โลลิต้า : หนังสือ แฟชั่น และผู้ชายรักเด็ก
นิยายเรื่องหนึ่ง สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคม และนำมาซึ่งความเชื่อที่ไม่คาดคิด
เห็นหัวข้อพูดถึงคำว่า “โลลิต้า” น้องๆ คิดถึงอะไรกันบ้างคะ ส่วนตัว พี่ตินนึกถึงเสื้อผ้าหวานแหววฟรุ้งฟริ้ง เด็กสาวชาวญี่ปุ่น หน้าตาน่ารักคิกขุน่าเอ็นดู คิดว่าหลายๆ คนน่าจะคิดเหมือนกันกับพี่ แล้วก็เชื่อว่า น่าจะมีคนสงสัยเหมือนพี่ว่า เพราะอะไร ทำไมต้องเรียกว่า “โลลิต้า” ด้วย คำคำนี้มาจากไหนกันนะ
หลังจากค้นหาข้อมูลตามบทความต่างๆ อยู่สักพักใหญ่ๆ พี่ก็ได้คำตอบในที่สุด และมันก็คือ “ไม่มีใครรู้จริงๆ” ว่าคำคำนี้มาจากไหน แต่ว่า... ก็มีเรื่องราวน่าสนใจแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง และนั่นคือประเด็นที่เราจะคุยกันในวันนี้ค่ะ
ที่มาของแฟชั่น “โลลิต้า”
เครดิตภาพ : thetokyofashionguide.com
ก่อนอื่น เราคงต้องมาคุยกันก่อนว่า... แฟชั่นโลลิต้านี้มาจากไหน เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นผู้ริเริ่ม หลังจากสืบค้นย้อนกลับไปแล้ว เราพบว่า โลลิต้ามีความเกี่ยวข้องกับแฟชั่นของญี่ปุ่นแนวที่เรียกกันว่า “Natural Kei” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 เชื่อกันว่าแฟชั่นแนวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสไตล์วิคทอเรียน ผสมผสานกับโบฮีเมียนซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วงเวลานั้น จุดเด่นของ “Natural Kei” คือ “ความเป็นธรรมชาติ” และ “ความเป็นเฟมินีน” (แนวผู้หญิงๆ) ถ้ายังนึกภาพไม่ออก การแต่งกายแนวนี้ จะคล้ายๆ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยที่ปรากฎในวรรณกรรม เช่น แอนน์แห่งกรีนเกเบิลส์ หรือนางเอกในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เรื่อง My Fair Lady (บุษบาริมทาง) เป็นต้น
แล้วคำว่า “โลลิต้า” มาได้ยังไง
คนที่กำลังอ่านอาจจะสงสัย แปลกใจ ไหนบอกเรียกว่า “Natural Kei” แล้วโลลิต้ามาจากไหน คำตอบคือ ไม่ชัดเจน และยังคงเป็นความลับที่หาคำตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อสืบค้นย้อนกลับไป พบว่า คำว่า “โลลิต้า” ปรากฎครั้งแรกในช่วง ค.ศ. 1990 ในช่วงเวลานั้น แฟชั่นแนว “Natural Kei” ได้มีการเปลี่ยนแปลง โรแมนติกน้อยลง และจับกลุ่มเป้าหมายที่อายุน้อยลง ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือในตอนแรก “Natural Kei” เป็นแฟชั่นที่เหมาะกับแม่บ้านมากกว่า และภายหลัง ก็ถูกปรับให้เหมาะกับเด็กหญิงผู้เป็นลูกสาว ส่วน “โลลิต้า” เป็นแฟชั่นที่จับกลุ่มเป้าหมายคือพวกวัยรุ่นตอนปลาย ไปจนถึงผู้หญิงวัย 20 กลางๆ ทว่าสิ่งที่ทำให้ “โลลิต้า” ได้รับความนิยมอย่างสูงจนนำหน้า “Natural Kei” ก็เป็นเพราะพวกนักร้อง ไอดอลต่างๆ ของญี่ปุ่น หันมาแต่งกายในสไตล์นี้นั่นเอง
แฟชั่นสไตล์ Natural Kei ที่ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น
เครดิตภาพ : dearmisskellie.blogspot.com
ปกนิตยสารที่ถ่ายทอดแฟชั่นโลลิต้า
เครดิตภาพ : etsy.com
เราสามารถสรุปได้ว่าต้นกำเนิดของแฟชั่นโลลิต้ามาจากประเทศญี่ปุ่นอย่างแน่นอน และแบรนด์แรกๆ ที่หันมาสนใจแฟชั่นแนวนี้ ก็ได้แก่ Pink House, Milk และ Pretty (ภายหลังใช้ชื่อว่า Angelic Pretty) ทว่าแบรนด์ที่ทำให้แฟชั่นโลลิต้าได้รับความนิยมสูงสุด ต้องยกให้ Princess Princess สาวๆ ทั้งโตเกียวหันมาสนใจและนิยมแฟชั่นโลลิต้า ก็เพราะความน่ารัก และสไตล์การออกแบบของเสื้อผ้าแบรนด์นี้ โดยเฉพาะในช่วงปี ค.ศ. 1990 โลลิต้าได้รับความนิยมมาก ศูนย์การค้าใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น ต่างก็มีแผนกที่ขายเสื้อผ้าสไตล์นี้โดยเฉพาะ และต่อมา แฟชั่นชนิดนี้ ก็กระจายไปทั่วโลก และได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวต่างชาติ
แฟชั่น VS หนังสือ “โลลิต้า”
ใครที่เป็นนักอ่าน คงเคยได้ยินชื่อของหนังสือเรื่อง “โลลิต้า” ผ่านหูมาบ้างแน่ๆ “โลลิต้า” เป็นผลงานของนักเขียนชาวรัสเซีย วลาดิเมียร์ นาโบคอฟ ฉบับแปลไทยที่พี่ตินเห็นล่าสุด เป็นของ สนพ.ไลต์เฮาส์พับลิชชิ่ง นักแปลคือ ปราบดา หยุ่น ผู้มีผลงานหนังสือมาหลายต่อหลายเล่ม เนื้อหาของเรื่องโลลิต้า เล่าถึงฮัมเบิร์ต ผู้ชายวัยกลางคน ที่ตกหลุมรัก โดโรเรซ เด็กผู้หญิงอายุเพียง 12 ขวบ ซึ่งมีชื่อเล่นๆ ว่า “โลลิต้า” ฮัมเบิร์ตถึงกับยอมแต่งงานกับแม่ของเธอ เพื่อให้ได้ใกล้ชิด เขาเฝ้ารอจนภรรยาตาย จึงมีความสัมพันธ์กับโลลิต้าในที่สุด
ปกนิยายโลลิต้าแบบคลาสสิก
ปกที่สื่อความหมายได้น่าสนใจ
ปกสื่ออารมณ์ทางดวงตา
ปกนี้อีโรติกเบาๆ
ปกหวานๆ ได้อารมณ์
นักประวัติศาสตร์และนักแฟชั่นหลายคนต่างก็สงสัยว่า แฟชั่น “โลลิต้า” เกี่ยวพันอะไรกับหนังสือเรื่อง “โลลิต้า” หรือไม่ เพราะหนังสือเรื่องนี้ โด่งดังและมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างมาก จัดว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิกของโลกเลยทีเดียว ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปทำภาพยนตร์ และยังแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก ก็เลยเป็นที่น่าสงสัยว่า เพราะอะไร ชาวญี่ปุ่นถึงได้เลือกคำว่า “โลลิต้า” มาใช้กับแฟชั่นของพวกเขา และแม้ว่าคำตอบไม่แน่ชัด แต่เราก็สามารถเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่เรียกว่า “ปมโลลิต้า” หรือ “Lolita Complex” ซึ่งเป็นชื่อหนังสือที่ รัสเซลล์ เทรนเนอร์ เคยเขียนไว้เมื่อปี ค.ศ. 1966 เช่นเดียวกับเรื่อง “โลลิต้า” หนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมาก และถูกตีพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย โดยคำแสลงของ “Lolita Complex” ที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่นคือ “โลลิค่อน” ซึ่งใครต่อใครรู้จักกันดีในนามของการ์ตูนที่เหมาะกับเพศชาย และมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศสัมพันธ์ของชายสูงอายุกับเด็กหญิง
“Lolita Complex” ยังเชื่อมโยงกับวรรณกรรมระดับโลกอย่าง “อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์” ด้วย หลายคนทำหน้างง มันเกี่ยวข้องกับอย่างไร ขอตอบเบื้องต้นก่อนว่า อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ ได้รับความนิยมมากในญี่ปุ่น (จนทุกวันนี้ เราเห็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอลิซมากมาย ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ เครื่องสำอาง หรือพวกเครื่องประดับตกแต่ง ฯลฯ ข้าวของพวกนี้ ออกวางจำหน่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น และได้รับความนิยมอย่างมาก) หนังสือเรื่องนี้ เป็นผลงานของ ลูอิส แครอลล์ นักเขียนผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า... “ตกหลุมรัก” เด็กหญิงอลิซ ผู้เป็นต้นแบบตัวละครของเขาเอง โดยขณะที่เขาเขียนหนังสือเรื่องดังกล่าว เด็กหญิงอลิซ อยู่ในวัยเพียงแค่ 7 ขวบเท่านั้น!
เมื่อพิจารณาดูเนื้อหาให้ดีแล้ว เราจะเห็นความแตกต่างระหว่าง “โลลิต้า” และ “อลิซในแดนมหัศจรรย์” ได้ชัดเจน นั่นคือ ในขณะที่โลลิต้า พูดเรื่องเพศชัดเจนกว่า ตัวละครชายในเรื่องหลงรักเด็กหญิงและกระทำกับเธอในแง่ชู้สาว แต่อลิซ เป็นเรื่องของการที่แครอลล์ ผู้เป็นนักเขียนชื่นชอบในตัวเด็กหญิง แต่ทั้งคู่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันเกินเลยต่อกัน
จะเห็นได้ว่า... เมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ออกมาแล้ว แฟชั่น “โลลิต้า” น่าจะเชื่อมโยงกับวรรณกรรมเยาวชน “อลิซในแดนมหัศจรรย์” มากกว่าเรื่อง “โลลิต้า” ของนาโบคอฟ ราวกับว่า “อลิซ” เป็นตัวแทนของแฟชั่นชนิดนี้ (นักวิจารณ์หลายคนถึงกับพูดว่าน่าจะใช้คำว่า “แฟชั่นอลิซ” แทน “โลลิต้า” ด้วยซ้ำ) ภาพของเด็กหญิงสวมกระโปรงสีฟ้าบานฟูฟ่อง หน้าตาสะอาดใสน่ารัก แต่พูดจาเป็นผู้ใหญ่ และมีความคิดชาญฉลาด นี่แหละตัวแทนของความเป็น “โลลิต้า” ที่ดึงดูดให้ผู้ชายวัยกลางคนเอ็นดูและหลงใหล อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อาจพูดได้เต็มปากกว่า “แฟชั่นโลลิต้า” ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ “วรรณกรรมเรื่องโลลิต้า” เพราะเมื่อดูจากเนื้อหาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า “มีความสอดคล้องกัน” ในบางส่วน ไม่ถึงกับแยกกันโดยสิ้นเชิง
วิเคราะห์ความหมายของหนังสือ “โลลิต้า” 
เล่าโดยย่อไปแล้วว่า โลลิต้า เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของชายวัยกลางคนชื่อ ฮัมเบิร์ต ฮัมเบิร์ต (ชื่อและนามสกุลเหมือนกัน) กับเด็กหญิงโดโรเรซ หรือ โลลิต้า วัย 12 ขวบ เมื่อดูจากเนื้อเรื่องแล้ว เราจะเห็นว่าฮัมเบิร์ต มีนิสัยชอบควบคุม และชอบพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นนาย อยากได้อะไรก็ต้องได้ เมื่ออ่านหนังสือ เราจะเห็นอารมณ์และความรุนแรงแฝงอยู่ในตัวของฮัมเบิร์ต เขาคือตัวแทนของเพศชายที่ต้องการเอาชนะ เป็นเจ้าของ และต้องการควบคุมตัวผู้หญิง และในสายตาของตัวละครตัวนี้ “ผู้หญิง” นี่แหละ คือเหยื่อ เขามองว่าผู้ชายต้องเป็นเจ้าของผู้หญิง และคำว่า “เป็นเจ้าของ” ก็หมายถึง “เซ็กส์” หรือเรื่องทางเพศ เป็นเรื่องที่จะทำให้เพศชายรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า ฮัมเบิร์ตจึงพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ “โลลิต้า” เด็กหญิงที่เขานึกชอบทันทีที่เห็นหน้า แม้นั่นจะหมายความว่าเขาต้องแต่งงานกับแม่ของเธอเพื่อรอเวลาก็ตาม (รูปด้านซ้ายคือปกหนังสือโลลิต้าฉบับภาษาไทย)
สิ่งที่ทั้งอันตรายและน่าทึ่งก็คือ วิธีที่นักเขียนถ่ายทอดผลงาน เหมือนนาโบคอฟต้องการเปิดโลกใหม่ ทำให้คนอ่านรู้จักและเข้าใจการกระทำของตัวละคร จนกลับกลายเป็นว่า แม้การกระทำของฮัมเบิร์ตจะผิดศีลธรรม แต่มันก็เป็นความต้องการเบื้องลึกของหัวใจ เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่า “ความรัก” และแทนที่เราจะสะอิดสะเอียนกับความรักของชายสูงวัยกับเด็กหญิง ก็กลายเป็นว่าเราอยากรู้คำตอบ อยากเสพ และอยากที่จะรู้ตอนจบของความสัมพันธ์อันไม่ถูกต้องนี้ ถือว่าคนเขียนมีพรสวรรค์ ที่สามารถทำให้เราคนอ่านเกิดความรู้สึกอิน และสนใจเนื้อหาได้มากถึงขนาดนี้ ที่สำคัญ คงเพราะเนื้อหาที่คนเขียนเลือกมาด้วย “เรื่องต้องห้าม” ใครๆ ก็อยากรู้ ใครๆ ก็อยากอ่าน... ขนาดพี่ตินยังไม่เคยอ่าน พอเขียนมาถึงตรงนี้ ยังอยากไปร้านหนังสือ ตามหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูเลย
หลังทำบทความนี้เสร็จ พี่ตินอดสรุปกับตัวเองไม่ได้ว่า... ความยิ่งใหญ่และพลังที่ปรากฎในวรรณกรรม “โลลิต้า” ของนาโบคอฟนั้น ได้สร้างปรากฎการณ์ต่อเนื่องหลายๆ อย่าง หนึ่งในนั้นก็คือ “แฟชั่นโลลิต้า” ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ณ ตอนนี้ ก็สมดังคำกล่าวที่ใครคนหนึ่งเคยพูดไว้ว่า... “ถ้าวรรณกรรมเรื่องนั้นยิ่งใหญ่พอ มันย่อมสามารถส่งต่อ และสร้างบางสิ่งบางอย่างให้กับผู้คนในสังคม”
อตินเอง
ขอบคุณข้อมูลจากบทความ
8 ความคิดเห็น
ไม่เคยอ่านเรื่องโลลิต้า แต่เนื้อเรื่องในนิยายที่กำลังเขียนคล้ายๆกันค่ะ
(เห็นแล้วยากอ่านจัง)
แต่แตกต่างไปคือพระเอกหลงรักนางเอกตั้งแต่7ขวบ และรอจนกระทั่งนางเอกโต ถึงแม้ว่าจะถูกจับแต่งงานกันแต่พระเอกก็ไม่ยอมครอบครองนางเอกสักที รอให้นางเอกได้เลือกเองว่าจะแต่งงานกับใคร ซึ่งพยายามสื่อออกมาว่า คือความรักจริงๆ ไม่ใช่ต้องการเพียงครอบครอง
บทความนี้ช่วยได้มากเลยค่ะ พอดีกำลังตันๆ
อยากอ่านเรื่องนี้มากค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาแปลไทยดีไหม ราคาก็สูงอยู่พอสมควร (;;__;;) แต่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้ผู้ชายคนหนึ่งยอมทุ่มเทเพื่อเด็กผู้หญิงคนเดียวขนาดนี้ ความหลงเหรอ อยากอ่านค่ะ ถ้าไม่ติดว่าไม่มีเงิน 555+
เคยคิดว่าจะซื้อมาอ่านอยู่ เดินผ่านที่คิโนะ เมียงมองหลายรอบ
สุดท้ายก็หยิบงานเจน ออสเตน ติดมือกลับบ้านแทน
เคยอ่านผ่านๆตา ยังรู้สึกได้ถึงความโรคจิตเลยค่ะ
ได้ข่าวว่าเฮียฮัมเบิร์ตอยากจะสตาฟโลลิต้าไว้ตลอดกาล
เพราะโตมาหน้าตาเหมือนชาล็อต(แม่โลลิต้า)เกินไป
และเคยเจอประโยคหนึ่งในนิยายว่า
"My only grudge against nature was that I could not turn my Lolita inside out and apply voracious lips to her young matrix, her unknown heart, her nacreous liver, the sea-grapes of her lungs, her comely twin kidneys."
อย่าแปลดีกว่า ขอบคุณค่ะ
ปล.สงสัยคือ เฮียแกติดคุกใช่ไหม โดนข้อหาอะไรหว่า พรากผู้เยาว์?
เป็นการถ่ายทอดความคิดที่อยู่ในหัวของโรคจิตออกมา เหมือนจะมุ้งมิ้ง แต่ความจริงมันเลวร้ายมาก! ซึ่งน่าสงสารนะ อาจเพราะตัวละคร(หลายๆ ตัว เหมือนจะ)ไม่ควรได้รับความสงสารมั้งเลยยิ่งน่าสงสาร T^T เคยอ่านเป็นภาษาอังกฤษแต่ไม่จบ สู้ศัพท์ไม่ไหวจริงๆ เลยดูเป็นหนังแทน ของปี 1962 ซึ่งจะเหมือนในหนังสือเพราะนาโบคอฟเขียนบทและร่วมกำกับเองเลย แต่ของปี 1997 จะถ่ายทอดไปอีกแบบ แต่เค้าเรื่องเหมือนเดิม แอบเดินไปดูฉบับแปลไทยแล้ว แต่หนังสือซิลพลาสติกเอาไว้ เปิดดูสำนวนแปลไม่ได้เลยไม่กล้าซื้อ แต่อยากได้มากนะ TOT
เพิ่งจะมารู้ความจริงว่ามันมาจากหนังสือที่(ค่อนข้างดี และ มีแง่คิด)แบบนี้