ตอบคำถามนี้หน่อย
เขียน (นิยาย) ไปเพื่อ...?
สวัสดีค่ะชาวนักเขียนนักอ่านเด็กดีทุกคน เห็นขึ้นหัวข้อมาแบบดิบๆ ยังงี้ คิดยังไงกันบ้าง พอดีว่าวันก่อน... แอดมินไปอ่านเจอบทความนึงเข้า ว่าด้วยเรื่องการเขียนนิยาย อารมณ์แบบอยากให้เราทบทวนตัวเองว่า... เหตุผลที่เรามาเขียนน่ะมันเพราะอะไร แอดมินอ่านแล้วก็เกิดอารมณ์อยากทบทวนตัวเองบ้าง เลยตั้งบทความนี้ขึ้นมา เพื่อชักชวนนักเขียนคนอื่นๆ ให้มาลองทำเหมือนกันค่ะ วันนี้เราจะมาทบทวนตัวเองไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบคำถาม ‘เขียนเพื่อ...?’ ให้ได้
ทำไมต้องเขียน
คำถามนี้ เชื่อว่านักเขียนทุกคนเคยถามตัวเองมาแล้ว เมื่อเขียนมาถึงจุดหนึ่ง เมื่อเราลงแรงกับมัน เวลากับมัน ตั้งใจกับมัน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จสักที เราย่อมเดินมาถึงจุดที่ต้องถามตัวเองว่า... ที่เขียนไปเนี่ย เพราะอะไร ทำไปเพื่ออะไร และต้องทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน เมื่อเกิดคำถามนี้ขึ้นเมื่อไหร่... เราคิดว่า... นักเขียนทุกคนต้องการคำตอบ เพราะแน่นอน ไม่มีใครอยากเขียนไปเรื่อยๆ โดยไร้จุดหมาย ถ้าทำแบบนั้น มันก็เหมือนเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าอยู่สภาวะถามตัวเองว่า... “ทำไมต้องเขียน” เรามีคำถามมาให้ลองตอบด้วย ลองดูนะ
• ฉันเขียนเพราะอยากตอบคำถามในใจตัวเอง
• ฉันเขียนเพราะอยากเห็นสีหน้าเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ในชีวิต เวลาเขาได้รับหนังสือจากฉัน
• ฉันเขียนเพราะอยากเป็นนักเขียน ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะหรือ จำไม่ได้แล้วละ
• ฉันเขียนเพราะมีคาแร็คเตอร์ในใจ และอยากบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้คนอื่นๆ รู้
• ฉันเขียนเพราะหงุดหงิดที่ไม่ได้เขียน
• ฉันเขียนเพราะอยากแชร์ประสบการณ์ให้คนอื่นๆ ได้รู้
• ฉันเขียนเพราะอยากสัมผัสสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้เจอ อยากเจออะไรก็ใส่ลงในนิยายให้ตัวละครเจอแทน
• ฉันเขียนเพราะเขียนแล้วมีความสุข
• ฉันเขียนเพราะมันต้องเขียน
• ฉันเขียนเพราะอยากนำเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด
·
อ่านแล้วเป็นไงบ้าง หลายคนคิดว่า... การจะเขียนนิยายควรจะเต็มไปด้วยเป้าหมายและเหตุผลที่ดี คนเราทำอะไร มันต้องมีเป้าหมายสิ ไม่ใช่เขียนมั่วๆ
อยากฟังคำตอบไหม เราขอบอกว่าถ้าเอาแต่นั่งอ่าน แล้วก็ภูมิอกภูมิใจที่หาความชอบธรรมในการเขียน หาคำตอบให้กับตัวเองได้นั้น คุณ “คิดผิด” แล้วละ ความจริงแล้ว การเขียนนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลรองรับเลย เราเขียนก็เพราะอยากเขียน เท่านั้น จบ
ตกลงเขียนเพราะอะไรกันแน่
ความจริงแล้ว คนเราอาจไม่มีเหตุผลอะไรเลย ก็เขียนเพราะอยากเขียน แต่เรามักจะโกหกตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี เช่น เวลาเรากินน้ำหวาน เราก็จะแก้ตัวก่อนว่า ก็เหนื่อยอะ ขอแก้วหนึ่งแล้วกันนะ เวลาเรากินเยอะๆ เราก็จะคิดว่าเดี๋ยวไปออกกำลังทีหลังก็ได้ ทำงานมาก็เยอะ เหนื่อยจัง ขอกินหน่อยนะ เรามักพยายามหาคำตอบให้กับการกระทำเสมอ คิดไปว่า ที่เขียนเนี่ย เพื่อสิ่งดีๆ เพื่ออย่างนั้น เพื่ออย่างนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ส่วนใหญ่ ทำทุกอย่างเพื่อตัวเองทั้งนั้นแหละ เอางี้ เราขอสรุปเหตุผลจริงๆ ในการเขียนให้ฟัง มันอาจจะแรงหน่อย แต่ยังไงเสีย มันคือความจริงที่ควรรับฟังนะ
• ฉันเขียนเพราะอยากให้ทุกคนรับฟังฉันบ้าง
• ฉันเขียนเพราะอยากให้คนอื่นรู้ว่าฉันเจอเรื่องอะไรมาบ้าง และมันหนักหนาแค่ไหน
• ฉันเขียนเพราะอยากให้คนชอบฉัน
• ฉันเขียนเพราะอยากให้คนอื่นๆ รู้ว่าเขาคิดผิดเกี่ยวกับฉัน
• ฉันเขียนเพราะอยากตีพิมพ์นิยาย จะได้ดูดีมีอาชีพ
• ฉันเขียนเพราะอยากตีพิมพ์ จะได้มีเงินใช้
• ฉันเขียนเพราะอยากเอาชนะอะไรบางอย่าง
เป็นไงล่ะ ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้วเลยใช่ไหม ลึกลงในใจ คนเรามักไม่กล้ายอมรับ แต่มันคือความจริงที่ว่า เราเขียนเพราะต้องการความสนใจ เหมือนคนที่ชอบบ่นว่า ทำไมเขียนแล้วไม่มีใครอ่าน ทำไมเขียนแล้วไม่มีคอมเมนต์ ทำไมเขียนแล้วสนพ. ไม่รับตีพิมพ์ นั่นแหละ เพราะใจลึกๆ เรามีความหวังว่า เสียงของเรา ผลงานของเรา สิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้น จะได้รับการยอมรับ และเราจะประสบความสำเร็จ
แต่ถามว่าเราต้องรู้สึกผิดหรือละอายไหม ไม่ต้องเลย เพราะมันคือสิ่งที่เรารู้สึก จะแคร์ทำไมล่ะ ไม่ต้องแคร์หรอก จะเขียนเพราะอะไรไม่สำคัญเลย สำคัญที่ว่า... เราเขียนหรือไม่... มากกว่า
ทำไมคนเราอยากเขียนหนังสือ...
คำตอบเบื้องต้นคือ หนังสือเล่าเรื่อง... และคนเราส่วนใหญ่มักเชื่อสิ่งที่หนังสือบอกเล่า เวลาเราเปิดผ่านในแต่ละหน้า ได้อ่านเรื่องเล่าเหล่านั้น เราอิ่มใจ... และสัมผัสความรู้สึกของคนเรา และนั่นคือเหตุผลที่คนเรารักและอยากเขียนหนังสือ เพราะเราอยากที่จะเล่าเรื่องของเราให้ใครสักคนฟัง
การเขียนหนังสือ เป็นการนำเสนอมุมมองของเราที่มีต่อทุกสิ่งทุกอย่าง แสดงให้เห็นว่า... เรามีตัวตน และเราอยากถ่ายทอดความคิดของเราให้คนอื่นๆ รับรู้ เชื่อกันว่า การเขียนหนังสือ เหมือนการฝึกฝนความคิดและเป็นอีกหนึ่งในกระบวนการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เวลาที่เราร้อยเรียงภาษาต่างๆ ก็เหมือนเราฝึกเลือกใช้คำนั่นเอง และเมื่อทำได้ เราก็จะรู้สึกดี ยิ่งเมื่อผู้รับสารเข้าใจสิ่งที่เรานำเสนอ เราจะรู้สึกว่า เฮ้ย มีคนคิดแบบเดียวกัน มีคนเข้าใจฉันนะ ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในสังคม งานเขียนแต่ละชิ้นคือตัวตนของคนเขียนแต่ละคน และคนอ่านที่ชื่นชอบงานของนักเขียน ก็ย่อมมีความคิดและลักษณะนิสัยที่คล้ายคลึงกันกับคนเขียน และเพราะเหตุผลนี้แหละ คนเราถึงอยากเขียน เพื่อหาคนที่เหมือนกับตัวเอง
แล้วตกลงเขียนเพื่อ...
มาถึงบรรทัดนี้แล้ว ลองย้อนกลับไปคิดอีกครั้งว่า... หนังสือมีความหมายกับคุณบ้างไหม... ถ้าคุณอยากเป็นนักเขียน เราบอกเลยว่า... คุณควรจะเป็นนักอ่านมาก่อน เพราะคุณจะได้ทำความเข้าใจโลกของนักเขียนว่า... มันเป็นอย่างไร หนังสือแต่ละเล่ม เหมือนบันทึกของประวัติศาสตร์ บอกเล่าเรื่องราว ให้ข้อมูลของผู้คน บางเล่มก็เขียนเพื่อนำเสนอความจริงในช่วงเวลานั้นๆ เขียนเพื่อระบายความเครียดของนักเขียน เขียนเพื่อตั้งคำถาม เขียนเพื่อหวังว่า... จะเป็นกระบอกเสียงของสังคม หรือแม้แต่เขียนเพื่อให้ผู้คนรู้สึกดีมีความสุข นักเขียนแต่ละคนก็มีคำตอบที่แตกต่างกันไป แต่แน่นอนว่า... นักเขียนส่วนใหญ่เขียนเพื่อตัวเองก่อน และถ้าหากคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกดีๆ เหมือนกัน นั่นก็ถือเป็นกำไรอันมีค่าที่เขาจะได้รับ
เมื่อได้คำตอบแล้วว่าเขียนเพื่ออะไร ก็คิดให้ดีเลย เพราะมันคือคำตอบส่วนตัว ขอร้องให้เป็นคำตอบที่แท้จริง เมื่อมั่นใจในคำตอบแล้ว ต่อไป ก็ได้เวลาคิดถึงคนอ่านบ้าง เราเขียนเพื่อตัวเอง แต่คนอ่านต้องรับสารของเรา ดังนั้น การเขียนเพื่อตัวเองของเรา จึงควรมีสิ่งดีๆ สอดแทรกอยู่ด้วย งานเขียนที่ดี เกิดจากการที่นักเขียนเขียนเพื่อตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน เมื่อก้าวข้ามผ่านตรงนี้ไปได้ เราควรคิดถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น นั่นคือคิดถึงนักอ่านของเรา
ครั้งหน้าเมื่อนั่งลงหน้าคอม เปิดคอม เตรียมพิมพ์นิยาย เราอยากให้นักเขียนทุกคนถามตัวเองก่อนที่จะเขียนว่า “ที่เขียนเนี่ยทำไปเพื่อ...?” แล้วค่อยลงมือเขียน จะได้มั่นใจและแน่ใจว่า... ที่เขียนเนี่ย ทำไปเพื่อใคร เพื่อตัวเอง เพื่อคนอ่าน หรือเพื่ออะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น
ทีมงานนักเขียนเด็กดี




25 ความคิดเห็น
เวลาเราอ่านนิยาย เราเหมือนได้เข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง พอโตมาเราก็อยากเป็นคนสร้างโลกในแบบของเราบ้าง แชร์จินตนาการและความต้องการของตัวเองให้คนอื่นได้อ่านและนึกภาพตาม แล้วเคยมั้ยที่เวลาเราอ่านนิยาย เรามักจะคิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ มันน่าจะมีอันนี้เพิ่มมาอีก เพื่อสนองความต้องการของตนเอง ก็เลยต้องลงมือเขียนเองซะเลย นี่จริงจังมากถึงขนาดเรียนเกี่ยวกับวารสารศาสตร์และเรียนวิจารย์เลยนะ
การเขียนจริงๆโดยเฉพาะนิยายน่ะ บอกเลยว่าโคตรยาก และรายละเอียดเยอะมาก ต้องมีผูกปม คลายปม ขัดแย้ง รวมทั้งการเขียนที่มีอยู่สี่แบบที่ต้องเลือกเขียน
ชอบบทความนี้จัง วิเคราะห์ได้ตรงเผงเลยค่ะ ทำให้เราตอบคำถามในใจตัวเองได้สักที แล้วก็ลดอาการวอกแวกด้วย
ชอบมากเลย โดนใจสุดๆ
ที่เขียนก็ไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าทำไมถึงเขียน จำได้แค่เขียนเพราะนิยายเรื่องแรกที่อ่าน แล้วก็อยากทำบ้างแค่นั้น แต่ก่อนอ่านแต่การ์ตูน,มังงะอะไรเทือกนั้น
แต่พอได้ลองอ่านตามที่พี่แนะนำแล้วความรู้สึกที่ว่า 'นี่ล่ะตัวเรา' ก็แวบเข้ามาให้หัวเลย จากนั้นก็ทั้งเขียนทั้งอ่านมาตลอด (ไม่จบสักทีเพราะชอบอ่านมากกว่า)
จนตอนนี้หลงใหลในตัวหนังสือจนแทบโงหัวไม่ขึ้น อ่านได้ทั้งวันทั้งคืน (ทำไมการเวลาเขียนไม่เป็นแบบนี้! TwT)
#กลับไปนั่งปั่นอย่างไว
เหมือนได้รู้สึกว่าปลดปล่อยความคิด สร้างโลกที่เราต้องการบรรยายความคิดทัศนคติและความชอบของเราเองแหละ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
ก็เขียน เพราะจะเขียนเท่านั้นล่ะจะอ่านไม่อ่านมันก็เรื่องของคนอ่านคนเขียนก็แค่เขียน ไม่ตัดสินตัวเองหรือใครๆ งานก็ยังมีทำอยู่ถ้าเขียนแล้วพิมพ์ได้ ก็เอามาต่อยอดธุรกิจที่ทำอยู่ ไม่ได้ก็ไม่ตายเพราะยังทำงานอยู่ แต่เราเขียนเพื่อคลายเครียดไม่ได้เพิ่มความเครียด เลยไม่กดดันตัวเอง
การเขียนนิยายมันเป็นความสุขทางใจที่ประเมินค่าไม่ได้ ทำให้เราสร้างโลกในแบบของเราเอง ซึ่งเป็นจินตนาการของเรา กลายเป็นผลงานที่เราเองก็ภาคภูมิใจ
ที่ผมอยากเขียนนิยายเพราะว่านิยายบางมันก็สามารถทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของมันได้ผมเลยอยากจะสร้างโลกของตัวเองที่คนอื่นสามารถเข้ามาในโลกนิยายของผมด้วยเช่นกัน มันทำให้ภาคภูมิใจด้วยล่ะครับ
นั้นจึงคือสาเหตุที่ผมเขียนนิยายเรื่องๆหนึ่งขึ้นมาล่ะครับ//จริงๆก็มีบางอย่างแอบบแฝงอยู่ล่ะน่ะ//อิอิ





เขียนเพราะอะไร? ทำไมถึงเขียน?
เพราะสิ่งที่ผมเขียนคือโลกจินตนาการของผมที่ผมเป็นพระเจ้า
ไม่ใช่โลกจริงๆที่ทุกคนคิดว่าผมเป็นคนที่เรียนห่วยแตกจนพึ่งไม่ได้
ก็แค่อยากบอกทุกคน ว่า Gu งานอดิเรกเยอะจน Gu ไม่ว่างมาเรียนหนังสือในห้อง
และ Gu ไม่คิดว่าการเขียนนิยายเป็นเรื่องตลก น่าอาย ไร้สาระ
และการเรียนรู้ของ Gu ไม่ได้มีแค่หนังสือในห้องเรียน มีหนังสือตั้งเยอะที่ยังไม่ได้ลองอ่าน
//ทดๆ อินจัด ไปเขียนรายงานแปป//
เหตุผลที่อยากเขียนนิยายก็คือเป็นคนรักการอ่านหนังสือ แต่หนังสือบางเรื่องตอนจบแบบแย่มาก อาทิเช่น นางเอกเก่งมาตั้งนานแต่พอมาเจอกับกลายเป็นไม่เก่งเสียนี่ แล้วมันยังไงกัน บางทีการสร้างตัวละครให้ใครเก่งมาแล้วน่าจะเก่งไปตลอด ในความจริงเเล้วคนเรามีความรักก็ยังคงความเก่งอยู่เหมือนเดิม ดิฉันในสมัยก่อนที่ไม่มีแฟนก็เก่งและฉลาด แต่ปัจจุบันมีแฟนแล้วก็ยังเก่งและฉลาดอยู่เหมือนเดิม ไม่สามารถที่จะโง่ลงได้ ในบางครั้งเขียนแล้วไม่สมเหตุสมผลเลย พระ/นางมักจะโง่หรือเก่งน้อยลงเมื่อเจอฝ่ายตรงข้าม อันนี้ในความจริงแล้วไม่มีทางเป็นไปได้เลยค่ะ ดิฉันจึงอยากจะสร้างนิยายที่สมเหตุสมผลขึ้นมาค่ะ และตอนจบที่ไม่น้ำเน่าจนเกินไป และนางเอกจะไม่ร้องไห้เมื่อโดนนางร้ายรังแก ในชีวิตจริงหากมีใครมารังแกเรา เราก็ต้องย่อมจะโต้ตอบกลับไปอยู่แล้ว เราจึงอยากจะสร้างนิยายที่แตกต่างจากพล็อตอื่น ๆ เพื่อให้รู้ว่านางเอกก็สามารถเก่งเสมอต้นเสมอปลายได้ และถ้านางเอกไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์สำคัญแต่ไปอยู่ที่อื่น ก็ไม่สามารถที่จะมาในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ได้ นางเอกก็ต้องมาในช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้วสักระยะหรือเหตุการณ์นั้นจบไปแล้ว นี่ต่างหากค่ะที่เป็นความจริงและสมเหตุสมผล ในชีวิตไม่มีพระเอกขี่ม้าขาวมาทันเวลาหรอกค่ะ
เวลาเขียน แรกๆเราคิดว่าเราเป็นพระเจ้า แต่พอเรื่องมันเริ่มลื่นไหล พระเจ้าอย่างเราก็ต้องไหลตามมันไปแบบไม่รู้ตัว
เป็นพระเจ้านี่มันยากจริงๆ ว่ามั้ย
ถ้าจะถามเราว่า"ทำไมถึงเขียนนิยาย?" คงจะตอบว่าเพราะเบื่อ เพราะนึกสนุก เพราะอยากแต่ง เพราะว่าง โอเค!คุณอาจจะมองว่ามันเป็นคำตอบที่เห็นแกตัว แต่เดี๋ยวก่อน!โปรดอ่านให้จบ เราเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมต้นแถมยังถูกยึดโทรศัพท์ในช่วงกลางวันจึงทำให้เราว่างมากๆไม่มีอะไรจะทำ เราเลยเริ่มแต่งนิยายขึ้นมา เพราะเวลาเราอ่านนิยายมันทำให้เรารู้สึกสนุก มีความสุข อินไปกับมัน และทำให้เราเสพติดมันไปเองโดยไม่รู้ตัว เราก็อยากเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากให้ทุกคนยิ้มไปกับนิยายของเรา จากที่เริ่มแต่งเพราะนึกสนุก เพราะว่าง เพราะเบื่อ เราก็เปลี่ยนเป้าหมาย เราอยากทำให้คนอื่นิ้ม อยากให้คนอื่นมีความสุขและสนุกไปกับนิยายของเรา เราจึงไม่ค่อยแต่งนิยายที่ดราม่าซะเท่าไหร่ จากที่เคยแต่งแล้วลบไปเพราะน้อยใจนักอ่านเงา เราก็เริ่มเขียนตารางการอัพของแต่ละเรื่องโดยไม่สนใจว่าจะมีคนเม้นหรือไม่ แต่เราที่เป็นนักเขียนมันก็ต้องมีบ้างแหละเนอะที่อยากได้คอมเม้นเรยกกำลังใจ เพราะฉะนั้นคำตอบของเราคือ ที่ทำไปทั้งหมดเพราะอยากให้นิยายของเราเป็นอีกหนึ่งสาเหตที่ทำให้ทุกคนยิ้มค่ะ แค่นั้น!
เราเพิ่งเริ่มเขียนไม่นานความจริงเรื่องอยากเขียนนิยายมีมา5-6ปีแล้วป.1 แต่พึ่งมาเเริ่มเต่งจริงจังก็ตอนนี้ม.3 เหตุผลก็เพราะว่าอยากมีนิยายเป็นของตัวเองอยากมีคนอ่านอยากมีฝีมือในการเขียน เหมือนนักเขียนชื่อดังในหลายๆท่านที่ประสบความสำเร็จกับเรื่องที่ได้แต่งขึ้นมาอยากระบายเหตุการณ์อารมณ์ความรู้สึกที่มีในแต่ละครั้งที่ลงมือเขียนลงไป อยากให้คนอ่านรู้สึกแบบเราที่อ่านนิยายเล่มนี้แล้วมีอารมณ์ร่วมไปกับมันยิ้มน้อยยิ้มแบบคนเขาหาว่าบ้าเศร้าตามไปกับมัน และอยากอ่านมันอีกครั้งไม่มีที่สุด อยากมีความภูมิใจเล็กๆ ที่แต่งนิยายที่สนุกออกมาได้และมีคนคอยตามอ่านมากมาย ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะยังไม่ชื่อเสียงคนตอดตามนิยายเราน้อยก็ตามที เราเริ่มจากการหัดอ่าน เริ่มอ่าน เริ่มชอบ เริ่มเห็นภาพ เริ่มจินตนาการและจะยังไม่จบที่การเขียน แต่เราจะจบที่คนเข้ามาอ่านคนที่เข้ามาอ่านแม้จะมีน้อยแต่เราก็ยินดีที่จะแต่งต่อไป จะรอคอยคอมเม้นต์ และตอบคอมเม้นต์เหล่านั้นกลับไป อยากที่จะฟังคำติหรือคำชื่นชมต่างมันคือความภูมิใจของเราที่เราสามารถทำมันสำเร็จและเป็นของตัวเองเป็นครั้งแรกที่ไม่ต้องมีคนมาบังคับว่าจะต้องทำอะไรอย่างไร อยากเขียนไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้เลยว่าตัวเองเขียนเพื่ออะไร?
I WRITE therefore I AM.
1.เราเขียนเพราะอยากให้ตัวละครที่เราสร้างขึ้นได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากจะเป็น ได้เจอเรื่องที่เราอยากจะเจอ ว่าง่ายๆคือให้ตัวละครตัวนั้นใช้ชีวิตในส่วนที่เราทำไม่ได้ 2.เวลาที่เราอ่านนิยายหรือทำอะไรมันมักจะมีพล็อตเรื่องโพล่เข้ามาในหัวจะให้ทิ้งก็เสียดาย เลยจดเก็บเอาไว้ พอจดได้หลายพล็อตเราก็มีความรู้สึกที่อยากจะปล่อยจินตนาการออกมาบ้าง ก็เลยตัดสิ้นใจปล่อยมันผ่านทางงานเขียน 3.เราแค่อยากให้คนอื่นรอบตัวเรายอมรับว่าเราก็เป็นนักเขียนได้ อาจจะไม่ได้ทำเป็นอาชีพทำแค่เป็นนักเขียนในเว็บ เราก็อยากจะทำแค่ให้เขาเชื่อว่าเราก็เขยนได้เท่านั้นเอง
ที่ผมเขียนไปไม่หวังสิ่งใดมากแค่หวังแต่ให้คนอ่านรู้สึกมีความสุขการนิยายที่เราเขียนลงไปก็พอ หรือคนที่อ่านนิยายของตัวเราเองได้บอกจุดด้อยจุดเด่นของตัวเราที่เราไม่รู้ ในการเขียนนิยายเหล่านี้ไม่มีคำว่าน่าเบื่อหรือคำว่าไม่น่าอ่านยกเว้นคนเขียนคนนั้นเขียนเอาแต่ใจตัวเองไม่คิดถึงผลกระทบต่อนักอ่านทุกคนหวังแต่ให้งานตัวเองมีคนอ่านเยอะๆ นิยายที่ผมเขียนทั้งหมดนั้นมันเขียนออกมาด้วยความรู้สึกที่ออกมาจากใจไม่ได้ออกมาจากความคิด การเขียนนิยายเหล่านี้คนบางคนอาจจะไม่รู้ว่า เราจะเขียนไปทำไม แล้วพวกเราเขียนแล้วจะได้อะไร ผมจะบอกให้ทั้งหมดในจุดๆนี้เลยครับ
1 เราเขียนนิยานยไปทำไม
คำตอบคือ พวกเราใช้คำว่า " นักเขียน หรือ ว่าไรท์ " สำหรับคนทีเขียนนิยายทุกๆคน หลายๆคนคงจะยังไม่รู้ว่าคำเหล่านี้มันมีความหมายอะไรและมันสำคัญตรงไหน
นักเขียน กับคำว่า ไรท์ มันก็เหมือนกันแต่คำที่เรียกไม่เหมือนกัน
นักเขียน คือ ผู้ที่มีความสามารถในการใช้โวหารต่างๆในการบรรยายกับเขียนต่างๆเช่น อารมณ์ของตัวละคร บรรยากาศรอบๆ การใช้สำนวนภาษต่างๆ เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านั้นต้องรู้จักวิธีการเขียนของตัวเองด้วยว่าตัวเองถนัดการเขียนแบบไหน ไม่ใช่ว่าเขียนตามคนอื่นหรือว่าอะไรก็ตามมันไม่ใช่เลยที่จะทำแบบนั้นได้
2 เขียนไปแล้วจะได้อะไรกับมา
ตอบ เขียนเพื่อให้คนอื่นๆอ่านเพื่อให้ความสุขเเก่ผูอ่าน ผู้อ่านเขาเรียกว่า " รีทเดอร์ "
รีทเดอร์ คือ ผู้ที่อ่านนิยายและเก็บข้อผิดพลาดของนักเขียนคนนั้นว่ามีข้อผิดพลาดตรงส่วนใด แลัวนำไปบอกยังผู้ที่เขียนนิยายที่ตัวเองอยู่
ผมขอขอบคุณสำหรับคำถาม
ผมขอขอบคุณสำหรับ เว็บ
Dek-D ที่ให้เราได้รู้จักกับคำว่าการอ่านและการเขียน
ขอบคุณทุกๆอย่างนะครับ

ที่แรกที่เริ่มเขียนนิยาย เพราะอ่านมาหลายเล่มก็มีขัดใจอยู่บ้างว่าทำไมไม่เป็นยังงี้ ถ้าเป็นยังงี้มันจะสนุกกว่านะ พอเริ่มเขียนมานานๆเราเริ่มชอบเพราะนิยายของเราเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากทำอยากเป็น ให้ตัวละครมันเป็นแทนเรา
ที่เริ่มแต่งนิยายก็เพราะอยาก...อยากแต่ง อยากเก่ง อยากนำเสนอจินตนาการ ความคิด ตัวตนจริงๆภายในให้คนอื่นได้รับรู้ เพราะในโลกแห่งความจริงมันแสดงออกมาไม่ได้...
เวลาอ่านนิยาน ก็เหมือนเราไเข้าไปอยู่ในจินตนาการของคนเขียน เราก็อยากให้คนอื่นๆได้เห็นถึงจินตนาการของเรา ได้เห็นโลกของเรา ที่มีตัวละครของเรา ให้มันเป็นอะไรก็ได้ พอเขียนเสร็จก็กลับมานั่งอ่านที่ตัวเองเขียนไป "ตูเขียนไรไปฟะ?" มันตลกดีแต่เราก็ไม่อยากให้มันจบ พูดง่ายๆก็คือ ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่องอื่นนั่นแหละครับ