เมื่อ Vogue เนรมิตแฟชั่นเซตให้ The Wizard Of Oz
งานนี้แจ่มแจ๋วแค่ไหน มาดูกัน!
สวัสดีค่ะชาวเด็กดี มีใครเป็นแฟนนิยายเรื่อง The Wonderful Wizard of Oz บ้างคะ พี่อรเป็นคนหนึ่งเลยที่ชอบ อ่านและดูมาตั้งแต่สมัยตัวกระเปี๊ยก The Wonderful Wizard of Oz เป็นฝีมือการประพันธ์ของนักเขียนชาวอเมริกัน Lyman Frank Baum (1856 - 1919) เนื้อเรื่องคร่าวๆ จะเกี่ยวกับการผจญภัยของสาวน้อยนาม โดโรธี และผองเพื่อน
ตอนเด็กๆ พี่อรได้มีโอกาสอ่านนิยายเรื่องนี้ก็ว่าสนุกแล้ว แต่พอได้ดูเป็นภาพยนตร์ (1939) ก็รู้สึกดีไปอีกแบบ มันมีความคลาสสิกในตัวเอง ล่าสุดพี่อรเพิ่งรู้ว่า นิตยสาร Vogue สหรัฐฯ (ฉบับเดือน ธันวาคม 2005) เคยเอา The Wizard of Oz มาสร้างเป็นแฟชั่นเซตครั้งหนึ่ง โดยมี Annie Leibovitz ช่างภาพในตำนานมาช่วยสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ นอกจากนี้ยังได้ Keira Knightley นักแสดงและนางแบบสาวเมืองผู้ดีมาช่วยถ่ายทอดจิตวิญญาณของ โดโรธี ในแฟชั่นเชตพิเศษที่พี่อรจะพาทุกคนไปชมกันค่ะ The Wizard of Oz ในแบบนิยายก็มีแล้ว เป็นภาพยนตร์ก็หลายเวอร์ชั่น คราวนี้เรามาดูในรูปแบบของแฟชั่นเซต ฝีมือการสร้างสรรค์จากนิตยสารแฟชั่นตัวแม่ ว่าแต่จะสวยขนาดไหน ตามมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ
เปิดฉากกันด้วยหน้าปกสวยๆ ของ Keira Knightley งามแจ่มมากๆ
(ฉบับ ธันวาคม 2005)
(ฉบับ ธันวาคม 2005)
สำหรับพี่อร Annie Leibovitz เธอคือนักเล่าเรื่องด้วยภาพ อย่างภาพแรกเป็นฉากที่โดโรธี ลุงเฮนรี่ และป้าเอมิลี่ กำลังหนีพายุ ซึ่งเป็นตอนที่โดโรธี ต้องพลัดจากลุงและป้าไปอยู่ในดินแดนของพ่อมดออซ
หลังจากที่โดโรธีและโตโต้ หลุดมาอยู่ในดินแดนสุดอัศจรรย์ ก็ได้พบกับนางฟ้า กลินดา ผู้แนะนำให้เธอเดินไปตามทางสีเหลืองเพื่อไปพบกับพ่อมดวิเศษแห่งออซ ณ เมืองมรกต
ระหว่างทางโดโรธีได้พบกับมนุษย์ฟาง ที่ปรารถนาอยากได้ความฉลาด
ได้พบกับมนุษย์กระป๋องผู้ซึ่งปรารถนาจะได้หัวใจ และความเอื้ออาทร
และสุดท้ายก็พบเข้ากับสิงโตผู้ขาดเขลา ไร้ซึ่งความน่าเกรงขาม
ทั้งหมดตกลงร่วมเดินทางไปพบกับพ่อมดแห่งออซผู้ยิ่งใหญ่เพื่อหมายจะได้สิ่งที่ตนปรารถนา
ระหว่างทางฝูงลิงบินได้ลูกสมุนของแม่มดใจร้ายก็จับตัวโดโรธีไป เพราะแม่มดอยากจะได้รองเท้าวิเศษของโดโรธี
โดโรธีสาดน้ำใส่แม่มด แม่มดซึ่งแพ้น้ำก็เลยละลาย แล้วก็ตายไปในที่สุด
เมื่อสามารถฆ่าแม่มดและเดินทางกลับไปถึงเมืองมรกต พ่อมดแห่งออซกลับไม่ยอมทำตามสัญญาสร้างความผิดหวังให้กับโดโรธีและเพื่อน โตโต้ได้วิ่งเข้าไปในฉากด้านหลังและดึงผ้าม่านออก ทั้งหมดจึงเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ก็เป็นเพียงชายชราที่ไม่มีเวทมนต์อันใด แต่ใช้เครื่องฉายหนังทำเป็นเหมือนว่าตนมีอำนาจวิเศษ อย่างไรก็ตามพ่อมดได้บอกกับหุ่นไล่กาว่าเขามีสมองอยู่แล้วเพราะสามารถตามมาช่วยโดโรธีได้ เขาได้นำรูปหัวใจไปติดที่มนุษย์กระป๋อง และให้เหรียญกล้าหาญแก่สิงโต จากนั้นก็ได้ขึ้นบอลลูนและสัญญาจะนำโดโรธีกลับบ้าน แต่บังเอิญบอลลูนได้ลอยไปเสียก่อน โดโรธีจึงกลับบ้านไม่ได้ ในเวลานั้นกลินดานางฟ้าผู้ใจดีก็ปรากฏตัวขึ้นและบอกว่า เธอสามารถกลับบ้านเมื่อไรก็ได้ ด้วยรองเท้าทับทิมที่สวมอยู่ เพียงแค่เคาะรองเท้าเข้าด้วยกันพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน” จากนั้นโดโรธีก็ได้กลับไปยังบ้านที่แคนซัสอีกครั้ง
หากดูผิวเผินนิยายเรื่องนี้อาจเป็นเพียงนิยายเด็กธรรมดา แต่ถ้าเอาทฤษฏีทางสังคมมาจับเพื่อวิเคราะห์อย่างสมเหตุสมผลแล้วจะพบว่า ตัวละครหลายตัวมีนัยทางสังคมที่แฝงอยู่อย่างแนบเนียนอีกทั้งยังเป็นนิยายที่ค่อนข้างเสียดสีสังคมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยโดโรธี เธอคนนี้เปรียบได้กับหนุ่มสาวยุคใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความหวัง ตัวแทนของผู้แสวงหาสังคมที่มีความสุข และความเอื้อาทรให้แก่กัน ส่วน ป้าเอมิลี่และลุงเฮนรี่ ทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนในยุคเก่า ผู้ที่เคยต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง หากแต่นานวันไฟแห่งวัยหนุ่มสาวก็มอดดับ ความคิดท้าทายกับสิ่งที่ไม่ถูกต้องในสังคมถูกแทนที่ด้วยภาระหน้าที่ เจ้าโตโต้ เพื่อนยาก คือสัญลักษณ์ของความจริง และชี้ให้เห็นถึงความไม่จริงใจที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบัน หุ่นไล่กา เป็นตัวแทนของเกษตรกร คนยากคนจน ผู้ซึ่งขาดความรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงการแสวงหาความรู้เพื่อสร้างหนทางที่ดีขึ้นให้กับการดำเนินชีวิตในสังคม มนุษย์กระป๋อง เขาคือตัวแทนของคนในโรงงานอุตสาหกรรม ทำงานไปวันๆ แบบไร้หัวใจ แต่ในอีกด้านมนุษย์กระป๋องเองก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามแสวงหาความรัก ความเข้าใจ แสวงหาจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ซึ่งนับว่ามีคุณค่ามากกว่าเงินทอง เจ้าสิงโตขี้ขลาด เป็นตัวแทนของคนที่ยอมพ่ายแพ้ต่อระบบอันไม่เป็นธรรม แม้ครั้งหนึ่งจะเคยลุกขึ้นสู้แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจที่ครอบงำอยู่ดี กลายเป็นคนที่ยอมรับสภาพ หรือไม่กล้าแม้แต่จะพูดความจริง
ความจริงในนิยายเรื่องนี้ยังมีสัญลักษณ์ที่น่าสนใจอีกมาก ดังนั้นถ้าครั้งหนึ่งเราเคยอ่านเอาแค่ความสนุก วันนี้พี่อรแนะนำว่าลองกลับไปหยิบหนังสือเล่มเดิมเล่มนี้มาลองนั่งอ่านอีกครั้ง แล้วจะพบว่าจริงๆ แล้วนิยายเล่มนี้ไม่ใช่นิยายเด็กธรรมดา แต่เป็นนิยายสำหรับคนที่ต้องการแสวงหาความหมายของชีวิตและสังคมต่างหาก สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านฉบับนิยาย ตอนนี้เท่าที่เห็นมีฉบับแปลภาษาไทยอยู่ 3 สำนวนด้วยกันค่ะ คือของ อุไร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และล่าสุดที่เห็นก็ของ ปวิตรา บุญประทาน จากสำนักพิมพ์ ห้องเรียน แต่ถ้าหาหนังสืออ่านไม่ได้จะลองดูในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็น่าสนใจ เนื้อหาโดยรวมก็ใกล้เคียงกันมาก (แนะนำให้ลองดูเวอร์ชั่น ปี 1939 นะคะ เพราะเป็นเวอร์ชั่นที่ดังที่สุด และทำให้ Judy Garland นักแสดงนำหญิงในเรื่องโด่งดังเป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเพลง Over the Rainbow) เป็นยังไงกันบ้างสำหรับโดโรธีในเวอร์ชั่นของแฟชั่นเซต พี่อรหวังว่าน้องๆ คงจะชอบภาพสวยๆ เซตนี้นะคะ ส่วนคราวหน้าพี่อรและทีมไรเตอร์จะมีอะไรมานำเสนอ ยังไงฝากติดตามด้วยน้า













1 ความคิดเห็น
เคยดูตอนเด็กๆ สนุกมาก ชอบเรื่องนี้มากค่ะ


แต่ตอบจบโดโรธีได้กลับบ้านด้วยบอลลูนนี้ แต่คนที่ไม่ได้กลับคือพ่อมดนี้ค่ะ