ลิลิตโองการแช่งน้ำ : ความเชื่อ และเชือกเส้นบางที่ผูกมัดสังคมไทย

ลิลิตโองการแช่งน้ำ :
ความเชื่อและเชือกเส้นบางที่ผูกมัดสังคมไทย


ถ้าพูดถึงเรื่องความเชื่อ... เชื่อว่าทุกๆ คนคงจะมีความเชื่อในบางสิ่งบางอย่างกันอยู่แล้วใช่มั้ยคะ แล้วเคยมั้ยที่บางครั้งเราอาจจะเริ่มเชื่อในสิ่งที่คนอื่นเขาเชื่อกันมาโดยไม่รู้ตัว? หรือเมื่อรู้ตัวอีกทีเราก็มีความเชื่อและปฏิบัติตามกันไปซะแล้ว วันนี้สาระดีๆ ที่พบได้ในวรรณคดีไทยเรื่องสำคัญที่พี่หวานจะนำมาเล่าก็คือเรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ วรรณคดีไทยเรื่องสำคัญที่มีผลต่อความคิดความเชื่อของคนไทยมาอย่างยาวนาน พูดถึงวรรณคดีเรื่องนี้ ภาพตำราเรียนลอยมาเลย จริงไหมคะ ^ ^ 
 
 
 
ลิลิตโองการแช่งน้ำ ถือเป็นวรรณคดีไทยเรื่องสำคัญที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น มีความสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการประพันธ์ ประวัติศาสตร์ หรือ การเมือง เป็นต้น โดยมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักกันในนาม พระเจ้าอู่ทอง แม้ว่าจะไม่ปรากฏนามผู้แต่งแน่ชัดแต่จากวัตถุประสงค์ที่มีการแต่งบทโองการแช่งน้ำขึ้นก็เพื่อใช้ในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเป็นพิธีที่ข้าราชบริพารที่อยู่ใต้ปกครองของพระเจ้าแผ่นดินเมืองนั้น จะต้องเข้าร่วมพิธีเพื่อแสดงความเคารพและความจงรักภักดีของตนต่อพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีคนตั้งข้อสังเกตว่าผู้แต่งเรื่องนี้น่าจะเป็นพราหมณ์ที่เป็นผู้ดำเนินพิธีนั่นเองค่ะ
 

 
พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา หรือเรียกอีกชื่อคือพิธีศรีสัจจปานกาล มีความหมายไปในทิศทางที่หมายถึง “พระราชพิธีอันเป็นมงคลแห่งความซื่อสัตย์ที่ใช้น้ำเป็นเครื่องกำหนด” เป็นเหมือนพิธียิ่งใหญ่พิธีหนึ่งที่จะต้องมีขึ้นเพื่อให้บรรดาทหารและข้าราชการใต้ปกครองเข้าร่วมเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งพี่หวานจะบอกเลยนะคะว่าอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินในอดีตนั้นยิ่งใหญ่และถือเป็นสิทธิ์เด็ดขาดเลยค่ะ จากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชผนวกกับความเชื่อที่เชื่อกันมาแต่เดิมว่าพระเจ้าแผ่นดินเปรียบเป็นสมมติเทพ ประชาชนจึงให้ความเคารพต่อพระเจ้าแผ่นดินชนิดที่เรียกว่าเทิดทูนยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองเพราะคนในสมัยก่อนเปรียบพระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าชีวิตเลยทีเดียวเชียวล่ะ จากที่อ่านประวัติความเป็นมาของพิธีนี้แล้ว พอจะเข้าใจสิ่งที่แอบแฝงอยู่ในเนื้อหากันรึยังคะ สิ่งที่พี่หวานจะเล่าก็คือการแฝงมาของอำนาจทางการปกครองของพระเจ้าแผ่นดินที่ส่งผลต่อประชาชนใต้ปกครองนั่นเอง
 
อีกหนึ่งนัยยะ... ที่แฝงมาในเรื่องลิลิตโองการแช่งน้ำ ก็เพื่อปลูกฝังความเชื่อเรื่องของการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หากประพฤติผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ โดยจิตใจของผู้คนเหล่านั้นจะเกิดความเกรงกลัวต่อการคิดคดทรยศและกระทำผิดต่อคำที่ได้สาบานในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา โดยจากเนื้อหาที่แบ่งเป็นส่วนๆ จะพบว่ามีส่วนหนึ่งกล่าวถึงคำสาปแช่งและบทลงโทษผู้ที่คิดทรยศ! ให้ต้องประสบกับอันตราย หากดื่มน้ำก็ขอให้น้ำนั้นบาดคอ จะกิน จะนอนก็ไม่สามารถทำได้อย่างคนปกติทั่วไป ประกอบกิจอันใดก็จะไม่ราบรื่น และจะได้พบกับความทุกข์ทรมานในชีวิต ฟังแค่นี้ก็น่ากลัวแล้วใช่มั้ยคะ นอกจากนี้ยังมีการเล่นกับความเชื่อเรื่องภูตผีของผู้คนในสังคมไทยอดีตที่ยึดถือและบูชาผีเป็นส่วนใหญ่ว่าถ้ากระทำผิดต่อคำสาบานในพิธี ภูติผีเทวดาจะมาร่วมลงโทษผู้กระทำผิดนั้นด้วย ซึ่งพี่หวานรับรองได้เลยค่ะว่าในสมัยก่อนนั้นความน่ากลัวของบทลงโทษผู้ที่ผิดคำสาบานนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดสำหรับคนในสังคมสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ค่ะ บรื้อออ +__+ 

* ถ้าหากใครเคยอ่านนิยายของคุณทมยันตี เรื่อง "ร่มฉัตร" น่าจะจำฉากที่ คุณอรรถ สามีของ แม่วาด นางเอกของเรื่อง ป่วยเป็นโรคมะเร็งคอได้ดี เจ้าตัวยังบอกใครเล่นๆ ว่า เขาเป็น "โรคผิดน้ำ" และน้ำที่คุณอรรถพูดถึงในที่นี้ ก็คือ "น้ำพิพัฒน์สัตยา" นี่เองค่ะ เพราะคุณอรรถเป็นข้าราชการคนสำคัญ รับใช้กษัตริย์ จึงต้องผ่านกระบวนการ "ถือน้ำ" เช่นเดียวกัน - - จะเห็นได้ว่า ความเชื่อของคนไทยเรื่อง "โรคผิดน้ำ" นั้นแรงและชัดเจนมากจริงๆ แม้แต่ในนิยาย ก็ยังมีปรากฎให้เห็น 
 
ในเรื่องลิลิตโองการแช่งน้ำก็ไม่ได้มีแต่บทคำสาปแช่งนะคะ ยังคงมีส่วนที่กล่าวยกย่องผู้ทำความดีต่อบ้านเมืองอีกด้วย ถือเป็นการสร้างขวัญเเละกำลังใจเพื่อมอบพลังให้แก่คนที่ทำแต่ความดีนั่นเอง ซึ่งหลายคนก็อาจจะยังคงสงสัยว่า แล้วในสมัยอยุธยาความจงรักภักดีที่เกิดจากความกลัวต่ออำนาจจะเป็นความจงรักภักดีที่ยั่งยืนจริงหรือ? พี่หวานตอบได้เลยว่าไม่ยั่งยืนแน่นอนค่ะ เพียงแต่พิธีแบบนี้จะเป็นตัวช่วยทำให้ประชาชนเกรงกลัวต่อการกระทำผิดและไม่มีความคิดที่จะทรยศพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นเอง ถ้าทุกคนซื่อสัตย์ ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง นอกจากชนชั้นปกครองจะสามารถปกครองได้ง่ายแล้วบ้านเมืองก็จะได้มีแต่ความสงบสุขค่ะ
 

ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็เช่นกัน พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยายังคงปรากฎเรื่อยมา แต่เมื่อถึงรัชกาลที่ 5 ก็ได้รับสั่งให้เพิ่มพิธีแบบพุทธเข้าไปและมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบพิธีบ้างเล็กน้อย นั่นจึงเหมือนเป็นการผสานกันระหว่างความเชื่อและพิธีกรรมของพุทธและพราหมณ์ ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 พระราชพิธีนี้ได้ถูกว่างเว้นไม่ได้ปฏิบัติมาเป็นเวลานาน รัชกาลที่ 9 ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาใหม่ ผนวกเข้ากับพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยรูปแบบการกระทำในพิธีนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียวนะคะ เราจะพบเห็นการกระทำพิธีนี้ได้ในเหล่าทหารหรือข้าราชการ โดยจากที่เคยมีการกล่าวคำสาปแช่งระหว่างทำพิธีด้วยนั้น จะเหลือเพียงการปฏิญาณตนและกล่าวคำสาบานว่าจะจงรักภักดีและปฏิบัติหน้าที่ของตนเองต่อบ้านเมืองอย่างสุจริตเท่านั้นค่ะ แต่เบื้องต้นพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองจะยังคงดื่มน้ำเป็นคนแรก จากนั้นจึงจะให้ข้าราชบริพารผู้ร่วมพิธีดื่มน้ำตามลำดับ
 
เป็นยังไงกันบ้างคะ เชื่อพี่หวานแล้วรึยังว่าโองการแช่งน้ำหรือพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาเปรียบเหมือนเชือกเส้นบางแต่ทว่าแข็งแรง ที่ยังคงผูกมัดรอบตัวผู้คนในสังคมไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันจริงๆ แม้ว่าวัตถุประสงค์ของการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาหรือความรุนแรงของพิธีจะเบาบางลงไปจากแต่ก่อนมากแล้ว ใครหลายคนก็อาจจะมองว่าพิธีเก่าแก่อย่างนี้ทำไมถึงยังไม่ถูกยกเลิกไป หรือเพราะอะไรทำไมต้องคงไว้และปฏิบัติต่อกันมาอย่างนี้ แต่พี่หวานคิดว่าสิ่งสำคัญของการทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาไม่ว่าจะในอดีต หรือการให้คำปฏิญาณตนของข้าราชการในปัจจุบันนี้ก็เพื่อให้คนที่เข้าร่วมมีใจที่ซื่อสัตย์ อีกทั้งจะได้ระลึกถึงสิ่งที่ตนเองเคยให้คำปฏิญาณไว้เป็นเครื่องเตือนใจ รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นและมอบความไว้วางใจให้แก่ประชาชนได้ว่าบรรดาข้าราชการผู้บริหารบ้านเมืองเหล่านั้นจะดูแลบ้านเมืองของพวกเขาอย่างโปร่งใสและตั้งใจจริงๆ
 
แม้ว่าความเชื่อในเรื่องแบบนี้จะถูกคนในปัจจุบันมองว่าเป็นเรื่องงมงาย เเต่สำหรับคนในอดีตอาจจะถือได้ว่าความเชื่อนั้นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิตก็ว่าได้เลยล่ะค่ะ
 
นอกจากนี้... พี่หวานยังพบว่าไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีความเชื่อเรื่องการให้คำปฏิญาณตนต่อพระเจ้าแผ่นดินหรือชนชั้นปกครอง จะมีผลต่อด้านการเมืองหรือการบริหารงานในแผ่นดิน ในต่างประเทศก็มีความเชื่อที่คล้ายๆ กันนี้อยู่นะคะ แม้ว่าที่มาอาจจะไม่ได้เริ่มต้นมาจากโองการแช่งน้ำเหมือนอย่างของสังคมไทย แต่สิ่งที่พบคือชาวตะวันตกมักจะมองว่าการให้คำสัญญานั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไม่แพ้การตรงต่อเวลาเลยล่ะค่ะ ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง พี่หวานจะขอยกการทำพิธีปฏิญาณตนของผู้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาก็แล้วกันค่ะ 
 

 
ทุกคนคงจะรู้จักอเมริกาดีในฐานะประเทศแห่งความเสรีดุจพญานกอินทรีย์ที่โบยบินไปได้ตามใจต้องการใช่มั๊ยคะ อเมริกามีความก้าวหน้าอย่างมากแทบทุกด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วการมีพิธีปฏิญาณตนก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องงมงายนะคะ เพราะการทำพิธีอย่างนี้ถือว่าเป็นการเรียกความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้กับประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเพื่อให้เขาได้มาเป็นประธานาธิบดียังไงละคะ
 
เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ อาจจะมีนัยยะแฝงประเด็นอื่นอีกมากมายที่พี่หวานไม่ได้กล่าวถึง แต่ทุกคนคงจะเห็นแล้วใช่มั้ยคะว่า วรรณคดีเก่าแก่อย่างนี้ก็ยังหลงเหลือบางส่วนไว้ในสังคมไทยอย่างแนบเนียนจนยากที่จะยกเลิกหรือลบทิ้งหายไปได้ตามกาลเวลา ถ้าเราลองมองดูให้ดี โลกปัจจุบันที่กำลังดำเนินต่อไปอยู่นี้ ล้วนมีกลิ่นอายของอดีตเจือจางอยู่ด้วยทั้งนั้น... น้องๆ ว่าจริงไหมคะ  ^_____________________^
ขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจาก
กลุ่มบอขอสอ 
http://www.sujitwongthes.com/2012/04/weeklyo6o42555/
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/12/K5007378/K5007378.html 
https://th.wikipedia.org/wiki/ลิลิตโองการแช่งน้ำ
http://pspreaw.wix.com/thailandliterature#!untitled/c245q
www.arunsawat.com
http://www.laksanathai.com/book2/p042.aspx
http://gogoamerica.com/latest-news/โอบามาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ
 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

Kim MoLin Member 14 มิ.ย. 59 11:39 น. 5

เรียนเรื่องวรรณคดีไทยมาตอนปี1บทความนี้อยากให้น้องปีหนึ่งที่เรียนเอกภาษาไทยได้อ่าน วรรณคดีไทยมีมากมายหลายเรื่องอยากให้คนไทยได้อ่านบ้าง ศึกษาให้ถูกต้องเพราะปัจจุบันนี้มีคนเข้าใจผิดแล้วเอาไปดันแปลงผิดไปจากเดิม เช่นเอาไปแต่งเพลง มันมีความเข้าใจผิดๆอยู่ 

0
กำลังโหลด
pmply1004 15 มิ.ย. 59 10:44 น. 6
ได้ความรู้ใหม่ๆเยอะเลยค่ะ วรรณคดีไทยมีอะไรแฝงอยู่อีกเยอะเลย อยากให้เด็กๆหันกลับมาสนใจวรรณคดีไทยกันมากขึ้น บางคนก็ไม่อ่านเพราะบอกว่าน่าเบื่อบ้าง เข้าใจยากบ้าง แต่บทความนี้อธิบายได้เข้าใจง่ายมากเลย เยี่ยม
0
กำลังโหลด

6 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Kim MoLin Member 14 มิ.ย. 59 11:39 น. 5

เรียนเรื่องวรรณคดีไทยมาตอนปี1บทความนี้อยากให้น้องปีหนึ่งที่เรียนเอกภาษาไทยได้อ่าน วรรณคดีไทยมีมากมายหลายเรื่องอยากให้คนไทยได้อ่านบ้าง ศึกษาให้ถูกต้องเพราะปัจจุบันนี้มีคนเข้าใจผิดแล้วเอาไปดันแปลงผิดไปจากเดิม เช่นเอาไปแต่งเพลง มันมีความเข้าใจผิดๆอยู่ 

0
กำลังโหลด
pmply1004 15 มิ.ย. 59 10:44 น. 6
ได้ความรู้ใหม่ๆเยอะเลยค่ะ วรรณคดีไทยมีอะไรแฝงอยู่อีกเยอะเลย อยากให้เด็กๆหันกลับมาสนใจวรรณคดีไทยกันมากขึ้น บางคนก็ไม่อ่านเพราะบอกว่าน่าเบื่อบ้าง เข้าใจยากบ้าง แต่บทความนี้อธิบายได้เข้าใจง่ายมากเลย เยี่ยม
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด