สงกรานต์ที่ผ่านมาพี่น้องตั้งเป้าไว้ว่าจะอ่านหนังสือเพื่อมาเขียนวิจารณ์อย่างน้อย 1 เล่มค่ะ (และก็ได้แค่ 1 เล่มจริงๆ) เรื่องที่พี่น้องเลือกมาก็คือ Mortal Engines สมรภูมิล่าเมือง ของ ฟิลิป รีฟ (คนละเรื่องกับ Mortal Instrument นะ)
Mortal Engines เป็นนิยายภาคต่อ 4 เล่ม แนวไซไฟดิสโทเปียสไตล์เดียวกับ The Hunger Games แต่จะมีกลิ่นอายของ Steampunk หรือยุคของเครื่องจักรไอน้ำ นั่นคือแม้จะเป็นโลกอนาคต แต่ไม่ได้อนาคตจ๋าแบบยานลอยฟ้า เมืองที่ใช้วัสดุจากไทเทเนียมสีเงินวิ้งๆ เป็นโลกอนาคตหลังสงคราม ทำให้ความรู้และเทคโนโลยีบางอย่างสูญหายไปจากผู้คน พวกเขาจึงก่อร่างสร้างตัวกันใหม่ด้วยความรู้เท่าที่มี
เรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร?
ใครอ่านแล้วข้ามหัวข้อนี้ไปได้เลยค่ะ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือเป็นอนาคตที่โลกเปลี่ยนไปเพราะสงครามค่ะ ทำให้เมืองน้อยใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่หาทางเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนตัวเองให้เป็น 'เมืองเคลื่อนที่ (Traction City)' และอาศัยหาทรัพยากร (ที่ขาดแคลนสุดๆ) จากการกินเมืองที่อ่อนแอกว่า แต่ก็มีบางเมืองที่ไม่เคลื่อนที่ เป็นเมืองแบบที่เราอยู่กัน เมืองพวกนั้นกลายเป็นเมืองล้าหลัง ไร้อารยธรรมไป นอกจากเมืองเคลื่อนที่ก็ยังมีเรือเหาะ และเมืองลอยฟ้า
ลอนดอน เป็นเมืองเคลื่อนที่เมืองหนึ่ง อาศัยกินเมืองเล็กๆ เพื่อประทังชีวิต 'โทมัส แนตส์เวิร์ธที' เด็กกำพร้าอายุ 15 ปีอาศัยอยู่ในเมืองนี้ เป็นตัวเอกของเรื่อง เขาทำงานเป็นเด็กฝึกหัดในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และชื่นชม 'ทัดเดอุส วาเลนไทน์' หัวหน้าสมาคมประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง
คืนหนึ่งเขาได้มีโอกาสพบกับฮีโร่ในดวงใจสักที แต่กลับมีผู้หญิงชื่อ 'เฮสเทอร์ ชอว์' บุกเข้ามาพยายามฆ่าวาเลนไทน์ โทมัสช่วยฮีโร่ของตัวเองให้ปลอดภัยได้และพยายามจับเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่กลายเป็นว่าเขาถูกวาเลนไทน์หักหลังด้วยการผลักตกจากเมืองเคลื่อนที่พร้อมกับเฮสเทอร์ ระหว่างการเดินทางเอาตัวรอดจากพื้นดินกับเด็กหญิงหน้าตาอัปลักษณ์ เขาจึงได้รู้ความจริงว่าวาเลนไทน์ไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็นฆาตกรที่เคยฆ่าพ่อแม่ของเฮสเทอร์ แถมยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใบหน้าเธอเสียโฉมด้วย
คืนหนึ่งเขาได้มีโอกาสพบกับฮีโร่ในดวงใจสักที แต่กลับมีผู้หญิงชื่อ 'เฮสเทอร์ ชอว์' บุกเข้ามาพยายามฆ่าวาเลนไทน์ โทมัสช่วยฮีโร่ของตัวเองให้ปลอดภัยได้และพยายามจับเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่กลายเป็นว่าเขาถูกวาเลนไทน์หักหลังด้วยการผลักตกจากเมืองเคลื่อนที่พร้อมกับเฮสเทอร์ ระหว่างการเดินทางเอาตัวรอดจากพื้นดินกับเด็กหญิงหน้าตาอัปลักษณ์ เขาจึงได้รู้ความจริงว่าวาเลนไทน์ไม่ใช่ฮีโร่ แต่เป็นฆาตกรที่เคยฆ่าพ่อแม่ของเฮสเทอร์ แถมยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใบหน้าเธอเสียโฉมด้วย
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจึงจะอยู่รอด
Mortal Engines มีธีมหลักที่อิงกับทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่เรารู้จักกันดี นั่นก็คือ Survival of the Fittest คนที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะอยู่รอด ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และบางทีก็ต้อง 'เหยียบ' ผู้อื่นเพื่อขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุด
ถึงแม้ว่าสังคมที่เราอยู่ในปัจจุบันมันก็อิงแนวคิดนี้อยู่เนืองๆ แต่ในเรื่องนี้ ทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วินกลับกลายเป็นหลักธรรมที่ชาวเมืองเคลื่อนที่ยึดถือเลยทีเดียว ในขณะที่เมืองไม่เคลื่อนที่ต่างลงหลักปักฐาน ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์แบบโลกที่เราอยู่ พวกเมืองเคลื่อนที่กลับหาทรัพยากรจากการกินเมืองเล็กๆ ที่อ่อนแอกว่า หรือแม้แต่ทำลายเมืองไม่เคลื่อนที่และยึดทรัพยากรทั้งหมดมาเป็นของตัวเอง
ถึงแม้ว่าสังคมที่เราอยู่ในปัจจุบันมันก็อิงแนวคิดนี้อยู่เนืองๆ แต่ในเรื่องนี้ ทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วินกลับกลายเป็นหลักธรรมที่ชาวเมืองเคลื่อนที่ยึดถือเลยทีเดียว ในขณะที่เมืองไม่เคลื่อนที่ต่างลงหลักปักฐาน ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์แบบโลกที่เราอยู่ พวกเมืองเคลื่อนที่กลับหาทรัพยากรจากการกินเมืองเล็กๆ ที่อ่อนแอกว่า หรือแม้แต่ทำลายเมืองไม่เคลื่อนที่และยึดทรัพยากรทั้งหมดมาเป็นของตัวเอง
ขั้นตอน 'เมืองกินเมือง' ของลอนดอนก็โหดร้ายไม่แพ้กัน เมืองที่ถูกจับได้จะถูกแยกส่วนเป็นชิ้นๆ ชาวเมืองที่รอดชีวิตจะถูกจับออกมาเป็นแรงงาน และข้าวของเครื่องใช้ก็จะถูกรุมทึ้งโดยพวกพ่อค้าของเก่าหรือนักประวัติศาสตร์ของลอนดอนเพื่อหาวัตถุมีค่าหรือมีประโยชน์จริงๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือผู้เขียนเรื่องนี้บรรยายให้เหมือนกับเมืองเหล่านี้มีชีวิต เหมือนเป็นสัตว์ตัวหนึ่งที่กำลังโจนเข้าเหยื่อ ฉีกทึ้งร่างของเหยื่อที่พยายามหนีหัวซุกหัวซุน และชาวเมืองก็ส่งเสียงเชียร์ด้วยความยินดีเมื่อฝ่ายตัวเองชนะ ยิ่งตอกย้ำความโหดร้ายเข้าไปใหญ่
เหตุการณ์แบบนี้ทำให้นึกถึงช่วงยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกสพยายามแสวงหาทรัพยากรเพิ่มเติมโดยการยึดประเทศต่างๆ เป็นอาณานิคมเลยใช่ไหมคะ
สิ่งที่น่าสนใจคือผู้เขียนเรื่องนี้บรรยายให้เหมือนกับเมืองเหล่านี้มีชีวิต เหมือนเป็นสัตว์ตัวหนึ่งที่กำลังโจนเข้าเหยื่อ ฉีกทึ้งร่างของเหยื่อที่พยายามหนีหัวซุกหัวซุน และชาวเมืองก็ส่งเสียงเชียร์ด้วยความยินดีเมื่อฝ่ายตัวเองชนะ ยิ่งตอกย้ำความโหดร้ายเข้าไปใหญ่
เหตุการณ์แบบนี้ทำให้นึกถึงช่วงยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกสพยายามแสวงหาทรัพยากรเพิ่มเติมโดยการยึดประเทศต่างๆ เป็นอาณานิคมเลยใช่ไหมคะ
ความไม่เท่าเทียมในสังคม
ใน Mortal Engines มีการแบ่งชนชั้นทั้งตัวเมืองเอง (เมืองเคลื่อนที่ก็มีหลายขนาด หลายสภาพ) และผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเคลื่อนที่ลอนดอน โดยรูปทรงของเมืองเคลื่อนที่ลอนดอนนั้นจะแบ่งเป็นชั้นๆ ต่ำสุดคือชั้นลำไส้ อยู่ตรงท้องเมือง ทำหน้าที่กินเมืองเล็ก และมีโรงงานแยกชิ้นส่วนกับขับเคลื่อนเมืองอยู่ในนั้นทั้งหมด ขณะที่ชั้นสูงๆ ขึ้นไปก็เป็นชาวเมืองฐานะปานกลางไปจนถึงฐานะสูงสุด
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ฐานเมืองหรือชั้นลำไส้นั้นกว้างมาก กินพื้นที่ทั้งเมือง และมีแรงงานอยู่ในนั้นเยอะที่สุด เป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศ แต่กลับมีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่กว่าชนชั้นสูงที่อยู่ชั้นบนสุดและมีปริมาณน้อยกว่า
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ฐานเมืองหรือชั้นลำไส้นั้นกว้างมาก กินพื้นที่ทั้งเมือง และมีแรงงานอยู่ในนั้นเยอะที่สุด เป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศ แต่กลับมีสภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่กว่าชนชั้นสูงที่อยู่ชั้นบนสุดและมีปริมาณน้อยกว่า
รูปทรงของเมืองลอนดอนที่คล้ายพีระมิดนี้ก็เป็นตัวแทนของสภาพสังคมแทบจะทุกที่ทั่วโลกที่คนรวยมีจำนวนน้อยแต่มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายและมีอำนาจที่สุด ในขณะที่คนจนซึ่งเป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งที่มีจำนวนมากกว่าแต่กลับไม่มีปากเสียงอะไรเลย
มิตรภาพ VS ความอยู่รอด
แนวคิด "ใครแข็งแกร่งสุด คนนั้นรอด" กลายเป็นศัตรูของ "มิตรภาพ" เมื่อตัวละครในโลกของ Mortal Engines ต้องอยู่กันแบบแก่งแย่งชิงดี ใครดีใครได้ พวกเขาจึงไว้ใจคนรอบข้างไม่ได้ แต่ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นมิตรภาพของโทมัส กับเฮสเทอร์ที่ต้องมาตกกระไดพลอยโจนลำบากร่วมกัน
เฮสเทอร์นั้นได้เปรียบโทมัสเรื่องการต่อสู้ เพราะเธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ โดยลำพังมาตลอด ทำให้เธอแข็งแกร่งกว่า ส่วนโทมัสนั้นเหมือนโนบิตะ ที่ไม่เก่งเรื่องต่อสู้แต่จิตใจอ่อนโยน เนื่องจากเฮสเทอร์บาดเจ็บ ข้อได้เปรียบเรื่องพละกำลังของเธอจึงหายไป ทำให้เธอต้องพึ่งโทมัส เพื่อกลับไปลอนดอนและฆ่าวาเลนไทน์ให้สำเร็จ การเดินทางร่วมกันทำให้ทั้งคู่ไว้ใจกันมากขึ้นและเข้าใจกันมากขึ้น
ทั้งๆ ที่มีโอกาสหลายครั้งให้โทมัสทิ้งเฮสเทอร์แล้วหนีไปคนเดียว แต่โทมัสก็ไม่ทำ เขากลายเป็นตัวละครที่ทำลายกฎของชาร์ลส์ ดาร์วิน และเลือกมิตรภาพ แม้ว่ามิตรภาพนั้นอาจจะนำทั้งสองคนไปสู่อันตรายกันหมด
เฮสเทอร์นั้นได้เปรียบโทมัสเรื่องการต่อสู้ เพราะเธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ โดยลำพังมาตลอด ทำให้เธอแข็งแกร่งกว่า ส่วนโทมัสนั้นเหมือนโนบิตะ ที่ไม่เก่งเรื่องต่อสู้แต่จิตใจอ่อนโยน เนื่องจากเฮสเทอร์บาดเจ็บ ข้อได้เปรียบเรื่องพละกำลังของเธอจึงหายไป ทำให้เธอต้องพึ่งโทมัส เพื่อกลับไปลอนดอนและฆ่าวาเลนไทน์ให้สำเร็จ การเดินทางร่วมกันทำให้ทั้งคู่ไว้ใจกันมากขึ้นและเข้าใจกันมากขึ้น
ทั้งๆ ที่มีโอกาสหลายครั้งให้โทมัสทิ้งเฮสเทอร์แล้วหนีไปคนเดียว แต่โทมัสก็ไม่ทำ เขากลายเป็นตัวละครที่ทำลายกฎของชาร์ลส์ ดาร์วิน และเลือกมิตรภาพ แม้ว่ามิตรภาพนั้นอาจจะนำทั้งสองคนไปสู่อันตรายกันหมด
ฮีโร่ในอุดมคติ VS ฮีโร่ในชีวิตจริง
ถ้าใครคิดว่านิยายเรื่องนี้จะนำเสนอภาพลักษณ์ "เยาวชนฮีโร่" แบบแคตนิสใน The Hunger Games หรือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ล่ะก็ คิดผิดแล้วค่ะ
ช่วงต้นเรื่องเรารู้ว่าโทมัสอยากเป็นฮีโร่ และแรงผลักดันนั้นทำให้เขาตัดสินใจเข้าห้ามเฮสเทอร์ตอนที่เธอพยายามฆ่าวาเลนไทน์ หลังจากนั้นเขาจึงได้รู้ว่าวาเลนไทน์ไม่ใช่ฮีโร่ในอุดมคติของเขาเลย
แค่ก้าวแรกของการเป็นฮีโร่ โทมัสก็พลาดเสียแล้ว
ก้าวต่อๆ มา โทมัสได้เรียนรู้ว่าการเป็นฮีโร่ไม่ง่ายเลย เมื่อเขาอยากจะช่วยใครสักคน มันมักจะต้องแลกมากับชีวิตของอีกคน หรืออีกหลายๆ คนเสมอ การเป็นฮีโร่ในชีวิตจริงไม่ใช่การต่อสู้กับเจ้าแห่งความมืดที่เกิดมาเพื่อเป็นคนเลวแบบในการ์ตูน ไม่ใช่ปล่อยพลังใส่แล้วอสูรร้ายก็หายไป
แต่เป็นการสู้กับคนธรรมดาแบบเรา ที่ไม่ได้เลวมาตั้งแต่เกิด เป็นการฆ่าที่ต้องใช้อาวุธ และได้เห็นแววตาของคนที่กำลังจะตายมองตอบกลับมา
การออกมาผจญภัยของโทมัสในครั้งนี้ไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาคาดหวังไว้ แต่เป็นการผจญภัยที่เจ็บปวด เพื่อนของเขาบาดเจ็บ เขาเกือบตาย และเขาได้เห็นคนที่รู้จักหลายคนล้มหายตายจากไป เมืองน้อยใหญ่สูญสลายไปอย่างรวดเร็ว สำหรับโทมัสแล้วมันคือฝันร้าย สิ่งที่เขาทำไม่มีอะไรที่น่าภูมิใจเลย แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาโตขึ้นและได้รู้ความจริงอันน่ากลัวของชีวิต
ช่วงต้นเรื่องเรารู้ว่าโทมัสอยากเป็นฮีโร่ และแรงผลักดันนั้นทำให้เขาตัดสินใจเข้าห้ามเฮสเทอร์ตอนที่เธอพยายามฆ่าวาเลนไทน์ หลังจากนั้นเขาจึงได้รู้ว่าวาเลนไทน์ไม่ใช่ฮีโร่ในอุดมคติของเขาเลย
แค่ก้าวแรกของการเป็นฮีโร่ โทมัสก็พลาดเสียแล้ว
ก้าวต่อๆ มา โทมัสได้เรียนรู้ว่าการเป็นฮีโร่ไม่ง่ายเลย เมื่อเขาอยากจะช่วยใครสักคน มันมักจะต้องแลกมากับชีวิตของอีกคน หรืออีกหลายๆ คนเสมอ การเป็นฮีโร่ในชีวิตจริงไม่ใช่การต่อสู้กับเจ้าแห่งความมืดที่เกิดมาเพื่อเป็นคนเลวแบบในการ์ตูน ไม่ใช่ปล่อยพลังใส่แล้วอสูรร้ายก็หายไป
แต่เป็นการสู้กับคนธรรมดาแบบเรา ที่ไม่ได้เลวมาตั้งแต่เกิด เป็นการฆ่าที่ต้องใช้อาวุธ และได้เห็นแววตาของคนที่กำลังจะตายมองตอบกลับมา
การออกมาผจญภัยของโทมัสในครั้งนี้ไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาคาดหวังไว้ แต่เป็นการผจญภัยที่เจ็บปวด เพื่อนของเขาบาดเจ็บ เขาเกือบตาย และเขาได้เห็นคนที่รู้จักหลายคนล้มหายตายจากไป เมืองน้อยใหญ่สูญสลายไปอย่างรวดเร็ว สำหรับโทมัสแล้วมันคือฝันร้าย สิ่งที่เขาทำไม่มีอะไรที่น่าภูมิใจเลย แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาโตขึ้นและได้รู้ความจริงอันน่ากลัวของชีวิต
ธรรมชาติ VS เทคโนโลยี
อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าเพราะสงครามทำให้มนุษย์ต้องเริ่มต้นใหม่ โลกใน Mortal Engines แม้จะเป็นอนาคต แต่กลับเป็นอนาคตที่ล้าหลังกว่ายุคที่เราอยู่มากนัก ผู้คนไม่รู้ว่าแผ่น CD คืออะไร ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่พัฒนาคือเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการทำให้เมืองเคลื่อนที่เท่านั้น
เมืองเคลื่อนที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีใน Mortal Engines มันพัฒนาเพื่อความอยู่รอดเพียงอย่างเดียว ไม่สนเรื่องศีลธรรมใดๆ ทั้งสิ้น อ่านดูก็คล้ายๆ กับยุคปัจจุบันของเราเหมือนกันที่เทคโนโลยีก้าวไกลแต่จิตใจกลับถดถอยลง และมีแต่ความวุ่นวาย คอยแต่จะโจมตีผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด
เมืองเคลื่อนที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีใน Mortal Engines มันพัฒนาเพื่อความอยู่รอดเพียงอย่างเดียว ไม่สนเรื่องศีลธรรมใดๆ ทั้งสิ้น อ่านดูก็คล้ายๆ กับยุคปัจจุบันของเราเหมือนกันที่เทคโนโลยีก้าวไกลแต่จิตใจกลับถดถอยลง และมีแต่ความวุ่นวาย คอยแต่จะโจมตีผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด
ตรงข้ามกับเมืองไม่เคลื่อนที่ ตัวแทนของธรรมชาติ เมืองไม่เคลื่อนที่ไม่ทำสงครามกับใคร เก็บเกี่ยวเพาะปลูกกันไปในอาณาบริเวณของตัวเอง คนพวกนี้อยู่กันอย่างสงบ แต่กลับถูกคนของเมืองเคลื่อนที่ดูถูกว่าเป็นพวกป่าเถื่อน
ฉากที่โทมัสตกลงมาจากเมืองเคลื่อนที่ลอนดอนพร้อมกับเฮสเทอร์ เขาเปรยว่ารู้สึกว่าหวาดกลัวพื้นดินที่เขายืนอยู่ เขา "...ชอบให้มีพื้นเมืองแน่นๆ มั่นคงให้เดินมากกว่า" ในตอนหลังโทมัสจะได้รู้ว่าพื้นแน่นๆ อันมั่นคงของลอนดอนต่างหากที่น่ากลัว
เรื่องนี้ยังนำเสนออีกหลายประเด็นมาก และเป็นประเด็นที่น่าเอามาเทียบกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันของเรา ต้องลองไปอ่านดูค่ะ
ตอนนี้ขอพูดถึงจุดที่ทำให้เรื่องนี้ไม่โดนใจพี่น้องบ้างดีกว่า
ฉากที่โทมัสตกลงมาจากเมืองเคลื่อนที่ลอนดอนพร้อมกับเฮสเทอร์ เขาเปรยว่ารู้สึกว่าหวาดกลัวพื้นดินที่เขายืนอยู่ เขา "...ชอบให้มีพื้นเมืองแน่นๆ มั่นคงให้เดินมากกว่า" ในตอนหลังโทมัสจะได้รู้ว่าพื้นแน่นๆ อันมั่นคงของลอนดอนต่างหากที่น่ากลัว
เรื่องนี้ยังนำเสนออีกหลายประเด็นมาก และเป็นประเด็นที่น่าเอามาเทียบกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันของเรา ต้องลองไปอ่านดูค่ะ
ตอนนี้ขอพูดถึงจุดที่ทำให้เรื่องนี้ไม่โดนใจพี่น้องบ้างดีกว่า
จุดอ่อนของเรื่อง
เรื่องนี้มีพล็อตที่น่าสนใจ อ่านได้เพลินๆ แต่ไม่สนุกจนถึงกับติดเพราะจุดอ่อนของเรื่องนี้คือตัวละครไม่ดึงดูด และสาเหตุมันก็มาจากหลายๆ ด้าน
1) ปมหลักคือเมืองกินเมือง: ถ้าอ่าน Mortal Engines ไปแรกๆ จะคิดว่าปมหลักคือความขัดแย้งระหว่างเฮสเทอร์กับวาเลนไทน์ โทมัสจะช่วยให้เฮสเทอร์ดับความแค้นของเธอได้ไหม แล้วเขาจะได้กลับลอนดอนไปพบรักกับคุณหนูแคทเธอรีนได้หรือเปล่า
แต่พอเรื่องดำเนินไปเราถึงได้รู้ว่ามันมีเรื่องสำคัญกว่าความแค้นระหว่างเฮสเทอร์กับวาเลนไทน์ นั่นคือแผนการของแมกนัส โครม ในการพาลอนดอนไปโจมตีเมืองไม่เคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพวกโทมัส
ปมขัดแย้งที่ผูกกับตัวละครอยู่ จะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นโดยมีตัวละครเป็นศูนย์กลาง คนอ่านจะรู้จักตัวละครมากขึ้นเมื่อเรื่องเข้มข้นขึ้น แต่ Mortal Engines ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ศูนย์กลางของเรื่องคือความขัดแย้งระหว่างเมือง ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างคน คนอ่านเลยไม่ค่อยมีเวลาได้ทำความรู้จักตัวละครแบบ 'ลึกๆ' เหมือนเรื่องอื่นเท่าไร
2) ขาดลูกเล่นในการนำเสนอตัวละคร: ฟิลิป รีฟเลือกวิธีการนำเสนอภูมิหลังของตัวละครแบบ 'เล่าออกมาตรงๆ' เป็นส่วนมาก บางทีก็เล่าออกมาเป็นเรื่องเป็นราวอย่างง่ายดาย ไม่มีการค่อยๆ หย่อนคำตอบทีละนิด หรือมีลูกเล่นอื่นๆ
นอกจากนี้ความลับของตัวละครเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนอ่านอยากติดตามต่อ อยากรู้ว่าตัวละครนี้มีปมอะไร แต่ใน Mortal Engines เฉลยความลับของตัวละครหมดเปลือกอย่างรวดเร็ว ไม่มีการกั๊กไว้ไปต่อยอดตอนอื่นๆ เลย เช่น อดีตของเฮสเทอร์ ที่ทำไมเธอถึงแค้นวาเลนไทน์ ตอนที่อ่านคิดว่าเราคงยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดจนกว่าจะไปถึงกลางๆ เรื่องหรือท้ายเรื่อง เพราะยังใช้ความลับนี้จุดประเด็นให้โทมัสรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในตัวเฮสเทอร์ได้อยู่บ้าง แต่กลายเป็นว่าผู้เขียนให้เฮสเทอร์เล่าความจริงหมดเลยตั้งแต่ต้น ทีนี้ก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าวาเลนไทน์กับเฮสเทอร์ใครผิดใครถูก
3) Anti-Hero ที่ไม่มีอะไรมาทดแทน: ทั้งโทมัสและเฮสเทอร์เป็นตัวเอกในนิยายผจญภัยที่ผิดคาด โทมัสกับเฮสเทอร์ไม่ได้เก่งกาจหรือรูปงามตามพระเอก-นางเอกในขนบ กลายเป็น anti-hero แต่ขาดส่วนทดแทนที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าตัวละครนี้น่าสนใจ ถ้าโทมัสไม่ได้เก่ง งั้นเขาก็น่าจะมีความสามารถด้านอื่นๆ ที่โดดเด่นสักด้านในการคลายปมขัดแย้งของเรื่องนี้
อย่างเฮสเทอร์ พี่ก็คาดหวังว่าแม้จะหน้าตาไม่ดี แต่ต้องฉลาดหรือบู๊เก่งมาก และน่าจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้เยอะ แต่กลับไม่ค่อยมีฉากที่เฮสเทอร์หรือโทมัสแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีการที่แสดงความเก่งกาจเลย
ทั้งหมดทั้งมวลนี้กอปรกับมันจบในเล่ม เลยทำให้พออ่านเล่มหนึ่งจบแล้ว ไม่รู้สึกกระตือรือร้นอยากอ่านเล่ม 2 ต่อสักเท่าไร
1) ปมหลักคือเมืองกินเมือง: ถ้าอ่าน Mortal Engines ไปแรกๆ จะคิดว่าปมหลักคือความขัดแย้งระหว่างเฮสเทอร์กับวาเลนไทน์ โทมัสจะช่วยให้เฮสเทอร์ดับความแค้นของเธอได้ไหม แล้วเขาจะได้กลับลอนดอนไปพบรักกับคุณหนูแคทเธอรีนได้หรือเปล่า
แต่พอเรื่องดำเนินไปเราถึงได้รู้ว่ามันมีเรื่องสำคัญกว่าความแค้นระหว่างเฮสเทอร์กับวาเลนไทน์ นั่นคือแผนการของแมกนัส โครม ในการพาลอนดอนไปโจมตีเมืองไม่เคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพวกโทมัส
ปมขัดแย้งที่ผูกกับตัวละครอยู่ จะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นโดยมีตัวละครเป็นศูนย์กลาง คนอ่านจะรู้จักตัวละครมากขึ้นเมื่อเรื่องเข้มข้นขึ้น แต่ Mortal Engines ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ศูนย์กลางของเรื่องคือความขัดแย้งระหว่างเมือง ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างคน คนอ่านเลยไม่ค่อยมีเวลาได้ทำความรู้จักตัวละครแบบ 'ลึกๆ' เหมือนเรื่องอื่นเท่าไร
2) ขาดลูกเล่นในการนำเสนอตัวละคร: ฟิลิป รีฟเลือกวิธีการนำเสนอภูมิหลังของตัวละครแบบ 'เล่าออกมาตรงๆ' เป็นส่วนมาก บางทีก็เล่าออกมาเป็นเรื่องเป็นราวอย่างง่ายดาย ไม่มีการค่อยๆ หย่อนคำตอบทีละนิด หรือมีลูกเล่นอื่นๆ
นอกจากนี้ความลับของตัวละครเป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนอ่านอยากติดตามต่อ อยากรู้ว่าตัวละครนี้มีปมอะไร แต่ใน Mortal Engines เฉลยความลับของตัวละครหมดเปลือกอย่างรวดเร็ว ไม่มีการกั๊กไว้ไปต่อยอดตอนอื่นๆ เลย เช่น อดีตของเฮสเทอร์ ที่ทำไมเธอถึงแค้นวาเลนไทน์ ตอนที่อ่านคิดว่าเราคงยังไม่รู้ความจริงทั้งหมดจนกว่าจะไปถึงกลางๆ เรื่องหรือท้ายเรื่อง เพราะยังใช้ความลับนี้จุดประเด็นให้โทมัสรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในตัวเฮสเทอร์ได้อยู่บ้าง แต่กลายเป็นว่าผู้เขียนให้เฮสเทอร์เล่าความจริงหมดเลยตั้งแต่ต้น ทีนี้ก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าวาเลนไทน์กับเฮสเทอร์ใครผิดใครถูก
3) Anti-Hero ที่ไม่มีอะไรมาทดแทน: ทั้งโทมัสและเฮสเทอร์เป็นตัวเอกในนิยายผจญภัยที่ผิดคาด โทมัสกับเฮสเทอร์ไม่ได้เก่งกาจหรือรูปงามตามพระเอก-นางเอกในขนบ กลายเป็น anti-hero แต่ขาดส่วนทดแทนที่ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าตัวละครนี้น่าสนใจ ถ้าโทมัสไม่ได้เก่ง งั้นเขาก็น่าจะมีความสามารถด้านอื่นๆ ที่โดดเด่นสักด้านในการคลายปมขัดแย้งของเรื่องนี้
อย่างเฮสเทอร์ พี่ก็คาดหวังว่าแม้จะหน้าตาไม่ดี แต่ต้องฉลาดหรือบู๊เก่งมาก และน่าจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้เยอะ แต่กลับไม่ค่อยมีฉากที่เฮสเทอร์หรือโทมัสแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีการที่แสดงความเก่งกาจเลย
ทั้งหมดทั้งมวลนี้กอปรกับมันจบในเล่ม เลยทำให้พออ่านเล่มหนึ่งจบแล้ว ไม่รู้สึกกระตือรือร้นอยากอ่านเล่ม 2 ต่อสักเท่าไร
แจกดาว: 




แนะนำสำหรับ:
- เยาวชนอายุ 13 ปีขึ้นไป (เรื่องนี้ดาร์ก)
- ที่ชอบอ่าน Dystopia / Post Apocalypse / Steampunk
- ที่ชอบเครื่องยนต์กลไก หรือจักรกลสู้กัน (แบบ Star Wars หรือ Transformers แต่ไม่ mass เท่า)
- ที่เบื่อแนว 'แล้วตัวเอกก็ค้นพบว่าเขาไม่เหมือนใคร มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ล้มองค์กรใหญ่ได้' อยากอ่านอะไรที่แตกต่าง
ถ้านิยายเรื่องนี้ไปทำเป็นหนังน่าจะดี ข่าว (เมื่อหลายปีก่อน) ว่าปีเตอร์ แจ็คสันอาจจะสร้างเรื่องนี้เป็นหนัง (ใช้สตูดิโอ WETA ชุดเดียวกับที่ทำ Lord of the Rings และ The Hobbit) ตอนนี้สตูดิโอ WETA ก็ว่างแล้ว ไม่รู้เขาจะสร้างต่อกันได้หรือยัง
ใครอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร อาจจะชอบตัวละครมาก เห็นต่าง
ก็มาแสดงความคิดเห็นกันได้เลยค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก
scmoop.com
en.wikipedia.com
mortalengines.co.uk
graffitiwithpunctuation.net
.jpg)






4 ความคิดเห็น
แนะนำเลยว่าเรื่องนี้สนุกมากกก ทั้งแหวกแนวแล้วหักมุมมากๆ สำหรับเราชอบแคทเธอรีนนะ แรกๆดูโลกสวย พอหลังๆเริ่มมีอะไรที่คาดไม่ถึงเยอะเลย ตอนนี้ซื้อมาสามเล่มแล้ว ถ้าทำเป็นหนังล่ะก็ไปดูแน่
เรื่องนี้น่าสนนะ เคยอ่านอยู่มันแบบฉีกแนวที่เราเคยอ่านอะ
ตอนนี้ทำเป็นหนังแล้วครับ https://www.youtube.com/watch?time_continue=68&v=F1Gn9BE6I_c
หนังเข้าแล้ว เปนไงครับ ได้แวะไปดูกันบ้างหรือยัง ส่วนตัวผมชอบนะครับ แนวโลกแห่งจินตนาการ ไซไฟๆ