =_=
“ เพื่อนของพวกเธอขาหักนิดหน่อย เข้าเฝือกประมาณสักสามเดือนก็หาย “ ผู้ชายคนนี้พูดขึ้น พร้อมกับลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ อ่อ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดฉันออกให้เธอหมดแล้วนะ “ เขาหันไปพูดเสียงเรียบกับซานดร้าที่ยังคงทำหน้ายู่ด้วยอาการหงุดหงิดอยู่ ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง
“ เฮ้!!! นี่นายจะไปไหน “ ซานดร้าตะโกนเรียกชายร่างสูงคนนี้ จนเขาต้องหยุดฝีเท้าลง แล้วหันมาเลิกคิ้วใส่ซานดร้า
“ ฉันก็จะกลับบ้านไง “
“ กลับทำไม “
“ ฉันจะกลับไปหาหมาของฉัน “
“ นายจะยังไปไหนไม่ได้เด็ดขาด “
“ ทำไม “ ชายหนุ่มคนนี้พูดเสียงเรียบ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“ นายต้องให้เบอร์ฉันก่อน
“ แล้วทำไมฉันจะต้องให้เบอร์เธอด้วยล่ะ “
“ ก็.....นายจะแค่จ่ายค่ารักษาให้ฉันอย่างเดียวไม่ได้ นายต้องอยู่ดูแลฉันจนกว่าขาของฉันจะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม “
“ อืม โอเค “ ชายคนนี้ยังคงพูดเสียงเรียบไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม เขาก้าวเท้าเดินตรงไปหาซานดร้า ในมือล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์แล้วยื่นไปให้ซานดร้าที่นอนอยู่บนเตียง
“ อะไรเนี่ย?? “ ซานดร้าพูดเสียงแหลม ด้วยสีหน้างุนงงปนหงุดหงิด
“ พิมพ์เบอร์ของเธอลงไป เดี๋ยวฉันโทรไปเธอก็ค่อยเมมเบอร์ฉันไว้ “
“ แล้วทำไมนายไม่พิมพ์เองล่ะ ฉันขาหักก็เพราะนายนะ ไอ้บ้า!!!”
“ เธอแค่ขาหัก แต่ไม่ได้แขนหักซะหน่อย “ คนตรงหน้าซานดร้าตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกกวนโอ๊ยมาก อารมณ์กวนอวัยวะเบื้องล่างหน้าตาย ประมาณนั้น
ซานดร้าแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้ต่อร้องต่อเถียงอะไร ได้แต่คว้าโทรศัพท์ที่คนตรงหน้ายื่นให้ แล้วรัวกดเบอร์โทรศัพท์ด้วยอารม์ขุ่นมัว ราวกับกำลังระบายความรู้สึกที่อัดอั้นผ่านแป้นหน้าจอยังไงยังงั้น
“ ถ้าไม่เห็นว่าโทรมานะ ฉันจะตามไปหลอกหลอนนายแม้กระทั่งกำลังนั่งขี้อยู่เลย!!!! “ ซานดร้าตะโกนตามหลังผู้ชายไร้อารมณ์คนนั้น ที่ตอนนี้ได้เดินออกไปจากห้องแห่งนี้แล้ว
“ ฉันเกลียดนาย “ ซานดร้า
“ ฉันก็เกลียดเธอ “ ไอ้ที
“ ... “ ส่วนฉันได้แต่ยืนมองคนสองคนบอกเกลียดกันด้วยความรู้สึกที่ไม่น่ามายืนเสร่ออยู่ตรงนี้ให้โดนลูกหลง รังสีอาฆาตแค้นแผ่ออกมาจากทั้งสอง แววตาที่มองกันอย่างเฉือดเฉือนเหมือนกับกำลังเค้นฆ่าฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง
“ เพราะนายแท้ๆ ทำให้ฉันต้องมานอนสวยอยู่บนเตียงเน่าๆนี่!!!! “ ซานดร้าพูดเสียงแป๊ดเป็นปรอทแตก ตะโกนใส่หน้าไอ้ที จนน้ำลายนี่อาจจะโดนหน้าไอ้ทีไปแล้ว ถ้าหมอนี่ไม่ใช่คนตัวสูงอ่ะนะ
“แล้วใครสั่งให้เธอโง่วิ่งออกไปอย่างนั้นเล่า แล้ว...เธอก็ไม่ได้สวย “ ยกที่หนึ่ง ไอ้ทีรัวมัดใส่คู่ต่อสู้
“ อะไรนะ!!! “ เล่นเอาคู่ต่อสู้ถึงกับอ้าปากค้าง เนื่องมาจากอาการคิดคำด่าไม่ทัน
“ แต่เป็นพวกขี้หลงตัวเองและสมองกลวงมากกว่า “ ยกที่สอง ไอ้ยังคงทีรัวมัดใส่คู่ต่อสู้ไม่ยั้ง
“ อะ...ไอ้ ไอ้ กะ...กรี๊ดดดดด “ คู่ต่อสู้ไม่สามารถนึกคำด่าได้ทันอีกครั้ง จนต้องกรีดร้องออกมา
“ หุบปาก “ แต่ไอ้ทีก็ไม่ไหวติงกับเสียงกรี๊ดที่ดังแผ่สนั่นไปทั้งห้อง หนำซ้ำยังพูดตอกกลับอีกฝ่ายจนเจ้าตัวได้แต่อ้าปากค้าง ส่งรังสีอาฆาตผ่านสายตาแทน
นี่ฉันก็พึ่งรู้ว่าไอ้ทีเป็นคนปากจัดเหมือนกันนะ
“ ฉันเกลียดนาย!!!! “
“ ฉันเกลียดเธอ “
“ พ...พอได้แล้วๆ “ ฉันที่ยืนดูมวยขึ้นชกอยู่นานต้องรีบขึ้นไปห้ามปรามไอ้ทีที่ยังคงเตรียมพร้อมปล่อยมัดอย่างไม่ยอมยี่หระ ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะน็อคเอาท์ไปมากกว่านี้ “ ซานดร้าเขาเจ็บอยู่ แกก็อย่าไปว่าเธอเลย “
“ ฮืออออ แต่ฉันไม่เกลียดเธอนะ เธอชื่ออะไรเหรอ “ ซานดร้าจับมือฉันแน่น พร้อมกับถามชื่อฉันด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้
“ ฉะ....ฉันชื่อแตงกวา “
“ โอเค แตงกวา นับจากนี้เราเป็นเพื่อนกันนะ เพราะเธอนิสัยดีและสวยน้อยกว่าฉัน “ ซานดร้าพูดพร้อมกับส่งยิ้มสดใสมาให้ฉัน
.......นั่นคือคำชมสินะ แต่ฉันก็ยอมรับว่าซานดร้าสวยและหุ่นดีมากกว่าฉันหลายขุมจริงๆ
“ ปล่อยมือจากไอ้แตงเดี๋ยวนี้ อย่าเอาความดัดจริตของเธอไปแปดเปื้อน “ ไอ้ทีพูด ฉันล่ะยอมใจให้กับปากร้ายๆของมันจริงๆ นี่ชักจะสงสัยแล้วว่าลับหลังหมอนี่จะเอาฉันไปนินทาอะไรบ้างไหมเนี่ย
“ เธอไม่น่าไปคบกับคนแบบนั้นเลยนะ ฉันรู้จักคนหล่อๆตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวฉันแนะนำให้ไหมแตงกวา “ ซานดร้าไม่ได้สนใจคำพูดของไอ้ที แต่กลายเป็นว่าจับมือฉันแน่นกว่าเดิม
“ เหอะ!!! เธอมันก็เป็นแค่พวกบ้าผู้ชายหล่อ รวย คบไปสักพักเบื่อก็เลิก “
“ อะไรนะ!!! “
“ ก็ที่วิ่งแจ้นมาหาฉันถึงที่ไทย ไม่ได้เป็นเพราะรู้สึกโดนหักหน้าหรอกเหรอ ” ไอ้ทีพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงกวนอวัยวะเบื้องล่าง เพื่อยั่วโมโหซานดร้า จนซานดร้าต้องปล่อยมือฉัน เตรียมจะไปตะปบหน้าไอ้ที แต่เพราะด้วยความสูงของไอ้ที กับขาของเธอที่ยังหักอยู่ทำให้ไม่สามารถเอื้อมตัวไปหาไอ้ทีได้
“ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด “ ทำให้ซานดร้าส่งเสียงกรี๊ดด้วยความโมโหขึ้นมาอีกครั้งแทน
“ หุบปาก “
“ ใครใช้ให้นายมาบอกเลิกฉันก่อนเล่า!!!! “
“ แล้วทำไมฉันต้องให้เธอมาบอกเลิกฉันก่อนล่ะ “
“ แต่ชีวิตนี้ฉันไม่เคยโดนบอกเลิกมาก่อนเลยนะ !!!”
“ ก็ฉันไง “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับส่งยิ้มกวนไปให้
........ทำไมสตอรี่ของสองคนนี้มันดูดุ เผ็ด มันส์ เหมือนดูหนังรักวัยรุ่นฝรั่งอย่างไงอย่างงั้นเลย นี่ตั้งแต่ที่ฉันกับไอ้ทีไม่ได้ติดต่อกัน ฉันไม่รู้เลยว่าชีวิตในอเมริกาของหมอนี่จะมีสตอรี่ที่น่าสนใจขนาดนี้
“ ใจเย็นนะทั้งสองคน เลิกตีกันได้แล้ว “ ฉันว่า พร้อมกับต้องเป็นกรรมการจำเป็นอีกครั้ง โดยการดันตัวไอ้ทีออกไปให้พ้นซานดร้าให้ไกลที่สุด
“ คืองี้นะซานดร้า ฉันกับไอ้ทีน่ะ “ ฉันหยุดพูด แล้วหันไปมองหน้าไอ้ทีแวบนึง เพื่อตัดสินใจว่าจะบอกหรือไม่บอกดี ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงให้ซานดร้ารู้ เพราะฉันคิดว่าต่อให้เก็บเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี “ จริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นอะไรกันหรอก “
“ หืมมมม “
“ เราสองคนน่ะเป็นเพื่อนสนิทกัน สนิทก่อนไอ้ทีจะย้ายไปเรียนต่อที่อเมริกาน่ะ ยังไงเราสองคนก็ไม่มีทางเป็นแฟนกันได้หรอก ขนลุกจะตาย “ ฉันว่า พร้อมกับหัวเราะแห้งๆในลำคอ ก่อนจะส่งยิ้มเจื่อนๆให้กับซานดร้า
“ งั้นเหรอ “ ซานดร้าหรี่ตาลง พร้อมกับย่นคิ้วติดกัน คล้ายกำลังสงสัยในคำพูดของฉันว่าจริงหรือเปล่า ทำให้ฉันต้องหันไปหาผู้ช่วยที่เป็นคนสร้างเรื่องงี่เง่าพวกนี้ขึ้นมา เพื่อให้ยืนยันคำตอบ
“ ใช่มั้ยไอ้ที “ ไอ้ทียืนนิ่งไม่ตอบคำถามของฉัน นัยน์ตาสีดำอมน้ำตาลของหมอนี่จับจ้องมาที่ฉันด้วยความรู้สึกบางอย่าง ที่ฉันก็ไม่อาจเข้าใจมันเหมือนกัน แต่เมื่อมองแววตานั้นฉันกลับรับรู้ได้ถึงความสิ้นหวัง และหดหู่ของเจ้าของนัยน์ตาคู่สวยนี้
นี่ฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่านะ
“ ไอ้ที....” ฉันเรียกชื่อของคนตรงหน้าอีกครั้ง ไอ้ทีหัวเราะแห้งๆในลำคอ ก่อนจะตอบกลับฉันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูฝืนยิ้มยังไงไม่รู้
“ อืม...ตามนั้น “
“ งั้นเหรอ.....แต่ช่างมันเหอะ ยังไงฉันก็ไม่สนใจหมอนั่นแล้วล่ะ “ ซานดร้าว่า พร้อมกับเบะปากใส่ไอ้ที ด้วยสีหน้าแดกดันเต็มที่
“ เรื่องของเธอ “ แต่ดูเหมือนไอ้ทีจะไม่รู้สึกอะไรเลยนะ เฮ้อออ
@หมู่บ้านสุขสวัสดิ์
หลังจากที่ฉันกับไอ้ทีได้ไปเยี่ยมซานดร้าที่โรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย ( จริงๆน่าจะพูดว่าไอ้ทีได้ไปยืนทะเลาะกับซานดร้า ส่วนฉันก็ยืนโง่ๆฟังคนสองคนส่งลูกรับลูกชงกันไปมา ) เราสองคนก็ได้ขับรถกลับมาบ้าน พอฉันก้มดูนาฬิกาบนข้อมือก็เห็นว่าเข็มยาวบนนาฬิกาชี้ไปที่เลขสาม ส่วนแขนสั้นชี้ไปที่เลขหนึ่ง ใช่แล้ว...เวลา ณ ตอนนี้ คือ ตีหนึ่งสิบห้านาที และฉันพึ่งจะได้ขับรถกลับถึงบ้าน ( อีกครั้ง )
ฉันรู้สึกว่าวันนี้ของฉันมันช่างยาวนานเหลือเกิน ผู้อ่านลองดูกันสิคะว่าวันนี้ของฉันมันกินเนื้อที่ตั้งสองตอน ฉันต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อพาไอ้ทีไปแคสโฆษณา แถมยังซวยโดนมัดมือชกไปถ่ายโฆษณาบ้าๆนี้อีก ไหนจะกลับบ้านมาเจอซานดร้ากับลีมูซีนสีดำ แถมไปโรงพยาบาลก็ต้องทนฟังคนสองคนทะเลาะกันจนหูดับอีก ฮือ เหนื่อยเป็นบ้าเลย
“ เดี๋ยว ไอ้แตง “ ไอ้ทีคว้าขอมือฉันไว้ หลังจากที่ฉันลงจากรถ กำลังจะเตรียมตัวเข้าบ้าน
“ อะไรอีกล่ะ ฉันง่วง “ ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงงัวเงียปนหงุดหงิดเล็กน้อย
“ มันดึกแล้วนะ “
“ แล้วทำไม “
“ เราอยากให้แกไปนอนด้วย “
“ ฮะ!! “
“ คิดอะไรเนี่ย ทะลึง “ ไอ้ทีว่าพร้อมกับเอามือมาผลักหัวฉันทีหนึ่ง
“ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย “
“ แต่หน้าแกมันฟ้อง “ .....นี่ฉันดูเป็นคนหื่นอย่างนั้นเลยเหรอ “ ฉันหมายถึง มันดึกแล้ว และแกก็อยู่คนเดียวด้วย ไปนอนกับเราจะดีกว่ามั้ย “
ฉันยืนนิ่งสักครู่ จ้องมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกประหลาด ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้ทีต้องพยายามที่จะนอนกับฉันขนาดนั้นนะ คราวที่แล้วก็หอบข้าวหอบของมานอนที่บ้านฉันทีนึงล่ะ นี่หมอนี่กำลังคิดลวนลามฉัน แต่ยังหาโอกาสไม่ได้อยู่หรือเปล่าเนี่ย ฉันชักเริ่มกลัวแล้วสิ
“ คืนนี้คืนสุดท้ายนะ และคืนต่อๆไป พวกเราจะต่างคนต่างนอน โอเค๊??? “
“ โอเคๆ “
“ แต่ฉันขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ “
“ แกมาอาบที่ห้องเราก็ได้ “ อะไรของมันอีกเนี่ย =_=
“ เอาเถอะน่า เร็วๆด้วย “ ไอ้ทีตัดบท ดันตัวฉันให้รีบๆเข้าบ้านไป ความรู้สึกแปลกประหลาดต่อการกระทำของไอ้ทียิ่งกอตัวเพิ่มขึ้น มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ
“ งั้นฉันขอไปเอาของก่อนนะ แกกลับเข้าบ้านไปก่อนก็ได้ “ ฉันเดินเข้าบ้านไปหยิบข้าวของที่สำคัญก่อนจะรีบออกมาข้างนอก แล้วพบว่า...
“ นี่แกจะยังยืนรออยู่อีกทำไมเนี่ย “ ไอ้ทียังคงยืนรอฉันอยู่ที่เดิม ทั้งๆที่ฉันเป็นห่วงว่าหมอนี่จะโดนยุงกัด เลยให้เข้าบ้านไปก่อนแท้ๆ แต่ไอ้ทีก็ยังยืนโง่อยู่ที่เดิม น่าหงุดหงิดจริงๆ
“ ก็รอช่วยถือของนี่ไง “ ไอ้ทีว่า พร้อมกับเดินมาคว้าผ้านวมผืนใหญ่ออกไปจากมือฉัน
ฉันกับไอ้ทีเปิดประตูเข้าบ้านของมัน แล้วก็พบว่าทุกคนในบ้านหลับกันหมดแล้ว เราสองคนค่อยๆย่องขึ้นไปชั้นสองด้วยเสียงที่เบาที่สุด เพื่อไม่ให้คนอื่นๆในบ้านต้องตื่นมาตอนดึก
และระหว่างที่ฉันอาบน้ำ ไอ้ทีก็ลงไปเล่นกับน้องหมาห้าตัวที่อยู่ข้างนอกบ้าน มันบอกว่าต้องให้เกียรติผู้หญิงหน่อย ฟังดูสตอนิดๆ แต่ก็แอบปลื้มในความเป็นสุภาพบุรุษนิดๆของมันเหมือนกัน
ก๊อกๆ
“ อาบเสร็จยัง “ ไอ้ตีเคาะประตูถาม ในจังหวะที่ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ แล้วกำลังเดินออกมาพอดี
“ เสร็จแล้ว “
แอ๊ด...
“ ทำอะไรอยู่น่ะ “ ไอ้ทีเปิดประตูเข้ามา เห็นฉันในสภาพผมที่เปียกโชกจากการเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ โดยมีหยดน้ำที่เกาะอยู่บนปลายผมของฉันหยดลงบนพื้นติ๋งๆ กำลังรื้อของที่ขนขึ้นมาเพื่อหาผ้าเช็ดหัว ซึ่งฉันคิดว่าฉันคงต้องลืมหยิบติดมือมาด้วยแน่ๆ
แหมะ
ระหว่างที่ฉันกำลังขะมักเขม้นหาผ้าเช็ดผมอย่างจริงจัง ฉันก็รู้สึกได้ถึงว่ามีอะไรบางอย่างกำลังคุมหัวฉันอยู่ เพราะมันปิดโฟกัสสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าฉันด้วย
“ หันมานี่ “ เสียงของไอ้ทีที่ฉันได้ยิน ทำให้ฉันรู้ว่าไอ้ทีกำลังยืนอยู่ข้างหลังฉัน ฉันละความสนใจจากข้าวของตรงหน้า แล้วหันหลังกลับไปหามันโดยดี
ไอ้ทีไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่บรรจงเช็ดผมของฉันอย่างแผ่วเบา มือหนาค่อยๆรูดผ้าไปตามเส้นผมที่เปียกปอน ราวกับกลัวว่าผมของฉันจะเจ็บอย่างไงอย่างงั้น ฉันได้แต่ยืนมองคนตรงหน้านิ่ง จ้องมองไปยังดวงตาสีดำอมน้ำตาลคู่สวยของอีกฝ่าย สายตาของคนตัวสูงกำลังเพ่งเล็งไปยังเส้นผมของฉันด้วยความตั้งใจ สีหน้าที่เคร่งเครียดของหมอนี่ทำให้ใจของฉันสั่นหวิวยังไงไม่รู้ อาจเป็นเพราะหัวฉันเปียกอยู่บวกกับอุณหภูมิในห้องทำให้ฉันรู้สึกสั่นก็เป็นได้
ทำไมฉันถึงได้รู้สึกเหมือนกับว่าใจของฉันกำลังเต้นแรงอยู่เลยนะ....นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ฉันรู้สึกดีกับการกระทำของหมอนี่
“ เสร็จล่ะ “ ไอ้ทีหยุดเช็ดผมของฉัน แต่ก็ยังคงจับผ้าเอาไว้ไม่ยอมเอาออกไปจากหัวของฉัน ไอ้หมอนี่ยืนอมยิ้มให้กับผลงานตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจเหมือนเด็กๆ แล้วนั่นก็ทำให้ใจของฉันสั่นไหวอีกครั้ง....ให้ตายเหอะ
“ เอาออกไปได้แล้ว “ ฉันก้มลงมองนิ้วเท้าตัวเอง ไม่กล้าจะหันขึ้นไปสบตากับหมอนี่ด้วยซ้ำ
“ อ่อๆ โอเคๆ “ ไอ้ทีหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขนหนูในตู้เสื้อผ้า แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
ฉันดึงผ้าที่พาดอยู่บนหัวฉันลงมา ภายในใจของฉันมันยังคงเต้นไม่เป็นจังหวะไม่หยุด ฉันเกลียดโมเมนต์แบบนี้จริงๆ ฉันเดินไปนั่งบนเตียง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าขึ้นมาเช็คเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน แต่ฉันกลับพบว่า....
08X-xxx-xxxx
5 Miss call
มีเบอร์แปลกโทรมาหาฉันถึงห้าสาย แล้วพอฉันเปิดอ่านข้อความที่ส่งมา ฉันก็ถึงรู้ว่าใครที่เป็นเจ้าของเบอร์แปลกนี้
“ สวัสดีครับคุณแตงกวา นี่ผมไมค์นะครับ วันนี้ผมพยายามจะติดต่อคุณแตงกวาทั้งวันเลย แต่คุณแตงกวาก็ไม่รับสายผม สงสัยคุณแตงกวาคงจะยุ่งมากซินะครับ ก็นี่เป็นเบอร์ของผมเองนะครับ ถ้าคุณแตงกวาสะดวกเมื่อไหร่ ก็โทรหาผมได้นะครับ
ปล.ผมเป็นคนนอนดึกครับ ตอนตีสี่ผมก็ยังไม่นอน ถ้าคุณแตงกวาสะดวกก็โทรมาหาผมได้นะครับ J “
หลังจากที่ฉันอ่านข้อความ ฉันมีความรู้สึกว่าคุณไมค์นี่เป็นคนที่สุภาพมากแต่ก็แปลกมากด้วยเหมือนกันนะ
แล้วนี่ฉันควรจะโทรกลับหาเขาไม่หนอ?? เขาอุตส่าห์โทรมาขนาดนี้ ส่งข้อความมาขนาดนี้ ถ้าฉันไม่โทรกลับจะถือว่าเสียมารยาทไหมนะ อีกอย่างเขาก็มีตำแหน่งสูงกว่าฉันด้วย ถ้าทำอะไรไม่ดีนี่อาจจะโดนปลดออกจากงานง่ายๆมั้งเนี่ย
02.20
ฉันก้มมองนาฬิกาแล้วพบว่า ตอนนี้ก็ตีสองยี่สิบนาทีแล้ว และคุณไมค์ก็บอกว่านอนตอนตีสี่ (ก็ อุตส่าห์ยังจะบอกอีกเนอะ ) ถ้าฉันโทรตอนนี้ก็คงได้อยู่เนอะ
ตู๊ด.....ตู๊ด.....ตู๊ด....
“ ฮัลโหลครับ “ เสียงปลายสายถูกกรอกลงมา มันให้ความรู้สึกที่ดูนุ่มและสุภาพสมกับเป็นคุณไมค์จริงๆ
“ เอ่อ...นี่แตงกวาค่ะ “ ฉันกรอกเสียงลงไปยังคนปลายสาย
“ อ่อครับ ดีใจที่คุณโทรมาจังครับ “
“ ไม่ทราบว่าโทรมาหาแตงมีอะไรหรือเปล่าคะ “
“ แค่กๆ อะไรติดคอวะเนี่ย แค่กๆๆ “ นี่ไม่ใช่เสียงของฉัน และแน่นอนว่าไม่ใช่เสียงอันสุภาพ นุ่มนวลของคุณไมค์แน่นอน แต่นี่เป็นเสียงของไอ้ทีที่เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพที่แบบ....ฉันคงตะโกนด่ามันไปแล้วถ้าไม่ติดว่ากำลังคุยกับบุคคลที่สุภาพมากๆคนหนึ่งอยู่ ไม่อยากเอาความหยาบโลนของตัวเองไปแปดเปื้อนเขาอ่ะจริงๆ
ไอ้ทีที่ออกมาในสภาพนุ่งผ้าขนหนูตัวเดียว มีหยดน้ำเกาะอยู่ตามตัว และปลายผมที่มีน้ำหยดลงบนพื้น ไม่ต่างจากสภาพของฉันก่อนหน้านี้ เดินไปหยิบเสื้อกล้ามกับกางเกงบอกเซอร์มาพาดบ่า ก่อนจะหันกลับมา ขยับปากล้อเลียนคำพูดของฉันเมื่อกี้ด้วยสีหน้าแดกดัน แล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
ช่างยียวนกวนประสาท ชวนตีลังกาสามตลบกระโดดถีบปากมันจริงๆ
“ คือว่าถ้าตอนนี้ยังไม่มีอะไร แตงกวาขอว่างสายก่อนนะคะ “ ฉันพูดเสร็จ ก็รีบกดสายทิ้งไม่สนใจเสียงเรียกของคนปลายสาย เพราะตอนนี้มีบางคนที่ควรให้ความสนใจมากกว่า.....ฉันหมายถึงควรจะจัดการมากกว่าน่ะ
“ กวนteen “ ฉันไปยืนเท้าสะเอวดักรอเป้าหมายอยู่หน้าห้องน้ำ ไอ้ทีที่ครั้งนี้ออกมาในสภาพที่ดูดีหน่อยในชุดเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงบอกเซอร์เหมือนทุกครั้ง
“ นี่ยังกล้าเรียกตัวเองว่าวัยรุ่นอีกเหรอ เราคิดว่าวัยอย่างแกน่าจะเรียกว่าวัยป้ามากกว่านะ “ ไอ้ทีพูดด้วยสีหน้าเย้ายวนชวนกระโดดถีบอีกครั้ง
“ อะไรของแก “
“ ไม่เก็ทมุขหรือไง “
โป๊ก!!!
“ มุขหรือเปลือกหอยวะนั่น “ ฉันแจกมะเหงกลงกลางหน้าผากแรงๆของไอ้ทีหนึ่งที จนเจ้าตัวต้องร้องโอ๊ย พร้อมกับเอามือไปลูบมันด้วยสีหน้าเจ็บปวด ก่อนที่ฉันจะเดินมานั่งบนเตียงตามเดิม
“ จะว่าไป...แกนี่ผู้หญิงเยอะจังนะ “ ฉันว่า
“ หมายความว่ายังไง “ อีกฝ่ายอมยิ้มเล็กน้อย แล้วเดินมานั่งข้างฉัน
“ ก็ตอนมอปลายแกเคยเล่าว่าคบกับอแมนด้า คราวนี้ก็ซานดร้าอีก รู้มั้ยว่าไปหักอกผู้หญิงบ่อยๆ เกิดชาติหน้ารักใครก็จะไม่สมหวังนะ “
“ ทุกวันนี้อย่างกับสมหวัง .
“ อะไรนะ “ ฉันถามคนที่นั่งอยู่ตรงข้าง เพราะอีกฝ่ายพูดเสียงเบาอู้อี้อยู่ในลำคอ
“ อแมนด้านี่ใครวะ “
“ จำไม่ได้เหรอ “
“ นึกอยู่ “
“ นี่คบมากี่คนวะเนี่ย “
“ เยอะอยู่ “
“ จ่ะ พ่อหนุ่มเนื้อหอมมม “
“ แล้วตกลงอแมนด้านี่ใครวะ
“ ก็แฟนแกที่เคยบอกว่านอนกับเขาแล้ว ไม่เวอร์จิ้นแล้วอ่ะ “
“ !!! “
“ จำได้ยังเนี่ย “
“ คือ...ตอนนั้นเราแค่ล้อเล่น “
“ ฮะ!!! “
“ พอดีดูหนังเรื่อง Love Rosie แล้วเห็นพระเอกส่งข้อความแบบนั้นไปให้เพื่อนตัวเอง แล้วเพื่อนก็ทำหน้าเหวอไป เราก็เลยอยากลองแกล้งแกดูเฉยๆ “
“ !!! “
“ แต่....ดูเหมือนแกจะไม่รู้สึกอะไร “
“ ใครว่าล่ะ “
“ ... “
“ เพราะตกใจมากไง เลยไม่ตอบกลับ “ ฉันจ้องมองไปยังแววตาของอีกฝ่าย สายตาของเราสองคนประสานกันชั่วครู่ ฉันใช้ช่วงเวลาที่รอบด้านมีแต่ความเงียบชั่วขณะหนึ่งนั้น ทบทวนความคิดในหัวตัวเองไปมา ก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างออกไป “ ขอโทษนะ...ที่ตอนนั้นบอกว่าแกน่าเบื่อ “
ถึงแม้มันจะเปลี่ยนสิ่งที่ฉันทำในอดีตไม่ได้ ฉันก็ยังหวังว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความรู้สึกผิดนี้จากฉัน
ความรู้สึกที่เป็นเหมือนตราบาป คอยตอกย้ำถึงความโง่เขลาของตัวเอง
ความโง่เขลาที่เกือบทำให้ฉันเสียเพื่อนคนสำคัญไปตลอดกาล
“ แค่อดีตน่ะ อย่าคิดมากเลย “ อีกฝ่ายส่งยิ้มที่แสนอบอุ่นมาให้ฉัน และในวินาทีนั้นเองที่ฉันสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนบางอย่างจากเจ้าของรอยยิ้มบางนั่น
ราวกับความอบอุ่นและความอ่อนโยนที่แผ่มาจากรอยยิ้มของคนตรงหน้า ช่วยลบล้างรอยแผลเป็นนี้ให้จางลง
“ ความจริงแล้ว ตอนนั้นเราคงเด็กน่ะ เลยส่งข้อความไปไม่คิดแบบนั้น “ ไอ้ทีว่า
“ สิบเจ็ดสิบแปดนี่ไม่เด็กแล้วนะคะ “
“ อื้ม จริงๆเราผิดเองแหละ “ อีกฝ่ายตอบเสียงอ่อย จนฉันสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวคงรู้สึกแย่ที่ทำอะไรแบบนั้นลงไปจริงๆ
“ ไหนแกบอกว่าเป็นแค่อดีต ไม่ต้องคิดมากไง “ ฉันว่า พร้อมกับเอามือไปขยี้ผมไอ้ทีเล่น “ ฉันนอนก่อนนะ “ ก่อนจะโน้มตัวเตรียมจะนอนลงบนเตียง แต่ไม่ทันที่ตัวของฉันจะสัมผัสบนผ้าปูที่นอนสีขาว สายตาของฉันก็ดันพลันไปสะดุดกับสมุดปกสีน้ำตาลเก่าๆเล่มหนึ่ง
ฉันหยิบสมุดเล่มนี้ขึ้นมาดู แล้วด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าเรื่องของตัวเอง ทำให้ฉันเปิดหน้าปกออกมา แล้วพบกับ......หน้ากระดาษที่ว่างเปล่า ฉันจึงตัดสินใจเปิดหน้าต่อไปทันที
“ อย่ายุ่งดิวะ “ แต่ไม่ทันที่นิ้วเรียวของฉันจะได้พลิกหน้ากระดาษถัดไป คนตัวสูงที่นั่งอยู่อีกฝั่งของเตียง ก็ได้มาดึงสมุดที่ฉันถืออยู่ออกไปไว้กับตัวเอง
มันคือสมุดอะไร...ทำไมหมอนี่ถึงไม่อยากให้ดูขนาดนั้นกัน
“ แคตตาล็อกสาวในสังกัดหรือไง ทำไมต้องหวงขนาดนั้นด้วย “ ฉันพูดพร้อมกับจ้องเขม็งไปยังสมุดปกสีน้ำตาลเก่าเล่มนั้น ไอ้ทีเอามือลูบไปตามหน้าปกด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยอย่างสุดขีด
“ ปกมันจะขาด ไม่เห็นเหรอ “ ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อต่อว่าฉัน เล่นเอาฉันรู้สึกผิดนิดนึง....แต่ก็แค่นิดนึงล่ะ ฮ่าๆ ( เลววว )
“ ขอโทษหรือกัน “ ฉันเอนตัวลงไปนอนอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้หัวถึงหมอนแล้ว
“ ช่างมันเหอะ “ ไอ้ทีเดินเอาสมุดปกสีน้ำตาลเล่มเก่านั้นไปเก็บไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะ ก่อนจะเดินกลับมานั่งบนเตียงเหมือนเดิม
“ งั้นฉันนอนแล้วนะ “ ฉันพลิกตัวออกไปอีกฝั่งหนึ่ง ประจวบเหมาะที่สายตาของฉันพลันไปจับจ้องเห็นรูปถ่ายรูปหนึ่งที่คุ้นเคย วางอยู่ตรงโต๊ะใกล้กับเตียงนอน
ในรูปเป็นรูปเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิงคู่หนึ่ง อายุราวๆประมาณมัธยมต้น เด็กผู้หญิงกำลังเอามือบีบคอเด็กผู้ชายที่ส่งยิ้มกว้างอันสดใสให้กล้อง โดยไม่สนใจสีหน้าอันบูดบึ้ง กำลังแยกเขี้ยวของเด็กสาว
แน่นอนว่าเด็กผู้ชายก็คือ.....ไอ้ที ส่วนเด็กผู้หญิงก็คือ......ฉันเองแหละ
ฉันจำได้ว่ารูปนี้น่าจะถ่ายตอนเราสองคนอยู่มอหนึ่ง คนที่ถ่ายก็น่าจะเป็นเจ๊ตา ตอนนั้นเป็นวันเกิดของไอ้ทีพอดี ฉันในตอนนั้นก็ได้มาเลี้ยงฉลองที่บ้านของไอ้ที ฉันจำได้ว่าฉันตื่นเต้นและเป็นกังวลนิดหน่อยกับของขวัญที่ซื้อมาให้ที ฉันไม่มั่นใจว่าหมอนี่จะชอบของขวัญที่ฉันให้ไหมนะ มันเป็นพวงกุญแจรูปเด็กผู้หญิงใส่ชุดเอี๊ยมสีแดงถักเปียสองข้าง ฉันคิดว่ามันดูคล้ายฉันตอนสมัยอนุบาลเลย ฉันก็เลยซื้อมาให้ มันจะได้เหมือนมีฉันอยู่ตลอดเวลาไงล่ะ ( แต่ก็แอบดูโรคจิตเล็กๆนะ ฮ่าๆ )
แควกกกกกก !!!
ไอ้ทีฉีกห่อของขวัญที่ฉันตั้งใจเลือกอย่างไม่ไยดี สีหน้านี่ดูโครตตื่นเต้นกับของขวัญที่อยู่ข้างในมาก เลยไม่แม้แต่จะตั้งใจบรรจงแกะห่อของขวัญอันสวยงามนั่นเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่ไอ้ทีเห็นของขวัญ มันก็ถือตุ๊กตาตัวนั้นนิ่งไปสักพัก ไร้การตอบสนองใดๆทั้งสิ้น จนคำพูดแรกที่มันพูดออกมาทำให้ฉันถึงกับทั้งอายทั้งโมโหไปในเวลาเดียวกัน
‘ ตลกจังว่ะ ’ สิ้นคำของไอ้ที ฉันก็ยื่นมือไปบีบคออีกฝ่ายทันที ทำให้มีรูปถ่ายตลกๆแบบนี้ออกมาไง
“ แกยังเก็บรูปนี้ไว้อีกเหรอ “ ฉันถามคนตัวสูงที่ตอนนี้กำลังเดินไปปิดไฟตรงประตูห้อง แต่ยังคงเปิดโคมไฟไว้อยู่ ทำให้มีแสงสว่างสีส้มอ่อนแผ่กระจายรอบๆอยู่บ้าง
“ หน้าแกมันตลกดี “ ฉันสัมผัสได้ถึงแรงยุบตัวจากอีกฝั่ง คิดว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งลงบนเตียง ก่อนจะเอนตัวลงนอน
“ ไอ้แตง “
“ หืม “ ฉันที่ยังคงนอนตะแครงหันออกไปฝั่งข้างนอก ส่งเสียงในลำคอ ตอบรับคนที่เรียกชื่อฉันอยู่
“ ถามอะไรหน่อยได้มั้ย “
“ ว่า “
“ ตอนเราจูบแกน่ะ “
ใจของฉันเต้นรัว พอได้ยินไอ้ทีพูดคำว่าจูบ ภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นได้ฉายวนกลับมาอีกครั้ง ฉันคงยังสัมผัสถึงความรู้สึกอุ่นและนุ่มนวลตรงริมฝีปากได้อยู่เลย
“...”
“ แกรู้สึกยังไงเหรอ “
ฉันนิ่งไม่ได้ตอบกลับอะไร นั่นยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบเข้าไปอีก จะได้ยินแต่เสียงหายใจของฉันกับไอ้ทีเพียงเท่านั้น
หรือไม่บางครั้งความเงียบในตอนนี้ อาจจะทำให้ไอ้ทีได้ยินเสียงหัวใจของฉันที่เต้นรัวอยู่ก็ได้
“ ก็....ดีมั้ง “
ไอ้ทีนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะเรียกชื่อฉันอีกครั้ง “ ไอ้แตง “
“ ว่า “
“ ฝันดี “
แสงไฟสีส้มที่ส่องแสงสว่างอยู่รอบๆถูกดับลง คนที่นอนอยู่ตรงข้างปิดโคมไฟที่เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของห้องนี้ ทำให้ตอนนี้ทุกสิ่งรอบตัวถูกดูดกลืนไปด้วยความมืดมิดเท่านั้น ความเงียบสงัดที่เกิดขึ้นทำให้ฉันได้ยินเสียงหายใจอันแผ่วเบา เป็นจังหวะ จากคนที่นอนอยู่ข้างๆ
ฉันหันกลับไปอีกฝั่ง เห็นลางๆว่าไอ้ทีไม่ได้นอนหันหน้าออกไป ฉันเห็นเค้าหน้าลางๆของเจ้าตัวที่ยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่ ดูท่าว่าหมอนี่คงหลับไปแล้วล่ะ แถมยังไม่ห่มผ้าอีก ใส่ผ้าน้อยชิ้นแบบนี้ไม่หนาวหรือไง ให้ตายเหอะ!!!
ฉันค่อยๆขยับตัวขึ้นจากเตียงเพราะกลัวคนข้างๆจะตื่น ก่อนจะค่อยๆหยิบผ้านวมที่อยู่ปลายเท้า แล้วบรรจงห่มให้ไอ้ทีอย่างนุ่มนวลและเบามือที่สุด
“ ฝันดีนะ....ทีชา ”
ฉันจ้องมองไปยังคิ้วของคนที่นอนหลับอย่างไม่รู้สึกตัว ถึงแม้เจ้าของรอยแผลเป็นนี้จะรู้สึกไม่มั่นใจที่คิ้วของตัวเองไม่เหมือนคนอื่น แต่ฉันกลับคิดว่ามันดูมีเสน่ห์จริงๆนะ
นึกแล้วก็ตลกที่หมอนี่บอกว่าชอบคิ้วฉัน....บ้าบอจริงๆเลย
ฉันหันกลับมาโน้มตัวลงนอนบนฝั่งตัวเอง พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นและบางคำถามที่ฉันเองก็ไม่สามารถตอบตัวเองได้เหมือนกัน
เคยรู้สึกดีอย่างประหลาด จากการกระทำของใครบางคนไหม........
เช้าวันต่อมา
06.00 น.
ไม่ทันที่ฉันจะนอนได้เต็มอิ่ม ฉันกับไอ้ทีก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้น เพราะได้ยินเสียงรถตำรวจและเสียงโวยวายกันอยู่ข้างนอก
“ วี่ว่อ วี่ว่อ วี่ว่อ “
“ เสียงอะไรกันน่ะ “
“ เสียงรถตำรวจเหรอ “
ตึงๆๆๆๆ
ไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ฉันกับไอ้ทีจึงรีบลุกจากเตียง แล้วรีบวิ่งลงไปชั้นล่างอย่างเร่งด่วน เราสองคนยืนมองเหตุการณ์ข้างนอกผ่านทางหน้าต่าง เห็นมีคนมากมายจากบ้านต่างๆบริเวณรอบยืนรุมล้อมกันอยู่ มีลุงมาวิน ป้านา และเจ๊ตาด้วย ทุกคนกำลังยืนมองเหตุการณ์กันด้วยความมึนงง สับสน และตกใจในเวลาเดียวกัน ฉันกับไอ้ทีรีบออกจากบ้านเพื่อไปเป็นหนึ่งในไทยมุงด้วย เวลาแบบนี้ความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเลยล่ะ
เมื่อเราสองคนเดินไปถึง ก็เห็นว่ามีรถตำรวจคันหนึ่งจอดเปิดประตูอยู่ ตำรวจคนหนึ่งยืนรอใครบางคนอยู่หลังประตู เราสองคนหันมองตามสายตาที่จ้องมองอะไรบางอย่างของคุณตำรวจไป ก็พบว่ามีชายหนุ่มอายุรุ่นราวยี่สิบกลางๆ แต่งตัวด้วยเสื้อยืด กางเกงยีน รองเท้าแตะ สภาพเสื้อผ้าฉีกขาด มีบาดแผลเต็มตัวคล้ายกับไปโดนหมารุมกันมาอย่างไงอย่างงั้น ชายหนุ่มคนนี้ถูกใส่กุญแจข้อมือแล้วลากพาเข้ารถตำรวจโดยตำรวจอีกคน
“ ว่าแล้ว “ ไอ้ทีพูดขึ้นหลังจากที่รถตำรวจขับฝ่าผู้คนที่ยืนรายล้อมออกไป
“ อะไรวะ “ ฉันถามด้วยความสงสัยในคำพูดลอยๆของมัน
“ ก็ว่าแล้ว ว่ามันมีคนแปลกๆชอบมาดุ้มๆมองๆแถวบ้านแก “
“ ฮะ!!!???!!? แถวบ้านฉันเนี่ยนะ!!! “ ฉันเบิกตาโพลงชี้นิ้วไปที่ตัวเอง ตอนนี้ฉันทั้งรู้สึกตกใจ ทั้งมึนงงสับสน คล้ายจะเป็นลมกันเอเวอรี่ติงที่เกิดขึ้นมาก
“ ก็ใช่ไง “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับเอามือขึ้นมาขยี้ผมฉันเล่น จนสภาพตื่นนอนที่ดูเหมือนผีอีเพิ้งมากอยู่แล้ว กลายเป็นดูหลอนมากขึ้นเข้าไปอีก....ฉันสัมผัสได้น่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มองกระจกก็เหอะ “ เราถึงไม่อยากให้แกนอนคนเดียวไง ไอ้คืนที่เราไปนอนที่บ้านแก เราเห็นเงาตะคุ้มๆเหมือนมีคนกำลังแอบมองแกอยู่เลย “
“ จริงเหรอ “ ฉันพูดพลางปัดๆผมให้ไม่ยุ่งไปมากกว่านี้
“ ความจริงแล้วเมื่อคืนเราก็เห็นอีก “
“ แล้วทำไมแกไม่บอกฉันล่ะ “
“ ก็เราไม่มั่นใจนี่ อีกอย่าง....เราไม่อยากให้แกกลัวด้วยน่ะ “ ไอ้ทีว่า พร้อมกับเอามือมาวางบนเส้นผมของฉันอย่างแผ่วเบา ก่อนจะส่งยิ้มให้ฉัน แต่คราวนี้แปลกไปตรงที่ฉันสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และอบอุ่นจากรอยยิ้มนั้น
“ นี่ๆๆๆๆ ไอ้ชา แตงกวา แฮ่กๆ “ เจ๊ตาวิ่งหน้าตาแตกตื่นมาหาฉันกับไอ้ที ตามด้วยลุงมาวินกับป้านาที่เดินมาเป็นทัพเสริม
“ อะไรเหรอคะ “
“ เมื่อกี้ไปเมาท์กับบ้านอื่นมา “ เจ๊ตาพูด ก่อนจะหยุดพักหายใจแปบนึง.....คงจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสินะ “ เขาบอกว่าผู้ชายที่โดนจับ เป็นพวกโรคจิตขมขื่นผู้หญิง โดนมาแปดรายแล้ว บริเวณแถวนี้น่ะ “
ฉันกับไอ้ทีเบิกตาโพลง เมื่อได้ยินในสิ่งที่เจ๊ตาพูดด้วยความตกใจ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีคนน่ากลัวแบบนี้เดินเผ่นผ่านแถวบ้านฉันด้วย
“ แล้วรู้ไหมตำรวจเขาตามไปจับได้ที่ไหน “
“ .... “
“ บ้านเธอไง แตงกวา “
“ ฮะ!!!! “ ฉันได้แต่ตะโกนร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองไอ้ทีก็เห็นแต่มันทำหน้านิ่ง ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไร โชคดีแค่ไหนแล้วที่เมื่อวานไอ้ทีชวนไปนอนด้วยน่ะ ไม่งั้นฉันอาจจะแจ้งเกิด ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งในฐานะเหยื่อสาวผู้โชคร้ายถูกโจรโรคจิตฆ่าข่มขืนไปแล้วล่ะ ฮืออออ
“ คนเขายังพูดกันว่า มีตำรวจเขาขับรถมาบริเวณแถวนี้พอดี น่าจะประมาณตีห้าเกือบๆหกโมงได้ แล้วพอดีตำรวจเขาได้ยินเสียงคนร้องโอดครวญมาจากบ้านของหนูแตงกวา “ ป้ามาวินพูดขึ้น
“ เห็นเขายังบอกอีกว่ามีเสียงหมาเห่ากระโชกรุนแรงด้วย ตำรวจเขาก็เลยลงจากรถเข้าไปดู ก็เห็นว่ามีหมาบางแก้วห้าตัว กำลังเห่าขู่โรคจิตคนนี้อยู่ แต่ตำรวจก็ไม่ได้คิดจะสอบถามอะไร ไม่หรอก....เพราะเขารู้ว่าชายคนนี้คือใคร เลยจับใส่กุญแจมือพาเข้าโรงพักเสียเลย “ ลุงมาวินเสริม
หมาพันธ์บางแก้วห้าตัวเหรอ......จะว่าไปบ้านที่เลี้ยงหมาบางแก้วถึงห้าตัว ก็มีแค่บ้านของไอ้ทีหลังเดียวนี่
แสดงว่า....ทั้งหมดนี่ก็เป็นฝีมือของไอ้ทีหรอกเหรอ ที่เมื่อคืนมันบอกว่าลงไปเล่นกับหมา แสดงว่าไม่ได้ไปเล่นกับหมาอย่างที่พูด แต่ไปปล่อยหมาไว้ที่บ้านฉันแทน เพราะเท่าที่ดูแล้วบ้านของไอ้ทีที่มีรั้วรอบขอบชิดแบบนั้น หมาไม่น่าจะมุดหนีออกไปง่ายๆ ไม่ซิ!! มันไม่เคยมุดหนีออกไปเลยต่างหาก เพราะขืนปล่อยพวกนั้นออกไป รับรองต้องมีเหยื่อเกิดขึ้นแน่ๆ
‘ เดี๋ยวเราลงไปเล่นกับหมาน้อยก่อนนะ แกก็อาบน้ำไปก่อน ’
ที่หมอนี่ทำทั้งหมดก็เพื่อปกป้องฉันสินะ.....
ฉันหันไปมองคนตรงข้างที่กำลังยืนยิ้มฟังเจ๊ตาพูดถึงหมาบางแก้วของบ้านตัวเอง ที่สามารถทำหน้าที่เป็นฮีโร่ได้ดีเยี่ยม ด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับป้านากับลุงมาวินก็หัวเราะด้วยความชอบใจเช่นกัน
ฉันมองหน้าของคนตัวสูง แล้วก็เผลอยิ้มออกมา เพราะความจริงแล้วคนที่เป็นฮีโร่ที่แท้จริง ก็คือ....’ ไอ้ที ’ ต่างหากล่ะ J
@หมู่บ้านสุชสวัสดิ์
บ้านเลขที่ 1133 –คุณ เอกามร
จะว่าไปหลังจากที่รู้ว่ามีโรคจิตมาด้อมๆมองเตรียมจะข่มขืนฉัน ฉันก็ไม่ค่อยกล้าที่จะอยู่บ้านคนเดียวเท่าไหร่เลยแฮะ แต่จะขอไปนอนบ้านไอ้ทีตลอดมันก็จะดูน่าเกลียดเกินไปนี่สิ
“ แต่งตัวสวยเชียว ไปแค่ทำงานไม่ใช่เหรอ “ ไอ้ทีทำหน้าบึ้งยืนพิงประตูรถของมันอยู่ ขณะที่ฉันที่แต่งหน้าแต่งตัวเสร็จเตรียมจะไปทำงานได้เปิดประตูเดินออกมาจากบ้าน
“ ไปทำงานในบริษัทที่มีชื่อแบบนั้น ฉันก็ต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อยสิ “
“ ไม่ใช่แต่งไปโชว์ให้คุณมงคุณไมค์อะไรนั่นเหรอ “ อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงแดกดัน พร้อมกับทำปากเบี้ยว มันทำให้ฉันรู้สึกอยากจะไปดึงปากบางๆของหมอนี่ให้ห้อยไปห้อยมาซักจริงๆเลย
“ กวนว่ะ จะไปไหนก็ไปเลยไป “ ฉันไล่ไอ้หมอนี่ด้วยความรำคาญ ก่อนจะปลดล็อคประตูรถ เพื่อเตรียมเข้าไปนั่ง
“ เดี๋ยว “ ระหว่างที่ฉันกำลังจะเปิดประตู อยู่ๆคนที่ยืนพิงประตูรถอยู่ก็ได้เรียกขัดฉันขึ้นมา ทำให้ฉันต้องหยุดแล้วหันไปมองมันอย่างเซ็งๆ
“ อะไรอีกล่ะ “
“ เราอยากจะขับไปส่งแกเอง “
“ ไม่ต้องอ่ะ ฉันมีรถ มีขา มีใบขับขี่ด้วย ขับเองได้นา “
“ แต่ว่าเราอยากขับรถให้แกนั่งบ้าง “
ฉันไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่มองไปที่ไอ้ทีด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมอะไรหลายๆอย่างที่หมอนี่พูดมันทำให้รู้สึกแปลกๆตลอดเวลาเลยนะ เฮ้อออ
“ ก็เรานั่งรถแกไปตั้งหลายครั้งแล้ว เราก็เลยอยากจะโชว์ฝีไม้ลายมือในการขับรถให้แกดูบ้าง “ ไอ้ทีพูดก่อนจะส่งยิ้มพร้อมกับยักคิ้วกวนๆมาให้ฉัน
“ แล้วแกไม่มีงานทำเหรอไง ดูว่างมากไปมั้ย “ ฉันถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัย แต่ก็แอบจิกกัดนิดๆด้วยความหมั่นไส้
“ ก็เราทำงานกับพ่อ “
“ จะบอกว่าเป็นลูกประธานบริษัทจะทำเวลาไหนก็ได้ตามใจฉันหรือไง “
“ ก็ไม่เชิง แต่จะคิดแบบนั้นก็ได้ “ อีกฝ่ายว่า พร้อมกับส่งยิ้มมาให้อย่างกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งนั้น ที่ฉันพูดแบบนั้นไป “ แล้วตกลงจะให้ไปส่งมั้ยครับ “
“ จ้าๆ “ ฉันตอบรับไปแต่โดยดี ก่อนจะเดินไปหาไอ้ทีที่ยืนพิงประตูข้างคนครับอยู่ ไอ้ทีดันตัวขึ้น ก่อนจะเปิดประตูรถ แล้วผายมือเป็นการเชิญฉันให้ขึ้นไปนั่ง
พอฉันขึ้นไปนั่งบนรถเสร็จ เจ้าตัวก็ได้ปิดประตูลงพร้อมกับฉีกยิ้มแล้วชูสองนิ้วมาให้ฉัน ( ฉันสามารถเห็นมันได้ แต่อีกฝ่ายคงไม่เห็นฉันที่นั่งอยู่หรอก เพราะหมอนี่ติดฟิล์มดำสนิทชนิดไม่ให้คนข้างนอกได้เห็นสิ่งมีชีวิตในรถนี้เลยแม้แต่น้อย ก่อนที่ไอ้หมอนี่จะเดินไปฝั่งคนขับแล้วเปิดประตูขึ้นมานั่งบนรถ
กึก!!!
อยู่ๆไอ้ทีที่กำลังเคลื่อนรถออกไปได้ไม่ถึงสามสิบวิก็ต้องหยุดชะงักรถลง เล่นเอาฉันที่ยังไม่ได้รัดเข็มขัดถึงกับต้องโยกหัวเป็นนักร้องเพลงร็อคไปตามแรงรถ
“ หยุดรถทำไมวะไอ้ที!! “ ฉันสบถใส่คนข้างๆ ด้วยความตกใจ
“ รัดเบลท์ก่อน “ ไอ้ทีพูดเสียงเรียบ พร้อมกับเอาเบลท์ข้างตัวเองมารัด
จ้า....พ่อนักเซฟตี้ !!!
กึก...กึก กึก...กึก
“ เป็นอะไร “ ไอ้ทีถามขึ้น เมื่อเห็นฉันที่พยายามจะดึงเบลท์มารัดแต่ก็ดึงไม่ได้สักที เหมือนกับมีอะไรบ้างอย่างติดอยู่
“ มาเดี๋ยวเราดึงให้ “ ไอ้ทีปลดล็อคสายเบลท์ข้างตัวเอง ก่อนจะโน้มตัวมาดึงเบลท์ฝั่งฉัน ส่วนฉันก็ทำได้แค่นั่งกลั้นหายใจและแขม่วพุงทำตัวเองให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทำไมน่ะเหรอ?? ก็เป็นเพราะไอ้ที่ตรงนี้มันแคบ และไอ้ทีก็ตัวใหญ่มาก เมื่อมาอยู่ตรง position นี้น่ะซิ ฮึบ!!!
กึก กึก กึกกึก.....ไอ้ทีพยายามดึงสายรัดเบลท์อย่างสุดกำลัง แต่มันกลับไม่วี่แววที่จะหลุดออกมาตามแรงดึงของไอ้ทีแม้เลยแต่น้อย
“ มันติดอะไรวะเนี่ย!!! “ ไอ้ทีสบถด้วยความหัวเสียกับสายรัดเบลท์ที่อยู่ตรงหน้า ส่วนฉันไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้จะหายใจให้ทั่วท้องยังลำบากเลยจ้า
กึก!! กึก!! ฟืดดดดด
“โอ๊ย!! ไอ้ที!! “ ฉันตะโกนเสียงหลง เพราะจังหวะที่ไอ้ทีดึงสายรัดเบลท์ออกมาได้นั้น ข้อศอกของมันก็ได้กระแทกเข้ากับหน้าออกของฉันอย่างจัง เล่นเอาความเจ็บปวดนี่กระเทือนไปถึงมดลูกเลยจ้า
“ ปะ...เป็นอะไร “ ไอ้ทีเบิกตากว้าง ถามฉันด้วยอาการตกใจ เมื่อเห็นฉันร้องเสียงหลงและกำลังเอามือทาบหน้าอกตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“ เจ็บ “
“ ฮะ?? “
“ ฉันบอกว่าเจ็บ!! แกเอาข้อศอกมากระแทกหน้าอกฉัน “
“ !!! “
ฉันไมได้ยินเสียงไอ้ทีตอบกลับ เลยหันไปมองมันทั้งๆที่ยังเอามือทาบหน้าอกด้วยสีหน้าเจ็บปวดแบบเดิมอยู่ และพอฉันหันไปมองก็เห็นไอ้ทีกำลังจ้องมองมาที่ฉันด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ นั่นนมเหรอ ไม่เห็นจะรู้สึกเลย “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับก้มมองต่ำ ทำให้ฉันต้องรีบเอามือมาปิดหน้าอกไว้ทั้งสองข้าง ด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าจะกังวลหรือเสียเซฟล์ดี ทั้งๆที่ฉันก็ใส่เสื้อผ้าปดปิดมิดชิดแล้วก็เหอะ
“ ทำไมฉันต้องมาโดนประทุษร้ายทางร่างกายไม่พอ แล้วยังต้องมาโดนคอมเมนท์อะไรแรงๆแบบนี้อีกด้วยเนี่ย!! “
“ อ่าๆ ขอโทษล่ะกัน ” ไอ้ทีพูดพร้อมกับเตรียมเอามือจะมาขยี้ผมของฉันอเกนแอนด์อเกน แต่คราวนี้ฉันสามารถบ่ายเบี่ยงไหวตัวหลบได้ทัน
วันนี้ฉันเซ็ตผมมาดีนะยะ ฉันจะไม่มีทางทำให้มันเสียทรงไปง่ายๆแบบนี้แน่นอน
“ ฉันไม่ให้แกจับหรอก แบร่ :P “ ฉันแลบลิ้นใส่คนที่นั่งตรงข้าง ไอ้ทีได้แต่ค้างมืออยู่ในอากาศสักพัก ก่อนจะชักมือกลับไปได้โดยดี
“ แต่ยังไงนมแกก็เล็ก จริงๆ...คำว่าเล็กอาจจะไม่พอ เรียกว่า ‘แฟบ’ น่าจะดีกว่า “ ไอ้ทีว่าพร้อมกับกระตุกยิ้มยียวนตรงมุมปาก ก่อนจะหันกลับไปจับพวงมาลัยแล้วเคลื่อนรถขับต่อไป
ปล่อยให้ฉันได้แต่นั่งปากสั่น (และหน้าสั่นด้วย) อันเนื่องมากจากความรู้สึกช้า และนึกปมด้อยของหมอนี่มาด่าไม่ทัน บางครั้งมันอาจจะไม่มีปมด้อยบนรูปร่างหน้าตาเลยก็เป็นได้ ถ้าปากหมาๆของมันนับเป็นปมด้อยที่ฉันสามารถเอามาด่าไอ้ที แล้วทำให้มันสะทกสะท้านได้เพียงนิดเดียวล่ะก็ ฉันนี่แหละจะเป็นคนแรกเลยคอยดู
จ่ะ ......ไอพ่อเพอร์เฟค!!! ดูดีไปหมดทุกอย๊างงงงงง ( กรุณาทำเสียงสูง เหมือนตอนโน้ตอุดมพูดคำว่า’ใช่ซิ๊ ’ ในเดี่ยวไมโครโฟน )
@WM Production
“ ถึงล่ะ “ ไอ้ทีพูดขึ้น ก่อนจะค่อยๆชะลอตัวจนรถหยุดลง ตรงหน้าตึกอาคารอันสวยหรู สูงตะง่านตา และหรูหราอันเนื่องมาจากกระจกที่ถูกติดไปทั่วทุกอณูบริเวณรอบตึกข้างนอก ของบริษัท WM Production
“ รู้แหล่ว “ ฉันตอบกลับไอ้ทีไปด้วยอารมณ์บูดบึ้งที่ยังคงครุกกรุ่นอยู่ภายใน
“ โอ๋ นี่ยังไม่หายงอนอีกเหรอ “ ไอ้ทีลากเสียงยาว ก่อนจะยื่นมือเตรียมมาลูบหัวฉันอีกครั้ง แต่ไม่ทันที่ปลายนิ้วมือจะสัมผัสเส้นผม ไอ้ทีก็ได้หยุดมืออยู่กลางอากาศอีกครั้ง
“ เราขอลูบผมแกได้ไหม “ ไอ้ทีถามฉันด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและดูอบอุ่น ราวกับถ้าฉันไม่ให้มันลูบหัว ก็เหมือนกับฉันไม่ยอมให้ลูกโป้งเด็กน้อยที่มาส่งสายตาอ้อนวอร้องขออย่างนั้นแหละ
ซึ่ง....ฉันคงรู้สึกผิดมากแน่ๆ
“ อืม “ สิ้นคำขานรับของฉัน คนตรงข้างก็บรรจงวางฝ่ามือสัมผัสเส้นผมของฉันอย่างแผ่วเบา มือหนาค่อยๆเคลื่อนมือลงไปตามเส้นผมด้วยความรู้สึกที่นุ่มนวลกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้เหมือนกับมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้ฉันหันไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าง และนั่นก็ทำให้ใจของฉันสั่นไหวอีกครั้ง เมื่อเห็นแววตาที่ส่องประกายด้วยความเอ็นดู และรอยยิ้มที่ยกยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย มันทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอย่างน่าประหลาดใจ
ฉันไม่ชอบเลยที่ต้องมาใจเต้นแรงเพราะหมอนี่อีกแล้ว!!
“ ไปได้แล้ว “ ไอ้ทีชกที่ไหล่ของฉันเบาๆ ทำให้ฉันเรียกคืนสติตัวเองกลับมาได้อีกครั้ง ฉันคล้องสายกระเป๋าที่ไหล่ ก่อนจะเตรียมตัวลงจากรถ
“ เดี๋ยววันนี้เรามารับนะ “ ไอ้ทีพูดขึ้น ทำให้ฉันที่กำลังเตรียมตัวจะเปิดประตูรถต้องหันหน้ามาหามันอีกครั้ง
“ วันนี้แกไปกินข้าวกับเพื่อนไม่ใช่เหรอ “ ฉันถามด้วยสีหน้าสงสัย เพราะเห็นไอ้ทีบอกตั้งแต่เมื่อเช้าว่ามีนัดกินข้าวกับเพื่อนมันอะไรนี่แหละ
“ ไม่ไกลแถวนี้หรอก แวะมารับได้ “
“ โอเค “ ฉันพูดพร้อมกับยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะเดินลงมา เพราะความจริงแล้วที่ถามไปก็เพื่อเป็นมารยาทนั่นล่ะ ( ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีกับไอ้หมอนี่ก็ได้ ) เพราะเหตุผลที่คนมีรถ มีขา มีใบขับขี่อย่างฉัน ควรจะใช้รถของตัวเองเพื่อมาอำนวยความสะดวกอย่างที่ควรจะเป็น กลับต้องจอดรถอันเป็นที่รักให้เผชิญแดดฝนโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ก็เพราะเหตุผลอันไร้สาระของไอ้ที ถ้าหมอนี่ไม่มารับฉัน หรือไม่แสดงตัวมารับฉันอย่างโดยดี แล้วปล่อยให้ฉันต้องลำบากนั่งโงๆกลับรถเมล์แล้วล่ะก็ ฉันจะจิกกัดไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆแน่!!!....เอาให้หูชากันไปข้างหนึ่งเลยล่ะ
12.00 น.
และแล้วช่วงเวลาของพนักงานออฟฟิศก็มาถึง เมื่อมองนาฬิกาแล้วเห็นนาฬิกาบอกเวลานี้ทีไร ทำให้ฉันนึกย้อนไปถึงสมัยมัธยมทุกครั้ง เป็นช่วงเวลาเล็กๆ แต่ก็รู้สึกสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่นึกถึง นั่นก็คือ....ช่วงเวลาที่เราจะได้จับกลุ่มเมาท์มอยเรื่องต่างๆที่เจอมาตลอดครึ่งวันเช้า พร้อมกับมีก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดที่นักเรียนคนไหนพลาด เป็นอันกับว่าเหมือนไม่ได้เป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนนี้จริงๆ....นี่ไม่ได้เว่อร์นะ นี่จริงจัง!!
แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงที่ทำให้ฉันนึกถึงมากที่สุดกลับไม่ใช่สมัยมัธยมปลายที่นั่งจับกลุ่มเป็นแก๊งๆกัน แต่เป็นสมัยมัธยมต้นที่มีฉันกับไอ้ทีเพียงสองคนที่จะนั่งกินข้าวด้วยกันเสมอ ไม่ใช่ว่าเราเป็นพวกสังคมรังเกียจอะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะเราขี้เกียจรอคนอื่นๆอ่ะ เวลาพักกลางวันมีน้อยต้องใช้สอยให้ประหยัด กินเสร็จก็ไปจับกลุ่มเล่นไพ่ยูกิ สนุกๆ
อย่างตอนนั้นก็เหมือนกัน...
‘ ไอ้แตง ‘
‘ หืมมม ‘
‘ แกไม่ชอบกินหัวหอมไม่ใช่เหรอวะ ‘ ไอ้ทีที่นั่งดูดก๋วยเตี๋ยวเข้าปากอยู่พูดขึ้น ทั้งๆที่ยังมีเส้นก๋วยเตี๋ยวคาปากมันอยู่เลย มันเป็นอะไรที่ดูน่ารังเกียจและเสียมารยาทที่สุด แต่เพราะเป็นเพื่อนกันเลยให้อภัย =_=
‘ ก็ใช่ แต่ทำไงได้ล่ะ ’ ฉันว่าพลางเอาตะเกียบเขี่ยๆหัวหอมที่แม่ค้าตักมาให้ฉันเยอะเกินไป คือที่จริงฉันสั่งยำวุ้นเส้นไปน่ะ แต่แม่ค้ากับตักวุ้นเส้นให้ฉันน้อยมาก กลับกลายเป็นตักหัวหอมให้ฉันเต็มชามแทน อย่างกับที่ฉันสั่งไปไม่ใช่ยำวุ้นเส้น แต่เป็นยำหัวหอมต่างหากล่ะ เคี้ยวทีนี่ให้ความรู้สึกซาบซ่าอยากจะร้องไห้ทุกครั้ง ความสุขเล็กๆในช่วงเวลาพักกลางวันที่มีอยู่น้อยนิด ต้องหม่นหมองลงทันตาเห็น
ครืด
ไอ้ทีลากจานข้าวของฉันไปที่ฝั่งตัวเอง เล่นเอาฉันต้องค้างมือที่ถือส้อมอยู่กลางอากาศ ระหว่างที่เตรียมจะจิ้มหัวหอมด้วยความรู้สึกกล้ำกลืนอีกครั้งหนึ่ง
ฉันมองหน้าไปที่หน้าไอ้ทีด้วยความประหลาดใจสักพักหนึ่ง ก่อนจะละสายตามามองชามก๋วยเตี๋ยวที่ถูกเคลื่อนจากอีกฝ่ายมาสถิตตรงฝั่งของฉันแทน
‘ ถ้าไม่รังเกียจ ก็กินก๋วยเตี๋ยวของเราแทนล่ะกัน อย่างไงก็พึ่งกินไปแค่คำเดียวเอง ‘ ไอ้ทีว่า พร้อมกับกำลังตักข้าวคลุกหัวหอมเข้าปาก
‘ แต่แกอยากกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ไม่ใช่เหรอ ต้องพลาดคิวไปสามวันเลยนะ ก่อนจะได้กินอ่ะ ‘
ประเด็นคือ ก๋วยเตี๋ยวร้านลุงหิน เหล็ก ไฟเนี่ย ( เขาตังชื่อนี้จริงๆนะแก ) มันเป็นที่ฮอต ฮิต ของเด็กนักเรียนโรงเรียนนี้มาก ถึงกับวันไหนที่อาจารย์ปล่อยก่อนเวลาแม้แค่ 2 นาทีก็นับว่าคุ้มค่าที่จะเสียงเพื่อมายืนต่อคิวอันแสนยาวเหยียดนี้แล้ว ถึงแม้ว่าอาจจะมีบางครั้งที่ดวงจะซวยก๋วยเตี๋ยวหมดตอนที่ใกล้จะถึงคิวเราก็เหอะ
‘ ช่างมันเหอะ ให้กินก็กินดิ บ่นมากเดี๋ยวก็กินไม่ทันพอดี ‘ ไอ้ทีพูดไปเคี้ยวไป ก่อนจะจ้วงข้าวคลุกหัวหอมเข้าปากอีกครั้ง เพื่อไม่ให้หลุดเสต็ปได้
โบกมือ///
ระหว่างที่ฉันกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในภวังค์รำลึกถึงความหลังอยู่ ฉันก็สังเกตเห็นว่าตัวเองเดินออกมาหยุดอยู่ร้านขายอาหารอิตาเลี่ยนแห่งหนึ่ง แถวๆบริษัทนั่นแหละ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดตาจนต้องหยุดยืนอยู่ชั่วครู่ก็คือ...
คุณไมค์เจ้าเดิมจะใครอีกล่ะ หนุ่มผู้พูดจาสุภาพมาก จนฉันไม่กล้าจะคุยกับเขามากด้วยซ้ำ กลัวจะทำให้ความกระด้างกระเดื่อนของตัวเองไปแปดเปื้อนเขาเป็นอันมาก
คุณไมค์ยกแขนโบกมือให้ฉันผ่านกระจก พร้อมกับส่งยิ้มให้แบบทุกครั้ง ส่วนฉันก็ได้แต่ผงกหัว ก่อนจะยกแขนขึ้นเล็กน้อย แล้วโบกมือพร้อมกับส่งยิ้มให้เขาตามมารยาท แต่ถึงอย่างนั้น พอฉันจะก้าวขาเดินไปต่อ คุณไมค์ก็ได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วเดินออกจากร้านมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันแทน
“ คุณแตงกวาทานอะไรมาหรือยังครับ “
“ ยังอ่ะค่ะ “
“ งั้น...” คุณไมค์ยกมือเกาหัวเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “ ไปทานข้าวกับผมไหมครับ “ พูดเสร็จก็ส่งยิ้มให้เหมือนเคย เล่นเอาฉันที่ได้ยินคำขอเชิญชวนรู้สึกเกร็งไปทั่วร่าง อยากจะปฎิเสธก็ไม่กล้า เพราะกลัวจะเสียมารยาทอีก ในทางกลับกันจะให้ตอบตกลงก็ไม่อยากอีกนั่นล่ะ
“ ก็ได้ค่ะ “ แต่เพื่อให้ไม่เป็นการเสียมารยาทมากกว่านี้ ฉันก็เลยตอบรับเขาแล้วเดินเข้าร้านตามคุณไมค์ไปโดยดี ฉันเดินตามคุณไมค์ไปหยุดตรงโต๊ะสีขาวตัวหนึ่งทีอยู่ติดกับกระจกบานใส ก่อนที่ต่างคนต่างเลื่อนเก้าอี้ของตัวเองแล้วนั่งลง
“ คุณแตงกวาเป็นลูกคนเดียวเหรอครับ “ คุณไมค์พูดขึ้น ระหว่างที่เราสองคนกำลังนั่งรออาหารที่เพิ่งสั่งเสร็จไปเมื่อสักครู่อยู่
“ ใช่ค่ะ “ ฉันตอบคำถามเขาไป แต่ก็ยังคงรู้สึกเกร็งๆยังไงไม่รู้ ที่ต้องมานั่งทานข้าวกับคนที่ไม่สนิทกัน แถมเขาคนนั้นยังสุภาพมากจนฉันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย กลัวว่าเผลอทำอะไรไม่ดีไปเข้า อาจจะโดนตำหนิติฉันท์ก็เป็นได้
“ อย่างนี้พ่อแม่คงภูมิใจแน่เลย มีลูกสาวสวยและฉลาดแบบนี้นะครับ “
“ อ่อ ขอบคุณมากค่ะ “ .....ทำไมถึงรู้สึกว่าโดนหยอด แถมยังเป็นการหยอดที่ทำให้รู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ด้วยซิ ดูไม่เข้ากับคุณไมค์กี้ (ฉันเติมพยางค์เข้าไปเพิ่มเพื่อความฟุ้งฟิ้งอ่ะ ) เลยซักนิดเดียว
“ เอ่อ...คือ มันจะเป็นการเสียมารยาทไหมครับ ถ้าผม... “ คุณไมค์หยุดพูด ก่อนจะหันไปที่ตรงโต๊ะที่อยู่ข้างๆ ซึ่งได้ถูกครอบครองโดยลูกค้ารายใหม่ ที่คาดว่าน่าจะเข้ามานั่งได้ไม่นาน สังเกตจากก่อนหน้านี้ที่ฉันเข้ามาโต๊ะยังว่างเปล่าอยู่เลย
“ แค่กๆๆๆๆๆ “
“ เป็นอะไรของมึงวะไอ้ทีชา ไอไม่หยุดเลย “
ฉันหันขวับไปที่ตรงโต๊ะตรงข้าง เมื่อได้ยินเสียงใครบ้างคนเรียกชื่อที่คุ้นเคย ซึ่งบุคคลที่ฉันกำลังใช้สายตาจับจ้องอยู่ ก็คือ...ไอ้ทีที่กำลังนั่งไอค่อกแค่กอยู่ โดยตรงข้ามอีกฝั่งหนึ่งมีผู้ชายหน้าตาดี ดูมีความอินเตอร์นั่งด้วยอีกคน
ช่างบังเอิญและประจวบเหมาะอะไรอย่างนี้ =_= ยังจะมานั่งกินข้าวร้านเดียวกันอีก หรือว่าที่แท้จริงแล้วไอ้ทีกำลังสะกดรอยตามฉันอยู่กันแน่
ฉันหรี่ตาลงเล็กน้อย ด้วยความที่กำลังช่างใจว่าจะเรียกชื่อคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามดีไหม
แต่...คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่า
“ คือที่ผมจะพูดนะครับ “ คุณไมค์พูดต่อ หลังหันกลับมาและเลิกให้ความสนใจต่อคนข้างๆโต๊ะ “ ถ้าผมจะจีบแตงกวาได้ไหมครับ “ คุณไมค์พูดพร้อมกับรอยยิ้มฝืนๆ และสีหน้าที่ดูเป็นกังวล แต่ก็พยายามทำให้มันดูสดใสเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก
“ พรวดดดดด “
“ เป็นอะไรของมึงอีกวะเนี่ย ไอ้ทีชา!!!! “
ฉันสัมผัสได้ถึงเกล็ดน้ำที่กระเด็นตกมาโดนตรงโต๊ะฉัน แล้วพอฉันหันกลับไปมองโต๊ะตรงข้างๆ เพราะเสียงสบถของคนอีกคน ทำให้ฉันสามารถอนุมานจากสภาพโต๊ะและเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเม็ดน้ำที่เกาะอยู่ตรงโต๊ะของอีกฝ่ายได้ว่า เมื่อกี้ไอ้ทีคงจะสำลักน้ำ เลยพ่นมันออกมาแน่ๆ
ฉันละความสนใจจากภาพตรงหน้า แล้วหันกลับมาทางเดิม คุณไมค์จ้องมาที่ฉันเขม็งเพื่อต้องการคำตอบ แต่ฉันกลับไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้สึกเกร็งไปหมดทุกอย่าง อยากจะตอบปฏิเสธด้วยเนื้อความอันนุ่มนวล แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรและพูดอย่างไรให้มันออกมาดี
“ อาหารมาเสิร์ฟแล้วค่า “ ระหว่างที่ความเงียบกำลังปกคลุมรอบๆโต๊ะของฉันกับคุณไมค์ พนักงานสาวสวยคนหนึ่งอายุราวๆสิบเก้าหรือยี่สิบปีนี่แหละ ยกจานสองจานมาวางตรงหน้าฉันกับคุณไมค์ด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่สดใส ก่อนจะเดินกลับไป
สภาพบรรยากาศรอบตัวของฉันเงียบลงอีกครั้งอย่างน่าประหลาดใจ คราวนี้ไม่ได้เงียบแค่โต๊ะฉัน แต่รวมถึงโต๊ะของไอ้ทีที่อยู่ข้างๆด้วย ทั้งที่เมื่อกี้มันกับเพื่อนอีกคนโวกเวกโวยวายอะไรก็ไม่รู้ ฉันยังคงพลุบตามองลงต่ำไม่ได้ตอบคำถามอะไรคุณไมค์อยู่เหมือนเดิม
มันเป็นความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
แก๊งๆ
ฉันเงยหน้าขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างกระทบกับจานที่อยู่ตรงหน้าฉัน และสิ่งที่ฉันเห็นก็คือไอ้ทีที่กำลังเอาส้อมเขี่ยหัวหอมที่วางอยู่บนจานของฉัน ไปใส่ไว้ในจานอีกใบที่มันกำลังถืออยู่อีกมือ ส่วนคุณไมค์ก็ได้แต่มองสิ่งที่ไอ้ทีทำด้วยความสงสัย
“ แกไม่ชอบกินหัวหอมไม่ใช่เหรอ “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับเขี่ยหัวหอมชิ้นสุดท้ายออก
“... “ ฉันได้แต่มองจานตรงหน้าที่มีเสต็กชิ้นหนึ่งวางอยู่อย่างเดียว เพราะว่าหัวหอมที่วางอยู่ก่อนหน้านี้ถูกไอ้ทีเขี่ยไปใส่จานของมันแล้ว
จะว่าไปถ้าคนที่ไม่ชอบกินหัวหอมอย่างฉัน ก็ไม่ควรจะสั่งอาหารที่มีหัวหอมใส่มาเยอะแยะขนาดนี้ใช่ไหม แต่ก็เป็นเพราะว่าตอนที่สั่งอาหาร ฉันขี้เกียจเลือกเพราะเมนูมันละลานตาไปหมด เลยบอกคุณไมค์ว่าเอาเหมือนกัน แต่ขอแค่ไม่มีหัวหอมก็พอ
‘ แตงเอาเหมือนคุณไมค์หรือกันค่ะ ‘
‘ อ่อ งั้นก็ได้ครับ ‘
‘ แต่ขอไม่เอาอันที่มีหัวหอมนะคะ พอดีแตงไม่ค่อยถูกกับมันเท่าไหร่อ่ะค่ะ ฮ่าๆ ’
“ ไม่ใช่ทุกคนที่จะใส่ใจรายละเอียดของแกเสมอนะ “ ไอ้ทีพูด พร้อมกับหันหน้าไปมองที่คุณไมค์ด้วยสีหน้าที่ฉันเองก็ไม่อธิบายไม่ถูก ก่อนจะหันกลับเดินไปนั่งที่โต๊ะที่มีเพื่อนของมันกำลังนั่งมองอยู่
ฉันได้แต่มองไอ้ทีพูดคุยไปหัวเราะไปกับเพื่อนของมัน และในตอนนั้นเองเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่า......มีความรู้สึกบางอย่างในตัวฉันที่เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้ว
“ ที่ผมบอกว่าขอจีบคุณแตงกวาได้ไหมะอ่ะครับ “ คุณไมค์พูดขึ้น ก่อนจะหยุดนิ่งไปสักพัก ทำให้ฉันต้องหันหน้าไปทางคุณไมค์ที่กำลังส่งยิ้มบางๆมาให้ฉัน ก่อนจะเริ่มพูดต่อ “ ลืมไปซะนะครับ “
ฉันจ้องมองไปยังแววตาสีน้ำตาลหม่นของคุณไมค์ ด้วยความไม่เข้าใจต่อสิ่งที่เขาพูดเสียเท่าไหร่ แววตาของเขาเรียบนิ่งไม่สั่นไหวอะไร ยังคงเป็นแววตาที่ดูอบอุ่นและเป็นมิตรอยู่เหมือนเดิม ฉันไม่เคยรู้สึกเลยสักครั้งว่าแววตาที่เขาจ้องมองมาที่ฉันจะเป็นแววตาที่ให้ความรู้สึกเชิงหนุ่มสาว ในทางกลับกัน ฉันกลับรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นแววตาของพี่ชายใจดีคนหนึ่งมากกว่า
มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก....เวลาที่ไอ้ทีมองฉัน เพราะทุกครั้งที่ฉันจ้องมองไปยังแววตาของไอ้ที มันทำให้.....
ใจของฉันสั่นไหว
“ เพราะผมคิดว่า มีคนที่ชอบคุณแตงกวามากกว่า “ คุณไมค์พูดพลางหั่นชิ้นเนื้อเสต็กที่วางอยู่ตรงหน้า
“ ใครคะ “
“ คุณก็ลองใช้ใจของคุณสัมผัสสิครับ “ พูดเสร็จคุณไมค์ก็เอาส้อมจิ้มชิ้นเนื้อเสต็กที่พึ่งหันเสร็จเมื่อสักครู่เข้าปาก ปล่อยให้ฉันนั่งมองชิ้นเนื้อเสต็กของตัวเองด้วยความรู้สึกที่เหม่อลอย
สมัยที่ฉันอยู่ปีสองฉันเคยอ่านข้อความในเฟซบุ๊คที่มีคนๆหนึ่งขึ้นสเตตัสไว้ ใจความที่ฉันอ่านมีอยู่ว่า
.....เขาว่ากันว่าผู้หญิงกับผู้ชายไม่สามารถเป็นเพื่อนสนิทกันได้จริงๆหรอก.....
ฉันกดไลค์ไป เพราะเห็นด้วยกับข้อความนี้ ทำไมฉันถึงเห็นด้วยกับข้อความนี้น่ะเหรอ...
ก็เพราะว่าตอนนั้นฉันกับไอ้ทีไม่ได้ติดต่อกันเลยล่ะสิ ฉันก็เลยคิดว่า สิ่งที่คนๆนี้โพสท์ไว้มันก็จริงของเขานะ ตอนนั้นฉันคิดว่าเป็นเพราะผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพศที่แตกต่างกัน มีความคิดนึกอ่าน ความชอบ และเรื่องพูดคุยในวงสนทนาที่แตกต่างกัน พอโตขึ้นต่างคนก็ต่างต้องไปมีสังคมของตัวเอง จะมาอยู่ใกล้ชิดติดตัวกันตลอดเหมือนสมัยตอนเด็กๆที่เราจะสนิทกับใครก็ได้ โดยไม่มีเรื่องของเพศมาเป็นเส้นแบ่งเขตไม่ได้แล้ว ใครบางคนอาจจะพูดว่า.....ไม่จริงนะเรายังสนิทกับคนๆนี้อยู่เลย....ก็ใช่อยู่ แต่ลึกๆแล้วถ้าคุณไม่มีไลฟ์สไตล์ที่แมนๆเตะบอล ออกแนวไปทางทอมเหมือนเพื่อนผู้ชายของคุณ หรือเพื่อนผู้ชายมีนิสัยรักสวยรักงามชอบคุยเรื่องกุ๊กกิ๊กสไตล์ผู้หญิงแบบเรา ยังไงก็แล้วแต่... มันก็ต้องมีช่องว่างที่เรามองไม่เห็นเป็นเส้นแบ่งกั้นระหว่างความสนิทสนมของคนสองคนอยู่ดี
นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดในตอนนั้น
แต่ ณ ตอนนี้ ฉันคิดว่า....มันอาจจะเป็นเพราะ ‘ความรู้สึก’
ความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้น ที่เป็นเหมือนเวทมนต์ทำให้เกิดช่องว่างที่มองไม่เห็น
หรือไม่บางครั้ง....มันอาจจะไม่ใช่ช่องว่าง แต่เป็นมวลพลังงานบางอย่างที่ใช้ความรู้สึกนี้ เคลื่อนพื้นที่ความสัมพันธ์ของคนสองคน ทำให้ใครบางคนอาจจะไม่ได้คิดกับอีกฝ่ายเป็นแค่ เพื่อนสนิท เหมือนเดิม
‘ ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ ’
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนรับใบปริญญาฉายซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง หรือว่าบางครั้ง.... ไอ้ทีอาจจะชอบฉันเกินคำว่าเพื่อนสนิทก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่อยากให้มันป็นแบบนั้น เพราะยังไงเราสองคนก็คบกันมานานมากขนาดนี้ ถ้าเราจะห่างกัน ก็ขอให้เป็นเหตุผลแรกที่ฉันเคยคิดมาก่อนหรือกัน ฉันไม่อยากให้เราสองคนต้องมามองหน้ากันไม่ติดเพราะความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นนั่นหรอก
ไม่อยากให้เราสองคนต้องห่างหายจากวงโคจรของกันและกันไปเหมือนตอนนั้นอีกแล้ว
เพราะอย่างไรก็ตาม....เพื่อนก็คือเพื่อน ถ้าหากคิดกับใครเกินเพื่อน นั่นไม่ใช่เพราะเราไม่ได้คิดกับเขาเป็นเพื่อนตั้งแต่แรกแล้วหรอกเหรอ
ความสัมพันธ์ของเราสองคน ยังคงเป็น เพื่อนสนิท กันเหมือนเดิม.....ใช่ไหมที
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สวัสดีค่า JLS01 ค่ะ ทุกคนอาจสงสัยว่าทำไมตอนนี้มันยาวจังเลยวะคะ ไม่ใช่อะไรค่ะ จริงๆแล้วตอนนี้กับตอนที่แล้วต้องยาวเท่าๆกัน แต่ไฟล์ของตอนที่แล้วหายเลยต้องแต่งใหม่ มันเลยยาวไม่เท่ากัน...เอ๊ะ งงกันมั้ยคะ 55555 ก็เป็นเรื่องที่แต่งแล้วรู้สึกหงุดหงิดกับความซื่อบื้อคิดเยอะคิดแยะของไอ้แตงกวามันเหมือนกัน บางครั้งก็อยากให้ไอ้ทีชามันกล้าๆบอกชอบไป เรื่องจะได้จบๆ คนอ่านและคนเขียนจะได้ไม่หงุดหงิด 5555 แต่มันจะหลุดพล็อตที่วางไว้น่ะค่ะ นางเอกเลยต้องซือบื้อต่อไป 55555
ยังไงก็ ต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่ช่วยอ่านช่วยเมนท์ช่วยโหวตถึงแม้นางเอกมันจะซื้อบื้อมากก็ตามนะคะ แล้วก็ต้องขอขอบคุณคำวิจารณ์ของพี่ลูกชุบและพี่กรรมการคนอื่นๆด้วยนะคะ ( ต้องขอโทษด้วยจริงๆถ้าตอนนี้มันยาวไป แล้วมันรบกวนเวลาพี่ แง T^T ) หนูจะพยายามปรับปรุงให้ดีในตอนต่อๆไป ถึงแม้จะเหลืออีกแค่สองตอนก็ตามค่ะ 5555
ปล.การดูหนังและอ่านนิยายเรื่อง Love,Rosie เป็นหนึงแรงบันดาลใจที่อยากแต่งแนวเพื่อนสนิทค่ะ ><
ปลล.นอกจากตอนจะยาวแล้ว ทอล์กยังยาวอีก 5555
- บรรยายข้ามฉากรวบมาก บางทีการกระทำตัวละครหายไปเลย ต้องคิดต่อเอง ช่วงแซนดร้าหกล้มไปโรงพยาบาลอะไรคือวุ่นวายมาก ตัวละครมีเข้ามาใหม่ บรรยายเหมือนพระเอกนางเอกไม่ได้เห็นด้วย แต่อยู่ดีๆ ก็ตัดมาคุยกับพระเอกต่อ เหมือนการเปลี่ยนฉากของเราไม่ลื่นเลย ไล่ลำดับเรื่องงงอ่ะ
- บทสนทนาดีขึ้น พี่ชอบนะ เทียบกับตอนแรกที่ค่อนข้างจะแข็งและดูตามสูตรมาก นี่ค่อยเหมือนคนคุยกันจริงๆ หน่อย
- ความสัมพันธ์ของพระเอก กับนางเอกพี่ว่ามันยังไม่ลึกพอ เหมือนเราไม่ได้เลือกแสดงผ่านความสัมพันธ์ทางบทสนทนาหรือการกระทำ แต่เอะอะอะไรก็ย้อนอดีต เอะอะก็บรรยายย่อหน้าใหญ่ๆ เล่าเรื่อง พี่ว่ามันยัดเยียดความสัมพันธ์ของตัวละครมากไปอ่ะ
- ตอนยาวไม่ดีนะคะ อันนี้ยาวไป จริงๆ จะบอกว่ายาวไม่ใช่เรื่องผิดนะ แต่ตอนหนึ่งควรจะได้ประเด็นเรื่อง มีจุดมุ่งหมายของตอน ลองถามตัวเองก่อนว่าเราเขียนตอนนี้ เราต้องการอะไร แล้วก็เขียนฉากที่จะนำเสนอข้อความตรงนั้น เหตุการณ์ไม่ควรจะเป็นย่อยๆ ซอยขนาดนี้ แทนที่เราจะได้อ่านการ์ตูนจบตอน นี่เหมือนอ่านการ์ตูนสี่ช่องติดกันหลายๆ อันอ่ะ เข้าใจพี่ใช่ป่ะ มันซอยมากเกินไป
- พี่ว่าเราบังคับเรื่องให้พระเอก นางเอกพยายามดูเป็นเพื่อนแอบรักเพื่อนมากเกินไป เหมือนฉากชงสุดๆ จนมันไม่ธรรมชาติอ่ะ อย่างฉากโรงอาหารพี่ว่าไม่เวิร์กเลย มันแปลกๆ อ่ะ ไม่ธรรมชาติเลย ดูฝืนว่ามาทำแบบนี้ทำไม จริงๆ มันมีวิธีการนำเสนอที่ดีกว่า และตัวละครไมค์พูดจาไม่เหมือนคนปกติเลยอ่ะ เหมือนนี่คือ "บทตัวประกอบที่มาจีบนางเอกให้พระเอกหึง" ไม่มีคาแรคเตอร์อะไรนอกจากนั้นเลย
- พัฒนาการต่างจากตอนแรกมากๆ นี่ชมนะ ตอนนี้พี่ว่าาษาเราไม่แย่ บทสนทนาเราไม่แย่ เหลือแค่การลำดับเรื่องและการคิดฉากให้ออกมาลื่นไหลไปกับพลอตเรื่องเนี่ยล่ะ
- เรื่องเริ่มย่ำกับที่แล้วนะ ถ้าเกิดวางพลอตมีอะไรมากกว่านี้ก็งัดออกมาได้แล้ว
- เราเปลี่ยนจากบรรยายเล่าผ่านบุคคลที่หนึ่งเป็นเล่าผ่านบุคคลที่สามเร็วมาก (ลองเสิร์ชหาวิธีการแต่งของสองคนนั้นดู 1st person narrative กับ 3rd person narrative)