5 ขั้น ปั้นเรื่องหลอน ต้อนรับฮาโลวีน

        วันปล่อยผีทั้งทีก็ต้องมีอะไรเข้ากับบรรยากาศหน่อย พี่น้องขอเสนอบทความแนะนำการเขียนนิยายสยอง เผื่อใครที่ชื่นชอบแนวนี้แต่ไม่รู้จะเขียนยังไงดี บทความนี้มีทางออกค่ะ เพียง 5 ขั้นตอนเท่านั้น น้องๆ ก็จะได้นิยายหลอนๆ หนึ่งเรื่องไปให้เพื่อนอ่านเล่นกัน
(ท้ายบทความมีกิจกรรมภาคปฏิบัติให้ร่วมสนุกกันด้วยนะ)
 

เลือกก่อนว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร

        นิยายสยองขวัญหรือระทึกขวัญมันก็มีหลายประเภทยิบย่อยลงไปอีก เราต้องเลือกก่อนว่าเราจะเขียนเกี่ยวกับอะไรดีนะ อะไรที่จะเป็น 'ปัจจัยความสยอง' ของเราได้ จะเขียนถึง ผี ปิศาจ สัตว์ประหลาด ฆาตกรโรคจิต หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติทั่วๆ ไปก็นับเป็นความสยองได้เหมือนกัน บางเรื่องนี่ไม่มีทั้งหมดที่พี่น้องกล่าวมา แต่แค่ใช้หลักจิตวิทยาก็ทำให้คนอ่านกลัวได้
        พี่น้องแนะนำให้สองอย่าง เลือกสิ่งที่เราสนใจมากที่สุด หรือเลือกสิ่งที่เรากลัวมากที่สุด เช่น เรากลัวความมืด เลือกเขียนเกี่ยวกับความมืด เรากลัวผี เลือกเขียนเกี่ยวกับผี จากประสบการณ์ตรง ความกลัวของคนเขียนเองนั่นแหละที่มีส่วนทำให้นิยายน่ากลัวขึ้น
 

หาข้อมูล

        เมื่อเลือกแนวที่เราอยากจะเขียนได้แล้ว ทีนี้เราก็เริ่มหาข้อมูลเพื่อสร้างพล็อตต่อไป อยากเขียนเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิต ก็ต้องเปิดกูเกิ้ล หาชื่อฆาตกรดังๆ ดูว่าเขามีวิธีการฆ่าอย่างไร แล้วนักเขียนแต่ละคน เอาเรื่องราวเหล่านี้ไปเขียนแบบไหนบ้าง
        เลือกหนังหรือนิยายแนวเดียวกันมานั่งดูนั่งอ่าน ให้เข้าใจว่าคนอื่นเขาเขียนกันอย่างไร หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะเขียนตามเขาไปก่อน หรือจะขอแตกต่าง
 

วางพล็อต

        วัตถุดิบมาแล้ว ทีนี้ก็พร้อมปรุงอาหาร เรื่องที่เราจะเขียนคืออะไร ลองเขียนเรื่องย่อออกมา
  • ตัวละครเป็นใคร เราเอง หรือสร้างใหม่ หน้าตา นิสัยที่น่าจะสำคัญต่อเรื่อง
  • เกิดอะไรขึ้นกับตัวละคร
  • เกิดขึ้นที่ไหน
  • มีภูต ผี ปิศาจ หรือคนร้ายไหม
  • แล้วเจ้าพวกนั้นมีอันตรายกับตัวละครแค่ไหน
  • ตัวละครหลักจะมีเพื่อนหรือมีคนช่วยไหม
  • ปมที่แท้จริงของเรื่องคืออะไร ทำไมตัวเอกถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
  • จะจบเรื่องยังไง ตัวเอกจะรอดไหม รอดแล้วทำอะไรต่อหรือเปล่า
  • ตัวร้ายเป็นไงต่อ โดนกำจัดไปเลยหรือแค่หายไป มีแววว่าจะกลับมาอีกไหม
     

ลงมือเขียน

        นิยายจะเป็นเรื่องได้อย่างไรถ้าเราไม่เขียน ซึ่งขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด บางทีเราวางพล็อตมาดีมาก เนื้อเรื่องน่าสนใจ แต่สื่อออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้ก็ตกม้าตายเสียอย่างนั้น
        พอดีพี่น้องไปเจอบทความนึงที่นักเขียนชื่อเดวิด เทย์เลอร์เป็นวิทยากรในวิชา "Contemporary Horror Fiction เรื่องแต่งสยองขวัญร่วมสมัย" ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอเมริกา เขาถามนักเรียนเลยว่าในฐานะคนอ่านนิยายแนวนี้ มีอะไรบ้างที่พวกเขาชอบและไม่ชอบ และแจกกระดาษเปล่าให้นักเรียนเขียนกันเลย และนี่คือคำตอบของนักเรียนเหล่านั้น
  • Suspense ความน่าสงสัยหรือความน่าติดตามเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเขียนแนวนี้เลย คนเขียนต้องทำให้คนอ่านรู้สึกวางไม่ลง ต้องหาคำตอบให้ได้ หรือถ้าเดาคำตอบได้ก็ต้องไม่แน่ใจว่าจะถูกหรือเปล่าจนกว่าคนเขียนจะเฉลยเอง
  • ปริศนาที่ใส่ไว้ในเรื่องซึ่งทำให้เกิด suspense นั้นต้องค่อยๆ เฉลยออกมาทีละนิด แต่อย่าเฉลยจนหมดตั้งแต่ตอนต้นๆ หรือไม่เฉลยเลยจนคนอ่านรู้สึกเหมือนโดนทิ้งให้หลงทางอยู่ในป่าคนเดียว
  • เล่าเรื่องให้มีรายละเอียดมากพอที่คนอ่านจะจินตนาการตามได้ แต่อย่าบรรยายทุกเม็ดจนไม่มีที่เหลือให้คนอ่านได้คิดเอง
  • การดำเนินเรื่องแนวนี้ต้องรวดเร็ว ต่อเนื่อง อย่าเสียเวลากับรายละเอียดที่ไม่จำเป็น
  • ฉากโหดไม่จำเป็น หลายครั้งที่นักเขียนนิยายแนวนี้จะใส่ฉากโหดๆ เลือดสาดมาเพื่อความสะใจคนอ่าน แต่นักเรียนเหล่านี้ลงความเห็นว่าฉากโหดโรคจิตที่ไม่มีเหตุผล ใส่ตามอารมณ์คนเขียนนั้นจะทำให้เรื่องไม่น่าอ่านขึ้นมาทันที
  • Show don't tell. เคล็ดลับพื้นฐานของการเขียนนิยายทุกแนว อย่าบอกคนอ่านว่า "ตอนนี้น่ากลัวนะ กลัวสิ" แต่ใช้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง บรรยากาศรอบๆ มาทำให้คนอ่านรู้สึกว่านี่น่ากลัวนะ
     

จบเรื่อง

        แหม หลายๆ คนคงอยากจะขอนั่งไทม์แมชชีนข้ามมาขั้นตอนนี้เลยได้ไหม แต่เดี๋ยวก่อน ฉากจบสั้นๆ นี่ก็ยากไม่แพ้การเขียนเรื่องยาวทั้งเรื่องเลย
        จะจบเรื่องอย่างไรให้คนอ่านไม่รู้สึกว่า "อะไร? แค่นี้เองเหรอ?"
        ประการแรก เราต้องอย่าทำให้มันชัดเจนเกินไป พี่น้องเชื่อว่าหลายคนเคยดู ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ฉากสุดท้ายที่นางเอกไปเยี่ยมพระเอกแล้วปิดประตูเดินออกมา ตอนแรกเราเห็นว่าในห้องมีพระเอกนั่งคนเดียว แต่พอประตูเหวี่ยงปิดปุ๊บ คนดูเห็นเลยว่าผียังขี่คอพระเอกอยู่ เป็นการบอกอ้อมๆ ให้คนดูรู้ว่าวิญญาณจะตามหลอกหลอนพระเอกต่อไปนะจ๊ะ
        ประการที่สอง ถ้าเรารู้ว่าพล็อตที่เราสร้างมามันซ้ำกับคนอื่น เดินเรื่องไปทางเดียวกัน เช่น กลุ่มวัยรุ่นไปเที่ยวบ้านพักตากอากาศ เจอฆาตกรโรคจิต โดนไล่ฆ่าทีละคน ฯลฯ งั้นเราก็ต้องทำตอนจบให้ไม่เหมือนเขา ด้วยการ "หักมุม" อะไรที่คนดูคาดหวังว่าจะต้องเจอ เราจะทำให้เขาเจออะไรที่เด็ดกว่า
        หักมุมนี่ถือเป็นอาวุธประจำตัวของนิยายแนวนี้เลยทีเดียว ใครเขียนนิยายแนวนี้แล้วยังไม่เคยลองหักมุมนี่แปลว่ายังมาไม่ถึงยอดพีระมิดนะคะ แต่การหักมุมก็ต้องระวังเหมือนกัน เพราะบางทีคนอ่านเขาก็รู้อยู่แล้วว่าแนวนี้มันต้องจบแบบหักมุมแน่ๆ เราต้อง "หัก" ไปในทางที่คนดูคาดไม่ถึงจริงๆ ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นการ "แหกโค้ง" แล้วนิยายเรื่องนั้นก็จะแป้กไป
 
        ได้วิธีการเขียนไปแล้วทีนี้หยิบคีย์บอร์ดขึ้นมาแล้วฝึกเขียนกันดีกว่า พี่น้องมีโจทย์อยู่ว่า "ให้เขียนนิทานที่จะใช้เล่าให้เด็กฟังในงานเลี้ยงฮาโลวีนนี้"
        โดยนิทานนั้นจะดัดแปลงจากนิทานดั้งเดิมหรือจะคิดใหม่เลยก็ได้ ความยาวไม่เกิน 30 บรรทัด A4 (รอบนี้ขอให้ทุกคนจัดย่อหน้ามาให้เรียบร้อยนะคะ)
        กิจกรรมนี้พี่น้องเป็นคนเลือกเองว่าใครจะได้รางวัล โดยพิจารณาจาก
  • ความสนุก น่าสนใจ ไอเดียเจ๋ง
  • ความเหมาะสม เนื่องจากผู้ฟังเป็นเด็ก เราเล่าเรื่องหลอนๆ น่ากลัวๆ ได้ แต่ต้องไม่รุนแรงเกินไปหรือเข้าใจยากเกินไป
        ของรางวัลคือ
        รางวัลที่ 1 Box Set Meph's Tale (เอาไปแต่กล่อง...ไม่ใช่! 4 เล่ม พร้อมกล่องเลย) เป็นซีรี่ส์ที่เอานิทานมาเล่าใหม่ใส่ความเป็นแฟนตาซีเข้าไป

        รางวัลที่ 2 The Eyes Diary คนเห็นผี ฉบับนิยาย เขียนโดยคุณ MiYU
        รางวัลที่ 3 The Eyes Diary คนเห็นผี ฉบับการ์ตูน

 
หมดเขตส่งผลงาน 5 พฤศจิกายน (เที่ยงคืน)
ประกาศผล 6 พฤศจิกายน

สงวนกิจกรรมสำหรับคนที่มี MyiD ของเด็กดีเท่านั้น
ใครยังไม่มี สมัครได้ที่นี่เลย

ประกาศผู้ที่ได้รับรางวัล


สาวน้อยไม้ขีดไฟกับฟักทองวิเศษ
น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ดีที่สุด ทั้งการเล่าเรื่อง ไอเดีย และความเหมาะสม
ไอเดียดี เพราะเอานิทานหนูน้อยขายไม้ขีดไฟมาผสมกับฟักทองที่เป็นสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน
ลักษณะการเล่าเรื่องอาจจะเป็นนิยายมากกว่านิทาน เหมาะเล่าให้เด็กโต มัธยมขึ้นไปฟังมากกว่า
สิ่งที่ชอบที่สุดคือข้อคิดที่คนฟังหรือคนอ่านเรื่องนี้จะได้รับ
ถ้าปรับลักษณะการเล่าให้เป็นนิทานมากกว่านี้เอาไปพิมพ์นิทานขายได้เลย



เด็กสาวกับนิทาน
เรื่องนี้ไอเดียดี อ่านแล้วสนุก จบแบบผิดคาด
แต่อาจจะโดนตัดคะแนนเพราะดูไม่เหมาะเป็นนิทานสำหรับเล่าให้เด็กฟังนิดนึง
คิดว่าน่าจะเป็นเพราะแต่งสด ภาษาเลยยังไม่สละสลวย ยังมีจุดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติอยู่



Trick or Treat?
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใช้ภาษาได้นิท๊านนนนิทานที่สุดแล้ว
แต่เรื่องไอเดีย หรือความสนุก น่าติดตาม อาจจะสู้สองเรื่องบนไม่ได้
(เห็นว่าอยากได้รางวัลที่ 2 ไปติดต่อขอแลกกันเอาเองนะ)

 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก
http://www.writing-world.com/sf/taylor2.shtml
http://www.writing-world.com/sf/taylor3.shtml
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

Mrs.Black Rose Member 31 ต.ค. 57 17:33 น. 3

Trick or Treat ?

กาลครั้งหนึ่งเมื่อโลกเริ่มต้น โลกใบน้อยที่มีเพียงฟักทองลูกเล็กยิ้มเก่งเพียงลูกเดียว

ฟักทองลูกน้อยที่ขี้เหงาค่อยๆกระโดดดึ๋งไปเรื่อยๆพลางฮึมเพลงอย่างมีความสุข เสียงเพลงปลุกเพื่อนพ้องผู้ไร้ชีวิตจากใต้ดินให้มีลมหายใจขึ้นมา เจ้าชายโครงกระดูก เจ้าหญิงแวมไพร์ นายทหารซอมบี้ เพื่อนสาวไร้ขา ผีน้อยสีสันต่างๆนานา เจ้าบ่าวแฟรงเก้นสไตล์ เจ้าสาวแม่มด หรือแม้แต่ฟักทองยิ้มแฉ่งเหมือนอย่างเขา

ฟักทองน้อยร้องและเต้นไปรอบๆเปลวไฟสีน้ำเงินในราตรีที่สวยงามและมีแต่เสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง งานเลี้ยงงานเล็กที่ฟักทองน้อยให้สัญญาว่าเราจะจัดมันขึ้นทุกคืนเพื่อมาสนุกกันทำให้ทุกคนดีใจมาก ฟักทองน้อยให้ลมหายใจด้วยเสียงเพลง ฟักทองน้อยมอบความเป็นเพื่อนให้พวกเขา

งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นทุกค่ำคืนอย่างที่ฟักทองน้อยสัญญาไว้ ชื่อของเขาคือ แจ็ค โอเลนเทิร์น ใครๆต่างเรียกเขาว่าฟักทองแจ็ค ฟักทองแจ็ครู้สึกว่าชื่อของเขามันน่ารักที่สุดในโลกเลยล่ะ เพื่อนเรียกเขาด้วยความรักและเอ็นดู ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว

ฟักทองแจ็คกระโดดดึ๋งไปเรื่อยเพื่อรอให้กลางวันหมดลง กลางคืนคือเวลาที่เขาจะได้พบกับเพื่อนๆ หากวันนี้ มันกลับแตกต่างออกไป

ฟักทองแจ็กค่อนข้างมั่นใจว่าเสียงเพลงของเขาไม่ได้ปลุกลมหายใจตัวประหลาดตรงหน้านี่ขึ้นมา ตัวประหลาดนี่นั่งนิ่งอยู่ข้างสวนฟักทองบ้านของเขา ตัวประหลาดที่ฟักทองแจ็คไม่รู้จัก ฟักทองแจ็คค่อยๆขยับไปทีละน้อย ยู่ปากลงด้วยความสงสัย เจ้านั่นมันตัวอะไรกันน่ะ ? เขาไม่เคยเห็น

พร้อมกับที่นึกขึ้นได้ว่างานเลี้ยงเมื่อคืน พวกเจ้าชายโครงกระดูกพูดอะไรเกี่ยวกับคำประหลาดๆอย่างคำว่า มนุษย์ งั้นฟักทองแจ็คจะเรียกตัวประหลาดนั่นว่ามนุษย์

ฟักทองแจ็คที่หลบอยู่เผลอยิ้มบางหัวเราะเบาๆออกมาอย่างไม่รู้ตัว พอหันไปมองอีกที มนุษย์ตัวโตนั่นก็ยืนมองฟักทองแจ็คอยู่ในระยะเพียงสองเมตรซะแล้ว

ฟักทองแจ็คมองอย่างระแวงปนตกใจ นี่ตัวประหลาดชัดๆ เขาสวมชุดคลุมสีขาว ในมือถือหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่ง แต่รอยยิ้มของเขาอ่อนโยน

อา ... ฟักทองแจ็คหลงรักรอยยิ้มน่ารักแบบนี้แล้วล่ะ

ฟักทองแจ็คอยากยิ้มได้แบบนี้บ้าง อยากยิ้มให้เพื่อน อยากยิ้มให้ทุกๆคน

มนุษย์ทักทายฟักทองแจ็ค มนุษย์บอกว่าคนในมิติของมนุษย์เรียกเขาว่าบาทหลวง ฟักทองแจ็คงุนงงแต่ก็พยายามทำความเข้าใจ ไม่ช้า เรื่องราวจากโลกทั้งสองที่เป็นดั่งโลกคู่ขนานก็ถูกแลกเปลี่ยน

บาทหลวงใจดีสัญญาจะมาหาฟักทองแจ็คอีกครั้ง วันนี้เขาสามารถมาได้ ครั้งเดียวในรอบปี วันนี้เป็นวันที่โลกคู่ขนานถูกยกเว้น เส้นเวลาถูกเบนมาทับกัน ฟักทองแจ็คพบมนุษย์ได้ บาทหลวงใจดีพบฟักทองแจ็คได้

เพราะวันนี้เป็นวันฮาโลวีน !! J

.

.

.

.

แอบกลัวว่าจะสั้นแล้วก็โลกสวยไปหรือเปล่า แต่เล่าแล้วเด็กหลับนะคะ (หลับด้วยความเบื่อและรำคาญ ทดลองแล้วโดยน้องสาวเราเอง 55555555)

น่าจะจัดบรรทัดได้แล้วมั้งคะ ไม่ชัวร์เลย วางสวยๆทีไร โพสปุ๊บ เละ กรี๊ดดดดดด =[]=

หวังรางวัลที่สองนะคะ เห็นด้วยกับเม้น 2 ราคาแพงจริงๆค่ะเล่มนี้ แต่อยากได้มาก อยากดูหนังก็ไม่กล้าดู

ถ้าเป็นไปได้อยากได้รางวัลที่สองนะคะ รางวัลแรกไปแอบอ่านของเพื่อนมาแล้ว (อ่าว ? 5555)

*อีดิทบรรทัดสุดท้ายกับคำผิดค่ะ*

1
กำลังโหลด
fairy fable Member 1 พ.ย. 57 15:30 น. 12

สาวน้อยไม้ขีดไฟกับฟักทองวิเศษ

   ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บของวันฮาโลวีน เด็กสาวในชุดผ้าคลุมสีหม่นได้เดินไปตามทางถนนแถวชานเมืองเพื่อขายไม้ขีดไฟ เธอตะโกนจนไม่มีเสียงออก แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีคนซื้อไม้ขีดไฟของเธอ.. เด็กสาวหมดกำลังใจ เธอไม่สามารถกลับบ้านได้หากขายไม่หมด ค่ำคืนยังคงเหน็บหนาวขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวเดินไปนั่งที่หน้ากระท่อมที่ห่างออกไปจากตึกแถวเพื่อหวังจะให้หลังคาที่ยื่นออกมาจากตัวกระท่อมนั้นช่วยบังหิมะให้เธอ

   "ทำไมมันมืดอย่างนี้เนี่ย??" เสียงดังออกมาจากในกระท่อม เด็กสาวรู้สึกมีความหวัง เธอใช้แรงอันน้อยนิดเดินไปที่หน้าประตูก่อนจะเอ่ยขึ้น

   "ไม้ขีดไฟค่ะไฟขีดไฟ...สามอันบาทค่ะ" เด็กสาวพูดขึ้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง เธอภาวนาให้คนที่อยู่ด้านในตอบกลับมา

   "อ่า...แม่หนูน้อยข้าขอซื้อไม้ขีดไฟหน่อยสิ" เสียงตอบกลับดังขึ้น เด็กสาวรู้สึกมีแรงเพิ่มขึ้น เธอยิ้มจนแก้มปริ "แต่ข้ามองไม่เห็น แม่หนูช่วยมาจุดไฟให้ข้าหน่อยได้ไหม?" ด้วยความที่ดีใจอยู่เธอจึงรีบตอบตกลง เด็กสาวเดินเข้าไปในกระท่อมที่มืดมิด เธอจุดไม้ขีดไฟขึ้นก่อนจะมองไปรอบๆ

   "จุดใส่ฟักทองตรงโต๊ะเลยแม่หนู" เสียงดังขึ้นอีกครั้ง เธอมองไปรอบๆก่อนจะเจอฟักทองที่ถูกแกะสลักไว้เป็นรูปแสยะยิ้ม เด็กสาวไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเดินไปจุดตามที่เสียงดังกล่าวบอก

   "ขอบใจมากแม่หนู...” เด็กสาวถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าที่ซีดแล้วซีดหนักกว่าเดิมเมื่อเจอเจ้าของเสียงที่เธอกำลังคุยด้วย ...มันคือฟักทองที่อยู่ตรงหน้าเธอ

   "เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องจ่ายค่าไม้ขีดไฟ" ฟักทองพูดขึ้น "แต่ข้าไม่มีเงิน เจ้าปรารถนาสิ่งใดล่ะบอกมาสามอย่าง?"

   เด็กสาวพยายามตั้งสติพลางคิด หากฟักทองพูดได้.. แสดงว่าสิ่งที่เธออยากได้เขาก็ต้องหามาให้ได้

   "อย่างแรกข้าอยากให้ไม่มีวันเจ็บวันป่วย" เด็กสาวพูดขึ้น ด้วยความที่เธอต้องขายไม้ขีดไม้และคอยทำงานที่พ่อเลี้ยงสั่งอยู่จนไม่ได้นอน ทำให้ร่างกายอันเปราะบางนี้ไม่สามารถทนได้ส่งผลให้เธอป่วยเป็นโรคมากมาย

   "อย่างที่สอง... ข้าอยากให้ท้องอิ่มอยู่ตลอดเวลา" เพราะมันจะทำให้เธอไม่ต้องคอยขายไม้ขีดไฟเพื่อขอแลกข้าวจากพ่อเลี้ยงใจร้ายอีกต่อไป

   "อย่างสุดท้าย... ข้าอยากเป็นอิสระ" เธอไม่อยากขายไม้ขีดไฟอีกแล้ว เธอไม่อยากเป็นทาสรับใช้ของพ่อเลี้ยงของเธออีกต่อไป

   "จุดไม้ขีดไฟสิ" ฟักทองบอก เด็กสาวไม่เข้าใจแต่ก็ยอมทำตามที่เขาบอก

   "อย่างแรกไม่มีวันเจ็บป่วย" ฟักทองพูดซ้ำคำของเด็กสาวที่ตอนนี้กำลังรู้สึกว่าตัวอุ่นขึ้น เธอยิ้มอย่างดีใจ

   "อย่างที่สองอยากให้ท้องอิ่มอยู่ตลอดเวลา" ท้องที่ปวดเพราะโรคกระเพาะเริ่มหาย เธอรู้สึกว่ามันโล่งเหลือเกิน

   "อย่างสุดท้ายเป็นอิสระ" เด็กสาวลุกขึ้นยืนเธอไม่รู้สึกหนาวไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่รู้สึกหิว เธอหันไปขอบใจฟักทองที่กำลังแสยะยิ้มให้เธอ

   เด็กสาวเดินออกจากกระท่อมด้วยอารมณ์เบิกบาน โดยไม่สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง อะไรที่ว่าคือ..ร่างของเธอ!

   ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่มีวันเจ็บปวด อดอาหารได้และไม่มีพันธะติดตัว นอกเสียจากจะเป็นมนุษย์เพียงในอดีต..

..................................................................................................

ข้อคิด เอ่อ..คิดไม่ออกอ่ะค่ะ ฮ่าๆ เอาเป็นว่ามันว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องมีวันเจ็บป่วย ต้องกินเพื่อดำรงชีวิต และทุกคนย่อมมีปัญหาหรือห่วงติดตัว อย่าไปท้อแท้ค่ะและคิดโทษโชคชะตาว่าทำไมชีวิตเราเป็นแบบนี้ ปัญหาของเรามันหนักเกินไปรึเปล่า? เพราะไม่มีใครหนีสิ่งเหล่านี้พ้นหรอกค่ะ ยกเว้นคนที่ตายแล้ว(มั้งค่ะ?)

เพิ่งแต่งแนวนี้ครั้งแรก ไม่รู้ว่ามันแปลกๆไปรึเปล่า.. เด็กที่อ่านให้ฟังจะงงไหมก็ไม่รู้ TT แต่คิดว่าถ้าอ่านจริงก็อาจจะมีเด็กถามนะคะว่าสาวน้อยไม้ขีดไฟไปไหน?? ซึ่งคนแต่งก็ไม่รู้ - - ในกระดาษเอสี่จัดได้ 30 บรรทัดพอดี แต่ไม่รู้ว่าในนี้จะพอรึเปล่า?

8
กำลังโหลด
วิฬารสีหมอก Member 31 ต.ค. 57 18:44 น. 5

ปีศาจหิวเงิน

              กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มสองคนอาศัยอยู่ด้วยกันในกระท่อมกลางหุบเขา คนหนึ่งตัวสูงส่วนอีกคนตัวเตี้ย พวกเขาเป็นเพื่อนรักกันแต่ดูเหมือนว่านิสัยของพวกเขาจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง

              ชายตัวสูงเป็นเศรษฐีหัวสูง ชอบใช้ข้าวของแพง ๆ และรังเกียจคนยากจน ในขณะที่ชายตัวเตี้ยเป็นคนติดดิน กินอยู่อย่างสมถะ ไม่หรูหราโอ่อ่าและปฏิเสธสมบัติมหาศาลที่ตระกูลหวังจะให้เขาได้ครอบครอง และนั่นคือเหตุผลที่ปีศาจในร่างมนุษย์อยากจะเป็นเพื่อนสนิทกับเขา

              วันหนึ่งหลังจากที่แยกออกมาอยู่ในป่าได้ไม่กี่วัน ชายตัวสูงก็ทำทีประจบแล้วพูดกับชายตัวเตี้ยว่า “นี่ท่าน เราก็เป็นเพื่อนกันมาหลายวันแล้วนะ ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ท่านคิดว่าข้าสมควรได้รับความไว้วางใจแล้วหรือยัง ?”

              ชายตัวเตี้ยยิ้มก่อนจะถามกลับว่า “เราต้องใช้เวลาสักเท่าไรกันถึงจะรู้ว่าท่านสมควรได้รับความไว้วางใจจากเรา ?” พูดจบชายตัวสูงก็เงียบไป

              สามวันหลังจากที่ชายตัวสูงถามคำถามแรกไป เขาก็ถามชายตัวเตี้ยด้วยคำถามเดิมอีกครั้งโดยครั้งนี้เขาได้นำเนื้อหมูป่าชั้นดีกลับมาด้วย “สหาย ท่านคิดว่าข้าสมควรได้รับความไว้วางใจแล้วหรือยัง ?”

              ชายตัวเตี้ยถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะตอบเขาด้วยคำถามอีกครั้ง “เราต้องใช้เนื้อสัตว์สักเท่าไรกันถึงจะรู้ว่าท่านสมควรได้รับความไว้วางใจจากเรา ?”

              กล่าวจบ ชายร่างสูงก็ตัดเนื้อแบ่งเป็นสองชิ้นเท่า ๆ กันแล้วนำมันไปปรุงให้สุกด้วยซอสสูตรพิเศษแล้วถามเพื่อนของเขา “เพื่อนรัก ข้าได้ปรุงเนื้อสูตรพิเศษมาให้ท่าน ขอให้ท่านวางใจและกินเนื้อนี้อย่างอร่อยด้วย” แต่เขากลับไม่กินเนื้อที่ชายร่างสูงปรุงไว้แม้แต่คำเดียว

              หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ชายร่างสูงได้กลับมาที่กระท่อมพร้อมกับเงินถุงใหญ่ เขาเทมันลงในอ่างแล้วถามเพื่อนว่า “มิตรข้า วันนี้ข้าได้เงินมากมายจากการนำของป่าไปขาย และข้าจะแบ่งให้ท่านสามในสี่ส่วน ท่านคิดว่าข้าสมควรได้รับความไว้วางใจแล้วหรือยัง ?”

              ชายตัวเตี้ยกอดอกแล้วส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะพูดกับเพื่อนรักด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก “ท่านเห็นเงินทองเหล่านี้หรือไม่ ? เราไม่รู้ว่าท่านได้มาอย่างไร แต่เมื่อความไว้วางใจไม่ใช่สินค้า เราก็ไม่อาจจะให้ความไว้วางใจแก่ท่านได้”

              ได้ยินดังนั้น ชายตัวสูงจึงชี้หน้าเพื่อนรักแล้วตะคอกใส่เขา “ท่านเป็นเศรษฐีจะไปรู้ค่าของเงินได้อย่างไร !? ข้าอยากได้มันมากแค่ไหนเพื่อใช้ชีวิตสุขสบาย แต่ท่านกลับพูดกับข้าเช่นนี้หรือ !?”

              ชายตัวเตี้ยรับฟังทุกคำพูดจากปากของเพื่อนแต่เขากลับไม่โกรธอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มให้ชายตัวสูงก่อนจะหยิบถุงใส่เหรียญทองขึ้นมาแล้วถามว่า “ทำไมท่านถึงให้ถุงใบนี้เก็บเหรียญทองอันมีค่าเอาไว้ล่ะ ?” เขาไม่ตอบ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ชายตัวเตี้ยเปิดถุงออกมาแล้วยื่นให้อีกฝ่ายได้ดูแล้วพูดว่า

              “เพราะมันไม่มีอะไรด้านในจึงได้รับความไว้วางใจจากท่านยังไงล่ะ เหมือนกับคนเราที่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกว่าเราน่าไว้ใจ และเมื่อใดที่ท่านเลิกสงสัยในตัวเรา เราก็จะหยุดระแวงในตัวท่านเหมือนกัน”

              สิ้นสุดประโยคนั้น ชายตัวสูงก็ร้องไห้โฮออกมาที่หวังทำร้ายเพื่อนทางอ้อม แต่ชายตัวเตี้ยกลับปลอบโยนเขาแล้วกระซิบข้างหูสหายรักว่า “ออกไปแล้วสินะ ปีศาจกระหายเงินในตัวท่านน่ะ...”

.

.

.

__________________________________________________

.

.

.

ปล. มันน่ากลัวตรงไหนหว่า????? แต่เอาเถอะ...ไม่อยากให้เด็กกลัว (ฮา) อยากร่วมกิจกรรมครับ แม้จะเขียนเรื่องพวกนี้ไม่เก่งก็เถอะ แต่ก็อยากให้มันออกมาเป็นนิทานที่เด็กฟังได้ ผู้ใหญ่ฟังดีครับ

0
กำลังโหลด
Mr.mon 2 พ.ย. 57 09:53 น. 17
เด็กๆมานี่เร็ว พี่ม่อนมีเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง นิทานเรื่องนี้มีชื่อว่า              เรื่อง บุรุษลึกลับที่ปลายเตียง             กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับลูกชายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวที่อยู่แถวชานเมือง ตัวลูกนั้นอายุเพียงแค่ห้าขวบ ส่วนแม่นั้นอายุราวๆสี่สิบกว่าปี เขาทั้งสองคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มานานแรมปีแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น             มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนลูกของเธอก็นอนวาดรูปเล่นอยู่ที่ข้างกายของผู้เป็นแม่ ในขณะที่ลูกชายกำลังวาดรูปอยู่นั้นเขาก็เอ่ยปากถามผู้เป็นแม่ว่า             " แม่ฮะ...เมื่อคืนมีผู้ชายตัวสูงๆดำๆยืนอยู่ที่ปลายเตียงของผมด้วย เขาเป็นใครหรอฮะแม่ ?  " ผู้เป็นลูกพูดไปพลางวาดรูปไปด้วยอย่างเพลิดเพลิน เมื่อแม่ได้ยินดังนั้นหล่อนจึงนั่งอึ่งกับคำพูดของลูกชายตัวเอง ด้วยความเป็นห่วงหล่อนจึงพูดไปว่า             " ขะ..เขาคือผีน้อยแคสเปอร์ไงลูก ลูกเป็นเด็กดีแคสเปอร์เลยมาหา ไงจ๊ะ" ผู้เป็นแม่พูดเพื่อไม่ให้ลูกของหล่อนตกใจกลัว จริงๆแล้วหล่อนรู้ว่ามันคืออะไรแต่ ลูกของหล่อนยังเล็กมากยังไม่รู้ปะสีปะสาอะไรมากนัก ไม่ควรลับรู้อะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจ             เช้าวันต่อมาแม่ลูกคู่เดิมก็ยังคงทำกิจวัตรประจำวันเช่นเดิม ผู้เป็นแม่นั่งเย็บผ้า ส่วนลูกนั้นก็ยังคงวาดรูปเล่นอยู่ที่พื้น และเช่นเดิมลูกของหล่อนเอ่ยปากบอกบางอย่างให้ผู้เป็นแม่ฟัง            " แม่ก็เป็นเด็กดีหรอฮะ ดีจังเลยนะครับแม่ " คำพูดของลูกชายทำเอาผู้เป็นแม่คิ้วขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความสงสัยปนกับความมึนงง หล่อนจึงถามกลับไปว่า            " ทำไมลูกถึงพูดอย่างนั้น จ๊ะ? " ผู้เป็นแม่ถามด้วยความสงสัย             " ก็เมื่อคืน ผมเห็นแคสเปอร์นอนอยู่ที่ใต้เตียงของแม่ด้วย  " เมื่อพูดจบ ลูกของเขาก็หยิบภาพวาดที่เขาเพิ่งวาดเสร็จให้ผู้เป็นแม่ดู ภาพที่ปรากฎคือ ปีศาจร่างสูงใส่ชุดสีดำ ดวงตาสีขาวโพลนถูกละเลงด้วยสีเทียนจนดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ภาพที่อยู่ในภาพวาดของลูกชายหล่อนมันคือปีศาจ!                          และสักพักลูกชายของหล่อนก็ลุกขึ้นจากพื้นพลางใช้นิ้วชี้ ชี้ไปที่เบื่องหลังของผู้เป็นแม่ และเขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า            "แม่ฮะ ทำไมแคสเปอร์ต้องตามหลังแม่ตลอดด้วยฮะ ? " เมื่อลูกของหล่อนพูดจบ เด็กชายวัยห้าขวบก็ชี้ไปที่ข้างหลังแม่ของตนเอง ซึ่งบัดนี้มีร่างสูงใหญ่ดำทมินยืนอยู่เบื่องหลังผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโตสีขาวโพลนจ้องมายังร่างของหล่อน และมันก็ใกล้มาก จนเรียกได้ว่าหายใจรดต้นคอ !                                                   "กรี๊ด...!!!" ปล. นิทานเรื่องนี้ไม่มีข้อคิดครับ 555 ปล. Id ผมคือ Mr.mon นะครับ ความคิดเห็นที่สิบหก มันมีปัญหาในการโพสนิดหน่อยฮะ
1
กำลังโหลด
ชวนป๋วย Member 31 ต.ค. 57 20:56 น. 8

เด็กเลี้ยงแกะ!

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ณ หมู่บ้านโอวิสที่ตั้งอยู่ชายป่าอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ชาวบ้านของที่นี่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดมา เช้า...ทำไร่ เย็น...กลับมากินข้าวที่บ้านก่อนที่จะอาบน้ำเข้านอน เป็นอย่างนี้ทุกวัน หากทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นอาจไม่ใช่ความสุขของ “จอห์น” เพราะวันหนึ่งๆ เขามีหน้าที่ที่ต้องพาฝูงแกะออกไปกินหญ้าเท่านั้น มันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือชวนให้ผจญภัยเลยสักนิด

                หากวันนี้...ขณะที่จอห์นกำลังมองดูฝูงแกะเล็มหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย สายตาของเขาที่เผลอมองไปยังชายป่าของอีกฝั่งก็พอเห็นเงาอะไรบางอย่างเคลื่อนไหว...ใช่! นั่นมันหมาป่านี่!      

                จอห์นตาลุกวาว ตอนนี้เขามีความคิดดีๆ แล้วล่ะ เด็กชายหัวเราะอย่างนึกสนุกก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านก่อนแกล้งทำเป็นตะโกนโหวกเหวกโวยวายด้วยความตระหนก “ช่วยด้วยจ้าช่วยด้วย! รีบไปไล่พวกหมาป่ากันเร็ว ตอนนี้มันกำลังกินแกะของพวกเราอยู่ที่เนินเขา ทุกคนต้องรีบไปช่วยกันนะ!” ทุกคนเชื่อ จึงรีบกลับเข้าไปหยิบอาวุธในบ้านแล้ววิ่งตามจอห์นไป กระทั่งมาถึงบริเวณที่มีแกะกำลังเล็มหญ้าอย่างเพลิดเพลินอยู่ พวกชาวบ้านต่างก็มองหน้ากันเพราะไม่เห็นหมาป่าสักตัว พอจอห์นเห็นทุกคนพากันทำหน้าไม่เข้าใจก็หัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วบอกว่า “ฮ่าๆๆๆ พวกท่านนี่หลอกง่ายจริงๆ เลยนะ ที่นี่น่ะไม่มีหมาป่าหรอก ข้าแค่ล้อเล่นน่ะ ฮ่าๆๆๆ” ครั้นพวกชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็โกรธ พากันกลับหมู่บ้านไปท่ามกลางเสียงหัวเราะของจอห์น และนั่น...จอห์นก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเขาแกล้งพวกชาวบ้านให้เชื่อมาได้หลายครั้งแล้ว จนกระทั่ง...

            เช้านี้เป็นอีกวันหนึ่งที่จอห์นพาฝูงแกะออกมากินหญ้าที่เนินเขา หากวันนี้เขาไม่อยากแกล้งชาวบ้านเพราะง่วงเกินกว่าจะนึกสนุกใดๆ ระหว่างที่รอนั้นเขาจึงได้แอบงีบหลับใต้ต้นไม้และหลับไปนาน กระทั่งต้องมาสะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะเสียงร้องของพวกแกะนับร้อยตัว! และนั่น...ฝูงหมาป่าพวกนั้นกำลังไล่กินแกะของเขาจนเกือบหมด!!!

            จอห์นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาพยายามรวบรวมสติเพื่อวิ่งกลับไปบอกพวกชาวบ้าน หากพวกชาวบ้านก็พากันไม่เชื่อเพราะจอห์นโกหกมาหลายครั้งแล้ว กระทั่งเมื่อทุกคนได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมเหมือนฝูงสัตว์จำนวนมากกำลังวิ่งมาทางนี้ ก็หันไปดูที่ปากทางเข้าของหมู่บ้าน และนั่น...ภาพของฝูงหมาป่าจำนวนนับสิบตัวก็ทำให้พวกชาวบ้านตกใจรีบวิ่งหนีเตลิด จอห์นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบปีนต้นไม้หนีขึ้นไปอยู่ด้านบนด้วยความกลัวสุดขีด!

            น้ำตาของเด็กชายไหลพรากเมื่อต้องทนดูคนในหมู่บ้านถูกพวกหมาป่าขย้ำกัดกิน เป็นเวลานาน...กว่าที่หมาป่าพวกนั้นจะพากันออกไปจากหมู่บ้าน จอห์นชะโงกหน้าดูให้แน่ใจก่อนจะตัดสินใจไต่ลงมาจากต้นไม้

                ณ ตอนนี้หมู่บ้านของเขาเงียบสงัด กลิ่นเลือดคลุ้ง ไม่มีภาพคนเดินพลุกพล่านให้เห็น ไม่มีเสียงหัวเราะของใครอีกแล้ว มันมีแต่ซากคนตาย มีแต่ศพของชาวบ้านที่นอนตายเกลื่อนกลาด จอห์นพยายามฝืนเดินกลับไปที่บ้าน เผื่อว่าจะเจอใครสักคนที่รอดก็ยังดี ทว่าไม่มี...จอห์นร้องไห้ด้วยความเสียใจเมื่อเขาพบศพน้องสาวที่นอนตายอยู่ใกล้ๆ กับศพแม่ มาถึงตอนนี้เด็กชายจอห์นรู้แล้วว่าตนทำอะไรลงไป มันเป็นเพราะเขาคนเดียวที่ทำให้ทุกคนต้องตาย หากเขาไม่โกหกชาวบ้านไปอย่างนั้น ป่านนี้ทุกคนก็ไม่ต้องตายเพราะเขา! ทว่าจอห์นได้แต่คิด เพราะเขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว  

จบ 

[โหดไปเปล่าหว่า = =;;]

หวาา

1
กำลังโหลด

37 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
Chanyanuch Member 31 ต.ค. 57 17:24 น. 2

The  Eyes  Diary  คนเห็นผี  

ไปที่ร้าน  SE-ED  เจอแต่ฉบับการ์ตูน

 แต่เดี๋ยวเกินงบเลยเอาไปซื้อที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองแทน

0
กำลังโหลด
Mrs.Black Rose Member 31 ต.ค. 57 17:33 น. 3

Trick or Treat ?

กาลครั้งหนึ่งเมื่อโลกเริ่มต้น โลกใบน้อยที่มีเพียงฟักทองลูกเล็กยิ้มเก่งเพียงลูกเดียว

ฟักทองลูกน้อยที่ขี้เหงาค่อยๆกระโดดดึ๋งไปเรื่อยๆพลางฮึมเพลงอย่างมีความสุข เสียงเพลงปลุกเพื่อนพ้องผู้ไร้ชีวิตจากใต้ดินให้มีลมหายใจขึ้นมา เจ้าชายโครงกระดูก เจ้าหญิงแวมไพร์ นายทหารซอมบี้ เพื่อนสาวไร้ขา ผีน้อยสีสันต่างๆนานา เจ้าบ่าวแฟรงเก้นสไตล์ เจ้าสาวแม่มด หรือแม้แต่ฟักทองยิ้มแฉ่งเหมือนอย่างเขา

ฟักทองน้อยร้องและเต้นไปรอบๆเปลวไฟสีน้ำเงินในราตรีที่สวยงามและมีแต่เสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง งานเลี้ยงงานเล็กที่ฟักทองน้อยให้สัญญาว่าเราจะจัดมันขึ้นทุกคืนเพื่อมาสนุกกันทำให้ทุกคนดีใจมาก ฟักทองน้อยให้ลมหายใจด้วยเสียงเพลง ฟักทองน้อยมอบความเป็นเพื่อนให้พวกเขา

งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นทุกค่ำคืนอย่างที่ฟักทองน้อยสัญญาไว้ ชื่อของเขาคือ แจ็ค โอเลนเทิร์น ใครๆต่างเรียกเขาว่าฟักทองแจ็ค ฟักทองแจ็ครู้สึกว่าชื่อของเขามันน่ารักที่สุดในโลกเลยล่ะ เพื่อนเรียกเขาด้วยความรักและเอ็นดู ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว

ฟักทองแจ็คกระโดดดึ๋งไปเรื่อยเพื่อรอให้กลางวันหมดลง กลางคืนคือเวลาที่เขาจะได้พบกับเพื่อนๆ หากวันนี้ มันกลับแตกต่างออกไป

ฟักทองแจ็กค่อนข้างมั่นใจว่าเสียงเพลงของเขาไม่ได้ปลุกลมหายใจตัวประหลาดตรงหน้านี่ขึ้นมา ตัวประหลาดนี่นั่งนิ่งอยู่ข้างสวนฟักทองบ้านของเขา ตัวประหลาดที่ฟักทองแจ็คไม่รู้จัก ฟักทองแจ็คค่อยๆขยับไปทีละน้อย ยู่ปากลงด้วยความสงสัย เจ้านั่นมันตัวอะไรกันน่ะ ? เขาไม่เคยเห็น

พร้อมกับที่นึกขึ้นได้ว่างานเลี้ยงเมื่อคืน พวกเจ้าชายโครงกระดูกพูดอะไรเกี่ยวกับคำประหลาดๆอย่างคำว่า มนุษย์ งั้นฟักทองแจ็คจะเรียกตัวประหลาดนั่นว่ามนุษย์

ฟักทองแจ็คที่หลบอยู่เผลอยิ้มบางหัวเราะเบาๆออกมาอย่างไม่รู้ตัว พอหันไปมองอีกที มนุษย์ตัวโตนั่นก็ยืนมองฟักทองแจ็คอยู่ในระยะเพียงสองเมตรซะแล้ว

ฟักทองแจ็คมองอย่างระแวงปนตกใจ นี่ตัวประหลาดชัดๆ เขาสวมชุดคลุมสีขาว ในมือถือหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่ง แต่รอยยิ้มของเขาอ่อนโยน

อา ... ฟักทองแจ็คหลงรักรอยยิ้มน่ารักแบบนี้แล้วล่ะ

ฟักทองแจ็คอยากยิ้มได้แบบนี้บ้าง อยากยิ้มให้เพื่อน อยากยิ้มให้ทุกๆคน

มนุษย์ทักทายฟักทองแจ็ค มนุษย์บอกว่าคนในมิติของมนุษย์เรียกเขาว่าบาทหลวง ฟักทองแจ็คงุนงงแต่ก็พยายามทำความเข้าใจ ไม่ช้า เรื่องราวจากโลกทั้งสองที่เป็นดั่งโลกคู่ขนานก็ถูกแลกเปลี่ยน

บาทหลวงใจดีสัญญาจะมาหาฟักทองแจ็คอีกครั้ง วันนี้เขาสามารถมาได้ ครั้งเดียวในรอบปี วันนี้เป็นวันที่โลกคู่ขนานถูกยกเว้น เส้นเวลาถูกเบนมาทับกัน ฟักทองแจ็คพบมนุษย์ได้ บาทหลวงใจดีพบฟักทองแจ็คได้

เพราะวันนี้เป็นวันฮาโลวีน !! J

.

.

.

.

แอบกลัวว่าจะสั้นแล้วก็โลกสวยไปหรือเปล่า แต่เล่าแล้วเด็กหลับนะคะ (หลับด้วยความเบื่อและรำคาญ ทดลองแล้วโดยน้องสาวเราเอง 55555555)

น่าจะจัดบรรทัดได้แล้วมั้งคะ ไม่ชัวร์เลย วางสวยๆทีไร โพสปุ๊บ เละ กรี๊ดดดดดด =[]=

หวังรางวัลที่สองนะคะ เห็นด้วยกับเม้น 2 ราคาแพงจริงๆค่ะเล่มนี้ แต่อยากได้มาก อยากดูหนังก็ไม่กล้าดู

ถ้าเป็นไปได้อยากได้รางวัลที่สองนะคะ รางวัลแรกไปแอบอ่านของเพื่อนมาแล้ว (อ่าว ? 5555)

*อีดิทบรรทัดสุดท้ายกับคำผิดค่ะ*

1
กำลังโหลด
กำลังโหลด
วิฬารสีหมอก Member 31 ต.ค. 57 18:44 น. 5

ปีศาจหิวเงิน

              กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มสองคนอาศัยอยู่ด้วยกันในกระท่อมกลางหุบเขา คนหนึ่งตัวสูงส่วนอีกคนตัวเตี้ย พวกเขาเป็นเพื่อนรักกันแต่ดูเหมือนว่านิสัยของพวกเขาจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง

              ชายตัวสูงเป็นเศรษฐีหัวสูง ชอบใช้ข้าวของแพง ๆ และรังเกียจคนยากจน ในขณะที่ชายตัวเตี้ยเป็นคนติดดิน กินอยู่อย่างสมถะ ไม่หรูหราโอ่อ่าและปฏิเสธสมบัติมหาศาลที่ตระกูลหวังจะให้เขาได้ครอบครอง และนั่นคือเหตุผลที่ปีศาจในร่างมนุษย์อยากจะเป็นเพื่อนสนิทกับเขา

              วันหนึ่งหลังจากที่แยกออกมาอยู่ในป่าได้ไม่กี่วัน ชายตัวสูงก็ทำทีประจบแล้วพูดกับชายตัวเตี้ยว่า “นี่ท่าน เราก็เป็นเพื่อนกันมาหลายวันแล้วนะ ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ท่านคิดว่าข้าสมควรได้รับความไว้วางใจแล้วหรือยัง ?”

              ชายตัวเตี้ยยิ้มก่อนจะถามกลับว่า “เราต้องใช้เวลาสักเท่าไรกันถึงจะรู้ว่าท่านสมควรได้รับความไว้วางใจจากเรา ?” พูดจบชายตัวสูงก็เงียบไป

              สามวันหลังจากที่ชายตัวสูงถามคำถามแรกไป เขาก็ถามชายตัวเตี้ยด้วยคำถามเดิมอีกครั้งโดยครั้งนี้เขาได้นำเนื้อหมูป่าชั้นดีกลับมาด้วย “สหาย ท่านคิดว่าข้าสมควรได้รับความไว้วางใจแล้วหรือยัง ?”

              ชายตัวเตี้ยถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะตอบเขาด้วยคำถามอีกครั้ง “เราต้องใช้เนื้อสัตว์สักเท่าไรกันถึงจะรู้ว่าท่านสมควรได้รับความไว้วางใจจากเรา ?”

              กล่าวจบ ชายร่างสูงก็ตัดเนื้อแบ่งเป็นสองชิ้นเท่า ๆ กันแล้วนำมันไปปรุงให้สุกด้วยซอสสูตรพิเศษแล้วถามเพื่อนของเขา “เพื่อนรัก ข้าได้ปรุงเนื้อสูตรพิเศษมาให้ท่าน ขอให้ท่านวางใจและกินเนื้อนี้อย่างอร่อยด้วย” แต่เขากลับไม่กินเนื้อที่ชายร่างสูงปรุงไว้แม้แต่คำเดียว

              หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง ชายร่างสูงได้กลับมาที่กระท่อมพร้อมกับเงินถุงใหญ่ เขาเทมันลงในอ่างแล้วถามเพื่อนว่า “มิตรข้า วันนี้ข้าได้เงินมากมายจากการนำของป่าไปขาย และข้าจะแบ่งให้ท่านสามในสี่ส่วน ท่านคิดว่าข้าสมควรได้รับความไว้วางใจแล้วหรือยัง ?”

              ชายตัวเตี้ยกอดอกแล้วส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะพูดกับเพื่อนรักด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก “ท่านเห็นเงินทองเหล่านี้หรือไม่ ? เราไม่รู้ว่าท่านได้มาอย่างไร แต่เมื่อความไว้วางใจไม่ใช่สินค้า เราก็ไม่อาจจะให้ความไว้วางใจแก่ท่านได้”

              ได้ยินดังนั้น ชายตัวสูงจึงชี้หน้าเพื่อนรักแล้วตะคอกใส่เขา “ท่านเป็นเศรษฐีจะไปรู้ค่าของเงินได้อย่างไร !? ข้าอยากได้มันมากแค่ไหนเพื่อใช้ชีวิตสุขสบาย แต่ท่านกลับพูดกับข้าเช่นนี้หรือ !?”

              ชายตัวเตี้ยรับฟังทุกคำพูดจากปากของเพื่อนแต่เขากลับไม่โกรธอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มให้ชายตัวสูงก่อนจะหยิบถุงใส่เหรียญทองขึ้นมาแล้วถามว่า “ทำไมท่านถึงให้ถุงใบนี้เก็บเหรียญทองอันมีค่าเอาไว้ล่ะ ?” เขาไม่ตอบ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ชายตัวเตี้ยเปิดถุงออกมาแล้วยื่นให้อีกฝ่ายได้ดูแล้วพูดว่า

              “เพราะมันไม่มีอะไรด้านในจึงได้รับความไว้วางใจจากท่านยังไงล่ะ เหมือนกับคนเราที่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกว่าเราน่าไว้ใจ และเมื่อใดที่ท่านเลิกสงสัยในตัวเรา เราก็จะหยุดระแวงในตัวท่านเหมือนกัน”

              สิ้นสุดประโยคนั้น ชายตัวสูงก็ร้องไห้โฮออกมาที่หวังทำร้ายเพื่อนทางอ้อม แต่ชายตัวเตี้ยกลับปลอบโยนเขาแล้วกระซิบข้างหูสหายรักว่า “ออกไปแล้วสินะ ปีศาจกระหายเงินในตัวท่านน่ะ...”

.

.

.

__________________________________________________

.

.

.

ปล. มันน่ากลัวตรงไหนหว่า????? แต่เอาเถอะ...ไม่อยากให้เด็กกลัว (ฮา) อยากร่วมกิจกรรมครับ แม้จะเขียนเรื่องพวกนี้ไม่เก่งก็เถอะ แต่ก็อยากให้มันออกมาเป็นนิทานที่เด็กฟังได้ ผู้ใหญ่ฟังดีครับ

0
กำลังโหลด
ดอ ชฎา Member 31 ต.ค. 57 20:27 น. 6

หนูเจี๊ยบ

                หนูเจี๊ยบเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่ได้หน้าตาจิ้มลิ้มมาจากคุณแม่ และดวงตากับผิวสวยๆจากคุณพ่อ หนูเจี๊ยบเป็นเหมือนตุ๊กตาน่ารักๆที่ใครๆก็ชอบ ใครๆก็ชื่นชม หนูเจี๊ยบก็มีความสุข คุณพ่อคุณแม่ก็ด้วย...  หนูเจี๊ยบเป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่เสมอ แม้กระทั่งวันนี้ คุณพ่อคุณแม่บอกให้หนูเจี๊ยบเข้านอนแต่หัววัน แล้วพอพ่อแม่ทำงานเสร็จแล้วจะตามขึ้นไปนอนด้วย หนูเจี๊ยบไม่ขัดคำสั่ง รีบวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนแล้วปิดไฟนอนคลุมโปง โดยคิดเล่นๆว่า ถ้าพ่อแม่ขึ้นมาเมื่อไหร่จะแกล้งโผล่มาจากผ้าห่มให้ตกใจเล่นๆ หนูเจี๊ยบตั้งใจรอ...รอ.....รอนานมากเหลือเกิน..... หนูเจี๊ยบนอนรออยู่ในผ้าห่มนานจนแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านผ้าห่มเข้ามาเริ่มมืดลงทำให้หนูเจี๊ยบคิดว่าคงจะเริ่มมืดแล้วแน่ๆ แต่คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ขึ้นมา.... หนูเจี๊ยบเริ่มร้อน อึดอัดด้วย....

                ทนไม่ไหวแล้ว.........หนูเจี๊ยบรีบกระโจนออกจากผ้าห่มทันทีด้วยความรวดเร็วเพราะทนความอึดอัดใต้ผ้าห่มไม่ไหว  เมื่อไม่เห็นใครอยู่ในห้องเลย  หนูเจี๊ยบจึงรีบคว้าตุ๊กตาหมีมากอด ก่อนจะหันไปข้างๆกาย....

                “ฮะ!!!” หนูเจี๊ยบสะดุ้งก่อนจะรีบคลุมโปงลงไปอีกรอบ สิ่งที่เธอเห็นเมื่อกี้คือ ร่าง ของใครบางคนที่ตัวสูงๆนอนอยู่!....ใครละ....  หนูเจี๊ยบแง้มผ้าห่มดูนิดๆ  คนๆนั้นยังนอนอยู่ หนูเจี๊ยบหลับตาปี๋เพราะไม่อยากเห็นว่าอีกฝ่ายเป็น....ผี..... หนูเจี๊ยบจึงตัดสินใจหลับตาเดินไปเปิดไฟห้องดีกว่า จากนั้นเธอจึงเดินลงจากเตียงด้วยใจกล้าๆกลัวๆ ขณะที่ดวงตายังปิดสนิทอยู่ ความคุ้นเตยทำให้เธอสามารถเดินไปหาสวิตส์ไฟได้ถูกทาง แต่ทว่า... เธอกลับเหยียบเข้ากับอะไรบางอย่าง!!

                “กรี๊ด!” หนูเจี๊ยบร้องลั่น เท่าที่เธอรู้สึกได้ เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเท้าของตัวเองเหยียบเข้ากับร่างของคนอีกคนหนึ่งที่ตัวเล็กมากๆ แต่-ส่วนที่เท้าของเธอเหยียบไปเมื่อกี้มันเหมือนกับ-ส่วนของคนจริงๆ แล้วใครจะตัวเล็กเท่านั้นกันละ! หนูเจี๊ยบตัดสินใจหันกลับไปนั่งบนเตียงอีกที คนๆนั้นกลิ้งตกเตียงมาแทบฝ่าเท้าเธอแล้ว คนๆนั้นนอนทับอยู่บนเท้าเธอ ก่อนจะพลิกตัวมาอีกด้านหนึ่ง เป็นใบหน้าสีแดงอันสยดสยองกำลังยิ้มอยู่!

                “กรี๊ดดดดดด!!!!!!!!!!” หนูเจี๊ยบกรีดร้อง เป็นเวลาเดียวกับที่ไฟห้องนอนถูกเปิดขึ้น คนที่เปิดประตูไม่ใช่คุณพ่อหรือคุณแม่ แต่เป็นเด็กผู้หญิงผมยาวหน้าตาสละสลวยอีกคนหนึ่ง ในมือข้างซ้ายของเธอมีหนังสือพิมพ์อยู่ด้วย แววตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นหนูเจี๊ยบ  เธอกรีดร้องเหมือนกับหนูเจี๊ยบเมื่อกี้ ก่อนจะทิ้งหนังสือพิมพ์ในมือก่อนจะวิ่งออกไป หนูเจี๊ยบก็งง แต่เมื่อไฟเปิดแล้วก็เริ่มไม่กลัว หันไปมองดูคนๆนั้น ปรากฏว่าเขาไม่ใช่คุณพ่อ หรือไม่ใช่ผี แต่เป็นเพียงหมอนข้างที่มีหน้าตัวตลกสีแดงติดอยู่ ส่วนร่างคนตัวเล็กนั่นก็เป็นเพียงตุ๊กตาบาร์บี้เท่านั้นเอง....เหรอ!!!!

                “คุณแม่!!! หนูไม่อยากอยู่บ้านนี้แล้ว มีผียืนอยู่ในห้องนอนหนู!!!!

                “อ้าว!” หนูเจี๊ยบร้องเสียงหลง

3
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ชวนป๋วย Member 31 ต.ค. 57 20:56 น. 8

เด็กเลี้ยงแกะ!

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...ณ หมู่บ้านโอวิสที่ตั้งอยู่ชายป่าอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ชาวบ้านของที่นี่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดมา เช้า...ทำไร่ เย็น...กลับมากินข้าวที่บ้านก่อนที่จะอาบน้ำเข้านอน เป็นอย่างนี้ทุกวัน หากทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นอาจไม่ใช่ความสุขของ “จอห์น” เพราะวันหนึ่งๆ เขามีหน้าที่ที่ต้องพาฝูงแกะออกไปกินหญ้าเท่านั้น มันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือชวนให้ผจญภัยเลยสักนิด

                หากวันนี้...ขณะที่จอห์นกำลังมองดูฝูงแกะเล็มหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย สายตาของเขาที่เผลอมองไปยังชายป่าของอีกฝั่งก็พอเห็นเงาอะไรบางอย่างเคลื่อนไหว...ใช่! นั่นมันหมาป่านี่!      

                จอห์นตาลุกวาว ตอนนี้เขามีความคิดดีๆ แล้วล่ะ เด็กชายหัวเราะอย่างนึกสนุกก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านก่อนแกล้งทำเป็นตะโกนโหวกเหวกโวยวายด้วยความตระหนก “ช่วยด้วยจ้าช่วยด้วย! รีบไปไล่พวกหมาป่ากันเร็ว ตอนนี้มันกำลังกินแกะของพวกเราอยู่ที่เนินเขา ทุกคนต้องรีบไปช่วยกันนะ!” ทุกคนเชื่อ จึงรีบกลับเข้าไปหยิบอาวุธในบ้านแล้ววิ่งตามจอห์นไป กระทั่งมาถึงบริเวณที่มีแกะกำลังเล็มหญ้าอย่างเพลิดเพลินอยู่ พวกชาวบ้านต่างก็มองหน้ากันเพราะไม่เห็นหมาป่าสักตัว พอจอห์นเห็นทุกคนพากันทำหน้าไม่เข้าใจก็หัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วบอกว่า “ฮ่าๆๆๆ พวกท่านนี่หลอกง่ายจริงๆ เลยนะ ที่นี่น่ะไม่มีหมาป่าหรอก ข้าแค่ล้อเล่นน่ะ ฮ่าๆๆๆ” ครั้นพวกชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็โกรธ พากันกลับหมู่บ้านไปท่ามกลางเสียงหัวเราะของจอห์น และนั่น...จอห์นก็ไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเขาแกล้งพวกชาวบ้านให้เชื่อมาได้หลายครั้งแล้ว จนกระทั่ง...

            เช้านี้เป็นอีกวันหนึ่งที่จอห์นพาฝูงแกะออกมากินหญ้าที่เนินเขา หากวันนี้เขาไม่อยากแกล้งชาวบ้านเพราะง่วงเกินกว่าจะนึกสนุกใดๆ ระหว่างที่รอนั้นเขาจึงได้แอบงีบหลับใต้ต้นไม้และหลับไปนาน กระทั่งต้องมาสะดุ้งตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะเสียงร้องของพวกแกะนับร้อยตัว! และนั่น...ฝูงหมาป่าพวกนั้นกำลังไล่กินแกะของเขาจนเกือบหมด!!!

            จอห์นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาพยายามรวบรวมสติเพื่อวิ่งกลับไปบอกพวกชาวบ้าน หากพวกชาวบ้านก็พากันไม่เชื่อเพราะจอห์นโกหกมาหลายครั้งแล้ว กระทั่งเมื่อทุกคนได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมเหมือนฝูงสัตว์จำนวนมากกำลังวิ่งมาทางนี้ ก็หันไปดูที่ปากทางเข้าของหมู่บ้าน และนั่น...ภาพของฝูงหมาป่าจำนวนนับสิบตัวก็ทำให้พวกชาวบ้านตกใจรีบวิ่งหนีเตลิด จอห์นเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบปีนต้นไม้หนีขึ้นไปอยู่ด้านบนด้วยความกลัวสุดขีด!

            น้ำตาของเด็กชายไหลพรากเมื่อต้องทนดูคนในหมู่บ้านถูกพวกหมาป่าขย้ำกัดกิน เป็นเวลานาน...กว่าที่หมาป่าพวกนั้นจะพากันออกไปจากหมู่บ้าน จอห์นชะโงกหน้าดูให้แน่ใจก่อนจะตัดสินใจไต่ลงมาจากต้นไม้

                ณ ตอนนี้หมู่บ้านของเขาเงียบสงัด กลิ่นเลือดคลุ้ง ไม่มีภาพคนเดินพลุกพล่านให้เห็น ไม่มีเสียงหัวเราะของใครอีกแล้ว มันมีแต่ซากคนตาย มีแต่ศพของชาวบ้านที่นอนตายเกลื่อนกลาด จอห์นพยายามฝืนเดินกลับไปที่บ้าน เผื่อว่าจะเจอใครสักคนที่รอดก็ยังดี ทว่าไม่มี...จอห์นร้องไห้ด้วยความเสียใจเมื่อเขาพบศพน้องสาวที่นอนตายอยู่ใกล้ๆ กับศพแม่ มาถึงตอนนี้เด็กชายจอห์นรู้แล้วว่าตนทำอะไรลงไป มันเป็นเพราะเขาคนเดียวที่ทำให้ทุกคนต้องตาย หากเขาไม่โกหกชาวบ้านไปอย่างนั้น ป่านนี้ทุกคนก็ไม่ต้องตายเพราะเขา! ทว่าจอห์นได้แต่คิด เพราะเขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว  

จบ 

[โหดไปเปล่าหว่า = =;;]

หวาา

1
กำลังโหลด
candy-baby Member 31 ต.ค. 57 21:52 น. 9

รถมือสอง 

พ่อของเด็กหญิงพึ่งซื้อรถ สภาพของมันค่อนข้างจะดูโทรมเล็กน้อย พ่อบอกกับเธอว่ามันคือรถมือสอง พ่อซื้อมาในราคาที่ถูกมาก มากจนน่าสงสัย

เธอยังไม่มีโอกาสขึ้นรถคันนั้นเลยสักครั้งนึงเพราะพ่อมักจะใช้มันขนพวกทะลายปาล์มซะมากกว่า

วันหนึ่งตอนที่เด็กหญิงปวดห้องน้ำตอนกลางดึก เธอได้ยินเหมือนเสียงเปิดปิดประตูรถยนต์แต่เธอก็ไม่ได้เอะใจอะไรและคิดว่าพ่อคงลืมของไว้บนรถเหมือนเดิมละมั้ง ? เธอกำลังเดินไปยังห้องนอนของตัวเองแต่กลับรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเริ่มเย็นอย่างประหลาด เธอลูบแขนของตัวเองเบาๆเชิงปลอบใจว่า ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร...เสียงในหัวของเธอเหมือนจะดังอยู่ด้านหลังทำให้เธอหันไปมอง แต่ก็ไม่พบอะไร บรรยากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆจนเธอรู้สึกว่าตัวสั่นและไม่มีแรงจะเดินต่อ  เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นรอบๆตัวมันดังขึ้นเรื่อยๆเรื่อยๆจนเด็กหญิงทนไม่ไหว เธอลืมตาโพลงมองเห็นแค่เพดานขาวกับหลอดไฟ เธอแค่ฝันไปซินะ เธอเอามือลูบหน้าที่มีเหงื่อชุ่มก่อนจะยันตัวขึ้นนั่ง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงของแม่เรียกเธอจากด้านนอก วันนี้ครอบครัวของเด็กหญิงจะไปเที่ยวน้ำตกกัน เธอสวมชุดตัวเก่งและหมวกใบโปรด คุณป้าข้างบ้านที่พึ่งย้ายมาเมื่อวานนี้ยิ้มแย้มและทักทายถามไถ่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกัน คุณป้าพูดแปลกๆอยู่ประโยคหนึ่งที่ทำให้คนฟังอดที่จะอึ้งไม่ได้ “ลูกสาวคนเล็กอายุเท่าไหร่เหรอ หน้าตาไม่เหมือนพ่อกับแม่เลยนะ” แม่ของเด็กหญิงจึงได้แค่ยิ้มแห้งๆและตอบกลับไปว่าบ้านนี้มีลูกคนเดียวค่ะ ป้าแกก็หัวเราะแล้วก็เออออตามว่าแกคงตาฝาดและอวยพรให้โชคดี

กว่าจะได้กลับบ้านเล่นเอาซะมืดค่ำเพราะมัวแต่เล่นน้ำ รถทั้งคันเงียบฉี่จนพ่ออดที่จะเปิดเพลงไม่ได้ แม่ของเด็กหญิงหลับไปแล้ว เธอนั่งมองบรรยากาศมืดๆด้านนอกไปเรื่อยเปื่อยจนสบตาของใครอีกคนในกระจก ขนทุกเส้นบนร่างกายของเธอแทบจะลุกขึ้นพร้อมกัน จะบอกว่าแม่ของเธอตื่นก็ไม่ใช่เพราะเงาของแม่นั้นนอนหลับตาสนิทอยู่ พ่อนี่ไม่มีทางเข้าไปอีกเพราะพ่อเอาแต่มองถนนข้างหน้า เด็กหญิงสบสายตาคู่นั้นนานมากจนบอกได้ว่าดวงตาของเธอเป็นสีขาวทั้งหมด เธอค่อยๆ ฉีกยิ้มกว้างขึ้น เรื่อยๆ เรื่อยๆ จนแก้มของเธอปริขาดและขากรรไกรล่างหลุดออกมา

ตึง

รถยนต์เสียหลักชนเสาไฟฟ้าข้างทาง ตำรวจบอกว่าเป็นเพราะคนขับมีอาการหลับใน ไม่มีผู้รอดชีวิต ศพของเด็กหญิงมีรอยกดที่ลำคอ ไม่แน่ใจว่าเพราะสาเหตุใดตำรวจเลยจะทำการติดตามผลต่อไปจากการชันสูตรศพ

 ---------------------------

ปล.พอไหวมั้ยค่ะ ? ><

 

1
editor_nong Member 4 พ.ย. 57 14:10 น. 9-1
เวลาเล่าเรื่องให้เด็กฟังเพื่อให้เด็กกลัว ผู้ใหญ่จะเลี่ยงไม่พูดถึงรายละเอียดอย่าง สภาพผีที่แก้มปริขาด ขากรรไกรล่างหลุดออกมา ฯลฯ เพราะเด็กจะนึกภาพพวกเลือดไหลออกมาสดๆ จริงๆ ไม่ค่อยออก เพราะงั้นผู้ใหญ่จะใช้การบรรยายแบบเข้าใจง่ายอย่าง เขาหัวหาย เธอคนนั้นไม่มีขา ฯลฯ แทน หรือไม่ก็พูดถึงสิ่งมีชีวิตที่ผิดปกติไปเลย เอาแบบที่เด็กไม่เคยเห็น เช่น มีตาสามตา ไม่มีหู ตัวกลมๆ (แบบมอนสเตอร์อิ้ง) แล้วใช้เหตุการณ์ทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นดูน่ากลัวแทน เยี่ยม
0
กำลังโหลด
AkiUNaSAMA Member 31 ต.ค. 57 23:20 น. 10

เด็กสาวกับนิทาน

ติ๊กต่อก... ติ๊กต่อก

เสียงกังวานของนาฬิกาเรือนใหญ่ทำให้เด็กสาวจำต้องเบิกดวงตาขึ้นกลางยามค่ำ ดวงตากลมโตส่องไปยังห้องที่ตนนั้นมิคุ้นเคย เด็กสาวขยับเท้าลงเหยียบพื้นกระเบื้องขาวสะอาด เธอยกมือเล็กขึ้นป้องปากยามเห็นร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ร่างนั้นเป็นร่างของหญิงสาวผมสั้นอันมีโบว์แดงเป็นเอกลักษณ์ มือซีดกุมแอปเปิลที่ถูกกัดลงไปหนึ่งคำแน่น ทันใดนั้นดวงตาของหญิงสาวปริศนาผู้นั้นได้เบิกกว้าง เธอจ้องตรงมายังเด็กสาวสลับไปมากับแอปเปิลในมือพลางเอ่ยยิ้มกว้างให้เด็กสาว เอ่ยคำร้องขอให้ตนนั้นเดินทางร่วมไปกับเด็กสาวด้วย เด็กสาวพยักใบหน้าขึ้นลงเป็นการตอบรับ

เด็กสาวและหญิงโบว์แดงเดินออกจากห้องกว้างไปยังปราสาทยักษ์ ทั้งสองพบร่างของสาวผมทองที่กำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา เด็กสาวเอ่ยเรียกสาวผมทอง เธอลืมตาตื่นขึ้นมาพลางอ้าปากหาว สาวโบว์แดงเอ่ยชวนให้หญิงสาวผมทองร่วมเดินทางมากลับตนด้วย สิ่งที่ได้รับคือการตอบรับคำขอ

ระหว่างการเดินทางอันไร้ซึ่งจุดหมาย เด็กสาวเอ่ยถาม ทำไมพี่โบว์แดงถึงมีแอปเปิลหญิงโบว์แดงตอบกลับ แม่มดนำแอปเปิลอาบยาพิษมาให้ฉันกิน... แถมนางแม่มดนั่นยังเอาเหล่าคนแคระไปอีกต่างหาก... ฉันคิดว่าฉันมิควรจะเชื่อใจใครเอาเสียเลย เด็กสาวเอ่ยถามสาวผมทอง ทำไมพี่ถึงดูง่วงนอนจังสาวผมทองตอบกลับ เราถูกแม่มดสาปให้หลับใหล การแก้คำสาปคือการรอคอยให้เจ้าชายมาจุมพิตเรา แต่เจ้าชายนั้นกลับไปมีหญิงอื่นแทน... เราไม่ควรที่จะรอคอยจุมพิตจากรักแท้อะไรนั่นเลย... หญิงสาวทั้งสองกล่าวออกพร้อมกัน พวกเราต้องการฆ่าแม่มดเด็กสาวพยักหน้ารับแล้วเดินตรงไปยังถิ่นของแม่มดในทันที

ทั้งสี่เดินทางมายังบ้านขนมหวานแห่งหนึ่ง ปรากฏร่างของเด็กสาวและเด็กชายคู่หนึ่ง เด็กสาวเอ่ยถามว่าบ้านขนมหวานนี้คืออะไรกัน ทั้งสองตอบกลับ ในบ้านขนมหวานข้างหลังเรานี้มีแม่มดแก่ตนหนึ่งอาศัยอยู่ ณ ยามนี้มันนั้นได้เดินทางออกไปข้างนอก มันกล่าวไว้ว่าจะกลับมาภายในวันนี้... พวกเธอจะช่วยชีวิตเราก่อนที่มันจะกลับมาได้หรือไม่?’ ทั้งสองกุมมือของเด็กสาวแน่นเป็นการร้องขอ  สาวโบว์แดงกล่าว แม่มดแก่นั่นต้องเป็นคนที่เอาแอปเปิลให้ฉันกินแน่ๆสาวผมทองกล่าว นางคือผู้ที่ทำให้เรานั้นจำต้องหลับไหล...ทั้งสองตะโกนออกมาพร้อมกัน เราต้องฆ่ามัน!’ เด็กสาวที่เงียบมานานเอ่ย

ช่วยไม่ได้... คนแคระกับเจ้าชายมันก็ไร้สมองไม่ต่างไปจากเหล่าเจ้าหญิงนี่หรอก

ทั้งสี่พากันเบิกตากว้างเมื่อได้ยินถึงคำกล่าวจากปากของเด็กสาว

รู้ไหม... นิทานเรื่องนี้สอนอะไร?

ทั้งสี่พากันส่ายศีรษะพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่เริ่มรินไหลจากหน้าผากซีดสู่คางงามหยดลงพื้นหญ้ายามมองไปที่เด็กสาวที่บัดนี้เธอนั้นกำลังถือมีดเล่มเล็กเล่มหนึ่งอันชุ่มไปด้วยสีแดงสด

“นิทานเรื่องนี้... สอนว่า อย่าเชื่อใจคนอื่น นะจ้ะ”

-----------------------------------------------------------------------

เพิ่งลองแนวนี้เป็นครั้งแรก... เพื่อของรางวัลโดยแท้... อันดับหนึ่งมันยั่วมากเลยค่ะ... คือ... เรื่องนี้ยำมั่วมาก 555

1
editor_nong Member 4 พ.ย. 57 14:20 น. 10-1
หักศอกมาก 5555 ตอนแรกคิดว่าจะหักมุมแบบจริงๆ แล้วแม่มดเป็นคนดี แต่คนพวกนี้เข้าใจผิดไปเอง ปรากฏ จบผิดคาด เยี่ยม
0
กำลังโหลด
SleePinG_BluE Member 1 พ.ย. 57 00:07 น. 11

นายพรานกับหนูน้อยหมวกแดง

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าลึกที่แสนมืดมิดยามค่ำคืน หนูน้อยหมวกแดงตัวน้อยวิ่งหอบไปอย่างไร้จุดหมาย เธอกำลังวิ่งหนีนายพราน!

            ขาของเธอออกแรงวิ่งสุดกำลัง ทั้งเกี่ยวเถาวัลย์ ทั้งสะดุดรากไม้น้อยใหญ่ แต่หนูน้อยหมวกแดงก็ยังคงวิ่งต่อไปเพื่อไม่ให้นายพรานจับได้

            “ฮ่าฮ่าฮ่า! ชักสนุกแล้วสิ วิ่งต่อไปหนูน้อยหมวกแดง ถ้าฉันจับได้ เธอก็จะได้ตายตามคุณยายไปไงหล่ะ” นายพรานพูดอย่างโอหัง สองขาวิ่งตามล่าหนูน้อยหมวกแดง สองแขนถือขวานเล่มโตที่โชกไปด้วยเลือดสดๆ!

            “อย่าทำร้ายหนูเลยนะคะ!” หนูน้อยหมวกแดงตะโกนด้วยเสียงแหบแห้ง เธอยังคงวิ่งต่อไปไม่ลดละ

            ในที่สุดหนูน้อยหมวกแดงก็ออกจากป่าได้สำเร็จ แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือ หน้าผา!

            “ฮึ จบกันแค่นี้สินะ” นายพรานพูดกับหนูน้อยหมวกแดง ดวงตาของนายพรานเปลี่ยนเป็นสีแดง ก่อนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่าฮ่า! ตายซะเถอะ!” นายพรานจับขวานแน่เตรียมจามใส่หนูน้อยหมวกแดง

            “อ๊าก!” เสียงของนายพรานร้องหวยโหยเพราะตกจากหน้าผา หนูน้อยหมวกแดงผลักนายพรานลงไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี เธอจ้องนายพรานที่ตกลงไปยังเบื้องล่างด้วยดวงตาที่เปลี่ยนกลายเป็นสีแดง!

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” หนูน้อยหมวกแดงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างจากนายพราน ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในป่าด้วยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะ

            ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเคยพบเจอเธออีกเลย....

            ไม่แน่หนูน้อยหมวกแดงอาจจะยังมีชีวิตอยู่ในป่าก็ได้....

++++++

โหวตกันหน่อยเถอะ น๊า! เดี๋ยวส่งหนูน้อยหมวกแดงไปกัดเลย ร้องไห้

2
กำลังโหลด
fairy fable Member 1 พ.ย. 57 15:30 น. 12

สาวน้อยไม้ขีดไฟกับฟักทองวิเศษ

   ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บของวันฮาโลวีน เด็กสาวในชุดผ้าคลุมสีหม่นได้เดินไปตามทางถนนแถวชานเมืองเพื่อขายไม้ขีดไฟ เธอตะโกนจนไม่มีเสียงออก แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีคนซื้อไม้ขีดไฟของเธอ.. เด็กสาวหมดกำลังใจ เธอไม่สามารถกลับบ้านได้หากขายไม่หมด ค่ำคืนยังคงเหน็บหนาวขึ้นเรื่อยๆ เด็กสาวเดินไปนั่งที่หน้ากระท่อมที่ห่างออกไปจากตึกแถวเพื่อหวังจะให้หลังคาที่ยื่นออกมาจากตัวกระท่อมนั้นช่วยบังหิมะให้เธอ

   "ทำไมมันมืดอย่างนี้เนี่ย??" เสียงดังออกมาจากในกระท่อม เด็กสาวรู้สึกมีความหวัง เธอใช้แรงอันน้อยนิดเดินไปที่หน้าประตูก่อนจะเอ่ยขึ้น

   "ไม้ขีดไฟค่ะไฟขีดไฟ...สามอันบาทค่ะ" เด็กสาวพูดขึ้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง เธอภาวนาให้คนที่อยู่ด้านในตอบกลับมา

   "อ่า...แม่หนูน้อยข้าขอซื้อไม้ขีดไฟหน่อยสิ" เสียงตอบกลับดังขึ้น เด็กสาวรู้สึกมีแรงเพิ่มขึ้น เธอยิ้มจนแก้มปริ "แต่ข้ามองไม่เห็น แม่หนูช่วยมาจุดไฟให้ข้าหน่อยได้ไหม?" ด้วยความที่ดีใจอยู่เธอจึงรีบตอบตกลง เด็กสาวเดินเข้าไปในกระท่อมที่มืดมิด เธอจุดไม้ขีดไฟขึ้นก่อนจะมองไปรอบๆ

   "จุดใส่ฟักทองตรงโต๊ะเลยแม่หนู" เสียงดังขึ้นอีกครั้ง เธอมองไปรอบๆก่อนจะเจอฟักทองที่ถูกแกะสลักไว้เป็นรูปแสยะยิ้ม เด็กสาวไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเดินไปจุดตามที่เสียงดังกล่าวบอก

   "ขอบใจมากแม่หนู...” เด็กสาวถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าที่ซีดแล้วซีดหนักกว่าเดิมเมื่อเจอเจ้าของเสียงที่เธอกำลังคุยด้วย ...มันคือฟักทองที่อยู่ตรงหน้าเธอ

   "เอาล่ะ ถึงเวลาที่ต้องจ่ายค่าไม้ขีดไฟ" ฟักทองพูดขึ้น "แต่ข้าไม่มีเงิน เจ้าปรารถนาสิ่งใดล่ะบอกมาสามอย่าง?"

   เด็กสาวพยายามตั้งสติพลางคิด หากฟักทองพูดได้.. แสดงว่าสิ่งที่เธออยากได้เขาก็ต้องหามาให้ได้

   "อย่างแรกข้าอยากให้ไม่มีวันเจ็บวันป่วย" เด็กสาวพูดขึ้น ด้วยความที่เธอต้องขายไม้ขีดไม้และคอยทำงานที่พ่อเลี้ยงสั่งอยู่จนไม่ได้นอน ทำให้ร่างกายอันเปราะบางนี้ไม่สามารถทนได้ส่งผลให้เธอป่วยเป็นโรคมากมาย

   "อย่างที่สอง... ข้าอยากให้ท้องอิ่มอยู่ตลอดเวลา" เพราะมันจะทำให้เธอไม่ต้องคอยขายไม้ขีดไฟเพื่อขอแลกข้าวจากพ่อเลี้ยงใจร้ายอีกต่อไป

   "อย่างสุดท้าย... ข้าอยากเป็นอิสระ" เธอไม่อยากขายไม้ขีดไฟอีกแล้ว เธอไม่อยากเป็นทาสรับใช้ของพ่อเลี้ยงของเธออีกต่อไป

   "จุดไม้ขีดไฟสิ" ฟักทองบอก เด็กสาวไม่เข้าใจแต่ก็ยอมทำตามที่เขาบอก

   "อย่างแรกไม่มีวันเจ็บป่วย" ฟักทองพูดซ้ำคำของเด็กสาวที่ตอนนี้กำลังรู้สึกว่าตัวอุ่นขึ้น เธอยิ้มอย่างดีใจ

   "อย่างที่สองอยากให้ท้องอิ่มอยู่ตลอดเวลา" ท้องที่ปวดเพราะโรคกระเพาะเริ่มหาย เธอรู้สึกว่ามันโล่งเหลือเกิน

   "อย่างสุดท้ายเป็นอิสระ" เด็กสาวลุกขึ้นยืนเธอไม่รู้สึกหนาวไม่รู้สึกเจ็บปวด ไม่รู้สึกหิว เธอหันไปขอบใจฟักทองที่กำลังแสยะยิ้มให้เธอ

   เด็กสาวเดินออกจากกระท่อมด้วยอารมณ์เบิกบาน โดยไม่สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง อะไรที่ว่าคือ..ร่างของเธอ!

   ไม่มีมนุษย์คนไหนที่ไม่มีวันเจ็บปวด อดอาหารได้และไม่มีพันธะติดตัว นอกเสียจากจะเป็นมนุษย์เพียงในอดีต..

..................................................................................................

ข้อคิด เอ่อ..คิดไม่ออกอ่ะค่ะ ฮ่าๆ เอาเป็นว่ามันว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องมีวันเจ็บป่วย ต้องกินเพื่อดำรงชีวิต และทุกคนย่อมมีปัญหาหรือห่วงติดตัว อย่าไปท้อแท้ค่ะและคิดโทษโชคชะตาว่าทำไมชีวิตเราเป็นแบบนี้ ปัญหาของเรามันหนักเกินไปรึเปล่า? เพราะไม่มีใครหนีสิ่งเหล่านี้พ้นหรอกค่ะ ยกเว้นคนที่ตายแล้ว(มั้งค่ะ?)

เพิ่งแต่งแนวนี้ครั้งแรก ไม่รู้ว่ามันแปลกๆไปรึเปล่า.. เด็กที่อ่านให้ฟังจะงงไหมก็ไม่รู้ TT แต่คิดว่าถ้าอ่านจริงก็อาจจะมีเด็กถามนะคะว่าสาวน้อยไม้ขีดไฟไปไหน?? ซึ่งคนแต่งก็ไม่รู้ - - ในกระดาษเอสี่จัดได้ 30 บรรทัดพอดี แต่ไม่รู้ว่าในนี้จะพอรึเปล่า?

8
กำลังโหลด
runningman Member 1 พ.ย. 57 20:41 น. 13

นิทานเรื่อง วันฮาโลวีน(ชื่อธรรมดามาก แต้เนื้อเรื่องอาจจะไม่ธรรมดา กิกิ)

เด็กน้อยคนหนึ่งมีชื่อว่า แอนเดรีย เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่นชอบขนมหวามเอามากๆ แต่พ่อแม่ของเธอมักจะห้านทานขนมหวานเสมอ เพราะว่าจะทำให้เธออ้วนและฟันผุ แต่ด้วยความเป็นเด็กของแอนเดรีย แน่นอนว่าเธอไม่เข้าใจว่าทำไมต้องห้ามเธอกินขนมหวานที่สุดแสนจะอร่อยนี้ด้วย อันที่จริงพ่อแม่ของเธอก็ไม่ได้ห้ามแอนเดรียทานขนมหวานสะทีเดียว ในวันหรือเทศกาลที่สำคัญเธอมักจะได้รับอนุญาตให้ทานขนมหวานได้ โดยเฉพาะ"วันฮาโลวีน"ที่เธอมักจะได้รับขนมหวานมาทานเป็นจำนวนมาก จึงเป็นวันที่เธอชื่นชอบมากที่สุด ถึงแม้ว่าวันนั้นเธอจะต้องถูกผีหลอกจนหัวโกร๋น แต่เธอก็ยอมเพราะหนึ่งปีมีวันฮาโลวีนเพียงวันเดียว เธอมักจะคิดและรอคอยเสมอว่าขอให้มีวันฮาโลวีนทุกๆวัน เพื่อที่เธอจะได้ทานขนมได้อย่างอิ่มหนำสำราญ เมื่อนานวันเข้าเธอเริ่งจะดื้อและทำตัวเกเรกับพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ของเธอจะห้ามเธอทานขนมหวานที่เธอชอบ นางฟ้าผู้คอยดูแลเด็กน้อยได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของแอนเดรียที่ดื้อรั้นกับพ่อแม่ นางฟ้าจึงคิดหาวิธีที่จะสั่นสอนให้แอนเดรียเข็ดหลาบ คืนหนึ่งเธอจึงไปทักทายกับแอนเดรียในฝัน

"สวัสดีจ๊ะ แอนเดรีย ฉันคือนางฟ้าที่คอยดูแลหนูอยู่ วันนี้ฉันจะให้เธอขอพรได้หนึ่งข้อตามที่เธอต้องการ"

"จริงหรือค่ะ หนูขอได้ทุกอย่างจริงหรือค่ะ" แอนเดรียตอบ

"ได้แน่สิจ๊ะ ถ้าหนูต้องการ"

"งั้นหนูขอให้ทุกๆวันเป็นวันฮาโลวีนได้ไหมค่ะ หนูอยากจะทานขนมหวานทุกวันเลยค่ะ"

"หนูแน่ใจนะ ว่าต้องการแบบนี้จริงๆ สาวน้อย" นางฟ้าถามย้ำอีกครั้ง

"แน่นอนค่ะหนูต้องมีความสุขแน่ๆ"

"ได้จ๊ะ หนูเตรียมตัวรอทานขนมที่หนูต้องการได้เลยทั้งในวันพรุ่งนี้และตลอดไป"

เป็นไปตามแผนของนางฟ้า... เธอเสกคาถา

โอม มะลึกกึกกื๋ย มะลึกกึกกื๋ย มะลึกกึกกื๋ย มะลึกกึกกื๋ย เพี้ยง!!!

"ต่อไปนี้ในทุกวันจะเป็นวันฮาโลวีนตามที่หนูต้องการจ๊ะสาวน้อย"

เมื่อแอนเดรียตื่นขึ้นมาจึงได้พบขนมหวานเยอะแยะมากมาย พ่อแม่บอกเธอว่าเธอจะได้กินขนมหวานตามที่เธอต้องการในทุกๆวันเท่าที่เธอต้องการ เธอมีความสุขมากในตลอดทั้งวัน แต่พอตกกลางคืนเธอกำลังจะหลับ แต่เธอก็ถูกก่อกวนโดยผีเด็นที่ทั้งซนและดื้อมาก ขึ้นมากระโดดบนเตียง ขว้างปาตุ๊กตาหมีตัวโปรดของเธอ เธอกลัวมาก แต่เธอเลือกที่จะทนหลับ ตื่นเช้ามาเธอได้ทานขนมที่เธอชอบ แต่พอกลางคืนเธอจะโดนผีหลอกทุกๆคืน เป็นแบบนี้ได้เจ็ดวันจนเธอทนไม่ไหวเพราะรู้สึกกลัวมาก แม้กระทั่งขนมมาวางตรงหน้าเธอยังไม่อยากจะทาน เธอจึงขอร้องให้ได้พบกับนางฟ้าอีกครั้ง

"ว่าไงจะสาวน้อย เธออยากพบฉันหรอจ๊ะ"นาฟ้าถาม

"ค่ะ คุณนางฟ้า หนูขอไม่เอาพรนี้ได้ไหมค่ะ หนูทนไม่ไหวค่ะ หนูกลัวผีมากๆ และหนูก็เิร่มรู้สึกแล้วว่าหนูอ้วนขึ้น หนูไม่อยากเป็นแบบนี้อีกแล้วค่ะ"แอนเดรียพูทั้งน้ำตา

"ที่นี้รู้หรือยังละจ๊ะว่าการที่หนูอยากให้มีวันฮาโลวีนทุกวันมันน่ากลัวขนาดไหน หนูทั้งโดนผีหลอกทุกคืน แล้วหนูก็อ้วนขึ้นอีกต่างหาก"

"หนูรู้แล้วค่ะ หนูรู้สึกผิดมากๆเลยค่ะ หนูดื้อกับพ่อแม่เพราะท่านห้ามหนูทานขนมหวาน ตอนนี้หนูรู้แล้วว่าทำไมท่านจึงห้าม"แอนเดรียพูดด้วยเสียงสะอื้น

"เอาหละ ฉันจะเอาพรคืนให้นะจ๊ะ ล้วจงจำไว้ว่าอย่าดื้อกับพ่อแม่ เพราะที่ท่านห้ามหนูเพราะท่านเป็นห่วงหนู เข้าใจไหมจ๊ะ สาวน้อยย"

"เข้าใจแล้วค่ะ คุณนางฟ้า"เธอพูดด้วยความดีใจ

นางฟ้าจึงเสกคาถา

โอม มะลึกกึกกื๋ย มะลึกกึกกื๋ย มะลึกกึกกื๋ย มะลึกกึกกื๋ย เพี้ยง!!!

เช้าวันต่อมาทุกอย่างเป็นปกติ วันฮาโลวีนมีเพียงวันเดียวในหนึ่งปี บทเรียนในครั้งนี้ทำให้สาวน้อยแอนเดรียก็รู้จักที่จะยับยั้งชั่งใจในการกินขนมหวานของเธอ ไม่ดื๊อรั้นกับพ่อแม่เหมือนอย่างที่เคย และเธออยู่อย่างมีความสุขกับพ่อแม่ของเธอตลอดไป

จบแล้วววววว น่ารักมุ้งมิ้งไปไหมค่ะ เห็นบอกว่าเล่าให้เด็ก น่ารักมุ้งมิ้งไว้ก่อน พร้อมข้อคิดดีดีด้วยค่ะ

เขิลจุงเขิลจุงเขิลจุงเขิลจุงเขิลจุง

1
editor_nong Member 4 พ.ย. 57 14:29 น. 13-1
มีพิมพ์ตกหล่นอยู่พอสมควรน้า เย้ สไตล์การเล่าของเราน่าสนใจดี ถ้าเป็นเด็กที่โตหน่อย อาจจะเล่าในเชิงสอนสั่ง ประมาณว่าคนเล่าจะอยู่ในฐานะสูงกว่าคนฟัง แต่ของเราจะเป็นคนเล่าอยู่ระดับเดียวกับคนฟัง เยี่ยม
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
BaMbOa Member 2 พ.ย. 57 00:18 น. 15

สโนไวท์

            หญิงสาวที่ถูกใช้ราวกับทาสแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นลูกก็ตาม...

            ความแค้นสุมอยู่ในอกมานับสิบปี เธอปกปิดความรู้สึกด้วยรอยยิ้มและเสียงเพลงที่เธอจะทำมันเพื่อไม่ให้ใครรู้ความคิดด้านมืดที่เธอพยายามปกปิดมันมาเนิ่นนาน ให้แม่เลี้ยงที่เธอไม่แม้จะนับญาติข่มขู่ รังแกสารพัด เพราะเวลาแก้แค้นมันนับจากฮาโลวีนนี้ต่างหาก...

            แสงไฟจากเทียนทอแสงในความมืด ตอนนี้ห้องของสโนไวท์ บุคคลที่งามเลิศที่สุด ถูกปกคลุมไปด้วยแสงเทียนกับความมืด และสิ่งบางอย่างที่ไม่มีใครรู้นอกจากเธอเพียงคนเดียว

            'แม่สาวน้อยที่ทนทุกข์มายาวนานถึงสิบปี บัดนี้เจ้าก็มาขอคำขอร้องจากข้า ไหนต้องการอะไรบอกข้ามาสิ'

            'ข้าขอให้ข้าเป็นอมตะ!'

            'ข้าจัดให้เจ้าได้'

            'ข้าขอให้มีตัวเองคือตำนาน!'

            'ข้าก็ทำให้เจ้าได้’'

            'และสุดท้าย...ข้าอยากฆ่านังแม่เลี้ยง!'

            'ข้ายินดีรับใช้เสมอสาวน้อย :)'

            ทันทีที่เธอพูดสิ่งที่เธอต้องการจบ ทุกอย่างรอบตัวเธอก็กลายเป็นสีดำแสงเทียนหายไปจนไม่เห็นภาพตรงหน้าที่สโนไวท์กำลังเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และคนละโลก ใบหน้าหวานล้ำในตอนนี้กลับซีดเผือดเหมือนคนไม่มีเลือด เขี้ยวแหลมงอกออกมาทางปากของเธอ เล็บมือที่ยาวขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นสีดำ ดวงตาฟ้าครามสดใสบัดนี้กลายเป็นสีแดงสดแห่งเลือด

            และเธอกลายเป็นแวมไพร์เพื่อสังเวยให้แก่สิ่งที่เธอต้องการ...

            ในสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ในสิ่งที่เป็นเสมอไป ที่เธอสลบไม่ได้เป็นเพราะแม่เลี้ยงของเธอที่เอาแอปเปิ้ลมาให้แต่เป็นเพราะเธอไม่ชอบแดดระอุในตอนเช้าการอยู่ในโลงจึงดีมากกว่าเป็นพันเท่า

            แล้วแม่เลี้ยงของเธอก็ตายไปตั้งแต่ค่ำคืนนั้นที่เธอเป็นแวมไพร์...

            โลกสีแดงฉานของเธอเริ่มเพิ่มมากเรื่อยๆ จนเธอทนไม่ได้เธอวิ่งออกจากป่าสู่ดินแดนในอาณาจักรที่มีพระราชาปกครองอยู่และเธอก็ได้ขึ้นแท่นเป็นราชินีโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอเป็นแวมไพร์ที่พร้อมจะฆ่าทุกคนได้ทุกเมื่อ! และนามของเธอคือ

            'สโนไวท์!' ลูกสาวแท้ๆของผู้ให้พรแก่ปีศาจ :)

          

ข้อคิด : จงอย่าเชื่อความสวยบนใบหน้าของบุคคลที่งามเลิศที่สุดในปฏพี (?) ถถถถถ์ -..-

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Mr.mon 2 พ.ย. 57 09:53 น. 17
เด็กๆมานี่เร็ว พี่ม่อนมีเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง นิทานเรื่องนี้มีชื่อว่า              เรื่อง บุรุษลึกลับที่ปลายเตียง             กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่กับลูกชายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวที่อยู่แถวชานเมือง ตัวลูกนั้นอายุเพียงแค่ห้าขวบ ส่วนแม่นั้นอายุราวๆสี่สิบกว่าปี เขาทั้งสองคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มานานแรมปีแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น             มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผู้เป็นแม่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนลูกของเธอก็นอนวาดรูปเล่นอยู่ที่ข้างกายของผู้เป็นแม่ ในขณะที่ลูกชายกำลังวาดรูปอยู่นั้นเขาก็เอ่ยปากถามผู้เป็นแม่ว่า             " แม่ฮะ...เมื่อคืนมีผู้ชายตัวสูงๆดำๆยืนอยู่ที่ปลายเตียงของผมด้วย เขาเป็นใครหรอฮะแม่ ?  " ผู้เป็นลูกพูดไปพลางวาดรูปไปด้วยอย่างเพลิดเพลิน เมื่อแม่ได้ยินดังนั้นหล่อนจึงนั่งอึ่งกับคำพูดของลูกชายตัวเอง ด้วยความเป็นห่วงหล่อนจึงพูดไปว่า             " ขะ..เขาคือผีน้อยแคสเปอร์ไงลูก ลูกเป็นเด็กดีแคสเปอร์เลยมาหา ไงจ๊ะ" ผู้เป็นแม่พูดเพื่อไม่ให้ลูกของหล่อนตกใจกลัว จริงๆแล้วหล่อนรู้ว่ามันคืออะไรแต่ ลูกของหล่อนยังเล็กมากยังไม่รู้ปะสีปะสาอะไรมากนัก ไม่ควรลับรู้อะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจ             เช้าวันต่อมาแม่ลูกคู่เดิมก็ยังคงทำกิจวัตรประจำวันเช่นเดิม ผู้เป็นแม่นั่งเย็บผ้า ส่วนลูกนั้นก็ยังคงวาดรูปเล่นอยู่ที่พื้น และเช่นเดิมลูกของหล่อนเอ่ยปากบอกบางอย่างให้ผู้เป็นแม่ฟัง            " แม่ก็เป็นเด็กดีหรอฮะ ดีจังเลยนะครับแม่ " คำพูดของลูกชายทำเอาผู้เป็นแม่คิ้วขมวดเข้าหากันทันทีด้วยความสงสัยปนกับความมึนงง หล่อนจึงถามกลับไปว่า            " ทำไมลูกถึงพูดอย่างนั้น จ๊ะ? " ผู้เป็นแม่ถามด้วยความสงสัย             " ก็เมื่อคืน ผมเห็นแคสเปอร์นอนอยู่ที่ใต้เตียงของแม่ด้วย  " เมื่อพูดจบ ลูกของเขาก็หยิบภาพวาดที่เขาเพิ่งวาดเสร็จให้ผู้เป็นแม่ดู ภาพที่ปรากฎคือ ปีศาจร่างสูงใส่ชุดสีดำ ดวงตาสีขาวโพลนถูกละเลงด้วยสีเทียนจนดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ภาพที่อยู่ในภาพวาดของลูกชายหล่อนมันคือปีศาจ!                          และสักพักลูกชายของหล่อนก็ลุกขึ้นจากพื้นพลางใช้นิ้วชี้ ชี้ไปที่เบื่องหลังของผู้เป็นแม่ และเขาก็เอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า            "แม่ฮะ ทำไมแคสเปอร์ต้องตามหลังแม่ตลอดด้วยฮะ ? " เมื่อลูกของหล่อนพูดจบ เด็กชายวัยห้าขวบก็ชี้ไปที่ข้างหลังแม่ของตนเอง ซึ่งบัดนี้มีร่างสูงใหญ่ดำทมินยืนอยู่เบื่องหลังผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโตสีขาวโพลนจ้องมายังร่างของหล่อน และมันก็ใกล้มาก จนเรียกได้ว่าหายใจรดต้นคอ !                                                   "กรี๊ด...!!!" ปล. นิทานเรื่องนี้ไม่มีข้อคิดครับ 555 ปล. Id ผมคือ Mr.mon นะครับ ความคิดเห็นที่สิบหก มันมีปัญหาในการโพสนิดหน่อยฮะ
1
กำลังโหลด
Seesor Vi Malfoy Member 2 พ.ย. 57 21:29 น. 18

แวมไพร์บิ๊กไบรท์กับกระทู้ที่หายไป

+

1 ใน 7 เรื่องสยองประจำหมู่บ้านบอร์ดนักเขียน : การหวนคืนไม่รู้จบของแวมไพร์

+

+++++พูดถึงแวมไพร์แล้วท่านนึกถึงอะไร? ชายหนุ่มรูปงามผิวขาวซีด ผมสีทองอย่างนั้นใช่หรือไม่? ข้าว่าไม่เสมอไปหรอก อย่างน้อยที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ไม่ได้มีแวมไพร์แบบนั้น

+

+++++ก่อนอื่นท่านต้องเข้าใจก่อนว่า หมู่บ้านแห่งนี้ไม่เหมือนหมู่บ้านแห่งอื่นๆ ที่นี่มีทั้งมังกรเฝ้าหมู่บ้าน สุภาพบุรุษมนุษย์หมาป่า กระต่ายโลหิตลึกลับ ชายหนุ่มกล้ามล่ำผู้มาพร้อมไคจู ฯลฯ

+

+++++แรกๆ ที่ข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ก็ยังไม่ค่อยรู้จักวีรกรรม(แต่คนที่นี่เรียกว่า วีรเวร)ของแวมไพร์อะไรนั่นมากนัก ข้าลงหลักปักฐาน สร้างบ้านสร้างร้านขายของเบ็ดเตล็ดของตัวเองในตลาดประจำหมู่บ้าน กิจการของข้าก็เป็นไปได้ดีทีเดียว

+

+++++แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ร้านขายของข้างๆ ร้านของข้าที่เคยว่างเปล่าในวันนี้กลับมีชายคนหนึ่งกำลังยืนจัดเรียงสินค้าของตนอย่างพออกพอใจ ข้าทักทายตามมารยาทของผู้มาใหม่ และนั่นทำให้ข้ารู้ว่าเขาเป็นแวมไพร์

+

+++++น่าแปลกที่ร้านของเขาแทบไม่มีใครแวะมาเยี่ยมชมหรือสนใจไยดี หนำซ้ำยังมีบางคนทำท่าแปลกๆ ใส่ ในที่สุดเขาก็โพล่งขึ้นอย่างหมดความอดทน  

+

+++++“ผมก็ขอโทษไปแล้วไง แล้วจะให้ผมทำยังไงอีก ผมขอโทษๆ”

+

+++++บางคนเหลือบมอง ก่อนเดินจากไป มีเพียงบางคนที่แวะเข้ามาและกล่าววาจาทำร้ายจิตใจ

+++++“ไม่เชื่อ และไม่มีวันให้อภัย”

+

+++++และอีกหลายคน หลายคำพูดที่กล่าวกับแวมไพร์อย่างน่ากลัว จนข้าทนไม่ไหว

+

+++++“เอ่อ ใจเย็นๆ ไม่ดีกว่าเหรอครับ ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่า”

+

+++++ข้าไม่รู้เลย ว่าเพียงคำพูดของตัวเองประโยคเดียวจะนำความโชคร้ายมหาศาลมาให้

+

+++++การโดนคนในหมู่บ้านตักเตือนเรียบๆ นั้นไม่หนักหนาสาหัสสากรรจ์เท่าเจ้าแวมไพร์ตัวร้ายที่หันมาแสยะยิ้มใส่ก่อนที่จะระเบิดตัวเองหายไป ข้ามองอย่างงงงัน แต่สุดท้ายก็เข้าใจในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

+

+++++บ้านของข้าถูกเผา!

+

+++++ไม่ใช่เพียงข้าเท่านั้น บ้านของผู้คนในหมู่บ้านอีกหลายคนที่เข้าไปกล่าววาจาอย่างใจร้าย(ในสายตาข้าตอนแรก)กับแวมไพร์ก็ถูกเผาทำลายไม่เหลือกซากเช่นกัน บางคนกัดฟันกรอด บางคนทำเพียงถอนหายใจ และอีกหลายคนสบถอย่างเคียดแค้น

+

+++++ข้ารู้ได้ทันทีนั้นเองว่าเป็นฝีมือของใคร...แวมไพร์!!

+

+++++แล้วเรื่องเล่าของมันก็ถูกถ่ายทอด เดิมทีแวมไพร์เป็นเพียงแวมไพร์ทั่วไปไม่มีพิษสงและดูไม่น่าจะทำเรื่องต่ำทรามอะไรได้ แต่แล้ววันหนึ่งมันก็เผยธาตุแท้ออกมา แวมไพร์ชีกอที่จีบหญิงสาวในหมู่บ้านไม่เลือกหน้า ด่าทุกคนที่มาตักเตือนมัน ระเบิดตัวเอง และกลับมาก่อกวนอีกซ้ำๆ ได้อย่างหน้าไม่อาย แม้คนในหมู่บ้านจะร่วมใจกันปราบแต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ มันยังคงกลับมาป้วนเปี้ยนที่นี่อยู่ตลอดราวกับตัดไม่ขาด ทั้งที่ไม่มีใครสนใจอยากมีสัมพันธ์อันดีกับมันเลยแม้แต่น้อย

+

+++++ข้าถอนหายใจ... บางทีข้าไม่ควรจะสอดมือเข้าไปยุ่งกับอะไรที่ข้ายังไม่รู้จักมันดีพอตั้งแต่แรก

+

------------------------

+

+

+++++นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจแวมไพร์...

+

+++++ป.ล. พี่น้องรู้จักไหมคะ แวมไพร์ประจำหมู่บ้านแห่งนี้ อันที่จริงตามเรื่องแล้ว พี่น้องเป็นขุนนางประจำหมู่บ้านเชียวนะคะ *0* (//โดนโบก) มาล่าแวมไพร์กันเต๊อะ >_<

+

+++++ป.ล.2 แต่งแบบไม่มีพล็อตหรือแก่นอะไร สนองนี้ดตัวเองล้วนๆ คันปากยิบๆ เลยเอามาแต่งเป็นเรื่องสั้นเลยนี่แหละ

+

+++++ป.ล.3 เราเป็นแม่มดเขียวประจำหมู่บ้านแหละ -.,-

+

+++++

3
กำลังโหลด
Monrudee Member 2 พ.ย. 57 22:02 น. 19

พรุ่งนี้มาเล่นด้วยกันอีกนะ

                เด็กๆทุกคนคงจะมีตุ๊กตาตัวโปรดสินะ   แล้วดูแลมันดีหรือเปล่า?  จะบอกอะไรให้นะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว  บางทีมันอาจจะเกิดซ้ำขึ้นมาอีกก็ได้  ซึ่งเหตุมันเกิดจากเด็กฝาแฝดชายหญิงสองคน...

                “เหงาจัง”เสียงของจิตใต้สำนึกของตุ๊กตาที่ถูกทิ้งไว้อยู่ในช่องว่างระหว่างตู้แคบๆดังขึ้นเบาๆ  ใช่แล้ว! ตุ๊กตาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน  เพียงแต่ว่ามนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้เท่านั้น  อย่างเช่นตุ๊กตาตัวนี้ที่ถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดียวมานาน  มันได้เพียงแต่เฝ้ามองเด็กแฝดชายหญิงสองคนที่เล่นอยู่กับของเล่นใหม่อย่างสนุกสนาน 

                “จะมัวแต่มองอยู่แบบนี้ทำไมล่ะ  เด็กสองคนนั้นเขาทิ้งเธอแล้วนะ  ลุกขึ้นสิ...ลุกไปแก้แค้นสิ”  จิตใจทางฝ่ายร้ายเริ่มจะส่งเสียงดังขึ้นมาเรื่อยๆ  แต่ฝ่ายดีก็ยังขัดขวางอยู่

                “ถ้าทำแบบนั้น...เราจะไม่อาจจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้อีกนะ...ถ้ารออยู่แบบนี้บางที...เขาอาจจะนึกถึงเราก็ได้”

                “อย่าคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเลยน่า  พวกมันลืมเธอไปแล้ว  ไม่เห็นหรอพวกเขามีของเล่นใหม่แล้ว  จะมาสนใจอะไรกับตุ๊กตาเก่าๆล่ะ  อีกอย่าเมื่อตอนเธอยังไม่ถูกลืมพวกนั้นทำอะไรกับเธอบ้าง  ทั้งทุบตี ระบายอารมณ์  บ้างก็ดึงกันไปมาจนแขนเธอแถบจะหลุด  ตัดใจซะเถอะ  ตอนนี้เธอมันไร้ค่าแล้ว”  ในที่สุดจิตใจฝ่ายร้ายก็ชนะ  แขนขาของตุ๊กตาเริ่มจะกระตุกทีละนิด  ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ

                “หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...”ตุ๊กตาเดินเก้าออกมาพลางนับเลขเป็นจังหวะ  เด็กทั้งสองหันมามองก่อนจะเปิกตาโตกับภาพตรงหน้า 

                “มาเล่นซ่อนแอบกันเถอะนะ”  ตุ๊กตาเงยหน้าขึ้นพลางยิ้มให้กับเด็กทั้งสอง  แต่กับไม่ได้รอยยิ้มตอบ  มีแต่สีหน้าที่หวาดกลัวเท่านั้น

                “เอาล่ะมาเริ่มกันเถอะ  ใครที่ถูกเจอคนนั้นจะต้อง...”ไม่ทันที่ตุ๊กตาจะพูดจบเด็กทั้งสองก็วิ่งหนีไปเสียแล้ว 

                “เกมได้เริ่มขึ้นแล้ว”  ตุ๊กตาพูดกับตัวเองก่อนจะเดินออกไปจากห้องอย่างช้าๆไปตามเสียงร้องไห้ของเด็กทั้งสอง  จนมาถึงประตูหน้าบ้านเด็กทั้งสองนั้นไม่มีทางหนีอีกแล้ว  เจ้าตุ๊กตาที่หยิบมีดอันเล็กมาจากห้องครัวตอนเดินผ่านนั้นยกมือข้างที่ถือมืดขึ้นมาอย่างช้าๆ

                “มะ...แม่จ๋า  แง!!!!!” 

ก่อนที่มีดจะลงมาถึงเด็กทั้งสอง  เจ้าตุ๊กตาก็ล้มไปกองกับพื้นด้วยฝีมือของแม่ที่กลับเข้ามาพอดี  ใบหน้าที่ถูกฟาดด้วยของแข็งอย่างแรงแตกร้าวกระจายเป็นวง  ก่อนที่ตุ๊กตาจะสิ้นใจนั้นมันก็ได้พูดออกมาเบาๆว่า

                “พรุ่งนี้มาเล่นด้วยกันอีกนะ”

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

0
กำลังโหลด
fongfang Member 2 พ.ย. 57 22:42 น. 20

เรื่อง เพื่อนรัก

ณ หมู่บ้านเล็กๆแห่ง เรอันเด็กชายซึ่งอาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนและมีเพื่อนเล่นเพียงคนเดียว เอ....จะบอกว่าคนก็คงไม่ได้ต้องเรียกเป็นผลถึงจะถูก เพราะเพื่อนของเขาคือฟักทองที่เรอันมักจะเรียกมันว่า พัมป์ ซึ่งพัมป์ไม่ใช่ฟักทองธรรมดาแต่เป็นปีศาจฟักทองแต่เขาเป็นปีศาจที่ใจดี  ทุกๆวันเรอันจะเล่นสนุกอยู่กับพัมป์เพราะเขาไม่มีเพื่อนคนอื่นเลยจนกระทั่งถึงวันที่เขาต้องไปโรงเรียน เขาจึงขออนุญาตแม่นำพัมป์ไปโรงเรียนด้วย

“แม่ครับ ผมจะสามารถนำพัมป์ไปโรงเรียนด้วยได้ไหมครับ” แม่ซึ่งกำลังค้นซุปในหม้ออยู่จงหยุดหันมายิ้มแล้วพูดว่า

“ได้สิจ้ะ และแม่หวังว่าลูกคงจะไม่เบื่อพัมป์เมื่อลูกไปพบเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนนะจ้ะ”

“ไม่มีทางครับแม่ พัมป์คือเพื่อนรักของผมผมไม่มีวันทิ้งเขาแน่ เชื่อฉันนะพัมป์” เรอันพูดพร้อมหันไปหาเจ้าฟักทอง

“ฉันเชื่อนายเรอัน” พัมป์ยิ้มกว้างเพราะเขาเองก็รักเรอันมากเช่นกัน

วันรุ่งขึ้นเรอันอุ้มพัมป์ไปโรงเรียนแต่เช้าพอไปถึงโรงเรียนทุกคนในโรงเรียนต่างก็กลัวพัมป์เพราะพวกเขาหาว่าพัมป์เป็นปีศาจที่น่ากลัวเหมือนที่เคยได้ฟังในนิทาน  เรอันรู้สึกโกรธที่ทุกคนวิ่งหนีเขา ไม่มีใครยอมคุยกับเขาเลยสักคน

“ดูสิพัมป์เจ้าเด็กพวกนั้นไม่ยอมเล่นกับฉันเลย พวกเขาไม่ชอบฉันเหรอ” เรอันพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ไม่ใช่หรอกเรอัน พวกเขาไม่ได้ไม่ชอบนายหรอก แต่”

 “เพราะเพื่อนฟักทองน่ารังเกียจของนายไงล่ะเจ้าเด็กโง่ ฉันบอกตามตรงเลยนะ ถ้านายยังเป็นเพื่อนกับเจ้าฟักทองน่าเกียจก็จะไม่มีใครคุยกับนาย เลือกเอานะเรอัน ฮ่าๆๆๆฮ่าๆๆ” กลุ่มเด็กชายตะโกนใส่เรอันพร้อมกับหัวเราะ

     พอโรงเรียนเลิกเรอันรีบอุ้มพัมป์วิ่งกับบ้าน เขาวางพัมป์ไว้บนโต๊ะแล้วรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องนอน เขากำลังคิดเรื่องที่เด็กคนนั้นพูด เขารักพัมป์มากก็จริงแต่เขาก็ต้องการมีเพื่อนเพื่อนที่เป็นมนุษย์จริงๆ เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่พาพัมป์ไปโรงเรียนอีก

“เรอัน นายจะไปโรงเรียนเหรอ แล้วไม่พาฉันไปด้วยเหรอ” พัมป์ตะโกนเรียกเรอันที่กำลังจะไปโรงเรียน

“ขอโทษนะพัมป์ แต่ถ้าฉันพานายไปพวกเขาก็จะไม่พูดกับฉัน” เรอันตอบแล้วรีบเดินออกไป

“นายคงจะอายที่ต้องเป็นเพื่อนกับฉันสินะ” พัมป์พึมพำด้วยความน้อยใจ

หลังจากที่เรอันไปโรงเรียนโดยไม่มีพัมป์ทุกคนก็เริ่มคุยกับเขา เขาเล่นสนุกกับเพื่อนใหม่ของเขาที่เป็นมนุษย์อย่างสนุกสนานจนลืมพัมป์ไป จนวันหนึ่งเพื่อนในห้องหายตัวไปทุกคนคิดว่าเรอันเป็นปีศาจที่จับเพื่อนคนนั้นไป เขาพยายามอธิบายแต่ก็ไม่มีใครเชื่อใจเขาเลยสักคน พวกเขาด่าทอและทุบตีเขา เรอันเริ่มร้องไห้เขาคิดพัมป์ขึ้นมาจับใจและรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งพัมป์ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ หยุดทำร้ายเรอันนะ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นทำให้เรอันใจชื้นขึ้นมา ใช่เขาคือพัมป์นั่นเอง เรอันรีบวิ่งไปหาพัมป์แล้วอุ้มเขาออกไป ในขณะที่เด็กพวกนั้นกำลังตกใจ

“พัมป์ฉันขอโทษ ขอโทษที่ทอดทิ้งนาย” เมื่อถึงบ้านเรอันก็ร้องไห้พร้อมทั้งของโทษพัมป์เป็นการใหญ่

“ไม่เป็นไรหรอกเรอัน ฉันไม่เคยโกรธนายเพราะนายคือเพื่อนรักของฉันไง” เรอันสวมกอดพัมป์พร้อมทั้งสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งเจ้าฟักทองอีก

“ว่าแต่นายไปที่โรงเรียนได้ไงนะ”

“ก็กระดึ้บๆไปอย่างนี้นะสิ ฮ่าๆๆๆ” พัมป์บอกพร้อมกับทำท่ากระดึ้บให้เรอันดูแล้วทั้งสองก็หัวเราะอย่างมีความสุข

ปล. เอ่อ..มันไม่ค่อยหลอนเลยเนาะ แต่เขียนให้เด็กก็คงต้องนึกถึงความเหมาะสมหลายๆอย่าง จะโหดไป สยองไปก็คงไม่ดี แฮ่ๆ ใสๆล่ะกันเนาะ ฮ่าๆๆ (คำแก้ตัวของคำที่เขียนนิยายแนวนี้ไม่ขึ้น 555)

เขิลจุง  เอ่อ..ตั้งใจยังก็ติชมได้เลยนะค่ะ พร้อมจะรับฟังทุกอย่างเลย 555

2
editor_nong Member 4 พ.ย. 57 14:52 น. 20-1
มีแง่คิดดี อาจจะไม่หลอนเหมือนคนอื่น แต่ก็เอาฟักทองมาใส่ในเรื่องนะ ทีนี้เราอาจจะยังไม่เก่งเรื่องการเขียนบทสนทนา เพราะหลายๆ จุดยังดูไม่เป็นธรรมชาติ เช่น “แม่ครับ ผมจะสามารถนำพัมป์ไปโรงเรียนด้วยได้ไหมครับ” คนทั่วไปไม่พูดแบบนี้ ก็บอกเลยไปว่า "แม่ครับ ผมเอาพัมป์ไปโรงเรียนด้วยได้ไหม" “ได้สิจ้ะ และแม่หวังว่าลูกคงจะไม่เบื่อพัมป์เมื่อลูกไปพบเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนนะจ้ะ” >>> "ได้สิจ๊ะ (เสียงสูงใช้ไม้ตรีนะ) หวังว่าลูกจะไม่เบื่อพัมป์ตอนไปเจอเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนนะ" ลองนึกภาพตามว่าสถานการณ์จริง เราจะพูดยังไง คนอื่นจะพูดยังไง แล้วเอามาใช้เขียนเลย เวลาเขียนนิยายไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาทางการมากแบบเขียนรายงานส่งอาจารย์ เยี่ยม
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด