วิจารณ์หนังสือ : 9 ความจริงเจ็บๆ จากวรรณกรรมการเมือง รัฐสัตว์ (Animal Farm)


ตอนอ่านได้สังเกตไหม!
9 ความจริงเจ็บๆ จากวรรณกรรมการเมือง
รัฐสัตว์ (
Animal Farm)

 

ไม่แน่ใจว่าน้องๆ แถวนี้เคยผ่านตาวรรณกรรมการเมืองเรื่องนี้ไหม รัฐสัตว์ หรือ แอนิมอลฟาร์ม (Animal Farm) เป็นวรรณกรรมการเมืองชื่อดังฝีมือ จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนที่ได้ชื่อว่าช่างเปรียบเปรยมากที่สุดคนหนึ่งของโลก แอดมินเอง อ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ตอนนั้นพอจะจับเค้าปัญหาต่างๆ ที่ปรากฎได้บ้าง แต่ยังไม่ได้ถึงกับมาวิเคราะห์อย่างละเอียด ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น ได้กลับไปอ่านอีกครั้ง จึงพบว่า... แอนิมอลฟาร์ม เป็นนิยายที่มีธีมหลักชัดเจนมาก และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ก็เยอะมากๆ เช่นเดียวกัน

 

หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของ จอร์จ ออร์เวลล์ เอง ในช่วงที่เขาได้สัมผัสบรรยากาศสงครามเย็นของสเปน โดยก่อนจะเขียน แอนิมอลฟาร์ม ออร์เวลล์ เจ้าตัวเคยเขียนบอกเล่าประสบการณ์ผ่านผลงานเรื่อง Homage to Catalonia มาแล้ว สำหรับแอนิมอลฟาร์ม เขาบอกว่าเขียนขึ้นเพราะรู้สึก “แปลกใจที่ลัทธิคอมมิวนิสต์และพวกเผด็จการสามารถเข้าควบคุมผู้คนในประเทศประชาธิปไตยได้อย่างง่ายดาย”  

 

และนี่คือ 9 ความจริงที่เราได้จากการอ่านวรรณกรรมการเมืองเรื่องนี้

 

1 หนังสือเรื่องนี้ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ระบบการปกครองแบบสังคมนิยมทั้งหมด แต่เจาะจงแค่เฉพาะคอมมิวนิสต์ในแบบโซเวียตเท่านั้น

การใช้สัญลักษณ์เป็นปัจจัยสำคัญของสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ แต่สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์นั้น เป็นแค่ระบอบการปกครองรูปแบบหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำไปใช้จะตีความหรือให้ความหมายอย่างไร จอร์จ ออร์เวลล์ ชื่นชมสังคมนิยมในแบบของอังกฤษ แต่ไม่ชอบสังคมนิยมแบบโซเวียต และเขาได้ระบุเอาไว้ชัดเจนในหนังสือเล่มนี้ 

 

2 นิยามของหนังสือเรื่องนี้คือ “เรื่องที่เหมือนเทพนิยาย”

สนพ. ที่รับพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ไม่ค่อยสนใจกับคำนิยามนี้เท่าไหร่นัก แม้แต่ครูที่สอนก็เพิกเฉยไม่ค่อยสนใจ ทว่าความจริงแล้ว คำว่า “เรื่องที่เหมือนเทพนิยาย” เป็นคำสำคัญที่ออร์เวลล์จงใจใช้ เขาอยากให้มันออกมาเรียบง่ายที่สุด ตัวละครแต่ละตัวมีบุคลิก บทบาทและเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงพล็อตก็เขียนให้ง่ายๆ ไม่ยากที่จะเข้าใจ ที่พีคสุดคือ เรื่องนี้ไม่ได้มีศีลธรรมจรรยาอะไรเลย แม้กระทั่งตอนจบ ก็ไม่ได้สอนอะไรใครแบบชัดเจน มีนักอ่านวิเคราะห์กันไว้ว่า รัฐสัตว์ คล้ายกับเทพนิยายหลายเรื่องของพี่น้องกริมม์คือ ชวนให้อ่าน เพราะเนื้อหาที่สนุกสนาน จินตนาการที่แปลกใหม่ แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว กลับกลายเป็นเรื่องสยดสยองและน่ากลัว ยกตัวอย่างง่ายๆ มันเหมือนกับหนูน้อยหมวกแดงนั่นเอง

 

3 แพะรับบาปเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ไร้ยางอายได้ครองอำนาจ

“ถ้าเรากำจัดมนุษย์ไปแล้ว สัตว์ต่างๆ จะได้อยู่อย่างร่ำรวยและเป็นอิสระ” เป็นคำที่ปรากฎในหนังสือ คำพูดนี้ดูคุ้นๆ ไหม เวลาจะมีการรัฐประหาร ต้องมีคำโฆษณาชวนเชื่ออะไรคล้ายๆ อย่างนี้ ถ้าเรากำจัดคนคนนั้นไป ชีวิตเราจะดีขึ้น เช่น กำจัดยิว กำจัดคนพื้นเมือง กำจัดผู้อพยพ กำจัดคนที่คุณก็รู้ว่าใคร... (แถวๆ นี้เอง) ฯลฯ รายชื่อพวกนี้ ก็คือ แพะรับบาปนั่นเอง ตลอดทั้งเรื่อง กลุ่มหมูได้ครองอำนาจ กลายเป็นผู้ปกครองเพราะเอาแต่ปลุกปั่นบรรดาสัตว์อื่นๆ ให้โกรธเกลียดมนุษย์ ให้มีความรู้สึกไม่พอใจในตัวมนุษย์ ด้วยเหตุผลคือ มนุษย์หลอกลวง แตกต่าง และมีชีวิตที่ดีกว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง เราเห็นแพะรับบาปได้ทั่วไป และก็อย่างที่บอกนั่นแหละ แพะรับบาปมีขึ้นเพื่อให้ผู้ไร้ยางอายได้รับผลประโยชน์... เป็นจริงตามนั้น

 

4 คนที่มีการศึกษาคือผู้ที่เหนือกว่า

ในเรื่องได้มีการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มสัตว์ที่ฉลาด (พวกหมู) และสัตว์ที่โง่และน่าเห็นใจ (ม้าและแกะ) ชัดเจน ออร์เวลล์ใช้มาตรฐานการแบ่งจาก “ความรู้” โดยระบุชัดเจนว่า “ความรู้คืออำนาจ” เขายังเขียนเพิ่มเติมไว้ว่า คนที่ไม่มีความรู้ก็จะกลายเป็นพวกแรงงาน ต้องทำงานประเภทใช้กำลังจนเหน็ดเหนื่อย ในตอนท้าย บ็อกเซอร์ เจ้าม้าใช้แรงงานอย่างซื่อสัตย์มาตลอด ก็ถูกปลดเกษียณเพราะล้าจนทำงานต่อไม่ไหว เมื่อหมดประโยชน์ พวกหมูได้กำจัดบ็อกเซอร์ทิ้งด้วยการขายให้กับมนุษย์  

 

5 ศาสนาไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ตราบใดที่มันไม่ได้มีอำนาจมากจนเกินไป

หนึ่งในตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเรื่องคือ โมเสส เหยี่ยวแสนเชื่องที่ถูกพวกหมูใช้เป็นตัวแทนของศาสนา บทบาทที่มันได้รับคือ เล่าเรื่องภูเขา Sugarcandy ให้สัตว์อื่นๆ ฟัง โดยภูเขาแห่งนี้ เปรียบเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สัตว์ทุกชนิดจะต้องไปเยือนหลังความตาย และทั้งที่พวกหมูรู้ดีว่าสถานที่ที่โมเสสพูดถึงไม่มีจริง พวกมันก็เลี้ยงดูโมเสสอย่างดี ให้อาหารและเบียร์จนอิ่มแปล้ หมู (หรือที่ออร์เวลล์ใช้เป็นตัวแทนของกลุ่มผู้นำในโซเวียต) เข้าใจดีว่าศาสนาสำคัญต่อประชาชนอย่างไรบ้าง ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหยี่ยวจิตใจ และเป็นพลัง แต่ขณะเดียวกัน มันจะต้องเป็นพลังที่ไม่ลุกลามและไม่ท้าทายต่ออำนาจของผู้ปกครอง ในสมัยนั้น โซเวียตได้ใช้ศาสนาคริสต์นิยายออทอร์ด็อกซ์ หล่อเลี้ยงจิตใจประชาชน แต่ถ้าหากผู้นำศาสนาคนใดมีทีท่าว่าจะเหิมเกริมหรือทำอะไรนอกเหนืออำนาจ ก็จะถูกสังหารเสีย

6 กังหันลมคือสัญลักษณ์ของงานที่ไม่สิ้นสุดและเป้าหมายที่ไม่จบสิ้น

เป้าหมายหลักของสัตว์ในเรื่องคือ การสร้างกังหันลม ซึ่งเปรียบได้กับแผนห้าปีที่สตาลินใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของโซเวียต ออร์เวลล์เขียนบรรยายไว้ว่า “แต่ละปี พวกสัตว์ต่างๆ ลำบากมาก แต่เมื่อเห็นความคืบหน้าของกังหันลม พวกมันก็มีกำลังใจ” การก่อสร้างนั้นยาวนานและเหนื่อยล้า และเมื่อกังหันลมสำเร็จเสร็จสิ้น แทนที่ทุกอย่างจะจบ นโปเลียน หัวหน้าหมูกลับสร้างเป้าหมายใหม่ นั่นคือ ให้พวกสัตว์ต่างๆ สร้างกังหันลมอันใหม่ โดยอ้างว่าเป็นการทำเพื่อสัตว์ทุกตัวในฟาร์ม กังหันลมเปรียบเหมือนเป้าหมายที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผู้ปกครองสร้างขึ้นมาเพื่อให้สัตว์ต่างๆ มีแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อไป จะได้ไม่หันมาจับผิดหรือต่อต้านผู้ปกครอง นโปเลียนรู้ข้อนี้ดี และนำกลยุทธ์นี้มาใช้ในฟาร์ม

 

7 นโปเลียนใช้อำนาจส่วนตัวในการนอนกับผู้หญิงมากหน้าหลายตา

หลังการปฏิวัติสำเร็จไม่นาน ออร์เวลล์ได้บรรยายว่า หมูตัวเมีย 4 ตัว คลอดลูกภายในเวลาเดียวกัน และเขียนเพิ่มเติมว่า “ลูกหมูเหล่านั้นมีลักษณะเฉพาะบางอย่าง ที่ตรงกับนโปเลียน” บอกโต้งๆ ขนาดนี้ไม่เข้าใจก็แปลกแล้ว นโปเลียนนอนกับหมูสาวทั้งหมด และนั่นคือสิ่งที่ผู้ปกครองมักจะทำ ออร์เวลล์ยังบรรยายในภายหลังต่อมาว่า... นโปเลียนมี “หมูสาวตัวโปรด” คอยอยู่ข้างกาย เป็นการคอนเฟิร์มพฤติกรรมทางเพศของผู้ปกครองสุดน่ารังเกียจตัวนี้  

 

8 แอลกอฮอล์ เป็นตัวแทนของสิ่งชั่วร้าย

การปฏิวัติของสัตว์ในฟาร์ม เกิดขึ้นเพราะเจ้าของไร่เมาและลืมให้อาหารพวกมัน และตอนจบของเรื่อง ก็จบลงที่หมู ผู้ปกครองชุดใหม่ เมามายไม่แตกต่างจากตัวเจ้าของไร่เอง เรื่องราวในเล่มแย่ลงเรื่อยๆ ตั้งแต่หมูค้นพบเหล้า และดื่มจนเมามาย เมื่อเหล้าร่อยหรอลง นโปเลียนก็ส่งบ็อกเซอร์ไปสู่ความตาย เพื่อแลกเงินมาใช้ซื้อวิสกี้เพิ่มเติม 

 

9 ความเท่าเทียมไม่มีจริง ไม่ว่าในระบบปกครองใดๆ  

ถ้าจำได้ ประโยคสำคัญที่ปรากฎในเรื่องคือ “สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน แต่สัตว์บางตัวมีความเท่าเทียมมากกว่าสัตว์อื่นๆ” เป็นสโลแกนที่พวกหมูเขียนไว้บนผนังโรงนา ออร์เวลล์เขียนมันขึ้นจากการที่เขามองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโซเวียต แม้ว่าจะมีการกำจัดระบบการปกครองแบบทุนนิยม และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสังคมนิยม เพื่อเป้าหมายหลักคือความเท่าเทียม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เมื่อบางครอบครัวได้อภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่นๆ และกลุ่มผู้ปกครองบางกลุ่ม ได้สิทธิที่มากกว่าคนทั่วไป และนั่นคือสิ่งที่ออร์เวลล์สงสัยและตั้งคำถาม “ความเท่าเทียมมีจริงหรือ...?”  และคำตอบก็ปรากฏอยู่ในหนังสือของเขาเรียบร้อยแล้ว

 

ทีมงานนักเขียนเด็กดี

ขอบคุณข้อมูลประกอบจากบทความ

https://www.bustle.com/articles/35123-11-things-you-didnt-notice-about-animal-farm-because-you-read-it-in-7th-grade

http://metro.co.uk/2015/08/17/12-things-you-may-not-know-about-animal-farm-for-17th-5317058/

https://www.coursehero.com/lit/Animal-Farm/things-you-didnt-know/

http://pulse.ng/arts_culture/george-orwell-5-things-you-didnt-know-about-the-animal-farm-author-id3908879.html

http://gutenberg.net.au/ebooks01/0100011h.html
 

ทีมงาน writer

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

3 ความคิดเห็น

AVA_T. Member 17 ก.พ. 60 23:01 น. 1

เคยอ่านค่ะ อ่านไปแค้นไป แล้วย้อนดูเรื่องจริง แหม.. ถ้าพวกหมูอ่านออกคงแสบแทบดิ้นเลยล่ะ ภาษาก็ดี สัญลักษณ์ต่างๆก็ตีความได้ไม่ยาก ถือว่าอ่านง่ายค่ะ


0
กำลังโหลด
Novalist Member 22 มี.ค. 60 16:46 น. 2

เคยดูหนังนะเรื่องนี้ เคยคิดว่าหนังสัตว์ต้องสนุกเฮฮาเหมือนกันหมด คิดผิดจนพาเอาเครียดเลยแต่ก็ให้แง่คิดน่าสนใจมากเลยครับ


ความเท่าเทียมมีจริงในเชิงวิถีทางแต่เราทุกคนล้วนไม่เท่าเทียมกัน แค่การกระทำเราก็ทำไม่เท่ากันแล้วจะให้เท่าเทียมกันได้ยังไง ความคิดเรื่องความเท่าเทียมแท้จริงแล้วอาจจะมาจากคนที่ตามคนอื่นไม่ทันก็ได้

0
กำลังโหลด
chatchai 30 พ.ค. 62 13:57 น. 3

เห็นคนอ้างเป็นยายกแนะนำให้อ่าน เราอ่านแล้วหนังสือนี้ ไม่เหมาะกับเรา "เราไม่คอยลืมเสียภาษี เราไม่เคยรัฐประหาร แต่เราเห็นคอมมิวนิสต์ประเทศเรามียส ตำแหน่ง สือหลับ มีการยัดคดี อุ้มฆ่าคนเห็นต่าง แค่นี้พอ ทำงานหาเงินเสียภาษีก่อน"

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด