จริงเหรอ... ที่คนเราสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยแฟชั่น กับความช่วยเหลือดีๆ จากสไตลลิชสุดฮอต!?
บทที่สอง
โกหก?
<Rattikarn’s part>
ฉันหันขึ้นไปมอง ‘นางฟ้า’ ที่มาช่วยเหลือฉันอย่างงุนงง ทั้งๆ ที่เธอออกจะดูอ่อนหวานแต่ทำไมกลับมีเรี่ยวแรงเยอะขนาดนี้กันนะ ฉันคิดอย่างเหม่อลอยจนลืมคำนึงไปเลยว่าใต้เท้าของฉันมีเพียงอากาศว่างเปล่า
หัวใจฉันหล่นวูบทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงความเสี่ยงในอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จนร่างกายของฉันสั่นเทาไปด้วยความกลัว ไม่รอช้า ฉันเอื้อมแขนอีกข้างไปหาเธอเพื่อความมั่นคงในชีวิตที่มากขึ้น
“ช่วยฉัน...ด้วย” ฉันกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจนน่าสมเพช บ้าจริง เมื้อกี้ยังจะคิดฆ่าตัวตายอยู่เลย ตอนนี้ดันมากลัวซะแล้ว…
“ยัยบ้าเอ้ย ถ้ากลัวขนาดนี้ จะโดดตึกตายแต่แรกทำไม หา?” ผู้มีพระคุณตะคอกฉันอย่างมีน้ำโห เสียงของเธอฟังดูห้าวจนไม่อยากเชื่อว่าออกมาจากริมฝีปากบางนั้น ฉันกลืนน้ำลายด้วยความสะดุ้งก่อนที่จะรู้สึกว่าคนข้างบนบีบแขนฉันแรงขึ้น
“...” ฉันเงียบ
“ช่วยดันตัวเองหน่อยสิ เดี๋ยวก็หล่นลงไปพร้อมกันทั้งคู่หรอก” นางฟ้า(?) บ่น ฉันจึงรีบเอื้อมมือคว้าขอบกำแพงตึกแล้วดันตัวเองขึ้นให้พ้นจากความหวาดเสียว
แรงเหวี่ยงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ฉันหล่นลงมาทับกับสาวสวยคนนั้นที่รองรับฉันอย่างพอดิบพอดี พวกเราทั้งคู่หอบก่อนที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก แก้มทั้งสองข้างของฉันร้อนวูบอย่างไม่มีสาเหตุเมื่อรับรู้ได้ว่าใบหน้าของพวกเราห่างกันเพียงคืบ ฉันรีบถอยกรูดออกมาทันทีด้วยหัวใจที่เต้นแรง
บ้าจริง เธอเป็นผู้หญิงนะ ตั้งสติหน่อยสิ ยัยรัตติกาล!! ฉันคิดพลางตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ สงสัยคงเป็นทฤษฎีสะพานแขวน* แน่ๆ ฉันคงไม่บ้าขนาดใจเต้นกับผู้หญิงด้วยกันเองหรอก(มั้ง)
“ไม่เป็นไรนะ?” สาวสวยคนนั้นหันมาถามอย่างเป็นห่วง ฉันหันไปพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะพึมพำขอบคุณในลำคอ
เมื่อหันไปจ้องหน้าผู้ช่วยชีวิตตรงๆ แล้ว ฉันถึงกับตะลึงอยู่นานราวกับต้องมนตร์ ที่ฉันเคยคิดว่าเธอเป็นนางฟ้านั้น ไม่ผิดไปจากความจริงเลยแม้แต่น้อย ผมสีบลอนด์ออกน้ำตาลธรรมชาติของเธอที่ไหวไปตามแรงลม บวกกับขนตาหนาเป็นแพที่ล้อมรอบดวงตาสีฟ้าสดใส ตัดกันพอดีกับปากรูปกระจับอมชมพูอย่างชาวเอเชีย บ่งบอกชัดเจนถึงความเป็นลูกครึ่งของเธอ
“นี่ถามจริง” เสียงห้าวปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์ ไอ้ที่ขัดกับหน้าตาคงจะเป็นเสียงนี่ละ แมนดีแท้… “เธอมีปัญหาอะไรขนาดนั้นกัน ถึงต้องคิดสั้นฆ่าตัวตายเนี่ย?”
ฉันนิ่งเงียบอยู่นาน จนคนถามเอ่ยต่อ “เอาเถอะ มันก็ไม่ใช่ธุระอะไรของฉันอะนะ แต่เธอน่าจะรู้ดีนี่ เธอยังไม่พร้อมเลยซักนิดกับเรื่องเมื่อกี้”
คำพูดของเธอราวกับว่าเป็นกรรไกรที่ตัดด้ายสติของฉันให้ขาดสะบั้นลง ความเงียบครอบงำฉันอีกครั้งพร้อมๆ กับน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นขอบตา นั่นสินะ ยังไงฉันมันก็ขี้ขลาดอยู่ดี จะตายยังไม่กล้าเลย…
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ? ชีวิตฉันมันห่วยออกขนาดนี้ เรื่องที่บ้านก็ท่วมหัวยังจะมาโดนแกล้งที่โรงเรียนอีก!? ที่สำคัญ…!” ฉันหุบปากฉับก่อนที่จะเอ่ยเรื่องต้องห้ามออกมา ถึงเขาจะเป็นคนช่วยชีวิตฉันไว้ แต่มันก็น่าละอายเกินไปที่จะพูดถึงเรื่อง ‘นั้น’ ออกมากับคนที่พึ่งรู้จัก “...ยังไงก็เถอะ ฉันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ปล่อยๆ ให้ฉันตายเถอะ ฮึก...” เสียงฉันค่อยๆ ขาดหายไปในที่สุดจากการสะอื้น น้ำตาที่ตั้งใจว่าจะไม่ให้ไหลอีกแล้วก็ดันไหลออกมาเหมือนก๊อกน้ำ ไม่ว่าจะพยายามปาดมันออกเท่าไหร่ก็เหมือนมันจะไม่หมดซักที
“เฮ้อ ร้องไห้กันตลอดผู้หญิงเนี่ย ...เอ้านี่” สาวสวยเสียงห้าวตรงหน้าถอนหายใจอย่างรำคาญแต่ก็ยังยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเรียบมาให้
‘แล้วเธอไม่ใช่ผู้หญิงหรือไง… ’ ฉันคิด ก่อนจะรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา
สาวสวยคนนี้ไม่พูดอะไร แต่กลับยื่นมือมาลูบหัวฉันเบาๆ แทน “โอ๋ๆ ไม่เป็นไรน่า เด็กน้อย” ทั้งๆ ที่พอเธอพูดแล้วมันฟังดูน่าขำเพราะผิดจากการแสดงออกตอนแรกลิบลับ ทว่าฉันกลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ฝ่ามือที่ลูบอยู่บนหัวและน้ำเสียงของเธอมันช่าง… อบอุ่นเหลือเกิน
โดยไม่ทันคิด ฉันเอื้อมมือไปข้างหน้าก่อนที่จะสวมกอดเธอและปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เธอทำเหมือนจะดันฉันออกในตอนแรก แต่หลังจากเห็นว่ามือฉันเหนียวแน่นยิ่งกว่ากาวตราช้าง เธอจึงปล่อยไว้แบบนั้น
“ถ้าจะมีแรงร้องไห้ขนาดนี้ ทำไมไม่เอาแรงที่มีอยู่มาเปลี่ยนแปลงตัวเองล่ะ?” สาวหน้าหวานที่ลูบหัวฉันอยู่เอ่ยขึ้นมาเบาๆ ฉันจึงค่อยๆ หยุดเสียงสะอื้นตัวเอง และประกอบสติให้เข้ารูปอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าฉันเลิกร้องแล้ว สาวสวยคนนี้ก็ดันฉันออกช้าๆ ก่อนที่จะเริ่มพูดกับฉันอย่างจริงจัง “เธออยากตายจริงๆเหรอ ...เออยังไม่รู้จักชื่อเลย เธอชื่ออะไรนะ”
“รัตติกาล”
“โอเค รัตติกาล ฟังให้ดีนะ ฉันไม่คิดว่าเธอควรจบชีวิตเธอด้วยวัยแค่นี้ มันยังมีอะไรอีกมากให้เธอทำและลอง แล้วก็…” จู่ๆ สาวตาฟ้าก็ชะงักไปเหมือนกับพึ่งฉุกคิดอะไรบางอย่างได้
“นี่ รัตติกาล” เธอเอ่ยด้วยใบหน้าที่กระตือรือร้นขึ้นพร้อมกับจับไหล่ทั้งสองข้างของฉันแน่น ดวงตาของเธอเป็นประกาย “เธอไม่อยากลองเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองบ้างเหรอ?”
ฉันเบิกตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ คนนี้เป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย อารมณ์ศิลป์ซะจนเดาใจไม่ถูกเลยแฮะ
“...ฉันก็อยากเปลี่ยนนะ แต่ไม่รู้จะต้องทำยังไง แล้วจะทำได้หรือเปล่าด้วย…” เพราะคนอย่างฉันมันสกปรกเกินจะเยียวยาแล้วยังไงล่ะ…
“เปลี่ยนได้สิ! ฉันจะเปลี่ยนมันให้เธอเอง” เธอพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะหันไปควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋ากระโปรง “เธอรู้จัก ‘ซินเดอเรลล่า โปรเจกต์’ ปะ?”
ฉันรับกระดาษแผ่นหนึ่งหลังจากที่เธอยื่นมาให้ฉัน มันเป็นใบสมัครของโครงการ ‘ซินเดอเรลล่าโปรเจกต์’ ที่มอบทุนการศึกษาให้ไปต่อนอกกับเด็กแผนกแฟชั่นอย่างฉัน “อื้ม รู้จักสิ”
“เยี่ยมยอด!!” สาวร่างสูงตะโกนด้วยเสียงที่ใหญ่เกินเพศแม่ แต่แล้วจู่ๆ ก็ชะงักและหันขวับมาหาฉันอย่างจริงจังอีกครั้ง “เฮ้ย เดี๋ยว เธออยู่แผนกแฟชั่นปะเนี่ย”
เหมือนคนบ้าเลยแฮะ ฉันคิดในใจก่อนที่จะตอบกลับ “อืม”
“Ouais genial!!” เธอยิ้มอย่างดีใจสุดขีดพร้อมชูกำปั้นขึ้นฟ้า และตะโกนออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศสเสียงดัง ใบหน้าธรรมดาของเธอก็ออกจะสวยอยู่แล้ว พอยิ้มนี่ขนาดฉันเป็นผู้หญิงเหมือนกันยังแอบใจเต้นเลย ...ให้ตายสิ ฉันไม่เคยเห็นคนสวยอย่างเธอมาก่อนในโรงเรียนได้ยังไงกันล่ะเนี่ย หน้าตาอย่างนี้หรือว่าจะอยู่จะอยู่แผนกดนตรี/เต้น กันนะ…?
ขอชี้แจงระบบโรงเรียนของฉันนิดนึงนะ
โรงเรียนเซนต์ วิคตอเรีย เป็นโรงเรียนนานาชาติที่เน้นศิลปะเป็นหลัก โดยจะเรียนพวกวิทย์กับคณิตในระดับพื้นฐานเมื่ออยู่ ม. ปลายหรือ grade 11 ขึ้นไปนั่นเอง ซึ่งโรงเรียนจะแบ่งแผนกศิลปะเป็นหกแผนกไว้ให้เด็กนักเรียนเลือก นั่นคือแผนก ดนตรี/เต้น แฟชั่น กราฟฟิคดีไซน์ สถาปัตย์ ถ่ายรูป และงานปั้นนั่นเอง
“แล้วเธอล่ะ อยู่แผนกไหนเหรอ?” ฉันถามออกไปบ้าง
“ฉันก็อยู่แผกเดียวกับเธอนั้นล่ะ” เธอตอบหน้าตาเฉย ทำให้ฉันยิ่งสงสัยเข้าไปอีก เพราะไม่ค่อยคุ้นหน้าเธอเลย “นี่รัต เธอไม่สนใจจะประกวดบ้างเหรอ?”
“หา?”
“เฮ้ย ฉันจริงจังนะเนี่ย คืองี้ เห็นในใบสมัครที่มีช่องผู้ช่วยม่ะ? ถ้าใครได้เป็นผู้ช่วยให้กับผู้เข้าประกวดที่ชนะ ผู้ช่วยคนนั้นก็จะได้สิทธิ์ในการเป็นประธานแผนกแฟชั่นยังไงล่ะ!” เธอตอบอย่างมีไฟ “และที่ฉันจะบอกก็คือ ฉันจะเป็นผู้ช่วยให้กับเธอเอง ส่วนเธอก็ลงประกวดซะ ถ้าชนะเราก็วินๆ กันทั้งสองฝ่ายไง”
“...ฉันลงประกวดไม่ได้หรอก” ฉันตอบกลับเรียบๆ
“หึ ตอบงี้เพราะไม่เชื่อฝีมือฉันใช่มั้ยล่ะ เห็นอย่างนี้นะ แต่ฉันเก่งมากนะขอบอก” สาวร่างสูงรีบรัวคำพูดใส่ฉันใหญ่ แต่ฉันก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธและกล่าวขัด
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก”
“แล้วเธอไม่อยากได้ทุนไปศึกษาต่อฟรีๆ เหรอ ใครๆ ก็อยากได้นะ?” ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะ ฉันคิดถ้าสามารถสานฝันให้กับ ‘คนๆ นั้น’ ได้แล้วละก็ ไม่ว่ายังไงฉันก็อยากทำ แต่ว่า…
“เธอดูสารรูปฉันสิ จะไปเหมาะกับการประกวดซินเดอเรลล่าได้ยังไงกันล่ะ?” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงสมเพชตนเอง ไม่ใช่ว่าฉันดูถูกตัวเองเกินไปหรอกนะ แต่ผิวฉันมันขาวจนซีด ผมกับตาก็สีดำทั้งคู่ จนเพื่อนร่วมชั้นยังอดไม่ได้เลยที่จะล้อว่าฉันมันมืดมนอย่างกับแม่มดบ้างล่ะ ยัยศพเดินได้บ้างล่ะ ถ้าพวกเพื่อนในห้องรู้ว่าฉันลงประกวดไม่ยิ่งล้อฉันหนักเข้าไปอีกเหรอ? ฉันคิดวุ่นวายอยู่ในใจ ก่อนจะพูดไปตามความรู้สึก “ทำไมเธอไม่ลงซะเองล่ะ เธอยังเหมาะจะประกวดมากกว่าฉันเลย”
“เธอสวยนะ” ฉันหันไปมองคนพูดอย่างไม่เชื่อหู “ผมและตาสีดำของเธอ ตัดกับผิวสีขาว สวยยังกับพระจันทร์บนท้องฟ้าตอนกลางคืนแน่ะ จะว่าไปก็เข้ากับชื่อเธอพอดีเลยเนอะ ‘รัตติกาล’ น่ะ”
ตึกตัก ตึกตัก ฉันรู้สึกร้อนวูบไปทั่วหน้าจนถึงใบหู นี่ฉันเป็นบ้าอะไรอีกเนี่ย ใจเต้นกับคำชมของผู้หญิงที่สวยกว่าตัวเองได้ยังไงกัน บ้าๆๆ
สาวสวยตรงหน้ายิ้มสดใส ก่อนจะเอื้อมมือมาจับผมสีดำสนิทของฉันแล้วค่อยๆ ปล่อยลง แววตาที่เธอใช้มองฉันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ… ไม่ใช่เพราะความเขินเพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่มันเหมือนกับเด็กพึ่งได้ของเล่นใหม่ยังไงยังงั้นเลย
ก่อนที่หัวใจฉันจะทำงานผิดปกติกับคนเพศเดียวกันไปมากกว่านี้ ฉันก็รีบยัดกระดาษในมือคืนให้กับนางฟ้าตรงหน้าพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าเมื่อครู่
“ขอโทษนะ แต่ฉันคงลงประกวดไม่ได้หรอก” ฉันก้มมองไปทางอื่นอย่างรู้สึกผิด “ยังไงก็ขอบคุณเธอมากนะที่ช่วยฉันไว้ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธออยากได้อะไรจากคนอย่างฉันถึงต้องยอมโกหกแบบนี้ แต่ฉันก็ดีใจมากเลย ขอบคุณนะที่ชม” ฉันผงกหัวให้ครั้งหนึ่งก่อนจะเดินไปที่ประตูดาดฟ้า
หมับ!
จู่ๆ แขนของฉันก็ถูกกระชากจากคนข้างหลัง ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดอะไร เธอก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน
“คิดว่าฉันโกหกเธอเหรอ?” สาวสวยกล่าวอย่างหงุดหงิดก่อนที่จะเพิ่มแรงบีบตรงข้อมือของฉัน “จะบอกอะไรให้นะ ถ้าไม่ใช่คนที่ฉันคิดว่าสวยละก็ ฉันไม่ชวนให้เปลืองน้ำลายหรอกโว้ย!”
น้ำเสียงและแววตาสีฟ้าของเธอดุดันซะจนฉันสะดุ้ง ฉันชักมือกลับมา แต่เธอกลับก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนฉันต้องก้าวถอยหลังชิดกำแพง
“เอาไปคิดดูอีกทีเถอะนะ” เธอพูดข้างๆ หูฉัน ถ้าฉันไม่ได้คิดไปเองขนาดนั้น ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าน้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยการอ้อนวอนนิดๆ “ถ้าสุดท้ายแล้วเธอไม่เข้าจริงๆ ฉันคงบังคับอะไรเธอไม่ได้หรอก”
เธอถอยหลังออกมาเล็กน้อยก่อนจะยัดกระดาษใบเดิมใส่มือฉัน ซึ่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไรแม้จะมีคำถามในใจมากมายก็ตาม พวกเราจ้องตากันสักพัก แล้วเธอก็เป็นฝ่ายหันหน้าหนีและเดินผ่านฉันไปถึงประตู
ก่อนที่เธอจะก้าวออกไป เธอกลับหยุดลงและกล่าวทิ้งท้ายให้ฉันนอนคิดทั้งคืน
……
“เมื่อกี้ที่บอกว่าอยากเปลี่ยนชีวิตตัวเองน่ะ ...เธอโกหกสินะ”
<Thanoo’s part>
ปัง!
เสียงประตูของดาดฟ้าปิดลงเบื้องหลังชายหนุ่มในชุดนักเรียนหญิง สีหน้าเศร้าสร้อยของธนูค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงเพราะความหงุดหงิดแทน
มันจะอะไรกันนักหนาฟะ แค่ให้ลงประกวดแค่เนี่ย!
“โธ่โว้ย!!!”
เจ้าของนัยน์ตาสีท้องฟ้าอ้าปากทำเป็นตะโกน โดยพยายามไม่ให้มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาพร้อมชักสีหน้าหงุดหงิด เนื่องจากกลัวว่าเจ้าของเรือนผมสีดำที่ยืนอยู่ข้างหลังประตูจะได้ยิน
ธนูขยี้วิกผมของตัวเองด้วยความโมโหอย่างลืมตัว จนวิกผมสีบลอนด์ร่วงลงมา เผยให้เห็นผมแท้ๆ ที่เป็นสีน้ำตาลช็อกโกแลตของเจ้าตัวแทน
ธนูก้มลงเก็บวิกพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกัดเล็บตัวเองอย่างเจ็บใจ เขาเคยชินกับการปฏิเสธผู้หญิงคนอื่น (ที่มาขอให้เป็นผู้ช่วย) ก็จริง… แต่เขาไม่เคยถูกปฏิเสธมาก่อนเลยซักครั้ง… ทั้งที่นานๆ ทีเขาจะเจอคนที่ถูกใจแบบเธอแท้ๆ ทำไมเขาต้องถูกปฏิเสธด้วยเล่าา!
“ฉันไม่เคยยอมให้ใครมาซบอกร้องไห้ด้วยซ้ำ โวะ! ยังจะกล้าปฏิเสธฉันอีก ยัยแมวดำ!!”
ชายหนุ่มตะโกนขึ้นมาราวกับกำลังด่ามนุษย์ล่องหนอยู่ แต่ก็ต้องรีบตะครุบปากตัวเอง พลางใช้ดวงตาสีฟ้ามองไปมาอย่างล่อกแล่ก
เกือบไปแล้วสิ… ธนูคิด ถ้ายัยนั่นได้ยินจะยิ่งไม่ยอมประกวดเข้าไปใหญ่ แค่นี้ก็แกล้งแอ๊บเป็นผู้หวังดีนานเกินไปละ
ถึงเขาจะไม่ใช่คนเลวขนาดนั้น แต่ธนูก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะช่วยใครโดยไม่หวังผลตอบแทนอยู่แล้ว จริงอยู่ที่ยังไงเขาก็ต้องช่วยคนที่กำลังจะฆ่าตัวตายในสถานการณ์อย่างนั้น… แต่ไหนๆ เขาก็ถูกใจเธอซะขนาดนี้ เธอจะใจร้ายไปหน่อยมั้ยถ้ายังจะปฏิเสธเขาอีกน่ะ?
ธนูหันไปที่ประตูชั้นดาดฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะภาวนาในใจ
อุตสาห์ลงทุนแสดงละครขนาดนั้นแล้ว คงไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ… รัตติกาล
*ถ้าชายหญิงมาเจอกันบนสะพานแขวน หรือที่สถานที่น่าหวาดเสียว/กลัว พวกเขาอาจตกหลุมรักกันง่ายขึ้น เพราะต่างคนต่างกำลังกลัว
สวัสดีค่า JLS18 เองค่า จะอยู่จนถึงตอนที่ 7 เลยนะคะ ยังไงก็ฝากรัตติกาล กับ ธนูไว้ในอ้อมใจทุกคนด้วยน้า >_<
ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทุกเม้น และทุกโหวตที่มาให้กำลังใจนักเขียนนะคะ ไม่ว่าจะเม้นชมหรือติ ก็เต็มที่เลยค่ะ จะได้เอามาปรับปรุงในบทต่อๆ ไป (แต่อย่าแรงมากนะคะ T__T เป็นคนอ่อนไหวว 5555)
ขอบคุณพี่รหัส พี่เทียนสุดสวยที่คอยแนะนำ แล้วก็พี่ๆ นักเขียนที่มาคอมเม้นด้วยค่า (พี่ belza หนูติดเซ็ต tree house พี่มากนะคะ ขอบอก -.,-)
สวัสดีค่ะ พี่อายเองนะคะ กรรมการของปีนี้ค่ะ เราจะอยู่ด้วยกันไปตลอดทุกวีคเลยนะ ^^ ขอแสดงความยืนดีก่อนที่ผ่านเข้ารอบมาได้ พี่ก็จะพยายามให้คำแนะนำที่ดีที่สุดนะจ๊ะ
ขอเม้นรวบสองตอนเลยนะคะ ขอบคุณมากที่เว้นวรรคตอนให้พี่แล้ว 5555 แบบบทที่สองโอเคเลยค่ะ
เรื่องพลอต แปลกใหม่น่าสนใจดีนะคะ คาแรกเตอร์มีความเด่นชัดทุกตัวละครเลย
ส่วนเรื่องการบรรยายในบทแรกมีจุดที่งงอยู่มากค่ะ เช่นในท่อนแรก
“ ‘ธนู’ หรือชายหนุ่มเจ้าของเสียงเมื่อครู่แทบไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองพึ่ง* ได้ยินเมื่อครู่ ดวงตาสีฟ้าสดของชายหนุ่มฉายแววหงุดหงิด ใบหน้าที่สวยเกินเพศของตนหงิกงออย่างชัดเจน จะไม่ให้โมโหได้ยังไงกันล่ะ ก็ตัวเขาเป็นถึงหัวหน้าแผนกแฟชั่นปีสอง ของโรงเรียนมัธยมปลาย เซนต์ วิคตอเรีย อินเตอร์ฯ แต่ประธานแผนกที่เขาอยู่ กลับพึ่งประกาศให้หัวหน้าแผนกแฟชั่นปีต่างๆ** รับรู้ว่า การเลือก ประธานปีนี้ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน โดยปีก่อนๆ เฉพาะหัวหน้าแผนกในปีสองนั้นที่จะได้ขึ้นเป็นประธานต่อ (ปีสามไม่มีหัวหน้า เพราะเป็นประธานแทน)”
(*จริงๆ ต้องเป็น ‘เพิ่ง’ นะคะ เพราะพึ่งตัวนี้จะเป็น พึ่งพา ค่ะ)
(**จุดนี้พี่สงสัยนิดนึง เห็นบอกว่า ประกาศให้ “หัวหน้าแผนกแฟชั่นปีต่างๆ” รับรู้ คือแผนกแฟชั่น น่าจะมี ปีหนึ่ง ปีสอง ปีสาม แต่ปีสามไม่มีหัวหน้าแผนก ดังนั้นก็น่าจะมีแค่หัวหน้าแผนกแฟชั่นแค่ปีหนึ่งกับปีสองใช่ปะคะ ดังนั้นไม่น่าจะใช้คำว่า หัวหน้าแผนกแฟชั่นปีต่างๆ นะคะเพราะมีกันแค่สองคน กับประธาน เท่ากับในฉากในทั้งหมดแค่สามคนเนอะ)
ตรงนี้พี่สาราพว่าอ่านหลายรอบมากเพราะอ่านรอบแรกแล้วยังงงอยู่ แนะนำเลยว่าควรอ่านทวนหลายๆ รอบ รีไรต์ให้มันอ่านเข้าใจง่ายกว่านี้ จะด้วยการเคาะประโยคหรือเรียงประโยคใหม่ก็ได้ค่ะ ตัวอย่างเช่น
“ ‘ธนู’ หรือชายหนุ่มเจ้าของเสียงโวยวายเมื่อครู่ยังคงไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งออกจากปากประธานแผนกแฟชั่นเมื่อกี้ ในเมื่อถ้าสิ่งที่ประธานพูดเป็นจริง ก็เท่ากับสิทธิ์อันชอบธรรมในการขึ้นเป็นประธานแผนกแฟชั่นของเขาผู้เป็นหัวหน้าแผนกแฟชั่นปีสองได้หายวับไปกับตาแล้วไงล่ะ
เนื่องจากในทุกๆ ปี ตำแหน่งประธานแผนกแฟชั่นของโงเรียนมัธยมปลายเซนต์วิคตอเรียอินเตอร์ฯ จะถูกส่งมอบต่อให้กับหัวหน้าแผนกแฟชั่นปีสองเสมอ เขาถึงได้พยายามแทบตายจนได้เป็นหัวหน้าแผนก แล้วอยู่ดีๆ จะมาบอกว่าใครๆ ก็สามารถเป็นประธานได้แบบนี้คืออะไรกัน”
อะไรแบบนี้ค่ะ คือถ้าสารที่เราอยากจะสื่อมันเยอะมาก เราไม่จำเป็นต้องอธิบายมันให้จบรวดเดียวในย่อหน้าเดียวก็ได้เดี๋ยวจะง เราสามารถแบ่งออกเป็นสองช่วง หรือใช้วิธีอื่นในการอธิบายได้ ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตาพระเอกก็เหมือนกันค่ะ ถ้าจังหวะมันไม่เอื้อให้พูดถึง ก็สามารถโยกไปพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาในย่อหน้าอื่นได้เช่นกันค่า สารจะได้ไม่ตีกันมั่วในย่อหน้าเดีวนะคะ
ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่บรรยายแบบบุรุษที่สามที่มีปัญหา ส่วนตอนบรรยายสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง (พาร์ทที่นางเอกบรรยาย) ไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นพิเศษค่ะ
พยายามเข้าน้า พี่จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ ถ้ามีตรงไหนสงสัยอยากได้คำแนะนำเพิ่มเติมถามได้นะจ๊ะ สู้ๆ ค่ะ