สวัสดีค่ะ สาวๆ ที่รักของพี่หนูเพียว
ขอบคุณที่ยังไม่หายไปไหน และยังติดตามอ่านอยู่ทุกอณู ช่วงนี้พี่หนูเพียวย้ายบ้านอยู่ค่ะ เก็บของ จัดการชีวิตวุ่นวายไปหมด แล้วรู้มั้ยค่ะว่าพี่เจออะไร พี่เจอโปสการ์ดแผ่นนึงที่เพื่อนนามว่า บีบี เคยส่งมาให้จากยุโรปสมัยพี่หนูเพียวอายุ 16 ซึ่งพออ่านปุ๊บพี่ก็น้ำตาไหลอยากจะมาเล่าให้ทุกคนฟัง จะเป็นยังไง ขอไทม์ แมชชีน ย้อนเวลาไปจุดเริ่มต้นของสิ่งนี้กันดีกว่าค่ะ อ้าววว ทำงานนน ! ปิ๊ง !
-หนูเพียว และบีบีในชุดคอซอง กินข้าวขนมยามเที่ยง-
- บีบี: แก แกว่าอีก 5 ปีข้างหน้าพวกเราจะทำอะไรอยู่วะ
- หนูเพียวเกิดอาการช็อค ขนมหล่นจากปาก แล้วหัวเราะออกมาดังมาก
- หนูเพียว : แกจะบ้าเหรอวะ ถามคำถามอะไรประหลาดๆวะ
- บีบี: แก แต่มันไม่ประหลาดเหรอ เราเรียนหนังสือกันเพราะว่าเราอยากเข้ามหาวิทยาลัย เราเข้ามหาวิทยาลัยเพื่องานดีๆ แล้วอย่างอื่นในชีวิตเราจะไม่ได้ทำเลยเหรอ เช่น ไปเที่ยวรอบโลก หัดเรียนดำน้ำ วิ่งมาราธอน แกชอบเขียนนิยายไม่ใช่เหรอหนูเพียว แกไม่คิดว่าแกจะได้มีหนังสือของแกบ้างเหรอ
- หนูเพียว : ก็มันต้องโฟกัสหน้าที่ก่อนมั้ยแก แค่สอบกลางภาค ปลายภาคให้หมด แค่ขอให้งานกลุ่มครั้งหน้าไม่ต้องอยู่กับยัยสวย (โปรดกลับไปอ่านตอนที่ 4) ก็หมดเวลานึกถึงเรื่องอื่นแล้ว ถ้าเรื่องดีๆ แบบนั้นจะเกิด มันก็คงบังเอิญเกิดแหละแก
- บีบี: ถ้าแบบที่แกพูด แล้วพวกแบกเป้เที่ยวรอบโลก เขียนนิยายดัง เป็นนักดนตรี มันจะไปมีอยู่ได้ไงแบบนี้คนทุกคนบนโลกก็มีชีวิตเหมือนกันหมดซิวะ
- หนูเพียว : (ส่ายหัวแรง) ไม่ คนทุกคนไม่เหมือนกัน
- บีบี: งั้นเรามาทำเช็คลิสต์กันว่าเราอยากทำอะไรบ้างในชีวิต คำถามง่ายๆ เลยในอีก 5 ปีที่จะถึงเราจะได้ทำอะไรกันบ้าง เรื่องอื่นนะ ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน
แล้ววันนั้น หนูเพียวกับ บีบีก็ได้ทำเช็คลิสต์กันค่ะ ของพี่หนูเพียวหายสาบสูญไป เพราะพี่หนูเพียวเห็นเป็นเรื่องเล่น แต่ของบีบี ถูกส่งมาเป็นโปสการ์ดใน 3 ปีถัดมา แล้วเขียนแบบนี้
พูดภาษาที่ 3 ได้
เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในยุโรป
วิ่งมาราธอนจบ
ได้เห็นหอไอเฟล
ไปดูคอนเสิร์ตวงโปรด (มันเป็นวงเก่าพอควรที่ถ้าพูดไปจะทำให้พี่หนูเพียว และบีบีดูแก่)
มีเงินเก็บแสนนึงก่อนจบมัธยมปลาย
ใช่ค่ะ บีบีมันทำไปแล้ว 5 ข้อจาก 6 ข้อ แล้วโปสการ์ดนี้มาตอน ม.5 บีบีก็มีเงินเก็บราว 6 หมื่นบาท!
ชีวิตมันก็ตลกดีนะคะ เหมือนดีดนิ้วปุ๊ย ก็ Make it happen แต่จริงๆ แล้วบีบีขยันมากกับทุกอย่างที่อยากจะได้ เลือกสายศิลป์ภาษา ซ้อมวิ่งรอบสนามโรงเรียนทุกเย็น และศึกษาเกี่ยวกับประเทศฝรั่งเศสเจาะลึกทุกประวัติศาสตร์ราวจะไปสอบแฟนพันธุ์แท้ แต่ทั้งหมดเธอทำเพราะใจรักและไม่ยอมซักวันที่จะไปคว้าทุกอย่างที่เธอเขียนเอาไว้ แต่สิ่งหนึ่งที่บีบีต้องมีคือ เชื่อว่าตัวเองสามารถทำได้ค่ะ แล้วมันทำให้เธอได้ทำตามความที่เธอต้องการ พร้อมของแถมคือความสุข ความภูมิใจ และความสะใจที่ได้ขีดฆ่าเป้าหมายแต่ละข้อออกจนเกือบหมด
ดังนั้น จากกรณีของบีบีพี่หนูเพียวจะแนะนำให้รู้จักกับคอนเซ็ปต์ Self-efficacy นั่นคือ ความเชื่อว่าตัวเองจะทำบางสิ่งประสบความสำเร็จนี่ไม่ใช่ความหลงตัวเองนะคะ แต่เชื่อมั้ยค่ะว่ามันมีวิจัยกับนักวิ่งมาราธอน แล้วพบว่าเวลาในการวิ่งที่ใช้น้อยเท่าไหร่ก็มีการแปรผันตามกับความเชื่อว่าตนเองสามารถทำได้ เพราะเมื่อเราเชื่อเราจะมีสัญญาใจที่ทำให้เรามุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จให้ได้ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเล่นกีฬา สามารถมีได้ทั้งใน การเรียน การทำงาน หรือแม้แต่จะหาแฟน (อ้าวก็ถ้าคิดว่าจะต้องทำได้ มันก็ต้องได้ซิคะ)
ทำไม Self-efficacy ถึงเวิร์ค??
เพราะว่าเมื่อเรามีความเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จแล้ว เราก็จะตั้งมั่นและพยายามกับสิ่งนั้นสุดฤทธิ์ เช่น ถ้าซิสตั้งเป้าว่าจะเป็นสาวหน้าใสให้ได้ภายใน 4 เดือน ซิสก็จะไม่แค่ทนอยู่กับการใช้ชีวิตเดิมๆ ซิสก็จะหาข้อมูลอย่างละเอียด ลองเลิกเครื่องสำอางทีละชิ้นเพื่อดูว่าตัวไหนเป็นตัวการเกิดสิว ลองเพิ่มการเช็ดหน้าระหว่างวัน ทาครีมกันแดด เลือกเอาเพียวแอคทีฟโฟมมาใช้ เป็นต้น เห็นมั้ยค่ะ น้องจะไม่ขอฟ้า ขอดินให้มันดีขึ้น แต่จะลงมือทำมันอย่างตั้งใจมากขึ้น ก็บอกแล้วว่าอยากได้ ก็ต้องลองอย่างเต็มที่
วันนี้พี่หนูเพียวจึงขอแนะนำซิสวันนี้เลยว่า เอากระดาษ ปากามา เขียนใส่ไดอารี่ก็ได้ ถามตัวเองว่าอีก 5 ปีเราคิดว่าเราจะได้ทำอะไร แล้วมาเริ่มทำเช็คลิสต์ชีวิตกัน อย่าให้ชีวิตมันผ่านไปอย่างน่าเบื่อ หรือเป็นแบบเดิมๆ แบบที่คนอื่นเค้าเป็นกัน จงทำให้ชีวิตของตัวเองพิเศษด้วยเป้าหมาย และความเชื่อมั่นว่าตัวเองจะทำได้ ซิสอาจจะได้เป็นนักเขียนมัธยม นักร้องชื่อดัง หรือเปิดร้านขนมขายก็ได้ เพียงแค่ซิสต้องเริ่มมาก่อนว่าอะไรคือเป้าหมายของตนเอง
สรุปเคล็ดลับในวันนี้คือ เป้าหมายต้องมาพร้อมความพยายามและความมุ่งมั่นเราจะพยายามแล้วตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ แล้วว่าถ้าได้ก็ดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คิดแบบนี้ เลิกนะคะซิส ! เราเป็นคนยุคใหม่เราต้องตั้งมั่นไปที่เป้าหมายแล้วพุ่งชน เราตั้งเป้าหมายแล้วเราต้องมั่นใจว่าเราได้พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะทำให้มันสำเร็จ และไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จให้กลับมาตรวจทานดูว่าความผิดพลาดมันเกิดจากอะไร แล้วเราแก้ไขมันได้หรือไม่ แค่นั้นแหละค่ะ แล้วชีวิตของซิสก็จะน่าตื่นเต้นขึ้นอีกเป็นกอง
สุดท้ายพี่หนูเพียวก็ขอจบวันนี้ด้วยภาษาต่างชาติ พร้อมคำแปลงามๆ “If you deliberately plan on being less than you are capable of being, then I warn you that you’ll be unhappy for the rest of your life” – Abraham Maslow หากท่านวางแผนอย่างรอบคอบที่จะทำสิ่งต่างๆ น้อยกว่าความสามารถที่ท่านมี เตือนได้เลยว่าท่านจะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต
ซิสคนไหนอยากจะมาแชร์เชคลิสต์ชีวิต หรือต้องการปรึกกับพี่หนูเพียวก็มาปรึกกันได้เลยที่ช่องทาง GarnierThailand หรือ Twitter PNooPure ขอกล่าวอำลาพร้อมประโยคว่า ‘ความมุ่งมั่นต้องเก็บรักษา แต่ถ้ารักหน้าต้องเพียวแอคทีฟมัทฉะ ดี-ท็อกซ์’
เลิฟยูนะคะ,
ขยิบตา พี่หนูเพียว

1 ความคิดเห็น
.....ดีละงั้นหนูจะต้องตั้งใจเรียนเพื่ออนาคต