6 นิยายวิทยาศาสตร์พล็อตสุดแหวกแนว
อ่านแล้วจะทึ่ง
เติมเต็มและเพิ่มเติมจินตนาการของคุณได้ในบทความนี้
สวัสดีชาวนักเขียนเด็กดีทุกคนค่ะ วันนี้แอดมินมาพร้อมหัวข้อ “นิยายวิทยาศาสตร์” - - ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดนิยายหลักของเว็บเราด้วย ส่วนตัว แอดมินไม่ถึงกับเป็นเซียนนิยายหมวดนี้ แต่ว่ามีความสนใจและรู้สึกว่า... เป็นแนวนิยายที่น่าทึ่ง ยิ่งถ้าได้อ่านเรื่องไหน แล้วพบว่าพล็อตน่าสนใจ แหวกแนว แปลกใหม่ นักเขียนดำเนินเรื่องได้น่าอ่าน ก็จะยิ่งประทับใจมากเป็นพิเศษ
ลองข้ามไปดูวงการนิยายวิทยาศาสตร์ของต่างประเทศดู ก็พบว่ามีหลายเรื่องเลยที่พล็อตแปลกใหม่ อ่านแล้วทึ่งและนับถือฝีมือนักเขียนจริงๆ ไม่รู้ว่ากินอะไรเป็นอาหาร ถึงได้มีความลึกล้ำขนาดนี้! ขอคารวะแรงๆ พร้อมหยิบเอาพล็อตนั้นๆ มาบอกเล่าให้น้องๆ ชาวนักเขียนเด็กดีฟังต่อด้วย เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้เราคิดพล็อตดีๆ ได้บ้าง ยิ่งอ่านเยอะ รู้เยอะ ก็ยิ่งมีข้อมูลในหัวเยอะ มันจะช่วยให้เราเขียนงานได้ดีขึ้น
พร้อมแล้ว ก็ไปดูกันเลยว่ามีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้าง
The Man Who Foled Himself
โดย David Gerrold
พล็อตแหวกยังไง : เรื่องนี้เป็นแนวข้ามเวลา เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดแหวกแนวจนคนอ่านนึกไม่ถึง กาลเวลาที่บิดเบือน ความเป็นจริงที่แตกต่างจนทำให้เกิดความสับสนว่า... นี่มันอะไรกัน ที่แปลกที่สุดคือตัวละครเอก (ไม่รู้จะเรียกว่าพระเอกได้ไหม) แดเนียล ได้รับ เข็มขัดข้ามเวลา (Timebelt) จากชายแปลกหน้าที่เรียกตัวเองว่าลุงจิม เข็มขัดนั้นพิเศษตรงที่ทำให้เขาได้โอกาสพูดคุยกับตัวเองในอดีตและอนาคตได้ ระหว่างการเดินทางข้ามเวลา แดเนียลไม่ได้เปิดเผยให้ตัวเองทั้งในอดีตและอนาคตรู้ว่า... เขาคือใคร และมาเพื่ออะไร ที่น่ากลัวมากคือ เขาได้ลองมีเซ็กส์กับตัวเอง และคบหาเป็นแฟนกับตัวเอง (????) แต่ต่อมาก็ไม่สบายใจ และรู้สึกแย่ จึงย้อนอดีตไปอีก และได้พบกับ ไดแอน ผู้หญิงที่ต่อมากลายเป็นแม่ของเขาเอง ซึ่งเขาก็ได้มีเซ็กส์กับไดแอนอีกน่ะแหละ (แปลว่าเขาเป็นพ่อของตัวของเขาเอง...?) ยังไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าไดแอนท้อง แดเนียลก็เดินทางข้ามเวลากลับมาอนาคต และไปหาแดเนียล ลูกชายของตัวเอง (หรือก็คือตัวเอง) และบอกลูกชายว่าเขาคือลุงจิม แล้วมอบเข็มขัดข้ามเวลาอันนั้นให้กับลูก เรียกว่าเป็นผลงานที่ประหลาด สับสน และน่าขนลุกที่สุด
น่าอ่านตรงไหน : แม้ว่าพล็อตจะน่ากลัวและหลอนๆ ไปบ้าง แต่ภายใต้เนื้อหาที่หลอนจนน่าขนลุกนั้น ก็แฝงความแปลกใหม่และสร้างสรรค์เอาไว้ด้วย ถือว่าเป็นนิยายที่แตกต่างและแปลกใหม่มาก เมื่อเทียบกับยุคสมัยทศวรรษ 70 นิยายเรื่องนี้ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลด้านวรรณกรรมถึงสองสาขา ได้แก่ Nebula Award for Best Novel ในปี ค.ศ. 1973 และ Hugo Award for Best Novel ในปี ค.ศ. 1974
The Female Man
โดย Joanna Russ
พล็อตแหวกยังไง : แค่ชื่อเรื่อง เราก็สัมผัสได้แล้วว่าเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดา Female Man เป็นเรื่องของผู้หญิง 4 คน ที่แตกต่างกันในทุกๆ อย่าง ทั้งเวลา สถานที่ และวิถีชีวิต นักเขียนจับเธอทั้งสี่มารวมกัน และตีความบทบาททางเพศเสียใหม่ ตัวละครทั้งสี่ได้แก่ โจแอนนา (Joanna) มาจากโลกในช่วงปี ค.ศ. 1970 เธอต้องการให้เพศหญิงได้รับการเคารพ และมีสิทธิเหมือนเพศชาย จีนีน (Jeannine) มาจากโลกคู่ขนานเดียวกับโจแอนนา แต่ในโลกของเธอ อดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ถูกลอบสังหาร ทำให้ไม่มีสงครามโลก แต่ถึงอย่างนั้น ประเทศจีนก็ขยายอำนาจ จนขึ้นปกครองโลก และแน่นอนว่าสิทธิของผู้หญิงถูกลดขั้นลง จาเอล (Jael) เธอมาจากสังคมดิสโธเปีย ที่ผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกัน และทำสงครามระหว่างกันมาโดยตลอด ส่วน เจเน็ต (Janet) ผู้หญิงอีกคนมาจากโลกที่เรียกว่า Whileaway ผู้ชายทุกคนเสียชีวิตด้วยโรคระบาด ทำให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ และรับบทบาทไม่แตกต่างจากผู้ชาย ในหนังสือเรื่องนี้ ได้พูดถึงเรื่องสิทธิทางเพศ โดยให้ความสำคัญกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย นักเขียนให้ผู้หญิงรับบทบาทของผู้ชายเสียหมด เรียกได้ว่าเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่แฝงเรื่องสิทธิสตรีไว้ด้วย ในตอนจบของเรื่อง ผู้หญิงทั้งสี่จะได้รับคำตอบร่วมกันว่า การได้เกิดเป็นผู้หญิงนั้นสำคัญอย่างไร และมีคุณค่าแค่ไหน
น่าอ่านตรงไหน : นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นในช่วงค.ศ. 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้หญิงเริ่มเรียกร้องสิทธิทางเพศ หลังจากถูกกดขี่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชายมานาน ดังนั้น ผลงานเล่มนี้ จึงเปรียบเหมือนการระบายความกดดันที่ทับถมอยู่ในใจของผู้หญิง ซึ่งสุดท้าย มันได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล Nebula Award for Best Novel ในปี ค.ศ. 1975 และชนะรางวัล Retrospective Tiptree Award ในปี ค.ศ. 1996 และรางวัล Gaylactic Spectrum Hall of Fame Award ในปี ค.ศ. 2002
Dreamsnake
โดย Vonda McIntyre
พล็อตแหวกยังไง : นิยายแนว post-apocalyptic หรือตรงตัวคือบันเทิงคดีพยากรณ์ (มักมีแก่นเรื่องที่ว่า การมีอยู่ของอารยธรรมก่อนเกิดความหายนะถูกลืมไป (หรือกลายเป็นตำนาน) เรื่องหลังพยากรณ์มักเกิดขึ้นในโลกอนาคตที่ดำรงชีวิตแบบเกษตรกรรม ไม่พึ่งเทคโนโลยี หรือโลกที่มีเพียงเทคโนโลยีที่กระจัดกระจายบางส่วนหลงเหลืออยู่เท่านั้น) สำหรับเรื่องนี้ คนอ่านจะมองผ่านสายตาของ “งูตัวหนึ่ง” ซึ่งเป็นตัวละครเอก (งูเป็นผู้หญิง) นางพยายามตามหา “dreamsnake” ให้พบ เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ “dreamsnake” ในเรื่องหมายถึง งูตัวเล็กๆ ที่มีพิษร้ายแรง ถ้าใครโดนกัดจะเห็นเป็นภาพหลอน มนุษย์ได้จับตัวเจ้างูพวกนี้มาสกัดเป็น แอลเอสดี หรือ เฮโรอีน เพื่อใช้ดำรงชีวิตอันโหดร้าย โดย “dreamsnake” แบ่งเป็นสามประเภท ได้แก่ Grass งูตัวเล็ก หายากที่สุด พิษของงูพันธุ์นี้ใช้รักษาและช่วยลดความเจ็บปวด Sand งูหางกระดิ่งที่พิษถูกนำมาใช้ทำวัคซีน บรรเทาโรคร้าย และ Mist งูจงอางที่มีคุณสมบัติเหมือนกับงูหางกระดิ่ง แต่ว่ายาจะเข้มข้นกว่า ฉากในเรื่องก็คือโลกน่ะแหละ แต่เพราะสงครามนิวเคลียร์เลยทำให้โลกเต็มไปด้วยรังสี และทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้ลำบาก พืชพันธุ์ต่างๆ ก็ถูกตัดแย่งพันธุกรรมจนหมด สัตว์ต่างๆ ก็เปลี่ยนวิถีชีวิต ทุกอย่างแตกต่างไปจากเดิมหมด แม้แต่รูปแบบทางเพศ รูปร่างหน้าตาของมนุษย์ บรรยากาศต่างๆ บนโลก และ “งู” คือสิ่งเดียวที่ช่วยต่อชีวิตของมนุษย์ได้ ทุกคนจึงต้องตามหา “dreamsnake” ในอุดมคติให้พบ
น่าอ่านตรงไหน : แค่ตีพิมพ์ครั้งแรก นิยายเรื่องนี้ก็กวาดไปถึงสามรางวัล ได้แก่ Hugo Award ในปี ค.ศ. 1979 และยังได้รับรางวัล Nebula Award ในปี ค.ศ. 1978 และ Locus Award ในปี ค.ศ. 1979 ทั้งยังได้เข้าชิงรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย นักวิจารณ์ต่างชาติให้คะแนนนิยายเรื่องนี้ในระดับสูงมาก พวกเขาบอกว่าเป็นพล็อตที่แหวกแนว อ่านแล้วหลอกหลอน ทั้งยังตีความได้หลายรูปแบบ แฝงปรัชญาลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความผูกพัน (ฟังแล้วก็อยากจะลองอ่านบ้างเลย)
The Mount
โดย Carol Emshwiller
พล็อตแหวกยังไง : ในนิยาย มนุษย์ถูกเอเลี่ยนที่เรียกตัวเองว่า Hoots จับมาเป็นพาหนะ ในหนังสือบรรยายถึงพวกเอเลี่ยนนี้ว่า “พวก Hoots มีขาผอมบางอ่อนแอ วางรอบคอมนุษย์ได้พอดี พวกมันถืออาวุธไว้ในมือ ถ้าหากมนุษย์ไม่เชื่อฟังหรือขัดขืน ก็จะถูกตี ถูกแทงทันที” (ฟังแล้วนึกถึงควาญช้าง...) จุดเด่นของนิยายเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่แค่เรื่องของมนุษย์ต่างดาว แต่มันพูดถึงนิสัยของมนุษย์ที่บางครั้ง ก็เคยชินกับการเป็นผู้รับคำสั่ง จนไม่ยอมลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตัวเอง นอกจากจะเป็นนิยายวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเสียดสีการเมืองการปกครองไปด้วยในตัว ชาร์เลย์ ตัวละครเอกของเรื่อง เริ่มต้นจากการเป็นพาหนะให้เอเลี่ยนขี่ แต่ในภายหลัง เขาคิดได้และเริ่มปฏิวัติเพื่อตัวเอง
น่าอ่านตรงไหน : นิยายเรื่องนี้ได้รับรางวัล Philip K. Dick Award ในปี ค.ศ. 2002 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Nebula Award for Best Novel ในปี ค.ศ. 2003
Stranger in a Strange Land
โดย Robert A. Heinlein
พล็อตแหวกยังไง : ฉากในเรื่อง เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สาม เป็นสงครามศาสนาที่ทรงพลังมากที่สุด สหรัฐฯ ได้หาทางสร้างกองทัพพิเศษใหม่ และทำการทดลองส่งมนุษย์กลุ่มหนึ่งไปยังดาวอังคาร แต่ว่าการติดต่อสื่อสารขาดหายไป 25 ปีต่อมา พวกเขาได้พบผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว ลูกชายของนักบินอวกาศคนแรกที่ได้สัมผัสดาวอังคาร วาเลนไทน์ ไมเคิล สมิธ เขาเกิดบนยานอวกาศ และถูกเลี้ยงโดยชาวดาวอังคาร หรือที่เรียกว่า มาร์เชี่ยน (Martian) และชาวมาร์เชี่ยนนี่เอง ที่ช่วยเหลือจนเขาได้กลับมาที่โลกอีกครั้ง เพื่อภารกิจบางอย่าง เมื่อกลับมาที่โลกวันแรก สมิธไม่คุ้นเคยกับอากาศและต้องเข้าโรงพยาบาล ที่นั่นเขาได้พบมนุษย์เพศหญิงเป็นครั้งแรก หลังจากอยู่แต่กับเพศชายจนชิน ผู้หญิงคนนั้นคือ จิลเลี่ยน เธอพาเขาไปปาร์ตี้ และเปิดโลกใหม่ๆ ให้กับเขา ต่อมา สมิธถูกตามล่าจากรัฐบาลที่สืบรู้ความจริง โดยมีจิลเลี่ยนคอยช่วยเหลือ
จุดเด่นของเรื่องคือ นักเขียนได้ใส่วัฒนธรรมดาวอังคาร ที่แปลกใหม่และทำให้คนอ่านต้องอ้าปากค้าง สมิธมองมนุษย์โลกแปลกและแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม การแต่งกาย ความอิจฉาริษยา ที่สำคัญที่สุด สำหรับชาวมาร์เชี่ยนแล้ว การกินเนื้อเพื่อนผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องปกติ! และเรื่องของชีวิตหลังความตาย ก็เป็นเรื่องทั่วไปมากๆ ตลอดการเดินทาง สมิธได้เห็นความเชื่อ และความหมายของศาสนาในแบบของมนุษย์ ต่อมา เขาได้สร้างลัทธิของตัวเอง นั่นคือ "Church of All Worlds" โดยใช้วัฒนธรรมของชาวดาวอังคารเป็นหลัก
น่าอ่านตรงไหน : นิยายเรื่องนี้ชนะรางวัล Hugo Award for Best Novel ในปี ค.ศ. 1962 และทุกครั้งที่มีการแนะนำนิยายวิทยาศาสตร์ Stranger in a Strange Land จะติดอันดับต้นๆ เสมอ นักเขียนบัญญัติศัพท์แปลกๆ ไว้มากมาย ล้วนแต่แปลกใหม่น่าสนใจ เป็นความแตกต่างที่ทำให้คนอ่านทึ่ง และหลงเชื่อในวัฒนธรรมแบบชาวดาวอังคาร (Martian) จริงๆ (คนละแบบกับมาร์ค วัตนี่ย์ ปลูกมันฝรั่ง ในหนังสือเรื่อง Martian นะ!) ทั้งยังมีเรื่องของความเชื่อและศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นับว่าเป็นนิยายที่แฝงความหมายหลายๆ อย่าง
สำหรับเรื่องนี้มีแปลเป็นภาษาไทยด้วย ใช้ชื่อว่า “เขามาจากดาวอังคาร” ผู้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยคือ วีรยศ ฉัตรภูติ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2523 โดย สำนักพิมพ์บรรณกิจ
Ubik
โดย Philip K. Dick
พล็อตแหวกยังไง : นักเขียนพูดถึงคอนเซ็ปท์ในนิยายเรื่องนี้ว่า “Ubik เป็นนิยายที่ทำให้คุณคาดเดาและไม่แน่ใจ ในตอนแรก คุณอาจตั้งสมมติฐานไว้แบบหนึ่ง แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ คุณจะงง และเปลี่ยนใจ ระหว่างที่เรื่องดำเนินไป คุณจะเปลี่ยนใจหลายต่อหลายครั้ง มีความลึกลับมากมาย มีปริศนาให้แก้ไข มีเรื่องให้ต้องคิด คุณไม่ได้จะหาคำตอบแค่ว่า ใครเป็นคนฆ่า และเขาตายเพราะอะไร แต่คุณจะอยากทำความเข้าใจความตาย และได้คิดว่า... เส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตายนั้น ใกล้กันนิดเดียวเท่านั้น”
นักวิจารณ์หลายคนเปรียบเทียบว่า Ubik เป็นเรื่องที่เปรียบเปรยถึงพระเจ้า โลกในหนังสือ มนุษย์สามารถเดินทางไปดวงจันทร์ได้อย่างอิสระ และสื่อสารกันทางจิตได้ด้วย ตัวละครเอกคือ โจ ชิป เทคนิคเชี่ยนที่ทำหน้าที่บล็อกพลังจิตของคน (คนบางส่วนก็ไม่ต้องการให้เกิดการสื่อสารทางจิต เพราะกลัวจะเป็นการล้วงความลับ) บริษัทที่เขาทำงานอยู่เป็นของ เกล็น รันซิเตอร์ ต่อมา ได้รับการว่าจ้างจากสแตนตัน มิค ให้ปกป้องและขัดขวางการสื่อสารทางจิตที่เขาได้รับ หนึ่งในทีมที่ต้องทำงานนี้คือ แพท คอนเลย์ หญิงสาวลึกลับ ผู้มีพลังสามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ โจ ชิป และแพทได้กลายเป็นคู่รักและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน จุดเด่นของเรื่องคือ ตัวละครส่วนใหญ่ ป่วยหนักหรือไม่ก็ใกล้ตาย ตลอดทั้งเรื่อง พูดถึงเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย และทำให้คนอ่านสงสัยใคร่รู้คำตอบ เมื่ออ่านถึงตอนจบ เราก็ต้องทึ่งกับพล็อตที่นักเขียนได้ผูกเอาไว้
น่าอ่านตรงไหน : Ubik คือนิยายแนววิทยาศาสตร์ที่เป็นต้นแบบของนิยายหลายๆ เรื่อง เขียนขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 60 ซึ่งเป็นช่วงที่การเมืองการปกครองร้อนระอุมาก ประชาชนถูกควบคุม และไม่รู้ว่าตัวเองควรเดินไปทางไหน Time Magazine ได้เลือกนิยายเรื่องนี้เป็น 1 ใน 100 นิยายที่ดีที่สุดในช่วงปี ค.ศ. 1923-2005 ด้วย
เป็นยังไงกันคะ แนะนำครบทั้ง 6 เรื่องแล้ว พล็อตทั้งแหวกแนว แปลกใหม่ น่าทึ่ง จนอดคิดไม่ได้ว่า นักเขียนพวกนี้ สมองทำด้วยอะไร ถึงได้คิดอะไรแปลกใหม่สร้างสรรค์ได้ขนาดนี้ แอดมินคิดว่านิยายวิทยาศาสตร์เขียนยากมากค่ะ เพราะต้องคิดอะไรเหนือจินตนาการและแหวกๆ แบบนี้นี่แหละ ตัวแอดมินเอง เคยคิดพล็อตแนวนี้ไว้คร่าวๆ เหมือนกันนะคะ แต่ยังไม่กล้าที่จะลองเขียนจริง เพราะกลัวว่าเขียนไปแล้ว จะไม่สามารถโน้มน้าวใจให้คนอ่านเชื่อได้จริงๆ คงต้องสะสมพลังและพล็อตอีกสักพัก ถึงจะสามารถเขียนได้จริงค่ะ
ก่อนจากกันไป แอดมินก็ขอถามทุกคนที่เข้ามาอ่านสักหน่อยว่าชอบเรื่องไหนมากที่สุด ส่วนตัว แอดมินชอบเรื่อง Dreamsnake ค่ะ รู้สึกว่าแปลกใหม่ และมีการใช้สัตว์มาเป็นตัวแทนของบางสิ่งบางอย่างได้ดีมาก การแบ่งสายพันธุ์งูก็น่าสนใจ ถ้าหากมีโอกาส คิดว่าจะลองหาต้นฉบับมาอ่านดูค่ะ น้องๆ ล่ะคะ ชอบเรื่องไหนกันบ้าง ชอบเหมือนแอดมินบ้างไหม
หมายเหตุ
Nebula Award for Best Novel รางวัลเนบิวลา ได้มาจากการลงคะแนนเสียงของบรรดาสมาชิก Science Fiction and Fantasy Writers of America, Inc. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ (Sci-Fi) แฟนตาซีที่มีชื่อเสียง พิจารณามอบกันทุกปีโดยเริ่มมอบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1965
Hugo Award for Best Novel รางวัลฮิวโก เป็นรางวัลสำหรับนักเขียนนิยายแนววิทยาศาสตร์และแฟนตาซีซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติตามชื่อ ฮิวโก เจิร์นสแบค ผู้ก่อตั้งนิตยสารนิยายไซไฟในยุคแรกๆ คือ Amazing Stories
Retrospective Tiptree Award รางวัลนิยายวิทยาศาสตร์ที่ประกาศเป็นประจำทุกปี เน้นนิยายที่ใส่ใจเรื่องความสำคัญทางเพศ เริ่มต้นมอบรางวัลครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 1991 โดยนักวิทยาศษสตร์ แพท เมอร์ฟี่ และคาเร็น จอย ฟาวเลอร์
Gaylactic Spectrum Hall of Fame Award รางวัลนิยายวิทยาศาสตร์ แฟนตาซี และสยองขวัญยอดเยี่ยม เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 สนับสนุนโดยองค์กรของตัวเอง นั่นคือ Gaylactic Spectrum Awards Foundation
Locus Award รางวัลที่ประกาศโดยนิตยสารวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี Locus โดยใช้วิธีให้ผู้อ่านนิตยสารร่วมกันโหวต
Philip K. Dick Award รางวัลนิยายวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม ที่ตั้งชื่อตามนักเขียนแฟนตาซี ฟิลลิป เค. ดิค จัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1983 หลังดิคเสียชีวิตเป็นเวลา 1 ปี ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมนิยายวิทยาศาสตร์ประจำฟิลาเดลเฟีย
ขอบคุณข้อมูลจากบทความ



18 ความคิดเห็น
คิดถึงหนังเรื่อง AI ขึ้นมาทันที
เรื่องแรกตอนจบจะจบยังไงล่ะนี่
แนวเดียวกับเรื่องแรกครับ ลองอ่านดู เครดิตตามลิ้งค์
http://bookvirus50d.com/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A/
บางเรื่องนี่หลอนจริงๆ พล็อตแปลกมาก
เหวอ แปลกมากแต่ละเรื่อง แต่พลอตเรื่องแรกแอบเหมือนหนังที่เคยดูเลยเป็นลูปแบบนี้เลย เหมือนงูกินหาง พอดูเสร็จแล้วอึนๆ
อ่านพล็อตเรื่องแรก แล้วนึกถึงหนังเรื่องนี้ค่ะ
คาดว่าหนังเรื่องนี้ก็น่าจะเอาแนวมาจากนิยายเรื่องthe man who foled himself
เพราะเกือบทุกคนในเรื่องเป็นคนเดียวกัน รวมทั้งแม่พระเอกนางเอกด้วย เจนกับจอน
คาดว่าหนังจะเอาบทมาปรับเพื่อให้มีความเป็นไปได้ ใส่รายละเอียดย่อยและกลบจุดบอดของนิยาย
(ปล.อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะ)
บางเรื่องก็ไม่มีวางขายในไทยแล้วหรือเป็นหนังสือแรร์ไปแล้ว
เช่นเรื่อง The Female Man ที่เราอยากอ่าน
Stranger in a Strange Land ช่วงแรกนี่ทำให้นึกถึง the space between us เลย tsbu นี่ได้พล็อตมาจาก siasl รึเปล่า ?
the man who foled himself อ่านพล๊อตแล้วคิดถึงเกมส์ญี่ปุ่นเรื่องนึงเลย คือทั้งพระเอกและพี่ชายเปนมนุษย์ที่เกิดจากการทดลอง พระเอกไปมีอะไรกับจิตอวตารของตัวเอง(ในหัวของตัวเองอ่ะนะ เพราะเป็นแค่จิต ไม่มีกายหยาบ) สุดท้ายพี่ชายพระเอกตาย แล้วจิตอวตารนั่นก็เอาร่างพี่ชายมาใช้ ทั้งพระเอกและจิตอวตารในร่างพี่ชายก็ลงเอยกัน...แต่ถ้าจะมีอะไรกัน แน่นอนว่าต้องมีอะไรกับร่างพี่ชายนั่นอ่ะนะ... ซึ่งเราคิดว่ามันคือ..."การคบกับตัวเองที่อยู่ในร่างพี่ชาย" (ใครเคยเล่นเกมส์นี้ เราเล่าผิดตรงไหนขอโทษนะคะ)
Stranger in a strange land (คิดถึง the martian มันฝรั่งเยย 5555)คิดว่าเรื่องนี้น่าอ่านนะคะ ส่วนตัวชอบแนวอารยธรรมจากจินตนาการคนเขียนยุแล้ว ยิ่งมีประเด็นเกี่ยวกับศาสนาอีก ชอลงบแบบนี้ง่ะ ไซไฟ+ศาสนา มันขัดๆกันดี
เรื่องแรกมันจะล้ำไปไหนวะครับ 555+