รู้กันมั้ย? วรรณกรรมเกาหลีก็มีความคล้ายกับ
เรื่อง พระสุธน-มโนราห์ เหมือนกัน
สวัสดีค่ะน้องๆ ไรท์เตอร์ทุกคน หลังจากผ่านวันวาเลนไทน์มาแล้วยังมีใครบ้างมั้ยคะที่ยังตามหาความรักอยู่? วันนี้พี่หวานมีสาระดีๆ อีกเรื่องที่จะให้กำลังใจน้องๆ ที่กำลังตามหาความรักทุกคน เพราะเรื่องที่จะนำเสนอคราวนี้เป็นเรื่องความรักสุดแสนจะทรหดอดทนที่ต้องออกตามหากันนานกว่าจะได้พบ จากบทความนี้ 5 เรื่อง รักหลากรสจากวรรณคดีไทยที่อยากบอกต่อในวันแห่งความรัก พี่หวานก็นึกได้ว่าจากที่เคยได้เรียนในคลาสวิชาเกาหลีก็มีอยู่เรื่องหนึ่งมีความคล้ายกับเรื่องมโนราห์ของไทยมากๆ เลยค่ะ พี่หวานก็เลยตั้งใจจะมาเล่าเรื่อง มโนราห์ ver.เกาหลี มาดูกันดีกว่าค่ะว่าวรรณกรรมของที่อื่นจะเหมือนหรือต่างจากบ้านเราตรงไหนบ้าง
วรรณคดีเรื่อง พระสุธน-มโนราห์
หลายคนก็คงจะพอคุ้นเคยกับเรื่องนี้กันมาบ้างแล้วใช่มั้ยคะ อย่างที่น้องๆ ทราบกันดีว่านางมโนราห์ก็คือกินนรีค่ะ มีปีก มีหางที่สามารถใส่เพื่อเหาะบินไปบนฟ้าได้ เเละเมื่อถอดออกก็สามารถเดินได้อย่างมนุษย์ทั่วไปเลยล่ะ จุดเริ่มต้นของเรื่องนั้นเกิดจากพรานบุญไปแอบพบนางกินนรีพี่น้องทั้งเจ็ดลงมาเล่นน้ำอยู่ที่สระน้ำกลางป่าจึงอยากจะจับไปถวายแด่พระสุธน ก็เลยถามพระฤาษีว่าจะต้องทำอย่างไร เมื่อฤาษีบอกวิธีให้ พรานบุญได้ไปยืมบ่วงนาคบาศจากพระยานาคราชมาเพื่อจับตัวนางมโนราห์น้องสุดท้องที่สวยกว่าพี่น้องตนอื่นๆ ระหว่างที่นำตัวนางไปถวายพระสุธนก็ได้พบกับพระสุธนเสียก่อน และพระสุธนก็ตกหลุมรักนางมโนราห์ตั้งเเต่แรกพบเมื่อพากลับเมืองก็มีการจัดงานอภิเษกสมรสกันอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งสองอยู่ครองรักกันด้วยดี จนวันหนึ่งเมื่อปุโรหิตคนเก่าแก่ใส่ความนางมโนราห์ว่าเป็นตัวกาลกิณีแก่บ้านเมืองต้องนำมาจับบูชายันต์
ขณะนั้นพระสุธนออกไปทำศึกจึงไม่มีผู้ใดช่วยนางได้ นางมโนราห์ขอร้องต่อพระมารดาของพระสุธนให้นางได้สวมปีกและหางในวาระสุดท้ายของชีวิต ด้วยความเห็นใจและสงสารพระนางจันทร์เทวีจึงนำมาคืนให้ ทันทีที่นางมโนราห์ได้รับก็บินกลับเขาไกรลาสทันที จนกระทั่งพระสุธนกลับมาทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ได้ออกติดตามหานาง ฝ่าภยันอันตรายทั้งหลายไปจนได้พบนางมโนราห์อีกครั้ง คราวนี้ทั้งสองจึงได้ครองอยู่คู่กันอย่างมีความสุขในที่สุด นี่เป็นเรื่องราวฉบับของไทยที่พี่หวานเชื่อว่าน้องๆ น่าจะเคยเรียนหรือเคยได้อ่านกันบ้างแล้ว แต่เขาก็ว่ากันอีกนะคะว่าเรื่องพระสุธน-มโนราห์เนี่ย เป็นเหมือนภาคต่อจากเรื่องของ พระรถ-เมรี
ตำนานเรื่องนางสิบสอง
สารภาพมาแต่โดยดีว่าใครทันละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้าของช่อง 7 เรื่องนางสิบสองบ้างคะ? เมื่อก่อนพี่หวานนี่แฟนพันธุ์แท้เลยค่ะ คุณพ่อต้องปลุกมาดูดิสนีย์คลับ และต่อด้วยรอดูละครแบบนี้เลยค่ะ วันไหนไม่ปลุกพี่หวานก็จะมีการน้อยใจด้วยนะคะ(ฮา...) ก่อนจะออกนอกเรื่องกันไปกว่านี้ พี่หวานแค่อยากจะเกริ่นให้เห็นภาพว่าวรรณคดีไทยหลายเรื่องที่ถูกนำมาแสดงผ่านจอโทรทัศน์เนี่ยไม่ใช่เเค่เพื่อความบันเทิงเท่านั้นนะคะ แต่เราสามารถได้รับรู้เรื่องเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนั้นๆ ได้ง่ายขึ้นต่างหากล่ะคะ
สำหรับตำนานเรื่องนางสิบสองที่พี่หวานจะกล่าวถึงในที่นี้ว่ากันว่าเป็นที่มาของ พระรถ-เมรี ซึ่งพระรถก็คือ พระรถเสน เป็นลูกของท้าวรถสิทธิ์ที่เกิดกับนางเภาน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องทั้งสิบสองคน เรื่องราวของนางสิบสองพี่หวานจะขอเล่าคร่าวๆ นะคะ เเรกเริ่มนั้นพวกนางเป็นลูกของเศรษฐีใหญ่ที่ไม่มีลูกและได้ขอให้ตนกับภรรยามีลูกโดยถวายกล้วย 12 ลูกให้พระที่วัด จนกระทั่งภรรยาของเขาตั้งครรภ์และคลอดลูกสาวติดต่อกันสิบสองคน เวลาผ่านไปความร่ำรวยที่เคยมีก็ค่อยๆ ลดลงจนไม่สามารถเลี้ยงนางทั้งสิบสองคนได้ไหว เศรษฐีจึงนำนางสิบสองไปทิ้งในป่าจนมีนางยักษ์สนธมารที่เกิดความเอ็นดูรับนางสิบสองไปเลี้ยงดูแล แต่วันหนึ่งพี่สาวคนโตได้เข้าไปเห็นความจริงว่านางสนธมารคือยักษ์ที่กินคน ก็รีบมาบอกน้องๆ ก่อนจะพากันหนีไป
นางสนธมารทั้งรักทั้งโกรธจึงหวังตามไปแก้แค้น แต่นางสิบสองก็หนีรอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด ทั้งหมดซ่อนตัวอยู่บนต้นไทรต้นหนึ่งเมื่อนางค่อมคนรับใช้ของท้าวรถสิทธิ์มองในหนองน้ำและสะท้อนเงาของนางสิบสองที่มีรูปโฉมสวยงามก็ได้นำความไปทูลบอก ท้าวรถสิทธิ์ตามมาพบและหลงใหลจึงแต่งตั้งทั้งสิบสองนางเป็นพระมเหสี นางสนธมารรู้ข่าวเรื่องนี้จึงแปลงกายเป็นสาวงามมานั่งอยู่บนต้นไทรเช่นกัน และเหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อนางค่อมมาพบเข้า ได้นำความไปทูลอีกครั้ง และคราวนี้ความงามของนางยักษ์สนธมารก็ทำให้ท้าวรถสิทธิ์หลงใหลจนแต่งตั้งขึ้นเป็นพระอัครมเหสี นางออกอุบายว่าตนป่วยและต้องใช้ดวงตาของนางสิบสองเป็นยารักษา ท้าวรถสิทธิ์ก็เชื่อสั่งให้ดำเนินการตามนั้นโดยนางเภาคนสุดท้องถูกควักลูกตาแค่ข้างเดียว พี่น้องทั้งสิบสองคนถูกขังไว้ในถ้ำและได้คลอดลูกในนั้น มีนางเภาที่ยังสามารถมองเห็นได้ข้างหนึ่งก็เก็บรักษาและดูเเลลูกชายของนางที่เกิดขึ้นและได้ตั้งชื่อว่า พระรถเสน เมื่อเติบโตได้รู้ความจริงนางยักษ์แปลงก็ยังไม่หยุดที่จะแก้แค้นแกล้งป่วยอีกครั้งและขอให้ท้าวรถสิทธิ์ช่วยบอกพระรถเสนให้ไปตามหา 'มะงั้วรู้ห่าว มะนาวรู้โห่' ที่เมืองคชปุรนครซึ่งตอนนี้มีนางเมรีลูกสาวปกครองอยู่ โดยฝากสาส์นไปด้วยฉบับหนึ่งใจความว่า 'ถ้าชายผู้ถือหนังสือนี้มาถึงเมื่อไหร่ให้ฆ่าทิ้งเสีย' เเต่ระหว่างทางหยุดพักพระฤาษีได้มาช่วยแปลงสาส์นให้ จนเกิดเป็นสำนวนว่า 'ฤาษีแปลงสาส์น' กลายเป็นเนื้อความใหม่บอกนางเมรีว่า 'ถ้าชายผู้ถือหนังสือนี้มาถึงเมื่อไหร่ ให้แต่งงานด้วยเสีย'
นางสนธมารทั้งรักทั้งโกรธจึงหวังตามไปแก้แค้น แต่นางสิบสองก็หนีรอดพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด ทั้งหมดซ่อนตัวอยู่บนต้นไทรต้นหนึ่งเมื่อนางค่อมคนรับใช้ของท้าวรถสิทธิ์มองในหนองน้ำและสะท้อนเงาของนางสิบสองที่มีรูปโฉมสวยงามก็ได้นำความไปทูลบอก ท้าวรถสิทธิ์ตามมาพบและหลงใหลจึงแต่งตั้งทั้งสิบสองนางเป็นพระมเหสี นางสนธมารรู้ข่าวเรื่องนี้จึงแปลงกายเป็นสาวงามมานั่งอยู่บนต้นไทรเช่นกัน และเหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อนางค่อมมาพบเข้า ได้นำความไปทูลอีกครั้ง และคราวนี้ความงามของนางยักษ์สนธมารก็ทำให้ท้าวรถสิทธิ์หลงใหลจนแต่งตั้งขึ้นเป็นพระอัครมเหสี นางออกอุบายว่าตนป่วยและต้องใช้ดวงตาของนางสิบสองเป็นยารักษา ท้าวรถสิทธิ์ก็เชื่อสั่งให้ดำเนินการตามนั้นโดยนางเภาคนสุดท้องถูกควักลูกตาแค่ข้างเดียว พี่น้องทั้งสิบสองคนถูกขังไว้ในถ้ำและได้คลอดลูกในนั้น มีนางเภาที่ยังสามารถมองเห็นได้ข้างหนึ่งก็เก็บรักษาและดูเเลลูกชายของนางที่เกิดขึ้นและได้ตั้งชื่อว่า พระรถเสน เมื่อเติบโตได้รู้ความจริงนางยักษ์แปลงก็ยังไม่หยุดที่จะแก้แค้นแกล้งป่วยอีกครั้งและขอให้ท้าวรถสิทธิ์ช่วยบอกพระรถเสนให้ไปตามหา 'มะงั้วรู้ห่าว มะนาวรู้โห่' ที่เมืองคชปุรนครซึ่งตอนนี้มีนางเมรีลูกสาวปกครองอยู่ โดยฝากสาส์นไปด้วยฉบับหนึ่งใจความว่า 'ถ้าชายผู้ถือหนังสือนี้มาถึงเมื่อไหร่ให้ฆ่าทิ้งเสีย' เเต่ระหว่างทางหยุดพักพระฤาษีได้มาช่วยแปลงสาส์นให้ จนเกิดเป็นสำนวนว่า 'ฤาษีแปลงสาส์น' กลายเป็นเนื้อความใหม่บอกนางเมรีว่า 'ถ้าชายผู้ถือหนังสือนี้มาถึงเมื่อไหร่ ให้แต่งงานด้วยเสีย'
เรื่องราวอันน่าสงสารของนางสิบสองนี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมเลยก็ว่าได้นะคะเพราะระหว่างที่ตาบอดคลอดลูกอยู่ในถ้ำไม่สามารถหาอาหารได้ ก็ต้องนำทารกที่เกิดมากินประทังชีวิต พี่หวานคิดภาพไม่ออกเลยค่ะ ถ้านางเภาเองตาบอดสองข้างเหมือนกันจะมีใครปกป้องพระรถเสนได้มั้ยนะ... ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความแค้นของนางยักษ์สนธมารทั้งนั้นค่ะ และเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ภายหลังที่พระรถเสนเเต่งงานกับนางเมรีนี่แหละ ที่จะทำให้ความชั่วร้ายที่นางยักษ์เคยทำสะท้อนกลับสู่ลูกสาวของนางเอง
พระรถเสนนั้นแม้รู้ว่านางเมรีเป็นลูกศัตรูที่ทำให้แม่ของตนต้องตาบอด แต่ก็อดที่จะรู้สึกรักนางเมรีไม่ด้ เพราะว่าตามตัวบทมีบรรยายความงามของนางเมรีเอาไว้ ไม่ว่าจะมองดูตรงไหนก็งามไปเสียหมด ทั้งสองครองรักกันอยู่สักพัก ด้วยความเป็นลูกกตัญญูนึกถึงป้าและแม่ที่รอคอยอยู่ พระรถเสนก็ตัดสินใจสละความสุขส่วนตน จัดการมอมเหล้านางเมรีให้เมาจนสลบก่อนจะหนีไป เมื่อนางเมรีตื่นขึ้นมาก็ดั้นด้นติดตามอย่างไม่ลดละ ท้ายสุดแล้วพระรถเสนใช้ของวิเศษทำให้เกิดแม่น้ำไฟกรดขวางไว้ นางเมรีไม่สามารถข้ามไปได้ก็ขาดใจตายไป จากตรงนี้มีที่คนมักจะพูดถึงกันว่า ก่อนนางเมรีขาดใจได้กล่าวไว้ว่าชาตินี้นางเฝ้าติดตามพระรถมาขนาดนี้ ชาติหน้าขอให้พระรถเป็นฝ่ายตามหานางบ้าง แล้วก็ขาดใจตายไป ต่อมาภายหลังก็ได้มาเกิดเป็นนางมโนราห์น้องคนสุดท้องที่พระสุธนจะต้องบุกป่าฝ่าดงมาตามหานั่นเองค่ะ
เรื่องเล่า เทพธิดาและคนตัดฟืน (선녀와 나무꾼)
มโนราห์ ver. เกาหลี
ก่อนอื่นคงต้องขยายความก่อนว่าเรื่อง เทพธิดากับคนตัดฟืน ก็ไม่เชิงเป็นเรื่องมโนราห์เวอร์ชั่นเกาหลีหรอกค่ะ เพียงเเต่พี่หวานรู้สึกว่าวรรณกรรมเกาหลีเรื่องนี้ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับเรื่องเล่าของนางมโนราห์เวอร์ชั่นภาษาไทยเท่านั้นก็เลยอยากจะยกมาเปรียบเทียบให้เห็น เพื่อที่จะได้รับรู้ว่าประเทศอื่นนั้นก็ได้รับอิทธิพลเรื่องเล่าความเชื่อที่คล้ายกับของเราอยู่บ้างเช่นกัน
ในส่วนของเรื่องเทพธิดากับคนตัดฟืน เริ่มต้นมาจากคนตัดฟืนนั้นเป็นคนยากจนที่อาศัยอยู่กับเเม่ที่แก่แล้วในกระท่อมกลางภูเขาลึก อาศัยอาชีพออกไปตัดฟืนเพื่อดำรงชีวิตมาเลี้ยงดูตัวเองและเเม่ แต่ถึงจะขยันเข้าไปตัดฟืนอยู่ทุกวันก็ไม่ได้ช่วยให้เขามีชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเลย จนกระทั่งอายุของเขาผ่านเลยเข้าสู่เลข 3 ก็ยังไม่ได้แต่งงาน แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับเก้งตัวน้อยกำลังวิ่งหนีนายพรานมาทางเขา โดยมีธนูปักอยู่ด้วย เจ้าเก้งที่บาดเจ็บขอร้องให้นายพรานช่วยบอกนายพรานให้ไปทางอื่น ไม่นานนายพรานก็ตามมาถึงเเละถามว่าคนตัดฟืนเห็นเก้งบาดเจ็บผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่ คนตัดฟืนก็ได้เเต่ปฏิเสธไปว่าเก้งน่าจะไปทางอื่น นายพรานเชื่อดังนั้นก็วิ่งหายไป เมื่อนายพรานวิ่งไปแล้วคนตัดฟืนจึงเข้ามาช่วยทำแผลให้เจ้าเก้งที่บาดเจ็บ และอยู่ๆ เก้งก็ถามคนตัดฟืนว่าเขาเเต่งงานรึยัง? คนตัดฟืนได้แต่ยิ้มแหยๆ ก่อนจะส่ายหัวปฏิเสธ พร้อมกับตัดพ้อว่าจะมีผู้หญิงที่ไหนอยากมาแต่งงานกับเขา เก้งจึงให้คำแนะนำแก่คนตัดฟืนไปว่า "ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ให้ข้ามไปยังภูเขาฟากโน้นฝั่งตะวันตก ที่นั่นจะมีสระน้ำอยู่ให้เขาไปซุ่มดูอยู่ตรงนั้นเพราะในคืนนั้นจะมีนางฟ้า 3 องค์ลงมาอาบน้ำข้างล่าง จงเอาเสื้อผ้าของนางฟ้าที่สวยที่สุดไปซ่อนนั่นจะทำให้นางกลับสวรรค์ไม่ได้ เจ้าจงแต่งงานกับนางฟ้าองค์นั้นซะ" คนตัดฟืนตั้งใจฟังตั้งเเต่ต้นเพื่อจดจำรายละเอียดต่างๆ แต่เก้งก็ได้บอกข้อห้ามสำคัญนั่นก็คือเขาจะต้องซ่อนชุดของนางฟ้าเอาไว้จนกว่าจะมีลูกครบสี่คน หลังจากที่พูดจบเก้งที่บาดเจ็บก็กระโดดหายไป
อ่านมาถึงตรงนี้น้องๆ เริ่มรู้สึกคุ้นเคยรึยังคะ เเม้ว่าเริ่มต้นจะไม่เหมือนกันเเต่ประเด็นสำคัญที่ปรากฏในเรื่องก็คือการที่นางฟ้าลงมาอาบน้ำที่สระน้ำบนโลก ถอดเสื้อผ้าไว้และจะไม่สามารถบินกลับสวรรค์ได้หากไม่มีชุดนั้น เหมือนนางมโนราห์ที่มาเล่นน้ำและต้องถอดปีกกับหางออกเช่นกัน เมื่อไม่มีปีกกับหาง ก็กลับไปยังเขาไกรลาสไม่ได้ ตั้งเเต่ตอนเเรกที่ฟังเรื่องเทพธิดากับคนตัดฟืนพี่หวานนึกถึงเรื่องพระสุธน-มโนราห์ของไทยขึ้นมาเลยค่ะ แล้วระหว่างนั้นก็คิดตามไปว่า อ๋อ...วรรณกรรมหรือวรรณคดีก็คงจะมีมูลหรือมีเค้าโครงเรื่องคล้ายกันได้ แต่เพราะถูกนำไปเล่าต่อหรือประพันธ์ขึ้นใหม่ตามความคิดของคนที่ต่างถิ่นที่อยู่ทำให้เกิดเป็นตำนานหลายเรื่องเล่ากันต่อมานั่นเองค่ะ
ฝ่ายเทพธิดาเมื่อถูกนำชุดไปซ่อนแล้ว ก็ไม่สามารถกลับสวรรค์ได้ตามที่เก้งบอกแก่คนตัดฟืนไว้ เขาซ่อนตัวรอสักพักก่อนจะแสดงตัวทำทีเข้าไปปลอบโยนนาง และบอกว่าอย่าห่วงไปเลย ถ้าได้เรียนรู้โลกมนุษย์แล้วก็จะรู้สึกสนุกนะ จากนั้นคนตัดฟืนก็เข้าไปพาตัวนางฟ้าให้ไปอยู่ที่บ้านเขา เวลาผ่านไปคนตัดฟืนดูแลเอาใจใส่นางฟ้าอย่างดีเเละทั้งสองคนแต่งงานกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งมีลูกด้วยกันสามคน เเต่ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานเเค่ไหน นางฟ้ายังคงเอาแต่จ้องมองท้องฟ้าเพื่อที่จะได้กลับไปสวรรค์อยู่เสมอ แต่ละคืนก็นอนร้องไห้เพราะคิดถึงบ้าน แม้ว่าจะมีความสุขเเต่คนตัดฟืนก็รู้สึกผิดและกังวลอยู่เสมอ จนตัดสินใจจะคืนชุดให้นางฟ้าเพราะคิดว่ามีลูกตั้งสามคนแล้วคงไม่เป็นอะไร นางคงไม่หายไปไหนแน่ๆ เเต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อนางฟ้าได้รับชุดคืนก็ดีใจมากจนร้องไห้ออกมา คนตัดฟืนคิดไปว่าคงจะไม่เป็นไรแล้วก็ไปตัดฟืนตามปกติ เเต่ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงลูกๆ ร้องเรียกมาจากบนฟ้า เมื่อเเหงนหน้ามองเห็นนางฟ้าใส่ชุดและอุ้มลูกสองคนไว้ในแขน ให้อีกคนอยู่บนหลังและพาเหาะกลับสวรรค์ไป คนตัดฟืนจึงคิดถึงคำพูดของเก้งที่ว่าถ้ามีลูกสี่คน นางก็คงไม่สามารถอุ้มลูกไปได้หมดสินะ
จากนั้นคนตัดฟืนก็ล้มป่วยลงก่อนจะตัดสินใจไปหาเก้งอีกครั้ง เจ้าเก้งตัวเดิมได้ให้คำแนะนำแก่คนตัดฟืนไปว่าให้รอวันพระจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง เพราะเหตุการณ์ที่เเล้วทำใหนางฟ้ากลัวไม่กล้าลงมาอาบน้ำ เเต่จะมีถังลงมาจากสวรรค์เพื่อตักน้ำขึ้นไปอาบ คนตัดฟืนได้ฟังก็ดีใจกลับบ้านไปเฝ้ารอวันพระจันทร์เต็มดวงอีกครั้ง เเละก็มีถึงน้ำลงมาจากท้องฟ้าจริงๆ และในที่สุดเมื่อขึ้นไปบนสวรรค์ได้ คนตัดฟืน นางฟ้า และลูกๆ ทั้งสามก็พบกันอีกครั้ง ทั้งหมดอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมากกว่าแต่ก่อน เพราะเมื่ออยู่บนสวรรค์นางฟ้าไม่นอนร้องไห้อีกแล้ว
ความแตกต่างในตอนจบ
จากที่ได้อ่านเรื่องราวทั้งสองเวอร์ชั่นข้างบนมาแล้ว น้องๆ ก็คงจะรู้สึกเหมือนพี่หวานใช่มั้ยคะว่าโครงเรื่องมีความคล้ายกันมากจริงๆ แต่สำหรับเวอร์ชั่นเกาหลีไม่ได้จบเเค่นั้นนะคะ เรื่องราวของเทพธิดาและคนตัดฟืนยังมีต่อค่ะ อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าคนตัดฟืนมีเเม่ที่แก่แล้วอยู่ด้วยกันที่บนโลก เมื่อเขาตามนางฟ้ากับลูกๆ ขึ้นมาบนสวรรค์แม้จะมีความสุขเเต่ก็ไม่สามารถมีความสุขได้นานค่ะ ด้วยความเป็นห่วงแม่ที่อยู่ตัวคนเดียว คนตัดฟืนจึงชวนนางฟ้าลงไปอยู่ด้วยกันบนโลก นางฟ้าก็ตอบทันควันเลยว่า ไม่ได้! เพราะถ้านางลงไปคราวนี้จะไม่สามารถกลับขึ้นมาบนสวรรค์ได้อีกตลอดไป ฝ่ายคนตัดฟืนก็ไม่สามารถลงไปบนโลกด้วยตัวเองคนเดียวได้ เวลาที่คิดถึงเเม่ก็รู้สึกปวดใจ จะทำอันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ได้ เป็นอยู่อย่างนี้จนเขาล้มป่วยลง นางฟ้าเห็นใจก็เลยให้ม้าขาวมาตัวหนึ่งเพื่อพาไปยังโลกมนุษย์ เเต่มีข้อแม้คือห้ามคนตัดฟืนก้าวเท้าเหยียบพื้นโลกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถกลับมาสวรรค์ได้อีก
ด้วยความดีใจคนตัดฟืนก็รีบลงไปหาแม่บนโลกทันที เขาร้องเรียกแม่อย่างดีใจไม่นานแม่ลูกก็ได้พบกัน ลูกชายบอกคิดถึงเเม่จึงลงจากสวรรค์มาหา เพียงแต่เขาไม่สามารถลงจากหลังม้าไปเหยียบพื้นดินได้ ก็เลยมาเพื่อพบหน้าและจะต้องกลับไปแล้ว
เเม่ที่รอคอยลูกชายมานานได้ยินอย่างนั้นก็ตัดพ้อด้วยความน้อยใจว่าเขาจะปล่อยให้แม่แก่ๆ ต้องอยู่คนเดียวจริงหรือ ก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างโศกเศร้า ฝ่ายแม่เมื่อเห็นว่าลูกชายไม่ยอมลงจากหลังม้าเเน่ๆ ก็เลยตัดใจบอกว่าอย่างน้อยให้ลองชิมโจ๊กฟักทองของโปรดตัวเองสักคำก่อนค่อยไป ระหว่างที่ส่งชามให้นั้นเพราะความร้อนที่ผ่านชามมาทำให้คนตัดฟืนปล่อยชามโจ๊กหลุดมือ เมื่อโจ๊กร้อนๆ หกรดบนหลังม้า เจ้าม้าขาวก็สะดุ้งสุดตัวสลัดคนตัดฟืนหล่นลงพื้นเเละบินกลับสวรรค์ไป เป็นเหตุให้คนตัดฟืนต้องอยู่บนโลกมนุษย์ต่อไม่สามารถกลับขึ้นสวรรค์ได้ ในที่สุดเพราะพิษรักที่ตรอมใจคิดถึงนางฟ้ากับลูกทำให้เขาล้มป่วยเเละตายไปในที่สุด
แม้ว่าจะมีปมสำคัญที่เหมือนกันคือฉากนางฟ้าลงมาอาบน้ำและถูกขโมยชุดไปทำให้กลับสวรรค์ไม่ได้ เเต่ตอนจบของเกาหลีเป็นตอนจบแบบเศร้าค่ะ ต่างจากของไทยที่สุดท้ายเเล้วหลังจากที่พระสุธนกลับมาพบว่านางมโนราห์ได้หนีกลับเขาไกรลาสไปแล้ว ว่ากันว่าระหว่างทางกว่าจะไปถึงเขาไกรลาสนั้นอันตรายมาก ยากที่มนุษย์ธรรมดาจะผ่านไปได้โดยง่าย เเต่ท้ายที่สุดด้วยหัวใจที่มั่นคงเเละความช่วยเหลือจากสิ่งรอบตัวเป็นใจให้พระสุธนตามไปหานางมโนราห์ได้ในที่สุด เเละทั้งสองก็สามารถกลับมาครองรักกันได้ดังเดิม พี่หวานอ่านตอนจบของเรื่องพระสุธน-มโนราห์แล้วก็นึกสงสารเมื่อครั้งชาติที่นางต้องเป็นนางเมรีถูกพระรถทิ้งไป เพราะรักมากจนขาดใจตาย มาชาตินี้ได้ครองรักกันด้วยดีก็คงเหมือนคำที่ว่าคู่กันเเล้วไม่แคล้วกันนั่นเองค่ะ
ความเชื่อของคนเกาหลีที่ปรากฏในเรื่อง
ในตอนสุดท้ายที่คนตัดฟืนตรอมใจจนตายไป ภายหลังแม่ของคนตัดฟืนก็เห็นว่ามีไก่ตัวผู้มาคอยขันอยู่บนหลังคา สร้างความแปลกใจมากว่าทำไมถึงมีไก่มาอยู่บนหลังคาบ้านตนเอง ตรงนี้คนเกาหลีเขามีความเชื่อว่าเป็นวิญญาณคนตัดฟืนที่ตายไปแล้วมาเกิดใหม่ เพราะการที่ไก่ขึ้นไปอยู่บนหลังคาก็เพื่อจะหาทางให้เข้าใกล้ท้องฟ้าได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ เหตุการณ์ตอนจบตรงนี้ก็เลยเป็นที่มาของตำนานที่ว่าไก่ตัวผู้จะมาขันในตอนเช้านั่นเอง
นอกจากนี้เเล้วความเชื่อในเรื่อง 'ไก่' ของคนเกาหลีก็ยังมีบอกไว้ว่า ไก่คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น แทนความสว่างสดใสของดวงอาทิตย์ ดังเช่น การเริ่มต้นวันใหม่ไก่จึงออกมาขันในทุกๆ เช้า เสียงของไก่ขันนั้นว่ากันว่าสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้ด้วยค่ะ ถ้าใครที่ติดตามซีรีส์เกาหลีมาบ้างจะเห็นว่ามีการนำไก่ตัวผู้มาเป็นสิ่งของอย่างหนึ่งในพิธีเเต่งงานเืพ่อแทนความโชคดีและให้มีลูกมีหลานเยอะๆ ด้วยค่ะ แต่ไม่ใช่เเค่คนเกาหลีที่มีความเชื่อเกี่ยวกับไก่นะคะ ในประเทศญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าไก่นั้นเป็นผู้ส่งสารของเทพเจ้า ทางประเทศจีนเชื่อว่าไก่เหมือนเป็นพลังหยางแทนความซื่อสัตย์ อย่างนี้เป็นต้นค่ะ
เรื่องราวทั้งหมดที่พี่หวานยกมาเปรียบเทียบกันในวันนี้เพียงเเค่อยากนำมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมเกาหลีมาเล่าให้ฟัง เพราะพี่หวานคิดว่าเรื่องพระสุธน-มโนราห์น่าจะเป็นวรรณคดีไทยที่คุ้นเคยกันบ้างอยู่แล้ว เเต่สำหรับวรรณกรรมต่างประเทศอย่างเรื่อง เทพธิดากับคนตัดฟืน ของเกาหลีนั้นถ้าไม่ได้เรียนอย่างจริงจังก็ยากที่เราจะมีเข้าใจเรื่องตรงนี้ได้ พอมีโอกาสได้เรียนเรื่องนี้พี่หวานก็อยากรีบนำมาเขียนเล่าให้น้องๆ ฟังเลยล่ะค่ะ การที่เราได้เห็นว่าต่างประเทศก็มีเรื่องเล่าที่คล้ายคลึงกับเราอยู่ อาจจะไม่ได้เหมือนเป๊ะทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นว่าเรื่องราวที่เรารับรู้ เมื่อมองจากมุมอื่น หรือมองผ่านสายตาคนเชื้อชาติอื่น เเม้จะมีโครงเรื่องเดียวกันเเต่ความเข้าถึงและการรับรู้เรื่องนั้นๆ ต่างกันแน่นอนค่ะ
ยังไงก็อย่าเพิ่งเบื่อวรรณคดีไทยเหล่านี้นะคะ พี่หวานคิดว่าวรรณคดีไทยยังมีอีกหลายเรื่องที่เต็มไปด้วยขุมความรู้ใหม่ๆ และเรื่องราวน่าสนใจที่เราสามารถรับรู้ได้ไม่รู้จักจบสิ้นเลยล่ะค่ะ ไม่แน่ว่าถ้าศึกษาต่อไปอาจจะพบความคล้ายคลึงระหว่างวรรณคดีไทยเเละวรรณกรรมต่างประเทศเรื่องอื่นๆ อีกก็ได้นะคะ ยังไงก็ฝากติดตามบทความหน้าด้วยน้าาา แล้วพบกันใหม่ค่ะ ^___^
พี่หวาน
ขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจาก
서향, 수아, 별이
한국전래 동화.
หนังสือนางในวรรณคดี, มาลัย
http://www.byillust.com/blog/category/uncategorized/page/1053/
https://blog.aladin.co.kr/common/popup/printPopup/print_Review.aspx?PaperId=4184883







1 ความคิดเห็น
เคยอ่านนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่น โครงคล้ายๆกันเลยค่ะ
เป็นนางฟ้าลงมาจากสวรรค์เหมือนกัน แล้วโดนมนุษย์ขโมยผ้าไปทำให้กลับสวรรค์ไม่ได้
ไม่ทราบเหมือนกันว่าชื่อเรื่องอะไร
เพราะอ่านเจอในโดเรม่อนแค่สั้นๆ
แสดงว่าประเทศแถบเอเชียน่าจะมีความเชื่อ คล้ายๆกันนะคะ