Blue_Umbrella

[JLS18] Don't die อย่าตายนะ...ถ้าหากจะรัก

จริงเหรอ... ที่คนเราสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยแฟชั่น กับความช่วยเหลือดีๆ จากสไตลลิชสุดฮอต!?

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 2/7 :: โกหก?

ตอนถัดไป

 

บทที่สอง

โกหก?

 

 <Rattikarn’s part>

 

            ฉันหันขึ้นไปมองนางฟ้าที่มาช่วยเหลือฉันอย่างงุนงง ทั้งๆ ที่เธอออกจะดูอ่อนหวานแต่ทำไมกลับมีเรี่ยวแรงเยอะขนาดนี้กันนะ ฉันคิดอย่างเหม่อลอยจนลืมคำนึงไปเลยว่าใต้เท้าของฉันมีเพียงอากาศว่างเปล่า

 

            หัวใจฉันหล่นวูบทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงความเสี่ยงในอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จนร่างกายของฉันสั่นเทาไปด้วยความกลัว ไม่รอช้า ฉันเอื้อมแขนอีกข้างไปหาเธอเพื่อความมั่นคงในชีวิตที่มากขึ้น

 

            “ช่วยฉัน...ด้วยฉันกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนน่าสมเพช บ้าจริง เมื้อกี้ยังจะคิดฆ่าตัวตายอยู่เลย ตอนนี้ดันมากลัวซะแล้ว

 

            “ยัยบ้าเอ้ย ถ้ากลัวขนาดนี้ จะโดดตึกตายแต่แรกทำไม หา?” ผู้มีพระคุณตะคอกฉันอย่างมีน้ำโห เสียงของเธอฟังดูห้าวจนไม่อยากเชื่อว่าออกมาจากริมฝีปากบางนั้น ฉันกลืนน้ำลายด้วยความสะดุ้งก่อนที่จะรู้สึกว่าคนข้างบนบีบแขนฉันแรงขึ้น

 

            “...”  ฉันเงียบ

 

            ช่วยดันตัวเองหน่อยสิ เดี๋ยวก็หล่นลงไปพร้อมกันทั้งคู่หรอกนางฟ้า(?) บ่น ฉันจึงรีบเอื้อมมือคว้าขอบกำแพงตึกแล้วดันตัวเองขึ้นให้พ้นจากความหวาดเสียว

 

            แรงเหวี่ยงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฉันหล่นลงมาทับกับสาวสวยคนนั้นที่รองรับฉันอย่างพอดิบพอดี พวกเราทั้งคู่หอบก่อนที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก แก้มทั้งสองข้างของฉันร้อนวูบอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อรับรู้ได้ว่าใบหน้าของพวกเราห่างกันเพียงคืบ ฉันรีบถอยกรูดออกมาทันทีด้วยหัวใจที่เต้นแรง

 

          บ้าจริง เธอเป็นผู้หญิงนะ ตั้งสติหน่อยสิ ยัยรัตติกาล!!  ฉันคิดพลางตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ สงสัยคงเป็นทฤษฎีสะพานแขวน* แน่ๆ ฉันคงไม่บ้าขนาดใจเต้นกับผู้หญิงด้วยกันเองหรอก(มั้ง)

 

            ไม่เป็นไรนะ?” สาวสวยคนนั้นหันมาถามอย่างเป็นห่วง ฉันหันไปพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะพึมพำขอบคุณในลำคอ

 

            เมื่อหันไปจ้องหน้าผู้ช่วยชีวิตตรงๆ แล้ว ฉันถึงกับตะลึงอยู่นานราวกับต้องมนตร์ ที่ฉันเคยคิดว่าเธอเป็นนางฟ้านั้น ไม่ผิดไปจากความจริงเลยแม้แต่น้อย ผมสีบลอนด์ออกน้ำตาลธรรมชาติของเธอที่ไหวไปตามแรงลม บวกกับขนตาหนาเป็นแพที่ล้อมรอบดวงตาสีฟ้าสดใส ตัดกันพอดีกับปากรูปกระจับอมชมพูอย่างชาวเอเชีย บ่งบอกชัดเจนถึงความเป็นลูกครึ่งของเธอ

 

            “นี่ถามจริงเสียงห้าวปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ ไอ้ที่ขัดกับหน้าตาคงจะเป็นเสียงนี่ละ แมนดีแท้เธอมีปัญหาอะไรขนาดนั้นกัน ถึงต้องคิดสั้นฆ่าตัวตายเนี่ย?”

 

            ฉันนิ่งเงียบอยู่นาน จนคนถามเอ่ยต่อเอาเถอะ มันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของฉันอะนะ แต่เธอน่าจะรู้ดีนี่ เธอยังไม่พร้อมเลยซักนิดกับเรื่องเมื่อกี้

 

            คำพูดของเธอราวกับว่าเป็นกรรไกรที่ตัดด้ายสติของฉันให้ขาดสะบั้นลง ความเงียบครอบงำฉันอีกครั้งพร้อมๆ กับน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นขอบตา นั่นสินะ ยังไงฉันมันก็ขี้ขลาดอยู่ดี จะตายยังไม่กล้าเลย

 

            “แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ? ชีวิตฉันมันห่วยออกขนาดนี้ เรื่องที่บ้านก็ท่วมหัวยังจะมาโดนแกล้งที่โรงเรียนอีก!? ที่สำคัญ…!” ฉันหุบปากฉับก่อนที่จะเอ่ยเรื่องต้องห้ามออกมา ถึงเขาจะเป็นคนช่วยชีวิตฉันไว้ แต่มันก็น่าละอายเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนั้นออกมากับคนที่พึ่งรู้จัก...ยังไงก็เถอะ ฉันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ปล่อยๆ ให้ฉันตายเถอะ ฮึก...เสียงฉันค่อยๆ ขาดหายไปในที่สุดจากการสะอื้น น้ำตาที่ตั้งใจว่าจะไม่ให้ไหลอีกแล้วก็ดันไหลออกมาเหมือนก๊อกน้ำ ไม่ว่าจะพยายามปาดมันออกเท่าไหร่ก็เหมือนมันจะไม่หมดซักที

 

            เฮ้อ ร้องไห้กันตลอดผู้หญิงเนี่ย ...เอ้านี่สาวสวยเสียงห้าวตรงหน้าถอนหายใจอย่างรำคาญแต่ก็ยังยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเรียบมาให้

 

            แล้วเธอไม่ใช่ผู้หญิงหรือไง… ’ ฉันคิด ก่อนจะรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา

 

            สาวสวยคนนี้ไม่พูดอะไร แต่กลับยื่นมือมาลูบหัวฉันเบาๆ แทน  “โอ๋ๆ ไม่เป็นไรน่า เด็กน้อยทั้งๆ ที่พอเธอพูดแล้วมันฟังดูน่าขำเพราะผิดจากการแสดงออกตอนแรกลิบลับ ทว่าฉันกลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ฝ่ามือที่ลูบอยู่บนหัวและน้ำเสียงของเธอมันช่างอบอุ่นเหลือเกิน

 

            โดยไม่ทันคิด ฉันเอื้อมมือไปข้างหน้าก่อนที่จะสวมกอดเธอและปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เธอทำเหมือนจะดันฉันออกในตอนแรก แต่หลังจากเห็นว่ามือฉันเหนียวแน่นยิ่งกว่ากาวตราช้าง เธอจึงปล่อยไว้แบบนั้น

 

            ถ้าจะมีแรงร้องไห้ขนาดนี้ ทำไมไม่เอาแรงที่มีอยู่มาเปลี่ยนแปลงตัวเองล่ะ?” สาวหน้าหวานที่ลูบหัวฉันอยู่เอ่ยขึ้นมาเบาๆ ฉันจึงค่อยๆ หยุดเสียงสะอื้นตัวเอง และประกอบสติให้เข้ารูปอีกครั้ง

 

            เมื่อเห็นว่าฉันเลิกร้องแล้ว สาวสวยคนนี้ก็ดันฉันออกช้าๆ ก่อนที่จะเริ่มพูดกับฉันอย่างจริงจังเธออยากตายจริงๆเหรอ ...เออยังไม่รู้จักชื่อเลย เธอชื่ออะไรนะ

 

             “รัตติกาล

 

            โอเค รัตติกาล ฟังให้ดีนะ ฉันไม่คิดว่าเธอควรจบชีวิตเธอด้วยวัยแค่นี้ มันยังมีอะไรอีกมากให้เธอทำและลอง แล้วก็…” จู่ๆ สาวตาฟ้าก็ชะงักไปเหมือนกับพึ่งฉุกคิดอะไรบางอย่างได้

 

            นี่ รัตติกาลเธอเอ่ยด้วยใบหน้าที่กระตือรือร้นขึ้นพร้อมกับจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันแน่น ดวงตาของเธอเป็นประกายเธอไม่อยากลองเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองบ้างเหรอ?”

 

            ฉันเบิกตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ คนนี้เป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย อารมณ์ศิลป์ซะจนเดาใจไม่ถูกเลยแฮะ

 

            “...ฉันก็อยากเปลี่ยนนะ แต่ไม่รู้จะต้องทำยังไง แล้วจะทำได้หรือเปล่าด้วย…” เพราะคนอย่างฉันมันสกปรกเกินจะเยียวยาแล้วยังไงล่ะ

 

             “เปลี่ยนได้สิ! ฉันจะเปลี่ยนมันให้เธอเองเธอพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะหันไปควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋ากระโปรงเธอรู้จักซินเดอเรลล่า โปรเจกต์ปะ?”

 

             ฉันรับกระดาษแผ่นหนึ่งหลังจากที่เธอยื่นมาให้ฉัน มันเป็นใบสมัครของโครงการซินเดอเรลล่าโปรเจกต์ที่มอบทุนการศึกษาให้ไปต่อนอกกับเด็กแผนกแฟชั่นอย่างฉันอื้ม รู้จักสิ

 

              “เยี่ยมยอด!!สาวร่างสูงตะโกนด้วยเสียงที่ใหญ่เกินเพศแม่ แต่แล้วจู่ๆ ก็ชะงักและหันขวับมาหาฉันอย่างจริงจังอีกครั้งเฮ้ย เดี๋ยว เธออยู่แผนกแฟชั่นปะเนี่ย

 

          เหมือนคนบ้าเลยแฮะ ฉันคิดในใจก่อนที่จะตอบกลับอืม

 

            “Ouais genial!!” เธอยิ้มอย่างดีใจสุดขีดพร้อมชูกำปั้นขึ้นฟ้า และตะโกนออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสเสียงดัง ใบหน้าธรรมดาของเธอก็ออกจะสวยอยู่แล้ว พอยิ้มนี่ขนาดฉันเป็นผู้หญิงเหมือนกันยังแอบใจเต้นเลย ...ให้ตายสิ ฉันไม่เคยเห็นคนสวยอย่างเธอมาก่อนในโรงเรียนได้ยังไงกันล่ะเนี่ย หน้าตาอย่างนี้หรือว่าจะอยู่จะอยู่แผนกดนตรี/เต้น กันนะ…?

 

            ขอชี้แจงระบบโรงเรียนของฉันนิดนึงนะ

 

           โรงเรียนเซนต์ วิคตอเรีย เป็นโรงเรียนนานาชาติที่เน้นศิลปะเป็นหลัก โดยจะเรียนพวกวิทย์กับคณิตในระดับพื้นฐานเมื่ออยู่ ม. ปลายหรือ grade 11 ขึ้นไปนั่นเอง ซึ่งโรงเรียนจะแบ่งแผนกศิลปะเป็นหกแผนกไว้ให้เด็กนักเรียนเลือก นั่นคือแผนก ดนตรี/เต้น แฟชั่น กราฟฟิคดีไซน์ สถาปัตย์ ถ่ายรูป และงานปั้นนั่นเอง

 

            แล้วเธอล่ะ อยู่แผนกไหนเหรอ?” ฉันถามออกไปบ้าง

 

            ฉันก็อยู่แผกเดียวกับเธอนั้นล่ะเธอตอบหน้าตาเฉย ทำให้ฉันยิ่งสงสัยเข้าไปอีก เพราะไม่ค่อยคุ้นหน้าเธอเลยนี่รัต เธอไม่สนใจจะประกวดบ้างเหรอ?”

 

            หา?”

 

            เฮ้ย ฉันจริงจังนะเนี่ย คืองี้ เห็นในใบสมัครที่มีช่องผู้ช่วยม่ะ? ถ้าใครได้เป็นผู้ช่วยให้กับผู้เข้าประกวดที่ชนะ ผู้ช่วยคนนั้นก็จะได้สิทธิ์ในการเป็นประธานแผนกแฟชั่นยังไงล่ะ!เธอตอบอย่างมีไฟและที่ฉันจะบอกก็คือ ฉันจะเป็นผู้ช่วยให้กับเธอเอง ส่วนเธอก็ลงประกวดซะ ถ้าชนะเราก็วินๆ กันทั้งสองฝ่ายไง

 

            “...ฉันลงประกวดไม่ได้หรอกฉันตอบกลับเรียบๆ

 

            “หึ ตอบงี้เพราะไม่เชื่อฝีมือฉันใช่มั้ยล่ะ เห็นอย่างนี้นะ แต่ฉันเก่งมากนะขอบอกสาวร่างสูงรีบรัวคำพูดใส่ฉันใหญ่ แต่ฉันก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธและกล่าวขัด

 

            ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก

 

            แล้วเธอไม่อยากได้ทุนไปศึกษาต่อฟรีๆ เหรอ ใครๆ ก็อยากได้นะ?” ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะ ฉันคิดถ้าสามารถสานฝันให้กับคนๆ นั้นได้แล้วละก็ ไม่ว่ายังไงฉันก็อยากทำ แต่ว่า

 

            เธอดูสารรูปฉันสิ จะไปเหมาะกับการประกวดซินเดอเรลล่าได้ยังไงกันล่ะ?” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงสมเพชตนเอง ไม่ใช่ว่าฉันดูถูกตัวเองเกินไปหรอกนะ แต่ผิวฉันมันขาวจนซีด ผมกับตาก็สีดำทั้งคู่ จนเพื่อนร่วมชั้นยังอดไม่ได้เลยที่จะล้อว่าฉันมันมืดมนอย่างกับแม่มดบ้างล่ะ ยัยศพเดินได้บ้างล่ะ ถ้าพวกเพื่อนในห้องรู้ว่าฉันลงประกวดไม่ยิ่งล้อฉันหนักเข้าไปอีกเหรอ? ฉันคิดวุ่นวายอยู่ในใจ ก่อนจะพูดไปตามความรู้สึก  “ทำไมเธอไม่ลงซะเองล่ะ เธอยังเหมาะจะประกวดมากกว่าฉันเลย

 

            เธอสวยนะฉันหันไปมองคนพูดอย่างไม่เชื่อหูผมและตาสีดำของเธอ ตัดกับผิวสีขาว สวยยังกับพระจันทร์บนท้องฟ้าตอนกลางคืนแน่ะ จะว่าไปก็เข้ากับชื่อเธอพอดีเลยเนอะรัตติกาล น่ะ

      

          ตึกตัก ตึกตัก  ฉันรู้สึกร้อนวูบไปทั่วหน้าจนถึงใบหู นี่ฉันเป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย ใจเต้นกับคำชมของผู้หญิงที่สวยกว่าตัวเองได้ยังไงกัน บ้าๆๆ

 

            สาวสวยตรงหน้ายิ้มสดใส ก่อนจะเอื้อมมือมาจับผมสีดำสนิทของฉันแล้วค่อยๆ ปล่อยลง แววตาที่เธอใช้มองฉันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆไม่ใช่เพราะความเขินเพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่มันเหมือนกับเด็กพึ่งได้ของเล่นใหม่ยังไงยังงั้นเลย

 

          ก่อนที่หัวใจฉันจะทำงานผิดปกติกับคนเพศเดียวกันไปมากกว่านี้ ฉันก็รีบยัดกระดาษในมือคืนให้กับนางฟ้าตรงหน้าพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าเมื่อครู่

 

            “ขอโทษนะ แต่ฉันคงลงประกวดไม่ได้หรอกฉันก้มมองไปทางอื่นอย่างรู้สึกผิดยังไงก็ขอบคุณเธอมากนะที่ช่วยฉันไว้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธออยากได้อะไรจากคนอย่างฉันถึงต้องยอมโกหกแบบนี้ แต่ฉันก็ดีใจมากเลย ขอบคุณนะที่ชมฉันผงกหัวให้ครั้งหนึ่งก่อนจะเดินไปที่ประตูดาดฟ้า

 

            หมับ!

           

            จู่ๆ แขนของฉันก็ถูกกระชากจากคนข้างหลัง ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร เธอก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน

 

            “คิดว่าฉันโกหกเธอเหรอ?” สาวสวยกล่าวอย่างหงุดหงิดก่อนที่จะเพิ่มแรงบีบตรงข้อมือของฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้าไม่ใช่คนที่ฉันคิดว่าสวยละก็ ฉันไม่ชวนให้เปลืองน้ำลายหรอกโว้ย!

 

            น้ำเสียงและแววตาสีฟ้าของเธอดุดันซะจนฉันสะดุ้ง ฉันชักมือกลับมา แต่เธอกลับก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนฉันต้องก้าวถอยหลังชิดกำแพง

 

            เอาไปคิดดูอีกทีเถอะนะเธอพูดข้างๆ หูฉัน ถ้าฉันไม่ได้คิดไปเองขนาดนั้น ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าน้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยการอ้อนวอนนิดๆ  “ถ้าสุดท้ายแล้วเธอไม่เข้าจริงๆ ฉันคงบังคับอะไรเธอไม่ได้หรอก

 

            เธอถอยหลังออกมาเล็กน้อยก่อนจะยัดกระดาษใบเดิมใส่มือฉัน ซึ่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไรแม้จะมีคำถามในใจมากมายก็ตาม พวกเราจ้องตากันสักพัก แล้วเธอก็เป็นฝ่ายหันหน้าหนีและเดินผ่านฉันไปถึงประตู

 

            ก่อนที่เธอจะก้าวออกไป เธอกลับหยุดลงและกล่าวทิ้งท้ายให้ฉันนอนคิดทั้งคืน       

            

           ……

 

           “เมื่อกี้ที่บอกว่าอยากเปลี่ยนชีวิตตัวเองน่ะ ...เธอโกหกสินะ

 

         

 

<Thanoo’s part>

 

            ปัง!

 

            เสียงประตูของดาดฟ้าปิดลงเบื้องหลังชายหนุ่มในชุดนักเรียนหญิง สีหน้าเศร้าสร้อยของธนูค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงเพราะความหงุดหงิดแทน

 

            มันจะอะไรกันนักหนาฟะ แค่ให้ลงประกวดแค่เนี่ย!

 

            โธ่โว้ย!!!

 

            เจ้าของนัยน์ตาสีท้องฟ้าอ้าปากทำเป็นตะโกน โดยพยายามไม่ให้มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาพร้อมชักสีหน้าหงุดหงิด เนื่องจากกลัวว่าเจ้าของเรือนผมสีดำที่ยืนอยู่ข้างหลังประตูจะได้ยิน

 

            ธนูขยี้วิกผมของตัวเองด้วยความโมโหอย่างลืมตัว จนวิกผมสีบลอนด์ร่วงลงมา เผยให้เห็นผมแท้ๆ ที่เป็นสีน้ำตาลช็อกโกแลตของเจ้าตัวแทน

 

            ธนูก้มลงเก็บวิกพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกัดเล็บตัวเองอย่างเจ็บใจ เขาเคยชินกับการปฏิเสธผู้หญิงคนอื่น (ที่มาขอให้เป็นผู้ช่วย) ก็จริง แต่เขาไม่เคยถูกปฏิเสธมาก่อนเลยซักครั้งทั้งที่นานๆ ทีเขาจะเจอคนที่ถูกใจแบบเธอแท้ๆ ทำไมเขาต้องถูกปฏิเสธด้วยเล่าา!

            ฉันไม่เคยยอมให้ใครมาซบอกร้องไห้ด้วยซ้ำ โวะ! ยังจะกล้าปฏิเสธฉันอีก ยัยแมวดำ!!

 

            ชายหนุ่มตะโกนขึ้นมาราวกับกำลังด่ามนุษย์ล่องหนอยู่ แต่ก็ต้องรีบตะครุบปากตัวเอง พลางใช้ดวงตาสีฟ้ามองไปมาอย่างล่อกแล่ก

 

            เกือบไปแล้วสิ…  ธนูคิด ถ้ายัยนั่นได้ยินจะยิ่งไม่ยอมประกวดเข้าไปใหญ่ แค่นี้ก็แกล้งแอ๊บเป็นผู้หวังดีนานเกินไปละ

 

          ถึงเขาจะไม่ใช่คนเลวขนาดนั้น แต่ธนูก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะช่วยใครโดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่แล้ว จริงอยู่ที่ยังไงเขาก็ต้องช่วยคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายในสถานการณ์อย่างนั้นแต่ไหนๆ เขาก็ถูกใจเธอซะขนาดนี้ เธอจะใจร้ายไปหน่อยมั้ยถ้ายังจะปฏิเสธเขาอีกน่ะ?

 

            ธนูหันไปที่ประตูชั้นดาดฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะภาวนาในใจ

 

            อุตสาห์ลงทุนแสดงละครขนาดนั้นแล้ว คงไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะรัตติกาล

 

         

 

*ถ้าชายหญิงมาเจอกันบนสะพานแขวน หรือที่สถานที่น่าหวาดเสียว/กลัว พวกเขาอาจตกหลุมรักกันง่ายขึ้น เพราะต่างคนต่างกำลังกลัว

 

            สวัสดีค่า JLS18 เองค่า จะอยู่จนถึงตอนที่ 7 เลยนะคะ ยังไงก็ฝากรัตติกาล กับ ธนูไว้ในอ้อมใจทุกคนด้วยน้า >_<

           ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทุกเม้น และทุกโหวตที่มาให้กำลังใจนักเขียนนะคะ ไม่ว่าจะเม้นชมหรือติ ก็เต็มที่เลยค่ะ จะได้เอามาปรับปรุงในบทต่อๆ ไป (แต่อย่าแรงมากนะคะ T__T เป็นคนอ่อนไหวว 5555)

           ขอบคุณพี่รหัส พี่เทียนสุดสวยที่คอยแนะนำ แล้วก็พี่ๆ  นักเขียนที่มาคอมเม้นด้วยค่า (พี่ belza หนูติดเซ็ต tree house พี่มากนะคะ ขอบอก -.,-)

7 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-19 22:31:02
    กรี๊ดดดด มาแล้ววววว ชอบเคมีรัตตี้กับสาวงามเสียงแมนมากก 555555555555555 ฮาา ถ้านางเอกรู้ความจริงคงเงิบ ฮาาาา ชอบบบบ สู้น้าาา พี่รออ่านตอนต่อไป รักเลย
    #1
  2. #2 Blue_umbrella (จากตอนที่ 2)
    2017-01-20 10:23:54
    ขอบคุณพี่ Praewa ืี่มาเม้นก่อนหน้านี้ด้วยนะคะ >_< พึ่งเห็นคะ ในโทรศัพท์มันไม่ขึ้น แหะๆ
    #2
  3. #3 FUNAMI-SAN (จากตอนที่ 2)
    2017-01-20 11:55:31
    ว๊ายยยย คุณพระเอกกกกก อยากเห็นว่าธนูสวยขนาดไหนนจะรออ่านต่อไปนะคะ 
    #3
  4. #4 thipraparth (จากตอนที่ 2)
    2017-01-21 15:51:35
    ตามอ่านนะคะรักเลย

    #4
  5. #5 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-21 16:26:00
    JLS18

    สวัสดีค่ะ พี่อายเองนะคะ กรรมการของปีนี้ค่ะ เราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดทุกวีคเลยนะ ^^ ขอแสดงความยืนดีก่อนที่ผ่านเข้ารอบมาได้ พี่ก็จะพยายามให้คำแนะนำที่ดีที่สุดนะจ๊ะ

    ขอเม้นรวบสองตอนเลยนะคะ ขอบคุณมากที่เว้นวรรคตอนให้พี่แล้ว 5555 แบบบทที่สองโอเคเลยค่ะ

    เรื่องพลอต แปลกใหม่น่าสนใจดีนะคะ คาแรกเตอร์มีความเด่นชัดทุกตัวละครเลย

    ส่วนเรื่องการบรรยายในบทแรกมีจุดที่งงอยู่มากค่ะ เช่นในท่อนแรก


    “ ‘ธนู’ หรือชายหนุ่มเจ้าของเสียงเมื่อครู่แทบไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองพึ่ง* ได้ยินเมื่อครู่ ดวงตาสีฟ้าสดของชายหนุ่มฉายแววหงุดหงิด ใบหน้าที่สวยเกินเพศของตนหงิกงออย่างชัดเจน จะไม่ให้โมโหได้ยังไงกันล่ะ ก็ตัวเขาเป็นถึงหัวหน้าแผนกแฟชั่นปีสอง ของโรงเรียนมัธยมปลาย เซนต์ วิคตอเรีย อินเตอร์ฯ แต่ประธานแผนกที่เขาอยู่ กลับพึ่งประกาศให้หัวหน้าแผนกแฟชั่นปีต่างๆ** รับรู้ว่า การเลือก ประธานปีนี้ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน โดยปีก่อนๆ เฉพาะหัวหน้าแผนกในปีสองนั้นที่จะได้ขึ้นเป็นประธานต่อ (ปีสามไม่มีหัวหน้า เพราะเป็นประธานแทน)”

    (*จริงๆ ต้องเป็น ‘เพิ่ง’ นะคะ เพราะพึ่งตัวนี้จะเป็น พึ่งพา ค่ะ)
    (**จุดนี้พี่สงสัยนิดนึง เห็นบอกว่า ประกาศให้ “หัวหน้าแผนกแฟชั่นปีต่างๆ” รับรู้ คือแผนกแฟชั่น น่าจะมี ปีหนึ่ง ปีสอง ปีสาม แต่ปีสามไม่มีหัวหน้าแผนก ดังนั้นก็น่าจะมีแค่หัวหน้าแผนกแฟชั่นแค่ปีหนึ่งกับปีสองใช่ปะคะ ดังนั้นไม่น่าจะใช้คำว่า หัวหน้าแผนกแฟชั่นปีต่างๆ นะคะเพราะมีกันแค่สองคน กับประธาน เท่ากับในฉากในทั้งหมดแค่สามคนเนอะ)

    ตรงนี้พี่สาราพว่าอ่านหลายรอบมากเพราะอ่านรอบแรกแล้วยังงงอยู่ แนะนำเลยว่าควรอ่านทวนหลายๆ รอบ รีไรต์ให้มันอ่านเข้าใจง่ายกว่านี้ จะด้วยการเคาะประโยคหรือเรียงประโยคใหม่ก็ได้ค่ะ ตัวอย่างเช่น

             
    “ ‘ธนู’ หรือชายหนุ่มเจ้าของเสียงโวยวายเมื่อครู่ยังคงไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งออกจากปากประธานแผนกแฟชั่นเมื่อกี้ ในเมื่อถ้าสิ่งที่ประธานพูดเป็นจริง ก็เท่ากับสิทธิ์อันชอบธรรมในการขึ้นเป็นประธานแผนกแฟชั่นของเขาผู้เป็นหัวหน้าแผนกแฟชั่นปีสองได้หายวับไปกับตาแล้วไงล่ะ

              เนื่องจากในทุกๆ ปี ตำแหน่งประธานแผนกแฟชั่นของโงเรียนมัธยมปลายเซนต์วิคตอเรียอินเตอร์ฯ จะถูกส่งมอบต่อให้กับหัวหน้าแผนกแฟชั่นปีสองเสมอ เขาถึงได้พยายามแทบตายจนได้เป็นหัวหน้าแผนก แล้วอยู่ดีๆ จะมาบอกว่าใครๆ ก็สามารถเป็นประธานได้แบบนี้คืออะไรกัน”


    อะไรแบบนี้ค่ะ คือถ้าสารที่เราอยากจะสื่อมันเยอะมาก เราไม่จำเป็นต้องอธิบายมันให้จบรวดเดียวในย่อหน้าเดียวก็ได้เดี๋ยวจะง เราสามารถแบ่งออกเป็นสองช่วง หรือใช้วิธีอื่นในการอธิบายได้ ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตาพระเอกก็เหมือนกันค่ะ ถ้าจังหวะมันไม่เอื้อให้พูดถึง ก็สามารถโยกไปพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาในย่อหน้าอื่นได้เช่นกันค่า สารจะได้ไม่ตีกันมั่วในย่อหน้าเดีวนะคะ

    ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่บรรยายแบบบุรุษที่สามที่มีปัญหา ส่วนตอนบรรยายสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง (พาร์ทที่นางเอกบรรยาย) ไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษค่ะ

    พยายามเข้าน้า พี่จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ ถ้ามีตรงไหนสงสัยอยากได้คำแนะนำเพิ่มเติมถามได้นะจ๊ะ สู้ๆ ค่ะ

    #5
  6. #6 thipraparth (จากตอนที่ 2)
    2017-01-21 18:32:08
    ตามอ่านนะคะรักเลย
    #6
  7. #7 Mai_1103 (จากตอนที่ 2)
    2017-01-22 21:42:48
    สนุกจังเลย ไม่เคยอ่านแบบนี้แต่พอได้อ่านชักติด จะตามอ่านต่อนะค่ะ
    #7
  • 1

แสดงความคิดเห็น