เปิดประเด็นร้อน!! เบื้องหลังดาร์คๆ ของเทพนิยายกริมม์ที่เราอาจไม่เคยรู้
เรื่องราวที่ดูเหมือนแฮปปี้เอนดิ้งนั้น อาจไม่ได้ ใส – ใส อย่างที่คิดก็ได้นะ
สวัสดีจ้า น้องๆ ชาวหมวด Writer ทุกคน วันนี้พี่ตินเปิดประเด็นมาด้วยหัวข้อร้อนๆ “เบื้องหลังดาร์คๆ ของเทพนิยายกริมม์ที่เราอาจไม่เคยรู้” บอกเลยว่า... หัวข้อนี้ ได้ไอเดียมาจาก กระทู้แชร์ของเพื่อนคนหนึ่ง หัวข้อคร่าวๆ ประมาณว่า (แค่คร่าวๆ นะ จำไม่ได้จริงๆ) รู้ไหมว่าตัวละครในวรรณคดีไทย โหดร้ายกว่าที่เราคิด จำได้ว่าตอนอ่าน มันเหมือนเตือนให้เรานึกขึ้นได้ เพราะความจริง เราก็รู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้ว แต่เราไม่ทันคิดว่ามันรุนแรง เพราะมัวไปคิดถึงแต่ความสนุกของเนื้อหามากกว่า - - แล้วพออ่านกระทู้นั้นก็หลอนเลยสิคะ แบบสยองมากมาย
และเมื่อได้ไอเดีย ก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า... ไอ้เรื่องหลอนๆ พวกนี้เนี่ย วรรณคดีฝรั่ง - - เทพนิยาย หรือที่ใครๆ ใช้คำว่า Fairy Tales มันก็แอบซุกซ่อนความดาร์คเอาไว้มากมายเอาเรื่องเหมือนกันแฮะ โดยเฉพาะเทพนิยายของ พี่น้องกริมม์ (Brothers Grimm) ที่ดิสนี่ย์เลือกมาทำหนังการ์ตูนตั้งหลายเรื่องเนี่ย ไม่ได้สนุกสนานหรือสวยงามแฮปปี้เอนดิ้งตลอดทั้งเรื่องหรอกนะ ภายในเนื้อเรื่อง สอดแทรกเรื่องเจ็บปวดดราม่าเอาไว้เพียบเลย
พอได้ไอเดีย ก็เลยเริ่มหาหนังสือมาอ่าน แล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติม จากนั้นก็เก็บความ รวบรวมมาเล่าให้น้องๆ ฟังกัน ถือว่าเล่านิทานให้ฟังแล้วกันเนอะ ขำขำ ^ ^ และถ้าใครนึกออกว่ามีเรื่องไหนอีก ก็เล่าสู่กันฟังได้นะ สนุกดีๆ
เครดิตภาพ illustrationartgallery.com
therealcinderella.wikispaces.com
dailymail.co.uk
ในนิทานเก่าแก่ของพี่น้องกริมม์ ซินเดอเรลล่าหรือเจ้าหญิงขี้เถ้าไม่ได้ไปงานเต้นรำแค่วันเดียว แต่ว่างานจัดถึงสามวัน และแต่ละวัน ซินเดอเรลล่าสวมเสื้อผ้าที่ซ่อนอยู่ในลูกนัทเล็กๆ สามลูก... ที่ต้นไม้สลัดลงมาให้กับเธอ ไม่มีคำสาปเรื่องเที่ยงคืนต้องกลับบ้าน ไม่มีนางฟ้าแม่ทูนหัว (ผู้ที่มอบเสื้อผ้าสวยๆ ให้ซินเดอเรลล่าคือ... ต้นไม้ที่เธอปลูกมา) ไม่มีรถฟักทอง ซินเดอเรลล่าไปงานเต้นรำก็ด้วยความตั้งใจของตัวเอง และที่สำคัญ ไม่มีรองเท้าแก้วด้วย เธอสวมรองเท้าผ้าไหมปักดิ้นเงินในคืนแรก คืนที่สอง ผู้เขียนไม่ได้พูดถึง และคืนที่สาม เธอสวมรองเท้าไหมปักดิ้นทอง และเธอก็ลืมรองเท้าสีทองไว้ที่งานเต้นรำหนึ่งข้าง เจ้าชายจึงตามหาตัวเธอพบ
ความหลอนอยู่ที่พี่สาวขี้อิจฉาทั้งสองของซินเดอเรลล่า ในจังหวะที่พวกเธอลองสวมรองเท้า แน่ละว่าใส่ไม่ได้ แม่เลี้ยงจึงยื่นมีดให้ทั้งคู่เพื่อให้เฉือนเนื้อที่เท้าออก (คนหนึ่งเฉือนหัวแม่โป้ง อีกคนเฉือนส้นเท้า) จะได้ยัดเท้าลงในรองเท้าได้ แต่ว่านกพิราบ (น่าจะแทนที่นางฟ้าแม่ทูนหัวได้) ส่งเสียงร้องเพลงบอกเจ้าชาย เขาจึงรู้ความจริง และตอนจบ เมื่อจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงาน พี่สาวทั้งสองก็ถูกนกพิราบจิกลูกตาออกมา สุดท้าย เธอทั้งคู่ต้องกลายเป็นขอทานตาบอดไปตลอดชีวิต
เครดิตภาพ : commons.wikimedia.org
ในนิทาน เราจะได้ยินมาว่าบ้านของนางแม่มดที่ฮันเซลกับเกรเทลไปพบเข้าทำจากขนมปังขิงหรือจินเจอร์เบรด แต่ในหนังสือจริงๆ บ้านหลังนี้สร้างจากขนมปังและหลังคาทำด้วยเค้ก ส่วนหน้าต่างทำจากน้ำตาล ไม่มีพูดถึงจินเจอร์เบรดในเรื่อง และในนิทานต้นฉบับของฝรั่งเศส ชื่อเรื่องจริงๆ คือ “เด็กหลงทาง” (The Lost Children) คนที่อยู่ในบ้านไม่ใช่แม่มด แต่เป็นปีศาจ และเด็กในเรื่องก็ไม่มีชื่อ ปีศาจบังคับให้เด็กสู้กันเอง โดยใช้เลื่อยเป็นอาวุธ เด็กๆ จึงวางแผนทำเป็นจะฆ่ากัน และพอปีศาจเผลอ ก็ใช้เลื่อยนั่นแหละ ปาดคอปีศาจแล้วหลบหนีไปได้
(แต่พี่ตินว่าจริงๆ เรื่องที่เรารู้กัน ที่ว่าฮันเซลกับเกรเทลช่วยกันผลักแม่มดเข้าเตาไฟ นี่ก็ร้ายกาจมากพอแล้วนะ เด็กๆ รุมกันฆ่าแม่มด คิดแล้วหลอนนน)
สโนไวท์
เครดิตภาพ arttoartpalettejournal.com
vwmin.org
สโนไวท์ สาวสวยผิวขาวผมดำ ผู้ต้องหลบหนีเงื้อมมือของราชินีจอมคลั่งความงามไปหลบอยู่กับคนแคระทั้งเจ็ด ไม่ได้ถูกหลอกให้กินแอปเปิ้ลง่ายๆ ในครั้งแรกอย่างที่เราเข้าใจ ตามต้นฉบับ องค์ราชินีต้องพยายามถึงสามครั้งสามครา ครั้งแรก พระนางนำของใช้มาขาย แต่คนแคระมาช่วยไว้ได้ทัน ครั้งที่สอง ทรงนำหวีมาขาย และทายาพิษไว้ที่หวี แต่คนแคระก็มาช่วยได้ทันอีก ครั้งที่สาม ราชินีจึงเลือกแอปเปิ้ลอาบยาพิษเป็นดาบสุดท้าย เอาจริงๆ แล้ว สโนไวท์เองก็เลินเล่อใช้ได้ โดนทำร้ายครั้งแรกแล้วก็ยังไม่จำ ปล่อยให้โดนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนพลาดได้ขนาดนี้ เราก็เก็บจุดนี้ไว้เตือนใจตัวเองหน่อยแล้วกันนะ


เรดโรสและสโนไวท์
ตอนจบของเรื่อง ราชินีจอมขี้อิจฉาต้องจบชีวิตลงอย่างโหดร้าย ในงานแต่งงานของสโนไวท์ พวกคนแคระบังคับให้ราชินีสวมรองเท้าเหล็กเผาไฟร้อนๆ และให้นางเต้นรำไปจนตาย
อ้อ และรู้ไหมว่าสโนไวท์มีพี่สาวด้วย ชื่อว่า เรดโรส ซึ่งได้พบรักกับเจ้าหมียักษ์ในป่า และสุดท้าย หมีก็กลายเป็นเจ้าชาย ทั้งสโนไวท์และเรดโรสต่างก็สมหวังในความรัก ในแบบของตน
เครดิตภาพ moviechopshop.com
เราอาจรู้จักเธอในนามของ Little Red Riding Hood แต่ต้นฉบับจริงๆ แล้ว ชื่อว่า Little Red Cap ต่างหาก (หนูน้อยหมวกแก๊ปแดง...?)
และใช่แล้ว เราคุ้นเคยกันดีว่าเรื่องจบลงที่ชายตัดไม้เข้ามาช่วยหนูน้อยหมวกแดงไว้ทัน และฆ่าเจ้าหมาป่าเสีย แต่ในต้นฉบับของจริง (ซึ่งเป็นของฝรั่งเศส) ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามขนาดนั้น เพราะหนูน้อยหมวกแดงมัวแต่หลงคารมเจ้าหมาป่า และถูกกินไปจริงๆ!! ไม่มีหมาป่า ไม่มีคุณยายที่ถูกจับตัว เป้าหมายของนิทานเรื่องนี้ ผู้แต่งแต่งขึ้นเพื่อสอนเด็กๆ ไม่ให้หลงเชื่อคนแปลกหน้า ไม่อย่างนั้น อาจสูญเสียถึงชีวิต
และใช่แล้ว เราคุ้นเคยกันดีว่าเรื่องจบลงที่ชายตัดไม้เข้ามาช่วยหนูน้อยหมวกแดงไว้ทัน และฆ่าเจ้าหมาป่าเสีย แต่ในต้นฉบับของจริง (ซึ่งเป็นของฝรั่งเศส) ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามขนาดนั้น เพราะหนูน้อยหมวกแดงมัวแต่หลงคารมเจ้าหมาป่า และถูกกินไปจริงๆ!! ไม่มีหมาป่า ไม่มีคุณยายที่ถูกจับตัว เป้าหมายของนิทานเรื่องนี้ ผู้แต่งแต่งขึ้นเพื่อสอนเด็กๆ ไม่ให้หลงเชื่อคนแปลกหน้า ไม่อย่างนั้น อาจสูญเสียถึงชีวิต
ราพันเซล
เครดิตภาพ findingcorona.tumblr.com
ทุกคนรู้จักเจ้าหญิงองค์นี้จากผมเปียยาวๆ สีทองอร่าม ที่เจ้าตัวทิ้งลงจากหอคอย ให้นางแม่มดปีนขึ้นไปหา แล้ววันดีคืนดี ก็กลายเป็นเจ้าชายขึ้นมาแทน แต่ความรักของทั้งคู่ไม่สมหวังง่ายๆ เพราะนางแม่มดวางแผน ตัดผมเปียของราพันเซล แล้วพอเจ้าชายปีนขึ้นมา ก็ผลักตกลงไป ดวงตาถูกหนามกุหลาบทิ่มและตาบอด หลังจากนั้น ราพันเซลต้องใช้ชีวิตเป็น “ซิงเกิ้ลม็อม” นั่นแหละ ฟังไม่ผิด ราพันเซลมีลูกแฝดกับเจ้าชาย และต้องเลี้ยงลูกคนเดียวอยู่หลายปี กว่าจะได้พบกับเจ้าชายอีกครั้ง


ราพันเซลและเจ้าชาย
เจ้าหญิงนิทรา
เครดิตภาพ pinterest.com
จากที่เรื่องราวที่เรารู้กัน นั่นคือ เจ้าหญิงนิทราถูกเข็มของเครื่องปั่นด้าย และนอนหลับไป เจ้าชายผ่านมาและจุมพิตปลุกเธอให้ฟื้นจากหลับไหล จากนั้นทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป แต่ในต้นฉบับนั้นโหดร้ายมาก เจ้าหญิงนิทรานอนหลับไปเนิ่นนาน และเมื่อเจ้าชายมาพบเข้า ก็หลงใหลในความงามของเธอ จนใช้วิธีข่มขืน (ฟังไม่ผิด ข่มขืนจริงๆ!!) หลังจากนั้น 9 เดือน เจ้าหญิงนิทราประสูติลูกแฝด เมื่อทารกดูดนิ้วของเธอ ยาพิษจากเครื่องปั่นฝ้ายก็จางหายไป และเธอฟื้นคืนสติขึ้นมา เพื่อพบว่าตัวเองกลายเป็นแม่ลูกสอง!


เจ้าหญิงนิทรา
เขียนจบแล้วพี่ตินยังทึ่งเองอยู่เลย เรื่องสุดท้ายนี่โหดที่สุดจริงๆ นะ ใครจะไปคิดว่าเรื่องต้นฉบับจะโหดได้ขนาดนี้ เอาจริงๆ แล้ว พี่ตินว่า.. การ์ตูนที่เราดูกัน หรือเรื่องราวที่เราเคยอ่านในระยะหลังๆ ก็ถือว่าปรับมาให้ซอฟท์ลงมากแล้วระดับนึง และเหมาะสมกับการจะเป็นเทพนิยายให้เด็กอ่าน ของเดิมนี่โหดจัดจริงๆ ปนสยองอีกต่างหาก แต่ก็อย่างว่า... นักเขียนคงมีจินตนาการสูง และแอบเป็นคนมองโลกแง่ดาร์คอยู่ไม่น้อย ถึงได้สามารถเขียนอะไรแบบนี้ออกมาได้
สำหรับน้องๆ หลายคนที่สงสัยว่าเรื่องพวกนี้จริงหรือเปล่า บอกเลยพี่ตินก็สงสัยเหมือนกัน เพราะจะฟันธงมันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่หลังจากได้คิดๆ ดูแล้ว พี่ตินคิดว่า... เทพนิยายเหล่านี้ น่าจะเล่าต่อๆ กันมา ในยุคแรกๆ การคัดลอก หรือการตีพิมพ์อาจยังไม่เจริญก้าวหน้ามาก เนื้อหาก็เลยถูกปรับเปลี่ยนหรือแตกต่างจากที่เรารับรู้ไปบ้าง บางที การเล่ากันปากต่อปากก็อาจตกหล่นหรือมีคนต่อเติมเข้าไปก็ได้ จะว่าไปแล้ว เนื้อหาต้นฉบับจริงๆ เป็นอย่างไร อาจไม่มีใครรู้เลยก็ได้ เพราะงั้น ก็ถือว่าอ่านกันสนุกๆ เนอะ เอาไว้เป็นความรู้ก็แล้วกันนะ เผลอๆ บทความหน้า พี่ตินอาจเอาเรื่องเดียวกันนั่นแหละ มาเล่า แล้วเปลี่ยนไปเป็นแนวอื่นๆ ให้น้องๆ อ่านกันอีกก็ได้ (หลากหลายตำราเนอะ ว่ามั้ย)
ถ้าใครเคยได้ยินเนื้อหาแปลกๆ ของเทพนิยายพวกนี้แบบไหน
ก็มาแลกเปลี่ยนกันได้นะ สนุกดี
ก็มาแลกเปลี่ยนกันได้นะ สนุกดี
อตินเอง
ขอบคุณบทความต่างๆ และเครดิตภาพ





31 ความคิดเห็น
เค้าแต่งออกมาได้ไงเนอะ
ไม่ น่า เชื่อ
น่าสนุกจัง พอจะจำชื่อเรื่องได้มั้ยคะ อยากลองหามาอ่านดู
เคยอ่านหนังสือ นักสืบเทพนิยาย(มั้ง). เป็นเรื่องเกี่ยวกับตระกูลกริม อ่านแล้วรู้จักตัวละครในเทพนิยายเยอะเลย แต่ไม่รู้ว่ามันจริงรึเปล่า ในเรื่องนั้นชอบ พัก จากฝันกลางฤดูร้อนมากๆ ในละครช่อง 7 ก็เคยมีพักออกมาด้วย. แม้หมอนั้นจะเป็นตัวร้ายก็ตามที = =
ประเด็นคือดิสนี่ย์โคตรเก่ง 555+
ปรับซะแทบไม่เหลือเค้าความโหดแบบดั้งเดิม ทำไมคุณแม่ตั้งชื่อง่ายจัง สโนไวท์ = หิมะขาว , เรดโรส = กุหลาบแดง พี่พบรักกับหมีได้ยังไงคะ หมีพูดได้ใช่มั้ย ตอบบ!
สงสารเจ้าหญิงนิทรามากเลยค่ะ สมมุติถ้าเราโดนแบบนี้บ้าง (ต๊ายย) หลับไปนาน พอรู้สึกตัวสะลึมสะลือ อยู่ดีๆ ก็มีเด็กแฝดสองคนอยู่ข้างกาย แล้วรู้ว่าเป็นลูกของเรา คงจะทั้งเพิ่งหายง่วง มึน อึน เศร้า โกรธ สงสัย หลากอารมณ์เลยล่ะค่ะ 555
ความจริงมันชั้งโหดร้าย
เหมือนกับอินทูเดอะวู้ดเลย (ดูเหมือนเฉย ๆนะ ใจเย็น ๆ )
Into the wood ทำใกล้เคียงเรื่องจริงสุดๆ แล้วอ่ะ อย่างราพันเซล ซินเดอเรล่า
แสดงว่า Into the wood เอาจากกริมม์ออริจินัลมาแปลงนิดหน่อยสินะ ว่าเคยอ่านฮันเซลกับเกรเทลที่ตัดหัวพ่อตัวเองแต่คงแปลงอีกทีล่ะมั้ง
นิทานกริมม์ส่วนใหญ่ก็แนวนี้อยู่แล้ว ได้แง่คิดอยู่นะ
นิทานกริมนี่ดาร์คสุดๆ เคยอ่านหลายเรื่องละ จำรายละเอียดไม่ได้ แต่โหดร้ายกว่าในกระทู้นี่แน่ๆ แต่ประเด็นคือดิสนี่ย์ ??? เห็นด้วยกันคห.10 เลยค่ะ แปลงซะแทบไม่เหลือเค้าความโหดร้ายเลย 555
เจ้าหญิงนิทรา เหมือนเคยฟังจากใครมาสักคน หลังจากที่มีลูกแล้ว เหมือนว่าเมียเจ้าชายจะรู้ว่าเจ้าชายไปทำเจ้าหยิงท้องแล้วมีลูก เลยเอาลูกของเจ้าหญิงไปทำเป้นอาหารให้เจ้าชายกิน
ทำไมมันต่างจากนิยายกริมม์ที่เราเคยอ่านมาอะ
หนูน้อยหมวดแดงนี่ออกจะโหดร้ายหน่อย จริงๆแล้วผ้าคลุมของหนูน้อยเป็นสีขาว แต่พอเจอหมาป่าก็ถูกหมาป่าข่มขืนและก็กัดกินจนเลือดย้อมผ้าคลุมเป็นสีแดง
สโนไวท์นี่ คนที่สั่งให้ราชินีสวมรองเท้าเหล็กไฟก็คือตัวสโนไวท์เอง
เจ้าหญิงนิทราหลังจากโดนเศษไม้แทงเล็บแล้วก็หลับไป แล้วก็โดนพ่อตัวเองที่หลงความงามของลูกสาวข่มขืนจนท้องลูก2 แล้วที่นางตื่นมาได้ก็เพราะลูกจะกินนมแต่ดันไปดูนิ้วนางจนเศษไม้หลุด
ทำไมเวอร์ชั่นที่เราอ่านมันดาร์กแบบนี้ล่ะ