จริงเหรอ... ที่คนเราสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยแฟชั่น กับความช่วยเหลือดีๆ จากสไตลลิชสุดฮอต!?
บทที่ห้า
แผลเป็นที่ไม่มีวันหาย
<Rattikarn’s part>
“งั้นฉันขอเริ่มอธิบายกฎในการประกวดก่อนเลยละกันนะ” ธนูกล่าวพลางยิ้มอย่างสดชื่น
หลังจากเมื่อวาน พวกเราทั้งหมดก็ย้ายมานั่งอยู่ในห้องดีไซน์ที่อยู่ใกล้ห้องสภานักเรียนแทน เนื่องจากประธานแผนกแฟชั่น หรือรุ่นพี่วิสกี้ไล่พวกเราให้ออกไปจากห้องเพราะเกะกะพวกสมาชิกสภานักเรียนคนอื่นๆ ถึงธนูจะบ่น แต่ฉันก็อดที่จะเห็นด้วยไม่ได้ เพราะธนูใช้ห้องสภานักเรียนเหมือนเป็นห้องส่วนตัวมากเกินไปแล้ว...
ทั้งฉัน พาสเทล และโยจ้องตาแป๋วไปยังกระดานที่ธนูกำลังยืนเขียนเพื่ออธิบายถึงการประกวดอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ซินเดอเรลล่าโปรเจกต์ก็อย่างที่รู้ๆ กันคือเป็นการประกวดของแผนกแฟชั่นที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้หญิงได้มีโอกาสไปเรียนต่อเฉพาะด้านที่ตัวเองชอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านดีไซเนอร์ สไตล์ลิสต์นางแบบ ฯลฯ ซึ่งการประกวดจะแบ่งออกเป็นสามด่านหลักๆ… โดยฉันจะเริ่มอธิบายต่อจากนี้อย่างละเอียดนะ”
ธนูเอ่ยต่อ หลังจากหันไปเขียนบนกระดานครู่หนึ่ง “ด่านแรก ผู้เข้าประกวดจะต้องถ่ายรูปส่งไปให้ทางกรรมการภายใต้หัวข้อที่กำหนด ถ้าผ่านแล้วก็จะเข้าด่านที่สอง ซึ่งจะเป็นช่วงที่ยาวที่สุดเนื่องจากใช้เวลาประมาณสามอาทิตย์ ในด่านนี้ ผู้เข้าประกวดจะผ่านประมาณสิบคน และต้องคอยอัพเดทผลงานด้านแฟชั่นที่ตัวเองอยากเรียนต่อลงเว็บการประกวดเรื่อยๆ แล้วเวลามีงานโรงเรียนก็ต้องประกวดเหมือนกัน เพราะด่านที่สองต้องใช้คะแนนโหวตจากเด็กนักเรียน นอกจากนี้ ด่านนี้ยังมีคนจากคณะกรรมการมาซุ่มสัมภาษณ์อีกด้วย”
“เอ๋ มีสัมภาษณ์ด้วยเหรอ?” ฉันกล่าวขึ้นอย่างกังวล “แต่ฉันพูดไม่เก่งนะ…”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” ธนูตอบอย่างมั่นใจ “เดี๋ยวพวกฉันจะช่วยกันคิดบทให้เธอเอง เธอก็แค่ต้องท่องจำแล้วตอบให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดก็พอ”
“นี่ต้องมาคิดบทด้วยเหรอเนี่ย” พาสเทลพึมพำอย่างหงุดหงิด จนฉันแอบรู้สึกผิดในใจ ทว่าธนูกลับไม่สะทกสะท้าน ก่อนเอ่ยต่อ
“ส่วนด่านสุดท้าย… ผู้เข้าประกวดที่ผ่านเข้ามาจากด่านที่สองจะเหลือแค่สามคน และในวันประกาศรางวัลชนะเลิศ ผู้เข้าประกวดจะต้องเดินแบบโดยใส่ชุดที่ตัวเองช่วยกันออกแบบกับผู้ช่วย”
“เดี๋ยวนะ ปีที่แล้วไม่เห็นมีผู้ช่วยอะไรเลยนี่” พาสเทลขัดอย่างสงสัย
ธนูทำหน้าหงุดหงิดขึ้นมาทันที “นั่นก็เพราะยัยพี่วิสกี้ตัวแสบยังไงล่ะ มาเพิ่มกฎบ้าๆ บอๆ ทำไมก็ไม่รู้แต่ไม่ต้องห่วงหรอก แค่นี้ฉันเอาอยู่”
“...อย่าพึ่งนอกเรื่อง เสียเวลา” โยเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ ทำให้ธนูบุ้ยปากอย่างไม่พอใจ
“ในด่านสุดท้ายนอกจากเธอต้องเดินแบบแล้ว จะมีวีดีโอพรีเซ้นต์เกี่ยวกับตัวเธอให้คนดูระหว่างเดินแบบอีกด้วย ซึ่งไอ้โยจะต้องช่วยในส่วนนั้น ฝากด้วยนะเฟ้ย” ธนูหันไปพูดกับโยที่นั่งหน้านิ่งอยู่ข้างๆ ฉัน
“เอ่อ”
“แล้วก็… จริงๆ แล้วมันมีเงื่อนไขเล็กๆ อีกอย่าง แต่เธอไม่ต้องใส่ใจหรอกนะ!” ธนูทำหน้าคิดสักครู่ ก่อนจะหันมาทางฉัน
“เงื่อนไขอะไรเหรอ?”
“เกี่ยวกับเรื่องผู้ช่วยน่ะ” ธนูตอบเรียบๆ “จนกว่าจะถึงด่านสุดท้าย เธอมีสิทธิ์เปลี่ยนผู้ช่วยเป็นคนอื่นได้ แต่ลืมมันไปซะ ฉันไม่ปล่อยให้ใครมาแย่งเธอหรอก!”
ฉันยิ้มแหยๆ กับความโอเว่อร์ของธนู… พูดยังกับฉันสวยขนาดมีคนจะแย่งฉันไปมายังงั้นแหละ
คงมีแค่นายนี่ล่ะ ที่บ้าพอส่งฉันเข้าประกวด
“สรุปคือเราต้องถ่ายรูปยัยนี่เข้าประกวดก่อนใช่มั้ย?” โยถามอย่างเป็นงานเป็นการ “แล้วเรามีเวลาเท่าไหร่”
“ฉันยื่นใบสมัครไปแล้ว ด่านแรกทางกรรมการให้เวลาถ่ายอาทิตย์หนึ่ง นับจากวันศุกร์นี้ ซึ่งก็คืออีกสองวัน” ธนูตอบ
“นายบอกมีหัวข้อด้วยนี่” พาสเทลถามบ้าง “หัวข้อปีนี้คืออะไรล่ะ”
“tragic princess (เจ้าหญิงแห่งความโศกเศร้า) น่ะ” ธนูยิ้มอย่างมีเลศนัยไปยังพาสเทลที่อยู่ๆ ก็ร้อง ‘อ๋อ’ ขึ้นมาทันที
“หึ พอจะเข้าใจล่ะว่าทำไมนายเลือกยัยนี่” พาสเทลขำในลำคอเบาๆ พลางปรายตามาที่ฉัน
ฉันขมวดคิ้วด้วยความสงสัยกับรอยยิ้มแปลกๆ ที่ทั้งสองมอบให้กัน อะไรเนี่ย ทำไมมีฉันงงอยู่คนเดียว
“งั้นตอนนี้เราควรเริ่มจากอะไรก่อนล่ะ” โยถามขึ้นมา โดยเมินรอยยิ้มแปลกประหลาดบนใบหน้าของเพื่อนเขา
“ยังมีเวลาอีกตั้งหนึ่งอาทิตย์กับสองวันนี่ ฉันว่าจะเริ่มจากการหาสไตล์การแต่งหน้าและแต่งตัวให้รัตติกาลก่อน” ธนูตอบพลางพยักหน้ามาที่ฉัน
“อีกแค่สองอาทิตย์ต่างหาก…” ฉันพูดขึ้น “จะทันจริงๆ เหรอ ฉันเห็นเด็กในห้องฉันที่ลงประกวดไปเตรียมถ่ายรูปกันตั้งนานแล้วนะ”
“ทันอยู่แล้ว” ธนูพูดอย่างมั่นใจ ก่อนจะเดินมากอดคอพาสเทลและโย “ก็มีคนเก่งๆ คอยช่วยตั้งสองคนนี่หว่า”
ทั้งสองคนมองหน้าธนูอย่างเอือมๆ ก่อนพาสเทลจะเป็นฝ่ายปัดมือธนูออกไป
“ฉันกับโยน่ะ เต็มที่อยู่แล้ว ปัญหาคือเด็กของนายต่างหากจะไหวรึเปล่า” พาสเทลเอ่ยพลางใช้สายตาเย็นชามองมาที่ฉัน
“เอ้า พูดอะไรเนี่-” ธนูกำลังจะต่อว่าพาสเทล แต่ฉันก็พูดขัดขึ้นมา
“ถูกแล้วแหละ” ฉันพูดอย่างเห็นด้วย แม้จะแอบเจ็บใจบ้างก็ตาม “ก็ฉันมันธรรมดาออกนี่นา”
ธนูหันมามองหน้าฉันอย่างไม่เห็นด้วย โยทำหน้าราบเรียบเหมือนเคย ทว่าพาสเทลกลับพูดขึ้นมาอย่างหัวเสีย
“ไอ้การยอมรับตัวเองได้นี่มันก็ดีอยู่หรอกนะ” เธอเอ่ย “แต่มันน่ารำคาญที่ไม่คิดจะเถียงเลยนี่สิ นั่งดูถูกตัวเองอยู่ได้”
“...” ฉันนั่งเงียบอย่างพูดไม่ออก ถึงยัยหัวชมพูนี่จะพูดแรงแต่ก็พูดถูกทุกประการ ที่ผ่านมาฉันเอาแต่บ่นจริงๆ ด้วย ไม่คิดจะเปลี่ยนอะไรอย่างที่พูดเลย…
“โอ็ย” จู่ๆ พาสเทลก็สบถขึ้นมาเบาๆ จนฉันต้องหันไปดู ก่อนจะพบว่าธนูเพิ่งดีดหัวพาสเทลไปหมาดๆ
“สมน้ำหน้า มาพูดกับยัยนี่ยังงี้ได้ยังไง” ธนูมองหน้าพาสเทลอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันมาพูดกับฉันพลางยิ้ม…
ยิ้มแบบที่เทเรซยิ้มในวันที่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้…
“ไม่ต้องคิดมากนะ คนอื่นว่าเธอยังไงก็ช่าง ฉันมองเห็นความสวยของเธอคนเดียวก็พอแล้ว”
หน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อฟังคำพูดของธนูจบ ครอบครัวนี้ทำไมถึงขยันพูดจาน่าอายนักนะ โยเหลือบตามองฉันครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับธนู
“...กลับมาที่เรื่องการประกวดเถอะ ก่อนคนแถวนี้จะกลายเป็นมะเขือเทศ”
ฉันหันขวับไปมองโยอย่างร้อนตัว แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ดูเหมือนธนูไม่ได้สังเกตคำพูดของโยเท่าไหร่นัก เขาจึงแค่กลับมายืนอยู่ตรงหน้ากระดานที่พวกเราหันหน้ามองอยู่อีกครั้ง
“โอเค กลับมาที่เรื่องการหาสไตล์นะ พรุ่งนี้วันพฤหัสบดีแล้ว ทุกคนทำตัวให้ว่างล่ะ จะได้ไปหาสไตล์การแต่งตัวของยัยนี่กัน”
ทุกคนพยักหน้าโดยไม่โต้เถียงอะไร หลังจากนั้นธนูก็แค่นัดเวลากับเราพร้อมให้การบ้านฉันกลับไปนั่งคิดเล็กน้อยเกี่ยวกับการแต่งตัวของตัวเอง ทั้งพาสเทลกับโยขอตัวกลับกันไปก่อน จะเหลือก็แค่ฉันกับธนูเท่านั้นที่ยังอยู่ในห้อง
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ฉันจึงเตรียมตัวเก็บของเพื่อกลับบ้านบ้าง ทว่าธนูก็รีบเรียกก่อนที่ฉันจะได้ออกไป
“เฮ้ย เดี๋ยว”
“?” ฉันหันไปมองธนูอย่างสงสัย
“ลืมถามเลย คือชุดที่เธอต้องใช้ใส่ถ่ายรูปน่ะ มันต้องมาจากฝีมือพวกเราสองคนนะ แต่ว่าฉันไม่ค่อยถนัดตัดเย็บชุดเท่าไหร่เลยนี่สิ… เธอทำได้มั้ยอ่ะ?”
ฉันชั่งใจอยู่นานถึงคำถามของธนู แม้มันจะเป็นคำถามที่เรียบง่าย ทว่าความทรงจำในอดีตของฉันที่มีต่อการตัดเย็บเสื้อผ้ากลับผุดขึ้นมาในสมอง ราวกับจะย้ำเตือนตราบาปในอดีตของฉันที่มีต่อใครคนหนึ่ง…
ไม่… อย่าคิดถึงมัน รัตติกาล
หลังจากหลุบตาลงสักพัก ฉันก็หันกลับไปสบตาเข้ากับธนูอีกครั้งอย่างตั้งใจ “อื้ม ฉันจะทำส่วนตัดเย็บเอง”
ใช่แล้ว… ฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้…
และครั้งนี้… ฉันจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำสองอีก
วันต่อมา ณ ห้างสรรพสินค้า
ตอนนี้ฉันกำลังเดินอยู่ในห้างกับธนู โยและพาสเทล เพื่อมาเปิดหูเปิดตาดูแฟชั่นใหม่ๆ ตามคำแนะนำของธนู ก่อนจะออกมาจากโรงเรียน ทั้งธนูและพาสเทลก็ได้สรุปคร่าวๆ แล้วว่าฉันไม่เหมาะกับสไตล์หวาน หรือแนวสาวน้อยสดใสเท่าไหร่ ซึ่งฉันก็เห็นด้วยจึงไม่ได้โต้เถียงอะไร
สไตล์ที่พวกเรากำลังมองหาเพื่อดูว่าแนวไหนเข้ากับฉัน และเพื่อหาไอเดียออกแบบชุด จึงเป็นแนวอื่นๆ ซะส่วนใหญ่ เช่น คลาสสิก เซ็กซี่ หรือแนวเท่ เสียมากกว่า
ตื่นเต้นจัง… ไม่ได้มาเที่ยวห้างกับเพื่อนแบบนี้นานเท่าไหร่แล้วนะ
“เจอร้านละ” ธนูเอ่ยขึ้นมา ทำให้ทุกคนที่เดินอยู่ต้องหันไปมองร้านที่เขาชี้อยู่ เมื่อเห็นแบรนด์ร้านชื่อ ‘Belle’ ฉันก็หน้าเหวอขึ้นมาทันที ถ้าได้เหยียบเข้าไปต้องหมดไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นแน่ๆ
“ร้านนั้นแพงนะ” ฉันพูดขึ้นอย่างเกรงใจ ก่อนจะเหลือบตาไปมองเสื้อผ้าและอุปกรณ์การตัดเย็บมากมายที่อยู่ในถุงในมือของทั้งโยและธนู
จะว่าซื้อก็ไม่ถูกหรอกนะ… จริงๆ ก็ได้มาฟรีหมดเพราะโยเป็นหลานของเจ้าของห้างที่พวกเราเหยียบอยู่นี่สิ…
“เกรงใจทำไม ยังไงร้านนี้ก็ฟรี” ธนูเอ่ยอย่างไม่เกรงใจโยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะมุ่งตรงเข้าไปในร้านตรงหน้า จนฉันต้องถอนหายใจกับความไร้มารยาทของเขา
ไอ้ที่เกรงใจไม่ใช่นายย่ะ แต่เป็นโยต่างหาก ฉันคิดก่อนจะหันไปมองโยอย่างสงสาร เสียกำไรให้ห้างตัวเองยังไม่พอ ยังต้องมาแบกของเป็นเบ๊อีก พอจะช่วยถือก็บอกไม่เป็นไร… แบบนี้เอาใจไม่ถูกเลยแฮะ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน ฉันก็ต้องเบิกตากว้างกับการตกแต่งที่หรูหราอลังการ เมื่อกี้ตอนดูร้านนี้จากภายนอกก็ว่าไม่ธรรมดาแล้ว พอเข้ามาจริงๆ ยิ่งดูอลังการงานสร้างเข้าไปใหญ่
ใช่แค่การตกแต่งเท่านั้นที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนบอลรูมในประสาทแนวโกธิค แต่ยังเป็นชุดราตรีหลากสีที่ดูหรูหราและโดดเด่นไม่แพ้กัน เรียงรายอยู่รอบร้านราวกับห้องเสื้อของบรรดาเซเลป
“ธนู” ฉันหันไปกระซิบกับคนข้างๆ เบาๆ เพื่อไม่ให้โยหรือพาสเทลได้ยิน “ฉันว่าไปข้างนอกกันเถอะ”
ธนูหันมามองหน้าฉันอย่างไม่เข้าใจอีกครั้ง ก่อนจะถาม “ทำไมล่ะ เสื้อที่นี่ไม่ถูกใจเหรอ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น… คือฉันเกรงใจโยน่ะ” ฉันส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อ “ยังไงเราก็ต้องออกแบบชุดเองอยู่แล้ว แค่ในถุงพวกนี้ยังไม่พอเป็นแบบอีกเหรอ”
“แค่นี้ขนหน้าแข้งมันไม่ร่วงหรอกน่า” ธนูพูดแล้วยิ้มเหมือนเอ็นดูเด็กไร้เดียงสาคนหนึ่ง “แล้วอีกอย่าง ร้านนี้น่ะ-”
“อ้าวคุณธนู มาแล้วเหรอคะ?”
จู่ๆ เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาขัดประโยคที่ยังไม่จบของธนู พวกเราทุกคนหันไปมองต้นเสียงนั่น ก่อนจะพบว่าเสียงมาจากพนักงานสาวคนหนึ่ง
ทั้งพาสเทลและโยทักทายพี่พนักงานคนนั้นอย่างคุ้นเคย คงมีแต่ฉันที่ยืนงงอยู่คนเดียว
“...นายเป็นลูกค้าประจำที่นี่เหรอ?” ฉันถามธนูอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ ยังไม่ทันที่ธนูจะได้ตอบ พี่พนักงานคนนั้นก็แทรกขึ้นมาซะก่อน
“พูดอะไรนะคะน้อง ก็คุณธนูเป็นลูกชายเจ้าของร้านนี้นะคะ?”
ฉันหันไปมองหน้าธนูกับเพื่อนของเขาอย่างไม่เชื่อสายตา คนหนึ่งก็นางแบบ คนหนึ่งก็หลานเจ้าของห้าง อีกคนก็ลูกชายเจ้าของร้านแบรนด์ระดับบรอดเวย์อีก
นี่มันกลุ่มเซเลปชัดๆ เลยนี่น่า...
“ตกใจขนาดนั้นเลยรึไง” ธนูขำแบบเขินๆ ก่อนจะหันไปหาพนักงานสาวคนเดิมอีกครั้ง “เสื้อที่สั่งเอาไว้อยู่ไหนเหรอครับพี่โรส”
พนักงานสาวที่ชื่อโรสผายมือไปยังหลังร้านทันที “เชิญทางนี้เลยค่ะ”
พวกเราทุกคนเดินตามพี่โรสเข้าไปหลังร้าน พี่โรสเดินไปเปิดม่านที่บังหุ่นโชว์อยู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“นี่ค่ะ”
ดวงตาสีนิลของฉันเป็นประกายขึ้นมา เมื่อเห็นชุดราตรีบนหุ่นโชว์มากมายอยู่ตรงหน้า ชุดที่อยู่หน้าร้านว่าสวยแล้ว ยังสู้ไม่ได้กับชุดตรงหน้าฉันตรงนี้เลย
ยิ่งชุดราตรีสีดำนี่… สวยยังกับหงส์ดำในละครบาลเล็ต์เรื่อง swan lake เลย…
“เธอว่าแบบไหนสวย เทล” ธนูหันไปถามพาสเทลที่ยืนจับคางตัวเอง ก่อนจะหันมามองหน้าฉันอย่างใช้ความคิด
“ฉันว่ายัยนี่เหมาะกับสีขาว ดำ หรือแดงกำมะหยี่นะ” พาสเทลชี้ไปที่ชุดราตรีสามชุด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นตัวที่ฉันถูกใจมากเหมือนกัน
“งั้นเอาสามตัวนี้ครับ” ธนูหันไปพูดกับพี่โรส ก่อนจะเดินออกไปจากหลังร้าน โยหยิบกล้องที่คล้องคออยู่มาถ่ายรูปเสื้อเหล่านั้นอย่างรู้หน้าที่ ก่อนพี่โรสจะจัดการใส่กล่องให้อย่างประณีต
หลังจากพวกเราออกมาจากร้านธนูสักพัก พวกเราก็เดินเล่นดูเครื่องประดับร้านอื่น ก่อนจะมาจมอยู่ที่คาเฟ่ชื่อดังในห้าง
ธนูที่ดื่มสมูตตี้อยู่ จู่ๆ ก็คว้าสมุดสเก็ตช์เล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋านักเรียนตัวเองเหมือนอะดรีนาลีนในร่างกายหลั่งไหลออกมากะทันหัน ทั้งฉัน พาสเทล และโยก็ได้แต่มองอย่างงงๆ ในความติสต์แตกของเขา
“ฮ้า ได้ไอเดียเจ๋งๆ เพียบเลย” ธนูหยิบดินสอออกมาแท่งหนึ่ง ก่อนจะลงมือขีดภาพในหัวออกมาอย่างรวดเร็วด้วยสปีดเร็วแสง แม้ว่าพวกเราจะพึมพำชมสปีดในการวาดของเขา เจ้าตัวกลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย ราวกับกำลังอยู่ในโลกส่วนตัวที่ไม่มีใครเข้าถึง
สมกับเป็นหัวหน้าแผนกจริงๆ…ฉันชะเง้อไปมองแบบชุดของธนูพลางชื่นชมในใจ ชุดราตรีในแบบของเขา มีลวดลายและสไตล์ที่คล้ายคลึงกับชุดราตรีทั้งหลายที่เราได้ดูกันวันนี้ แตกต่างก็เพียงแค่ชุดที่ธนูวาดมีการผสมผสานชุดหลายๆ ตัวเข้าด้วยกันจนฉันยังอดที่จะนับถือไม่ได้กับความลงตัวของดีไซน์
ระหว่างร่างภาพ จู่ๆ โยก็พูดขัดขึ้นมา ซึ่งฉุกความสนใจทั้งหมดของฉันที่มีต่อภาพของธนูในทันที
“ถ้าธนูเขียนแบบงี้… แสดงว่าเธอตัดเย็บชุดสินะ?”
“อื้ม”
“เธอเคยตัดเย็บมาก่อนรึเปล่า ถึงเธอจะเลือกแผนกแฟชั่น แต่เธอก็เลือกเอกสามัญ ไม่ได้เน้นอะไรเป็นพิเศษนี่ แบบนี้จะไหวเหรอ?”
เสียงพาสเทลที่แทรกเข้ามา แม้จะฟังดูเสียมารยาท แต่ตอนนี้ฉันรู้ดีว่าเธอก็แค่เป็นห่วงธนูเท่านั้น
“ฉันเคยตัดเย็บมาก่อน แต่ก็ไม่เก่งเท่าไหร่หรอกนะ” ฉันเอ่ยอย่างถ่อมตัว
โยพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ทว่าพาสเทลกลับพูดต่อว่า “ผลงานล่ะ? เธอเคยตัดเย็บที่ไหน ฉันไม่ให้นับวิชาตัดเย็บง่อยๆ ของโรงเรียนเรานะ”
โยที่หันไปมองพาสเทลอย่างห้ามปรามเป็นเชิงว่า ‘เธอเสียมารยาท’ แต่พาสเทลก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ฉันที่ไม่ถือสาอะไรจึงกล่าวต่อ
“ฉันเคยช่วยงานแฟชั่นโชว์ของโรงเรียนมาก่อนน่ะ ฉันเป็นคนตัดเย็บเสื้อและดีไซน์กับ… เพื่อนอีกคนหนึ่ง” ประโยคหลังฉันเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่รู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
แต่ตอนนี้… เธอคนนั้นคงไม่อยู่ให้ฉันเรียกว่าเพื่อนแล้วล่ะ
“เธอเคยอยู่โรงเรียนไหนมาก่อนนะ?” คำถามธรรมดาของพาสเทลทำให้ฉันต้องหยุดคิดถึงอดีตทันที ก่อนจะหลบสายตาไปมองอย่างอื่น
“St. Louise-Charles น่ะ…”
“หา St. Louis-Charles ที่มีแฟชั่นโชว์เริ่ดๆ นั่นอ่ะนะ!?” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของพาสเทลเบิกขึ้นด้วยความไม่คาดคิด โยทำหน้าสงสัย จึงได้รับคำอธิบายจากพาสเทลว่าแฟชั่นโชว์ โรงเรียนเก่าฉันอลังการแค่ไหน
ฉันหันไปมองธนูอย่างไม่มีอะไรทำ แต่ก็ต้องเอะใจ เพราะธนูที่วาดรูปอยู่กลับหยุดชะงักครู่หนึ่งหลังจากได้ยินชื่อโรงเรียนเก่าฉัน ก่อนจะกลับไปเพ่งสมาธิที่ภาพสเก็ตช์ของเขาเหมือนเดิม
ท่าทางแบบนั้นอีกแล้ว…
ทว่า ฉันก็ต้องเก็บความสงสัยไว้ในใจต่อ เมื่อพาสเทลที่อธิบายกับโยอยู่พูดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
“รู้สึกจะมีสองสาวคู่หูคู่หนึ่งที่ชอบดีไซน์ชุดแล้วเดินแบบเองนะ ฉันชอบผลงานสองคนนั้นมากเลย รู้สึกว่าจะให้นามแฝงว่าอะไรอารท์ๆ นี่ล่ะ”
“...Artemis (อาร์เทมิส)” ฉันพึมพำตอบอย่างราบเรียบ
“ใช่เลย อันนั้นแหละ!” พาสเทลจึงดีดนิ้วดังเปาะ ก่อนจะหันหน้ามามองฉัน แต่กลับต้องชะงักลงกลางคัน “...เธอเป็นอะไรไปน่ะ?”
ฉันหันไปมองพาสเทลอย่างสับสนในคำถามของเธอ และก็ได้รับคำตอบในที่สุด เมื่อรู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆ ที่เริ่มเอ่อรอบดวงตาตัวเอง…
อะไรกัน… แค่พูดชื่อนั้นน้ำตาก็ไหลแล้วเหรอเนี่ย ...น่าสมเพชจริงๆ
“ฉ… ฉันไปเข้าห้องน้ำแปปนึงนะ” ฉันเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเดินออกไป โดยไม่ได้สนใจจึงไม่เห็นว่า นอกจากสายตาของโยกับพาสเทลที่มองมาอย่างเป็นห่วงแล้ว ยังมีสายตาว่างเปล่าจากนัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยมองตามหลังมาอีกด้วย…
ฉันใช้เวลาสักพักอยู่ในห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาให้กลับมาดูเป็นปกติเหมือนเดิม เมื่อส่องกระจกแล้วพบว่าดวงตาไม่ได้แดงก่ำเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ฉันจึงตัดสินใจเดินออกไปจากห้องน้ำในที่สุด
ไม่ไหวเลยแฮะ… แค่พูดชื่อนามแฝงนั้นก็ร้องไห้เป็นเด็กๆ ไปได้
ขณะที่กำลังเดินกลับไปยังร้านกาแฟ ฉันก็เผลอชนเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งจนของที่เขาถือมาอยู่ร่วงลงกับพื้นกระจัดกระจาย
“ขอโทษค่ะ!”
ฉันรีบก้มลงเก็บสัมภาระของผู้ชายที่ถูกฉันชนเมื่อครู่ทันทีอย่างรีบร้อน พลางโทษถึงความสะเพร่าของตัวเอง ผู้ชายคนนั้นไม่อยู่เฉย แต่ก็ก้มลงมาช่วยฉันเก็บของเช่นกัน
“ไม่เป็นไรครับ” เสียงคุ้นเคยทำให้ฉันชะงักการกระทำตัวเองทันที ก่อนจะหันไปมองหน้าเจ้าของเสียงโดยภาวนาไม่ให้เป็นคนๆ นั้น…
ไม่ให้เป็นลีออน…
แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่เข้าข้างฉันสักเท่าไหร่นัก เพราะคนตรงหน้าที่ฉันเจอ กลับเป็นคนที่ฉันพยายามหลีกเลี่ยงมากที่สุด
ฉันรีบลุกขึ้นพรวดแล้วยัดเยียดกระเป๋าในมือให้ลีออน ก่อนจะเตรียมตัวถอยหนี ถ้าไม่ติดว่าลีออนเอื้อมมือมาดึงแขนฉันเสียก่อน
“รัตติกาล… หยุดหลบหน้าฉันซักทีเถอะ” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เธอหนีฉันแบบนี้ไม่ได้ตลอดหรอกนะ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหนื่อยหรือจำยอม แต่แขนของฉันที่ถูกดึงอยู่ ก็ค่อยๆ อ่อนแรงลงอย่างง่ายดาย ราวกับหมดแรงไปดื้อๆ
เมื่อเห็นว่าฉันเลิกคิดหนีแล้ว ลีออนก็คลายแรงบีบข้อมือฉัน ก่อนจะกล่าว “ตลอดสองปีที่ผ่านมา… ฉันอยากขอโทษเธอมาตลอดเลยนะ”
“...”
“จะไม่ถามหน่อยเหรอ ว่าฉันอยากขอโทษเธอเรื่องอะไร” ลีออนถาม “หรือว่า… เธอรู้อยู่แล้ว”
“...” ฉันเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ ก่อนจะหันไปมองทางอื่นอย่างอึดอัด
“งั้นเหรอ… ฮ่ะๆ เธอรู้แล้วสินะ” ลีออนขำเบาๆ ทว่าเสียงหัวเราะกลับฟังดูว่างเปล่า “ฉัน… ขอโทษ รัตติกาล เธอคงโกรธฉันมากสินะ ฉัน…”
น้ำเสียงรู้สึกผิดของลีออนทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปมองใบหน้าของเขาตรงๆ ที่ตอนนี้ฉายแต่ความโศกเศร้าอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพตรงหน้าบีบคั้นหัวใจ จนฉันเผลอหลุดพูดออกมา
“...ไม่” ฉันส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับพยายามจะสลัดน้ำตาของความอ่อนแอบนใบหน้าไปด้วย “ฉันไม่ได้โกรธ” ...ไม่เลยสักครั้ง
ที่โกรธและเกลียดที่สุด… ก็มีแต่ตัวเองที่ทำเรื่องเลวร้ายแบบนั้นลงไป
เมื่อคิดได้อย่างนั้น น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดก็ไหลออกมาเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน ลีออนที่เห็นดังนั้นก็เบิกตาด้วยความตกใจ
ฉันที่รู้สึกอ่อนแอ กลับยืนก้มหน้าร้องไห้ตรงนั้นต่ออย่างน่าสมเพช จนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง ลีออนจึงอ้าแจ็คเก็ตตัวเองที่สวมอยู่ ก่อนจะรวบฉันเข้าไปหลบในอ้อมกอด จนใบหน้าฉันชิดติดกับแผงอกของเขา
ลีออนไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่ลูบหลังฉันเรื่อยๆ ฉันที่เกร็งอยู่ในตอนแรกจึงค่อยๆ ผ่อนคลายและปล่อยให้น้ำตารินไหลต่อไปเงียบๆ ภายในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นที่ฉันโหยหามาตลอด
หลังจากรวบรวมสติได้อีกครั้ง ฉันค่อยๆ ผละออกจากลีออน ด้วยแก้มที่แดงเล็กน้อยก่อนจะพึมพำถาม “ทำไมถึงทำแบบนั้น...”
ลีออนคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะตอบ “ก็ตอนเด็กๆ เธออายไม่ใช่เหรอ เวลาเผลอแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนอื่นน่ะ ฉันก็แค่ช่วยกันไม่ให้ใครเห็นเหมือนเมื่อก่อนไง”
ฉันหันไปสบกับนัยน์ตาสีเฮเซลของลีออนอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็กื เรื่องเล็กน้อยแบบนี้… เขายังจำได้ด้วยงั้นเหรอ…
หลังจากนั้น พวกเราก็เดินหลบไปที่มุม ก่อนลีออนจะถามถึงเรื่องทั่วๆ ไปเช่นแม่ของฉันเป็นยังไงบ้าง คุณยายสบายดีมั้ย จนฉันลืมไปซะสนิทว่าตัวเองคิดหนีในตอนแรก
“รัตติกาล…” เมื่อเห็นว่าฉันอารมณ์คงที่แล้ว ลีออนก็เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงลังเล “อาจฟังดูเห็นแก่ตัว… มาก แต่ถ้าเป็นไปได้....”
ลีออนปล่อยให้คำพูดลอยค้างไปบนอากาศ ก่อนแก้มของเขาจะแดงระเรื่อขึ้นมา “เธอให้โอกาสฉันอีกสักครั้ง อย่างน้อยก็ในฐานะเพื่อน… จะได้มั้ย?”
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มก็เลือนหายไปจากใบหน้าของฉันทันที ราวกับว่าช่วงเวลาเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ความฝัน... ที่ถูกพังทลายด้วยความจริงที่เจ็บปวด
“เป็นเพื่อนกับฉันงั้นเหรอลีออน…” ฉันเค้นยิ้มออกมาอย่างสมเพชตัวเอง “นายแน่ใจเหรอว่าอยากคบกับฉันน่ะ ฉันในตอนนี้เป็นสะพานให้นายอีกไม่ได้แล้วนะ”
คำพูดที่ฉันเอ่ยออกไป ไม่ได้มีน้ำเสียงตัดพ้อเจือปนเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามฉันกลับพูดมันออกมาด้วยความซื่อตรง
เพราะครั้งนี้… สะพานอย่างฉันไม่มีทางเชื่อมไปอีกฝั่งได้อีกต่อไปแล้ว…
“เธอยังโกรธฉันจริงๆ ด้วยสินะ ที่ตอนนั้นฉัน...หลอกใช้เธอ” ลีออนพึมพำขึ้นมา ฉันจึงรีบพูดแก้ไขความเข้าใจผิดทันที
“ไม่ ฉันไม่ได้โกรธ” ฉันถอนหายใจ “...ถ้านายรู้-”
ก่อนที่ฉันจะพลั้งปากเผลอสารภาพเรื่องราวต่างๆ ในอดีตออกไปมากกว่านี้ แรงดึงจากไหล่ก็ทำให้ฉันต้องหันไปเผชิญหน้ากับเจ้าของมือทันที
“ธ… ธนู”
ฉันเอ่ยชื่อคนที่ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอฉันในสถานการณ์แบบนี้ ธนูจ้องลีออนอย่างอารมณ์เสีย ส่วนพาสเทลที่ฉันพึ่งเห็นว่าตามมาด้วย ก็มองฉันด้วยความหงุดหงิดปนกังวล
“หายไปตั้งนาน โทรศัพท์ก็ทิ้งเอาไว้ นึกว่าเป็นอะไรไปแล้วซะอีก ...แต่ฉันไม่ได้เป็นห่วงเธอหรอกนะ พวกธนูกับโยต่างหากล่ะ ที่เอาแต่โทษว่าเป็นเพราะฉันอยู่นั่นแหละ”
ถึงพาสเทลจะปากแข็ง แต่ฉันก็รู้ดีว่าเธอเป็นห่วง ฉันได้แต่หันไปมองหน้าเธอเจื่อนๆ ด้วยความรู้สึกผิด
“โยล่ะ?” ฉันหันไปถามพาสเทล เพื่อทำลายบรรกาศประหลาดนี่
“เฝ้าของอยู่” ทว่า ธนูกลับเป็นฝ่ายตอบคำถามของฉันแทน แต่เขาก็ยังจ้องลีออนอย่างไม่วางตา “เธอไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?”
“ฉันไม่เป็นไร กลับกันเถอะ” ฉันเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงแขนเสื้อธนูเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ไปได้แล้ว
เมื่อธนูได้ยินอย่างนั้น เขาก็พยักหน้าช้าๆ ก่อนจะละสายตาจากลีออนแล้วดึงข้อมือฉันไปทางร้านกาแฟ แม้จะยังสับสนแต่พาสเทลก็ไม่เอ่ยอะไร เพียงแต่เดินตามพวกเราไปเงียบๆ เท่านั้น
ฉันมองแผ่นหลังของธนูอย่างรู้สึกขอบคุณที่เขารักษาสัญญา ก่อนจะหันกลับไปมองลีออนที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
แววตาที่ลีออนมองมาที่ฉันเจือปนไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย จนฉันไม่สามารถรับรู้ได้เลย ว่าเขารู้สึกยังไงกันแน่
ไม่สิ… เรียกว่าพยายามจะไม่รับรู้ดีกว่า ฉันคิด ก่อนจะหันกลับมาแล้วหลุบตาลง
‘เธอให้โอกาสฉันอีกสักครั้ง อย่างน้อยก็ในฐานะเพื่อน… จะได้มั้ย?’
คำพูดของลีออนดังแว่วเข้ามาในหัว ทำให้ฉันรู้สึกหม่นหมองอีกครั้ง จนฉันอดที่จะสงสัยกับตัวเองไม่ได้เลยว่า ความเศร้าที่เกาะกุมหัวใจฉันอยู่ เป็นเพราะฉันคาดหวังว่าเขาจะขอกลับมาเป็นมากกว่า ‘เพื่อน’
หรือ...
ฉันรู้สึกหวาดกลัว ...ว่าตัวเองจะเผลอพลั้งสารภาพเรื่องราวในอดีตที่ลีออนไม่รู้ไปกันแน่…
ฉันคิดถึงประโยคสุดท้ายที่ตัวฉันเองคิดจะเอ่ยก่อนจะถูกขัด… ถ้าฉันเผลอพูดมันออกไป อย่าว่าแต่กลับมาในฐานะเดิมอย่างที่ฉันแอบคาดหวังเลย… ถึงตอนนั้น... เขาจะยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่หรือเปล่านะ?
ถ้านายรู้ความจริงเรื่องลูกศรละก็ ...นายไม่มีทางพูดกับฉันแบบนี้แน่
==================================================================================
สวัสดีค่าา นักอ่านทุกคน Blue_Umbrella เองจ้า
บทนี้แอบดราม่านิดนึงนะคะ ฮ่าๆๆ หนูรัตของเราก็เลิกหนีลีออนซักที แถมลีออนก็ได้กอดรัตนิดนึงด้วยยย
(ได้กอดก่อนพระเอกในร่างผู้ชายอีก ฮาาา)
นอกจากดราม่าแล้ว ก็มีปมให้คอยติดตามเพิ่มนิดนึง ก็มาลุ้นกันนะคะ ว่า 'เรื่องนั้น' ที่รัตพูดถึงคือเรื่องอะไร และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง :)
สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทุกโหวตกับทุกคอมเม้นเช่นเคยค่ะ กำลังใจจากนักอ่านทุกคนเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจชั้นของเรามากๆ เลย
ก็ขอให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ นะจ้าา อยากติตรงไหน แนะนำได้เลยน้า >0<

การบรรยายดำเนินเรื่องทำได้ดีขึ้นนะจ๊ะ ไหลลื่น จังหวะดีขึ้น เก่งมากๆ ค่ะ
สู้ๆ นะคะ จะรออ่านตอนต่อไปจ้า