เพราะอาการเมาของเพื่อนสนิท ทำให้เผลอบอกเธอว่า'ชอบ'ไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคำว่า'เพื่อน'เริ่มไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ ......นิยายธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วจะอยากมีเพื่อนสนิท :)
STATUS 6
อยากจะดีใจที่ได้เป็นคนสำคัญของเธอ
สุดท้ายต้องก็ยังทุกข์ใจเสมอ เพราะรักเธอข้างเดียว
X/X/XXXX
-บันทึกครั้งสุดท้าย-
เราไม่รู้หรอกนะ ว่าเราสองคนยังเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทกันได้อยู่หรือเปล่า เราไม่รู้ว่าเป็นเพราะใครกันที่ตีตัวออกห่างไปก่อน
ไม่สิ.....ความจริงเรารู้อยู่แก่ใจนี่นา
มันเป็นเพราะ.....เราเอง
ถ้าความรู้สึกมันห้ามกันได้....เราก็ไม่อยากรู้สึกแบบนี้หรอกนะ เราน่ะอยากจะตัดความรู้สึกนี้ออกไปมาก ถึงได้ตัดสินใจขอพ่อมาเรียนที่เมกา แต่ดูเหมือนเราจะทำอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำได้ ก็เพียงแต่บอกกับตัวเองว่า
เราขอโทษ.....เราคิดกับแกเกินเพื่อนไปแล้ว
ถ้าความรู้สึกมันบังคับกันได้.....ก็คงไม่ทรมานแบบนี้สินะ
เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสดใส วันที่ฉันจะได้หยุดงานพักหนึ่งวัน หลังจากที่โหมงานหนักมาทั้งอาทิตย์ เพื่อพักผ่อนตีลังกากินราเม็งเสพซีรีย์เกาหลี ดูงานดี พระเอกชั้นยอดต้องมาพังทลายลง เพราะความต้องการสนอง Need ตัวเองของไอ้ที ที่อยากจะไปรำลึกความหลังในวัยเด็ก ณ สวนสนุกแห่งหนึ่ง ซึ่งเราสองคนเคยไปกันครั้งหนึ่งสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น น่าจะประมาณมอสามถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นเราไปทัศนศึกษากับโรงเรียน แล้วเหมือนฉันจะจำเค้าลาง ที่ไอ้ทีดันจำได้มาเป็นเค้าไม่มีเลือนลาง คือ ฉันกับไอ้ทีเคยสัญญากันไว้ว่าจะกลับไปเล่นที่นั่นกันต่อ ถ้าพวกเราสองคนโตขึ้นอีกหน่อย และสวนสนุกไม่มีข่าวอุบัติเหตุเสียๆหายซะก่อน
ด้วยเหตุผลนี้แหละท่านผู้อ่านทำให้อิฉันต้องประโลมครีมกันแดดชั้นดี ทาให้หนาและกันกระสุนยิ่งกว่าร้องพื้นเสียอีก เพื่อมาเผชิญแสงแดดอันสดใส ( ประชด ) ท่ามกลางสวนสนุกแห่งวอนเดอร์แลนด์.....ดินแดนแห่งความสนุก ที่เนรมิต เสียงหัวเราะและความสดใสให้กับทุกๆคน
สโลแกนของเขาว่าอย่างนั้นอ่ะนะ
แต่ประเด็นคือ....ฉันไม่มีอารมณ์จะมาหัวเราะวันนี้ไง สิ่งที่จะสามารถเนรมิตเสียงหัวเราะและความสดใสให้ฉันได้มีเพียงอย่างเดียว คือ มนุษย์เพศผู้หล่อๆ หรือก็คือ สามีคนที่ร้อยล้านแปดของฉันในซีรีย์เกาหลีเรื่องโปรดเท่านั้น!! ใครก็ได้ เอาฉันกลับไป....เอาฉันกลับไปเสพงานดีศิลปะชั้นยอดที!!!!
แต่...เวิ่นเว้อไปก็เท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วฉันก็ต้องมายืนท้าลมแดดกับคุณพระอาทิตย์ที่ยิ้มแฉ่งด้วยความสดใส (แต่ฉันไม่มีอารมณ์ร่วมอยากจะสดใสด้วยเลยสักนิด ) เพราะทนอารมณ์รบเร้าของไอ้ทีไม่ไหว......เพราะฉันรำคาญ!!!
นี่ถ้าไม่เห็นต่อมิตรภาพที่บ่มเพาะร่วมกันมาเป็นแรมปี......ฉันไม่มาให้หรอกนะ!!!!
“ไอ้แตง! อยากเข้าบ้านผีสิง “ ไอ้ทีเอ่ยชวนฉันเข้าไปเล่นที่บ้านผีสิง ขณะที่เราสองคนเดินมาหยุดตรงที่บ้านผีสิงพอดี หลังจากที่ก่อนหน้านี่ฝ่าฝันภารกิจมาจากเครื่องเล่นหวาดเสียวต่างๆ จนเวลาเล่นเครื่องต่อไปนี่ไม่มีแรงกรี๊ดล่ะ ได้แต่อมพะนำกล้ำกลืนความหวาดเสียวไว้ตัวคนเดียว และที่แย่กว่านั้นคืออะไรรู้ไหม??.....ความรู้สึกที่อยากจะอ้วก แต่มันอ้วกไม่ออกนี่ซิ กล้ำกลืนฝืนทนดีจริงๆ
“ เแต่ฉันไม่อยาก “
“ มันไม่มีอะไรหรอก ของปลอมทั้งนั้น “
“ ก็ฉันกลัวนี่ “
“ กลัวทำไม เวลาส่องกระจกก็เห็นอยู่ทุกวัน “
“ โอ๊ย! ปากเสียไปปะ “
“ อ่า...ขอโทษคร้าบ “ ไอ้ทีว่าพร้อมกับเอามือมาวางบนหัวฉัน “ แต่เราอยากเล่นจริงๆอ่ะ น้าาา แตงกวาสุดสวย “
“ ไม่ต้องมาหยอดเลย สตอเบอร์รี่ที่สุด “ ฉันพูดพร้อมกับปัดมือของไอ้ทีออกจากหัว ไอ้หมอนี่พอเห็นว่าตัวเองตัวสูงเข้าหน่อย ก็เอาใหญ่เลยทีนี้ เล่นหัวฉันซะสนุกเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจ ทั้งๆที่สมัยตอนเด็กๆ มันเป็นฉันที่เล่นหัวมันแท้ๆ เพราะตอนนั้นมันยังเตี้ยกว่าฉันอยู่เลย เผลอมาแปบเดียวก็กลายเป็นตัวเองที่ต้องมาเป็นฝ่ายยืนสูดอากาศอยู่ข้างล่างแทน ให้ตายเหอะ!!
“ น้าาาาา “ แต่ถึงอย่างนั้นต่อให้ฉันจะว่าหีอทำสีหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับอย่างไงก็ตาม ไอ้ทีก็ยังคงงัดลูกอ้อนเป็นลูกหมาออกมาใช้อย่างสุดกำลัง ซึ่งนั้นก็ทำใก้ฉัน.....
“ เออๆ ก็ได้ “ ทนลูกอ้อนไม่ไหว เลยต้องเออออห่อหมกตามใจมันไปอีกครั้งหนึ่ง
“ เย่!!!! “ ไอ้ทีกระโดดโลดเต้นเป็นลิงโลดทันที เมื่อเห็นฉันยอมตกลงหลวมตัวเข้าไปเล่นบ้านผีสิงของมันแต่โดยดี
เราสองคนหลังจากที่ตกลงกันได้แล้ว ก็เดินไปที่ช่องขายบัตรเครื่องเล่น ที่อยู่ถัดจากบ้านผีสิงไม่ไกลไม่นัก
“ นี่ถ้าไม่เห็นเป็นเพื่อน ฉันไม่เล่นหรอนะ “ ฉันพูดขัดขึ้นขณะที่เราสองคนกำลังยืนตอนแถวอยู่หลังจากคนที่กำลังซื้อตัวอยู่
“ คนสำคัญมันก็งี้แหละ “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย มันช่างดูน่าหมันไส้ในความหลงตัวเองของมันมาก =_= รู้สึกเพลียจิต!!
“ อันที่จริงคือฉันรำคาญต่างหากล่ะ “ ฉันตอบกลับด้วยสีหน้าเซ็งๆใส่หมอนี่ ที่ยังคงกำลังยืนยิ้มมีความสุขอยู่ จนกระทั่งคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเดินออกมา ไอ้ทีถึงได้หุบยิ้มแล้วเดินเข้าไปแทรกคิวแทน
“ บ้านผีสิงสองใบครับ “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับยื่นเงินผ่านช่องเล็กๆที่เขามีไว้ ให้กับพนักงานขายตั๋ว
“ ถ้ามากับแฟน แนะนำซื้อแบบโปรโมชั่นคู่รักนะคะ ได้ส่วนลดแถมได้ของเสื้อยืดคู่ไปใช้ฟรีด้วยนะคะ “ พนักงานสาวยื่นข้อเสนอให้ไอ้ทีด้วยแววตาที่เป็นประกาย ช่างเป็นคนที่มีสปิริตในการทำงานอย่างแท้จริง แต่เสียใจด้วยนะคะ ที่ฉันกับไอ้ทีเป็นแค่เพื่อนกัน ฮ่าๆ J
“ อ่อ งั้นก็ได้ครับ “ ไอ้ทีตอบตกลง พร้อมกับส่งยิ้มให้พนักงานหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจฉันที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้เลยซักนิด!!
คือฉันไปเป็นแฟนแกตอนไหนอ่ะวะคะ!!
ฉันเอาข้อศอกไปกระทุ้งเพื่อสะกิดคนที่ยืนอยู่ตรงข้างๆ แต่ไอ้ทีก็ไม่มีวี่แววที่จะหันมาหาฉันสักนิด ทำไมถึงรู้สึกว่าถูกเมินแบบนี้วะคะ
“ งั้นเป็นโปรโมชั่นคู่รักนะคะ แต่ว่าต้องเอาเสื้อยืดที่ได้รับใส่ก่อนจะเข้าบ้านผีสิงด้วยนะคะ “
“ อ่อ ได้ครับ “ ไอ้ทีตอบกลับพนักงาน พร้อมกับรับตั๋วสองใบและเสื้อยืดสองตัวที่ถูกใส่ไว้ในพลาสติกใส ก่อนจะเดินออกมาจากช่องขายตัว โดยมีฉันที่ยืนอยู่ข้างๆไร้บทบาทอยู่นานเดินออกตามมาด้วย
“ ฉันไม่ใช่แฟนแกซะหน่อย “
“ ซีเรียสอะไรครับ ได้โปรโมชั่นฟรีไม่ดีเหรอ “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับยัดถุงใส่เสื้อมาให้ฉันถุงหนึ่ง
“ เลิกบ่น แล้วไปเปลี่ยนเสื้อซะ โอเค๊?? “ ไอ้ทีว่าก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำชายที่อยู่อีกฝั่ง โดยทิ้งฉันยืนอ้าปากพะงาบๆอยู่หน้าห้องน้ำหญิง ก่อนจะหุบปากตัวเองลง แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อโดยดี
=_=///
ฉันรู้สึกอายชะมัดที่ต้องมาใส่เสื้อยืดคู่บ้าๆนี่ แถมให้รู้สึกเหมือนว่าเสื้อคู่รักในวันวาเลนไทน์มากกว่า เพราะนอกจากสีของเสื้อที่เป็นสีดำแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรที่ดูบ่งบอกถึงธีมบ้านผีสิงเลยซักนิด
ไม่ต้องกลัวนะครับตัวเล็ก :)
มีตัวใหญ่อยู่ข้างๆก็ไม่กลัวอะไรแล้ว :)
นี่ไม่ใช่คำพูดของใครที่ไหนหรอก แต่เป็นข้อความที่ปรากฎอยู่บนเสื้อของฉันกับไอ้ทีนี่ ฮือออ บอกแล้วว่ามันน่าอายชะมัด ในเฉพาะเวลาที่คนเดินผ่านแล้วเห็นข้อความบนเสื้อของฉันกับไอ้ที ก็จะพยายามเพ็งเล็งมองมาที่มัน ราวกับตั้งใจจะอ่านแบบนั้น พอทุกคนรู้ว่าข้อความที่เขียนเขียนว่าอะไรก็ต่างส่งเสียงหัวเราะคิกคักกันออกมา ทำให้ความอายที่กองถมใส่ตัวฉันอยู่ตอนนี้ ต้องถูกฝังกลบทับถมลงไปอีก ครอกกก!!!
“ มีแฟนหล่อขนาดนี้ ไม่ต้องอายแค่เสื้อยืดตัวเดียวหรอก “ ไอ้ทีที่ยืนนิ่งอยู่นานอยู่ๆก็พูดขึ้นมา พร้อมกับเอามือหนาสอดกุมมือฉันไว้ ก่อนจะหยกมือของฉันกับไอ้ทีที่ตอนนี้นิ้วทั้งหาของเราสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ไอ้ทีหันด้านที่เป็นหลังมือของฉัน ก่อนจะบรรจงเอาปลายจมูกแตะลงไปเบาๆ
ฉันได้แต่ยืนอ้ำอึ้ง มองการกระทำที่อยู่ตรงหน้าด้วยหัวใจที่สั่นไหว และความรู้สึกที่ไม่เข้าใจเลยซักนิดว่าหมอนี่ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร แต่ที่แน่ๆคือมันทำให้ใจของฉันเต้นเร็วมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตกใจหรือเป็นเพราะฉันเขินกันแน่
“ ปะ...ปล่อยนะ ไอ้ที “ ฉันที่เรียกคืนสติ และประมวลผลต่อเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้เสร็จ รีบพูดตะกุกตะกักขึ้นมา แต่ไอ้ทีก็กลับลอยหน้าลอยตาชมนกชมไม้ไปทั่ว โดยไม่สนใจคำพูดของฉันเลยสักนิด แถมยังกุมมือของฉันไม่ยอมปล่อยอีกด้วย ฮือออ ฉันเสียหายนะ และก็เขินมากๆด้วย ทำไมโลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย!! ทำไมพระเจ้าต้องสร้างมนุษย์เพศอีฟให้เป็นฝ่ายที่โดนทำให้หวั่นไหวอยู่ตลอดเวลาด้วย ไม่เข้าใจ!!!
.....แต่จะว่าไป พอตั้งแต่ไอ้ทีกุมมือฉันไว้ ผู้คนที่เดินผ่านแล้วเห็นข้อความบนเสื้อของฉันกับไอ้ที ก็ไม่ได้หัวเราคิกคักแบบก่อนหน้านี้แล้ว กลับกลายเป็นต่างคนต่างอมยิ้มกันแทน
บางครั้งนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเจ้าสร้างมนุษย์เพศผู้ให้ทำอะไรแปลกๆ ชวนให้หวั่นไหวตลอดเวลาแทนก็ได้
“ แกจำตอนนั้นได้ไหม “ ไอ้ทีพูดขึ้น ทำให้ขจัดความเงียบระหว่างฉันกับหมอนี่ลง ฉันเงยหน้าขึ้น มองไปที่ใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงข้าง สายตาของไอ้ทีจับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่ฉันสามารถเห็นได้ชัดเจนบ้างแล้ว จากเมื่อกี้ที่เห็นแค่ลางๆเพราะแถวที่ยาวมากเกินไป
“ ตอนที่เราเล่นบ้านผีสิงสมัยมอต้นอ่ะ “
“ จำได้ดิ ตอนนั้นน่ากลัวมากเลย และฉันก็คิดว่าตอนนี้ก็คงน่ากลัวไม่ต่างกันหรอก ฮ่าๆ “ ฉันหัวเราะในลำคอ สายตาจับจ้องไปที่ประตูทางเข้าเหมือนไอ้ที ในเวลานี้ใจของฉันเต้นดุ้มๆดอมๆ เมื่อคิดภาพว่าตัวเองกำลังจะไปเผชิญอะไรน่ากลัวๆเข้า เพราะถึงแม้ฉันจะโตจากตอนสมัยมอต้นมากก็ตามเหอะ แต่ความกลัวของฉันมันไม่ได้พัฒนาเป็นความกล้าตามมานี่น่า
“ แล้ว...แกจำอะไรอย่างอื่นไม่ได้เลยเหรอ “
ฉันหันหน้าไปมองคนที่ยืนอยู่ตรงข้าง ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้ทีก็หันหน้ามาสบตาฉันด้วยเช่นกัน ฉันจ้องมองไปยังแววตาของไอ้ที ที่กำลังส่องแสงประกายสั่นไหวอยู่ ซึ่งฉันเองก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าหมอนี่กำลังรู้สึกอะไรอยู่
“ แต่เรากลับจำมันได้แม่นเลยนะ “ สิ้นคำของไอ้ที หมอนี่ก็โน้มตัวลงมาหาฉัน ก่อนจะเอาริมฝีบางได้รูปประทับตรงริมฝีปากของฉันอย่างแผ่วเบา ทำให้ตอนนี้สมองของฉันว่างเปล่าและขาวโพลนไปหมด ก่อนจะมีเหตุการณ์และความรู้สึกบางอย่างฉายวนซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง
สมัยมัธยมต้น ตอนนั้นฉันกับไอ้ทีเรียนอยู่ชั้นม.3 น่าจะเทอมปลายได้ล่ะ โรงเรียนของเรามีจัดทัศนศึกษาขึ้น จริงๆแล้วอย่าเรียกว่าทัศนศึกษาเลย เรียกว่าไปเที่ยวสนุกกับเพื่อนเสียมากกว่า เพระพวกเรามาที่สวนสนุกกัน ส่วนความรู้น่ะไม่มีกลับไปเลยสักนิด รวมถึงเหตุการณ์นี้ที่ฉันฝังกลบไว้ในส่วนหนึ่งของความทรงจำจนลืมมันไปล่ะ
แต่....คราวนี้มันกลับได้ถูกรื้อฝืนขึ้นมาอีกครั้ง
‘ อะ...ไอ้ที แกอยู่ไหนเนี่ย ‘ ฉันที่เดินเข้ามาเล่นบ้านผีสิงกับไอ้ทีพร้อมกับเพื่อนเป็นกลุ่มอีกสัก 4-5 คน กำลังยืนอยู่ท่ามกลางความมืดอย่างเดียวดาย คนเดียว เพียงลำพัง ตรงส่วนไหนของสถานที่แห่งนี้ก็ยังไม่รู้เลย รู้แค่พอเอามือสัมผัสบริเวณโดยรอบ ก็ดูเหมือนที่ที่ฉันยืนอยู่จะเป็นทางแคบประมาณนั้น แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ต้องพยายามเดินหน้าต่อไปด้วยความรู้สึกกล้าๆกลัวๆ
ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันกำลังหลงกับคนอื่นๆอยู่แน่ๆเลย ฮือออ รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก นอกจากจะถูกบังคับให้เข้ามาสิงสถิตอยู่ในที่น่ากลัวแบบนี้ยังไม่พอ ยังจะถูกทิ้งให้ยืนเดียวดายอีกเหรอเนี่ย!!! รู้สึก OMG!! มากๆ
‘ ไอ้ที ฉันเกลียดแก แกทิ้งช้านน ‘ ฉันตะโกนแหกปากออกไป เพราะคิดว่าไม่มีบุคคลใดอยู่บริเวณแถวนั้น ก็แน่ล่ะ ถ้ามีใครสักคนยืนอยู่จริงๆ ฉันจะรีบวิ่งปรี่ไปหาเขาทันทีเลยล่ะ
หมับ
‘ กรี๊ดดดดดดด ‘ ฉันกรีดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ เมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างจับมือของฉันอยู่ เวลานี้ต่อให้มียุงตัวเดียวมาเกาะที่แขนฉันก็สามารถส่งเสียงกรีดร้องไปหมดล่ะ ตอนนี้ความกลัวทำให้จิตใจอ่อนไหวมากอ่ะ พูดเลย
‘ หยุดกรี๊ดได้แล้ว เดี๋ยวผีก็ตื่นหมดหรอก ‘
หืมม???
ฉันจำเสียงที่คุ้นเคยนี้ได้เป็นอย่างดี และตอนนี้ฉันก็สัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่ใกล้ๆฉันจากลมหายใจที่แผ่วเบาที่กำลังสัมผัสเส้นผมของฉันอยู่
‘ ไอ้ที!!! แกทิ้งฉันได้ไงวะ!!! ’ ฉันพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นคลอเบาๆ ด้วยความรู้สึกทั้งกลัว ทั้งดีใจในเวลาเดียวกัน
‘ เราขอโทษ เราไม่รู้ว่าแกจะเดินช้าขาดนั้น แต่นี่ก็มารับแล้วไง ฮ่าๆ ‘ ไอ้ทีส่งเสียงหัวเราะเล็กน้อยในลำคอ ก่อนจะจับมือฉันจูงฉันเดินไปข้างหน้า แต่ไม่ทันที่เราจะก้าวไปได้มาก ฉันก็รู้สึกเหมือนว่าฉันจะเดินสะดุดขาตัวเอง หรือไม่ก็อะไรบางอย่าง
ตุ้บ!!
ฉันล้มลงไปทับร่างของไอ้ที....ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะมันรู้สึกนุ่มๆ ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด นุ่มแม้กระทั้ง....ตรงริมฝีปาก ฉันกระพริบตาปริบๆเพื่อปรับโฟกัสตรงหน้า ก่อนจะรู้สึกตัวได้ว่า ตอนนี้ริมฝีปากของฉันกำลังประทับอยู่บนริมฝีปากของไอ้ทีแบบตรงๆ ไม่มีเฉียงเอนหักมุมองศาเลยสักนิด !!!!
ความจริงเหตุการณ์เชยๆแบบนี้ต้องมีแค่ในนิยายรักวัยรุ่น หรือในละครหลังข่าวเท่านั้นไม่ใช่เหรอห้ะ!!! แต่ตอนนี้ทำไมมันกำลังเกิดขึ้นแบบทีวีดิจิตัล HD แบบนี้ล่ะเนี่ย!! หรือว่าฉันกำลังหลุดไปอยู่ในทีวีจอแก้วหรือกระไร บอกฉันที!!!
‘ ไอ้แตงลุกก่อน ‘
“ ไอ้แตง ไอ้แตง ลุกก่อนดิ เราเหน็บชาไปหมดล่ะ “ ฉันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนเรียก พร้อมกับรู้สึกถึงแรงสั่นไหวที่เกิดขึ้นบนร่าง เหมือนกับมีใครกำลังเขย่าตัวของฉันอยู่ ฉันจึงค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะกระพริบตาลงช้าๆสองสามที แล้วพบว่ากับใบหน้าของใครบางคนบ้านหราเต็มจุดโฟกัสของฉันอยู่
....ทั้งหมดนี้ คือ ความฝันเองเหรอ......
“ อะ....ไอ้ที!! “ ฉันตะโกนเสียงดังขึ้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นออกจากตักของไอ้ทีโดยเร็ว
โป๊ก!!
แต่ด้วยความที่เร็วเกินไปนี่แหละ เลยทำให้ฉันหัวโขกเข้ากับหน้าผากไอ้ทีอย่างจังเข้าให้ ฉันกับไอ้ทีต่างคนต่างลูบหน้าผากของตัวเองด้วยสีหน้าเหยเกเพราะความเจ็บ
“ ประทุษร้ายคนช่วยชีวิตแบบนี้ไม่ดีเลยนะ “ ไอ้ทีพูดไป พลางลูบหน้าผากของมันไปด้วย
“ แกหมายความว่าไง แล้วฉันมานอนบนตักแกได้ไงเนี่ย “ ฉันถามขึ้นด้วยความสงสัย พร้อมกับมองไปบริเวณโดยรอบ ทำให้เห็นว่าตัวเองยังคงอยู่ในสวนสนุกที่เดิม แต่เปลี่ยนจากที่ก่อนหน้านี้กำลังยืนต่อแถวรอเข้าไปเล่นบ้านพี่สิง กลับกลายเป็นมานั่งอยู่ตรงม้านั่งตัวหนึ่งที่มีลมเย็นพัดผ่านสบาย พร้อมกับปลอเโปร่งจากผู้คนที่หนาแน่นหน่อย
“ ก็แกอยู่ๆก็เป็นลมล้มลงไปเลย เราก็เลยอุ้มแกมานอนตรงนี้ “ ฉันจ้องมองไปที่หน้าไอ้ที ก่อนจะลากสายตายาวมาตรงเสื้อของไอ้ทีที่ใส่อยู่
ไม่ต้องกลัวนะครับตัวเล็ก :)
แล้วหันมามองเสื้อของฉัน
มีตัวใหญ่อยู่ข้างๆก็ไม่กลัวอะไรแล้ว :)
....ชัดเจนจ้า
ตอนนี้ฉันเริ่มปะติปะต่อเหตุการณ์ไม่ถูกแล้ว ว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จเนี่ย!! ยิ่งกว่าอยู่ในหนังเรื่อง INCEPTION เสียอีก @_@
“ ฉันสลบไปตั้งแต่ตอนไหน “ ฉันถามไอ้ทีที่ตอนนี้เปลี่ยนจาก ลูบหน้าผากมานวดขาของตัวเอง.....สงสัยจะเหน็บขึ้นล่ะ
“ ตอนที่ยืนต่อแถวรอคิวที่บ้านผีสะ...อะ...ไอ้แตง!! ทำอะไร!! “ ไอ้ทีพูดตะโกนเสียงหลง เมื่อเห็นฉันขยับไปใกล้มัน ก่อนจะเอามือบีบขาข้างที่มันนวดอยู่แล้วกดมือไล่ลงไปยังปลายเท้า
“ ก็แกเหน็บชาเพราะฉัน ฉันเลยมานวดให้ไง ไหนพูดต่อดิ “ ฉันว่า มือก็พลางบรรจงนวดต่อไป
“ ก็เท่านั้นล่ะ แกเป็นลม คนอื่นตกใจ เราก็เลยพามานอนให้ยาดมอยู่ตรงนี้ “
“ แล้ว..."
"....."
" ฉันกับแกได้จับมือกันปะ “ ฉันถามขึ้น พลันเหตุการณ์ที่ไอ้ทีเอามือของฉันสอดประสาน ก่อนที่จะเอาปลายจมูกของมันมาสัมผัสตรงหลังมือฉันได้ฉายซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง
“ อื้อ “
“ แล้ว.... “ ฉันนิ่งเงียบไปสักครู่ มือของฉันที่กำลังนวดขาของไอ้ทีอยู่หยุดนิ่ง สมองคิดถึงเหตุการณ์ต่อจากนั้น เหตุการณ์ที่อยู่ๆไอ้ทีก็ถามอะไรบางอย่างขึ้นมา ก่อนที่จะเอาริมฝีปากของมันมาสัมผัสกับริมฝีปากของฉัน
คิดถึงตอนนั้น.....ใจของฉันก็เต้นรัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ แกได้จูบฉันหรือเปล่า “
“....”
ฉันไม่ได้ยินเสียงตอบรับอะไรจากไอ้ที เลยละสายตาจากโฟกัสตรงหน้า แล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อหันไปมองมัน สายตาของฉันสบกับสายตาของไอ้ทีอีกครั้ง แววตาที่ส่องประกายสั่นไหวของไอ้ที ทำให้ฉันนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
ไอ้ทีนิ่งเงียบอยู่นาน สายตาของเราสองคนยังคงจ้องมองกันและกันอยู่อย่างนั้น ราวกับกำลังเค้นความรู้สึกบางอย่างจากอีกฝ่ายอยู่ ก่อนที่ริมฝีปากบางได้รูปของไอ้ทีจะขยับเพื่อที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา
“ เราเปล่า “
นี่ก็คือความฝันอีกซินะ
“ แกถามทำไม “
“ ฮ่าๆ ไม่มีอะไร ” ฉันแกล้งหัวเราะ ก่อนจะเอามืออกจากขาของไอ้ที แล้วเขยิบตัวออกมาเล็กน้อย
“ พอเราบอกแกว่า เราจำเหตุการณ์ตอนมอต้นได้ดีเลยนะ อยู่ๆแกก็เป็นลมล้มลงไป “
“ งั้นเหรอ “ ฉันว่า พร้อมกับยิ้มบางๆให้ไอ้ที
“ อาจเป็นเพราะอากาศมันร้อน แล้วแกก็กลัวที่จะเข้าบ้านผีสิงก็ได้ “
“ อ่อ อาจจะใช่เนอะ “ ฉันตอบไอ้ทีไป แต่สายตาก็ยังคงจ้องมองไปที่รองเท้าผ้าใบสีขาวอย่างเหม่อลอย ตอนนี้ฉันไม่ได้ใส่ใจคำพูดที่ไอ้ทีพูดอยู่ด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นกำลังคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแทน ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป พร้อมกับความรู้สึกประหลาดๆที่แทรกเข้ามา ตั้งแต่วันรับใบปริญญา วันที่เพื่อนสนิทที่ห่างหายไปนานกลับมา วันที่ไอ้ทีละเมอบอกชอบฉัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ความรู้สึกที่ควรจะเป็นของสถานะเพื่อนสนิทไม่เหมือนเดิม
ฉันสับสนมากในตอนนี้ และอยากจะหาคำตอบให้กับคำถามที่ฉันไม่กล้าแม้จะถามออกไป ถึงแม้ไม่รู้ว่า ถ้าหากว่าฉันถามคำถามนี้ออกไป มันจะส่งผลกระทบอะไรให้กับความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับไอ้ทีบ้าง
“ นี่มันรองเท้าของแกไม่ใช่เหรอที “ ฉันว่า ก่อนจะละสายตาจากร้องเท้า แล้วไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าง คนที่ฉันเรียกว่า....เพื่อนสนิท
“ อ่อ...ใช่ เราเห็นรองเท้าแกขาด เลยเปลี่ยนของเราใส่ไปให้ “
“ แล้วแกจะใส่อะไร “ ฉันถาม แต่สายตาก็ยังคงจ้องมองไปยังคนตรงหน้าเหมือนเดิม สมองของฉันเริ่มใช้เหตุผล ส่วนจิตใจของกลับยึดถือความรู้สึก สองสิ่งนี้ขัดแย้งกันว่าสิ่งที่ฉันกำลังคิดอยู่ในตอนนี้มันถูกหรือผิด
แต่ถึงอย่างนั้น......ฉันกลับเลือกยืนอยู่ข้างฝั่งที่ใช้ความรู้สึก
“ ก็กะว่ารอแกตื่นก่อน แล้วค่อยไปเดินหารองเท้าแตะแถวนี้ดู แต่ถ้าไม่มี....ก็คงต้องเดินเท้าเปล่าล่ะ “ ไอ้ทีพูดพร้อมกับหัวเราะในลำคอ สีหน้าดูไม่จริงจังกับเรื่องรองเท้าของตัวเองเท่าไหร่
แต่สำหรับฉัน....ฉันจริงจังนะ เพราะฉันต้องเป็นฝ่ายที่ทำให้ไอ้ทีเดือดร้อน ทำให้ไอ้ทีต้องคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา
คงจะเป็นเพราะเราเป็นเพื่อนสนิทกัน หรือเป็นเพราะแกคิดอย่างอื่นกันแน่...ที
“ ทีชา ” ฉันเรียกชื่อคนที่นั่งอยู่ตรงข้างๆ สายตาจ้องมองไปยังนัยน์ตาสีดำอมน้ำตาลคู่สวย
“ หืม “
ฉันจ้องมองไปยังนัยน์ตาคู่นี้อยู่นาน ฉันคิดวนไปมาซ้ำๆกันหลายครั้ง คิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คิดถึงความสัมพันธ์ที่จะเป็นไป แต่ถึงอย่างนั้นถ้าให้ฉันเก็บคำถามแบบนี้ไว้ต่อไป ก็คงเป็นฉันเองที่ว้าวุ่นใจ
ฉันขอโทษที่เห็นแก่ตัว แต่ในบางครั้งคำตอบที่ฉันได้รับอาจจะทำให้ความสับสนและความรู้สึกว้าวุ่นภายในใจของฉันสงบลง
" แกเคย.....คิดอะไรอย่างอื่นกับฉันหรือเปล่า “
ฉันสัมผัสได้ถึงสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านร่างฉันไป.....
T-CHA Part
การชอบใครสักคน
บางคนอาจต้องการให้ความรู้สึกนั้นตอบกลับมา
แต่สำหรับผม....ขอแค่ได้อยู่ดูแลใกล้ๆเขาก็พอแล้ว
เพราะผมไม่ต้องการให้ความรู้สึกของผม ต้องไปทำให้คนที่เราชอบ...
ต้องรู้สึกอึดอัด
“ แกเคย....คิดอะไรอย่างอื่นกับฉันหรือเปล่า “ น้ำเสียงราบเรียบที่ถูกเอ่ยมากจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้างผม นัยน์ตาของเธอกำลังจ้องมองมาที่ผม เพื่อต้องการหาคำตอบจากผมด้วยแววตาจริงจัง คำตอบที่ผมไม่สามารถโกหกได้ เพราะไม่อย่างนั้นผมคิดว่าคนที่จ้องมองอยู่นี้ เขาจะต้องรู้ว่าผมกำลังโกหกอยู่แน่
ผมได้แต่นั่งนิ่งจ้องมองไปยังนัยน์ตาสีน้ำตาลที่คุ้นเคย ซึ่งเกินปกติมันจะต้องส่องประกายสดใสที่มักทำให้ผมแอบมองและอมยิ้มตามอยู่เสมอ แต่คราวนี้แววตาที่จ้องมองมากับไม่ส่องประกายสดใสอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นแววตาที่จริงจัง จนทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจที่จะตอบคำถามนั้น
คำถามที่มาจากเพื่อนสนิทของผมเอง
เธอถามผมว่าเคยคิดอะไรเกินเลยกับเธอหรือเปล่า....มันตลกดีนะ ที่อยู่ๆเธอก็ถามผมแบบนั้น แต่มันเป็นความตลกที่ผมนั้นขำไม่ออก เพราะผม....รู้สึกกับเธอเกินเพื่อนไปแล้วไง
ความรู้สึกของเรามันเกินกว่าคำว่าเพื่อนสนิทไปแล้ว...แตงกวา
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ผมชอบเพื่อนสนิทคนนี้...
บางครั้ง....อาจจะเป็นตอนผมอยู่ประถม ตอนที่เห็นแตงกวาวิ่งตรงไปสนามบอล เพื่อไปเอาพวงกุญแจที่เด็กผู้หญิงในแกงค์คนหนึ่ง ที่เธอออยากเข้าไปอยู่ด้วย โยนมันไปอย่างไม่ไยดี
ตอนนั้นผมยืนดูเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่แตงกวาพูดกับยัยแองจี้อะไรนั่น ผมในตอนนั้นรีบวิ่งตามไป แล้วเห็นแตงกวากำลังก้มหลบไปหยิบลูกฟุตบอล เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกบอลกำลังลอยจะมาโดนเธอพอดี ผมเลยรีบวิ่งไปคว้าตัวเธอไว้ก่อน
โป๊ก!! แล้วนั่นทำให้ผมโดนลูกหลงไปด้วย
แต่ผมก็ไม่สนใจมันหรอก ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บและมึนนิดๆ เพราะผมรู้สึกเป็นห่วงแผลถลอกที่เข่าของแตงกวามากกว่า พอคิดถึงสีหน้าที่แตงกวาวิ่งไปหาพวงกุญแจธรรมดาๆนั่นด้วยสีหน้าดูวิตกกังวลมากขนาดนั้น มันดูแย่นะ....ที่ผมรู้สึกดี ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอบอกว่าเธอจะเล่นกับผมเหมือนเดิมไม่ได้อีก เพราะกลุ่มยัยแองจี้นั่นบอกมา ว่าถ้าอยากเข้ากลุ่มก็อย่าเล่นกับผม.....ก็เป็นความคิดแบบเด็กๆนั่นแหละ
บางครั้งอาจจะเป็นตอนมอสองที่ผมได้รับของขวัญวันเกิดจากแตงกวาเป็นรูปเด็กผู้หญิงใส่ชุดเอี๊ยมถักเปีย ตอนนั้นผมบอกเธอไปว่าตลกจัง เลยทำให้เธอหันมาบีบคอผม จนได้รูปตลกออกมา แต่ความจริงแล้วผมชอบมันมากๆเลยต่างหากล่ะ ไม่รู้ว่าทำไมตอนเห็นพวงกุญแจอันนี้ มันต้องทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาตลอด มันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์สมัยอนุบาล ฟังแล้วมันอาจจะดูตลก แต่สำหรับเด็กตัวเล็กๆในตอนนั้น มันทำให้ผมรู้สึกดีกับเพื่อนคนนี้จริงๆ
‘ ทีหนาวเหรอ ‘ แตงกวาเพื่อนรักของผมพูดขึ้น ขณะที่เรากำลังนั่งดูดาวในท่องฟ้าจำลองอยู่ ตอนนั้นพวกเราอยู่อนุบาล และได้ไปทัศนศึกษาแบบเด็กๆกับทางโรงเรียน
‘ อืม เรารู้สึกขนลุกนิดหน่อย ไม่เป็นอะไรหรอก ‘ ผมในตอนนั้นตอบกลับไปแบบนั้น ทั้งๆที่ขนนี่ลุกซู่ เพราะอุณหภูมิอันเย็นเยือกของห้องนี้ มันเป็นความผิดของผมเองแหละ ที่ดันแอบเอาเสื้อกันหนาวออกจากกระเป๋า แล้วแอบยักถุงขนเข้าไปแทนด้วยความโลภแบบเด็กๆ ทั้งๆที่แม่ของผมได้เตรียมของทุกอย่างที่จำเป็นไว้หมดแล้ว
‘ ใส่ของแตงไปก่อนซิ แตงไม่ค่อยรู้สึกหนาวเท่าไหร่ ‘ แตงกวาที่นั่งอยู่ข้างๆผมพูดขึ้น พร้อมกับถอดเสื้อกันหนาวสีขาวของตัวเองมาห่มตัวผมไว้ ผมมองไปหาเธอ ผู้หญิงตัวเล็กถักเปียสองข้าง ใส่ชุดเอี๊ยมสีแดงกำลังยิ้มมาให้ผมด้วยแววตาเป็นประกายสดใส
ตอนนั้นผมรู้สึกชอบเพื่อนที่ชื่อแตงกวานี้มากๆ และอยากจะเป็นเพื่อนกับแตงกวาตลอดไป
บางครั้งอาจจะเป็นตอนมัธยมต้นที่ผมเห็นเธอที่กำลังต่อแถวซื้อข้าวอยู่อีกร้านหนึ่ง ต้องยอมวิ่งออกมาจากแถว เพื่อมาต่อว่าผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่กำลังแซงคิวร้านก๋วยเตี๋ยวที่ผมกับเธอต้องรีบวิ่งกันมาโรงอาหาร เพื่อผมจะได้คิวที่เร็วขึ้น ทั้งๆที่เธอเป็นคนที่ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ไปมีเรื่องกับใครง่ายๆ แต่นี่เธอกลับยอมไปต่อร้องต่อเถียงกับผู้หญิงกลุ่มนั้น เลยทำให้เธอต้องโดนนินทาจากคนกลุ่มหนึ่งที่วันๆเอาแต่กรี๊ดกร๊าดรักสวยรักงามอย่างเดียว
‘ เห้ยพวกแกอ่ะ ไม่เห็นเหรอว่าทีเขามาต่อแถวก่อน ‘
‘ เห็น...แล้วจะทำไม ทีเขาเป็นผู้ชายก็ต้องเสียสละให้ผู้หญิงซิ ‘ ผู้หญิงคนหนึ่งจากในกลุ่มนั่นพูดตอบแตงกวาไป ก่อนจะหยักไหล่ขึ้นเล็กน้อย เชิงฉันไม่สนใจฉันจะยืนตรงนี้
ความจริงแล้วถ้าเป็นตอนนี้ผมก็คงว่าพวกผู้หญิงกลุ่มนั้นไปแล้วล่ะ แต่เป็นเพราะสมัยนั้นผมยังไม่ได้ไปอเมริกา ยังคงเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาที่ไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะไปมีเรื่องกับใคร
‘ แต่มันไม่ใช่แค่คนสองคนไง เแกมากันเป็นกลุ่มตั้งห้าหกคนนะ แล้วทีเขาก็มาต่อตั้งนานแล้วด้วย ‘ แตงกวายังคงพยายามพูดกับพวกผู้หญิงที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกพวกนั้น อย่างไม่ยอมลดละ
‘ ก็แค่แทรกแถวแค่นี้ อย่างไงทีของแกก็ได้กินอยู่แล้ว ทำไม....พวกแกเป็นแฟนกันหรือไง ถึงต้องออกโรงปกป้องกันขนาดนี้ “
‘ ไม่ใช่นะ....ฉันก็แค่ไม่อยากให้ทีโดนแกล้ง ‘
‘ นางงามจริงๆ ‘ อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าแดกดันใส่แตงกวา ผมสังเกตเห็นเสีหน้าของเพื่อนผมเปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าเส้นประสาทของเธอจะขาดผึงแล้วล่ะ
‘ แล้วจะทำไม!! อย่างน้อยฉันก็รู้เกรงใจคนอื่น ดีกว่าพวกแกล่ะกัน ที่วันๆเอาแต่แต่งหน้าขาวเว่อร์ จนเดินมาทีนี่หน้าลอยออกมาจนฉันนึกว่าผีมาหลอก ‘
‘ อะไรนะ!!! ‘
‘ หูตึงอีก ‘
‘ โอ๊ย!!! ไม่กงไม่กินแล้วก๋วยเตี๋ยวเนี่ย ‘ ผู้หญิงคนนี้พูดก่อนจะเดินออกจากแถวไป พร้อมกับคนที่เหลือที่ตวัดสายตามองแตงกวาด้วยความเดือดพล่านราวกับตัวเองเป็นคนต่อร้องต่อเถียงเสียเอง
บางครั้ง...อาจจะเป็นตอนที่เราสองคนเข้าไปเล่นบ้านผีสิง แล้วผมกับเพื่อนๆดันทิ้งเธอไว้อยู่คนเดียว ตอนผมรู้ว่าแตงกวาไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ผมกังวลมากๆ เพราะผมรู้ว่ายัยนี่กลัวผีมากขนาดไหน (แต่ก็ไม่วายชอบชวนเธอเล่นตลอดล่ะ ฮะ ) ผมบอกให้เพื่อนคนอื่นๆเดินกันต่อไป ส่วนผมจะกลับไปหาแตงกวา
‘ กรี๊ดดดดดดด ‘ แตงกวากรีดร้องเสียงหลง เมื่อผมเดินกลับไปจนเห็นกำลังเดินอยู่ในทางแคบๆด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับตะโกนด่าผมเสียงสั้น ผมเดินเข้าไปหาเธอแล้วจับมือเธอไว้
‘ หยุดกรี๊ดได้แล้ว เดี๋ยวผีก็ตื่นหมดหรอก ‘ ผมพูด
‘ ไอ้ที แกทิ้งฉันได้ไง ’ ไอ้แตงพูดกับผมด้วยเสียงสั่นคลอเบาๆ
‘ เราขอโทษ เราไม่รู้ว่าแกจะเดินช้าขาดนั้น แต่นี่ก็มารับแล้วไง ฮ่าๆ ‘ ผมส่งเสียงหัวเราะเล็กน้อยในลำคอ ก่อนจะจับมือแตงกวาเดินไปข้างหน้า แต่ทว่า เราสองคนก้าวต่อไปได้เพียงสองสามก้าว
ตุ้บ!!
ร่างของแตงกวาก็ล้มลงมาทับร่างของผม ผมรู้สึกเจ็บบริเวณหลัง แต่ก็รู้สึกตกใจมากกว่า เพราะผมสัมผัสได้ถึงอะไรนุ่มๆบนริมฝีปาก ผมมองเห็นหน้าของแตงกวาลางๆอยู่ห่างจากผมไม่กี่มิล เพราะความมืดสนิทที่ปกคลุมอยู่
‘ ไอ้แตงลุกก่อน ‘ ผมพูดขึ้นหลังหันหน้าออกไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ริมฝีปากของเราโดนกัน
ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ
แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้หัวใจที่เต้นรัวของผมสงบลงได้เลย ผมรู้สึกถึงความร้อนตั้งแต่บนริมฝีปาก ผ่านแก้มไปจนถึงใบหู แถมยังรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง พูดตามตรงว่าผมรู้สึกเขินมากๆ เขินแบบไม่เคยเขินผู้หญิงคนไหนแบบนี้มาก่อน
และความรู้สึกนี้ก็ยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปากของผมทุกครั้งที่นึกถึง ราวกับเป็นความรู้สึกหอมหวานที่ยากจะลืมเลือน
บางครั้งความรู้สึกบางเบาที่ริมฝีปากนั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้ใจตัวเองว่า......ผมหลงรักแตงกวาเข้าแล้วล่ะ
ผมไม่เคยลืมมันเลยสักครั้ง ไม่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ หรือเหตุการณ์ครั้งไหนๆที่มีแตงกวาปรากฎอยู่ทุกส่วนของความทรงจำ ประหนึ่งว่าถ้าคิดพื้นที่ในสมองของผมเท่ากับร้อยเปอร์เซนต์ เก้าสิบเปอร์เซนต์เป็นความทรงจำของผมที่ทำร่วมกับแตงกวาในฐานะ...เพื่อนสนิท
แต่ต่างกันตรงที่.....ผมไม่ได้คิดกับแตงกวาแค่เพื่อน
ไม่รู้ว่าความรู้สึกของผมก่อตัวขึ้นเมื่อไหร่ รู้แค่ว่าชอบมองเวลาแตงกวายิ้ม ชอบมองเวลาแตงกวาหัวเราะ ชอบเวลาอยู่ใกล้ๆแตงกวาแล้วผมกวนตีนมัน เห็นมันทำหน้าหงุดหวิดแล้วตลกดี ชอบมองเวลาที่มันหลับเพราะหน้าตาจิ้มลิ้มของมันทำให้ผมใจเต้นทุกครั้ง ชอบที่ได้ใส่ใจรายละเอียดของมัน และชอบที่ได้คอยดูแลปกป้องมันอยู่ห่างๆ ไม่ว่ามันจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ชอบที่ได้อยู่ใกล้ๆมัน และก็...อยากอยู่ใกล้ๆมันตลอดไป
ผมกลัว....กลัวว่าถ้าบอกความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้ข้างในออกไป แล้วความสัมพันธ์ของเราจะไม่เหมือนเดิม
ผมกลัว....ถ้าหากแตงกวาจะห่างผมไป เพราะความรู้สึกในใจของผม ผมถึงได้เก็บซ่อนเอาไว้ ซ่อนมันให้ลึกที่สุดในก้นบึ้งหัวใจ เพื่อไม่ให้เธอสังเกตเห็น
แต่ทำไมแกถึงสังเกตเห็นได้นะ....แตงกวา
“ คืนวันรับใบปริญญา ตอนนั้นแกเมา ฉันขับรถไปรับแกแล้วพาแกไปส่งบนห้อง แต่ก่อนที่ฉันจะได้เดินออกไป แกก็ได้ดึงตัวฉันลงไปกอด “
ผมนิ่งฟังสิ่งที่คนตรงหน้าพูดด้วยจิตใจที่สั่นไหว ผมรู้แค่ว่าคืนนั้นผมจำอะไรไม่ได้เลย จำได้แค่ว่าเหมือนหับตัวเองจะโทรศัพท์ไปบอกแตงกว่าให้มารับ....แค่นั้น
“ แกพึมพำบอกกับฉันว่า....แกชอบฉัน “
ผมรู้สึกตกตะลึงต่อสิ่งที่ผมได้ยิน แต่ผมก็ยังคงนิ่งเงียบจ้องมองไปที่แววตาของคนตรงหน้า แววตาของเธอดูเคร่งเครียดและจริงจังมากกว่าเดิม ผมจำสิ่งที่ตัวพูดออกไปไม่ได้เลยสักนิด
ผมเป็นคนพูดมันออกไปงั้นเหรอ.....ทำไมกัน
“ ที....ฉันอยากรู้ว่า ที่แกบอกว่าชอบฉันตอนนั้น มันคือชอบแบบไหนกันแน่...ทีชา “
ผมพลุบตามองลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคนตรงหน้าอีกต่อไป มันเหมือนมีความรู้สึกและความสับสนหลายๆอย่างกำลังถาโถมเข้าสู่ตัวผม
“ แตงกวา “ ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองไปยังใบหน้าของแตงกวาอีกครั้ง “ เราขอโทษ “
เราขอโทษที่เราทำผิดกฎของเพื่อนสนิท เราขอโทษที่รู้สึกเกินเลยกว่าคำว่าเพื่อน เราขอโทษที่เผลอบอกความรู้สึกของตัวเองออกไปทำให้แกต้องรู้สึกอึดอัด เราขอโทษที่เราไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองได้
เพราะมันเปลี่ยนไม่ได้ไง....ถึงได้หนีไปน่ะ
หนีไปในที่ที่อยู่อีกฝั่งของแผนที่โลก เผื่อว่ามันจะสามารถทำลายความรู้สึกแบบนี้ลงได้
.....แต่ก็ไม่เลย
“ เรารู้สึกกับแกมากเกินไป “
ไม่ว่ายังไงเราก็ยังคงชอบแกอยู่เหมือนเดิม
" ที " คนตรงหน้าเรียกชื่อผม ก่อนจะพลุบตามองลงต่ำ และนั่งนิ่งไปสักครู่ " เราคิดกับแกแค่เพื่อน " น้ำเสียงราบเรียบถูกเอ่ยออกมาจากผู้หญิงที่ผมแอบรักมาตลอด
ทั้งๆที่ผมก็รู้อยู่แล้ว แต่....ไม่รู้ทำไมมันถึงรู้สึกเจ็บแบบนี้นะ มันเหมือนกับทั้งตัวผมชาไปหมด แม้กระทั่งหัวใจของผม ที่รู้สึกเจ็บราวกับมันจะหยุดเต้นไปอย่างนั้น
' สัญญานะที ว่าทีจะเป็นเพื่อนกับแตงกวาตลอดไป '
' อื้ม....ทีจะไม่ทิ้งแตงกวาไปไหนเด็ดขาด '
เราไม่มีวันทิ้งแกไปไหนหรอก แต่แกอย่างทิ้งเราไปจะได้ไหม....แตงกวา
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สวัสดีค่า JLS01 ค่ะ นี่ก็ตอนรองสุดท้ายแล้วนะคะ ขอขอบคุณทุกคนจริงๆจากใจอีกครั้งที่สละเวลามาอ่านนิยายเรื่องนี้ แล้วช่วยเม้นช่วยโหวตให้นะคะ แล้วก็ขอบคุณคำวิจารณ์ของพี่ลูกชุบมากๆจริงๆค่ะ เป็นคำวิจารณ์ที่เถรตรง และจี้ตรงจุดมากๆค่ะ (หนูชอบที่ลิสต์เป็นข้อๆมากเลยค่ะ) หนูสามารถนำไปปรับใช้ได้ในนิยายเรื่องอื่นๆต่อไป (ถ้ามีโอกาสนะคะ 5555) ก็ตอนนี้เราก็ได้นกเพิ่มอีกตัวแล้วค่ะ จิ๊บๆๆๆๆ 555555 ตอนนี้สอนให้รู้ว่าถึงจะรูปหล่อ บ้านรวย ดีกรีจบนอก ก็เป็นพญานกได้นะคะ แต่ก็เนอะความรู้สึกถ้ารู้สึกไปแล้วมันบังคับไม่ได้หรอกนะคะ 55555555
ปล.ตอนหน้าตอนสุดท้ายแล้วนะคะ ก็ขอขอบคุณคณะกรรมการทุกๆคนที่ปีนี้เปิดให้มีแก้ตัวได้ ถึงมีโอกาสได้ลงถึง 7 ตอน ถึงแม้จะโดน try again next week มาสามสัปดาห์แล้วก็ตามค่ะ 5555 //โค้งงามๆ ><
อันนี้ขอชมแยกนะ ไม่ว่าเรื่องนี้เป็นยังไง แต่พี่ว่าเราพัฒนาการเด่นมากๆ จากตอนแรกมาถึงตอนนี้ เหมือนคนละเรื่องกันเลย 5555555 ชมจริงๆ ตอนอ่านยังตกใจ ว่าเออการบรรยายดีขึ้น ลำดับเรื่องดีขึ้น บทสนทนาดีขึ้น แต่ก็ยังต้องปรับการเรื่องเล่าเรื่อง เหมือนเราเล่าเรื่องเห็นาพในหัวสวยแต่พอเอามาบรรยายแล้วการลำดับเรื่องมันยังไม่สมูธ ถ้าเกิดเราสามารถพัฒนาเรื่องการลำดับเรื่องได้ มันจะออกมาดีกว่านี้แน่ๆ