Episode 13: วัยรุ่นจบ ชีวิตยังไม่จบ ปัญหาปวดหัวก็ยังมี

โบกมือแรง กราบสวัสดีน้องนุ่งทุกท่าน

     เขียนมาถึง ตอนที่ 13 เลยมานั่งนึกถามไถ่ตัวเองว่า

     ‘วัยไหนกันนะที่มันลำบากที่สุด’

     แต่แย่จังพี่หนูเพียวก็ยังไม่ประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่าวัยประจำเดือนหมดเป็นยังไง แต่งงานมีลูกมันเป็นยังไง ดังนั้น พี่หนูเพียวก็เลยเดินสายถามประชาชนอีกครั้ง

  • แม่: ตอนมีลูกเล็กๆ ล่ะยากสุด งานก็ทำ ลูกก็อยากเลี้ยง ลืมไปเลยเวลาของตัวเองคืออะไร โรงหนังนี่ไม่ได้เข้ามาเป็น 10 ปีแล้ว เพิ่งมามีเวลา มีงานอดิเรกตอนลูกเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้วเนี่ย แต่จะให้ทำอะไรได้ ร่างกายมันก็ไม่อำนวยเหมือนเดิมแล้ว จะให้ไปเรียนต่อยมวย วิ่งมาราธอน ชั้นควรจะทำตั้งแต่อายุ 20 ไม่ใช่ให้มาเริ่มตอนนี้!
  • ญาติมัธยม: โหยยย วัยรุ่นซิพี่ เรียนอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไม่เห็นจะจำเป็นเลยสุดท้ายเอาไปใช้ในชีวิตจริงก็ไม่ได้ หรือบางวิชาพอถึงเวลาที่จะต้องเอาความรู้มาใช้จริงก็ผ่านไปนานจนลืมละเพราะมีเรื่องต้องเรียนเยอะเกิ้นนน พื้นที่ในสมองไม่พอ เรียนพิเศษอีก ไม่เห็นจะมีชีวิต มีแต่เรียนๆๆๆ พ่อแม่ก็ไม่ให้กลับบ้านเกิน 2 ทุ่ม ทำอะไรก็ไม่ได้อาจารย์แต่ละวิชาก็สั่งงานเยอะซะเหมือนว่านักเรียนเรียนวิชาของตัวเองวิชาเดียวงั้นแหละ สอบก็เครียด เดี๋ยวจะจบ ม.ต้น ก็เครียดว่าจะเรียน ม.ปลาย ที่ไหน พอขึ้น ม.ปลาย เดี๋ยวก็ต้องคิดอีกว่าเข้ามหาวิทยาลัยอะไร แล้วจะเรียนคณะอะไรดี โห่ ถ้าไม่ถือว่ามีเพื่อนดีๆ โรงเรียนนี่โคตรเป็นที่ที่ไม่น่าไปเลย
  • เด็กสาวมหาวิทยาลัย: สอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่เหนื่อยเท่าสอบปลายภาครอบนึงของมหาลัยเลยค่ะ เกรดห่วยๆ เดี๋ยวจะโดนไทร์แล้วไม่จบเอา ตอนอยู่ ม.ปลาย นี่ก็โอดครวญแล้วว่าชีวิต ม.ปลาย มันเหนื่อยจริงจริ้งงงง พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วซึ้งใจยิ่งกว่านี่อย่าพูดถึงรายงาน อ่านวิจัยทีละตั้งๆ เลยค่ะ ดีแค่ชีวิตมันสนุกขึ้น เที่ยวเล่นได้เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าจัดการเวลาตัวเองไม่เป็นก็งานเข้านะคะ ไหนจะวันปกติที่ต้องไปเรียน เรียนเสร็จก็ต้องทำรายงาน ทั้งงานเดี่ยวงานกลุ่ม ถ้าน้องบริหารเวลาชีวิตตัวเองไม่เป็นแล้วดองงานเนี่ย สุดท้ายช่วงใกล้สอบก็จะตาย ตาย ตาย เพราะไหนจะต้องอ่านหนังสือสอบ จะเทก็ไม่ได้เพราะคะแนนสอบแต่ละครั้งเอามาตัดเกรดตั้ง 20% 30% ไหนจะโปรเจ็กต์ที่ต้องทำแต่ดองไว้จนดินพอกหางหมู กี่วิชาต่อกี่วิชาเอาจริงๆรอวันเรียนจบไม่ไหวแล้ว เพราะเรียนหนังสือคือการใช้เวลากับเรื่องลำบากจำนวนมากแล้วไม่ได้เงิน!
  • วัยทำงาน: แบร่ ไม่เขียนหรอก เดี๋ยวหาว่าพี่หนูเพียวขี้บ่น !

     ซิสทุกคนอาจจะรอวันที่ตัวเองโต และมีอิสระจากทางบ้าน มีการเงินที่มั่นคง ได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างเต็มที่ แบบอยากไปไหนก็ได้ไป อยากทำอะไรก็ทำ หาเงินเองแล้ว อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ เช่น อยากซื้อคอนโดอยู่ในเมืองคนเดียว ออกรถใหม่ป้ายแดง มีไลฟ์สไตล์ชิคๆ เหมือนนางเอกหนัง แต่เอาเข้าจริง วัยเริ่มทำงานจะมีคำถามใหม่ในชีวิตค่ะ นั่นคือ ‘เราจะเอาไงกับชีวิตดี’ เพราะมันไม่มีสอบไล่ ไม่มีตัววัดแล้วว่าอะไรคือผ่านเกณฑ์ไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่มีเป้าหมายระยะสั้นให้เราต้องคอยวิ่งไล่อีกแล้ว

     ดังนั้น ช่วงนี้มีสาระ (โอ๊ย กว่าจะเข้าได้) เราจะมารู้จักคำว่า Quarter-life crisis กันค่ะ

     Quarter แปลว่า ¼ ดังนั้น Quarter-life crisis ก็คือ วิกฤตชีวิตวัย 20 หรือช่วงนี้เปลี่ยนแปลงตัวเองจากการศึกษาสู่การทำงาน (Mid-life คือ 50 ขวบ ดังนั้น คำนี้ก็จะอายุประมาณ 25 แต่ช่วงอายุมันไม่ได้เกิดปีเดียวหรอกค่ะ พี่หนูเพียวจะถัวให้ 20 – 29 ไปเลยจ้า) ลักษณะของวิกฤตนี้คือ ความงงและไม่มั่นใจกับชีวิตว่าทางเดินข้างหน้ามันใช่ หรือไม่ใช่ คือ ซิสจะไม่นอนเหี่ยวอยู่บ้านหรอกค่ะ แต่ซิสจะแอบมีคำถามลึกๆ ว่า สิ่งที่เราทำอยู่มันเพื่ออะไร ด้วยความไม่มีปิดเทอม หรือสอบเลื่อนชั้น การดำเนินของชีวิตจะดูวนลูปไปอย่างไม่มีจุดจบ ความเครียดมันจึงบังเกิดขึ้น พี่หนูเพียวเห็นเพื่อนเสียน้ำตามาเยอะแล้วค่ะด้วยเรื่องเช่น

     ‘แก ชั้นจะเอายังไงกับชีวิตดี ชั้นไม่เข้าใจว่าชั้นทำอะไรอยู่ ชั้นไม่อินกับสิ่งนี้เลย’

     แต่มีการมีงานทำนะคะ ไม่ได้อดอยากอะไร แต่เครียดค่ะรู้สึกไม่เจอแรงบันดาลใจอะไรแบบนั้น

     ‘แก ชั้นทำงานตลอดกาลแบบนี้ไม่ได้นะ มันดูไม่มีจุดหมายอะไรเลย แต่แต่งงานก็ไม่ใช่ ชั้นยังไม่อยาก ชั้นรู้สึกแย่จัง โตมาแล้วไม่สนุกเหมือนที่คิดไว้เลย’

     ‘แก ชั้นอยากทำงานแบบที่ชั้นเรียนมา แต่ชั้นก็ต้องอยู่อย่างจนๆ เงินมันไม่พอแน่เลย’

     ฟังดูเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่ซิสสส คนเป็นโรคซึมเศร้าจำนวนมากกับสิ่งนี้ กับความงงชีวิต กลัวจะก้าวต่อไป แล้วเครียดขึ้นมาจนไม่เป็นอันทำอะไร หรือมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุข น่าเสียดายที่วิกฤตนี้มันไม่ใช่ปีชง ไปไหว้กี่วัดมันก็จะไม่มีอะไรดีขึ้นหรอกนะคะ หมอดงหมอดู ก็แค่ปลอบใจเราชั่วคราว ถ้าให้พี่หนูเพียวมอง พี่ว่ามันคือความไม่ตื่นเต้นกับชีวิตแล้วมากกว่า วัย 20 คือวัยที่มีประสบการณ์มาแล้วในระดับนึง ดังนั้น ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร มันจะไม่ใหม๊ ใหม่ เหมือนวัยเด็กแล้ว เราไม่มีสายตาที่เต็มไปด้วยจินตนาการ และความอยากรู้อยากเห็นอย่างเดิม

     แต่ก็นั่นแหละ พี่หนูเพียวมีวิธีเตรียมพร้อมสำหรับทุกคนให้เตรียมรับมือกันไว้

มีเป้าหมายเสมอ

     กลับไปอ่านตอนที่ 9 ‘เราอยากทำอะไรในอีก 5 ปี’ พอเข้าวัยนี้เปลี่ยนมันให้เป็น 2 -3 ค่ะ แล้วหมั่นเช็คทุกๆ ปี เราต้องผูกมัดกับมันมากๆ เพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองจะไม่เคว้งไปไหน และสิ่งไหนที่ได้มาแล้วแล้วมันไม่ใช่ เช่น ได้งานที่เคยคิดว่าชอบ แต่ทำงานวันละ 15 ชั่วโมงจนป่วย ให้เขียนเป้าหมายใหม่แล้วรีบแก้ไขชีวิตทันที

เติมแรงบันดาลใจให้ชีวิต

     ส่วนใหญ่เค้าจะเน้นท่องเที่ยวกันค่ะ ลองตามเพจท่องเที่ยวตั้งแต่วัยนี้ก็ได้ แล้วซิสลองจดออกมาว่าชีวิตนี้เราอยากไปเที่ยวไหน จะปาตาโกเนีย ที่อาร์เจนติน่า หรือ ปารีส ฝรั่งเศส ใส่มาเลยจ้า อยู่มัธยมปลายใช่มั้ย เขียนมันมาซัก 15 ที่ แปะไว้ข้างฝาแล้วไล่ดูเลยค่ะ การท่องเที่ยวจะทำให้เห็นอะไรใหม่ๆ แล้วได้ไอเดียใหม่ๆ มาเสมอ ราวกับว่าเปลี่ยนเราเป็นคนใหม่ในร่างเดิม

     นอกจากท่องเที่ยว ก็ควรจะลองงานอดิเรกใหม่ๆ บ้าง เช่น ออกกำลังกาย ศึกษาเรื่องศิลปะ ปรัชญา เราจะไม่มีวันแก่เกินไปที่จะเรียนรู้ บางทีอาจจะเจอเรื่องสนุกๆ ก็ได้ค่ะ

มีเพื่อนที่เราไว้ใจ

     อย่าทิ้งเพื่อนไปไหน และอย่าละเลยจนเค้าหายไป เพื่อนจะเป็นสิ่งสำคัญมากในวัยนี้ เพราะเพื่อนจะคอยสะท้อนเราว่าเราทำได้ดีในชีวิตหรือยัง ในเวลาเดียวกันก็จะคอยปลอบใจและดูแลเราได้ดี พอเลย 20 กว่าขวบ ซิสจะอยู่ในช่วงที่พ่อแม่อาจจะไม่ได้เข้าใจทางที่เราเลือกโดยแท้ทรู คือ เค้าก็จะคอยดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ แต่เพื่อนจะเป็นคนที่นัดเจอเรา แล้วก็ด่าว่า ‘ทำไมผอม ทำไมโทรมอย่างนี้ ทำงานหนักใช่มั้ย ไปกินขนมร้านที่แกชอบกัน’ ดังนั้น เพื่อนดีๆ ในวัยเรียนอย่าทิ้งกันไปนะคะ

จำไว้เสมอว่าเรามีบ้าน

     ใช่ค่ะ การเป็นผู้ใหญ่เราต้องดูแลตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถ้าโลกมันโหดร้ายมาก พี่หนูเพียวแนะนำเลยว่าให้เก็บของกลับไปที่บ้าน นอนหนุนตักแม่ ดูคอลเลกชั่นของสะสมของพ่อ กินอาหารอร่อยๆ ฝีมือคุณยาย แล้วจะเกิดการเติมพลังขึ้นมาทันที บ้านจะเป็นที่อ้าแขนรอรับเรากลับมาเสมอ ไม่ว่าจะในสภาพใดก็ตาม ไม่ว่าเราประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว กลับมาที่บ้านเราก็ยังจะเป็นสมาชิกของที่แห่งนั้นตลอดกาล

     เขียนไปเขียนมา อ้าวว นี่มันไม่ใช่บทความเด็กมัธยมนี่หว่า ใครมีพี่ มีเจ้ ฝากส่งไปให้อ่านด้วยละกัน ห้าๆๆๆ เอาเป็นว่า พี่หนูเพียวอยากจะสอนว่าในทุกช่วงชีวิตมันจะมีความยากลำบากในแบบของมันเอง มันเป็นรสชาติชีวิต มันไม่ใช่ว่าเราผ่านวัยนี้ไปได้แล้วชีวิตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เราสามารถกระโดดหลบ หรือ เด็ดหนามระหว่างทางทิ้งได้ ถ้าเรามีการเตรียมตัวที่พร้อม เปิดใจเรียนรู้ และพยายามจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเสมอ พี่หนูเพียวเชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่น่าสนใจค่ะ ปัญหามันขึ้นกับวิธีเรามอง และความทุกข์มีไว้ให้เรารู้ว่าเวลาเรามีความสุขมันสวยงามมว๊ากกก

     แต่ใครยังคิดว่าชีวิตยังไม่สวย ก็เชิญมาปรึกษาแพ้วหนูพี พี่หนูเพียวที่นี่ได้เลยค่ะซิส Facebook GarnierThailand หรือ Twitter PNooPure ก่อนลา ก่อนไป เราก็ต้องทำตามธรรมเนียมของเราด้วยประโยคสติ๊กเกอร์ท้ายรถบรรทุกว่า

‘วิกฤตชีวิตเราอย่าไปกลัว
เราจะหน้าใสรัวๆ เพราะมีมัทฉะเคลย์มาส์กจ้า’

     วิกฤตอะไรมาไม่ว่า แต่หน้าอย่าให้พังนะคะซิส #มาส์กหน้าวนไปค่ะ

รัก, ขยิบตาพี่หนูเพียว

ข่าวประชาสัมพันธ์
ข่าวประชาสัมพันธ์ - Columnist ข่าวประชาสัมพันธ์ภายในเว็บไซต์ Dek-D.com

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

0 ความคิดเห็น