เพราะอาการเมาของเพื่อนสนิท ทำให้เผลอบอกเธอว่า'ชอบ'ไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่า'เพื่อน'เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ......นิยายธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วจะอยากมีเพื่อนสนิท :)
เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ vs เพื่อนสนิทจอมซื่อบื้อ
STATUS 2
อาการ ชอบ ใครสักคนมันก็มีรูปแบบที่แตกต่างกัน
ชอบแบบ เพื่อน กับ ชอบแบบอื่น ไม่ใช่เพื่อน
และตอนนี้ฉันก็ยังคงแยกแยะความรู้สึกชอบไม่ได้อยู่ดี
ตอนนี้ฉันก็อายุได้ยี่สิบสองปีแล้วล่ะ เรียนจบแล้วอย่างที่ทุกคนรู้กัน ฉันเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ เพราะอยากจะเปิดกิจการเป็นของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น ตอนนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ระหว่างเรียนฉันมีงานอดิเรกอยู่สองสามอย่าง และมันก็สามารถช่วยสร้างรายได้ให้ฉันเล็กๆน้อยๆด้วยล่ะ
ซึ่งก็คือ..1.การทำขนม กับ 2.เขียนหนังสือ
อาจจะเป็นเพราะฉันชอบเขียนหนังสือล่ะมั้ง ทำให้ฉันเป็นพวกชอบเพ้อ(เจ้อ)และบรรยายนู่นนี่นั้นผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวของตัวเองเสมอ ก็รู้นะว่า มันอาจจะทำให้ใครบางคนรู้สึกรำคาญได้ แฮะๆ
02:50
ฉันก้มมองตัวเลขบอกเวลาที่ปรากฏอยู่บนมุมขวาล่างบนหน้าจอโน้ตบุ๊ค แล้วด้วยบรรยากาศรอบด้านที่มืดสนิท ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตัวเลขที่ปรากฏอยู่นั้นไม่ใช่บ่ายสองห้าสิบแต่อย่างใด แต่เป็นตีสองห้าสิบต่างหากล่ะ ทั้งๆที่ปกติไม่ว่าจะนอนดึกมากเท่าไหร่ ฉันก็จะไม่มีทางนอนเกินตีสามเป็นแน่ เพราะอะไรน่ะเหรอ??......ก็เพราะว่ามันเป็นเวลาผีออกน่ะสิ แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะ นี่ก็เหลืออีกแค่สิบนาที ฉันยังไม่มีวี่แววจะข่มตาหลับเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ฉันหลับตา ฉันก็จะเห็นแต่เหตุการณ์เมื่อกี้อยู่ตลอด
‘ ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ ‘
ฮือออ มันน่ากลัวยิ่งกว่าเจอผีอีกนะ ฉันไม่กล้าแม้จะกระพริบตาเลยด้วยซ้ำ!!!
ด้วยเหตุนี้ฉันเลยเลือกที่จะไม่นอน แต่เลือกมาไล่อ่านนิยายที่ฉันแต่งค้างอยู่ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่ามีอะไรควรแก้อีกบ้าง
ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามาใกล้ ใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันแค่เอื้อม จนสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของอีกฝ่าย ชายหนุ่มกระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากหยักได้รูปนั้นจะขยับเพื่อพูดอะไรบางอย่างกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“ ฉันชอบเธอ”
‘ ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ ‘
โอ๊ยยยย!!! เอาอีกล่ะ ฉันคิดถึงมันอีกแล้ว พออ่านนิยายก็ยังจะคิดถึงอีก นี่มันจะตามหลอกหลอนฉันไปถึงไหนเนี่ยยย เป็นเพราะนิยายบ้าๆที่ฉันแต่งนั่นแหละ เหตุการณ์ชวนใจหวิวแบบนั้นถึงได้ฉายวนซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าตอนนั้นฉันแต่งอะไรที่ดูน้ำเน่าชวนเลี่ยนแบบนี้ไปได้ยังไง หรือเป็นเพราะตอนนั้นฉันกำลังมีอารมณ์ฟินติดพันจากการดูซีรีย์เกาหลีแน่ๆ
เอาวะ!! คืนนี้ฉันจะไม่นอน จะถ่างตาไปยันเช้าเลย!!
ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง..... ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง..... ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง.....
“ อืม...ฉันเกลียดนาฬิกาปลุกของฉันจัง “
“ นี่...ตื่นได้แล้วไอ้แตงไทย “
เอ๊ะ!!??
เสียงนี้คุ้นๆ ฉันอยากจะลืมตาขึ้นเพื่อมองว่าใครที่กำลังพูดกับฉันอยู่ แต่ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมฉันถึงไม่สามารถยกเปลือกตาที่หนักอึ้งนี้ออกไปได้ ฉันก็เลยทำได้แค่ดันตัวเองลุกขึ้นมา แล้วหันไปทางต้นเสียงที่คาดว่าคนพูดน่าจะอยู่แถวนั้น ด้วยตาที่ยังปิดสนิทอยู่
“ สภาพแกนี่เหมือนยัยเพิ้งมากเลยนะ “ ฉันได้ยินเสียงคนข้างหน้าพูดอะไรสักอย่างด้วยน้ำเสียงเอือมๆ คลับคล้ายเหมือนจะว่าฉัน พร้อมกับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาดันเปลือกตาฉันขึ้น ทำให้ฉันสามารถมองเห็นคนตรงหน้าได้อย่างเลือนลาง
อืม....หน้าคุ้นๆ
‘ ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ ‘
.
.
.
พลั่ก!!
“ เฮ้ย!!! “
“ O_O “
ตกใจมากถึงขีดสุด เมื่อขณะที่ฉันนั่งหน้ามึนอยู่นั้น อยู่ๆก็นึกถึงภาพเหตุการณ์เดิมขึ้นมาอีกครั้งและอีกครั้ง ทำให้ฉันเผลอผลักคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าออก จนเจ้าตัวต้องหงายหลังลงพื้นแล้วร้องอุทานขึ้นมา ส่วนฉันก็ได้แต่เบิกตากว้างจ้องคนตรงหน้าด้วยอาการตกใจปนหลอนนิดๆ
“ ไอ้แตง!!! แกเป็นอะไรของแกวะ!!! “ เจ้าตัวสบถขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิด พร้อมกับขยี้ผมของตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด แล้วพอฉันสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองได้ ก็ได้สังเกตเห็นว่ามันคือไอ้ทีนี่หว่า หมอนี่มาในสภาพเสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงบ๊อกเซอร์ลายขาวดำ
แต่งตัวชิวมากค่ะเพื่อน
“ ฉะ...ฉันขอโทษ “
ตึก!!
“ อะ...โอ๊ยยยย “ ฉันร้องด้วยน้ำเสียงโอดครวญ ขณะที่ฉันกำลังจะยกมือเพื่อขอโทษคนข้างหน้า แต่ศอกของฉันดันไปกระแทกกับโต๊ะที่วางอยู่ข้างๆแทน
อย่าบอกนะว่านี่ฉันเผลอหลับคาโต๊ะอ่ะ
“ ฮ่าๆๆ กรรมตามสนอง “ ไอ้ทีหัวเราะร่วนก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ฉัน แล้วเอามือจับข้อศอกของฉันขึ้นไปดู
“ แดงนิดหน่อย ไกลหัวใจตั้งเยอะ “ พูดพร้อมกับเป่ารอยแดงบนข้อศอก ก่อนจะเอามืออีกข้างมาขยี้ผมฉันเล่น
“........”
ฉันเงียบไม่ได้โต้ตอบอะไร ถึงแม้ว่าปกติฉันจะต้องด่าไอ้ทีทุกครั้งที่บังอาจมาเล่นหัว แต่เพราะการกระทำของหมอนี่ ทำให้ฉันนึกถึงอะไรบางอย่าง
....บางอย่างที่คุ้นเคย
เป๊าะ!!
“ เป็นอะไรไอ้แตง ทำหน้าเอ๋ออีกแล้วนะ “ ไอ้ทีเอานิ้วดีดหน้าผากฉัน ก่อนจะพูดแซวเหมือนทุกครั้ง เวลาที่ฉันชอบทำหน้าเหม่อลอยคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
“ เปล่าสักหน่อย....แล้วแกล่ะ หายแฮงก์แล้วเหรอ “ ฉันพูดพลางลุกขึ้นไปนั่งบนโซฟาที่อยู่ข้างหลัง
“ ก็โอเคขึ้นนะ ไม่ค่อยรู้สึกมึนๆเท่าไหร่ “ ไอ้ทีว่าก่อนจะลุกขึ้นตามมา
“ เหอะ “ ฉันส่งเสียงในลำคอด้วยอาการเซ็งๆ เมื่อนึกได้ว่าเมื่อคืนฉันต้องลำบากขนาดไหน ในการแบกร่างของหมอนี่กลับบ้าน แล้วไหนต้องแบกขึ้นไปชั้นบนอีก เหอะ!!
“ อะไร?? “ ไอ้ทีหันมามองทางฉัน ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย คล้ายกับว่ากำลังเค้นให้ฉันพูดอะไรบางอย่างออกมา
ซึ่งแน่นอนว่าฉันจะพูดมัน
“ ใครก็ไม่รู้น้า ต้องมาแบกคนเมาอย่างกับจิ้งหรีดตกน้ำ “ ฉันพูดด้วยน้ำเสียง(แกล้ง)เหน็บแนม พร้อมกับ(แกล้ง)ถอนหายใจเล็กน้อย
“ แล้วจิ้งหรีดตกน้ำมันเป็นยังไงวะ “
“ ไม่รู้ แค่นึกอะไรออกก็พูดไป “
“ =_= ” >> ไอ้ที
“ =_= ” >> ฉัน
..........ถามจริง มันควรจะมาเป็นหัวข้อสนทนาไหมเนี่ย
“ โอเคๆ ขอบคุณ “
“ อะไรนะ?? “ ฉันเอียงคอลงเล็กน้อย ทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่คนข้างๆพูดเมื่อกี้
ไอ้ทีได้แต่ถอนหายใจแล้วทำหน้าเซ็งอย่างสุดขีด เมื่อเจ้าตัวเห็นการกระทำของฉันเชิงแกล้งว่าไม่ได้ยินสิ่งที่มันพูด
“ บอกว่า....ขอบคุณ “
“ โห....แค่นี้เองเหรอ ขอที่มันแบบน่ารักๆ ดูออดอ้อนหน่อยดิ “ ฉันว่าพลางเอามือไปชกบนไหล่อีกฝ่าย ก่อนจะส่งยิ้มยียวนไปให้ จนไอ้ทีต้องถอนหายใจแรงๆอีกครั้งอย่างเบื่อหน่าย
“ นี่คือต้องอินตามใช่ไหม “ พูดเสร็จเจ้าตัวก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้อง ก่อนจะเดินออกไป
.
.
.
กินจุดแปบ
เฮ้ย!!??! นี่อึ้งแล้วงงมากนะครับเนี่ย อากัปกิริยาแบบนั้น อย่าบอกนะว่านางเขางอนน่ะ =O=?? ว่าแล้วฉันก็ควรจะตามไปง้อใช่ไหม ทั้งๆที่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด(มาก)สักหน่อย คนอะไรเกิดมาเป็นผู้ชายแท้ๆ ( เอ๊ะ!! หรือว่าจะไม่แท้ ) ดันมาทำตัวประหนึ่งเป็นเพศแม่สักงั้น รู้ไหมการเป็นผู้หญิงมันไม่ดีหรอกนะ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากสุดๆ ขนาดฉันยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเลย
สรุปคือฉันควรเดินไปง้อนางใช่ไหมคะ??
......โอ-เค-ค่ะ
ฉันเดินลงมาข้างล่าง เดินมองหาไอ้ทีอยู่รอบๆสักพักก็เหลือบไปเห็นว่าเจ้าตัวกำลังยืนทำอะไรบางอย่างอยู่ตรงห้องครัว
“ไอ้ที คือแกงะ.... “
“ นั่ง “ ไม่ทันที่ฉันจะได้เปล่งคำว่า ‘งอน’ ออกมาจากปาก คนตรงหน้าที่กำลังยืนหันหลังทำอะไรสักอย่างอยู่ ก็ได้พูดตัดบทฉันด้วยน้ำเสียงที่ดู.....กดขี่บวกกดดันนิดหน่อย.....มั้ง
ครืด
แล้วนั่นทำให้ฉันต้องเดินไปลากเก้าอี้แล้วนั่งลงอย่างโดยดี
“ อ่ะ...เสร็จล่ะ “ ไอ้ทีพูดขึ้น ก่อนจะหันหลังกลับ แล้วเดินตรงมาทางฉันพร้อมกับจานในมือ ไอ้ทีวางจานลงบนโต๊ะในตำแหน่งที่ฉันนั่งพอดี จากนั้นหมอนี่ก็เดินกลับไปเทนมใส่แก้ว แล้วเดินกลับมาลากเก้าอี้นั่งลงตรงข้างฉัน โดยที่ฉันมองการกระทำของอีกฝ่ายอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ
“ นี่คือแกทำให้ฉัน “ ฉันพูดพร้อมกับมองอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกงุนงง ปนตกใจเล็กน้อย
ก็ดูซิ ข้างหน้าฉันเป็นจานใส่ข้าวผัดกุ้ง แต่เป็นข้าวผัดกุ้งที่ฟูลออพชั่นมากค่ะ มีทั้งไข่ดาวที่วางเด่นอยู่ด้านบน ไส้กรอกสองชิ้น และแตงกวากับมะเขือเทศที่ถูกวางประดับอยู่ด้านข้าง
....คือเพื่อนกลัวฉันหิวใช่ไหม ถึงจัดเต็มมาขนาดนี้
“ เปล่า เราซื้อมาจากร้านเจ๊ใหญ่หน้าหมู่บ้านน่ะ จำได้ว่าไอ้แตงไทยชอบกินข้าวผัดกุ้ง และก็จำได้ว่าไอ้แตงไทยชอบกินไข่ดาวกับไส้กรอก ก็เลย....สั่งมาหมดเลย “ ไอ้ทีว่าพลางลากแก้วนมจากฝั่งของตัวเองไปไว้อีกฝั่งข้างฉันที่ไม่มีคนนั่ง
“ อ่ออออ งั้นกินเลยนะ เริ่มหิวแล้วล่ะ “ ฉันถือช้อนกับส้อมพร้อมจะบุกทะลวงไข่ดาวก่อนเป็นอันดับแรก แต่ก็ต้องล้มเลิกเป้าหมายลง เมื่อคนที่นั่งอยู่ตรงข้างฉันดึงส้อมจากมือที่อยู่ใกล้ตัว รวมทั้งช้อนจากมืออีกข้างด้วย
“ อะไรอ่า “ ฉันโอดครวญพร้อมกับจ้องไข่แดงที่ส่องแสงประกายวิบวับ ราวกับกำลังหัวเราะเยาะฉันอยู่ยังไงยังงั้น
คนที่แย่งช้อนกับส้อมของฉันไปไม่ได้ตอบกลับอะไร ได้แต่ไปดึงทิชชู่ที่วางอยู่บนโต๊ะออกมาวางไว้ข้างๆ โดยมีฉันมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ด้วยความรู้สึกสงสัย
“ จำได้ว่าไม่ชอบกินหัวหอม “ ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางเอาส้อมที่เพิ่งแย่งจากมือฉันไปเขี่ยเอาหัวหอมที่ถูกผัดรวมอยู่ในข้าวผัดกุ้งออกมาวางบนทิชชู่ที่เพิ่งดึงออกมา
“ อะ...อ่อ เอ่อ คือ...แกยังจำได้อยู่เหรอ “
“ ไม่ได้ก้บ้าล่ะ มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่แกเกลียดที่สุดไม่ใช่เหรอวะ “ พูดเสร็จก็อมยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก ซึ่งฉันก็ไม่ทันได้รู้ตัวว่ากำลังเผลอมองคนตรงหน้าอยู่ จนกระทั่งเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาแล้วสายตาของเราสองคนซบกันพอดี ทำให้ฉันต้องรีบหันขวับกลับไปมองไข่ดาวที่ยังคงส่องประกายวิบวับอยู่ตามเดิม
“ เดี๋ยวเราป้อนเอง “
“ ฮะะ!!!??!!! “ ฉันละสายตาจากไข่แดง แล้วรีบหันไปมองคนข้างๆ เมื่อได้ยินสิ่งที่ถูกพูดออกมา
“ ก็...แกบอกว่าขอน่ารักดูออดอ้อนไง “ อีกฝ่ายว่าพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะในลำคอ
“ ฮะะ??? “ แล้ว...ก่อนที่ฉันจะได้อุทานอะไรไปมากกว่านี้ ไส้กรอกชิ้นหนึ่งก็ได้ถูกยัดใส่ปากจากฝีมือของคนที่นั่งข้างๆ ทำให้ฉันได้แต่เคี้ยวไส้กรอกไปพร้อมกับความรู้สึกสับสนและงุนงงกับสถานการณ์ในตอนนี้อย่างมาก ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าไอ้ทีหลังจากกลับจากอเมริกา ถึงได้มีกิริยาแปลกๆอยู่ตลอด หรือว่าจะเป็นเพราะปรับตัวต่อสภาพดินฟ้าอากาศไม่ทันกันแน่ ฉันชักเริ่มจะสงสัยแล้ว
“ อร่อยไหม “
“ อือ...อร่อยดี “ ฉันตอบกลับหลังจากได้กลืนไส้กรอกลงคอ ซึ่งไอ้ทีก็ไม่รอช้าได้ตักไข่คำโตเข้าปากฉันตามมาอีก
“ อา....อ้าปาก....เยี่ยมมาก....เด็กดี “ แถมยังมาพูดจาราวกับว่าฉันเป็นเด็กอีก แล้วนี่อะไรยิ้มทำไม และสายตาเป็นประกายนี่คืออะไร ไหนจะเอามือมาลูบหัวฉันอีกกก =[]= นับวันมันยิ่งเพี้ยนแล้วชวนขนลุกไปอี๊กกกก!!!!
‘ ไอ้แตง....เราชอบแกว่ะ ‘
อยู่ๆภาพเหตุการณ์ประหลาดนั่นก็ฉายวนซ้ำขึ้นมากในสมองของฉันอีกครั้ง หรือว่าที่หมอนี่ทำอะไรแปลกๆกับฉัน จะเป็นเพราะว่าหมอนี่...
ชะ....ชอบ
เฮ้ย!! คิดไรของแกอยู่เนี่ยแตงกวา เป็นไปไม่ได้ที่ไอ้ตาบ้าทีจะมาคิดอะไรเกินเลยกับฉัน ชอบมันก็มีหลายรูปแบบนี่ ชอบแบบเพื่อน ชอบแบบแฟน อะไรเทือกๆนั้น ซึ่งแน่นอนว่าไอ้ทีต้องชอบฉันแบบเพื่อน ก็เราเป็นเพื่อนสนิทกันนี่นา รู้ตับไต้ไส้พุงยันไปถึงลิ้นปี่กันหมดล่ะ ถ้าจะให้มาชงมาชอบอะไรแบบอื่น ฉันคิดว่าฟ้าจะต้องลงโทษแน่ๆ!!!
หรือว่า...ฉันควรจะถามถึงเหตุการณ์นั้นดี
“ อะไรแตงไทย จ้องหน้าขนาดนี้...อึ้งหรอ “ ไอ้ทีพูด เมื่อเห็นว่าฉันจ้องหน้ามันนานเกินไป ทำให้ฉันต้องละสายตาออกจากหมอนี่ ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีออกมา
ฉันคงจะเผลอคิดอะไรยืดยาวไปหน่อย เลยทำอะไรไม่รู้ตัวอีกแล้ว
“ อึ้งอะไรของแก โว๊ะ!! “
“ อึ้งในความหล่อของไง ฮ่า ๆๆๆ “ เพื่อนสนิทคิดแต่จะเข้าข้างตัวเองของฉันหัวเราะร่วนด้วยความมั่นหน้าขั้นสุด จนทำให้ฉันรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิด ๆ ล่ะ
“ เกลียด....เกลียดความมั่นหน้า “ ฉันพูดพร้อมกับกรอกตาขึ้นบนสามร้อยหกสิบเอ็ดองศาด้วยความหมั่นไส้ หรือจะเรียกกิริยาแบบนี้อีกนัยนึงว่า มองบนแป๊บ ก็ได้
“เอ้า!! ถึงจะมั่นหน้า.....แต่ก็รักปะล่ะ “
“.............”
.
.
.
ราวกับมีพลังงานบางอย่าทำให้เกิดปรากฎการณ์เดดแอร์ขึ้นระหว่างเราสองคน จนกระทั่งอีกฝ่ายที่เป็นคนถามคำถามแปลกๆ ต้องโพล่งบางอย่างออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศเงียบจนชวนน่าอึดอัดแบบนี้
“ แบบเพื่อนไงคะเธอ ว่าไงเพื่อนร้ากกกกก “ ไอ้ทีลากเสียงยาวซึ่งฟังดูสตอยิ่งนัก พร้อมกับเอาแขนมาพาดบนบ่าของฉัน
งั้น...ฉันคิดว่าฉันคงไม่ถามก็ได้
“ เออ!! เกือบลืมเอาไอ้นี่ให้ “ อีกฝ่ายเอาแขนท่ำลังพาดบ่าของฉันอยู่ออก ก่อนจะล้วงไปหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
ซึ่งมันก็คือ....พวงกุญแจรถของฉันที่มีพวงกุญแจสีเขียวรูปตัวที ’T’ ห้อยอยู่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ฉันจำได้ว่านี่คือกุญแจรถของฉัน
หรือไม่ที่ฉันห้อยพวงกุญแจนี้เอาไว้ อาจเป็นเพราะนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งก็ได้
แต่ประเด็นคือ....พวงกุญแจรถของฉันไปอยู่กับไอ้ทีได้ยังไง หรือว่า...
เพราะเมื่อคืนนี้แน่เลย!!!
ด้วยความตกใจ ทำให้ฉันเผลอจ้องพวงกุญแจที่ถูกคล้องอยู่บนนิ้วชี้ของคนตรงหน้าสักพักใหญ่ ก่อนจะตั้งสติได้ว่าควรรีบคว้ามันออกมาจากนิ้วของเจ้าตัว
ฉันดึงกุญแจที่ถูกห้อยโต่งเต่งอยู่บนปลายนิ้วของคนที่กำลังคล้องมันอยู่ ก่อนจะรีบเอามันมาไว้กับฉันซึ่งเป็นเจ้าของ
กิ๊ง....เสียงกุญแจกระทบกับโต๊ะ จากการที่ฉันวางพวงกุญแจไว้บนโต๊ะฝั่งข้างฉัน
“ ทำไมกุญแจถึงมาอยู่บนเตียงนอนเราได้อ่ะ “
“.......................” ฉันได้แต่นิ่งเงียบ นั่งตักข้าวผัดเข้าปาก พลางคิดหาคำตอบที่ดูเข้าท่าเพื่อตอบคำถามบ้าๆนั้น แต่เอาจริงๆนะ ฉันนึกมันไม่ออกว่ะ
จะให้ตอบว่า
อ่อ! เมื่อคืนนี้แกดึงตัวฉันไปนอนทับแกน่ะ ฉันคิดว่ามันน่าจะหล่นออกจากกระเป๋ากางเกงฉันตอนนั้น
.....มันก็ดูกระไรอยู่ปะ
ความจริงแล้วเจ้าตัวน่าจะจำเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ได้นะ ถ้าไม่เมามากจนเกินไป
“ เอ้า....เงียบซะงั้น ดูท่าข้าวผัดกุ้งจะอร่อย “ ไอ้ทีที่นิ้วชี้ค้างอยู่ในอากาศสักพัก ยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอามือวางลงบนโต๊ะตามเดิม
“ ถามจริง “
“ หืม “
“ เมื่อคืนแกจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ “
“ ก็….จำได้บ้างนะ “
ฉันรีบหันขวับไปมองคนด้านข้าง เมื่อได้ยินคำตอบนั้น ทำให้คนที่ถูกถามเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อเห็นฉันหันมามองด้วยสปีดความเร็วสูง
“ จำได้ว่าโทรไปเรียกแกให้มารับกลับบ้าน แล้วก็.... “
“ แล้ว ” ด้วยความอยากรู้คำตอบ ทำให้ฉันจ้องหน้าไอ้ทีเขม็งด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งกว่าลุ้นผลรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายของลีโอนาโด ดิคาปริโอเสียอีก
“ ก็….แค่นี้แหละ....แฮะๆ ก็มันเมามากนี่นา รู้ตัวอีกทีก็เช้าแล้วอ่ะ “ ไอ้ทีว่า พร้อมกับยิ้มแห้งๆมาให้ฉันที่ได้แต่ถอนหายใจ เมื่อได้ยินคำตอบจากคนตรงหน้า ก่อนจะหันกลับไปตักข้าวผัดเข้าปากอีกตามเดิม
......ข้าวผัดกุ้งจะเยียวยาทุกอย่างเอง
ช่างหัวเหตุการณ์บ้าๆเมื่อคืนนี้เหอะ คนเมามันก็ชอบพูดจาเพ้อเจ้อแบบนั้นแหละแตงกวา
“ ขอบคุณนะ “ ช้อนของฉันที่กำลังตักข้าวอีกคำอยู่ก็ได้ถูกชะงักลง เมื่อคนที่กำลังใช้มันได้ยินบางสิ่งจากอีกฝ่าย ฉันหันกลับไปมองเจ้าของประโยคนั้น ที่กำลังนั่งอมยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปากอยู่ ก่อนจะพูดบางอย่างออกมา
“ ขอบคุณที่ยังเหมือนเดิม “
ฉันมองไปในแววตาของคนตรงข้างด้วยความรู้สึกประหลาดใจจากคำพูดของเจ้าตัว อีกฝ่ายจ้องมองมาที่ฉันกลับด้วยแววตาที่ฉันเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้เช่นกัน ราวกับมีความเงียบบางอย่างเข้าปกคลุมบรรยากาศรอบตัวของเราทั้งสองคนอีกครั้ง
จะว่าไป....ทั้งๆที่เราไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี แต่ทำไมอะไรๆยังดูเหมือนเดิมเนอะ
อาจจะเป็นเพราะว่าความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งสองคนไม่เคยจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้
หรือเป็นเพราะความสัมพันธ์ของคำว่า ‘เพื่อน’ มันไม่มีทางตัดกันขาดง่ายๆหรอก
เพราะ ‘เพื่อนสนิท’ น่ะ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี เรื่องราวทั้งหมดที่เคยทำด้วยกัน ยังคงเป็นความทรงจำที่ชัดเจนอยู่ในความรู้สึก
ฉันสัมผัสได้น่ะ เพราะมันมักจะย้อนกลับมาให้ฉันคิดถึงเพื่อนคนนี้อยู่เสมอ
“ เอ้อ!! อัพรูปลงไอจีสักหน่อยดีกว่า “ อยู่ๆไอ้ทีก็โพล่งขึ้น ทำให้บรรยากาศเงียบๆเมื่อกี้ถูกทำลายลง ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไอโฟนหกสีพิงค์โกลด์ออกมา ซึ่งเวลาคนอื่นใช้สีนี้ก็ดูดีนะ แต่เวลาที่หมอนี่ใช้ทำไมมันดูสตอยังไงก็ไม่รู้สิ
“ อ่ะนี่ ไอ้แตงถือพรอพด้วย “ ไอ้ทีว่าพร้อมกับเอาแก้วนมยื่นมาทางฉัน ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมถึงรับมันมาอย่างโดยดี….ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากจะทำหน้าแอ๊บแบ๋วถ่ายรูปสักเท่าไหร่ก็เถอะ
“ เดี๋ยวก่อน “ ฉันยกมือขึ้นเป็นปางห้ามญาติ จนอีกฝายที่กำลังถือกล้องฉีกยิ้มอลังการไปดาวพลูโตอยู่ ต้องหันมามองทางฉัน ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเชิงตั้งคำถามกับฉันว่า ‘ ทำไม ’
“ ไม่ถ่ายได้ไหมอ่ะ หน้าไม่พร้อม ” ฉันว่า ก่อนจะวางแก้วนมลง แล้วหันกลับมาเตรียมจะกินข้าวต่อ
ก็แหม่คนเขาเพิ่งตื่น หน้าก็ไม่ได้แต่ง ผมก็ยุ่งเป็นอีเพิ้งอยู่ ฉันไม่เสี่ยงถ่ายรูปกับไอ้ที ให้มันไปลงรูปในไอจีแล้วติดแฮชแทค #ไอจีใครคนนั้นรอด หรอก ส่วนคนที่ถูกปฏิเสธก็ได้แต่ทำจมูกย่นพร้อมกับทำปากเบะใส่ฉัน อารมณ์ประมาณว่าหมั่นไส้ฉัน อะไรแบบนั้น =_=
แล้วทันใดนั้นเมื่อฉันไม่ทันได้ตั้งตัว
แชะ!!
เสียงชัตเตอร์จากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทำให้ฉันที่กำลังอ้าปากเตรียมจะง้าบช้อนอยู่!!!! ต้องรีบหันไปตามต้นเสียง ก่อนจะเบิกตามองกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นไอ้ทีถือโทรศัพท์หันมาทางฉันด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“ ไอ้ที!!!! “
“ นี่...ลงรูปไปแล้ว ดูๆ “ ไอ้ทีพูดด้วยน้ำเสียงเริงร่าผิดปกติ พร้อมกับหันหน้าจอโทรศัพท์มาทางฉัน
สิ่งที่ฉันเห็น คือ รูปที่หน้าเกลียดที่สุดในชีวิตของฉันปรากฏเด่นหล้าอยู่บนหน้าจอ ( หน้าเกลียดแค่ไหนถามใจตัวเองดู )
“ ร้ายกาจมากนะระ.... “
ไม่ทันที่ฉันจะอ้าปากด่าเพื่อนที่สุดแสนจะกวนอวัยวะเบื้องล่างได้จบประโยค สายตาของฉันก็ดันไปสะดุดอยู่ตรงข้อความที่ปรากฏอยู่ใต้ภาพน่าเกลียดๆนั่น ทำให้ฉันละสายตาออกมาจากหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนจะโฟกัสสายตาไปมองคนที่กำลังยืนถือโทรศัพท์อยู่ข้างหน้าด้วยรอยยิ้มสดใส และประกายระยิบระยับในแววตา
Sweet morning with my best ( lovely ) friend. J
....เกลียดทั้งรอยยิ้มจากเจ้าของไอจีและรอยยิ้มในอิโมติค่อนเลยค่ะ
ตอนเด็กๆ น่าจะสมัยปอสี่หรือไม่ก็ปอห้า ฉันเคยพยายามจะเข้ากลุ่มเพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง วันหนึ่งเพื่อนผู้หญิงกลุ่มนี้ก็บอกกับฉันว่า เขาจะรับฉันเข้ากลุ่ม โดยที่ฉันต้องเลิกสนิทกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ......ไอ้ที
‘ ที นับจากวันนี้เราจะไม่เล่นกับนายแล้วนะ ’
‘ ทำไมล่ะแตงกวา ทีทำอะไรผิดเหรอ ‘
‘ ไม่ๆ คือ ทีไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราเล่นกับทีไม่ได้ เพราะเดี๋ยวเราจะไม่ได้เข้ากลุ่ม ’
‘ กลุ่มแองจี้น่ะเหรอ ’
‘ ใช่แล้วล่ะ ‘
แต่แล้ว.....กลับกลายเป็นฉันที่ผิดเอง ฉันทิ้งทีไว้ ทั้ง ๆ ที่เราสนิทกันมาก เป็นเพราะว่าฉันอยากมีเพื่อนเยอะ ๆ อยากมีกลุ่มมีพวกกับเขาบ้าง
‘ นี่แองจี้ นั่นเป็นของสำคัญของฉันนะ ‘
‘ พวงกุญแจรูปตัวทีเนี่ยนะ ’ ยัยแองจี้ว่า หลังจากแอบดึงพวงกุญแจรูปตัวทีที่ฉันห้อยไว้บนกระเป๋านักเรียน
‘ แองจี้บอกให้เธอเลิกเล่นกับทีไม่ใช่เหรอไง ‘ ลูกสมุนของนางนางหนึ่งพูดขึ้น เพื่อเป็นแบ็คอัพให้กับยัยแองจี้ ซึ่งเป็นหัวโจกของกลุ่ม
‘ มันก็แค่พวงกุญแจ เอามาให้ฉันเถอะ ’ ฉันว่าพร้อมกับพยายามเอื้อมมือไปคว้าพวงกุญแจ แต่ยัยแองจี้ก็ร้ายนัก ไม่สมกับชื่อนางฟ้าของนางเลย แทนที่จะคืนให้ฉันโดยดี ยัยแองจี้กลับปามันออกไปตกลงบนสนามฟุตบอล ที่มีเหล่าเด็กผู้ชาย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันกำลังเตะบอลอยู่อย่างสนุกสนาน
‘ อยากได้ก็วิ่งไปเอาตรงนู่นนะจ๊ะ ‘ พูดพร้อมกับแสยะยิ้มใส่ฉัน ก่อนจะเดินสะบัดตูดไปพร้อมกับเหล่าลูกสมุนของนาง ( ขนาดตอนประถมนางยังเป็นได้ขนาดนี้ ฉันละไม่อยากคิดถึงตอนโตเลย )
ส่วนฉันก็ต้องรีบวิ่งตรงไปยังสนามฟุตบอล ด้วยความร้อนใจ ฉันหยุดยืนอยู่ตรงขอบสนาม สายตาควานหาพวงกุญแจที่ตกอยู่บนพื้น แล้วพอฉันเห็นว่ามันตกอยู่ใกล้ๆโกล ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น รีบวิ่งไปเพื่อหวังจะไปหยิบพวงกุญแจให้ทัน
‘ เฮ้ยยย!!! ระวัง ‘
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมาก ขณะที่ฉันกำลังจะก้มหยิบพวงกุญแจ เหมือนกับว่าฉันจะได้ยินเสียงเข้าโสตประสาทลางๆว่าให้ระวัง และทันใดนั้นร่างของฉันก็เหมือนถูกดึงจากใครบางคน ลูกบอลที่ลอยมาจากตรงสนามปลิวมาโดนหัวคนที่อยู่ตรงหน้าฉัน
ตุ้บ!!
...ซึ่งฟังจากเสียงกระแทก ฉันคิดว่ามีสมองสั่นแน่ๆ
‘ เป็นอะไรไหมแตงกวา ‘ แต่คนตรงหน้าฉันกลับไม่ได้สนใจที่ตัวเองโดนลูกฟุตบอลกระแทก แต่กลับมาสนใจฉันที่กำลังนั่งเอ๋อด้วยความตกใจอยู่
‘ ทะ...ทีชา ‘
‘ นี่เธอมีแผลถลอกตรงหัวเข่าด้วยนิ ‘ คนตรงหน้าฉันไม่สนใจเสียงเรียกที่ฉันเรียกชื่อเขาแต่อย่างใด แต่กลับมาสนใจแผลถลอกตรงหัวเข่าของฉันแทน อีกฝ่ายจับหัวเข่าของฉันขึ้นมา ก่อนจะก้มหน้าลงไปเป่ารอยแดงนั้น ราวกับกำลังใช้เวทมนตร์อยู่
‘ เดี๋ยวฉันพาไปห้องพยาบาลนะ ’
มันมักจะเป็นแบบนี้มาตลอด....ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรกับฉันก็ตาม ฉันก็จะมี ทีชา เพื่อนรักของฉันคนนี้คอยอยู่ข้างๆฉันเสมอ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สวัสดีค่า JLS01 นะคะ ชื่อกิ๊ฟค่า
ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณคณะกรรมการทุกๆท่านสำหรับโอกาสในครั้งนี้นะคะ
แล้วก็ต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่ช่วยอ่าน ช่วยเม้นท์ ช่วยโหวตให้กับนิยายเรื่องนี้นะคะ ถึงแม้จะเป็นนิยายธรรมดาๆ แต่เราจะพยายามแต่งออกมาให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกเสียเวลาน้อยที่สุดที่มาอ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ ฮ่าๆ
สุดท้ายก็ขอขอบคุณพี่ลูกชุบมากนะคะ >< ที่เข้ามาวิจารณ์ตอนที่ 1 ให้หนู (รู้สึกเขินจังค่ะ) หนูจะน้อมรับคำวิจารณ์แล้วนับไปพัฒนาให้ดีขึ้นในตอนถัดไปนะคะ
ยังไงก็ฝากติดตามความสัมพันธ์ของคู่พระ-นาง แตงกวาและทีชาให้ไปตลอดรอดฝั่งนะคะ ฮ่าๆ เจอกันตอนถัดไปค่า ><
เง้ออ ชอบงะ ขอให้นางเอกสมหวังนะ
พระเอกมีท่าทีแบบนี้ ไม่เพื่อนละมั้งงง บอกนางเอกอย่าคิดมาก >_<
รออ่านตอนต่อไปน้า สู้ๆๆ
มาตอนสองงง
ประเด็นที่คอมเม้นไปก่อนหน้านี้ยังมีอยู่นะคะ พี่เข้าใจล่ะว่ามันจะปรับแก้เลยข้ามตอนยาก ยังไงรอดูตอนต่อๆ ไปแล้วกัน เรื่องความสัมพันธ์ที่เร็วเกินไป เรื่องไดอะลอคยังขาดเสน่ห์ ไม่เป็นธรรมชาติ หรือเรื่องบรรยายที่สลับไปมาไม่คงที่ (ตอนแรกๆ บรรยาย ฉัน... ฉัน... พอสักพักตัดเป็น ชายหนุ่ม หญิงสาว) ตอนต่อไปเอาให้เนี้ยบน้าา
เจอกันตอนหน้าจ้า
อยากรุ้ว่าจะเป็นไปทางไหนต่ออ่ะ จะเล่นเรื่องอัลไลลล พระเอกก็อ่อยนางเอกกลับใช่ม้ายย
รอเลยนะแตงไทยและทีชา (ของชั้น) 55555
สู้นาาาา
พล็อตแนวเพื่อนรักเพื่อนยังไม่แปลกใหม่ทำให้ไม่น่าติดตามมากเท่าที่ควร ดังนั้นจึงควรหาฉากฟินๆ หรือพล็อตรองที่น่าสนใจมาทำให้คนอ่านรู้สึกอยากตามอ่านเรื่องไปจนจบค่ะ แล้วก็จากที่นักเขียนวางให้พระเอกนางเอกต้องห่างกันและไม่ได้ติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่พอทั้งสองคนกลับมาเจอกันกลับไม่มีช่องว่างระหว่างกันเลย ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันเหมือนเดิม ตรงนี้เป็นจุดที่ตอนอ่านติดพอสมควรนะคะ
นอกจากนี้ยังมีการวางคาแร็กเตอร์ตัวละครให้เป็นผู้ใหญ่ เรียนจบแล้ว แต่การดำเนินเรื่องกลับดูเป็นเด็กวัยรุ่นมากกว่า จากสถานการณ์หลายๆ สถานการณ์ในเรื่อง เหตุนี้ก็เลยทำให้ตอนอ่านไม่รู้สึกอินและคาแร็กเตอร์ตัวละครก็ยังไม่ชัดเจนด้วยค่ะ
การใช้าษาในการบรรยายยังมีข้อบกพร่องอยู่นะคะ ค่อนข้างสั้นห้วนไปในบางฉาก การเปลี่ยนฉากก็ยังไม่โอเคเท่าไหร่ ทำให้ไม่สามารถดึงอารมณ์ของคนอ่านและไม่สามารถสื่อความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ อยากให้ลองปรับเรื่องการดำเนินเรื่องดู น่าจะช่วยให้เรื่องดูสมจริงและเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ
