Dark Places เสียง ลวง ตาย
จิลเลี่ยน ฟลินน์ เขียน พยุงศักดิ์ แก่นจันทร์ แปล
น้ำพุสำนักพิมพ์ ราคา 280 บาท
“จุดเริ่มต้นของเรื่องราวพลิกผัน
ที่แม้แต่นักอ่านนิยายสืบสวนพันธุ์แท้
ก็ยากที่จะคาดเดาจุดจบ!”
สำหรับคนอ่านที่ชอบงานแนวสืบสวนอย่างพี่ติน
บอกได้เลยว่าประโยคนี้ท้าทายหนักมาก
รู้เลยว่าต้องอ่าน ไม่อ่านก็พลาดหละ!!!
ความจริงแล้ว พี่ตินได้เห็นหนังสือเรื่อง เสียง ลวง ตาย บนแผงมาสักระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้นึกติดใจจนหยิบขึ้นมาอ่านหรือว่าซื้อ เพราะร้านหนังสือตอนนี้ มีงานเขียนแนวนี้เยอะมาก สืบสวนฆาตกรรมสายดาร์กปกสีดำและมีภาพหลอนๆ อยู่บนปก สารภาพเลยว่ามันยากที่จะเลือกมาสักเล่ม เพราะรู้สึกว่าราคาก็ใกล้เคียง ปกก็ใกล้เคียง และพล็อตก็สไตล์ใกล้เคียงกัน
แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น พี่ตินไปเกิดความรู้สึกอยากอ่านหนังสือเรื่องนี้ ก็ตอนแอบยืนดูตัวอย่างหนังระหว่างรอซื้อตั๋ว แล้วหนังเรื่อง Dark Places ที่มี ชารีซ เธอรอน เป็นนางเอก ก็ฉายวนขึ้นมา พี่ตินหยุดดู หยุดคิด แล้วก็ตัดสินใจได้เลยว่า... ต้องซื้อแน่นอน หนังสือเล่มนี้ และแล้ว พี่ตินก็สอยมา โดยแอบกวาดตามองดูปกหลังคร่าวๆ ก็เห็นข้อมูลว่า
โปรยปกหลัง
เสียงที่คุณได้ยิน…อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความวิปลาส
ค่ำคืนแสนธรรมดาของครอบครัวชาวไร่ในแคนซัสซิตี้จบลงด้วยเหตุฆาตกรรมสุดสยอง หนูน้อย ลิบบี้ วัย 7 ขวบที่แอบซ่อนในตู้เสื้อผ้าคือคนเดียวที่รอดชีวิต แม้เวลาจะผ่านไปแล้วถึง 24 ปี แต่เสียงในคืนนั้นยังคงปลุกความทรงจำอันเลวร้ายขึ้นมาหลอกหลอนเธอตลอดเวลา
คืนนั้นพี่ชายลงมือฆ่าแม่กับพี่สาวทั้งสอง เสียงขวานฟาดเป็นจังหวะ เสียงกรีดร้องด้วยความกลัวสุดขีดของแม่ที่พยายามปกป้องลูกน้อย เสียงคมขวานจามจนหัวแบะ
เมื่อความจริงเริ่มเผยตัวออกมา ลิบบี้ก็ได้รู้ว่า “เสียงที่ได้ยิน” อาจไม่ใช่คำตอบของเรื่องทั้งหมด การรอดตายในคืนนั้นอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีใครบางคนจงใจปล่อยเธอไปในวินาทีสุดท้ายด้วยเหตุผลบางอย่าง
บางทีความกลัวก็ต้องรอเวลาบ่มเพาะให้สุกงอม เพราะความตายที่หอมหวานย่อมมอบความหฤหรรษ์ได้มากกว่าอย่างแน่นอน
“แอร์เครื่องไหนก็เย็นสู้ความหนาวยะเยือกตอนอ่าน ‘เสียงลวงตาย’ ไม่ได้” – Dallas Morning News

โปสเตอร์หนัง, ปกหนังสือภาษาอังกฤษ, ปกหนังสือภาษาไทย
วิจารณ์หนังสือ
จุดเด่นของหนังสือเรื่องนี้ ถ้าจะให้ฟันธง พี่ตินก็บอกเลยว่า... ต้องยกให้ วิธีการเล่าเรื่อง (สังเกตว่างานแนวสืบสวนฆาตกรรม มักมีลูกเล่นในการเล่าเรื่อง ทำให้ผลงานแนวนี้โดดเด่นและแตกต่างจากงานแนวอื่นๆ เรื่อง คดีฆาตกรรมเจ้าหญิงสโนว์ไวท์ ที่พี่ตินเพิ่งวิจารณ์ไป ก็เด่นเรื่องวิธีการเล่าเรื่องเหมือนกัน)
เสียง ลวง ตาย ใช้วิธีการเล่าแบบตัดสลับ ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ผ่านมุมมองของตัวละคร 3 ตัว ได้แก่ “ลิบบี้” หรือที่ผู้แปลใช้คำว่า น้องนุชบ้านเดย์ ตลอดเวลา (ลิบบี้ เป็นน้องสาวคนสุดท้องของตระกูล จากพี่น้องทั้งหมด 4 คน) คนที่สองคือ “เบ็น เดย์” พี่ชายคนโต หนุ่มผมแดงเจ้าปัญหา ที่ทุกคนเชื่อกันว่า เป็นผู้ฆาตกรรมคนทั้งครอบครัว และคนที่สาม แพตตี้ เดย์ คุณแม่ยังสาวของลูกๆ ทั้ง 4 (สี่พี่น้องบ้านเดย์ ประกอบด้วย เบ็น, มิเชล, เด็บบี้ และลิบบี้) โดยลิบบี้ ครองมุมมองปัจจุบันคนเดียวทั้งเรื่อง ส่วนเบ็นและแพ็ตตี้ ตัดสลับในส่วนมุมมองของอดีต
พล็อตและคำโปรย บอกกับเราว่า เบ็น พี่ชายคนโตของพี่น้องสามสาว เกิดคุ้มคลั่ง ฆ่าแม่และน้องสาวสองคนตาย ลิบบี้ น้องคนเล็กวัย 7 ขวบ โชคดีหนีออกจากบ้านมาได้ และเป็นผู้ให้การว่าพี่ชายคือฆาตกร เบ็นถูกส่งเข้าคุก ส่วนลิบบี้ ใช้ชีวิตอยู่ต่อมา... อย่างเจ็บปวด และทรมานกับความทรงจำของวันนั้น!
สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องคือ กลอนที่อยู่ในหน้าแรกสุด อ่านแล้วอ่านอีกอยู่หลายรอบ คนแปลแปลดีนะ ได้อารมณ์ดี อ่านแล้ว ใจหนึ่งก็ว่าหลอน แต่อีกใจก็รู้สึกว่า... เป็นกลอนที่เพราะและมีจังหวะดีจัง แปลเก่ง
“คนตระกูลเดย์คงมีชีวิตไปอีกนาน
แต่เบ็นลูกชายเกิดสติวิปลาส
เด็กหนุ่มคลั่งไคล้อำนาจของซาตาน
จึงลงมือเข่นฆ่าในยามวิกาล
กลางดึกมิเชลตัวน้อยถูกบีบคอตาย
เด็บบี้ถูกสับกระหน่ำเลือดสาดเป็นสาย
แพตตี้ผู้เป็นแม่ถูกฆ่าเป็นคนสุดท้าย
ลูกปืนระเบิดสมองเลือดพุ่งกระจาย
น้องนุชสุดท้องลิบบี้รอดมาได้
แต่ชีวิตที่เหลือคงไม่ต่างจากตายทั้งเป็น”
นักเขียนเปิดตัวมาได้แรงดี ต้องยอมรับ และหลังจากบทกลอนนี้ เรื่องราวก็เปิดขึ้น... จากมุมมองชีวิตของ “น้องนุชสุดท้อง” ลิบบี้น้อยของเรา ซึ่งกำลังใช้ชีวิตที่เหลืออย่าง “ตายทั้งเป็น” และอย่างที่บอกไปข้างต้น ลิบบี้เป็นคนให้การเอาผิดเบ็น พี่ชายของตัวเอง และเธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับความจริงข้อนี้มาตลอด จาก 7 ขวบ ลิบบี้ในปัจจุบัน อายุ 31 แล้ว และยังไม่มีงานทำ ชีวิตล้มเหลว ซมซานหาเงินแค่ไม่กี่ร้อยดอลลาร์ และโอกาสก็ผ่านเข้ามา เมื่อเธอได้รับการติดต่อจาก ไลล์ หนึ่งในสมาชิกชมรมฆาตกรรม หรือ คิลคลับ ให้ไปโชว์ตัว และช่วยเล่าเหตุการณ์เก่าๆ และเมื่อสมองเริ่มเปิด ความทรงจำเริ่มกลับมา ลิบบี้ก็พบว่า... บางที เหตุการณ์คืนนั้น เธออาจพลาดไป และสิ่งที่เธอเคยเชื่อ มันก็อาจไม่ใช่ “ความจริง” ก็เป็นได้
แล้วความจริงคืออะไรล่ะ...???
ปกภาษาอังกฤษแบบชัดๆ สวยมาก
นั่นคือวิธีการเล่าเรื่องของคนเขียน ระหว่างที่อ่าน เราจะติดอยู่กับคำถามด้านบน... ความจริงคืออะไร ตามด้วยคำถามแยกย่อยอย่าง เบ็นเป็นฆาตกรจริงหรือเปล่า วันเกิดเหตุเกิดอะไรขึ้น เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการฆ่าล่ะ ลิบบี้เห็นอะไร สมาชิกครอบครัวคนอื่นเขาทำอะไรกันอยู่ระหว่างที่โดนฆ่า ฯลฯ ทั้งหมดนั้น เป็นคำถามที่เกิดระหว่างอ่านหนังสือเรื่องนี้ ซึ่งเราจะได้รู้คำตอบผ่านการเดินทางร่วมไปกับตัวละคร พอลิบบี้ในปัจจุบันเริ่มสงสัยบางอย่าง คนเขียนก็ตัดสลับไปที่ฉากในอดีต แล้วเล่ามาว่า... สิ่งที่ลิบบี้สงสัย แท้จริงแล้ว ในอดีตมันเกิดอะไรขึ้น
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่คนเขียนทำได้ดีมากคือความกดดันในเนื้อหา อ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่า... คนเขียนกดดันตัวละครมาก และใช้ “ภาวะวัยรุ่น” มาเป็นประเด็นหลักในการดำเนินเรื่อง ระหว่างที่อ่าน เราจะเห็น “ความไม่มั่นใจ” “ความอยากได้รับการยอมรับ” “ความอ่อนแอและความไม่แน่ใจของเด็กกำลังโต” ทั้งหมดนี้แหละ เป็น “จุดอ่อน” และ “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้เกิดคดีฆาตกรรมสุดโหดขึ้น อ่านแล้วรู้สึกเลยว่า... วัยรุ่น เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นวัยที่ต้องการการประคับประคองอย่างแรงจริงๆ ไม่อย่างนั้น จะเกิดความผิดพลาดได้ง่ายมากๆ
อีกประเด็นที่เก็บตกมาได้คือ คนที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง ชอบรังแกคนอื่น พูดจาถากถางแบบร้ายๆ คนพวกนั้น แข็งแกร่งจริงแน่หรือ...? เมื่อเทียบกับคนอ่อนแอ ไม่กล้าสู้คน ระหว่างคนสองประเภทนี้ ใครกันที่แข็งแกร่งกว่า...? และใครกัน ที่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้มากกว่า...? - - อ่านแล้ว ยังไม่มีคำตอบ แต่ก็แอบสลดใจเบาๆ เพราะรู้สึกว่าสังคมมักให้ค่าคนประเภทแรก แต่หลงลืมคนประเภทสองเสมอ หลายครั้ง เราเองใช่ไหมที่เผลอหัวเราะเยาะคนประเภทสอง และเผลอทำร้ายให้เขาต้องเจ็บปวดโดยไม่รู้ตัว...?
และหลังอ่านจบ พี่ตินคิดว่าได้เวลาแล้วที่จะต้องไปดูหนัง!!! มั่นใจว่า... ถ้าเขียนบทดีๆ ตัดสลับฉากดีๆ หนังเรื่องนี้คงออกมาหลอนและระทึกมากทีเดียว
ก็ตามนั้นเลย รอดูหนังค่ะ
อตินเอง
4 ความคิดเห็น
ซื้อมาอ่านนานแล้ว
เนื้อเรื่องหักมุมมากเลย สงสารพี่ชายลิบบี้สุดๆ
ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ
ผมจำรายละเอียดเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้ เพราะซื้อมานานพอสมควรแล้วครับ
สิ่งที่ผมชอบที่สุดของเรื่องคือความหดหู่ใจที่ใส่ลงไปในช่วงท้าย
หรือทุกตอนที่เป็นพาร์ทของแม่น่ะครับ ชอบความดราม่า กดดันในเรื่อง
ในขณะที่การสืบสวน อะไรต่างๆ มันค่อนข้างมีเรื่องตะวันตกเข้ามาเยอะ เลยไม่ค่อยเข้าถึงเท่าไหร่ แต่มันไม่ดีเท่าความดราม่าครับ
หากเทียบเล่นๆ กับกอนเกิล ผมว่าอันนั้นทำได้ดีกว่าเกือบทุกจุดเลยครับ ยกเว้นแค่ความหดหู่ใจจริงๆ 5555555555
นักเขียนคนเดียวกับที่เขียนเรื่อง gone girl รึเปล่า จิลเลี่ยน ฟราย
เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบนิยายแนวนี้เื่าไหร่ (หนังสือนิยายที่มีที่พอเข้าเค้าหน่อยคงเป็นนิราศมหรรณพ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่มี ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะซื้อเพราะอ่านวิจารณ์หนังสือเรื่องนี้ของพี่ตินนี่แหละ) ไว้จะลองไปหาเรื่องนี้อ่านละกันครับ ไม่กล้าดูหนัง น่าจะน่ากลัว -_-; (ผมเป็นเด็กอายุ 14 ที่ขี้กลัวมากคนหนึ่ง T^T)