90 ข้อนี้ อยากให้นักเขียนมาฟัง!
สวัสดีชาวนักอ่านนักเขียนเด็กดีทุกคนค่ะ สำหรับวันนี้ แอดมินขอเข้าเรื่องเร็วๆ เลยนะคะ ที่ผ่านมา หลังจากคอยสังเกตจากเพจนักเขียนเด็กดี รวมถึงคอมเมนต์จากนักเขียนของเราในเว็บ พบว่าทุกคนมักจะคิดหนักและต้องการเคล็ดลับเพื่อให้สามารถเขียนนิยายได้ต่อไป เพราะงั้น วันนี้แอดมินตัดสินใจรวบรวมเคล็ดลับและเทคนิคจากนักเขียนทั่วโลกมาฝากค่ะ แต่ละคนก็มีเคล็ดลับส่วนตัวที่แตกต่างกันไป ลองดูนะคะ ว่าเคล็ดลับแบบไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด
เอลมอร์ ลีโอนาร์ด : คำขยายที่มากไป อาจทำให้นิยายน่าเบื่อ
1 ผมจะไม่เริ่มประโยคเปิดเรื่องด้วยฉากยาวๆ ยิ่งถ้าเต็มไปด้วยการบรรยายเยิ่นเย้อ ยิ่งไม่ทำ ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะเขียนอย่างกระชับ ฉับไว และทำให้คนอ่านรู้สึกอยากอ่านต่อ
2 ผมไม่ชอบเขียนบทนำ ถ้าหากเอาไม่อยู่อาจจะกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญได้ และถ้าบทนำนั้น เขียนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภายหลัง หรือเป็นผลลัพธ์จากสิ่งที่เกิด แล้วพอตัดกลับมาบทที่หนึ่ง ก็เล่าย้อนไปถึงฉากต่างๆ ที่นำไปสู่บทนำนั้น ยิ่งเป็นเรื่องยากมาก ส่วนตัวผมทำได้ไม่ดี จึงหลีกเลี่ยงที่จะเขียน
3 ผมไม่ชอบบรรยายนิสัยตัวละคร แต่ชอบแสดงให้เห็นผ่านบทสนทนา คำพูดคำจา บอกตัวตนและบอกนิสัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ
4 ผมไม่ชอบใช้คำฟุ่มเฟือย เวลาเขียน ผมมักใช้คำกระชับได้ใจความ คำขยายที่มากเกินไป อ่านแล้วหงุดหงิด และอาจทำให้คนอ่านรู้สึกเบื่อ ยิ่งถ้าคำที่เราใช้ยืดเยื้อ เข้าใจยาก อาจทำให้คนอ่านวางหนังสือเล่มนั้นทิ้งไปเลย
5 ผมไม่ชอบบรรยายสถานที่ต่างๆ หน้าตาของตัวละคร หรือห้องใดห้องหนึ่ง คงเพราะผมไม่ได้มีพรสวรรค์และสายตาทางศิลปะขนาดนั้น ส่วนใหญ่ผมจะบรรยายอย่างกระชับ และชัดเจน แต่ไม่เสริมเติมแต่งมากจนเกินไป
6 ผมจะพยายามจัดหน้านิยายให้เหมาะสมต่อการอ่าน ไม่เขียนยาวจนเกินไป เพราะนั่นอาจทำให้คนอ่านรู้สึกเบื่อและเลิกอ่านไปในที่สุด
7 กฎข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นกฎส่วนตัวที่ผมยึดถือมาตลอดคือ ถ้าอ่านแล้วยังรู้สึกไม่โอเค ผมก็ยังแก้ไขต่อ รีไรท์ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าใช่ที่สุด ถ้าไม่ใช่ก็แก้ไปเรื่อยๆ วนไปอยู่นั่นแหละ
ไดอาน่า แอธิลล์ : อ่านออกเสียง เพื่อให้นิยายสมจริง
8 เมื่อเขียนจบ ฉันจะอ่านดังๆ เสมอ โดยเฉพาะช่วงบทสนทนา เพื่อให้แน่ใจว่าจังหวะจะโคนในการพูดนั้นโอเค ตอนเขียนเราไม่รู้หรอกว่ามันโอเคหรือเปล่า แต่เมื่ออ่านแล้วได้ยิน ก็จะพอเข้าใจว่ามันเป็นยังไง ฝืดหรือเปล่า เป็นไปได้ไหม
9 ฉันเป็นคนไม่ชอบคำฟุ่มเฟือย ถ้าอ่านแล้วพบว่ามีคำไม่จำเป็น ฉันจะตัดออกเสมอ เลือกแต่คำที่บอกเล่าเรื่องราวก็พอค่ะ
มาร์กาเร็ต แอทวู้ด : การอ่านช่วยนักเขียนได้
10 ฉันไม่ชอบพิมพ์ แต่ชอบเขียนด้วยดินสอ มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก ถ้ารู้สึกว่าพิมพ์แล้วเขียนไม่ออก ลองสลับมาเขียนลงในสมุดดู
11 ถ้าเมื่อใดที่พิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ ฉันจะเซฟตลอดเวลา เมื่อเขียนเสร็จก็ส่งเข้าอีเมล เซฟใส่ธัมไดรฟ์กันข้อมูลหายเสมอ เพราะเคยไม่เซฟแล้วคอมพิวเตอร์ดับ โชคดีที่ฉันยังมีต้นฉบับสำรองในสมุด นี่ถ้าไม่ได้เขียนไว้นะ! พีคแน่
12 เขียนไม่ออก ฉันจะลุกไปออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายให้สมองแล่น
13 ใส่ใจกับความต้องการของคนอ่านได้ แต่ไม่มากจนเกินไป เพราะเอาจริงๆ แล้ว คนเราต้องเขียนอย่างเป็นตัวของตัวเอง
14 ระวังเรื่องการใช้คำซ้ำๆ พอเขียนเสร็จต้องอ่านทวน ถ้าหากมีคำซ้ำมากเกินไป พยายาม “หลากคำ” คือ หาคำที่ความหมายเหมือนกันแต่เขียนคนละแบบมาใช้ เช่น แต่ ทว่า ถ้า เป็นต้น
15 นิยายของเราเอง อ่านเองก็ต้องบอกว่าสนุกอยู่แล้ว คุณไม่มีใจเป็นกลางพอจะวิจารณ์ตัวเองหรอก เพราะฉะนั้น คุณควรจะมีคนช่วยอ่านสัก 1-2 คน คอยวิจารณ์งานที่เขียน แนะนำว่าอย่าให้คนในวงการหนังสืออ่าน ควรเป็นเพื่อนที่คุณไว้ใจมากที่สุด
16 บางครั้ง เราต้องไม่ดันทุรัง ถ้าหากรู้สึกว่าเขียนไม่ออก ไปต่อไม่ได้ ทั้งๆ ในใจมีพล็อตไว้แล้ว เราอาจต้องทิ้งพล็อตทั้งหมด แล้วเปลี่ยนทั้งเรื่อง ทิ้งนิยายทั้งเรื่อง ฉันก็ทำมาแล้วค่ะ
17 อ่านงานของคนอื่นให้มากที่สุด มันช่วยได้จริงๆ
รอดดี้ ดอยล์ : พล็อตเปลี่ยนแปลงได้ถ้าใจต้องการ
18 อย่าใจอ่อนกับตัวเอง ช่วงแรกๆ ของการเขียน ควรลุยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ จนกว่าจะถึงหน้า 50 ให้เริ่มใจเย็นได้ เพราะมาได้ ¼ เรื่องแล้ว
19 พอถึงหน้า 50 ได้เวลาเลิกกังวลเรื่องปริมาณ ให้คิดถึงคุณภาพแทนได้แล้ว
20 ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบคิดชื่อเรื่องก่อนเขียนนิยาย และผมมักจะคิดชื่อเรื่องที่เข้ากับพล็อตของตัวเอง เวลาเขียนจะได้เหมือนมีกรอบคลุมโทน ไม่ออกนอกลู่นอกทาง
21 เวลาเขียน ผมไม่เข้าอินเทอร์เน็ต นอกจากจะไปค้นหาข้อมูล
22 เวลาเขียน ผมมักพยายาม “หลากคำ” คือใช้คำให้หลากหลาย ผมจะไม่ใช่คำซ้ำๆ เด็ดขาด ขนาดเราเองยังเบื่อ คนอ่านยิ่งต้องเบื่อกว่า
23 ยอมรับว่าผมเป็นคนชอบเขียนฉากที่เกิดจากประสบการณ์จริงในชีวิต แม้แต่การเขียนฉากทำครัว ผมยังศึกษาสูตรอาหารอย่างตั้งใจ นี่คือข้อมูลสำคัญ เก็บเอาไว้ใช้ได้เสมอ
24 ผมไม่ใช่นักเขียนที่เขียนตามพล็อต พล็อตของผมไม่นิ่ง และไอเดียก็ไม่เสถียร ผมเปลี่ยนแปลงได้ตลอด บางครั้งก็รื้อพล็อตใหม่หมดทั้งเรื่อง แล้วเขียนใหม่หมดก็มี การเขียนไม่ควรเป็นเรื่องของข้อผูกมัด
เฮเลน ดันมอร์ : เขียนทุกที่ทุกเวลา เขียนเมื่ออยากเขียน
25 ถ้าอยากเขียนต่อ ก็เขียนต่อไป เวลาไม่ควรเป็นอุปสรรค
26 เมื่อเขียนไปได้สักพัก ควรจะหยุด แล้วย้อนกลับมาอ่านทวนอีกครั้ง ถ้ารู้สึกว่าตรงไหนเริ่มไม่เข้าที่เข้าทาง แนะนำให้ทิ้งไปเลย ไม่ต้องเสียดาย ถ้ารู้สึกไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ เขียนใหม่ดีกว่าพยายามแก้ไข
27 อ่านบทกวีและหนังสือเยอะๆ
28 ไปเข้าร่วมเวิร์กช็อป ทำความรู้จักเพื่อนนักเขียนทุกครั้งที่มีโอกาส
29 ถ้าเขียนไม่ออกหรือไม่สบายใจเมื่อไหร่ แนะนำให้ลุกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วไปเดินเล่นหรือทำกิจกรรมอื่นๆ
จีออฟ ดรายเออร์ : เขียนอย่างเป็นตัวของตัวเอง
30 อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องการขาย ถ้าจะเขียนหนังสือ ควรเขียนงานที่ตัวเองรักและชื่นชอบ เรื่องขายหรือตีพิมพ์นั้นควรจะมาทีหลัง นักเขียนควรภูมิใจในผลงานของตัวเองก่อน แล้วค่อยส่งต่อความรู้สึกนี้ให้กับคนอ่าน บรรณาธิการ หรือสำนักพิมพ์
31 ไม่แนะนำให้เขียนในพื้นที่สาธารณะ เพราะจะทำให้เราไม่มีสมาธิ ควรเขียนในพื้นที่เงียบๆ มากกว่า
32 มีนักเขียนไอดอลได้ ไม่แปลก แต่อย่าเขียนตามไอดอลเด็ดขาด เพราะสุดท้ายเราทุกคนต้องเป็นตัวของตัวเอง
33 ระวังเรื่องคำผิดเสมอ นักเขียนไม่ควรเขียนผิด ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม
34 ถ้าเขียนอะไรไม่ออกก็เขียนไดอารี่แทนได้ มันช่วยฝึกฝีมือได้ดีจริงๆ
35 เสียใจได้ แต่เมื่อใดที่เสียใจ ให้เก็บเอาไว้เป็นวัตถุดิบ เพื่อใช้สร้างผลงานที่ดี
36 เทคนิคส่วนตัวของผมคือ ไม่เขียนนิยายพล็อตเดียว แต่จะมีพล็อตอื่นสำรองอยู่เสมอ มีหลายครั้งที่ผมเขียนสองพล็อต แล้วเปรียบเทียบความแตกต่างว่าอย่างไหนเหมาะกับเส้นเรื่องมากกว่า
37 ควรระวังเรื่องพล็อตซ้ำซาก การใช้พล็อตซ้ำกับคนอื่นทำให้เราต้องทำการบ้านหนักขึ้น ถ้าหากเราไม่ได้มีสำนวนภาษาโดดเด่นหรือแตกต่างจากคนอื่น นิยายของเราจะขาดความโดดเด่นทันที
38 บังคับตัวเองให้เขียนทุกวัน ทำเหมือนเป็นงานประจำ เขียนให้ชิน
39 เวลาเขียน ให้เขียนทุกอย่างที่รู้จัก อย่าได้หยุดเด็ดขาด
40 ถ้าเขียนไม่ออกก็ควรหยุด แล้วไปทำกิจกรรมอื่นๆ ดู อย่างผมผมไปเข้ายิม ออกกำลังกายสัก 30 นาที ให้สมองแล่นดี แล้วค่อยกลับมาเขียนต่อ
แอนน์ เอ็นไรท์ : ใช้อุปกรณ์อะไรก็ได้ ขอแค่เขียนออกมาก็พอ
41 การเริ่มเขียนช่วงแรกยากเสมอ
42 จะใช้ปากกา ดินสอ สมุด กระดาษ หรือคอมพิวเตอร์ก็เอาเถอะ ขอแค่ให้เขียน แค่นี้จบ
43 คนที่คิดว่างานตัวเองดีแล้ว จะไม่มีวันพัฒนาได้
44 คำโปรยและเรื่องย่อ เป็นส่วนที่ยากที่สุด
45 เขียนในแบบของตัวเอง เขียนแบบที่ตัวเองชอบ เขียนตามแบบที่ควรจะเป็น อย่าได้แคร์อะไรมากมาย
46 เช็กความถูกต้องของข้อมูลเสมอ
47 เวลาเขียน ลองคิดง่ายๆ ถ้าเราตายไป แล้วมีคนมาอ่านผลงานของเรา อยากให้เขารู้สึกแบบไหน
48 เขียนอย่างมีความสุข
49 แม้จะเขียนไม่ออก ก็อยากให้เขียนต่อไปเรื่อยๆ เหมือนบังคับตัวเองให้ทำในสิ่งที่ต้องทำ ถ้าหากทำไปเรื่อย สม่ำเสมอ สุดท้ายมันจะเคยชินจนติดเป็นนิสัย และเราจะเขียนออกมาได้เอง
ริชาร์ด ฟอร์ด : อาชีพนักเขียน ต้องเสียสละ
50 ไม่ต้องไปอ่านวิจารณ์มาก เดี๋ยวเครียด อ่านเฉพาะคนที่พูดอย่างเป็นกลางพอ ถ้าใครเขียนแบบใช้อารมณ์ อันนั้นอย่าเก็บมาเครียดเลย
51 เวลาเขียนต้องเขียน อย่าเขียนไปทำอย่างอื่นไปด้วย
52 สำหรับผม นักเขียนเป็นอาชีพที่ต้องเสียสละ ไม่ควรแต่งงาน ไม่ควรมีลูก จะได้สร้างผลงานดีๆ ได้เต็มที่
53 เขียนไม่ออกก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องหยุดเขียนแล้วไปทำอย่างอื่น
โจนาธาน ฟรานเซ่น : นักอ่านคือเพื่อน
54 นักอ่านคือเพื่อนของเรา ไม่ใช่คนจับผิด
55 การเขียนนิยายไม่ใช่การเอาตัวตนใส่ลงไป
56 การเขียนนิยายไม่ควรเริ่มต้นด้วยเรื่องเงินทอง
57 ปัจจุบัน การหาข้อมูลเป็นเรื่องง่ายมาก เพราะงั้นเวลาเขียน ต้องหาข้อมูลอย่างระมัดระวัง
58 ถ้าเอาแต่นั่งเฉยๆ ไม่มีทางได้เป็นนักเขียน อยากเป็นนักเขียนก็ต้องเขียน
59 เวลาเขียน ต้องหลุดจากอินเทอร์เน็ตให้ได้ ถ้าจะใช้หาข้อมูล หาไว้ล่วงหน้าเลย อย่ามาหาไปเขียนไป เพราะจะทำให้เสียสมาธิ
60 จะเขียนอะไรต้องรักในเรื่องนั้นเสียก่อน
เอสเธอร์ ฟรอยด์ : การรีไรท์สำคัญมาก
61 ถ้าอ่านตรงไหนแล้วพบว่าไม่ใช่ ให้ตัดทิ้ง
62 การบรรยายต้องอาศัยจังหวะจะโคนด้วย เขียนเสร็จลองอ่านออกเสียงดังๆ เผื่อว่าขาดตรงไหนไปจะได้เพิ่มเติม
63 การรีไรท์สำคัญมากจริงๆ ท่องเอาไว้ รีไรท์สำคัญ
64 หาช่วงเวลาที่ตัวเองเขียนแล้วพีคที่สุดให้เจอ ถ้าเจอแล้ว ณ ตอนนั้นห้ามให้ใครมารบกวนเด็ดขาด
65 อย่ามัวแต่รอแรงบันดาลใจ นักเขียนที่ดีต้องมีวินัยและเขียนงานได้สม่ำเสมอ
66 เชื่อมั่นในตัวนักอ่านเสมอ บางครั้งเวลาเขียนไม่จำเป็นต้องบรรยายทุกสิ่งทุกอย่าง ให้นักอ่านคิดเองบ้างก็ได้
68 กฎทุกกฎแหกได้เสมอ เวลาเขียนอย่ายึดติดกับกฎเกณฑ์มาก
นีล เกแมน : แค่เขียน
69 เขียน
70 เขียนต่อ
71 เขียนให้จบ
72 เขียนจบให้ทิ้งงานไว้สักพัก จากนั้นกลับมาอ่านใหม่อีกครั้งในฐานะนักอ่าน ถ้าเป็นไปได้ให้เอาไปให้เพื่อนอ่านด้วย และฟังคำวิจารณ์
73 คุณแก้ไขงานได้ตลอดและกังวลได้ เป็นเรื่องปกติ แต่จำไว้เสมอว่าเมื่อถึงจุดนึง นิยายของคุณออกสู่สาธารณะ จะไม่มีคำว่าเพอร์เฟ็คท์สำหรับมันอีกต่อไป คำคำนี้ไม่มีจริง เพราะนักอ่านมีหลากหลาย ทางเดียวที่ทำได้คือ ทำงานให้ดีที่สุด ที่เหลือยกให้สังคมตัดสิน
74 ถ้าเขียนฉากตลก เราต้องหัวเราะก่อน
75 กฎเหล็กของนักเขียนคือต้องมั่นใจในตัวเอง เขียนในสิ่งที่คิดว่าควรเขียน เขียนอย่างจริงใจและเล่าเรื่องให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เดวิด แฮร์ : คำวิจารณ์แง่ลบยังดีกว่าไม่มีคนอ่าน
76 เขียนแต่สิ่งที่ควรเขียน
77 ถ้าคำวิจารณ์เป็นลบหรือบวกเกินไป ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ
78 การเขียนเป็นสไตล์ ศิลปะมีหลายแบบ เพราะฉะนั้น นักเขียนทุกคนมีสิทธิ์สร้างผลงานที่ไม่เหมือนกัน
79 คนอ่านคนแรกคือคุณ คุณต้องรู้สึกชอบงานตัวเองและสนุก ไม่งั้นคนอื่นๆ ก็ไม่มีวันชอบงานคุณได้
80 ถ้าคนอ่านอ่านแล้วไม่เข้าใจหรือรู้สึกแย่ๆ ให้ระลึกไว้ว่า ยังดีกว่าเขาไม่อ่าน
พีดี เจมส์ : ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตคือวัตถุดิบ
81 เพิ่มพลังในคำแต่ละคำ การเลือกคำสำคัญมากสำหรับนักเขียน
82 อย่าวางแผนว่าจะเขียน จงเขียน อย่าเอาแต่ฝันว่าจะเป็นนักเขียน ต้องเขียน
83 เขียนสิ่งที่อยากเขียน ไม่ใช่เขียนสิ่งที่อยากขาย
84 เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือไม่ดี มีความสุขหรือโศกเศร้า ใช้เป็นวัตถุดิบได้หมด
อัล เคเนดี้ : จำวันแรกที่เริ่มเขียนไว้เสมอ
85 ให้เกียรติคนอ่านด้วย ทุกคนมีสิทธิจะคิดต่าง ถ้าเขาไม่ชอบงานเขียนของคุณ อาจเพราะเป็นเรื่องประสบการณ์ของเขา
86 เวลาคบหากับใคร จำไว้เสมอว่า... ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สัมผัส ล้วนแต่เอามาสร้างผลงานได้
87 การเขียนเท่านั้นที่นักเขียนคู่ควร ถ้าอยากเป็นนักเขียน ต้องเขียน
88 อ่านให้มากที่สุดและอ่านงานให้หลากหลาย
89 อย่ากลัวคำวิจารณ์ เป็นเรื่องปกติมากๆ มีคนอ่าน ก็ต้องมีคำวิจารณ์ ถ้ากลัวหรือกังวลมากไป ผลงานที่ออกมาจะไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น
90 จำวันแรกที่เริ่มเขียนไว้เสมอ
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
16 ความคิดเห็น
เยี่ยมครับ
เป็นบทความเลอค่าที่ต้องเก็บไว้ย้ำเตือนตัวเองบ่อยๆ สำหรับเรา หลายครั้งมากที่เขียนๆ ไปชักบรรยายยาวไปไกล(ออกทะเล มหาสมุทร) จนย้อนกลับมาอ่าน เอ๊ะ...ทำไมบรรยายเยอะต้องตัดทิ้งบางละ สรุปตัดไปตัดมาเหลือสั้นนิดเดียวต้องกลับมาอ่านมาหลายรอบมากกว่าจะได้แบบที่ใจคิดหลายครั้งท้อมากเลยๆ ไม่รู้จะบรรยายยังไงในหัวมีเยอะมากแต่พอจะเขียนมันไม่ได้ดังใจอะ
เฮ้อ.........เขียนทุกวันได้จริงเหลอ?
แบบว่าอยากอ่าน
หนังสือที่ได้มาใหม่อะ
ขอบคุณมากๆครับ ชอบอันนี้ที่สุด เวลาเขียนให้คุณนึกซะว่า ถ้าหากว่าคุณตาย คุณจะทำให้คนที่อ่านรู้สึกยังไงล่ะ >////<

เจ๋งค่ะ มีประโยชน์ และเป็นตัวสร้างแรงบรรดาลใจที่ดี ขอบคุณค่า
ดีมากๆเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ขอบคุณมากค่ะ เป็นประโยชน์มากเลย

ใช่ เราชอบเขียนไปด้วย อ่านออกเสียงด้วย แสดงท่าทางประกอบด้วย
สรุปแล้ว คือฮาลั่นบ้าน
ถือมีดอีโต้แทนดาบ แล้วร้อง "เจ้าจงหยุดเดี๋ยวนี้"
แฟนตกใจหนักมาก
อีนี่ท่าจะบ้า ไม่ก็สติหลุด
ก๊ากกกกกกก
ไม่คิดว่าจะอ่านจบ แต่อ่านจนจบ กำลังใจมาเพียบ อยากเขียนต้องเขียนสินะคะ ชอบจัง
ขอบคุณมากค่ะ
รู้สึกเฮ้ยใช่เลย -ตรงที่เขียนไปอ่านออกเสียงไป ฮ่าๆบางทีก็แอบกลัวรูมเมทด่าหัวเอา แต่ก็ยังทำต่อไป ฮ่าๆ^O^ แต่ยังไงก็ขอบคุณมากๆนะคะ บทความนี้มีประโยชน์จริงๆ
อ่านแล้วได้กำลังใจ ได้แรงบันดาลใจทำให้อยากเขียนมากเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับ 90 ข้อนี้น่ะครับ ทำให้พวกเราชาวนักเขียน อย่าง เรานั้น...
ไม่ดองเลยล่ะครับ 555+ ผมชอบทุกข้อเลยครับ โดยเฉพาะสองข้อนี้
เขียนทุกที่ทุกเวลา เขียนเมื่ออยากเขียน เราเป็นข้อนี้เพราะชอบเขียน
ตอนเรียนแบบไม่ฟังครูเลย 555+ อย่าทำแบบเราน่ะเออ มันไม่ดี
และข้อนี้ แค่เขียน พอเห็นข้อ 69-71 มันรู้สึกจี้ใจดำแปลกๆ เพราะ
นักเขียนบางคนสายดอง 555+ เห็นข้อนี้ไม่ดองสักพักเลย
ที่พวกเขากล่าวนี้คือเราทำหมด ทำเองโดยอัตโนมัติด้วยนะ (555+) แต่คำผิดนี้เยอะเลย ขอบคุณคะ เพื่อนรัก