เคยไหม อ่านฉากสนทนาระหว่างตัวละครในนิยายเรื่องอื่น แล้วชอบ อยากให้ตัวละครของเราโต้ตอบได้ดุเด็ดเผ็ดมันแบบนั้นบ้าง
วันนี้พี่น้องเอาเคล็ดลับในการเขียนบทสนทนาให้ดูมีอะไร และดูสมจริงมาฝากค่ะ
เข้าใจฟังก์ชันของ "บทสนทนา"
ในนิยายเรามีส่วน "บรรยาย" และส่วน "บทสนทนา" หน้าที่ของบทสนทนามีสองอย่างคือ ให้ข้อมูลเพื่อให้เรื่องเดินไปข้างหน้า กับแสดงลักษณะนิสัยของตัวละครที่พูดประโยคนั้น
เช่น ฉากที่เอ็ดดาร์ด สตาร์คคุยกับปีเตอร์ เบลิซ ใน A Game of Thrones เกมล่าบัลลังก์ หลังกษัตริย์โรเบิร์ตเสียชีวิต และการหาทายาทสืบทอดบัลลังก์กลายเป็นประเด็น เพราะเน็ด (เอ็ดดาร์ด) ยึดมั่นในความจริง และคิดว่าน้องชายของโรเบิร์ตควรขึ้นครองบัลลังก์แทนเนื่องจากจอฟฟรีย์ที่มีศักดิ์เป็นโอรส ไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของโรเบิร์ต แต่ปีเตอร์ เบลิซไม่คิดอย่างนั้น
ลอร์ดปีเตอร์ลูบเคราแหลมขณะไตร่ตรองเรื่องนั้น "ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น นอกเสียจากว่า..."
"นอกเสียจากว่างั้นหรือ นายข้า เรื่องนี้ไม่มีการดูเหมือนหรอก สแตนนิสคือทายาท ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมันได้"
"สแตนนิสไม่อาจครองบัลลังก์โดยปราศจากความช่วยเหลือของท่าน หากท่านฉลาด ท่านจะจัดการให้แน่ใจว่าจอฟฟรีย์ได้สืบบัลลังก์"
เน็ดจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาเฉยชา "เจ้าไม่มีเกียรติแม้สักเศษเสี้ยวหนึ่งเลยหรือ"
ในขณะเดียวกัน บทสนทนานี้ทำให้เรารู้ทัศนคติของเอ็ดดาร์ด สตาร์ค ที่ไม่ต้องการให้จอฟฟรีย์ขึ้นครองราชย์เนื่องจากรู้ว่าจอฟฟรีย์ไม่ใช่เชื้อสายของโรเบิร์ตเลย แต่ปีเตอร์ เบลิซกลับไม่สนใจ ทำให้เอ็ดดาร์ดตั้งคำถามถึงเกียรติของปีเตอร์
จะเขียนบทสนทนาต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?
เธอกุมมือเขาไว้แน่น แต่สายตากลับเสมองไปยังท้องน้ำที่นิ่งสงบ
"เราเลิกกันเถอะนะ"
- เดียวขมวดคิ้ว แสร้งทำตลกอย่างทุกที "อะไรนะ เธอไม่อยากให้เรากันเธอจากของกินแล้วเหรอ ได้ๆ เห็นเธอหิว เราเองก็ปวดใจเหมือนกัน" เขารู้ว่าตัวเองได้ยินไม่ผิด แต่สมองของเขากลับสั่งให้เชื่ออีกแบบ
- เขาก้มหน้ามองพื้น สูดลมหายใจลึก ก่อนจะพูดออกมา "เราขอเหตุผลได้ไหม"
- "ทำไมเหรอ...เราทำอะไรผิดเหรอ บอกเราได้ไหม" เขากุมมือเธอแน่นขึ้นทุกขณะ ใบหน้าร้อนผ่าว พยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่รื้นขึ้นมา
- เดียวถอนมือจากแฟนสาว เม้มปากแน่นขณะมองหน้าคนที่เคยเห็นหน้ากันทุกวัน แปลกเหลือเกิน...ทั้งๆ ที่เห็นหน้ากันทุกวัน แต่เขากลับไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มของคนที่เขารักมันค่อยๆ จางหายจนไม่เหลืออะไรเลย
- พูดสิ่งที่คิดออกมาตรงๆ เหมาะกับตัวละครที่เป็นคนตรงไปตรงมา โผงผาง หรือเป็นคนร่าเริง เข้ากับคนง่าย คนประเภทนี้จะพูดสิ่งที่คิดออกมาหมด หรือใช้ในสถานการณ์ที่ตัวละครหมดความอดทน จุดพีคของฉากอารมณ์ อยู่ๆ ตัวละครที่ไม่เคยพูดก็พูดขึ้นมา จะทำให้ฉากนั้นเข้มข้นขึ้น
- พูดแบบอ้อมๆ มี 2 กรณีคือ พูดอ้อมเพราะรู้สึกเกรงใจ มักใช้กับตัวละครที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ผู้หญิงขี้อาย หรือเด็กที่ต้องพูดกับผู้ใหญ่ (เฉพาะเด็กไทย) กับกรณีพูดอ้อมด้วยการเปรียบเปรย มักเจอในนิยายแฟนตาซีที่ตัวละครชอบปะทะคารมกัน ตัวละครจะต้องมีสติปัญญาและไหวพริบพอสมควรถึงจะสามารถพูดประโยคเปรียบเปรยแต่มีความหมายออกมาได้ เช่น
- ตอบรับด้วยสร้อยคำ เช่น เออ อา อือ อืม โอเค นะ เนอะ ฯลฯ เป็นการตอบรับสั้นๆ ข้อดีคือการตอบรับพวกนี้ทำให้บทสนทนาดูสมจริง โดยเฉพาะกับนิยายสมัยใหม่ที่มีฉากหลังเป็นยุคปัจจุบันที่พวกเราอยู่ แต่ข้อเสียก็คือมันเป็นแค่สร้อยคำที่ไม่มีความหมายสำคัญ เมื่อมันโผล่มาเยอะๆ ก็จะทำให้บทสนทนาเราดูช้าลงจนน่าเบื่อ
- ไม่พูดเลย บางทีการตอบรับที่มีน้ำหนักที่สุดคือการไม่พูดอะไรเลย
ข้อมูลที่ว่าอาจจะเป็นแค่เรื่องทั่วไป เช่น
"ไม่" อีกฝ่ายตอบโดยที่ไม่หันมามองเขาแม้แต่น้อย
ตรงข้ามกับท่าทางที่แสดงออก เด็กหนุ่มพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา
"นายคือเด็กใหม่ที่ทุกคนพูดถึงกันสินะ คนที่ทำให้เชลบี้คุกเข่าขอโทษได้"
ให้เปรียบเหมือนคำพูดเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งของตัวละคร เช่นเดียวกับ รูปร่าง หน้าตา สีผม สไตล์การแต่งตัว นิสัยส่วนตัว ทัศนคติ พวกนี้คือเครื่องประดับ ต้องใส่ให้ครบถ้วน จึงจะสร้างตัวละครที่สมบูรณ์ได้ อย่าใช้เครื่องประดับเพียงชิ้นใดชิ้นหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์แทนตัวละครของเรา ไม่งั้นตัวละครตัวนั้นจะกลายเป็นตัวละครแบนๆ ไม่สมจริงขึ้นมาทันที
ฝึกเขียน!
ให้เขียนฉากสนทนา 1 ฉาก โดยมีสถานการณ์มาให้แต่เราต้องเลือกตัวละครมาใส่เอง
จะเป็นตัวละครสร้างใหม่ หรือจะเป็นตัวละครจากนิยายที่เราเขียนอยู่ก็ได้
โจทย์คือ
"A สารภาพว่าเคยหักหลัง B"
เน้นใช้บทสนทนาในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่องและตัวละคร
เราต้องคิดเพิ่มเอง เช่น หักหลังเรื่องอะไร ทำไมถึงทำ ตัวละครรู้สึกยังไง สารภาพแล้วเกิดอะไรขึ้น
ยาวเท่าไรก็ได้ จะตัดจบก็ได้ถ้าคิดว่าให้ข้อมูลพอแล้ว
มีรางวัลให้สำหรับฉากสนทนาที่ดีที่สุด 2 รางวัลเป็นเซ็ตหนังสือสองเซ็ต
ให้กับบทสนทนาที่พี่น้องคิดว่าดีที่สุด และบทสนทนาที่ชาวเด็กดีคิดว่าดีที่สุดจากการกดโหวต




มีฉากสนทนาดีๆ เยอะเลย แต่มีรางวัลเดียว T __T
สำหรับเรื่องของคุณ melon ที่เลือกมาเพราะคิดว่าเป็นฉากที่มีบทสนทนาครบ
ตอบโจทย์ที่ให้มา และสอดคล้องกับที่พูดไว้ในบทความ
คือมีความเป็นธรรมชาติ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง และให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิสัยตัวละครได้ดีด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีไอเดียในการตีความการสารภาพที่แตกต่างและเนื้อเรื่องน่าสนใจ
คนที่พลาดโอกาสไปไม่เป็นไรนะคะ ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกเพียบ
อยากให้ทุกคนมองว่ากิจกรรมนี้เป็นการฝึกเขียน กระตุ้นตัวเองให้สร้างสรรค์เรื่องตามโจทย์ที่ได้มา
ประโยชน์ที่ได้นั้นมากกว่าแค่หนังสือหนึ่งชุดแน่ ไม่อยากให้ล้ำเส้นเกินไปนะคะ
ปล. เร็วๆ นี้จะมีกิจกรรมแจกแหลกในแฟนเพจ "นิยายเด็กดี"
อย่าลืมไปกดติดตามไว้นะ ><
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก
http://www.justinmclachlan.com/129/5-tips-how-to-write-dialogue/




104 ความคิดเห็น
ยังไม่มีใครเขียนเลยหรอ55 กะจะมาอ่าน
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ...ฮืมอยากลงด้วยเหมือนกันนะฮะเนี่ย
เอออออออ่าาาาาา ขอถามก่อนนะคะว่า A เคยหักหลัง B เนี่ย ตัวละครต้องเป็น A & B เท่านั้นหรือเปล่า เช่นสมมติ A หักหลัง B แต่ไปสารภาพกับ C แล้วตัวที่เราใช้เราไม่ได้ใช้ B เลยแบบนี้(คือแค่ A กับ C คุยและดราม่าใส่กันเรื่อง B น่ะค่ะ) จะได้ไหมคะ? O^O???
“แท้จริงแล้ว…ข้าเป็นคนจากแคว้นเหนือ”
แสงจันทราสีซีดส่องลงต้องแมกไม้เป็นเงาตะคุ่ม ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่ง ใบไม้ปลิดปลิวร่วงหล่นสู่พื้น
เอเลเนอร์ชะงักนิ่งหลังสิ้นเสียงนั้น ดวงหน้าพลันเปลี่ยนเป็นไร้สีโลหิต ราวกับลมกลางคืนเมื่อครู่ได้พัดพาเอาดวงวิญญานของหล่อนออกจากร่างไป เพียงชั่วครู่หล่อนจึงฝืนแย้มยิ้มขึ้น
“ดราแกน…ท่านล้อข้าเล่นกระมัง” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบา ลมหายใจขาดห้วง “อย่าล้อเล่นเช่นนี้อีก หาใช่เรื่องดีไม่ หากผู้ใดได้ยินเข้า…ศีรษะของท่านคงมิได้อยู่บนบ่า”
ชายหนุ่มไม่ตอบคำใดในทันที เขาเพียงสะบัดผ้าคลุมไหล่และคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยังคงจับจ้องเพียงเอเลเนอร์ แววห่วงหาอาทรยังคงเสมือนวันเวลาที่ทั้งคู่มีร่วมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มมานั้น คือ ความปวดร้าวที่ฉายชัดเจน
“ข้าถูกเลี้ยงให้เติบโตเป็นสายลับและมือสังหาร ภารกิจของข้าคือการแฝงตัวเข้ามายังแคว้นใต้ เพื่อเป็นองครักษ์ของท่าน ติดตามท่านเข้าราชวังเพื่อมองหาจุดอ่อนในการโจมตี และลอบสืบข่าวคราวภายในจากบิดาของท่านผู้เป็นขุนนางขั้นสูง”
ความเจ็บปวดแผ่ลามไปทั่วหัวใจของดราแกน เมื่อนัยน์ตาที่เคยเจิดจรัสของหญิงสาวตรงหน้าเริ่มคลอขังไปด้วยหยาดน้ำ
“เหตุการณ์ที่ผ่านมา ท่านคงมิได้…มิได้...” เอเลเนอร์พยายามสะกดกลั้นอารมณ์จนไหล่ทั้งสองสะท้านไหว หล่อนไม่อาจกล่าวต่อได้จนจบประโยคดังตั้งใจ เพราะเกรงกลัวในคำตอบเหลือเกิน
“ข้าเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นทั้งหมด” ดราแกนยอมรับโดยดุษณี ก่อนที่จะเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “เลดี้…ข้าต้องการกล่าวขออภัยแก่ท่านก่อนที่จะสายไป บัดนี้ข้า…”
“ท่านไปเสียเถอะ! ข้าไม่ต้องการรับฟังอีก” หญิงสาวเอ่ยตัดบทเสียงสั่น หล่อนเบือนหน้าหนีเขา พริ้มตาหลับลง หวังว่านี่เป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง เมื่อหล่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทุกอย่างคงกลับไปเป็นเหมือนวันวาน ที่ดราแกนยังคงเป็นเพียงองครักษ์คนเดิม และเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่หล่อนสุขใจเหลือเกินเมื่อได้อยู่ชิดใกล้
ชายหนุ่มก้มหน้าลง จุมพิตแผ่วเบาที่ชายกระโปรงยาวระพื้นของเอเลเนอร์
“เลดี้…บัดนี้ข้ามอบทั้งชีวิตและวิญญานให้แก่ท่านแล้ว”
เอเลเนอร์ลืมตาขึ้นอย่างเจ็บปวด กริชสีเงินวาวเล่มหนึ่งถูกยกขึ้นสูงในสองมือของดราแกน ชายหนุ่มยังคงคุกเข่านิ่งดุจหินสลัก เขาพร้อมน้อมรับสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในครานี้
“ได้โปรดลงทัณฑ์ข้า ให้สาสมแก่ความทรยศ ให้สาสมแก่การทำลายทุกไมตรีที่ท่านเคยหยิบยื่น แก่ผู้ชั่วช้าสามานต์ตรงหน้า ขอท่านจงหยิบกริชเล่มนี้ขึ้นเถิด แม้จะแทงร้อยครั้ง พันครา ข้าสาบานจะมิหลบเลี่ยงเลย”
เอเลเนอร์เอื้อมมือออกไป ปลายนิ้วแตะบนผิวโลหะเย็นเยียบ
น้ำตาของหล่อนรินหลั่ง หยดหนึ่งตกต้องที่ลวดลายราชสีห์บนด้ามกริช ดุจมันกำลังร่ำไห้ด้วยใจอันร้าวรานเฉกเช่นเดียวกัน
"แอนนาคุณพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างผมตลอดไปไหม" เจมส์พูดขึ้น ต่อหน้าแฟนสาวที่คบกันมาเกือบๆ 2 ปี ท่ามกลางบรรยากาศสุดหรู และแสนโรแมนติก ชายหนุ่มหยิบแหวนเพชรเม็ดโต แล้วนั่งคุกเข่าลงกับพื้น พลางยื่นแหวนต่อหน้าว่าที่เจ้าสาว
"เจมส์...คือว่า..."
"แก...โอ๊ย!!!" ทันใดนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งแทรกตัวจากผู้คนที่รุมล้อม แทนที่เจมส์จะได้คำตอบ กลับได้รับความเจ็บแทน
"นี่มันอะไรกัน!!!" เจมส์กำหมัดไว้แน่นจะชกตอบ แต่แอนนาห้ามไว้
"หยุดค่ะเจมส์!!!พอกันที" แอนนาปล่อยมือเจมส์แล้วเดินไปหาชายปริศนา
"เกิดอะไรขึ้นแอนนา"
“ฉันไม่อยากปกปิดคุณอีกแล้วค่ะ...ฉันขอโทษ ฉันเป็นเจ้าสาวของคุณไม่ได้ค่ะ เพราะผู้ชายคนนี้เขาเป็นพ่อของลูกในท้องของฉัน เรื่องทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นเพราะความโลภมากของฉันเอง ความไม่รู้จักพอ ฉันขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ฉันยอมรับว่าฉันทรยศคุณ ฉันขอโทษนะ ฉันรู้ว่าฉันจะพูดคำว่าขอโทษสักกี่พันครั้ง มันก็ไม่เท่าความรู้สึกที่คุณเจ็บหรอก ขอให้แค่รู้ไว้ว่าฉันขอโทษด้วยใจก็พอ...ลาก่อนค่ะเจมส์” แอนนาควงแขนชายปริศนาออกไป โดยไม่สนใจเจมส์โดยแม้แต่น้อย
“ขอบคุณมากเหมือนกันนะ สำหรับช่วงเวลาดีๆที่ผ่านมา คุณทำให้ผมรู้จักคำว่ารัก และคำว่าเสียสละ ขอบคุณจริงๆ ขอให้คุณโชคดีนะ...” เจมส์พูดไล่หลัง แต่อย่างไรแอนนาก็ไม่หันมาสนใจอยู่ดี น้ำตาของเจมส์เริ่มไหลออกมา ก่อนที่จะหยดลงเพชรเม็ดงามที่ประดับอยู่บนวงแหวน หลังจากที่ตัวกล่องถูกเปิด ก่อนจะปิดลง แล้วเดินจากไป...
...เหลือไว้เพียงคราบน้ำตา และแผลในใจ...
เป็นไงบ้างค่ะ สุดฝีมือแล้วล่ะค่ะ
ส่งทางไหนเหรอฮะ ? หรือว่าลงในนี้เอ่ย ??? หรือต้องเปิดเรื่องสั้นใหม่แล้วลงลิ้งค์อ่ะครับ
อาห์...ปั่นเสร็จแล้วค่ะ ยาวและดาร์กมาก =,.=;;;;
ชายหนุ่มบรรจงสวมแหวนเพชรเม็ดงามที่มีราคาเหยียบล้านลงบนมือเรียวงามของหญิงสาวที่นั่งอยู่ ณ ที่นั่งฝั่งตรงข้าม
แสงไฟสลัวในบรรยากาศแสนโรแมนติกทำให้อ่านสีหน้าของหญิงสาวได้อย่างยากเย็น
“แต่งงานกับผมได้ไหมคานาเอะ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกึ่งเว้าวอน “ผมสัญญาว่าผมจะรักเธอ ดูแลเธอและทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก”
“พี่ไรอัน...” หญิงสาวในชุดราตรีสีหวานพูดเสียงเครือ น้ำตาค่อยๆ หยดลงมาจากดวงตาสีน้ำตาลเข้มทั้งสอง “ฉัน...ฉันขอโทษ...ขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉัน...แต่งงานกับพี่ไม่ได้...ฉันไม่คู่ควรกับพี่ค่ะ...”
“ทำไมล่ะคานาเอะ?” ชายหนุ่มคว้ามือของหญิงสาวที่เขาแสนรักมากุมไว้ “ผมรักคานาเอะนะ ทำไมคานาเอะถึงคิดว่าไม่คู่ควรกับผมล่ะ? เพราะผมอายุมากกว่าเหรอ? หรือเพราะครอบครัวคานาเอะไม่ได้มีฐานะเท่าครอบครัวผม? เรื่องนั้นไม่เห็นเป็นไรเลย พ่อกับแม่ของผมเขาเอ็นดูคานาเอะมากนะ อย่าคิดว่าตัวเองด้อยแบบนั้นสิ”
หญิงสาวชักมือของตัวเองกลับ
“ฉัน...ฉัน...ฉันเป็นคนฆ่าอลิซ...”
“.......หา”
ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ลมหายใจติดขัดกะทันหัน ทุกสิ่งในสมองพลันว่างเปล่าไปหมดเมื่อได้ยินชื่อของน้องสาวคนเดียวที่เขารักแสนรัก...ซึ่งฆ่าตัวตายไปเมื่อ 7 ปีก่อน
“ไม่จริงใช่ไหมคานาเอะ...ก็...ก็เธอกับอลิซเป็นเพื่อนสนิทกันนี่นา....อีกอย่างอลิซ..ฆ่าตัวตายนะ เธอไม่ได้ฆ่าอลิซสักหน่อย”
“อลิซย้ายมาตอน ม.4 กลางเทอมที่ 1... เธอสวย...โดดเด่นและเพรียบพร้อม ทุกคนในห้องต่างก็รักเธอ...แต่ฉัน...โฮชิคาวะ คานาเอะ......เป็นส่วนเกินของห้อง...”
‘ฮะๆๆ ดูหน้ายัยเฉิ่มโฮชิคาวะสิ จะร้องไห้อยู่แล้วเนี่ย’
‘ว้ายๆ ฮิโตมินี่ล่ะก็ อย่าไปแกล้งโฮชิคาวะซังแบบนั้นสิจ๊ะ’
เด็กสาวผมสีดำยาวเม้มริมฝีปากแน่นขณะมองโต๊ะที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและเศษขยะของตน มือทั้งสองกำแน่นเพื่อระบายความรู้สึกในใจที่ไม่สามารถพูดออกไปได้
ตึกๆๆ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นก่อนจะหยุดลงด้านข้างของเด็กสาวผมสีดำประบ่า
‘เธอ เปลี่ยนที่นั่งกับฉันสิ’ สาวน้อยผมสีทองยาวสลวยเป็นประกายเงางามยิ้มให้คานาเอะ ดวงตาสีฟ้าเข้มของเธอฉายแววอ่อนโยน
“อลิซคอยช่วยฉันเสมอ...ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่เคยทอดทิ้งฉันเลย...เธอช่วยให้ฉันเปลี่ยนแปลงตัวเอง สอนให้ฉันรู้จักแต่งตัว สอนให้ฉันดูแลผิวพรรณและผม สอนให้ฉันกล้า เธอ...เป็นเพื่อนแท้ของฉัน แต่ว่า...แต่ว่า.....หลังจากนั้น...พอขึ้นชั้น ม.5 คิมิโยชิ ซายะ ก็ย้ายเข้ามา...เธอเป็นหัวโจกคนใหม่ของพวกเด็กเกเร แถมยังเป็นหลานของคนใหญ่คนโตในเขตนั้น ......เธอเกลียดอลิซ” หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ “การกลั่นแกล้งอลิซเริ่มต้นขึ้นโดยมีคิมิโยชิซังเป็นหัวหน้า...”
‘คิกๆๆๆๆ’
บนโต๊ะของสาวน้อยชาวต่างชาติมีแจกันดอกไม้วางอยู่ พร้อมกับกรอบรูปที่มีรูปภาพขาว-ดำ..รูปนั้นเป็นรูปของอลิซ
‘หะ..โหดร้าย’ คานาเอะพูดเสียงสั่น
‘ช่างมันเถอะ’ อลิซยิ้มจางๆ
“ฉันพยายามเอาเรื่องนี้ไปพูดกับครู...แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ทุกคนกลัวคิมิโยชิซังกันหมด แล้ววันหนึ่ง...”
‘อะไรนะ?’
‘ได้ยินแล้วนี่โฮชิคาวะจัง ฉันบอกให้เธอพายัยอลิซมาที่ห้องเก็บของตอนหกโมงเย็นน่ะ’
‘พวกเธอจะทำไมอลิซน่ะ!?’ คานาเอะถามทั้งที่ตัวสั่นเพราะความกลัว
‘ช่างเรื่องพรรค์นั้นเถอะน่า แต่ถ้าเธอไม่ทำ...ฉันจะเอารูปพวกนี้ไปลงเน็ตซะเลย’ เด็กสาวผู้ย้อมผมสีน้ำตาลแถมทำไฮไลท์หลากสีสันชูโทรศัพท์ขึ้นมา โดยที่ภาพบนหน้าจอนั้นคือภาพของคานาเอะในตอนที่โดนกลั่นแกล้งเมื่อสมัยก่อน...โดนสั่งให้ถอดชุดนักเรียนออกเหลือแต่ชุดชั้นใน... ‘แล้วจะลงชื่อจริงกับโรงเรียนด้วย รับรองว่าดังแน่ๆ โฮชิคาวะจัง’
“ฉัน...ฉัน....ไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะงั้น....”
‘คานาเอะ เรียกฉันมาที่นี่ทำไมเหรอ?’ สาวน้อยผมสีทองถามด้วยความสงสัย
‘ขอโทษนะ...อลิซ’
‘เอ๋? กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด!!’
“คิมิโยชิซังจ้างรุ่นพี่ผู้ชายมาสามคน...เธอถ่ายคลิปของอลิซเอาไว้....หลังจากนั้น..............”
“วันต่อมาอลิซก็ผูกคอตายในห้องของตัวเอง” ชายหนุ่มแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด
“ฉันขอโทษค่ะ ฮึก...ฮือ ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ พี่ไรอัน ฉัน....ฉันน่าจะพูดความจริงกับพี่...แต่...แต่ว่าฉันไม่กล้า...ฉันกลัวว่าพี่จะเกลียดฉัน...เหมือนที่อลิซคงจะเกลียดฉัน....ฉันหักหลังเธอ...ทรยศเธอ....ฉัน...ฉันต่างหากที่สมควรตาย...ไม่ใช่อลิซ........ฉันควรจะตายไปตั้งนานแล้ว...แต่ว่า....แต่ว่า........ฉันก็ทำไม่ได้.....”
คานาเอะในวัย 24 ปีฟุบหน้าลงกับฝ่ามือ เธอส่งเสียงร่ำไห้อย่างน่าสงสารออกมาโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนในร้านเลยแม้แต่น้อย
“ฉันที่เลวขนาดนี้...แต่งงานกับพี่ไม่ได้หรอกค่ะ....”
"โลกนี้มันโหดร้าย ...เธอก็รู้ บี.. โลกนี้มันขับเคลื่อนไปด้วยเงิน..."เสียงที่แผ่วเบาของเอทำให้บีใจหาย เพราะเสียงของเขานั้นช่างทำให้รู้สึกหนาวเหน็บ และเขานั้นไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ก่อน ทำไมเธอถึงรู้สึกราวกับว่า... อีกไม่นานเขากำลังจากเธอไป และไม่มีวันที่จะหันกลับมาหาเธอได้อีก... ตลอดกาล
ทั้งๆที่เธอรู้สึกว่า สิ่งที่เอพูดมันเป็นเรื่องที่... ที่... ที่แปลกประหลาด และบ้าบอ เมื่อเป็นเรื่องล้อเล่น แต่...
ทำไมในใจเธอถึงได้เจ็ยปวดขนาดนี้? มันเหมือนกำลังจะถูกฉีกขาด หรือว่าในใจของเธอนั้น... คิดว่ามันเป็นเรื่องจริง ทำไม? ท..ทำไมเธอถึงคิดแบบนั้ล่ะ? น..นี่เธอเป็น... อะไรของเธอกัน?
"น...นายพูดอะไรของนายน่ะ ฮะฮะฮะ ..."ทั้งๆที่พูดไปแบบนั้นและหัวเราะไปแล้วแบบนั้น แต่สีหน้าของเขาทำไมถึงต้อง... ต้องเป็นเหมือนหุ่นที่ไร้ชีวิตที่มีความรู้สึก...ทำไม?
"บี...ฟังฉันและฟังให้ดีๆด้วย..."เขาหยุดหายใจประมาณสายวินาทีก่อนจะพูดบางอย่างทำให้บีอึ้งและเจ็บเมื่อโดนมีดฟันไปทั่วร่างกายจนเหมือนว่าความเจ็บปวดพวกนี่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ง่ายๆ..
"...ฉันเป็นคนฆ่าพ่อของเธอเอง บี"ราวกับฟ้ากลั้นแกล้ง หลับจากที่เอพูดจบนั้น บีเธอเหมือนหูอื้อ ตาบอด ทำไม ทำไม ทำไมถึงต้องเป็นเขา...
และทำไม... ดวงตาของเธอถึงมีน้ำไหลออกมานะ?
_____________
เขียนได้แค่นี้(+เพิ่มนิดหน่อยนะคะ) พิมพ์ผิดอย่างไรต้องขอโทษด้วยค่ะ
“ผมขอโทษ”ชายหนุ่มตรงหน้าก้มหน้าก้มตาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“เกิดอะไรขึ้น?”หญิงสาวไม่เข้าใจในสิ่งที่คนตรงหน้าพูดเพราะหลังจากที่ถูกเรียกออกมา เขาก็ก้มหน้าก้มตาก่อนจะพูดออกมาว่าขอโทษซึ่งเธอไม่เข้าใจเลยว่าหมายถึงอะไร
“ผม...ผม ฮึก ผมทำผู้หญิงท้อง”ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงอันสั่นเครือ ก่อนที่จะมีน้ำตาหยอกลงบนหลังมือที่กำอยู่บนตัก
“อะ...อะไรนะ!!”หญิงสาวถึงกับอุทานออกมาเสียงดังเรียกให้คนระแวกนั้นหันมามองเธอเป้นตาเดียว แต่เพราะเรื่องที่เธอได้ฟังจากเขามันทำให้เธอแทบจะเป็นลม เพราะชายหนุ่มตรงหน้าคือว่าที่คู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกับเธอในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
“ผมขอโทษ ผมขอโทษ”ชายหนุ่มทรุดลงคุกเข้ากับพื้นและก้มหน้าปล่อยให้น้ำตาหยดลงพื้น ทำให้คนในระแวกนั้นหันมาให้ความสนใจ
“มันเกิดขึ้นได้ยังไงค่ะ”หญิงสาวลุกขึ้นก่อนจะไปพยุงให้ชายหนุ่มตรงหน้าลุกขึ้นนั่งที่เก้าอี้ตามเดิม
“ในวันที่ผมทะเลาะกับคุณ เพื่อนผมชวนไปปาร์ตี้ แต่หลังจากที่ปาร์ตี้เลิก ผมกับไม่ได้กลับบ้าน แต่ผมเลือกที่จะไปต่อทำให้ผมได้รู้จักเขา แล้ว...แล้ว...ผมขอโทษ ผมพลาดเอง ผมไม่ควรไปที่นั้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบของผม ผมขอโทษที่ผมหักหลังคุณ”ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาอธิบายพร้อมกับกำมือแน่น
“มันไม่เป็นไรเลยค่ะ แค่คุณมาบอกฉันตรงนี้ดีกว่าคุณปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดไปมากกว่านี้ คุณทำถูกแล้ว และเพราะเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ฉันจะทำอะไรนอกจากปล่อยคุณไป”หญิงสาวพูดพร้อมสะกดกลั้นน้ำตาที่กำลังไหลอาบแก้ม
“แต่ผมรักคุณนะ”ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาสบตาหญิงสาวด้วยสายตาเว้าวอน
“ฉันก็รักคุณแต่คุณทำอะไรไปแล้วคุณก็ควรจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง ขอบคุณนะค่ะที่มาบอกกับฉันก่อนที่เราจะแต่งงานกัน คุณทำถูกแล้วค่ะ ฉันขอร้องคุณนะคะ ว่าอย่าเอาเด็กในท้องของผู้หญิงคนนั้นออก ถึงเรื่องจะเป็นแบบนี้แต่เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะ เอ”หญิงสาวพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่ขาดแม้เธอพยายามปาดมันออกแค่ไหน เธอลุกขึ้นก่อนจะกุมมือชายหนุ่มและส่งยิ้มบางให้
แม้ว่าภายในหัวใจของหญิงสาวจะเจ็บมาเพียงไรแต่การที่เห็นคนรักของเธอสารภาพสิ่งที่ทำลงไป เธอก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดและโกรธเขาแต่อย่างไร เพียงแต่จะให้เธอแต่งงานกับเขาแล้วให้ผู้หญิงอีกคนที่ท้องต้องรับกรรมหรือให้เด็กรับกรรมมันก็คงไม่ดี ในที่สุดเธอก็ได้รู้สักทีกับสิ่งที่คนรักของเธอปิดบังมาตลอดหลายวันนี้ แบบนี้เองสินะ ขอบคุณมากจริงๆที่บอกความจริงกับฉัน หญิงสาวคิดก่อนจะเดินขึ้นรถแล้วขับออกไป และสิ่งที่หญิงสาวตัดสินใจไปนั้นทำให้ ชายหนุ่มนั่งจมกับสิง่ที่เขาได้พลาดพลั้งทำลงไป เพราะเขาได้เสียคนที่เขารักจากหัวใจไป
“บอกสิว่าแกโกหกเซลลี่ แกไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกมส์นี้ใช่ไหม”
“…”
“ฉันถามว่าใช่ไหม!”ชายหนุ่มนามเอริคตะคอกถามเสียงแข็ง
“ฉ..ฉันเป็นคนส่งการ์ดเชิญให้ทุกคน ซึ่งนั่นรวมถึงแกด้วย อึก…”ใบหน้าสวยที่เปราะไปด้วยคราบน้ำตาหันมาหาชายหนุ่มช้าๆ พลางกระชากแขนเขาสะบัดทึ้ง
”ต..แต่ แกต้องเข้าใจว่าฉันไม่มีทางเลือกนะ ถ้าฉันไม่ทำตามที่มันบอก มันจะฆ่าฉัน และคนที่เกี่ยวข้องกับฉันทั้งหมด ฉันต้องปกป้องพวกเขาเข้าใจไหม ฮืออ”เธอสารภาพทั้งน้ำตาด้วยความอัดอั้นตันใจ
“นั่นแกไม่ได้กำลังปกป้องตัวเองอยู่หรอ เหมือนกับตอนนี้ที่แกเลือกที่จะหยิบมีดจากพื้นนั่นมาไว้ในมือ เพื่อทำให้เกมส์บ้าๆนี่จบน่ะ”เอริคกล่าวอย่างรู้ทัน พลางมองใบมีดมันเงาสะท้อนแสงจากหลอดไฟติดเพดานอย่างไม่เกรงกลัว
“ฮึ่ม! เอาเซ่ ในเมื่อแกบีบให้ฉันพูดจนหมด และแกจะเอายังไง จะมาชิงมีดนี่และฆ่าฉันเหมือนกับที่เราฆ่าทุกคนอย่างนั่นเรอะ”ใบหน้าสวยสั่นเทิ้ม มือสั่นวาดมีดในมืดฟาดฟันอากาศอย่างบ้าคลั่ง
“แกนั่นแหละที่ฆ่าทุกคน”เขาท้วง
“…”เซลลี่นิ่งงัน เมื่อสิ่งที่ถูกครหาเป็นความจริง“ถ้าหากมีปืนมาจ่อหน้า เป็นแก แกจะเลือกอะไรระหว่างยกปืนขึ้นที่มีติดตัวกลาดยิงทุกคนเพื่อให้ตัวเองรอด หรือยอมตายโดยไม่ได้ทำอะไรเลย…ใครๆก็รักชีวิตตัวเองกันทั้งนั้นแหละวะ!”
ปัง! ไอกรุ่นจากปากกระบอกปืนถูกเหนี่ยวโดยชายหนุ่ม พร้อมกับร่างเหยื่อที่ล้มหงายลงกับพื้น
“เกมส์สารภาพบาปได้สิ้นสุดลงแล้วสินะ การแสดงถึงความอยากมีชีวิตอยู่ หลังจากรอดตายจากการฆ่าตัวตายนี่มันน่าหอมหวนสะจริง”
โบลก! แค่กๆ
“ เพราะชีวิตนั้นมีค่า ฉันเลยอยากให้พวกอย่างแก แก และแก ที่คิดจะทิ้งชีวิตเพื่อปลิดบาปทั้งหมดที่มี ให้ได้ลิ้มรสการอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกครั้ง เหมือนกับคำที่ว่า เมื่อเสียสิ่งหนึ่งไป จะรู้ว่ามันมีค่าแค่ไหนก็ตอนที่สายไปแล้ว”
สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งนิยายคือ ... ชื่อของตัวละคร
"นี่ฮิคาริจังฉัน ... ฉันจะทำยังไงดี" ฮานะรู้สึกกังวลใจ ทำให้เสียงที่เธอพูดออกมาตะกุกตะกัก
"อะไรหล่ะ ? เธอเป็นอะไร บอกฉันได้นะ" ฮิคาริเองก็กังวลใจไม่น้อย เพราะกลัวว่าเรื่องที่ฮานะพูดมันจะร้ายแรงเกินรับฟัง
"ฉันว่า ... ฉันหลงรักชินคุงเข้าซะแล้วหล่ะ"
"ห๊ะ ! ชินอาน่ะหรอ เธอหมายความว่ายังไงน่ะ"
"ฉันอุส่าห์จะช่วยเธอแก้แค้นชินอา ให้ชินอามาหลงรักฉัน แล้วฉันก็จะทิ้งเขาแบบที่เขาทิ้งเธอ แต่ฉัน ... ฉันกลับ หลงรักเขาเข้าซะเอง ... ฉันจะทำยังไงดีหล่ะฮิคาริจังฉันรักเขาไปแล้ว" น้ำตาของฮานะไหลออกมาอย่างเจ็บปวด ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นซะแบบนี้
"หึ .. เธอมันยังอ่อนต่อโลกนะ ฮา-นะ-จัง" เขาเน้นชื่อฮานะที่ละพยางค์อย่างจงใจประชด
"ส..เสียงนี้มัน" ฮานะหันหน้ากลับไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอย่างช้าๆ และเธอก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น
นั่นมัน ชินอา !
"ชินคุง ! นาย .. นายได้ยินหมดแล้วใช่ไหม ... คือฉัน ฉัน ... ขอโทษ.. "
"ฉันได้ยินตั้งแต่ต้นจนจบเลยหล่ะ ...ฉันน่ะ รู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้ว แต่แค่อยากลองใจเธอดูว่าเธอจะไปรอดสักกี่น้ำกัน...และไม่น่าเชื่อ...ว่าเกมนี้เธอจะเป็นผู้ 'แพ้' " ชินอาแสยะยิ้มออกมาอย่างคนที่ได้รับชัยชนะแต่สายตากลับตรงกันข้ามกับคำพูด
รอยยิ้มนั่น และสายตาแบบนั้น ทำไมฮานะถึงมองว่า ชินอากำลังฝืนอยู่
ความรู้สึกเหมือนกับโลกนี้ว่างเปล่า ชินอาเดินจากไปแล้ว ... ชินอาคนเดิมที่ฉันรู้จัก เขาไป ... จากฉันแล้ว
น้ำตาหยดสุดท้ายไหลอาบแก้มของฮานะ ....
"ความรักน่ะ ... มันก็เป็นแค่เกม เกมหนึ่งเท่านั้นแหละ .. มันไม่มีจริงหรอก รักแท้น่ะ" เขายิ้มอย่างสมเพศตัวเอง
'ฉันมันโง่เองที่เชื่อคนอย่างเธอ ถึงใจเราจะตรงกัน แต่ที่เธอทำมา ฉันให้อภัยเธอไม่ได้หรอกนะ ฮานะจัง ...'
ปล.อาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง
ปล2.แก้ไขในการเว้นบรรทัดค่ะ
*********
“ปัง !” เสียงกระสุนปืนดังกึกก้อง
“ฉัตรชัย ! นี่นาย …” สารวัตรโจ้อุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก เอามือจับไปที่หัวไหล่ข้างซ้ายของตนที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด
“ใช่ เป็นผมเองแหละ !” นายตำรวจชั้นผู้น้อยที่อยู่ด้านข้างจับปืนเล็งมาที่เขา
“ทำไมกัน ?!” สารวัตรโจ้ยังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ฉัตรชัยเบิกตาถลน แล้วตวาดออกไปด้วยเสียงอันดัง “เรื่องนี้คุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจนะ สารวัตร ว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป”
“ฉันทำอะไร ?”
“ผมอุตส่าห์ไว้ใจคุณ ให้ช่วยดูแลซาร่า... แต่คุณกลับ...” ชายหนุ่มร่างโย่งกล่าวไปทั้งน้ำตา
สารวัตรโจ้หน้าซีดเผือดไปทันใด
“นายรู้เรื่องของซาร่าได้ยังไง?”
ฉัตรชัยค่อยๆ ก้าวเท้าขยับเข้ามาใกล้ ปืนบาเร็ตต้าในมือของเขาจ่อไปที่หน้าอกของศัตรูคู่แค้น
“ผมจะบอกให้คุณรู้ก่อนตายก็ได้...” เขากลั้นใจไปครู่ แล้วกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “ที่จริงแล้ว ผมคือพี่ชายของซาร่า !”
“...!!!...”
คำสารภาพของฉัตรชัย ประหนึ่งดังสายฟ้าฟาดผ่าเข้ามาที่กลางใจของสารวัตรโจ้
“นาย ! นายคือพี่ชายของซาร่างั้นหรือ ?” สารวัตรโจ้อุทานออกมาด้วยความตื่นตะลึง คลื่นแห่งอารมณ์ได้ถาโถมกระหน่ำเข้ามากระแทกจิตใจของเขา... บุคคลที่เคยคิดว่าได้ตายไปแล้วกลับมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า อารมณ์แห่งความปีติยินดี ประทุออกมาจากห้วงส่วนลึกจากจิตใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“มาเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะนะ” ฉัตรชัยกล่าวหลังเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของชายที่อยู่เบื้องหน้า... เขาพยายามข่มความคิดของตนเองไม่ให้นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เคยทำงานร่วมกันมา แล้วตัดสินใจด้วยอารมณ์เด็ดขาดเพื่อไม่ให้ตนเองต้องเผลอใจอ่อน
“ไปสำนึกบาปของคุณในนรกซะเถอะ !”
กล่าวจบก็ง้างนิ้วเหนี่ยวไกปืนออกไปในจังหวะเดียวกับที่สารวัตรโจ้เอื้อนเอ่ยคำสารภาพของตนที่ปกปิดเอาไว้โดยตลอดออกมา
“ฉันเป็นพ่อของนาย !”
“เปรี้ยง !”
*********
"ก็เรื่องมันมีอยู่ว่า...เมื่อสี่ปีก่อนมีรุ่นพี่คนหนึ่งเธอชื่อ สาว เป็นนักเรียนม.หกของโรงเรียน รุ่นน้องหลายคนจึงเรียกเธอว่า 'พี่สาว' เรียนดีแถมยังเป็นประธานนักเรียนอีกด้วย ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่เธอจะเป็นที่ชื่นชอบของรุ่นน้องและเพื่อนหลายๆคน แต่มีรุ่นน้องม.สี่คนหนึ่งเขียนจดหมายสารภาพรักกับพี่สาว แต่แน่นอนว่าเนื่องจากสาวเป็นเด็กเรียนเธอจึงปฏิเสธรุ่นน้องคนนั้นไป เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงวันจบการศึกษาเธอก็ถูกรุ่นน้องคนนั้นนัดไปที่ห้องคอมฯที่ตึกของเด็กม.ต้นอาจารย์หลายๆคนก็ทักนะ ในวันนั้นพี่สาวถูกสารภาพรักอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็เหมือนเดิม เธอปฏิเสธไป แต่ด้วยความรักบังตาหรืออะไรก็ไม่ทราบเขาจึงตัดสินใจที่จะข่มขืนพี่สาว พี่สาวก็ขัดขืน เขาเลยใช้มือบีบคอพี่สาว แต่ตอนนั้นเธอยังไม่ตายนะแค่สลบไปเฉยๆ แล้วหลังจากนั้น...เขาก็ทำการข่มขืนพี่สาว เมื่อเสร็จกิจแล้วในจังหวะที่เขาหันไปแต่งตัวพี่สาวก็หยิบสายเม้าส์มารัดคอเขา แต่รุ่นน้องคนนั้นก็ผลักพี่สาวออกแล้วใช้คัตเตอร์ที่ซ่อนไว้แทงเข้าที่หลังของพี่สาว จากนั้นก็ปาดคอแล้วจุดไฟเผาพี่สาวอีกทีหนึ่ง แล้วเขาก็จุดไฟเผาห้องกับตึกเสร็จก็หนีไป เรื่องจริงๆเป็นแบบนี้ แต่ไม่สามารถหาหลักฐานได้จึงไม่สามารถเอาผิดใครได้" ลาเต้เล่าอย่างยาวก่อนจะสรุปเรื่องตามที่เขารู้มา
"เมื่อคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ผมคงไม่อยู่ที่นี่แล้ว" หญิงสาวอ่านบรรทัดสุดท้ายของจดหมายที่ได้รับจากพนักงานของร้านข้าวต้มโต้รุ่งเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนเธอนั่งทานข้าวต้มโต้รุ่งที่ร้านริมชายหาดกับเขาโดยไม่เอะใจกับประเด็นในบทสนทนาเลยสักนิด
"คุณคิดว่าผมไว้ใจได้ใช่ไหม" เขาถามขณะตักต้มยำกุ้งใส่ถ้วยให้เธอ
"แน่นอนสิ! นายเป็นคนเดียวที่เราไว้ใจมากที่สุด แล้วนายไว้ใจเราไหม" เธอเอ่ย
"มันแน่นอนอยู่แล้ว แม้ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่ผู้หญิงแท้ๆ แต่ผมก็ไม่เคยบอกใครตามที่สัญญากับคุณ"
"นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลย งั้นฉันยกผัดผักบุ้งไฟแดงของโปรดฉันให้นายเป็นรางวัล" หญิงสาวหัวเราะพลางยื่นจานผัดผักบุ้งให้ชายหนุ่ม
"งั้นผมไม่เกรงใจนะ แล้วจะไม่เหลือให้คุณเลยด้วย ฮ่าๆ" ชายหนุ่มหัวเราะดังลั่นเมื่อเห็นอีกฝ่ายมองแล้วได้แต่กลืนน้ำลายดัง "เอื๊อก!" จนชายหนุ่มตักคำสุดท้ายเข้าปาก
พลันเสียงโทรศัพท์ของชายหนุ่มก็ดังขึ้น เขาจึงขอตัวไปคุยโทรศัพท์ เพียงแค่ชายหนุ่มเดินจากไปไม่กี่นาที เสียงข้อความจากมือถือของหญิงสาวก็ดังขึ้น เธอรีบเปิดอ่านทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นข้อความจากแฟนหนุ่มต่างชาติที่เธอคบมาสองปี
'ผมกำลังเดินทางกลับประเทศ เราเลิกกันเถอะ'
น้ำตาหญิงสาวไหลเป็นทางก่อนหยดลงบนจานข้าว เธอรู้ดีว่าสักวันต้องเป็นแบบนี้ แต่ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้ ทั้งๆที่วันก่อนเขาบอกว่าจะยังไม่กลับประเทศเพื่อดูโชว์ที่เธอจะขึ้นแสดงอีกสองวันข้างหน้าก่อน แต่มันก็จบสิ้นแล้ว
"เกิดอะไรขึ้น? ร้องไห้ทำไม?" ชายหนุ่มที่เดินกลับมาเห็นเพื่อนร้องไห้ก็ตกใจ
"มาร์คขอเลิกกับฉัน เขาเดินทางกลับประเทศแล้ว" หญิงสาวโผกอดชายหนุ่มก่อนจะร้องไห้กับบ่าของเขา โดยไม่รู้ว่าชายหนุ่มกำลังอมยิ้มน้อยๆอยู่
แล้วเสียงโทรศัพท์ของชายหนุ่มก็ดังขึ้นอีกครั้ง เขาจึงผละเธอออกจากอ้อมกอด แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินออกไปคุยโทรศัพท์ เขาก็กระซิบบอกเธอ
"ผมกำลังจะแต่งงาน"
หญิงสาวอึ้งและมึนงง เขาไม่เคยบอกเธอเรื่องนี้เลย จนเธอคิดว่าเขามีแฟนหรือคบใครที่เกินกว่าเพื่อน
"แต่งเมื่อไรล่ะ อยากให้ฉันช่วยเตรียมงานไหม" เธอเอ่ยขณะรีบใช้มือเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆเพื่อจะยินดีกับเพื่อน
"ไม่เป็นไร ผมไปก่อนนะ" เขากล่าวพลางกดรับโทรศัพท์ก่อนจะเดินออกไปคุยที่ชายหาด แล้วเธอก็ไม่เห็นเขากลับมาอีกเลย
หญิงสาวจึงเรียกพนักงานมาเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าชายหนุ่มจ่ายเงินค่าอาหารแล้ว ทว่าพอเธอจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ พนักงานก็ได้ยื่นซองจดหมายสีชมพูให้เธอ
"ขอบใจสำหรับทุกสิ่งที่เธอทำให้ผม รวมถึงมิตรภาพดีๆของเรา ผมจะไม่ลืมว่าผมเคยมีเพื่อนที่ดีที่สุดอย่างเธอ แล้วขอบคุณเธอมากๆนะแพรวาที่ทำให้ผมได้มีวันนี้ วันที่ผมได้พบกับคนดีที่จะร่วมสร้างอนาคตกับผม ขอบคุณเธอมากจริงๆนะที่ยกอาหารจานโปรดให้ผมเป็นรางวัล แล้วหวังว่าถ้าผมกินอาหารโปรดของเธออีกจานโดยไม่แบ่ง คงไม่เป็นไรนะ คืนนี้ผมจะบินไปแต่งงานกับเจ้าบ่าวของผม แพรวาโปรดอวยพรให้ผมกับมาร์คมีความสุขด้วยนะ"
ปล.เมื่อคุณอ่านจดหมายฉบับนี้ ผมคงไม่อยู่ที่นี่แล้ว
ไวน์สีแดงเลือดในแก้วทรงหรูถูกยกไปเสิร์ฟที่โต๊ะทำงานของเขา ไมเคิลยิ้มเมื่อเห็นเธอยืนรออยู่ที่เดิม ใช่ เธอรู้หน้าที่ดี
“หลายคนสงสัยว่าทำไมเธอถึงเป็นคนโปรดของฉัน...”
เขายกแก้วไวน์ขึ้นจิบ เอพริลก้มลงมองพื้น ไม่อยากมองหน้าเขา ไมเคิลยิ้มอย่างไม่ถือสา
“ก็เข้าใจอยู่ที่เธอเกลียดฉัน ทำไงได้ล่ะ พ่อแม่เธอฉันก็ฆ่าเองกับมือ...”
ไมเคิลเว้นช่วง มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ถูกเติมเต็มด้วยความแค้น
“แต่เธอก็ยังทำงานให้ฉัน เพื่อใช้หนี้แทนพวกเขาอยู่...” สัมผัสที่พวงแก้มนวลเบาๆ “...น่ารักจังเลยนะ”
เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตามเดิม เอพริลล้วงเข้าไปใต้เสื้อยีน หยิบปืนออกมาแล้วเล็งไปที่ตำแหน่งกลางศีรษะ ไมเคิลเหยียดยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงเย็นๆ ว่า
“แม้แต่เธอก็เป็นไปตามเขาด้วยเหรอ?”
“...ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่”
“นี่ๆๆ... คิดว่าแค่เอาปืนมาจ่อหัวฉันแล้วบอกโต้งๆ ว่าอยากออกไปแบบนี้ง่ายไปหน่อยมั้ง”
เอพริลเหยียดยิ้ม
“ฉันเป็นคนโปรดของคุณ... ไมเคิล”
“...”
“ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะว่าต้องจัดการกับคุณยังไง... คุณบอกเองนะว่าฉันเป็นคนฉลาด”
เขาแค่นหัวเราะ “...เธอมันคนทรยศ”
ปัง!!
กระสุนเจาะทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามา มันถูกฝังลงไปในหัวของเขาอย่างแม่นยำ ไมเคิลฟุบลงกับโต๊ะ เลือดไหลนองไปทั่วบริเวณ
เอพริลมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาไร้แวว ใช่... เคยเห็นภาพแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เขาฆ่าพ่อแม่ของเด็กทุกคนที่นี่ เลี้ยงพวกเขาไว้เพื่อให้มาใช้หนี้แทนทีหลัง...
...หมดหนี้แล้วก็ฆ่าปิดปากพวกเขา
เสียงของคลื่นวิทยุสื่อสารดังขึ้น เอพริลหยิบขึ้นมา
[เกทส์พูด... ได้ยินมั้ย]
“ชัดเจน”
เธอตอบกลับ มองออกไปยังหน้าต่างด้านตรงข้าม ที่ๆ เขายืนอยู่ในความมืด
[จะเดินทางกันเลยมั้ย?]
“เดินทางที่จุดนัดพบ เปลี่ยน”
เธอตอบกลับไปก่อนจะเก็บหลักฐานทุกอย่าง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครตามไปวุ่นวายกับชีวิตพวกเขาทีหลัง
...เขาเคยพูดว่าไม่มีใครหนีไปจากเขาได้
...ก็แล้วไงล่ะ
...เขาเคยพูดว่าเมื่อหมดหนี้แล้วเขาจะปล่อยพวกเราไป
...ไม่เคยมีวันนั้นหรอก
“หึ...” เอพริลแค่นหัวเราะเมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาเคยพูดเมื่อวันวาน
“แกมันทรยศ...”
Anywhere You can Safe: April7X
(Post on www.Avenged Sevenfold Fanfiction.com)
**************************************************
เค้นพลังสมองสุดๆ
จริงๆ แล้วรางวัลไม่ต้องก็ได้ =w= เอาแค่คนอ่านสนุกก็พอ
"ทำไมกันล่ะ อาคาริ ทำไมเธอถึงต้องทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้กับทุกคนด้วย"
หลังจากสิ้นสุดการต่อสู้ที่แลกด้วยชีวิต อาคาริที่เสียสละตัวเองเพื่อให้ฮิโตริสามารถใช้การโจมตีปิดฉากได้สำเร็จ ขณะนี้กำลังได้รับการดูแลจากมิรัน ผู้ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยชีวิตและแม่ของเธออยู่ไม่ห่าง เธอกำลังนอนหนุนตักอย่างสงบราวกับลูกสาวที่นอนหลับอยู่บนตักของแม่ที่แท้จริง
แต่ว่า บาดแผลที่อาคาริได้รับนั้นไม่ธรรมดาเลย มีแต่แผลฉกรรจ์ที่ถ้าเกิดขึ้นกับผู้หญิงอายุเท่ากับเธอก็คงแทบเอาชีวิตไม่รอดเท่านั้น ส่วนแผลเก่าที่เกือบจะปิดสนิทแล้วก็เปิดขึ้นเพราะการต่อสู้จนมีเลือดไหลเพิ่มขึ้นอีก สิ่งที่รอคอยเธออยู่ก็มีแต่ความตายเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง ฮิโตริที่หอบร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ก็มาถึงที่นี่พอดี เธอสังเกตทั้งสองกำลังนั่งอยู่ด้วยกันอย่างสงบจากใต้ร่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป
"คิดว่าแค่เข้ามาช่วยชีวิตฉันจนตัวเองใกล้จะตายแทนแล้วเรื่องจะจบอย่างนั้นเหรอ ทั้งที่เซย์ริมีหน้าที่ต้องต่อสู้กับพวกสัตว์ประหลาดทั้งที่ก็จบไปตั้ง 10 ปีแล้วแท้ๆ แล้วชีวิตของฮิโรมิ ชีวิตของเซย์ริทุกคนที่ต้องจบลงเพราะผู้หญิงคนนั้นล่ะ ชดเชยแค่นี้มันจะง่ายเกินไปหรือเปล่า"
ในตอนนั้นเอง ดวงตาของฮิโตริก็มีแสงสีแดงเรืองขึ้นมา ฟันก็ขบเข้าหากันแน่น เธอยังคงจำสิ่งที่อาคาริเคยทำได้ไม่ลืม ทั้งฮิโรมิที่ต้องตายไปเพราะปกป้องเธอจากอาคาริ ทั้งรอยแผลเป็นที่สลักลึกในใจของมิรันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงความตายของเซย์รินับไม่ถ้วนที่เกิดจากน้ำมือของผู้หญิงคนนั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้มันเลือนหายไปพร้อมกับชีวิตของผู้หญิงคนนั้น...
แต่ดูเหมือนว่า มิรันจะไม่ได้คิดอย่างนั้น เธอยังคงใช้แขนหนุนศีรษะของอาคาริเอาไว้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นโอกาสดีที่จะล้างบัญชีทั้งหมดแล้วก็ตาม กระทั่งสีหน้าเศร้าสร้อยนั่นก็มากเกินกว่าที่จะออกมาจากการเสแสร้ง
"ตอบคำถามฉันมาก่อนสิ ทำไมเด็กที่อ่อนโยนอย่างเธอถึงทำร้ายคนอื่นได้โดยไม่กะพริบตา ทำไมถึงแย่งชิงชีวิตคนอื่นได้อย่างกับว่าเป็นเรื่องง่ายๆ เรื่องโหดร้ายแบบนั้น… มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ฉันไม่อยู่เหรอ"
มิรันเปล่งเสียงเรียกอาคาริที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนตักของเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆ นอกจากเลือดที่ยังคงไหลไม่หยุด กับเสียงลมหายใจอันแหบแห้งที่เหมือนเสียงแทนคำตอบของเธอ แล้วเสียงของสาวน้อยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ดังขึ้นมา แต่ว่าเป็นเสียงที่แหบแห้งจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง
"ที่ผ่านมา ฉันคิดมาตลอดว่าคุณทอดทิ้งฉัน คุณเลือกให้ฉันต้องมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อที่จะทำร้ายฉัน เพราะฉะนั้น ฉันถึงคิดว่าถ้าฉันทำให้คุณต้องรู้สึกทรมานแบบเดียวกัน คุณก็จะกลับมาสนใจฉันอีกครั้ง ฉันคิดแค่นั้นจริงๆ"
"เธอก็เลยยอมให้มันเปลี่ยนแปลงเธอ จากเด็กที่เคยร้องไห้กลัวความตายในวันนั้น กลายมาเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับอย่างทุกวันนี้น่ะเหรอ หรือว่ามันยังมีเหตุผลอย่างอื่นอยู่อีก"
"เหตุผลอย่างอื่นเหรอ" อาคาริหยุดใช้ความคิด แต่สมองที่ขาดเลือดทำให้เธอนึกคำตอบดีๆ ไม่ออก จึงต้องตอบกลับไปเท่าที่นึกได้ "มันก็เหตุผลเดียวกับที่ทำให้คุณมิรันสู้ยิบตากับฉันเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วก็เหตุผลเดียวกับที่ทำให้คุณวิวัฒนาการขึ้นมาได้นั่นแหละ"
"เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้วนะ เหตุผลที่ฉันต่อสู้ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นสักหน่อย" มิรันตอบกลับไป ในขณะที่มีสีหน้าเขินอายเล็กน้อย แต่ใบหน้าที่เปล่งสีชมพูจางๆ ก็ถูกคราบเลือดกลบจนหมด "ฉันจะพาเธอไปรักษา หลังจากนั้นเราก็จะต่อสู้กับคนที่ทำให้พวกเราต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ด้วยกัน พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างที่เธอปรารถนา จะได้ทำเรื่องทุกอย่างที่เธอไม่มีโอกาสได้ทำจนสาแก่ใจ... เพราะฉะนั้น อย่าพูดเหมือนกับว่าเธอกำลังจะตายอีกนะ"
"ไม่… ไม่มีใครที่จะให้การรักษากับฉันแล้ว คุณมิรันเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ"
เสียงของอาคาริที่พูดคำนี้ราวกับว่าละทิ้งความคิดที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว
มิรันก็รู้ว่ามันเป็นความจริง สถานภาพของอาคาริในตอนนี้ไม่ใช่แค่สำหรับมิรันหรือฮิโตริเท่านั้น อาคาริที่ให้ความช่วยเหลือฮิโตริต่อสู้กับพวกของเธอก็กลายเป็นคนทรยศของทางนั้นเช่นกัน หรือก็คือ ถึงทางนั้นจะมีอุปกรณ์ช่วยรักษาเธอได้ สิ่งที่รอต้อนรับอาคาริอยู่ในนั้นก็มีเพียง ”การสงเคราะห์” ต่างหาก
"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ"
"ที่ผ่านมาฉันทำร้ายทุกคน ฉันเคยฆ่าคนเพียงเพราะความต้องการของตัวเอง ดังนั้น ปล่อยให้ฉันได้รับกรรมของฉันเถอะ แบบนั้นทุกคนก็จะมีความสุขกว่า ทั้งฉัน ทั้งฮิโตริ แล้วก็คุณด้วย"
"พูดอะไรของเธอ!" มิรันตะโกนเสียงแข็ง เธอจะไม่ยอมให้คำพูดนั้นของอาคาริคือความตั้งใจจริงๆ ของเธอเด็ดขาด หรืออย่างน้อยแค่ทำให้เธอหลอกตัวเองว่าเป็นเช่นนั้นได้ก็ยังดี
"เธอจะต้องมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่เพื่อคนที่ต้องทุกข์ทรมานเพราะเธอ เธอต้องมีชีวิตอยู่ในส่วนของฮิโรมิที่เธอเป็นคนพรากไป เธอต้องอยู่เพื่อฮิโตริที่ต้องแบกรับความเหงาและความเศร้าที่เธอเป็นคนมอบให้ และเธอต้องมีชีวิตอยู่เพื่อฉัน… เพื่อผู้หญิงโง่ๆ ที่เฝ้ารอวันที่จะได้กลับมาพบกับเธอมาตลอด ขอร้องล่ะ"
มิรันกัดฟันแน่นโดยที่พยายามกลั้นความอ่อนแอของตัวเองไปด้วย คำพูดทั้งหมดของเธอระคนด้วยความโกรธที่ไม่รู้ที่มา ซึ่งเธอเพิ่งจะมารู้เอาภายหลังว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
"ฉันขอร้อง อย่าทำให้ฉันต้องเสียใครไปมากกว่านี้อีกเลยนะ"
มิรันพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่คำขอร้องนั้นกลับไม่เป็นผลเลย ร่างกายของอาคาริอ่อนแรงลงมาก เธอเสียเลือดมากเกินไปจนนิ้วมือเย็นราวกับน้ำแข็งไปแล้ว ถึงอย่างนั้น สายตาที่มองกลับมายังดวงตาสีฟ้าครามของมิรันก็ไม่ได้อ่อนแรงลงเลย
ขนาดฮิโตริที่อยู่ห่างออกไปยังรู้สึกได้ แล้วทำไมมิรันจึงจะไม่รู้สึก
หลักฐานก็คือ น้ำตาที่ไหลลงมาจากดวงตาของมิรัน หยดลงบนมือที่เย็นข้างนั้นเอง
จังหวะนั้นเอง มือที่น่าจะหมดความรู้สึกไปแล้วของอาคาริก็ขยับฝืนๆ ล้วงเข้าไปในกระโปรงผ้าโปร่งที่ขาดวิ่น ก่อนจะหยิบเอาวัตถุทรงกระบอกเตี้ยๆ ผิวขรุขระชิ้นหนึ่งออกมายื่นให้กับมิรัน สายตาของเธอไม่ได้มองไปที่มิรัน แต่ว่ามองไปรอบๆ หวังว่าใครอีกคนหนึ่งที่คู่ควรกับของชิ้นนี้มากกว่าเธอจะยังคงอยู่ใกล้ๆ นี้ ซึ่งของสิ่งนั้นก็ไปเข้าตาฮิโตริเข้าพอดี
“เจ้านั่นมัน” ฮิโตริเอ่ยกับตัวเองเบาๆ ด้วยเสียงที่เปี่ยมด้วยความคนึงหา
“…ของฮิโรมิ”
มิรันที่มองเห็นวัตถุชิ้นนั้นมีการตอบสนองนิดหน่อย เธอรู้สึกว่าของชิ้นนั้นน่าจะมีความสำคัญสำหรับพวกเธอมากจนเอื้อมมือไปแตะแผ่นหลังของตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรู้สึกตัวแล้วเอ่ยถามอาคาริ
"อาคาริ หรือว่านั่นคือ..."
คำพูดของมิรันสิ้นสุดเพียงเท่านั้น เพราะนิ้วมือที่กลายเป็นสีม่วงของอาคาริยกขึ้นมาแตะกับมือที่เธอใช้หนุนศีรษะของอาคาริเอาไว้ ความเย็นที่แผ่เข้ามาทำให้น้ำตาหยุดไหลไปพักหนึ่ง จังหวะนั้น ใบหน้าของอาคาริก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ
"ของขวัญขอโทษ… ฉันฝากให้ฮิโตริด้วยนะคะ"
ทันทีที่พูดจบ มันก็เป็นวินาทีเดียวกับที่ลมหายใจสุดท้ายของอาคาริหลุดออกไปพอดี มือที่กุมวัตถุนั้นอยู่ก็ร่วงลงบนพื้น ตอนนั้นเอง น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้วก็กลับมาไหลอีกครั้ง มีน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนขอบตาของอาคาริ ก่อนที่น้ำตาหยดอื่นๆ จะร่วงตามลงมา
ไม่มีคำพูดใดๆ อีกแล้ว…
ริมฝีปากของผู้ที่ยังมีชีวิตสั่นระรัว น้ำตาที่ไหลเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มันเพิ่มจำนวนขึ้นจนบดบังภาพของเด็กสาวที่สิ้นลมหายใจในอ้อนแขนจนหมดสิ้น แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่มิรันสามารถมองเห็นได้จากข้างหลังน้ำตาที่ล้นปริ่มนั้น
ร่างของอาคาริ มีแสงส่องออกมา
ร่างที่ไร้ชีวิตของเธอกลายเป็นละอองแสงลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะจางหายไปในแสงอาทิตย์ที่เริ่มส่องลงมาหลังจากที่หลบอยู่หลังก้อนเมฆมาตลอด ราวกับดวงวิญญาณของเด็กที่หลงผิดจะได้รับการให้อภัย และได้รับการต้อนรับไปยังโลกที่เหมาะสมกับเธอแล้ว เหลือเอาไว้เพียงแขนของมิรันที่ยังคงอยู่ในท่าให้หนุนตัก แล้วยังคงค้างอยู่เช่นเดิม
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือว่าน้ำตาของเธอจะหยุดไหลไปแล้วก็ตาม
//แก้ไขหลายๆครั้งมันรบกวนท่านอื่น ลบแล้วลงใหม่ซะเลยนี่แหละ
//กะแล้วว่าถ้าจะให้ได้อารมณ์ครบถ้วนก็ต้องเป็นเนื้อเรื่องหลักที่มีวีรกรรมทั้งหมดของอาคาริเท่านั้นถึงจะดีที่สุด