Blue_Umbrella

[JLS18] Don't die อย่าตายนะ...ถ้าหากจะรัก

จริงเหรอ... ที่คนเราสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยแฟชั่น กับความช่วยเหลือดีๆ จากสไตลลิชสุดฮอต!?

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 6/7 :: How long is forever?

ตอนถัดไป

บทที่หก

How long is forever?

 

                                         



2 years ago, at St. Louise-Charles

 

<Rattikarn’s part>

 

            ยินดีด้วยน้า รัตติกาล ผลงานของเธอเข้ารอบอีกแล้ว~’

 

            ‘ผลงานรอบนี้สุดยอดอีกแล้วนะ!

 

            เสียงชื่นชมจากเพื่อนร่วมชั้นดังมาเป็นระลอกเมื่อฉันเดินเข้ามาในห้องเรียน ฉันหันไปยิ้มขอบคุณทุกคนอย่างถ่อมตัว ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะเรียนของตัวเอง แม้ในใจจะกรีดร้องด้วยความดีใจขั้นสุดก็ตาม

 

            สาเหตุที่ทุกคนกำลังแสดงความยินดีให้ฉันอยู่ก็เพราะชุดที่ฉันออกแบบเพิ่งผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศยังไงล่ะ!

 

            ฉันหันไปมองเพื่อนร่วมชั้นมากมายที่รายล้อมตัวฉันอยู่ด้วยแววตาชื่นชมปนอิจฉา ใครๆ ก็คงอิจฉาและอยากประจบรัตติกาล อมรฤดีคนนี้อยู่แล้วล่ะ เพราะฉันเป็นถึงควีนของห้องนี่น่า

 

            ‘แหม ไม่ขนาดนั้นหรอกนะฉันยักไหล่อย่างถ่อมตัว ก่อนจะพูดขึ้นอีกอย่าง ผลงานของ ‘Artemis’ ทุกชิ้นลูกศรก็ช่วยฉันเยอะอยู่เหมือนกัน

 

            ฉันหันไปเยินยอเพื่อนรักของตัวเองที่นั่งอยู่โต๊ะเรียนข้างๆ คนที่ถูกกล่าวถึงหันมามองหน้าฉัน ก่อนจะลนลานพูดอย่างประหม่าพูดอะไรแบบนั้นน่ะ ทั้งหมดนั่นเป็นฝีมือของเธอล้วนๆ เลยนะ! ฉันก็แค่ช่วยเก็บรายละเอียดงานเธอก็เท่านั้นเอง

 

            ชื่อ ‘Artemis’ เป็นนามแฝงของฉันกับลูกศร ที่พวกเราใช้เวลาลงประกวดแฟชั่นโชว์ของโรงเรียนเพื่อแสดงเสื้อผ้าที่พวกเราช่วยกันตัดเย็บ ส่วนใหญ่พวกเราจะเน้นตัดเสื้อที่ใส่คู่กันได้ แน่นอนว่าพวกเราทั้งดีไซน์เองและเดินแบบเอง

 

และฉันก็มั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจซะอีกว่ารอบนี้ ทั้งฉันและลูกศรก็ต้องได้เดินบนเวทีอีกรอบแน่นอน

 

            เมื่อเห็นท่าทางใสซื่อของเพื่อนตัวเอง ฉันก็ลอบยิ้มเล็กน้อยอย่างเอ็นดู ไม่ว่าจะมองอีกสักกี่ครั้ง ท่าทางไร้เดียงสาของลูกศร ก็ช่างเข้ากันได้ดีกับดวงตาสีฟ้าใส กับผมสีน้ำตาลครีมเป็นลอน ที่ส่งเสริมให้เธอดูเหมือนตุ๊กตาเข้าไปใหญ่

 

            ท่าทางไม่เจนต่อโลกของเธอ ไม่ได้มาจากการใส่หน้ากากเหมือนที่คนอื่นๆ ทำกับฉัน ลูกศรจึงเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ฉันไว้ใจที่สุด และยอมโอนอ่อนให้เพียงคนเดียว ท่ามกลางเพื่อนในกลุ่มทั้งหมดที่ฉันมี

 

            ‘แต่ถ้าเธอไม่ช่วย ฉันก็คงไม่ทันกำหนดส่ง ขอบคุณมากๆ เลยนะฉันเอ่ยความรู้สึกของตัวเองออกไปอย่างจริงใจ ลูกศรยิ้มอย่างเขินๆ ก่อนจะห่อไหล่ตามนิสัยของเธอ

 

ไม่ขนาดนั้นหรอก…’

 

            ป้าบ!

 

            ฉันตีเธอเบาๆ เพื่อให้เธอนั่งหลังตรงเอาอีกแล้วนะ บอกแล้วไงว่าให้นั่งหลังตรงน่ะ เสียบุคลิกหมด

 

            แฮะๆ

 

            ลูกศรยิ้มแหยๆ สิ่งเดียวที่เป็นด้านลบของเธอ ก็คงเป็นความไม่มั่นใจที่เธอมีต่อทุกสิ่ง จนถึงขั้นแสดงมันออกมาผ่านบุคลิกภาพ ที่ชอบเดินห่อไหล่ หรือนั่งหลังค่อม จนฉันที่อดไม่ได้ก็จะคอยเตือนเธอตลอด

 

นัยน์ตาสีฟ้าใสเหมือนทะเลสาบของเธอค่อยๆ เบิกขึ้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นคนที่กำลังตรงเข้ามาหาเรา

 

แฟนรัตมาแล้ว~’ เพื่อนร่วมชั้นบางคนผิวปากทันทีที่เห็นผู้มาใหม่

 

หยุดแซวเถอะน่า มันไม่ใช่แบบนั้น ทุกคนก็รู้ฉันเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างทีเล่นทีจริง ก่อนจะหันไปมองคนที่ถูกเรียกว่า แฟนของตัวเอง จะเป็นใครได้อีกล่ะ นอกจากเพื่อนสมัยเด็กของฉันที่ชื่อลีออน

 

ลีออนเพียงแต่ยิ้มบางๆ เหมือนเจ้าชายดิสนีย์ แต่รอยยิ้มนั้นก็ทำให้ใครหลายคนตีความกันไปเองว่าเขาไม่ปฏิเสธ เสียงแซวจึงดังขึ้นต่อเหมือนทุกครั้ง จนฉันถอดใจที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดนี่

 

ไง ลูกศรเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนหันไปยิ้มกับลูกศร ก่อนจะหันมามองหน้าฉันเฮ้ รัต ยินดีด้วยนะ ที่ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ

 

            ฉันมองนัยน์ตาสีเฮเซลนั่น ก่อนจะเชิดหน้าให้เขาหมั่นไส้เล่นๆแหม ก็ฝีมือระดับนี้อ่ะนะ~’

 

            ลูกศรขำเบาๆ ส่วนลีออนเบ้หน้าด้วยความหมั่นไส้เล็กน้อย

 

ที่ฉันกล้าเล่นมุกยอตัวเองกับเขาขนาดนี้ก็เพราะว่า ลีออนกับฉันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยประถม และพ่อแม่ของพวกเราก็รู้จักกันดี เราจึงเหมือนพี่น้องกันมากกว่าที่จะเป็นเพื่อนกันซะอีก

 

เว้นแต่...

 

ลีออนยื่นนิ้วมาดีดหน้าผากฉันเบาๆ หลังจากฉันพูดจบ

 

            ‘หลงตัวเองที่สุดลีออนตีหน้าตาย ก่อนจะขยับหน้าเข้ามาใกล้ แล้วแกล้งมองฉันด้วยท่าทีเคร่งขรึม จนฉันต้องแอบกลั้นหายใจกับระยะประชิดของพวกเรา

 

            ใกล้เกินไปแล้วแบบนี้ เดี๋ยวหัวใจฉันก็ระเบิดพอดีนะสิ!

 

          ถูกต้องถึงแม้ว่าลีออนจะคิดกับฉันเหมือนน้องสาวหรือเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แต่สำหรับฉันเขาเป็นมากกว่านั้น

 

แหม ก็แค่ล้อเล่นนิดๆ หน่อยๆ เองฉันรีบตีหน้าเนียน ก่อนจะกลบเกลื่อนด้วยการดันหน้าเขาออกไปทางโน้นต่างหากที่ช่วยฉันจริงๆ น่ะ

 

            ‘พูดแบบนี้อีกแล้วลูกศรกล่าวฉันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ นี่มันเล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับบุญคุณ-

 

            ‘บุญคุณอะไรฉันกล่าวเสียงเฉียบขาด บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าพูดแบบนี้อีก

 

            ลูกศรก้มหน้างุด จนฉันต้องถอนหายใจแรงๆ ด้วยความเบื่อหน่าย บุญคุณที่ลูกศรพูดถึงเสมอ คือเรื่องสมัยที่เธอย้ายเข้ามาใหม่ๆ เธอไม่มีเพื่อนเลยสักคน เนื่องจากนิสัยที่ดูไม่เจนโลกของเธอจนเกินเหตุ กับหน้าตาที่น่ารักหมดจด จนทำให้เป็นที่หมั่นไส้ของบรรดาผู้หญิงในชั้นเรียน

 

            ฉันที่เป็นที่นิยมในหมู่เพื่อนๆ จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แต่ไปๆ มาๆ ฉันกลับค้นพบว่าเธอเป็นคนนิสัยน่ารักและไม่ได้แกล้งทำอย่างที่คนอื่นลือกันเลยแม้แต่น้อย และเนื่องจากฉันมีลีออนเป็นเพื่อนสนิทอีกคนอยู่แล้ว พวกเราจึงมักไปไหนมาไหนด้วยกันสามคนเสมอ

 

            ‘ถ้าเธอพูดแบบนี้อีก แสดงว่าเธอไม่ได้เห็นฉันเป็นเพื่อนนะฉันเอื้อมมือไปขยี้หัวเพื่อนรักตัวดีของตัวเองเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ ‘Artemis will be incomplete without you ( ‘อาร์เทมิสจะไม่สมบูรณ์แบบเลย ถ้าไม่มีเธอ)

 

            ลูกศรชะงัก ก่อนจะยิ้มให้กับฉันและลีออนอย่างซึ้งใจอื้ม!

 

            ฉันมองหน้าเพื่อนรักของตัวเอง กับเพื่อนที่ฉัน(แอบ)รักอีกคนด้วยความสุขใจ ฉันนี่โชคดีจริงๆ... ที่มีเพื่อนดีๆ แบบนี้อยู่รอบตัว



ตอนเย็น

            ‘แปปนะลีออน ฉันว่าฉันลืมสมุดการบ้านอ่ะหลังจากลองเช็คกระเป๋านักเรียนตัวเองดูอีกครั้ง ฉันก็ยังหาสมุดที่ว่าไม่พบ ลีออนที่รอกลับบ้านพร้อมกันจึงกล่าวขึ้น

 

            ‘งั้นให้ฉันกลับไปเอาที่ห้องเป็นเพื่อนมั้ย?’

           

ไม่เป็นไรหรอก ลูกศรน่าจะยังอยู่ในห้องด้วย รออยู่นี่แป๊บนึง เดี๋ยวมาฉันปฎิเสธ ก่อนจะทิ้งกระเป๋าไว้ที่ลีออน แล้วพุ่งกลับเข้าอาคารเรียนที่เพิ่งจากมาทันที

 

            ปกติฉันกับลีออนก็กลับบ้านด้วยกันอยู่แล้ว เพราะบ้านเราอยู่ใกล้กัน ส่วนลูกศรนอนที่หอพักโรงเรียน พวกเราจึงไม่ค่อยได้ออกไปพร้อมกันสักครั้ง

 

            ทันทีที่ฉันมาถึงหน้าห้อง ฉันก็ต้องหอบหายใจอย่างแรก เนื่องจากวิ่งขึ้นบันไดสามชั้นอย่างไม่หยุด ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือเพื่อเปิดประตู ทว่า...

           

ไม่คิดว่ายัยรัตขี้อวดไปหน่อยเหรอ?’

 

กลับได้ยินอะไรดีๆ เข้าซะก่อน

 

            ฉันชะงักมือที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูห้องทันที เมื่อได้ยินเสียงของเพื่อนร่วมชั้นผู้หญิงนั่งคุยกันอยู่ในห้องเรียน

 

            ‘นั่นสิ กับอีแค่ชนะการประกวดนิดๆ หน่อยๆ ก็มาทำเป็นวางมาดราชินีละเสียงนินทาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉันที่แม้จะรู้สึกแย่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเงี่ยหูให้เข้าไปฟังให้ชัดขึ้น

 

            ‘บอกตามตรง ชุดที่ยัยนั่นออกแบบน่ะ ฉันว่าไม่เข้ากับยัยนั่นซักนิด

 

            ‘ใช่ๆ ยัยรัตชอบออกแบบชุดแนวหวานๆ ไม่เหมาะสักนิดกับลุคของตัวเอง

 

            ‘จริงๆ แล้ว… Artemis น่าจะออกแบบแค่ชุดเดียวก็พอนะ เพราะยังไงทุกชุดก็เข้ากับลูกศรมากกว่าอยู่แล้ว

 

            อึก

 

            ฉันกำมือแน่นเพื่อพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเอง ฉันรู้ดีว่าชุดหลายตัวที่ช่วยกันออกแบบกับลูกศร เข้ากับลูกศรมากกว่าอยู่แล้ว เพราะมันเป็นสไตล์หวานเหมือนเจ้าหญิง ซึ่งไม่ค่อยเข้ากับฉันที่ดูดุสักเท่าไหร่

 

            เมื่อคิดได้อย่างนั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความอิจฉาที่มีอยู่ในใจ ก็ค่อยๆ งอกเงยขึ้นมากระตุ้นด้านมืดของฉัน

 

            ใช่แล้วนอกจากความรักที่มีให้ลูกศร ส่วนลึกในใจฉันก็อดที่จะอิจฉาเธอไม่ได้ เพราะถึงฉันจะมีเพื่อนล้อมหน้าล้อมหลังมากมายแค่ไหน แต่ก็น้อยมากที่จะจริงใจกับฉันสักคน ในทางกลับกัน ถึงลูกศรจะไม่ค่อยมีเพื่อน แต่เวลาใครได้สนิทกับเธอจริงๆแล้วก็มักจะจริงใจกับเธอเสมอ

 

เรื่องนี้ฉันรู้ดีว่าลูกศรไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย แต่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะอิจฉา

 

พอเถอะ ทุกคน

 

เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในห้อง ทำให้ฉันต้องเบิกตาด้วยความตกใจ

 

เสียงนั่นแสดงว่าลูกศรยังไม่กลับหอสินะ?

 

พวกผู้หญิงเงียบกริบขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินเสียงดังมาจากคนรักสงบอย่างลูกศร จนฉันก็ยังอดที่จะทึ่งเองไม่ได้

 

อะไรของเธออ่ะ ลูกศรผู้หญิงคนหนึ่งพึมพำขึ้นมาจริงๆ เธอเองก็รำคาญไม่ใช่รึไง ที่ยัยนั่นเอาแต่บงการเธออยู่นั่นล่ะ

 

นั่นดิ เธอก็ไม่ต่างอะไรกับลูกสมุนยัยรัตเหมือนพวกเรานั่นแหละ เพียงแต่เป็นลูกสมุนตัวโปรดก็เท่านั้นเอง

 

จริงๆ เธอน่าจะโค่นยัยนั่นไปเลยนะลูกศร ตอนนี้เธอก็ป๊อบขึ้นเรื่อยๆ แล้วน้า~’

 

หน้าฉันร้อนขึ้นด้วยความโมโห แต่ขณะเดียวกัน หัวใจก็หล่นวูบไปถึงตาตุ่มทันที

 

ถ้าหากลูกศรคิดจะมาเป็นจุดศูนย์กลางแทนฉันละก็

 

หมดกัน ฉันคิดขึ้นมาอย่างเจ็บใจ ที่อยู่ของครอบครัวฉันก็เสียไปแล้ว ยังต้องมาเสียสังคมโรงเรียนที่ฉันพยายามสร้างมาตลอดอีกเหรอเนี่ย

 

ปัง!

 

ในขณะที่ฉันหน้ามืดด้วยความคิดด้านลบต่างๆ นานาจู่ๆ เสียงเคาะโต๊ะจากภายในห้องก็ดังขึ้น

 

หยุดว่ารัตเดี๋ยวนี้นะ!ถึงเสียงลูกศรจะสั่นเทา แต่มันกลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวรัตเป็นคนดี เธอไม่เคยมองพวกเธอเป็นลูกสมุนเลยสักนิด ที่สำคัญสำหรับฉันแล้วรัตติกาล คือ เพื่อน!!

 

เพื่อนงั้นเหรอ

 

ความรู้สึกตื้นตันบางอย่างถาโถมเข้ามาในหัวใจฉันทันทีที่ได้ยินลูกศรพูดจบ ฉันต้องลอบยิ้มออกมาบางๆ เมื่อพบว่าตัวเองมีความสุขและซาบซึ้งแค่ไหนที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น

 

บ้าจริงๆ... เผลออิจฉาเพื่อนแบบนี้ไปได้ยังไงกัน

 

เมื่อลูกศรตวาดพวกนั้นเสร็จ ฉันก็ได้ยินเสียงเธอวิ่งใกล้เข้ามาที่ประตูห้องเรื่อยๆ

 

ฉันแอบหลบตรงมุมของประตู ทันทีที่เธอก้าวออกมา ฉันก็คว้าตัวเธอเข้าไปกอดแน่น

 

รัต…! เธอมาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ลูกศรที่ยังมีน้ำตาอยู่บนหน้าเล็กน้อย เอ่ยขึ้นอย่างตกใจ  ‘ไม่ได้ยินอะไรใช่มั้ย?’

 

ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นแหละฉันโกหก ก่อนจะยิ้มกว้างไปส่งหน้าโรงเรียนหน่อยสิ

 

พอกล่าวจบ ฉันก็จูงเธออกมาจากหน้าห้องตรงนั้น ลูกศรที่ไม่เอะใจอะไรก็เดินตามมาแต่โดยดี

 

เมื่อโดนออกมานอกอาคารเรียนเรียบร้อย พวกเราทั้งคู่ก็พบกับลีออนที่ยืนรออยู่

 

ทำไมหาสมุดนานจัง

 

ฉันป้องปากเมื่อคิดได้ว่าลืมเรื่องสำคัญไปซะสนิทแย่แล้ว ฉันลืมหยิบมาอ่ะ

 

ลีออนมองหน้าฉันอย่างเอือมระอา ก่อนจะถอนหายใจ ลูกศรที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันก็เอ่ยขึ้นมาอย่างลังเล

 

ถ้าหมายถึงการบ้านวิชาภาษาอังกฤษละก็ฉันช่วยเธอทำได้นะ มาโรงเรียนเช้าๆ สิ

 

ฉันมองรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของลูกศร ก่อนจะเงียบไปสักพัก แล้วกล่าวขึ้น

 

ลูกศรขอบคุณมากนะ

 

อะไรกัน เรื่องแค่นี้เองลูกศรทำหน้าฉงน ก่อนจะยิ้มต่ออย่างไม่เอะใจอะไร คงเพราะเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำพูดฉันเมื่อครู่

 

ฉันไม่คิดที่จะแก้ไขความเข้าใจผิดนั่น ก่อนจะเดินไปโอบไหล่ทั้งลูกศรและลีออนด้วยความรู้สึกตื้นตันบางอย่าง ที่ก่อเกิดขึ้นมาในใจอย่างกะทันหัน

 

พวกเราทั้งสามคนมาเป็นเพื่อนกันตลอดไปนะ~’ ฉันตะโกนขึ้นฟ้าอย่างสดใส ทั้งลีออนและลูกศรหันมามองหน้าฉัน ที่อยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองอย่างสับสน

 

            ‘อื้ม ตลอดไปถึงจะสับสน แต่ลูกศรก็ย้ำคำพูดฉันอย่างเต็มใจ พร้อมค่อยๆ คลี่ยิ้มบางๆ

 

            ลีออนมองหน้าพวกเราทั้งสองคนอย่างงงงวยก่อนจะพึมพำผู้หญิงนี่ประหลาดจริง…’

 

            ทั้งฉันและลูกศรหัวเราะร่วนกับท่าทางของลีออน ก่อนจะเดินไปด้วยกันจนถึงรั้วโรงเรียนในที่สุด

 

ในตอนนั้นฉันมีความสุขจนล้นปริ จนฉันยังแอบอธิษฐานขอพรในใจเลยว่า ขอแค่ทั้งสองคนนี้อยู่ข้างฉันตลอดไป ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

 

แต่ดูเหมือนพวกเราทั้งสามคนจะไร้เดียงสาเกินไปเสียหน่อย เลยลืมที่จะตั้งคำถามไปซะสนิท

 

ตลอดกาลมันนานแค่ไหนกันนะ

 

ปัจจุบัน โรงอาหารโรงเรียน St. Victoria

 

หลังจากไปที่ห้างวันนั้น ฉันก็กลับมาซึมยิ่งกว่าเดิมจนพวกธนูกังวล แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรฉันมาก เมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่เงียบ แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังไปช่วยทำชุดที่ธนูดีไซน์อยู่เรื่อยๆ จนเกือบจะเสร็จแล้ว

 

            ปวดหัวจังฉันคิด พลางมองไปยังอาหารที่อยู่ตรงหน้าด้วยความนิ่งเฉย แม้ว่าอาหารจะไม่ตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้าแล้วก็ตาม อาจเพราะสองสามวันมานี้ฉันนอนไม่ค่อยหลับ เลยทำให้ตัวเองเริ่มเป็นไข้แล้วก็ได้

 

            ในตอนนี้ทั้งฉัน ธนู พาสเทล และโย นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันที่โรงอาหารเป็นวันที่สามแล้ว ถึงฉันจะไม่ค่อยอยากเป็นที่จับตามองจากคนรอบข้างสักเท่าไหร่ แต่เพราะธนูกำชับมาเนื่องจากกลัวว่าลีออนจะมายุ่ง และยังไงฉันก็ไม่มีเพื่อนที่นั่งด้วยกันอยู่แล้ว ฉันจึงหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธความหวังดีของเขายากหน่อย

 

            “ฉันไปขออนุญาตครูแล้วนะธนูเอ่ยขึ้น หลังจากทุกคนเอาแต่กินข้าวเงียบๆ ไปสักพักครูอนุญาตให้เราอยู่ดึกหรือนอนค้างได้จนกว่างานจะเสร็จ

 

            พวกเราทุกคนพยักหน้าอย่างรับรู้ เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว และเราจะถ่ายภาพครั้งแรกกันในวันอาทิตย์นี้ พวกเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องค้างที่โรงเรียนเพื่อตัดเย็บชุดต่อ

 

            “สรุปนายจะเอาชุดที่ตัดอยู่แน่นะ ที่เอาชุดราตรีสีดำของร้านนายมาเป็นแบบอ่ะพาสเทลถาม

 

            “อาห่ะ ไม่เปลี่ยนแล้วธนูพึมพำถึงฉันจะชอบชุดอีกตัวที่ดีไซน์มากกว่าก็เถอะ

 

            “...ไอ้ที่ดูเหมือนอีกาผสมกับแม่มดน่ะเหรอ?” โยพูดขึ้นมาบ้างงั้นนายคงต้องไปหาตากล้องใหม่แล้วล่ะ สายตาฉันคงทนรับมันไม่ไหว

 

            “หมายความว่าไงฟ่ะธนูหันขวับไปทางโย ที่ยังกินข้าวอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร

 

            ทั้งสามคนคุยกันต่ออย่างสนุกสนาน จะมีก็แต่ฉันที่นั่งเงียบย่างมึนหัว ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไปทิ้งกับข้าว

 

            “ขอตัวก่อนนะ

 

            หลังจากกล่าวเสร็จ ฉันก็เดินดุ่มๆ ออกมาจากโต๊ะธนูแล้วตรงไปยังถังขยะในโรงอาหารทันที ฉันเลือกที่จะทิ้งอาหารจากถังขยะไกลพวกธนูหน่อย เพราะไม่อยากเห็นสายตาเป็นกังวลจากคนบนโต๊ะ

 

            เมื่อทิ้งอาหารเสร็จ ฉันก็หมุนตัวเพื่อจะหลบไปอยู่ห้องน้ำคนเดียว ทว่ากลับต้องมาเผชิญหน้ากับลีออนซะก่อน

 

            “รัตหวัดดี

 

            “...”

 

            ดูลีออนก็ตกใจไม่น้อยที่เห็นฉัน ฉันไม่เอ่ยอะไรต่อ แต่ก็ไม่หนีเขาเหมือนเมื่อก่อนเช่นกัน เพราะจริงๆ แล้วฉันก็รู้สึกผิดที่ทิ้งเขาไว้แบบนั้นในวันก่อน

 

            “เมื่อวันนั้นน่ะ…” ลีออนเกริ่นโทษทีน่ะ ถ้าฉันขอเธอมากเกินไป

 

            “...”

 

            “ฉันเข้าใจถ้าเธอยังไม่เชื่อใจฉันลีออนกล่าวต่อแต่เธอลองให้โอกาสฉันดูสิ คราวนี้ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังแน่

 

            “นายหมายความว่ายังไงฉันถามอย่างงุนงง

 

            “เธอลงสมัครซินเดอเรลล่า โปรเจกต์ใช่มั้ยล่ะลีออนพูดอย่างลังเลฉันรู้ว่าเธอมีประธานแผนกคนนั้นเป็นผู้ช่วยอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ฉันขอมาเป็นผู้ช่วยของเธอแทนได้มั้ย?”

 

            “...!” ฉันรู้สึกลำบากใจทันทีที่ลีออนเอ่ยคำขอนั้นออกมา ก่อนจะก้มหน้าอย่างสับสน

 

            ทำไมถึงเพิ่งมาต้องการฉันนะถ้าเป็นเมื่อสองปีก่อน ฉันคงไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนี้เลย แต่ว่าตอนนี้

 

          ไม่ได้หรอกลีออนฉันฝืนคำพูดให้ออกมาจากลำคอได้ในที่สุด

 

            “ทำไมล่ะเธอยังมีสิทธิ์เปลี่ยนผู้ช่วยไม่ใช่รึไงกัน?” ลีออนถามฉันโตขึ้นแล้วนะรัต ฉันจะไม่ทำอะไรโง่ๆ ให้เธอเสียใจอีกแน่ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว อีกอย่าง เรื่องลูก-

 

            “เพราะ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ไง” ก่อนที่ลีออนจะได้เอ่ยฃื่อ 'นั้น' ออกมา ฉันก็พูดขัดอย่างหนักแน่นซะก่อน  แม้ว่าหัวใจจะสั่นคลอนเพราะเขามากขนาดไหนก็ตาม  

           
             พวกเรามาอยู่จุดๆ นี้ได้ยังไงกันนะ... ฉันคิดพลางหลับตาลงช้าๆ  
ไม่สิ.... 

             
          จุดแตกหักของพวกเราทั้งสามคน... มันเริ่มจากตรงไหนกัน

           
             “
...ขอตัวนะฉันฉุกความคิดตัวเองจากภวังค์ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

 

            “รัตติกาล เมื่อฉันหันหลังให้เขา ลีออนก็เอ่ยรั้งเอาไว้ ทำให้ฉันชะงักฝีก้าวลงเพื่อรอฟังสิ่งที่เขาจะเอ่ยต่อ “...เธอยังรักฉันอยู่มั้ย?”

 

            ราวกับหัวใจถูกบีบรัดแน่น ลมหายใจของฉันสะดุดทันทีเมื่อได้ยินคำถามแทงใจดำนั่นเข้า ฉันกัดริมฝีปากตนเองเพื่อสะกดกลั้นคำสารภาพที่อาจหลุดออกมา ก่อนจะกลั้นใจโต้ตอบลีออนด้วยคำถามแทน

 

            “แล้วนายล่ะ ลีออน ฉันหันหน้ากลับไปมองเขา พลางยิ้มอย่างเหนื่อยล้า “นายเคยรักฉันบ้างมั้ย

            เมื่อเห็นว่าลีออนเบิกตาอย่างตกใจในการจู่โจมของฉัน ฉันที่ไม่ได้รับคำตอบอะไรจึงเดินออกมาจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตเห็นเจ้าของเรือนผมสีชา ที่เดินออกมาจากมุมเสา ก่อนจะค่อยๆ กรีดยิ้มร้ายตามสไตล์

 

            “ได้ยินอะไรสนุกๆ เข้าซะแล้วสิ~”

 

ตอนเย็น

 

            ฉันและพาสเทลที่นั่งในห้องด้วยกันสองคน ก็กำลังช่วยกันเย็บส่วนกระโปรงของชุดที่ฉันจะสวมวันอาทิตย์นี้อยู่ขณะที่รอพวกธนูไปด้วย

 

            อาจเป็นเพราะตั้งแต่วันที่ไปเดินห้างกันเกิดเรื่องขึ้น ทำให้พาสเทลไม่ค่อยกล้าจะคุยอะไรกับฉันสักเท่าไหร่นอกจากเรื่องงาน แต่เธอก็ดูหงุดหงิดไม่น้อยกับท่าทีของฉัน

 

            “เธอเย็บถึงไหนแล้วพาสเทลเอ่ยทำลายความเงียบ พลางหันมามองหน้าฉัน

 

            ฉันไม่พูดอะไร ก่อนจะยื่นปลายกระโปรงที่ตัวเองทำไปให้พาสเทลอย่างเงียบๆ พาสเทลคว้ามันมาดูใกล้ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

 

            “ตรงชายกระโปรงเนี่ย เธอเย็บด้วยด้ายสีแดงทำไม สีผ้ามันสีดำนะ ยังไม่รวมถึงความไม่ละเอียดของการเย็บอีก ฝีด้ายที่ต่างกันนี่มันอะไรกันหาพาสเทลบ่นเป็นชุด ก่อนจะลุกขึ้นอย่างรำคาญเธอทำผิดพลาดซ้ำๆ แบบนี้มาสองวันแล้วนะ แล้วก็เป็นจุดเดิมๆ ด้วย น่าเบื่อว่ะ

 

            ฉันเพียงแต่รับงานชุ่ยๆ ของตัวเองคืนจากพาสเทล ก่อนจะพึมพำ “...ขอโทษ

 

            “พูดเป็นแค่คำนี้รึไงแต่ดูเหมือนพาสเทลกลับยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ เมื่อได้ยินคำขอโทษจากฉันขอโทษไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่ก็ยังทำงานห่วยเหมือนเดิม แบบนี้จะมาเป็นพาร์ทเน่อร์ หรือตัวถ่วงไอ้ธนูกันแน่

 

            ฉันที่เริ่มไม่พอใจในคำสบประมาทของเธอ มือเริ่มขยำชายกระโปรงนักเรียนแน่น แต่ก็ยังพยายามอดทนไม่พูดอะไร

 

            “...”

 

            “ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าธนูมันเห็นอะไรในตัวเธอดีนักหนา ก็เคยเชื่อนะว่าตามันมองใครไม่เคยผิด แต่ดูเหมือนเธอจะเป็นข้อยกเว้นแล้วล่ะ

 

            พาสเทลปรายมองฉันด้วยแววตาห่างเหินปนดูถูก และอาจเป็นเพราะพิษไข้หรืออะไรสักอย่าง แต่ฉันก็ยืนขึ้นมาในที่สุด

 

ถ้างานของฉันมันชุ่ยมาก งั้นเธอก็มาเป็นผู้ช่วยของธนูแทนซะสิ

 

พาสเทลดูอึ้งนิดหน่อยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของฉัน เธอรวบรวมสติก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาหมายความว่ายังไง

 

ฉันขอออกฉันพูดขึ้นอย่างราบเรียบ พอดีกับเสียงเปิดประตูของใครบางคนที่เข้ามาใหม่

 

อะไรกันธนูเอ่ยอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาสับสนมันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?”

 

ฉันไม่พูดอะไร ก่อนจะรีบวิ่งแล้วผลักธนูออกให้พ้นทาง ธนูตะโกนไล่หลังตามฉันมาติดๆ ก่อนจะคว้าข้อมือฉันไว้อย่างแรง

 

ยัยนั่นแกล้งอะไรเธออีกใช่มั้ย ฉันขอโทษแทนยัยนั่นก็ได้ กลับไปในห้องกันเถอะธนูรีบรัวคำพูด พลางเพิ่มแรงบีบตรงข้อมือฉันไปด้วย

 

พาสเทลไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นฉันเอ่ยขัด แต่ก็ยังไม่หันหน้าไปมองธนูฉันทำงานแย่เอง เลยจะรับผิดชอบโดยการลาออก

 

ยังงั้นมันไม่เรียกรับผิดชอบหรอก!ธนูขึ้นเสียงเล็กน้อยถ้าเธออยากรับผิดชอบจริงๆ ก็กลับมาทำมันต่อให้เสร็จซะ

 

ฉันมองหน้าธนูอย่างไม่เข้าใจ ทำไมเขาต้องมาคาดหวังอะไรมากมายกับคนอย่างฉันด้วยนะ อย่างเขาคงมีผู้หญิงมากมายมาต่อแถวขอให้เป็นผู้ช่วยแล้วแท้ๆ ทำไมต้องเป็นฉันด้วย

 

ทำไมต้องดีกับฉันขนาดนี้

 

            “ฉันทำไม่ได้แล้วฉันเอ่ยตอบด้วยเสียงที่ดังขึ้น

 

            “ทำไมเธอจะทำไม่ได้ล่ะ นอกซะจากเธอไม่อยากทำแล้ว หรือ…” ธนูเว้นช่วงเธอจะอยากไปคู่กับไอ้บ้าหัวทองนั่นแทน

 

            “...นายได้ยิน?” ฉันพึมพำอย่างไม่เชื่อหู เมื่อรับรู้ว่าธนูล่วงรู้ถึงบทสนทนาของฉันกับลีออน แต่ฉันก็รีบส่ายหน้าปฎิเสธอย่างรัวเร็วช่างเถอะ ไม่รู้ว่านายได้ยินอะไรบ้างนะ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น

 

            “แล้วมันแบบไหนกันเล่า!?” ธนูตะโกนด้วยความฉุนเฉียว ก่อนจะกระชากแขนให้ฉันหันไปเผชิญหน้ากับเขา

 

            ฉันมองหน้าเขาอย่างสับสนระคนตกใจ และจ้องดวงตาสีฟ้าใสของเขาไปตรงๆ อย่างรู้สึกผิดที่ต้องทำให้เขาผิดหวัง

 

            ขอโทษนะธนูที่ฉันอ่อนแอขนาดนี้

 

ฉันแค่ทำมันไม่ได้ บอกไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก!ฉันตะโกนกลับไปบ้าง ก่อนจะหวนนึกถึงวันที่ฉันคิดสั้นจนเกือบฆ่าตัวตาย ในวันนั้นเทเรซไม่น่าช่วยฉันไว้เลย

 

น่าจะปล่อยๆ ให้ฉันตายไปซะ

 

เอ่อ! ฉันไม่เข้าใจ!!ธนูจับไหล่ของฉันแล้วเขย่าอย่างแรงถ้าเธอไม่พูด ฉันจะเข้าใจได้ยังไง!?”

 

ฉันมองหน้าธนูแล้วรู้สึกค้างกับคำพูดของเขา ถึงมันจะขวานผ่าซากแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความเป็นห่วง จนฉันเผลอคิดไปชั่วขณะหนึ่ง ว่าถ้าเป็นธนูเขาอาจจะเข้าใจก็ได้

อาจจะเข้าใจ... อดีตอันสกปรกของฉัน

 

ทว่าภาพในอดีตก็ฉายเข้ามาในหัว และวนเวียนซ้ำๆ ราวกับจะหลอกหลอนฉัน ก่อนที่ด้านมืดในจิตใจจะเอ่ยกระซิบบอกกับตัวเอง

 

            ไม่มีทางหรอกถ้าใครรู้เรื่องนี้เข้า เป็นใครก็รับไม่ได้ทั้งนั้น

 

          “...ไม่!ฉันสะบัดมือที่ธนูจับอยู่อย่างแรง แล้วเอามือทั้งสองมาปิดหน้า ราวกับถ้าทำแบบนี้แล้ว ความรู้สึกผิดบาปจะละลายหายไปบ้างฉันทำไม่ได้ธนู ฉันทำไม่ได้

 

            “งั้นเหรอ....เสียงที่เบาลงของธนูดังขึ้นมาให้ได้ยินฉันคงบังคับเธอมากไปสินะ

 

            “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ-

 

            “เงียบเหอะธนูกล่าวขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา จนฉันใจหายเธอจะไปไหนก็ไป ที่เหลือฉันจัดการเอง

 

            พอกล่าวจบ ธนูก็เดินหันหลังให้ฉันอย่างไม่ไยดี ปล่อยให้ฉันยืนอยู่คนเดียวที่โถงทางเดิน ถึง

ฉันกำลังจะอ้าปากเพื่อเรียกรั้งเขาไว้ แต่ก็ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ เพราะรู้ดีว่าจบแบบนี้ดีที่สุดแล้ว

 

ฉันยิ้มประชดให้กับความรู้สึกขมขื่นในใจ ก่อนจะกอดตัวเองแน่น พลางจิกแขนตัวเองราวกับลงโทษ

 

มีสิทธิ์อะไรมารู้สึกแย่กันยัยโง่เป็นคนผลักทุกคนออกไปแท้ๆ ฉันคิด ก่อนจะเม้มปากแน่นกับความรู้สึกหนักใจที่ท่วมอยู่ในอก ราวกับพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดอยู่

 

            สุดท้ายฉันก็สูญเสียที่อยู่ของตัวเองไปจนหมด แต่นั่นก็ยังไม่น่าเจ็บปวดเท่าความจริงที่ว่า

 

            สาเหตุที่ฉันสูญเสียมันเป็นเพราะฉันทำทุกอย่างพังเอง

 

<Yo’s part>

 

            ปัง!

 

            ธนูปิดประตูเข้ามาในห้องตัดเย็บเสียงดัง ก่อนจะไปนั่งที่ประจำของรัตติกาลอย่างฉุนเฉียว โดยไม่สังเกตว่ามีโยนั่งอยู่ในห้องเพิ่มด้วย พาสเทลมองตามเพื่อนสนิทของตัวเองเรียบๆ ก่อนจะเอ่ยถาม

 

            “เด็กนายไปไหนซะล่ะ?”

 

            “ไม่รู้!ธนูกัดฟันตอบ ก่อนจะเสยผมตัวเองขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

 

            “ฉันจะไม่ขอโทษหรอกนะ ฉันก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้า ไม่เชื่อก็ดูดิพาสเทลไม่ว่าเปล่า แต่ยังโยนชุดราตรีใส่หน้าธนูอีกด้วยฉันว่านายห่วยแล้ว ยัยนี่หนักกว่าอีก ทำไมไม่ตกลงเรื่องหน้าที่ให้มันดีๆ กันหา

 

            ธนูคว้าชุดที่บังหน้าเขาอยู่ ก่อนจะพึมพำขึ้นมาราวกับพูดอยู่กับตัวเองไม่หรอก จริงๆ ยัยนั่น...เก่งมาก

 

            “ถ้าเคลียร์กับยัยผีดิบนั่นเสร็จค่อยโทรตามละกัน ฉันกลับหอก่อนล่ะพาสเทลที่ไม่ได้เอะใจ จึงกล่าวต่อ ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บข้าวของที่จำเป็น

 

            เมื่อเธออกไปจากห้องแล้ว โยที่นั่งเงียบอยู่ตลอดจึงเอ่ยขึ้น

 

            “เมื่อกี้ได้ยินพวกนายทะเลาะกันก่อนเข้าห้องนิดนึง สรุปนายจะถอดใจเรื่องรัตติกาลแล้วเหรอ?”

 

            “ไม่อยู่แล้วธนูรีบพูดขึ้น แต่เสียงถอนหายใจหนักก็ตามมาติดๆฉันแค่อยากจะเข้าใจยัยนั่นมากกว่านี้ก็เท่านั้น

 

            “แล้วทำไมนายถึงบอกว่าที่เหลือฉันจัดการเองล่ะ?”

 

            “อ๋อธนูพูดขึ้นเมื่อนึกได้ก็ฉันจะจัดการเองจริงๆ นี่... ถ้ายัยนั่นทำส่วนตัดเย็บไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวฉันจะทำต่อเอง ถึงจะห่วยหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรถ่าย ถูกมั้ย?”

 

            พูดจบธนูก็บิดแขนเล็กน้อย ก่อนจะหยิบชุดราตรีของรัตติกาลมาพิจารณา แล้วหยิบอุปกรณ์ตัดเย็บมาแก้ชุดอย่างติดขัด แต่เขาก็ยังทำมันต่ออย่างตั้งใจ

 

            โยมองการกระทำของธนู ก่อนจะถอนหายใจ ในตอนแรกเขาเองก็ไม่คิดว่าธนูจะจริงจังกับเรื่องรัตติกาลขนาดนี้ แต่พอเห็นแบบนี้แล้ว...

 

            ช่วยไม่ได้แฮะ...

 

            “...นายบอกว่าอยากจะเข้าใจยัยนั่นใช่มั้ย?”

 

            “เอ่อดิธนูตอบ พลางตัดด้ายไปด้วย

 

            “นายทำไม่ได้หรอกโยเอ่ยตัดความหวังธนูอย่างเฉียบขาด จนธนูหันมามองหน้าโยเหมือนถูกแทงใจดำ

 

            “อันนั้นรู้อยู่แล้วน่า!!!

 

            “แต่มีคนหนึ่งที่ทำได้โยพูดต่ออย่างเรียบๆ ธนูที่ฟังอยู่ทำหน้าสงสัย ก่อนจะค่อยๆ ทำหน้าเหวอขึ้นมาทันที

 

            “นี่แกคงไม่ได้หมายถึง....

 

            “ใช่ ฉันหมายถึงนั่นแหละโยเน้นเสียง ก่อนใบหน้าราบเรียบของเขาจะกระตุกยิ้มร้าย ที่นานๆ เขาจะทำสักครั้งถ้าเป็นเทเรซละก็รัตติกาลต้องไว้ใจแน่ J


=======================================================

Blue_Umbrella มาแล้วจ้า

ขอโทษที่โผล่มาตอนวันสุดท้ายเสมอ หวังว่ายังมีนักอ่านคอยอยู่นะคะ TvT

อีกอาทิตย์หนึ่งก็จะลงบทสุดท้ายแล้ว... แอบใจหายนิดนึงนะ รู้สึกว่าเวลาผ่านเร็วเกินไป แงงง ก็ยังหวังว่านักอ่านทุกๆ ท่านจะคอยติดตามจนถึงวันสุดท้ายเลยนะคะ J

บทนี้มีภาคอดีตโผล่มาด้วยนิดนึง ไม่รู้จะไขข้อสงสัยของบางท่านได้หรือเปล่า (หรือเพิ่มหว่า?) 5555+ ก็จะพยายามเปิดปมทีละนิดให้ลุ้นไปกับอดีตของนางเอกมากกว่านี้นะคะ ฝากรัตติกาลด้วยน้าทุกคนนน

ขอขอบคุณคณะกรรมการ เพื่อนๆ พี่ๆ ทั้งนอกและในโครงการที่ให้คำปรึกษาตลอด และผลโหวตกับคอมเม้นจากนักอ่านทุกๆ ท่านทุกคนอีกเช่นเคยนะคะ <3 :D 

5 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 Macramé (จากตอนที่ 6)
    2017-02-18 14:05:37
    แงงงงงงง สงสารรัตอ่ะ ลูกศรเป็นคนดีมากเลยอ่ะ 
    แต่ลีออนก็ไม่น่าจะร้ายเท่าไหร่นะ หลังจากดูอดีตมากแล้ว
    ชอบนะ ได้รู้ปมนางเอกเพิ่มขึ้น เป็นคนที่มีคนเข้าหาเยอะ
    แต่จริงๆ แล้วกลับโดดเดี่ยว น่าสงสารไปอี๊กกกกก

    รออ่านตอนต่อไปนะแกกกก
    ปล.เราเพิ่งเคลียร์งานมาอ่าน ช้าไปหน่อยก็อย่าว่ากันนะ
    รักเลย
    #1
  2. #2 patrasittirung (จากตอนที่ 6)
    2017-02-18 18:44:38
    พึ่งมาอ่านแฮะะ
    ชอบนะโทนเรื่อง ชอบมาก จังหวะในการบรรยายมันได้ไปหมด แล้วก็อยากรู้มากจริงๆ แต่ตอนหน้า ก็ตอนสุดท้ายของการประกวดแล้ว...
    ไม่รู้หรอกนะคะว่าเรื่องนี้จะติด 3 ผลงานสุดท้ายหรือเปล่า แต่เป็นกำลังใจให้กับเรื่องนี้นะคะ ไม่ว่าจะติดหรือไม่ติด แต่ก็อยากให้เรื่องนี้แต่งต่อจนจบนะคะ
    ชอบมาก รออ่าน อย่าทิ้งเรื่องนี้นะคะ ^^

    #2
  3. #3 FUNAMI-SAN (จากตอนที่ 6)
    2017-02-19 20:04:49
    เตยเองนะเว้ย
    ลูกศรร ฮืออ คนดีอ่ะTT_TT เปิดปมมาแล้วฮืออ รู้สึกแบบสงสารรัตติกาล ฉันชอบพี่ธนูมากเลยอ่ะแก พี่เขาดูน่ารักกกกกก ฮืออออออ สู้ๆเว้ย ตอนหน้าตอนสุดท้ายลุยกัน
    #3
  4. #4 (จากตอนที่ 6)
    2017-02-20 00:33:34
    สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้ว อย่าเพิ่งเบื่อพี่นะ เหลืออีกแค่วีคสุดท้ายแว้ว

    บทนี้เล่นเอาพี่นั่งไม่ติดเก้าอี้เลย ลุ้น 55555 อยากอ่านต่อจัง ฮื้ออออ รู้สึกเหมือนน้องเริ่มปล่อยของแล้ว รู้สึกอยากอ่านฉากที่รัตติกาลระเบิด รู้สึกเหมือนผู้หญิงคนนี้เป็นระเบิดเวลาที่แบบ เก็บทุกอย่างเอาไว้ในใจรอเวลาระเบิดตูมอะค่ะ น่าจะสนุกดี ชอบความ contrast ของตัวละคร พออ่านยังงี้แล้วรู้สึกว่าตัวละครมีมิติขึ้นมามากๆ การบรรยายก็ดีขึ้น ไหลลื่นไม่วกวนแล้ว ทำได้ดีมากค่ะ คาดหวังกับตอนต่อไปอยู่นะคะ สู้ๆ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^

    #4
  5. #5 Pachang123 (จากตอนที่ 6)
    2017-03-10 14:47:06
    เกิดรัยขึ้นกะนักเขียนหน้าใสที่จะไม่มีที่1 หรือหลอกกันเล่นๆ. หรือธุรกิจ??????

    #5
  • 1

แสดงความคิดเห็น