มนุษย์ของขวัญ

[JLS01] STATUS สถานะรัก ป่วนหัวใจยัยเพื่อนสนิท

เพราะอาการเมาของเพื่อนสนิท ทำให้เผลอบอกเธอว่า'ชอบ'ไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่า'เพื่อน'เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ......นิยายธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วจะอยากมีเพื่อนสนิท :)

0%
VOTE

เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ vs เพื่อนสนิทจอมซื่อบื้อ

 

 



STATUS  2

อาการ ชอบ ใครสักคนมันก็มีรูปแบบที่แตกต่างกัน

ชอบแบบ เพื่อน กับ  ชอบแบบอื่น ไม่ใช่เพื่อน

และตอนนี้ฉันก็ยังคงแยกแยะความรู้สึกชอบไม่ได้อยู่ดี

 

 

         

 

ตอนนี้ฉันก็อายุได้ยี่สิบสองปีแล้วล่ะ  เรียนจบแล้วอย่างที่ทุกคนรู้กัน  ฉันเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ  เพราะอยากจะเปิดกิจการเป็นของตัวเอง  แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี  ระหว่างเรียนฉันมีงานอดิเรกอยู่สองสามอย่าง  และมันก็สามารถช่วยสร้างรายได้ให้ฉันเล็กๆน้อยๆด้วยล่ะ

         

ซึ่งก็คือ..1.การทำขนม กับ  2.เขียนหนังสือ

         

อาจจะเป็นเพราะฉันชอบเขียนหนังสือล่ะมั้ง ทำให้ฉันเป็นพวกชอบเพ้อ(เจ้อ)และบรรยายนู่นนี่นั้นผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวของตัวเองเสมอ  ก็รู้นะว่า มันอาจจะทำให้ใครบางคนรู้สึกรำคาญได้ แฮะๆ

         

 

02:50 

        

ฉันก้มมองตัวเลขบอกเวลาที่ปรากฏอยู่บนมุมขวาล่างบนหน้าจอโน้ตบุ๊ค  แล้วด้วยบรรยากาศรอบด้านที่มืดสนิท ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตัวเลขที่ปรากฏอยู่นั้นไม่ใช่บ่ายสองห้าสิบแต่อย่างใด  แต่เป็นตีสองห้าสิบต่างหากล่ะ  ทั้งๆที่ปกติไม่ว่าจะนอนดึกมากเท่าไหร่ ฉันก็จะไม่มีทางนอนเกินตีสามเป็นแน่ เพราะอะไรน่ะเหรอ??......ก็เพราะว่ามันเป็นเวลาผีออกน่ะสิ  แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ นี่ก็เหลืออีกแค่สิบนาที  ฉันยังไม่มีวี่แววจะข่มตาหลับเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ฉันหลับตา ฉันก็จะเห็นแต่เหตุการณ์เมื่อกี้อยู่ตลอด

 

ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ

 

ฮือออ   มันน่ากลัวยิ่งกว่าเจอผีอีกนะ  ฉันไม่กล้าแม้จะกระพริบตาเลยด้วยซ้ำ!!!

 

ด้วยเหตุนี้ฉันเลยเลือกที่จะไม่นอน แต่เลือกมาไล่อ่านนิยายที่ฉันแต่งค้างอยู่  เพื่อเป็นการตรวจสอบว่ามีอะไรควรแก้อีกบ้าง

 

 

ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามาใกล้  ใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันแค่เอื้อม จนสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของอีกฝ่าย ชายหนุ่มกระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากหยักได้รูปนั้นจะขยับเพื่อพูดอะไรบางอย่างกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

 

“ ฉันชอบเธอ”

 

 

 

ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ  

 

โอ๊ยยยย!!! เอาอีกล่ะ ฉันคิดถึงมันอีกแล้ว  พออ่านนิยายก็ยังจะคิดถึงอีก  นี่มันจะตามหลอกหลอนฉันไปถึงไหนเนี่ยยย  เป็นเพราะนิยายบ้าๆที่ฉันแต่งนั่นแหละ เหตุการณ์ชวนใจหวิวแบบนั้นถึงได้ฉายวนซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าตอนนั้นฉันแต่งอะไรที่ดูน้ำเน่าชวนเลี่ยนแบบนี้ไปได้ยังไง  หรือเป็นเพราะตอนนั้นฉันกำลังมีอารมณ์ฟินติดพันจากการดูซีรีย์เกาหลีแน่ๆ

 

เอาวะ!!  คืนนี้ฉันจะไม่นอน  จะถ่างตาไปยันเช้าเลย!!

 

 

 

 

ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง..... ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง..... ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง.....

 

“ อืม...ฉันเกลียดนาฬิกาปลุกของฉันจัง “

 

“ นี่...ตื่นได้แล้วไอ้แตงไทย “ 

 

เอ๊ะ!!?? 

 

 

เสียงนี้คุ้นๆ  ฉันอยากจะลืมตาขึ้นเพื่อมองว่าใครที่กำลังพูดกับฉันอยู่  แต่ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงไม่สามารถยกเปลือกตาที่หนักอึ้งนี้ออกไปได้ ฉันก็เลยทำได้แค่ดันตัวเองลุกขึ้นมา แล้วหันไปทางต้นเสียงที่คาดว่าคนพูดน่าจะอยู่แถวนั้น  ด้วยตาที่ยังปิดสนิทอยู่

 

 

“ สภาพแกนี่เหมือนยัยเพิ้งมากเลยนะ “  ฉันได้ยินเสียงคนข้างหน้าพูดอะไรสักอย่างด้วยน้ำเสียงเอือมๆ คลับคล้ายเหมือนจะว่าฉัน  พร้อมกับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาดันเปลือกตาฉันขึ้น ทำให้ฉันสามารถมองเห็นคนตรงหน้าได้อย่างเลือนลาง

 

อืม....หน้าคุ้นๆ

 

ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ  

.

 

.

 

.

 

พลั่ก!!

 

“ เฮ้ย!!!

 

O_O

 

ตกใจมากถึงขีดสุด  เมื่อขณะที่ฉันนั่งหน้ามึนอยู่นั้น อยู่ๆก็นึกถึงภาพเหตุการณ์เดิมขึ้นมาอีกครั้งและอีกครั้ง ทำให้ฉันเผลอผลักคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าออก จนเจ้าตัวต้องหงายหลังลงพื้นแล้วร้องอุทานขึ้นมา ส่วนฉันก็ได้แต่เบิกตากว้างจ้องคนตรงหน้าด้วยอาการตกใจปนหลอนนิดๆ

 

“ ไอ้แตง!!! แกเป็นอะไรของแกวะ!!! “ เจ้าตัวสบถขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิด พร้อมกับขยี้ผมของตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด แล้วพอฉันสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองได้ ก็ได้สังเกตเห็นว่ามันคือไอ้ทีนี่หว่า หมอนี่มาในสภาพเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงบ๊อกเซอร์ลายขาวดำ

 

แต่งตัวชิวมากค่ะเพื่อน

 

“ ฉะ...ฉันขอโทษ “


         
          ตึก
!!

 

“ อะ...โอ๊ยยยย “ ฉันร้องด้วยน้ำเสียงโอดครวญ ขณะที่ฉันกำลังจะยกมือเพื่อขอโทษคนข้างหน้า แต่ศอกของฉันดันไปกระแทกกับโต๊ะที่วางอยู่ข้างๆแทน

 

อย่าบอกนะว่านี่ฉันเผลอหลับคาโต๊ะอ่ะ

 

“ ฮ่าๆๆ กรรมตามสนอง “  ไอ้ทีหัวเราะร่วนก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ฉัน แล้วเอามือจับข้อศอกของฉันขึ้นไปดู

 

“ แดงนิดหน่อย  ไกลหัวใจตั้งเยอะ “  พูดพร้อมกับเป่ารอยแดงบนข้อศอก ก่อนจะเอามืออีกข้างมาขยี้ผมฉันเล่น

 

“........” 

 

ฉันเงียบไม่ได้โต้ตอบอะไร ถึงแม้ว่าปกติฉันจะต้องด่าไอ้ทีทุกครั้งที่บังอาจมาเล่นหัว  แต่เพราะการกระทำของหมอนี่ ทำให้ฉันนึกถึงอะไรบางอย่าง

 

....บางอย่างที่คุ้นเคย

 

 

เป๊าะ!!

 

“ เป็นอะไรไอ้แตง ทำหน้าเอ๋ออีกแล้วนะ   “  ไอ้ทีเอานิ้วดีดหน้าผากฉัน ก่อนจะพูดแซวเหมือนทุกครั้ง เวลาที่ฉันชอบทำหน้าเหม่อลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

 

“ เปล่าสักหน่อย....แล้วแกล่ะ หายแฮงก์แล้วเหรอ “  ฉันพูดพลางลุกขึ้นไปนั่งบนโซฟาที่อยู่ข้างหลัง

 

“ ก็โอเคขึ้นนะ ไม่ค่อยรู้สึกมึนๆเท่าไหร่ “ ไอ้ทีว่าก่อนจะลุกขึ้นตามมา

 

“ เหอะ “  ฉันส่งเสียงในลำคอด้วยอาการเซ็งๆ  เมื่อนึกได้ว่าเมื่อคืนฉันต้องลำบากขนาดไหน ในการแบกร่างของหมอนี่กลับบ้าน แล้วไหนต้องแบกขึ้นไปชั้นบนอีก  เหอะ!!

 

“ อะไร?? “ ไอ้ทีหันมามองทางฉัน ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายกับว่ากำลังเค้นให้ฉันพูดอะไรบางอย่างออกมา

 

ซึ่งแน่นอนว่าฉันจะพูดมัน

 

 “ ใครก็ไม่รู้น้า ต้องมาแบกคนเมาอย่างกับจิ้งหรีดตกน้ำ “ ฉันพูดด้วยน้ำเสียง(แกล้ง)เหน็บแนม พร้อมกับ(แกล้ง)ถอนหายใจเล็กน้อย

 

“ แล้วจิ้งหรีดตกน้ำมันเป็นยังไงวะ “

 

“ ไม่รู้ แค่นึกอะไรออกก็พูดไป “

 

=_= >> ไอ้ที

 

=_= >> ฉัน

 

..........ถามจริง มันควรจะมาเป็นหัวข้อสนทนาไหมเนี่ย

 

“ โอเคๆ ขอบคุณ “

 

“ อะไรนะ?? “ ฉันเอียงคอลงเล็กน้อย ทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่คนข้างๆพูดเมื่อกี้

 

ไอ้ทีได้แต่ถอนหายใจแล้วทำหน้าเซ็งอย่างสุดขีด เมื่อเจ้าตัวเห็นการกระทำของฉันเชิงแกล้งว่าไม่ได้ยินสิ่งที่มันพูด

         

“ บอกว่า....ขอบคุณ “

         

“ โห....แค่นี้เองเหรอ ขอที่มันแบบน่ารักๆ ดูออดอ้อนหน่อยดิ “ ฉันว่าพลางเอามือไปชกบนไหล่อีกฝ่าย  ก่อนจะส่งยิ้มยียวนไปให้ จนไอ้ทีต้องถอนหายใจแรงๆอีกครั้งอย่างเบื่อหน่าย

         

“ นี่คือต้องอินตามใช่ไหม “ พูดเสร็จเจ้าตัวก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ก่อนจะเดินออกไป

          .

.

.

กินจุดแปบ

         

เฮ้ย!!??!  นี่อึ้งแล้วงงมากนะครับเนี่ย  อากัปกิริยาแบบนั้น อย่าบอกนะว่านางเขางอนน่ะ =O=?? ว่าแล้วฉันก็ควรจะตามไปง้อใช่ไหม ทั้งๆที่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด(มาก)สักหน่อย  คนอะไรเกิดมาเป็นผู้ชายแท้ๆ ( เอ๊ะ!! หรือว่าจะไม่แท้ ) ดันมาทำตัวประหนึ่งเป็นเพศแม่สักงั้น   รู้ไหมการเป็นผู้หญิงมันไม่ดีหรอกนะ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากสุดๆ ขนาดฉันยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเลย

         

สรุปคือฉันควรเดินไปง้อนางใช่ไหมคะ??

         

......โอ-เค-ค่ะ

 

 

 

 

ฉันเดินลงมาข้างล่าง เดินมองหาไอ้ทีอยู่รอบๆสักพักก็เหลือบไปเห็นว่าเจ้าตัวกำลังยืนทำอะไรบางอย่างอยู่ตรงห้องครัว

         

“ไอ้ที คือแกงะ.... “

         

“ นั่ง “ ไม่ทันที่ฉันจะได้เปล่งคำว่า งอนออกมาจากปาก คนตรงหน้าที่กำลังยืนหันหลังทำอะไรสักอย่างอยู่ ก็ได้พูดตัดบทฉันด้วยน้ำเสียงที่ดู.....กดขี่บวกกดดันนิดหน่อย.....มั้ง

         

ครืด

         

แล้วนั่นทำให้ฉันต้องเดินไปลากเก้าอี้แล้วนั่งลงอย่างโดยดี

         

“ อ่ะ...เสร็จล่ะ “ ไอ้ทีพูดขึ้น ก่อนจะหันหลังกลับ แล้วเดินตรงมาทางฉันพร้อมกับจานในมือ ไอ้ทีวางจานลงบนโต๊ะในตำแหน่งที่ฉันนั่งพอดี จากนั้นหมอนี่ก็เดินกลับไปเทนมใส่แก้ว แล้วเดินกลับมาลากเก้าอี้นั่งลงตรงข้างฉัน โดยที่ฉันมองการกระทำของอีกฝ่ายอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ

         

“ นี่คือแกทำให้ฉัน “ ฉันพูดพร้อมกับมองอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกงุนงง ปนตกใจเล็กน้อย

         

ก็ดูซิ ข้างหน้าฉันเป็นจานใส่ข้าวผัดกุ้ง แต่เป็นข้าวผัดกุ้งที่ฟูลออพชั่นมากค่ะ มีทั้งไข่ดาวที่วางเด่นอยู่ด้านบน ไส้กรอกสองชิ้น  และแตงกวากับมะเขือเทศที่ถูกวางประดับอยู่ด้านข้าง

         

....คือเพื่อนกลัวฉันหิวใช่ไหม ถึงจัดเต็มมาขนาดนี้

         

“ เปล่า  เราซื้อมาจากร้านเจ๊ใหญ่หน้าหมู่บ้านน่ะ จำได้ว่าไอ้แตงไทยชอบกินข้าวผัดกุ้ง และก็จำได้ว่าไอ้แตงไทยชอบกินไข่ดาวกับไส้กรอก ก็เลย....สั่งมาหมดเลย “ ไอ้ทีว่าพลางลากแก้วนมจากฝั่งของตัวเองไปไว้อีกฝั่งข้างฉันที่ไม่มีคนนั่ง

         

“ อ่ออออ งั้นกินเลยนะ เริ่มหิวแล้วล่ะ   “ ฉันถือช้อนกับส้อมพร้อมจะบุกทะลวงไข่ดาวก่อนเป็นอันดับแรก แต่ก็ต้องล้มเลิกเป้าหมายลง เมื่อคนที่นั่งอยู่ตรงข้างฉันดึงส้อมจากมือที่อยู่ใกล้ตัว รวมทั้งช้อนจากมืออีกข้างด้วย

         

“ อะไรอ่า  “ ฉันโอดครวญพร้อมกับจ้องไข่แดงที่ส่องแสงประกายวิบวับ ราวกับกำลังหัวเราะเยาะฉันอยู่ยังไงยังงั้น

         

คนที่แย่งช้อนกับส้อมของฉันไปไม่ได้ตอบกลับอะไร  ได้แต่ไปดึงทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะออกมาวางไว้ข้างๆ โดยมีฉันมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ด้วยความรู้สึกสงสัย

 

จำได้ว่าไม่ชอบกินหัวหอม ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางเอาส้อมที่เพิ่งแย่งจากมือฉันไปเขี่ยเอาหัวหอมที่ถูกผัดรวมอยู่ในข้าวผัดกุ้งออกมาวางบนทิชชู่ที่เพิ่งดึงออกมา

 

อะ...อ่อ เอ่อ คือ...แกยังจำได้อยู่เหรอ

 

ไม่ได้ก้บ้าล่ะ มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่แกเกลียดที่สุดไม่ใช่เหรอวะ  พูดเสร็จก็อมยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ซึ่งฉันก็ไม่ทันได้รู้ตัวว่ากำลังเผลอมองคนตรงหน้าอยู่ จนกระทั่งเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาแล้วสายตาของเราสองคนซบกันพอดี ทำให้ฉันต้องรีบหันขวับกลับไปมองไข่ดาวที่ยังคงส่องประกายวิบวับอยู่ตามเดิม

 

“ เดี๋ยวเราป้อนเอง “

 

“ ฮะะ!!!??!!! “ ฉันละสายตาจากไข่แดง แล้วรีบหันไปมองคนข้างๆ เมื่อได้ยินสิ่งที่ถูกพูดออกมา

 

“ ก็...แกบอกว่าขอน่ารักดูออดอ้อนไง “ อีกฝ่ายว่าพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะในลำคอ  

 

“ ฮะะ??? “ แล้ว...ก่อนที่ฉันจะได้อุทานอะไรไปมากกว่านี้  ไส้กรอกชิ้นหนึ่งก็ได้ถูกยัดใส่ปากจากฝีมือของคนที่นั่งข้างๆ  ทำให้ฉันได้แต่เคี้ยวไส้กรอกไปพร้อมกับความรู้สึกสับสนและงุนงงกับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างมาก  ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าไอ้ทีหลังจากกลับจากอเมริกา ถึงได้มีกิริยาแปลกๆอยู่ตลอด หรือว่าจะเป็นเพราะปรับตัวต่อสภาพดินฟ้าอากาศไม่ทันกันแน่ ฉันชักเริ่มจะสงสัยแล้ว

 

“ อร่อยไหม “

 

“ อือ...อร่อยดี “ ฉันตอบกลับหลังจากได้กลืนไส้กรอกลงคอ  ซึ่งไอ้ทีก็ไม่รอช้าได้ตักไข่คำโตเข้าปากฉันตามมาอีก

 

“ อา....อ้าปาก....เยี่ยมมาก....เด็กดี “  แถมยังมาพูดจาราวกับว่าฉันเป็นเด็กอีก  แล้วนี่อะไรยิ้มทำไม และสายตาเป็นประกายนี่คืออะไร ไหนจะเอามือมาลูบหัวฉันอีกกก =[]=  นับวันมันยิ่งเพี้ยนแล้วชวนขนลุกไปอี๊กกกก!!!!

 

ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ  

 

อยู่ๆภาพเหตุการณ์ประหลาดนั่นก็ฉายวนซ้ำขึ้นมากในสมองของฉันอีกครั้ง หรือว่าที่หมอนี่ทำอะไรแปลกๆกับฉัน จะเป็นเพราะว่าหมอนี่...


           ชะ....ชอบ  

 

เฮ้ย!! คิดไรของแกอยู่เนี่ยแตงกวา เป็นไปไม่ได้ที่ไอ้ตาบ้าทีจะมาคิดอะไรเกินเลยกับฉัน ชอบมันก็มีหลายรูปแบบนี่ ชอบแบบเพื่อน ชอบแบบแฟน อะไรเทือกๆนั้น ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ทีต้องชอบฉันแบบเพื่อน   ก็เราเป็นเพื่อนสนิทกันนี่นา รู้ตับไต้ไส้พุงยันไปถึงลิ้นปี่กันหมดล่ะ ถ้าจะให้มาชงมาชอบอะไรแบบอื่น ฉันคิดว่าฟ้าจะต้องลงโทษแน่ๆ!!!

 

หรือว่า...ฉันควรจะถามถึงเหตุการณ์นั้นดี

 

 

“ อะไรแตงไทย จ้องหน้าขนาดนี้...อึ้งหรอ “ ไอ้ทีพูด เมื่อเห็นว่าฉันจ้องหน้ามันนานเกินไป ทำให้ฉันต้องละสายตาออกจากหมอนี่  ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีออกมา

 

ฉันคงจะเผลอคิดอะไรยืดยาวไปหน่อย เลยทำอะไรไม่รู้ตัวอีกแล้ว

 

“ อึ้งอะไรของแก โว๊ะ!!

 

“ อึ้งในความหล่อของไง ฮ่า ๆๆๆ “ เพื่อนสนิทคิดแต่จะเข้าข้างตัวเองของฉันหัวเราะร่วนด้วยความมั่นหน้าขั้นสุด จนทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิด ๆ ล่ะ

 

“ เกลียด....เกลียดความมั่นหน้า “ ฉันพูดพร้อมกับกรอกตาขึ้นบนสามร้อยหกสิบเอ็ดองศาด้วยความหมั่นไส้ หรือจะเรียกกิริยาแบบนี้อีกนัยนึงว่า มองบนแป๊บ ก็ได้

 

“เอ้า!!  ถึงจะมั่นหน้า.....แต่ก็รักปะล่ะ “

 

“.............”

 

.

 

.

 

 

.


            ราวกับมีพลังงานบางอย่าทำให้เกิดปรากฎการณ์เดดแอร์ขึ้นระหว่างเราสองคน จนกระทั่งอีกฝ่ายที่เป็นคนถามคำถามแปลกๆ ต้องโพล่งบางอย่างออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศเงียบจนชวนน่าอึดอัดแบบนี้

 

“ แบบเพื่อนไงคะเธอ ว่าไงเพื่อนร้ากกกกก “ ไอ้ทีลากเสียงยาวซึ่งฟังดูสตอยิ่งนัก พร้อมกับเอาแขนมาพาดบนบ่าของฉัน

 

 

งั้น...ฉันคิดว่าฉันคงไม่ถามก็ได้

 

 

 

เออ!!  เกือบลืมเอาไอ้นี่ให้  อีกฝ่ายเอาแขนท่ำลังพาดบ่าของฉันอยู่ออก ก่อนจะล้วงไปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

 

ซึ่งมันก็คือ....พวงกุญแจรถของฉันที่มีพวงกุญแจสีเขียวรูปตัวที ’Tห้อยอยู่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ฉันจำได้ว่านี่คือกุญแจรถของฉัน

 

หรือไม่ที่ฉันห้อยพวงกุญแจนี้เอาไว้ อาจเป็นเพราะนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งก็ได้

 

แต่ประเด็นคือ....พวงกุญแจรถของฉันไปอยู่กับไอ้ทีได้ยังไง  หรือว่า...

 

เพราะเมื่อคืนนี้แน่เลย!!!

         

ด้วยความตกใจ ทำให้ฉันเผลอจ้องพวงกุญแจที่ถูกคล้องอยู่บนนิ้วชี้ของคนตรงหน้าสักพักใหญ่ ก่อนจะตั้งสติได้ว่าควรรีบคว้ามันออกมาจากนิ้วของเจ้าตัว

 

ฉันดึงกุญแจที่ถูกห้อยโต่งเต่งอยู่บนปลายนิ้วของคนที่กำลังคล้องมันอยู่ ก่อนจะรีบเอามันมาไว้กับฉันซึ่งเป็นเจ้าของ

         

กิ๊ง....เสียงกุญแจกระทบกับโต๊ะ จากการที่ฉันวางพวงกุญแจไว้บนโต๊ะฝั่งข้างฉัน

         

ทำไมกุญแจถึงมาอยู่บนเตียงนอนเราได้อ่ะ

         

....................... ฉันได้แต่นิ่งเงียบ นั่งตักข้าวผัดเข้าปาก พลางคิดหาคำตอบที่ดูเข้าท่าเพื่อตอบคำถามบ้าๆนั้น แต่เอาจริงๆนะ ฉันนึกมันไม่ออกว่ะ

 

จะให้ตอบว่า

 

อ่อ! เมื่อคืนนี้แกดึงตัวฉันไปนอนทับแกน่ะ ฉันคิดว่ามันน่าจะหล่นออกจากกระเป๋ากางเกงฉันตอนนั้น

 

.....มันก็ดูกระไรอยู่ปะ

 

 ความจริงแล้วเจ้าตัวน่าจะจำเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ได้นะ ถ้าไม่เมามากจนเกินไป

 

เอ้า....เงียบซะงั้น ดูท่าข้าวผัดกุ้งจะอร่อย ไอ้ทีที่นิ้วชี้ค้างอยู่ในอากาศสักพัก ยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอามือวางลงบนโต๊ะตามเดิม

 

ถามจริง

 

หืม

 

เมื่อคืนแกจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ

 

ก็….จำได้บ้างนะ

 

ฉันรีบหันขวับไปมองคนด้านข้าง เมื่อได้ยินคำตอบนั้น  ทำให้คนที่ถูกถามเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อเห็นฉันหันมามองด้วยสปีดความเร็วสูง

 

จำได้ว่าโทรไปเรียกแกให้มารับกลับบ้าน แล้วก็....

 

แล้ว ด้วยความอยากรู้คำตอบ ทำให้ฉันจ้องหน้าไอ้ทีเขม็งด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งกว่าลุ้นผลรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายของลีโอนาโด ดิคาปริโอเสียอีก

 

ก็….แค่นี้แหละ....แฮะๆ ก็มันเมามากนี่นา รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้วอ่ะ ไอ้ทีว่า พร้อมกับยิ้มแห้งๆมาให้ฉันที่ได้แต่ถอนหายใจ เมื่อได้ยินคำตอบจากคนตรงหน้า ก่อนจะหันกลับไปตักข้าวผัดเข้าปากอีกตามเดิม

 

......ข้าวผัดกุ้งจะเยียวยาทุกอย่างเอง

 

ช่างหัวเหตุการณ์บ้าๆเมื่อคืนนี้เหอะ คนเมามันก็ชอบพูดจาเพ้อเจ้อแบบนั้นแหละแตงกวา

 

ขอบคุณนะ “  ช้อนของฉันที่กำลังตักข้าวอีกคำอยู่ก็ได้ถูกชะงักลง เมื่อคนที่กำลังใช้มันได้ยินบางสิ่งจากอีกฝ่าย  ฉันหันกลับไปมองเจ้าของประโยคนั้น ที่กำลังนั่งอมยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปากอยู่ ก่อนจะพูดบางอย่างออกมา

 

ขอบคุณที่ยังเหมือนเดิม

 

ฉันมองไปในแววตาของคนตรงข้างด้วยความรู้สึกประหลาดใจจากคำพูดของเจ้าตัว อีกฝ่ายจ้องมองมาที่ฉันกลับด้วยแววตาที่ฉันเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้เช่นกัน  ราวกับมีความเงียบบางอย่างเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัวของเราทั้งสองคนอีกครั้ง

 


           จะว่าไป....ทั้งๆที่เราไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี แต่ทำไมอะไรๆยังดูเหมือนเดิมเนอะ

อาจจะเป็นเพราะว่าความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งสองคนไม่เคยจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้

หรือเป็นเพราะความสัมพันธ์ของคำว่า เพื่อน มันไม่มีทางตัดกันขาดง่ายๆหรอก

เพราะ เพื่อนสนิท น่ะ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี เรื่องราวทั้งหมดที่เคยทำด้วยกัน ยังคงเป็นความทรงจำที่ชัดเจนอยู่ในความรู้สึก

ฉันสัมผัสได้น่ะ เพราะมันมักจะย้อนกลับมาให้ฉันคิดถึงเพื่อนคนนี้อยู่เสมอ

 

 

“ เอ้อ!! อัพรูปลงไอจีสักหน่อยดีกว่า “ อยู่ๆไอ้ทีก็โพล่งขึ้น ทำให้บรรยากาศเงียบๆเมื่อกี้ถูกทำลายลง ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไอโฟนหกสีพิงค์โกลด์ออกมา ซึ่งเวลาคนอื่นใช้สีนี้ก็ดูดีนะ แต่เวลาที่หมอนี่ใช้ทำไมมันดูสตอยังไงก็ไม่รู้สิ

 

“ อ่ะนี่ ไอ้แตงถือพรอพด้วย “ ไอ้ทีว่าพร้อมกับเอาแก้วนมยื่นมาทางฉัน ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมถึงรับมันมาอย่างโดยดี….ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากจะทำหน้าแอ๊บแบ๋วถ่ายรูปสักเท่าไหร่ก็เถอะ

 

 “ เดี๋ยวก่อน  ฉันยกมือขึ้นเป็นปางห้ามญาติ จนอีกฝายที่กำลังถือกล้องฉีกยิ้มอลังการไปดาวพลูโตอยู่ ต้องหันมามองทางฉัน ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเชิงตั้งคำถามกับฉันว่า ทำไม

 

ไม่ถ่ายได้ไหมอ่ะ หน้าไม่พร้อม ฉันว่า ก่อนจะวางแก้วนมลง แล้วหันกลับมาเตรียมจะกินข้าวต่อ

 

 

 ก็แหม่คนเขาเพิ่งตื่น หน้าก็ไม่ได้แต่ง ผมก็ยุ่งเป็นอีเพิ้งอยู่ ฉันไม่เสี่ยงถ่ายรูปกับไอ้ที ให้มันไปลงรูปในไอจีแล้วติดแฮชแทค  #ไอจีใครคนนั้นรอด หรอก ส่วนคนที่ถูกปฏิเสธก็ได้แต่ทำจมูกย่นพร้อมกับทำปากเบะใส่ฉัน อารมณ์ประมาณว่าหมั่นไส้ฉัน อะไรแบบนั้น =_=

 

แล้วทันใดนั้นเมื่อฉันไม่ทันได้ตั้งตัว

 

แชะ!!

 

เสียงชัตเตอร์จากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทำให้ฉันที่กำลังอ้าปากเตรียมจะง้าบช้อนอยู่!!!!  ต้องรีบหันไปตามต้นเสียง ก่อนจะเบิกตามองกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นไอ้ทีถือโทรศัพท์หันมาทางฉันด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

 

ไอ้ที!!!! “

 

นี่...ลงรูปไปแล้ว ดูๆ ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่าผิดปกติ พร้อมกับหันหน้าจอโทรศัพท์มาทางฉัน

 

 สิ่งที่ฉันเห็น คือ รูปที่หน้าเกลียดที่สุดในชีวิตของฉันปรากฏเด่นหล้าอยู่บนหน้าจอ ( หน้าเกลียดแค่ไหนถามใจตัวเองดู )

 

ร้ายกาจมากนะระ....

 

ไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากด่าเพื่อนที่สุดแสนจะกวนอวัยวะเบื้องล่างได้จบประโยค  สายตาของฉันก็ดันไปสะดุดอยู่ตรงข้อความที่ปรากฏอยู่ใต้ภาพน่าเกลียดๆนั่น  ทำให้ฉันละสายตาออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนจะโฟกัสสายตาไปมองคนที่กำลังยืนถือโทรศัพท์อยู่ข้างหน้าด้วยรอยยิ้มสดใส และประกายระยิบระยับในแววตา

 

Sweet morning with my best ( lovely ) friend. J

 

....เกลียดทั้งรอยยิ้มจากเจ้าของไอจีและรอยยิ้มในอิโมติค่อนเลยค่ะ

 

 

 

 

 

ตอนเด็กๆ น่าจะสมัยปอสี่หรือไม่ก็ปอห้า ฉันเคยพยายามจะเข้ากลุ่มเพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง วันหนึ่งเพื่อนผู้หญิงกลุ่มนี้ก็บอกกับฉันว่า เขาจะรับฉันเข้ากลุ่ม โดยที่ฉันต้องเลิกสนิทกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ......ไอ้ที

 

ที นับจากวันนี้เราจะไม่เล่นกับนายแล้วนะ

 

ทำไมล่ะแตงกวา ทีทำอะไรผิดเหรอ

 

ไม่ๆ คือ ทีไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราเล่นกับทีไม่ได้ เพราะเดี๋ยวเราจะไม่ได้เข้ากลุ่ม

 

กลุ่มแองจี้น่ะเหรอ

 

ใช่แล้วล่ะ

 

แต่แล้ว.....กลับกลายเป็นฉันที่ผิดเอง ฉันทิ้งทีไว้ ทั้ง ๆ ที่เราสนิทกันมาก เป็นเพราะว่าฉันอยากมีเพื่อนเยอะ ๆ อยากมีกลุ่มมีพวกกับเขาบ้าง

 

นี่แองจี้  นั่นเป็นของสำคัญของฉันนะ

 

พวงกุญแจรูปตัวทีเนี่ยนะ ยัยแองจี้ว่า หลังจากแอบดึงพวงกุญแจรูปตัวทีที่ฉันห้อยไว้บนกระเป๋านักเรียน

 

แองจี้บอกให้เธอเลิกเล่นกับทีไม่ใช่เหรอไง ลูกสมุนของนางนางหนึ่งพูดขึ้น เพื่อเป็นแบ็คอัพให้กับยัยแองจี้ ซึ่งเป็นหัวโจกของกลุ่ม

 

มันก็แค่พวงกุญแจ เอามาให้ฉันเถอะ ฉันว่าพร้อมกับพยายามเอื้อมมือไปคว้าพวงกุญแจ แต่ยัยแองจี้ก็ร้ายนัก ไม่สมกับชื่อนางฟ้าของนางเลย แทนที่จะคืนให้ฉันโดยดี ยัยแองจี้กลับปามันออกไปตกลงบนสนามฟุตบอล ที่มีเหล่าเด็กผู้ชาย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันกำลังเตะบอลอยู่อย่างสนุกสนาน

 

อยากได้ก็วิ่งไปเอาตรงนู่นนะจ๊ะ พูดพร้อมกับแสยะยิ้มใส่ฉัน ก่อนจะเดินสะบัดตูดไปพร้อมกับเหล่าลูกสมุนของนาง ( ขนาดตอนประถมนางยังเป็นได้ขนาดนี้  ฉันละไม่อยากคิดถึงตอนโตเลย )

 

ส่วนฉันก็ต้องรีบวิ่งตรงไปยังสนามฟุตบอล ด้วยความร้อนใจ ฉันหยุดยืนอยู่ตรงขอบสนาม สายตาควานหาพวงกุญแจที่ตกอยู่บนพื้น แล้วพอฉันเห็นว่ามันตกอยู่ใกล้ๆโกล ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น รีบวิ่งไปเพื่อหวังจะไปหยิบพวงกุญแจให้ทัน

 

เฮ้ยยย!!! ระวัง

 

 

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก  ขณะที่ฉันกำลังจะก้มหยิบพวงกุญแจ เหมือนกับว่าฉันจะได้ยินเสียงเข้าโสตประสาทลางๆว่าให้ระวัง และทันใดนั้นร่างของฉันก็เหมือนถูกดึงจากใครบางคน ลูกบอลที่ลอยมาจากตรงสนามปลิวมาโดนหัวคนที่อยู่ตรงหน้าฉัน

 

ตุ้บ!!

 

...ซึ่งฟังจากเสียงกระแทก ฉันคิดว่ามีสมองสั่นแน่ๆ

 

เป็นอะไรไหมแตงกวา แต่คนตรงหน้าฉันกลับไม่ได้สนใจที่ตัวเองโดนลูกฟุตบอลกระแทก  แต่กลับมาสนใจฉันที่กำลังนั่งเอ๋อด้วยความตกใจอยู่

 

ทะ...ทีชา

 

 

 

นี่เธอมีแผลถลอกตรงหัวเข่าด้วยนิ คนตรงหน้าฉันไม่สนใจเสียงเรียกที่ฉันเรียกชื่อเขาแต่อย่างใด แต่กลับมาสนใจแผลถลอกตรงหัวเข่าของฉันแทน  อีกฝ่ายจับหัวเข่าของฉันขึ้นมา ก่อนจะก้มหน้าลงไปเป่ารอยแดงนั้น ราวกับกำลังใช้เวทมนตร์อยู่

 

เดี๋ยวฉันพาไปห้องพยาบาลนะ

 

 

มันมักจะเป็นแบบนี้มาตลอด....ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรกับฉันก็ตาม ฉันก็จะมี ทีชา เพื่อนรักของฉันคนนี้คอยอยู่ข้างๆฉันเสมอ

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สวัสดีค่า JLS01 นะคะ ชื่อกิ๊ฟค่า

ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณคณะกรรมการทุกๆท่านสำหรับโอกาสในครั้งนี้นะคะ

แล้วก็ต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่ช่วยอ่าน ช่วยเม้นท์ ช่วยโหวตให้กับนิยายเรื่องนี้นะคะ ถึงแม้จะเป็นนิยายธรรมดาๆ แต่เราจะพยายามแต่งออกมาให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกเสียเวลาน้อยที่สุดที่มาอ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ ฮ่าๆ

สุดท้ายก็ขอขอบคุณพี่ลูกชุบมากนะคะ >< ที่เข้ามาวิจารณ์ตอนที่ 1 ให้หนู (รู้สึกเขินจังค่ะ) หนูจะน้อมรับคำวิจารณ์แล้วนับไปพัฒนาให้ดีขึ้นในตอนถัดไปนะคะ

ยังไงก็ฝากติดตามความสัมพันธ์ของคู่พระ-นาง แตงกวาและทีชาให้ไปตลอดรอดฝั่งนะคะ ฮ่าๆ เจอกันตอนถัดไปค่า ><

JLS09 STATUS สถานะรัก ป่วนหัวใจยัยเพื่อนสนิท

ผู้แต่ง :: มนุษย์ของขวัญ

7 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-17 19:38:12
    เย้ มาอ่านแล้วๆๆ
    เง้ออ ชอบงะ ขอให้นางเอกสมหวังนะ
    #1
  2. #2 Marshmallows. (จากตอนที่ 2)
    2017-01-19 01:22:05
    เราว่าพระเอกนี่นอกจากจะบอกว่าไปว่าชอบแล้ว ยังทำตัวเหมือนเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่ออี๊กก อะไรอ่ะ มีงอน มีให้ป้อน ยอมแล้ว 5555555 นางเอกไม่ต้องคิดมากค่ะ เป็นเราไม่ต้องคิดแล้ว สองคนนี้เหมือนปากบอกเพื่อนๆ แต่ดูมันท้ามสิคะคุณผู้ชม -///-
    #2
  3. #3 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-19 07:48:40
    นางเอกถึงกับหลอนไปเลยที่พระเอกบอกชอบ โอ้ยยย วนเวียนอยู่ในหัว5555
    พระเอกมีท่าทีแบบนี้ ไม่เพื่อนละมั้งงง บอกนางเอกอย่าคิดมาก >_<
    รออ่านตอนต่อไปน้า สู้ๆๆ
    #3
  4. #4 iiiimmomo (จากตอนที่ 2)
    2017-01-19 22:46:19
    ชอบการจัดหน้าเรื่องนี้มากค่ะ 55555555 มันดูสบายตาดี การบรรยายเข้าใจกระชับ ชอบนิยายเกี่ยวกับเพื่อนสนิทอยู่แล้วมันเรียลดีอ่ะ ยังไงก็เป็นกำลังให้นะคะ สู้ๆ ค่าาา
    #4
  5. #5 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-20 00:10:01
    สวัสดีค่า
    มาตอนสองงง

    ประเด็นที่คอมเม้นไปก่อนหน้านี้ยังมีอยู่นะคะ พี่เข้าใจล่ะว่ามันจะปรับแก้เลยข้ามตอนยาก ยังไงรอดูตอนต่อๆ ไปแล้วกัน เรื่องความสัมพันธ์ที่เร็วเกินไป เรื่องไดอะลอคยังขาดเสน่ห์ ไม่เป็นธรรมชาติ หรือเรื่องบรรยายที่สลับไปมาไม่คงที่ (ตอนแรกๆ บรรยาย ฉัน... ฉัน... พอสักพักตัดเป็น ชายหนุ่ม หญิงสาว) ตอนต่อไปเอาให้เนี้ยบน้าา

    เจอกันตอนหน้าจ้า
    #5
  6. #6 JOlly' M (จากตอนที่ 2)
    2017-01-21 00:06:25
    ชอบตรงที่พระ-นางเป็นเพื่อนกันอ่ะ มันดูสนิทและเคมีเข้ากันได้น่ารักมากกกก

    อยากรุ้ว่าจะเป็นไปทางไหนต่ออ่ะ จะเล่นเรื่องอัลไลลล พระเอกก็อ่อยนางเอกกลับใช่ม้ายย

    รอเลยนะแตงไทยและทีชา (ของชั้น) 55555

    สู้นาาาา
    #6
  7. #7 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-24 17:47:13

    พล็อตแนวเพื่อนรักเพื่อนยังไม่แปลกใหม่ทำให้ไม่น่าติดตามมากเท่าที่ควร ดังนั้นจึงควรหาฉากฟินๆ หรือพล็อตรองที่น่าสนใจมาทำให้คนอ่านรู้สึกอยากตามอ่านเรื่องไปจนจบค่ะ แล้วก็จากที่นักเขียนวางให้พระเอกนางเอกต้องห่างกันและไม่ได้ติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่พอทั้งสองคนกลับมาเจอกันกลับไม่มีช่องว่างระหว่างกันเลย ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันเหมือนเดิม ตรงนี้เป็นจุดที่ตอนอ่านติดพอสมควรนะคะ

    นอกจากนี้ยังมีการวางคาแร็กเตอร์ตัวละครให้เป็นผู้ใหญ่ เรียนจบแล้ว แต่การดำเนินเรื่องกลับดูเป็นเด็กวัยรุ่นมากกว่า จากสถานการณ์หลายๆ สถานการณ์ในเรื่อง เหตุนี้ก็เลยทำให้ตอนอ่านไม่รู้สึกอินและคาแร็กเตอร์ตัวละครก็ยังไม่ชัดเจนด้วยค่ะ

     

    การใช้าษาในการบรรยายยังมีข้อบกพร่องอยู่นะคะ ค่อนข้างสั้นห้วนไปในบางฉาก การเปลี่ยนฉากก็ยังไม่โอเคเท่าไหร่ ทำให้ไม่สามารถดึงอารมณ์ของคนอ่านและไม่สามารถสื่อความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ อยากให้ลองปรับเรื่องการดำเนินเรื่องดู น่าจะช่วยให้เรื่องดูสมจริงและเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ

    สู้สู้

    #7
  • 1

แสดงความคิดเห็น