แอบดูตารางชีวิต 12 นักเขียนดังกัน

 

แอบดูตารางชีวิต 12 นักเขียนดังกัน

มาดูซิว่า นักเขียนดังๆ เขาทำอะไรกัน เผื่อเอามาปรับใช้กับชีวิตเราได้
 
สวัสดีนักเขียนเด็กดีทุกคนค่ะ วันนี้ พี่ตินจะมาชวนไปทำความรู้จักนักเขียนดังระดับโลกจำนวน 12 คน ไล่ตั้งแต่คำคม ตารางชีวิต และกลยุทธ์ที่พวกเขาใช้เขียนนิยาย แต่ละคนที่เราเลือกมา ล้วนแต่เป็นนักเขียนที่มีเสน่ห์ มีสไตล์เป็นของตัวเอง มีจุดเด่น มีความตั้งใจ และมีความสามารถทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น พี่เชื่อว่า... แนวคิดของพวกเขา น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราได้ไม่มากก็น้อย ลองอ่านดู แล้วนำไปปรับใช้กับการทำงานของเราค่ะ เผื่อจะพัฒนาฝีมือตัวเองให้ดีขึ้นได้เนอะ ^ ^
 

ฮารูกิ มูราคามิ

“การสร้างกิจวัตรให้ตัวเองคือเรื่องสำคัญที่สุด”
เครดิตภาพ : tsunagujapan.com
 
บทสัมภาษณ์ของ มูราคามิ นักเขียนชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เล่าถึงกิจวัตรการเขียนของเขาไว้ว่า “ผมตื่นตีสี่มาเขียนเป็นเวลา 5-6 ชั่วโมงเป็นประจำทุกวัน พอเที่ยง ก็ไปวิ่งหรือว่ายน้ำ หรือไม่ก็ทำทั้งสองอย่าง จากนั้นก็อ่านหนังสือ ฟังเพลง พอสามทุ่มก็เข้านอน ผมทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ไม่เปลี่ยนแปลง การสร้างกิจวัตรให้ตัวเองคือเรื่องสำคัญที่สุด มันจะทำให้ร่างกายจดจำ และลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึกทีเดียว และแน่นอนว่า... การจะทำแบบนี้ได้ คุณต้องแข็งแกร่งทั้งทางกายและใจ ยิ่งเขียนนิยายยาวเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องอดทนมากเท่านั้น เหมือนเป็นการฝึกฝนตัวเองไปด้วย ในการเขียนนิยายนั้น ร่างกายที่แข็งแรง สำคัญพอๆ กับจิตใจที่แข็งแกร่ง”  
 

เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์

“ผมเขียนหนังสือทุกเช้า”
 
เฮมมิ่งเวย์ นักเขียนมือรางวัลที่ใครๆ ก็รู้จักดีคนนี้เคยให้สัมภาษณ์เล่าถึงกิจวัตรประจำวันในการเขียนของเขาไว้ว่า “ในช่วงที่ต้องเขียน ผมจะเขียนทุกเช้า ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น ช่วงเวลานั้น ไม่มีใครมารบกวนคุณ อากาศดีและบรรยากาศเงียบสงบ ก่อนเขียน ผมจะอ่านงานเก่าๆ ทบทวนความคิด จะได้ต่อกันได้ติด ไม่ลืมเนื้อหาของเดิม เมื่อเห็นภาพแล้ว ก็ค่อยๆ เริ่มเขียนต่อ ผมจะเขียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่รู้แล้วว่า... ฉากต่อไปจะเป็นอะไรต่อ จากนั้นก็หยุด เก็บฉากนั้นไว้เขียนในวันถัดไป เป็นเคล็ดลับส่วนตัวของผมเอง เพราะไม่อยากจะนึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรในวันถัดมา และอยากให้ตัวเองรู้สึกตื่นเต้นในช่วงระหว่างวัน ช่วงเวลาก่อนจะได้เขียนต่อ ผมจะใช้เวลาคิดพล็อต ใส่ข้อมูลต่างๆ เท่าที่จะทำได้ลงในฉากที่ต้องการ และเมื่อได้กลับมาเขียนอีกครั้ง ผมจะรู้สึกตื่นเต้นและมีไฟ วิธีนี้ช่วยทำให้การเขียนง่ายกว่าที่คิด”
 

อี. บี. ไวท์

“นักเขียนที่เอาแต่พูดว่า... รอให้พร้อมหรือรอให้มีเวลาก่อนแล้วค่อยเขียน ส่วนใหญ่มักจะตาย โดยไม่มีโอกาสได้เขียนแม้สักคำ”
 
นักเขียนชื่อดัง อี. บี. ไวท์ ผู้เขียนเรื่อง Charlotte’s Web (หรือก็คือแมงมุมเพื่อนรัก) เคยให้สัมภาษณ์เรื่องกิจวัตรการเขียนของตัวเองไว้ว่า “เวลาทำงาน ผมไม่เคยฟังเพลง ไม่ชอบและไม่สนใจที่จะทำแบบนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะทำงานได้ดีท่ามกลางอุปสรรคต่างๆ ที่บ้าน มีห้องนั่งเล่น ซึ่งทุกๆ คนมารวมตัวกัน มีทั้งครัวและเสียงโทรศัพท์ดังตลอดเวลา แต่มันเป็นห้องที่แสงสว่างเข้า และสดใส ผมมักจะเขียนหนังสือในห้องนี้ ทั้งที่ผู้คนเดินสวนสนาม ทำกิจกรรมของตัวเองอยู่รอบตัว คนอื่นๆ ก็ไม่ได้สนใจผม พวกเขาก็ทำสิ่งที่ต้องทำ ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ ผมก็เดินออกจากห้อง ไปเขียนที่อื่นต่อ นักเขียนที่เอาแต่พูดว่า... รอให้พร้อมหรือรอให้มีเวลาก่อนแล้วค่อยเขียน ส่วนใหญ่มักจะตาย โดยไม่มีโอกาสได้เขียนแม้สักคำ”
 

เฮนรี่ มิลเลอร์

“เขียนไม่ออกก็ไปทำอย่างอื่น”
 
เฮนรี่ มิลเลอร์ เป็นทั้งนักเขียนและนักวาดรูปที่มีชื่อเสียง เขาแบ่งกิจวัตรในการเขียนเอาไว้เป็นข้อๆ และตีพิมพ์เป็นหนังสือด้วย มาดูกฎทั้ง 10 ข้อ ที่เขาใช้ในการเขียนกัน
 
  1. เขียนฉากไหนก็เขียนให้จบ อย่าทิ้งค้างๆ ไว้
  2. เขียนเรื่องไหนอยู่ เขียนให้จบ อย่าเปิดเรื่องใหม่ ทั้งๆ เรื่องเก่ายังเขียนไม่จบ
  3. อย่าเครียด เวลาทำงาน ควรทำอย่างสงบ สบายใจ และมีความสุข
  4. อย่าทำงานตามอารมณ์ ทำตามที่วางแผนเอาไว้
  5. เมื่อเขียนไม่ออก ก็ควรไปทำอย่างอื่น
  6. ค่อยๆ อุดรอยรั่วงานเก่าทุกวัน ดีกว่าหาทางเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ เข้าไปตลอดเวลา
  7. อย่าเอาแต่เขียนอย่างเดียว ไปพบปะผู้คน ไปข้างนอกบ้าง หาประสบการณ์ใหม่ๆ
  8. อย่าทำงานหักโหม เอาแค่พอเหมาะพอดี 
  9. เขียนสิ่งที่อยากเขียน ไม่ใช่เขียนอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง
  10. ทุกๆ วัน ควรเริ่มเขียนก่อน จะฟังเพลง เจอเพื่อน ดูหนัง อันนั้นไว้ทีหลัง
     

เคิร์ต วอนเนกัต

“ผมซิตอัพและวิดพื้นตลอดเวลา นักเขียนต้องร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ถึงจะผลิตงานที่ดีได้"
เครดิตภาพ : scholarlynx.blogspot.com
 
เคิร์ต วอนเนกัต เล่ากิจวัตรการเขียนของตัวเองไว้ว่า “ผมตื่นนอนตอนตีห้าครึ่ง เขียนจนถึง 8 โมงเช้า จากนั้นก็กินข้าวเช้า เขียนต่อจนถึงสิบโมง แล้วค่อยออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ไปทำธุระ ไปว่ายน้ำ ทำอะไรที่อยากทำ ส่วนใหญ่ผมจะว่ายน้ำราวๆ ครึ่งชั่วโมง แล้วกลับบ้านตอน 11.45 น. อ่านอีเมล กินข้าวเที่ยง จากนั้นก็ทำอะไรจิปาถะ บางทีก็ไปสอนหนังสือ ช่วงเย็น ผมจะทำอาหารกินเอง อ่านหนังสือ ฟังเพลงแจ๊ซ หรือไม่ก็เพลงเพราะๆ ที่กำลังได้รับความนิยม จากนั้นออกกำลังกาย ผมซิตอัพและวิดพื้นตลอดเวลา พอเสร็จเรียบร้อย ก็เข้านอนตอนสี่ทุ่ม นักเขียนต้องร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ถึงจะผลิตงานที่ดีออกมาได้”
 

โจดี้ ปิโคต์

“ถ้าไม่เขียน ก็ไม่มีอะไรให้แก้ไข ถ้าไม่มีอะไรให้แก้ไข คุณก็เป็นนักเขียนไม่ได้”   
 
หนังสือ 7 เล่มหลังของ โจดี้ ปิโคต์ ล้วนแต่ติดอันดับ 1 หนังสือขายดีของนิวยอร์กไทม์ เธอเล่าเรื่องวิธีการทำงานของตัวเองเอาไว้ว่า “ฉันไม่เชื่อเรื่อง “เขียนไม่ออก” ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนเราเรียนหนังสือ เวลาต้องทำรายงานส่งอาจารย์ ต่อให้เครียดแค่ไหน เราก็ต้องเขียนส่งจนได้ ไม่ใช่หรือ...? เรื่องเขียนไม่ออก นั่นเป็นปัญหาของคุณ ที่จัดสรรสิ่งต่างๆ ไม่ลงตัว เหมือนคุณมีอะไรต้องทำหลายอย่าง และไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญ ถ้าการเขียนสำคัญที่สุด คุณก็แค่นั่งลงและเขียน เขียนให้ได้ทุกวันก็แล้วกัน เพราะถ้าไม่เขียน ก็ไม่มีอะไรให้แก้ไข ถ้าไม่มีอะไรให้แก้ไข คุณก็เป็นนักเขียนไม่ได้” 
 

มายา แอนเจลู

“นิยายที่อ่านง่ายที่สุด คือนิยายที่เขียนยากที่สุด”
 
มายา แอนเจลู นักเขียนคนนี้ มีกิจวัตรประจำวันดังนี้ “ฉันเช่าโรงแรมเป็นรายเดือน และจะไปถึงที่นั่นตอนประมาณ 6.30 น. เตียงนอนพร้อม โต๊ะพร้อม อ่างอาบน้ำก็พร้อม พจนานุกรม และไบเบิ้ลด้วย บางที ฉันก็เอาไพ่ หรือเกมครอสเวิร์ดติดไปด้วย เพื่อสร้างสมาธิ จัดสรรความคิด เรื่องนี้ ฉันได้จากคุณย่า ท่านเป็นคนสอนฉันให้ทำแบบนี้ ตั้งแต่ 3 ขวบถึง 13 ฉันรู้จักการสำรวมจิต และสร้างสมาธิ เวลาจะเขียนอะไร ฉันจะพยายามรวบรวมสมาธิ แล้วจึงเขียนให้ออกมาดี ภายในห้อง ผนังโล่งมาก ไม่ติดภาพเขียนและไม่ประดับอะไรเลย ฉันออกตัวกับแม่บ้านไว้ก่อนเลยว่า... เวลาฉันทำงาน อย่าเข้ามาในห้อง เพราะฉันชอบโยนกระดาษไว้เต็มพื้น ทุกๆ สองเดือน ฉันมักจะได้รับข้อความจากพนักงานโรงแรมว่า “ถึงคุณแอนเจลู ขอให้เราได้เปลี่ยนผ้าปูเตียงของคุณด้วย มันคงสกปรกแย่แล้ว!!” แต่ฉันไม่ได้นอนที่โรงแรม ส่วนใหญ่จะออกจากที่นั่นราวๆ บ่ายสอง กลับบ้าน แล้วก็อ่านงานที่เขียนไปตอนเช้า พยายามปรับแก้ไข เก็บรายละเอียด”
 
“เชื่อฉันไหมว่า นิยายที่อ่านง่ายที่สุด คือนิยายที่เขียนยากที่สุด แต่งานเขียนที่ดี คืองานที่อ่านได้ง่าย ถ้าคุณเขียนแบบลวกๆ มันจะเข้าใจยาก และอ่านไม่รู้เรื่อง หน้าที่ของนักเขียนคือ ต้องระวังสารที่จะส่งถึงนักอ่าน... และเขียนให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้”
 

บาร์บาร่า คิงโซฟเวอร์

“ฉันต้องเขียนหลายร้อยหน้า กว่าจะได้งานดีๆ สักหน้า”
 
นักเขียนที่เขียนหนังสือมาหลายสิบเล่ม และเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์ด้วย เธอเล่าเรื่องกิจวัตรการเขียนของตัวเองไว้ว่า “ฉันชอบตื่นเช้า ประมาณตีสี่ ช่วงเวลานั้น ในหัวของฉันจะเต็มไปด้วยถ้อยคำมากมาย และฉันต้องหาทางจัดสรรมันให้ลงตัว ผู้คนชอบถามว่า... ฉันจัดตารางการเขียนอย่างไร คำตอบคือ ฉันไม่มีตารางการเขียน ฉันจะเขียนทุกอย่างที่รู้ลงในหน้ากระดาษ ปกติแล้ว ฉันต้องเขียนหลายร้อยหน้า กว่าจะได้งานดีๆ สักหน้า”  
 

นาธาน อิงแลนเดอร์

“ปิดโทรศัพท์มือถือเวลาเขียน”
 
นักเขียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านการเขียนเรื่องสั้น ได้ให้คำแนะนำที่ง่ายที่สุดในเรื่องการเขียนว่า “ถ้าอยากเขียนเรื่องให้จบ ปิดโทรศัพท์มือถือเวลาเขียน! ถอนตัวจากสื่ออิเล็คทรอนิกส์ทุกอย่าง อย่าส่งข้อความ อย่าส่งอีเมล อย่าเล่นเฟซบุ๊ก อย่าเล่นอินสตาแกรม ตัดขาดทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการเขียน เวลาเขียน ผมมักใส่หูฟังเก็บเสียงเสมอ ไม่ได้เปิดเพลง แต่ต้องการความเงียบ”
 

คาเร็น รัสเซลล์

“เขียนอย่างมีความสุข”
 
รัสเซลล์ ยังเป็นนักเขียนหน้าใหม่ เขียนงานมาแค่เล่มเดียว แต่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ไปเรียบร้อยแล้ว เธอเล่าเรื่องกิจวัตรการเขียนไว้ว่า “ฉันรู้จักนักเขียนมากมาย ทุกๆ วัน พวกเขาจะพยายามกลั่นข้อความออกจากหัว 1 หน้า 2 หน้า 3 หน้า เป้าหมายชัดเจน แต่ฉันไม่ใช่นักเขียนสายนั้น ฉันอาจจะนั่งเขียนทุกวัน แต่ปริมาณไม่ใช่เรื่องสำคัญและไม่ใช่ปัญหาของฉัน ส่วนใหญ่ ระยะเวลา 4-5 ชั่วโมง ที่ใช้เขียนนิยาย ฉันจะหาข้อมูลไปด้วย ดูสิ่งที่น่าสนใจทางออนไลน์ หรือทำอย่างอื่นไปด้วย ถ้าหากว่าวันไหน ฉันเจอช่วงเวลาที่แย่ นั่นคือ ไม่มีสมาธิ ไม่มีพลังใจ รู้สึกหมดไฟ ฉันก็จะใช้วิธีไม่เขียนเนื้อหาหลัก แต่จะไปเขียนร่างแรก หรือเขียนพล็อตที่คิดเอาไว้คร่าวๆ แทน สำหรับฉัน “เขียนอย่างมีความสุข” สำคัญที่สุดค่ะ”
 

เอ. เจ. เจค็อบส์

“บางที ฉันก็ลุกขึ้นเดินเขียน”
 
“ทุกเช้า ลุกๆ จะปลุกฉันตื่น ฉันจะกินกาแฟ ทำอาหารเช้าให้พวกเขา พาไปโรงเรียน จากนั้นก็กลับบ้านมาเขียน โดยจะปิดอินเทอร์เน็ต และจัดการสิ่งรบกวนอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ เสียงเพลง เสียงโทรทัศน์ อะไรก็ตามแต่ ฉันชอบเขียนเอ๊าท์ไลน์ไว้ก่อน จากนั้นค่อยๆ แต่งเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มไปทีละประโยค พอรวมๆ กัน มันก็จะกลายเป็นนิยายหนึ่งเรื่องในที่สุด บางที ฉันก็ลุกขึ้นเดินเขียน อาจจะเขียนในบ้าน หรือไม่ก็เดินออกไปข้างนอก นั่งเขียนติดเก้าอี้ตลอดเวลา อาจทำให้รู้สึกเบื่อ และขาดไอเดียใหม่ๆ บางวันอาจจะต้องเดินถึง 1,200 ไมล์ ถึงจะได้นิยายสักหน้าสองหน้า ซึ่งฉันไม่มีปัญหากับมันนะ ได้เดินออกกำลังและได้เขียนไปด้วยก็สนุกดี”
 
เครดิตภาพ : kawisnippets.com
 

คาเล็ด ฮอสไซนี่

“ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ คุณก็ต้องเขียน”
 
“ผมไม่ชอบเขียนเอ๊าท์ไลน์ และไม่คิดว่ามีประโยชน์ ผมเป็นคนไม่ชอบตีกรอบให้ตัวเอง แต่ชอบเซอร์ไพรซ์และทำอะไรแปลกใหม่ ปล่อยให้เรื่องราวเดินไปตามทางของมันเอง และเพราะเหตุนี้ ผมถึงมีปัญหาเวลาเขียนร่างแรก และบางที ก็ออกมาน่าผิดหวัง แต่โชคดี ผมเป็นคนชอบรีไรท์ ชอบเพิ่มลูกเล่น ใส่มิติ ใส่สีสัน ใส่ความน่าสนใจลงไป ระหว่างรีไรท์ ผมจะได้พบความหมายหลายๆ อย่างที่ซ่อนอยู่ และสามารถปรับปรุงนิยายให้เป็นไปตามแนวทางที่ผมต้องการ”
 
“ผมเจอคนที่บ่นว่าอยากเป็นนักเขียนมาเยอะมาก แต่พวกเขาก็แค่พูด ไม่เคยเขียน ถ้าอยากเป็นนักเขียน สิ่งที่ต้องทำคือ เขียน และต้องเขียนทุกวัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ คุณก็ต้องเขียน ถ้าคิดว่าเขียนไปไม่มีคนอ่าน ให้คิดเสียว่า... คนอ่านคนแรกก็คือคุณเอง อย่าเสียเวลากับการนั่งคิดพล็อตวนไปวนมา อยากเขียนก็ต้องเขียน เขียนในสิ่งที่คิดและเชื่อ แล้วงานก็จะออกมาดี”  
 

ว่าด้วยเรื่องของการนำไปปรับใช้

หลังจากอ่านบทความของเราจบแล้ว น้องๆ อาจจะยังสงสัยและไม่แน่ใจ จับต้นชนปลายไม่ติด พี่ตินเลยขอสรุปมาให้เลยแล้วกัน เผื่อใครอยากจะเอาข้อมูลไปปรับใช้
 
  1. ร่างกายแข็งแรง ก็นำมาซึ่งจิตใจแข็งแกร่ง ทำให้เขียนงานได้ดี วอนเนกัตเลือกใช้วิธีวิดพื้นและซิตอัพเพื่อดูแลร่างกาย มูราคามิไปวิ่ง ส่วนเอ. เจ. เจค็อบ ก็เดินไปเขียนไป ลองเลือกวิธีการออกกำลังกายในแบบของตัวเองดู ถ้าคุณสุขภาพแข็งแรง ก็จะมีพลังและเขียนนิยายได้ดี
  2. ทำสิ่งที่สำคัญก่อน ถ้าอ่านดู จะพบว่านักเขียนส่วนใหญ่นิยมเขียนแต่เช้าตรู่ ตื่นปุ๊บเขียนปั๊บ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่พวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจน และรู้ว่าควรทำอย่างไรกับชีวิต หลังจากเขียนเสร็จเรียบร้อย ก็เหมือนทำงานสำเร็จ เวลาที่เหลือพวกเขาจะพักผ่อน และให้เวลากับตัวเองอย่างเต็มที่ เอาเคล็ดลับนี้ไปปรับใช้ได้นะ เขียนนิยายก่อน แล้วค่อยทำอย่างอื่นทีหลัง
  3. ขยันอดทน และทำงานหนัก ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ นักเขียนเกือบทุกคนที่เรายกตัวอย่างมา พูดถึงปัญหาการเขียน ความเครียดในการเขียนเอ๊าท์ไลน์ ความผิดหวังกับพล็อตนิยายของตัวเอง แม้แต่คิงโซฟเวอร์ ก็บอกไว้ว่า เธอต้องเขียนนิยายเป็นร้อยๆ หน้า กว่าจะได้มาสักหนึ่งหน้า ส่วนรัสเซลล์ ก็บอกว่างานเขียนครั้งแรกนั้นเลวร้าย และไม่น่าสนใจ พวกเขารู้ข้อเสียของตัวเอง และต้องปรับแก้หลายต่อหลายครั้ง กว่างานจะออกมาเสร็จสมบูรณ์
  
อตินเอง
 
ขอบคุณบทความอ้างอิง
ทีมงาน writer

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

Dearming Member 3 มี.ค. 59 22:29 น. 6
คือที่เค้าบอกว่าอยากเป็นนักเขียนแล้วเราต้องลองลงมือทำถูกไหมค่ะแต่เมื่อบางครั้งมันลองลงมือทำแล้วผลตอบรับมันไม่ดี นัก(อยาก)เขียนอย่างฉันก็รู้สึกหมดไฟหมดกำลังใจเหมือนกันนะค่ะTmT
2
SannieLize Member 5 มี.ค. 59 18:33 น. 6-1
ของแบบนี้บางทีก็ขึ้นกับ "ชิน" ค่ะ บางคนมองว่าเรื่องตนเองไม่สนุก แต่พอเขียนแล้วเอาไปลงคนกลับชอบใจไม่ว่าจะเขียนอย่างไรมันก็บังเอิญไปถูกใจคนอ่านซะตลอดเวลา ทั้งๆที่เนื้อเรื่องอาจจะวางมาดีสู้อีกคนไม่ได้ด้วยซ้ำ อาจจะไม่มีสาระเท่า อาจจะไม่ได้ใช้ภาษาสวยงามหรูหรา แต่ส่วนใหญ่ๆแล้ว นักเขียนที่ประสบผลสำเร็จจริงๆ และอยู่อย่างยาวนาน คือ นักเขียนที่มอง "จริต" สังคมของตนให้แตกค่ะ คนที่รู้ว่าเขียนอย่างไรจะกุมใจคนอ่าน และเขียนอย่างไรจงจะก่อให้เกิดกระแสใหม่ๆได้ ในฐานะคนอ่าน ปัจจุบันนี้ยังไม่พบนิยายที่แตกต่างจากพล็อตเดิมๆในเมืองไทยเลยค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้ต้องการความแตกต่าอะไรนัก เพราะส่วนตัวก็ชอบเนื้อเรื่องเดิมๆแบบไทยๆเหมือนกัน เพียงแต่ ความแตกต่างที่เราจะบอกคุณคือ "เรายังไม่เคยพบวิธิการนำเสนอที่แตกต่าง และสำนวนภาษาที่น่าสนใจจริงๆเท่านั้นค่ะ" นักเขียนไทยที่เราเคยอ่านหนังสือเขา น้อยคนนักจะเขียนได้เข้าถึงอารมณ์ (หรือเราด้านชาก็ไม่ทราบ 55555) ปล. ถ้าคุณคืดว่าคุณคือนักอยากเขียน คุณก็ต้องลองถามตนเองว่าคุณเขียนหนังสือมานานแค่ไหน มากกว่า 5 ปี 4 ปี 3 ปี แต่ไม่เคยเอามาลง? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราก็ไม่คิดว่าคุณคือนักอยากเขียนหรอกค่ะ แต่คุณคือ "นักเขียน" คนหนึ่ง หรือต่อให้คุณไม่ได้เ้ข้ามาอยู่ในกรณีที่เราอ้างไว้ แต่ถ้าคุณยังรักที่จะเขียน เราก็ยังถือว่าคณเป็นนักเขียนฝึกหัดค่ะ ไม่ใช่นักอยากเขียน เพราะอย่างน้อยๆ คุณก็"เขียน" มาให้อ่าน :) สู้ๆนะคะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Gaster Member 1 มี.ค. 59 22:27 น. 4

รู้สึกเหมือนมันแทงเข้าไปในลูกกะตา โดยเฉพาะเรื่องของการออกกำลังกายกับตื่นมาเขียนตอนเช้าตรู่ 555+

ขอบคุณสำหรับเคล็ดลับดีๆ นะครับ เป็นประโยชน์มากเลยสำหรับผม (และคนอื่นๆ ด้วย) ^ ^

0
กำลังโหลด

9 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Gaster Member 1 มี.ค. 59 22:27 น. 4

รู้สึกเหมือนมันแทงเข้าไปในลูกกะตา โดยเฉพาะเรื่องของการออกกำลังกายกับตื่นมาเขียนตอนเช้าตรู่ 555+

ขอบคุณสำหรับเคล็ดลับดีๆ นะครับ เป็นประโยชน์มากเลยสำหรับผม (และคนอื่นๆ ด้วย) ^ ^

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Dearming Member 3 มี.ค. 59 22:29 น. 6
คือที่เค้าบอกว่าอยากเป็นนักเขียนแล้วเราต้องลองลงมือทำถูกไหมค่ะแต่เมื่อบางครั้งมันลองลงมือทำแล้วผลตอบรับมันไม่ดี นัก(อยาก)เขียนอย่างฉันก็รู้สึกหมดไฟหมดกำลังใจเหมือนกันนะค่ะTmT
2
SannieLize Member 5 มี.ค. 59 18:33 น. 6-1
ของแบบนี้บางทีก็ขึ้นกับ "ชิน" ค่ะ บางคนมองว่าเรื่องตนเองไม่สนุก แต่พอเขียนแล้วเอาไปลงคนกลับชอบใจไม่ว่าจะเขียนอย่างไรมันก็บังเอิญไปถูกใจคนอ่านซะตลอดเวลา ทั้งๆที่เนื้อเรื่องอาจจะวางมาดีสู้อีกคนไม่ได้ด้วยซ้ำ อาจจะไม่มีสาระเท่า อาจจะไม่ได้ใช้ภาษาสวยงามหรูหรา แต่ส่วนใหญ่ๆแล้ว นักเขียนที่ประสบผลสำเร็จจริงๆ และอยู่อย่างยาวนาน คือ นักเขียนที่มอง "จริต" สังคมของตนให้แตกค่ะ คนที่รู้ว่าเขียนอย่างไรจะกุมใจคนอ่าน และเขียนอย่างไรจงจะก่อให้เกิดกระแสใหม่ๆได้ ในฐานะคนอ่าน ปัจจุบันนี้ยังไม่พบนิยายที่แตกต่างจากพล็อตเดิมๆในเมืองไทยเลยค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่ได้ต้องการความแตกต่าอะไรนัก เพราะส่วนตัวก็ชอบเนื้อเรื่องเดิมๆแบบไทยๆเหมือนกัน เพียงแต่ ความแตกต่างที่เราจะบอกคุณคือ "เรายังไม่เคยพบวิธิการนำเสนอที่แตกต่าง และสำนวนภาษาที่น่าสนใจจริงๆเท่านั้นค่ะ" นักเขียนไทยที่เราเคยอ่านหนังสือเขา น้อยคนนักจะเขียนได้เข้าถึงอารมณ์ (หรือเราด้านชาก็ไม่ทราบ 55555) ปล. ถ้าคุณคืดว่าคุณคือนักอยากเขียน คุณก็ต้องลองถามตนเองว่าคุณเขียนหนังสือมานานแค่ไหน มากกว่า 5 ปี 4 ปี 3 ปี แต่ไม่เคยเอามาลง? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราก็ไม่คิดว่าคุณคือนักอยากเขียนหรอกค่ะ แต่คุณคือ "นักเขียน" คนหนึ่ง หรือต่อให้คุณไม่ได้เ้ข้ามาอยู่ในกรณีที่เราอ้างไว้ แต่ถ้าคุณยังรักที่จะเขียน เราก็ยังถือว่าคณเป็นนักเขียนฝึกหัดค่ะ ไม่ใช่นักอยากเขียน เพราะอย่างน้อยๆ คุณก็"เขียน" มาให้อ่าน :) สู้ๆนะคะ
0
กำลังโหลด
โม__ Member 19 มี.ค. 59 16:02 น. 7

รู้สึกว่านักเขียนหลายๆท่านจะตื่นมาเขียนกันตอนเช้าๆนะ

//ควรปัดเป่านิสัยตื่นสายของเจ้าซะ555555555555555

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด