5 นิทานญี่ปุ่น ที่อยากให้คนไทยได้อ่าน
สวัสดีชาวไรเตอร์ทุกคนค่ะ มีใครชอบอ่านนิทานกันบ้างมั้ยคะ สำหรับพี่เฟิร์นนั้น นอกจากนิยายและการ์ตูนแล้ว พี่ก็ยังชอบอ่านนิทานอีกด้วย โดยเฉพาะนิทานญี่ปุ่นที่บางเรื่องก็แฝงแง่คิด บางเรื่องก็เต็มไปด้วยเนื้อหาน่าทึ่ง ที่ทำให้เราสงสัยว่า “นี่มันอะไรกันเนี่ย แน่ใจเหรอว่าเป็นแค่นิทาน”
วันนี้ พี่เฟิร์นก็เลยตัดสินใจรวบรวมนิทานญี่ปุ่นที่น่าสนใจมาฝากน้องๆ ชาวไรเตอร์กัน หวังว่านิทานเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ให้น้องๆ ได้ไม่มากก็น้อยค่ะ ใครเคยอ่านผ่านตา หรือเคยได้ยินชื่อนิทานพวกนี้ ก็เล่าสู่กันฟังได้นะคะ รู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบ ชวนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ค่ะ
1. อุราชิมะ ทาโร่ (Urashima Tarou)
หากพูดถึงอุราชิมะ ทาโร่ พี่เชื่อว่าน้องๆ คงต้องคุ้นหูชื่อนี้อย่างแน่นอน เพราะปรากฎในการ์ตูนหลายเรื่อง จนใครๆ ก็รู้จักกันดี อุราชิมะ ทาโร่ เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มกตัญญูที่ออกหาปลาเพื่อหาเงินมาเลี้ยงแม่ วันหนึ่ง อุราชิมะได้ช่วยเต่าที่ถูกพวกเด็กรังแกเอาไว้ เต่าตอบแทนบุญคุณด้วยการพาเขาไปยังวังมังกรใต้ทะเล ด้วยความตื่นตาตื่นใจที่ไม่เคยเห็นสิ่งที่พบเจอบนโลกมนุษย์ได้ อุราชิมะใช้ชีวิตอยู่ที่วังมังกรเป็นเวลากว่า 3 ปี แต่จู่ๆ เขาเกิดคิดถึงแม่เลยอยากกลับบ้าน เจ้าหญิงโอโตฮิเมะร้องห่มร้องไห้ขอให้อุราชิมะอยู่ต่อ แต่อุราชิมะยืนกรานหนักแน่น สุดท้ายเจ้าหญิงจึงมอบกล่องใบหนึ่งให้กับเขา โดยบอกว่ากล่องใบนั้น สามารถพาเขากลับมายังวังมังกรได้ทุกเวลา แต่มีข้อห้ามสำคัญมาก นั่นคือ "ห้ามเปิดกล่องเด็ดขาด"
อุราชิมะ กลับขึ้นมาบนบก และพบว่าหมู่บ้านที่เคยอยู่เปลี่ยนไป พอลองถามชาวบ้านก็เลยได้รู้ว่าเวลาบนโลกได้ผ่านไป 300 ปีแล้ว อุราชิมะทั้งโมโห ทั้งเศร้า จึงเผลอเปิดกล่องที่ได้รับมาจากเจ้าหญิงโอโตฮิเมะ และในตอนที่ควันสีขาวพวยพุ่งออกมานั้นเอง เขาก็กลายเป็นชายชราไปในทันที และไม่สามารถกลับไปยังวังมังกรได้อีก
สำหรับเรื่องนี้ ตอนอ่านพี่ก็แอบคิดนะคะว่าทำไมอุราชิมะ ทาโร่ไม่ใจเย็นกว่านี้อีกสักนิด อย่าเพิ่งเปิดกล่อง เเล้วกลับไปที่วังมังกร เผื่อเจ้าหญิงจะมีหนทางช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เป็นไงล่ะ อยากฝ่าฝืนคำสั่งดีนัก กลายเป็นคุณตาเลย
2. คะสะจิโซ (Kasajizou)
คะสะจิโซ เป็นเรื่องราวของตายายที่มีอาชีพสานหมวกขาย ปีใหม่ใกล้มาถึงข้าวสารที่บ้านตากับยายก็เหลือน้อยลงทุกที ในขณะที่ยายกำลังปรึกษากับตาเรื่องนี้ ก็มีหนูมาโอดครวญว่าหิวจังเลย ตาเลยนึกสงสารให้ข้าวสารที่เหลืออยู่น้อยนิดให้กับหนูไป วันรุ่งขึ้นหนูก็ได้นำฟ่อนหญ้ามาให้ตากับยายเป็นการตอบแทน สองตายายเร่งมือสานหมวกเพื่อให้ทันขายในช่วงปีใหม่ ในตอนที่ตาเดินลุยหิมะเข้าไปในเมืองนั่นเอง ก็ได้สังเกตเห็นรูปปั้นจิโซ (พระพุทธรูปหินที่ตั้งไว้ตามข้างทาง) ที่มีหิมะปกคลุมเต็มเศียรไปหมด ตาเลยนำผ้าคาดศีรษะเช็ดหิมะออกให้เพราะกลัวว่ารูปปั้นจะหนาว ขณะที่ในเมืองกำลังฉลองปีใหม่กันอย่างครึกโครม ตาก็ขายหมวกสานไม่ได้เลยสักใบ สุดท้ายแล้วตาจึงจำเป็นจะต้องนำหมวกสานทั้งหมดกลับบ้าน ระหว่างทาง ตาก็สังเกตเห็นว่าหิมะตกลงมาปกคลุมเศียรของรูปปั้นอีกแล้ว คราวนี้ตาเลยนำหมวกสานสวมให้กับรูปปั้นจิโซ แต่หมวกสานมีไม่พอกับรูปปั้น ตาจึงใช้ผ้าคาดหัวของตัวเองคลุมเศียรให้กับรูปปั้นองค์สุดท้าย กลางดึกคืนนั้นเองก็มีเสียงเรียกอยู่นอกบ้านว่า “มีของปีใหม่มาส่ง คนขายหมวก ขอบคุณสำหรับหมวกสาน นี่คือของเพื่อแสดงความขอบคุณ” พอตายายเปิดประตูบ้านออกมาก็ได้พบกับข้าวสารและของกินมากมาย ซึ่งนั่นก็เป็นของที่รูปปั้นจิโซนำมาเพื่อตอบแทนนั่นเอง
คุณตาคุณยายบ้านนี้ใจดีมาก ข้าวสารก็เเทบไม่มีเเล้วยังจะแบ่งให้หนูอีก เเต่พี่ว่ารูปปั้นจิโซน่ารักนะ สงสัยจะหนาวศีรษะจริงๆ ถึงได้นำของมาตอบเเทนคุณตาแบบนี้ นี่สินะที่เขาเรียกว่า "ทำดีย่อมได้ดี"
3. อิซซุนโบชิ (Issunboshi)
อิซซุนโบชิ เป็นเรื่องของสองตายายที่ยังไม่มีลูกสักที ก็เลยไปขอพรที่ศาลเจ้าทุกวันจนกระทั่งได้ลูกสมใจ แต่เด็กที่เกิดมานั้นดันมีขนาดตัวเท่าฝ่ามือ แต่ตากับยายก็เลี้ยงดูอิซซุนโบชิเป็นอย่างดี เวลาผ่านไป อิซซุนโบชิก็ไม่ได้ตัวโตขึ้น และมักจะถูกล้ออยู่เป็นประจำ อิซซุนโบชิเลยคิดจะเข้าไปร่ำเรียนหนังสือในเมือง โดยใช้ชามแทนเรือ ตะเกียบแทนไม้พาย และเข็มแทนดาบ ลอยไปตามแม่น้ำมุ่งสู่เมืองหลวง อิซซุนโบชิได้เข้าไปทำงานที่บ้านของเจ้าเมืองที่มีลูกสาวผู้งดงาม เจ้าหญิงถูกใจอิซซุนโบชิมากจึงให้เขามาเป็นข้ารับใช้ส่วนตัว วันหนึ่ง ระหว่างทางที่เจ้าหญิงกลับมาจากขอพรที่ศาลเจ้า เจ้าหญิงก็ถูกยักษ์ลักพาตัวไป อิซซุนโบชิเลยใช้เข็มต่างดาบของตนแทงยักษ์ จนยักษ์โกรธและกลืนตัวอิซซุนโบชิเข้าไป แค่นั้นไม่พอ อิซซุนโบชิตามเอาเข็มไปทิ่มท้องจากภายในตัวยักษ์ต่อ และยักษ์ก็สำรอกเขาออกมาก่อนจะหนีไป ในตอนที่ยักษ์หนีนั้น ก็บังเอิญทำค้อนวิเศษที่ทำให้ทุกอย่างสมดั่งปรารถนาหล่นไว้ ด้วยค้อนวิเศษนั้นเองที่ทำให้อิซซุนโบชิตัวโตขึ้น และแต่งงานกับเจ้าหญิง ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
อิซซุนโบชิถือว่าเป็นคนที่นำคำดูถูกมาเป็นเเรงผลักดันได้อย่างเเท้จริง การที่เขาทุ่มเทเเละตั้งใจจริงแบบนี้ สิ่งที่เขาได้รับในตอนสุดท้ายถือว่าคุ้มค่ามากที่สุด ชาวไรเตอร์อย่าลืมนำข้อดีของอิซซุนโบชิไปปรับใช้ในชีวิตดูนะคะ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น นิยายก็เช่นกัน ฮ่าๆๆๆๆ
4. โคะบุโทริ จี้ซัง (Kobutori jiisan)
โคะบุโทริ จี้ซัง เป็นเรื่องราวของคุณตาคนตัดไม้ที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่ตรงแก้ม ที่วันหนึ่งเข้าไปตัดต้นไม้ตามปกติ แต่ฝนดันตกลงมาเลยเข้าไปหลบฝนในกระท่อมแห่งหนึ่งและเผลอหลับไป คุณตาลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเอะอะทางด้านนอก ยักษ์แดงกับยักษ์ฟ้ากำลังร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน ตอนแรกคุณตาก็นึกกลัว แต่ทำไปทำมากลับรู้สึกสนุกจนเผลอออกไปเต้นกลางวง ยักษ์ตกใจมากที่เห็นคุณตาเต้นเก่งขนาดนี้ เลยบอกให้วันพรุ่งนี้คุณตามาใหม่อีกครั้งและจะรับฝากเนื้องอกที่แก้มไว้ ซึ่งคุณตานิสัยไม่ดีที่อยู่ข้างบ้านได้ยินเรื่องนี้เข้าเลยรู้สึกอิจฉาขึ้นมา เลยตั้งใจจะไปให้พวกยักษ์เอาเนื้องอกที่แก้มของตนเองออกบ้าง จึงไปที่กระท่อมเพื่อรอพวกยักษ์ พองานเลี้ยงของยักษ์เริ่มขึ้น คุณตานิสัยไม่ดีก็กระโดดออกไปเต้นตรงกลางวง แต่ฝีมือการเต้นกลับสู้คนตาอีกคนไม่ได้เลยถูกยักษ์นำเนื้องอกที่รับฝากไว้เมื่อวานนี้ใส่เข้าไปที่แก้มอีกข้างนั่นเอง
คุณตานิสัยไม่ดีนิสัยเหมือนตัวร้ายในละครมากค่ะ อิจฉาตาร้อนจนสุดท้ายก็ต้องมีภาระเพิ่มเป็นเนื้องอกที่แก้มอีกข้าง จงพอใจในสิ่งที่ตนมีนะคะ
5. มันจู โคะไว (Manjuu kowai)
“กลัวมันจู” (ชื่อนิทานค่ะ) เป็นเรื่องราวที่เริ่มมาจากบรรดาหนุ่มๆ เขามาจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องที่ว่า แต่ละคนนั้นกลัวอะไรกันบ้าง ซึ่งบางคนก็กลัวงู กลัวทานุกิ กลัวแมงมุม กลัวค้างคาว กลัวหนอน กลัวมด กลัวแตกต่างกันไป พอมาถึงหนุ่มคนสุดท้ายที่ถูกถามว่ากลัวอะไร เขาก็บอกว่าเขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แต่พอถูกเค้นไปเค้นมา เจ้าตัวเลยยอมรับว่าเขากลัวมันจู (ขนมคล้ายซาลาเปา ไส้ถั่วบด) พอได้ยินเช่นนั้น เพื่อนๆ ของเขาก็เลยวางแผนจะลงมือแกล้งโดยการซื้อมันจูมาไว้ข้างที่นอน พอเขาตื่นขึ้นมาเขาก็ตะโกนเสียงดังว่า “กลัวมันจู กลัวมันจู” เพื่อนๆ ก็ต่างพากันชอบใจ แต่สักพักหนึ่งพวกเพื่อนๆ ก็รู้สึกแปลกๆ เลยลองแอบเปิดประตูดู ก็พบว่าเขากำลังกินมันจูอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขาจึงลองถามชายที่กลัวมันจูอีกครั้งหนึ่งว่า เขากลัวอะไรกันแน่ ซึ่งคราวนี้คำตอบที่ได้ก็คือ “กลัวน้ำชาอร่อยๆ” นั่นเอง
พออ่านจบพี่ก็รู้สึกหมั่นไส้เจ้าหมอนี่แบบแปลกๆ เจ้าเล่ห์จริงๆ ดูสิ แอบหลอกเพื่อนเลยได้กินมันจูฟรีเลย เเต่พี่ก็แอบคิดนะว่า ถ้าพี่ไปบอกกับเพื่อนพี่ว่าพี่กลัวช็อกโกเเลต จะมีใครเอาช็อกโกเเลตมาเเกล้งพี่แบบนี้บ้างมั้ย เเล้วชาวไรเตอร์ล่ะคะ กลัวอะไรกันบ้าง
เป็นยังไงกันบ้างคะ กับนิทาน 5 เรื่องที่พี่นำมาให้ได้อ่านกัน พี่เชื่อว่าน้องๆ จะต้องได้รับข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ จากนิทานเหล่านี้แน่นอน อ่านแล้วชอบหรือไม่ชอบยังไง แสดงความเห็นได้นะคะ พี่เฟิร์นรออ่าน อิอิ
พี่เฟิร์น
ขอบคุณข้อมูลจาก
แบบเรียนวิชาการอ่านภาษาญี่ปุ่น 2 โดย ผศ. สุนิศา ธรรมาวิวัฒน์






3 ความคิดเห็น
เรื่องที่ 2 นึกถึงเรื่อง "กระต่ายบนดวงจันทร์" เลยค่ะ
ที่กระต่ายยอมเสียสละตัวเองกระโดดเข้ากองไฟเพื่อเป็นเนื้อให้เพื่อนๆกิน
พระอินทร์ใจดีพากระต่ายไปอยู่บนดวงจันทร์
อิซซุนโบชิตัวเล็ก นึกถึง Arrietty เลย
ส่วนค้อนก็เคยมีในเรื่อง Kamisama Hajimema-a
ส่วนเรื่องสุดท้ายถ้ากลัวอะไร ขอกลัวน้ำดื่มดีกว่า จะได้สวย
ที่จริงนิทานโบราณญี่ปุ่น มันก็มีหลายๆ เวอร์ชั่นตามท้องถิ่นนะ
อย่าง อุราชิม่า ทาโร่ ก็จะมีอีกเวอร์ชั่นที่ว่าทาโร่ไปล่วงรู้ร่างจริงของเจ้าหญิง(ร่างจริงเป็นฉลาม) เลยขโมยกล่องแล้วหนีออกมา หรืออิซซุนโบชิ ก็จะมีอีกเวอร์ชั่นที่เจ้าตัวหลงรักเจ้าหญิงเลยวางแผนเอาเม็ดข้าวไปแปะบนริมฝีปากของเจ้าหญิงตอนหลับแล้วร้องไห้ว่าเจ้าหญิงขโมยข้าวข้ารับใช้กิน เจ้าเมืองโกรธมากที่ผู้สูงศักดิ์กระทำการขโมยของข้ารับใช้เลยขับเจ้าหญิงออกจากวัง อิซซุนก็แสดงความเป็นคนดีตามไปรับใช้ดูแลเจ้าหญิง แล้วระหว่างเดินทางก็โดนยักษ์ลักพาตัว