ศัพท์ที่ว่านั้นก็เช่น "เกรียน" "ขั้นเทพ" "กดไลค์" "มาคุ" "สุดซอย" ฯลฯ ถ้าใครอยู่กับอินเทอร์เน็ตบ่อยๆ คงพอเข้าใจความหมายของคำพวกนี้และที่มา แต่ถ้าใครไม่รู้ก็ลองซื้อมาอ่านหรือคลิกที่รูปเพื่ออ่านเนื้อหาได้เลย (ตอนนี้มี 3 เล่ม เล่มที่ 4 กำลังจะพิมพ์)
- คำที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์บางอย่างในสังคม เช่น "กระชับพื้นที่" คำนี้ดังมากๆ ช่วงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองปี 2552 เป็นคำที่อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ใช้เพื่ออธิบายการวางกำลังเจ้าหน้าที่ล้อมผู้ชุมนุมเพื่อไม่ให้ขยายการชุมนุมเป็นวงกว้างออกไป (งดคอมเม้นต์การเมืองนะเออ นี่แค่ยกตัวอย่าง)
- คำที่มีความหมายเพิ่มเติมเมื่อเวลาผ่านไป เช่น "ยกเครื่อง" ในอดีตมันแค่ใช้กับการซ่อมรถ แต่ปัจจุบันเราใช้กับการรื้ออะไรแล้วเปลี่ยนใหม่หมด เช่น ศัลยกรรม หรือปฏิรูปองค์กรแบบยกเครื่อง
- คำแสลง หรือสำนวนติดปาก เช่น "ชิว" คำนี้มาจาก chill-out ในภาษาอังกฤษที่แปลว่าทำตัวสบายๆ คำนี้แม้แต่ในภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาพูด เอาไปเขียนรายงานไม่ได้นะเออ
- และคำเก็บตกอื่นๆ ที่เขาอาจจะไม่ได้ใส่ในพจนานุกรมฉบับก่อนๆ หรือคำที่ไม่มีตัวอย่างให้
ทีนี้มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ในฐานะนักเขียน "ศัพท์ใหม่" พวกนี้สำคัญกับเราอย่างไร
จริงๆ แล้วงานเขียนก็ถือเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่ง และงานศิลปะมันไม่มีขอบเขตหรือข้อกำหนดใดๆ เราอยากจะใส่อะไรลงไปในงานเขียนก็ได้ (แต่ได้ตีพิมพ์หรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง) ถ้าน้องๆ อยากจะใช้ emoticon ในนิยายของตัวเอง ในแง่ศิลปะมันก็ไม่ได้หมายความว่างานนั้นไม่ดี แต่งานที่ออกสู่สาธารณะมันจะโดน "คนในสังคม" ประเมินค่าให้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้านักอ่านส่วนใหญ่ไม่ชอบ emoticon เพราะเห็นว่ามันไม่มีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ใดๆ งานเราก็จะไม่ได้คะแนนจากสังคมไปโดยปริยาย
เช่นเดียวกันกับศัพท์ใหม่เหล่านี้ การที่ราชบัณฑิตยสถานทำพจนานุกรมศัพท์พวกนี้ออกมาไม่ได้หมายความว่าเราเอาศัพท์พวกนี้ไปเขียนนิยายได้แล้วนะ แต่มันเป็นแค่การ "รวบรวมศัพท์ใหม่" เพื่อใช้อ้างอิงความหมายเท่านั้น หลายคำในนั้นเป็นภาษาแชท หรือภาษาแสลงที่ไม่ได้รู้ความหมายไปทุกคนด้วยซ้ำ
ถามว่าศัพท์พวกนี้ใช้ในนิยายได้ไหม? คำตอบคือ...
- ได้ ถ้าเราไม่จริงจังกับการมีผลงานตีพิมพ์
- ได้ ถ้าเราไม่คาดหวังว่าทุกคนต้องอ่านเรื่องของเรา
- ได้ ถ้าเราทนรับกระแสกดดันจากคนที่ผ่านมาอ่านเรื่องของเราได้
เพราะการเขียนให้ตัวละครพูดภาษาแชทมากเกินไป เช่น
"คิดถึงจุงเบยนะคริคริ" เธอกล่าวเสียงหวาน
"หลับฝันดีนะครัช" เขากล่าวตอบพร้อมรอยยิ้ม
ประการแรกจะทำให้คนอ่านที่ไม่รู้ความหมายของคำพวกนี้หรือไม่รู้ที่มาเข้าใจว่าเราพิมพ์ผิด หรือเข้าใจความหมายผิด เช่น 'ครัช' เป็นชื่อนางเอกหรือเปล่า 'จุงเบย' เป็นชื่อพระเอกแสดงว่าพระเอกเป็นคนเกาหลีสินะ
ประการต่อมา สำนักพิมพ์ทั้งหลายยังยึดเกณฑ์การใช้ภาษามาตรฐานในการพิจารณาผลงานตีพิมพ์อยู่ คำว่า "มาตรฐาน" ก็คือ "ขายได้" งานเขียนแบบนี้อาจขายได้กับวัยรุ่นเฉพาะกลุ่มมากๆ และบางทีสำนักพิมพ์อาจโดนตั้งคำถามถึงการผลิตงานที่ไม่ถึงเกณฑ์ "มาตรฐาน" แบบนี้ออกมา
ประการสุดท้ายก็คือคนอ่านอย่างเราๆ นี่แหละ เวลาเราเลือกซื้อหนังสือสักเรื่อง นอกจากพล็อตเรื่องที่นักเขียนบรรจงปรุงแต่งออกมา เราก็อยากจะอ่านสำนวนภาษาที่เราไม่รู้สึกว่า "พิมพ์ออกมาง่ายๆ" แต่เราอยากเห็นอะไรที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วล้านรอบ การเลือกใช้คำที่นักเขียนเท่านั้นถึงจะทำได้ ให้คุ้มกับเงินหลายร้อยบาทที่เราควักออกมาจากกระเป๋าแฟบๆ สักหน่อย
ศัพท์ใหม่พวกนี้ โดยเฉพาะที่เป็นแสลง เช่น จุงเบย ชิมิ ครัช อาจสร้างความหงุดหงิดที่ง่ามนิ้วให้กับคนอ่าน และทำให้พวกเขามองคนใช้ในแง่ลบได้ (เคยเป็นประเด็นมาแล้วแม้แต่ในกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเอง)
ดังนั้นถ้าเราอยากให้งานเราเป็นงานที่ใครก็อ่านได้ จะนักธุรกิจหรือลุงขายข้าวมันไก่ก็อ่านเข้าใจ ควรเลือกใช้คำที่เป็นกลางที่สุด อย่าตามกระแสมากเกินไป ยิ่งหลายคำอาจมาแล้วไป ฮิตได้แป๊บเดียวก็เลิกฮิต ถึงตอนนั้นนิยายเราก็กลายเป็นของล้าสมัยทันทีเพราะใช้คำที่คนเขาเลิกใช้ไปแล้ว
อย่างไรก็ดี...ถ้าเราอยากจะนำเสนอสังคมวัยรุ่นในปัจจุบันที่มีการใช้ศัพท์ใหม่ๆ ทำให้มันเป็นประเด็นของนิยายขึ้นมา การใช้คำพวกนี้ก็คงเลี่ยงไม่ได้ แต่คนอ่านเขาก็จะรู้ว่าเราใช้ภาษาแชทเพื่อเปรียบเทียบ เพื่อเป็นประเด็น ไม่ได้ตั้งใจจะใช้ภาษานี้ในนิยายจริงๆ
เอาล่ะ มีใครที่ตอนนี้กำลังเขียนนิยายแล้วเผลอใช้ศัพท์แสลงพวกนี้บ้างหรือเปล่า? ถ้าจะใช้ก็ขอให้ใช้เมื่อ "จำเป็น" แล้วกัน และต้องเตรียมรับผลของมันให้ดีด้วยนะ
อย่าแปลกใจถ้าคนมองว่างานเราไม่ดี เพราะมาตรฐานสังคม
ยังไม่ยกระดับให้ศัพท์แสลงพวกนี้เข้ามาอยู่ใน "วรรณกรรม" สักเท่าไร
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากราชบัณฑิตยสถาน
http://www.royin.go.th/





15 ความคิดเห็น
ไม่เคยทำ เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม
เวลาเราเลือกซื้อหนังสือสักเรื่อง นอกจากพล็อตเรื่องที่นักเขียนบรรจงปรุงแต่งออกมา เราก็อยากจะอ่านสำนวนภาษาที่เราไม่รู้สึกว่า "พิมพ์ออกมาง่ายๆ"
เห็นด้วยอย่างแรงเลยค่ะกับประโยคนี้
เราเป็นคนที่ชื่นชมอะไรที่ได้มายากค่ะ โครงเรื่องที่แปลกใหม่ที่ปกหลัง จะทำให้เราเปิดอ่าน แต่ภาษาที่ดี สะกดคำถูกต้องและบรรยายสละสลวย ถึงจะดึงดูดให้เราเปิดหน้าต่อไปไม่ก็ตัดสินใจซื้อค่ะ 5555
บางทีที่ไม่อยากอ่านภาษาวิบัติ เพราะไม่เคยชิน มันอ่านยากน่ะค่ะ
ดังนั้นเวลาเราเขียนเองก็เขียนให้ถูกต้องค่ะ เพราะคิดว่า คนที่มาอ่านจะได้จดจำการสะกดที่ถูกต้องไปด้วย
เวลาเราเลือกอ่านนิยายบนเนตสักเรื่อง เราอาจจะเน้นดูที่พล็อตและความไหลลื่นของเรื่อง ภาษาผิดบ้างถูกบ้าง วิบัติบ้างเล็กน้อย ก็ไม่เป็นไร ถ้าเรื่องไหนภาษาสวยถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากและจะชอบมากเป็นพิเศษ
แต่มาตรฐานสำหรับนิยาย/วรรณกรรมที่ตีพิมพ์แล้วนั้นแตกต่างกัน ถ้าเราเปิดเจอภาษาวิบัติ หรือคำสะกดผิดสักที่ สองที่... บอกตรงๆว่า เราไม่ซื้อ... เรามองว่าแบบนี้มันดูถูกนักอ่านมากเกินไป เหมือนนักเขียนที่ไม่ทำการบ้านมาเท่าที่ควร เอาแบบง่ายๆ เขียนง่ายๆ ขายง่ายๆ ถ้าเราซื้อก็เหมือนเป็นการส่งเสริมให้นิยายนี้โด่งดัง ให้ผู้คนเข้ามาอ่านสิ่งผิดๆ คำผิดๆ จำไปใช้ผิดๆ จริงๆมันก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ แค่ค่านิยมของคนไทยในตอนนี้บางส่วน(ใหญ่ไหมไม่รู้)ก็ยังเห็นว่าการใช้ภาษาพวกนี้ไม่ใช่ภาษาเขียน.. การใช้ภาษาเหล่านี้ในวรรณกรรมก็เหมือนเป็นการ"ลดระดับ"ชิ้นงานลงเท่านั้นเอง
เกรียน มีมานานแล้วครับในพจนานุกรมอ่า แต่บางทีความหมายอาจจะเปลี่ยนไปมั้ง นิยายมีศัพท์วัยรุ่นพอรับได้นะ แต่วรรณกรรม รับไม่ได้ถ้าจะมีศัพท์พวกนี้ ควรที่จะเป็นภาษาที่สละสลวย ขนาดเรื่องแปลจากต่างประเทศของดอกไม้สด เรื่องอัวรานางสิงห์ ยังแปลเป็นสำนวนไทยไทยเลย เป็นเรื่องที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย เห็นภาพง่าย มีอรรถรส ศัพท์วัยรุ่นในความคิดเราตอนนี้ก็คือ ศัพท์ที่พูดผิด เขียนผิด อ่านผิด ก็เท่านั้นเอง #คหสต
บางครั้งในการอ่านนิยายในเน็ตเรายอมได้นะ เพราะเราถือว่าเรายังพอบอกให้เค้าปรับแก้ได้ทัน
แต่ถ้าเป็นแบบหนังสือมันผิดแล้วผิดเลย แก้ไม่ได้แล้วถ้ามีคนมาอ่านแล้วติดภาษาแสลงไปบางครั้งมันไม่ดีอ่ะ
คือเคยอ่านนิยายของคนวัยเดียวกัน ใช้ภาษาผิด พยายามแก้ให้นะแต่บางครั้งมันไม่ไหวอ่ะ มันเหมือนไม่ได้กดพลาดหรืออะไรเลย แต่เป็นที่ตัวคนเขียน ในบางครั้งถ้าเรารู้สึกไม่คุ้นกับคำนั้นๆเรายังเปิดพจนานุกรมตรวจให้เลย
จนบางครั้งเรารู้สึกว่าเอาสะดวกไปหรือเปล่า ถ้ามีน้องๆเข้ามาอ่านแล้วติดไปใช้ในชีวิตจริงจนพูดไม่เคยถูกจะทำไงอ่ะ
ก็มีใส่บ้างนะครับ แต่ใช้เฉพาะแค่ประโยคคำพูดหรือประโยคแซว แต่พวกคำ ครัช ชิมิ ครุคริ ฯลฯ พวกนี้ไม่เคยคิดจะใส่ (อ่านเองยังงเองเลย)
ถ้าอ่านในอินเจอร์เน็ตยังพอไหว แต่ถ้าเจอในหนังสือ แทบเขวี้ยงทิ้งอะ
คำพวกนี้เมื่อเวลาผ่านไป มันก็จะตกยุค และเราก็จะลืมว่ามันแปลว่าอะไร
แต่ที่เกลียดยิ่งกว่าคือนิยายอีโมติค่อน บรรทัดนึงมีอีโมแบบนึง อีกบรรทัดนึงก็เป็นอีกหน้านึง
นั่นคือเค้าคุยกันผ่านสีหน้า + นักเขียนอยากได้หน้ากระดาษาเยอะๆสินะ
ท่ามันจะเอาใส่หนังสือนะ-...-
อยากได้สักเล่ม ว่าแต่จะหาซื้อได่ที่ไหนกัน =_=
เอิ่ม แค่อ่านไหนเน็ตก็มึนพอละนะ หรือว่าเราแก่ ???
-ศัพท์นี้นี่ยอมรับว่าใช้นะครับแต่บ้างเวลาเท่านั้นแหละ ครั้นจะเอามาใช้ดะใช้ไม่ดูเวล่ำเวลาก็ไม่ไหว ถ้าเจอในเน็ตนี่ยังพอได้(เพราะเราก็แอบใช้นิดๆ)แต่ถ้าไปเจอในหนังสือ(ไม่ว่าจะประเภทไหน)ก็คงมีเขวี้ยงทิ้งกันบ้างล่ะ...