10 คำพูดเด็ดที่เป็นตัวขับเคลื่อน "13 Reasons Why"
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาวไรเตอร์ทุกคน นาทีนี้คงไม่มีอะไรร้อนแรงเท่ากับซีรี่ส์ฝั่งอเมริกา “13 Reasons Why” อีกแล้ว โดยซีรี่ส์เรื่องนี้ฉายผ่านทาง Netflix (เท่านั้น) แถมยังได้นักร้องชื่อดังอย่าง “เซเลน่า โกเมซ” มาเป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหาร
"And in the middle of the room, one desk to the left,
will be the desk of Hannah Baker. Empty.”
[ที่กลางห้อง โต๊ะตัวหนึ่งทางด้านซ้าย ตรงนั้นควรจะเป็นโต๊ะของฮันนาห์ เบเกอร์ ทว่า มันว่างเปล่า]
Clay, Prologue, p.4
เอาล่ะค่ะ เปิดมาบทนำก็เจอคำพูดนี้แล้ว น้องๆ รู้มั้ยคะว่าจริงๆ แล้ว นัยยะที่สื่อคือต้องการจะบอกว่า “13 Reason Why” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฮันนาห์ เบเกอร์ แล้วแถมเจ้าโต๊ะตัวนี้ดันว่างเปล่าซะด้วย แปลว่ามันต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่นอน ประโยคนี้เป็นตัวกำหนดโทนของหนังสือและทำให้เรารู้สึกว่า อืม... มันน่าจะเป็นนิยายลึกลับและชวนลุ้นนะ
"Who would send me a shoebox full of audiotapes? No one listens to tapes anymore. Do I even have a way to play them?"
[ใครกันนะที่เป็นคนส่งกล่องเทปพวกนี้ให้ผม? ไม่มีใครที่ไหนเขาฟังเทปกันแล้ว แล้วนี่จะหาวิธีฟังได้ไหมเนี่ย]
Clay, "Yesterday", p.6
คำพูดบ่นๆ จากเคลย์นี้ทำให้เรารู้ว่าเจย์ แอชเชอร์ นักเขียนเรื่องนี้กำลังแอบบอกใบ้นักอ่านว่า “เฮ้ คุณนักอ่าน นิยายเรื่องนี้จะดำเนินเรื่องผ่านเทปนะ” หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมคุณนักเขียนถึงได้ใช้เทปล่ะ? ทำไมไม่เป็นซีดีหรืออัดเสียง ที่เป็นอย่างนั้นเป็นเพราะว่าตอนช่วงที่เขียน (เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน) เทคโนโลยีมันยังไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้
ซึ่งจริงๆ แล้วการดำเนินเรื่องผ่านการรับรู้ของตัวเอกเช่น อ่านไดอารี่ ดูวิดีโอ หรือฟังเทปเสียงเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ทำให้นิยายของเราน่าสนใจและมีความโดดเด่น แตกต่างจากนิยายเรื่องอื่นๆ ค่ะ
"And you, lucky number thirteen, you can take the tapes straight to hell. Depending on your religion, maybe I’ll see you there."
[ส่วนแกได้เลขนำโชค เลข 13 หยิบเทปนั่นแล้วไปลงนรกซะ
แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าแกนับถือศาสนาไหน บางทีฉันอาจจะเจอเเกที่นั่นก็ได้]
Hannah, Cassette 1: Side A, p.9
นี่คือประโยคในช่วงต้นเรื่อง (เทปแรก) ถ้าให้เดาจากคำพูดนี้ก็คงรู้ว่าฮันนาห์โกรธคนที่ 13 แน่ๆ แถมนักอ่านอย่างเราๆ ยังแอบเดากันได้ว่าหมายเลข 13 นี่แหละที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เธอฆ่าตัวตาย ดังนั้นการใส่จุดใบ้ในแต่ละคำพูดของทุกๆ บทเป็นสิ่งที่ควรทำค่ะ เพราะมันช่วยให้คนอ่านคิดตามได้ แถมพอเฉลยเรื่อง นักอ่านจะได้ไม่เหวอกันด้วย
"Justin Foley. A senior. He was Hannah’s first kiss.
But why do I know that?"
[จัสติน โฟเลย์เป็นรุ่นพี่ เขาเป็นจูบแรกของฮันนาห์ แต่ทำไมผมต้องรู้เรื่องนี้ด้วยล่ะ?]
Clay, Cassette 1: Side A, p.12
สำหรับฮันนาห์ เรื่องราวทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกัน แต่ปัญหาคือว่า กว่าคนอื่นจะรู้ว่ามันเชื่อมกันก็สายเกินไปแล้ว อย่างที่น้องๆ รู้กันดีว่า 13 เทปจะมีเรื่องราวของคนทั้ง 13 คนที่เป็นสาเหตุให้ฮันนาห์ฆ่าตัวตาย ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนมีผลต่อเนื้อเรื่องหลักจริงๆ ทุกเหตุผลของแต่ละเรื่องล้วนทำให้เกิดเรื่องถัดไปของคนอื่น อย่างไรก็ตาม คนในเทปไม่เคยรู้หรอกว่าพวกเขาน่ะมีส่วนเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหนจนกว่าจะได้ฟังเทปทั้งหมดจบ ดังนั้นการทิ้งปริศนาที่เคลย์พึมพำกับตัวเองว่า “But why do I know that?” จึงเป็นการทำให้คนอ่านสงสัยและอยากที่จะพลิกหน้าต่อไปเพื่อตามหาสาเหตุที่แท้จริง
"I can’t help wondering, had Justin and Zach made it to Hannah’s front door, would she have fallen for Zach instead of Justin a few months later? Would Justin have been
wiped out of the picture?
Would the rumors never have started? Would Hannah still be alive?"
[ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าจัสตินกับแซ็คเคยเป็นแบบนั้นที่หน้าประตูห้องของฮันนาห์หรือไม่ เมื่อสองสามเดือนก่อน เธอควรตกหลุมรักแซ็คแทนที่จะเป็นจัสตินงั้นหรือ จะเป็นไปได้ไหมที่จัสตินเป็นคนทำลายภาพพวกนี้? ถ้าหากไม่มีข่าวลือพวกนี้? ฮันนาห์จะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า...?"]
Clay, Cassette 1: Side B, p.43
หลังจากเคลย์ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่นำไปสู่การตายของฮันนาห์แล้ว เขาก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าฮันนาห์ไม่ฆ่าตัวตาย ถ้าเพียงแต่เขากล้าเข้าไปคุยกับฮันนาห์ ถ้าเพียงแต่เขาช่วยเหลือเธอ เธอก็จะไม่ตาย แต่ท้ายสุดแล้วในตอนจบ เคลย์ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ มันสายเกินไปสำหรับฮันนาห์
สำหรับเทคนิคที่นักเขียนใช้เล่นกับตัวเอกคือการตั้งคำถาม “what if” นอกจากจะทำให้ตัวละครพยายามตามหาสาเหตุอันนำไปสู่จุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ยังทำให้คนอ่านเริ่มคิดตามและยังแอบตั้งความหวังว่ามันอาจจะมีปาฏิหาริย์ที่ฮันนาห์ไม่ตายตอนจบค่ะ
"I want to push Stop on the Walkman and rewind their whole conversation. To rewind into the past and warn them. Or prevent them from even meeting. But I can’t. You can’t rewrite the past."
[ผมอยากจะกดปุ่มหยุดและกรอเทปกลับไปฟังบทสนทนาทั้งหมด อยากย้อนกลับไปในตอนนั้น จะได้เตือนพวกเขา หรือไม่ก็ขัดขวางการพบกันทั้งหมด แต่ผมทำไม่ได้ ผมไม่สามารถแก้ไขอดีตได้]
Clay, Cassette 1: Side A, p.60
หนังสือ 13 Reasons Why มีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่โดดเด่นมาก นั่นคือ “ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์” ของพระเอก เขาไม่ต้องการให้ฮันนาห์ตาย และทุกครั้งที่เคลย์ฟังเทปแต่ละอัน หลังจากจบบทสนทนาและการตอบโต้นั้น เขารู้อยู่แก่ใจว่าท้ายสุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับฮันนาห์ แต่เขาก็ปรารถนาที่จะย้อนเวลากลับไปเพื่อเตือนทุกคนว่า “อย่าทำอย่างนั้นกับฮันนาห์” แต่น่าเสียดายที่เคลย์ต้องยอมรับความจริงว่าเขาทำมันไม่ได้ ซึ่ง นักเขียนได้แสดงความต้องการของเคลย์ออกมาชัดเจนผ่านทางคำพูดและความคิด ดังประโยคด้านบน เป็นต้นค่ะ ทำให้ตัวละครดูมีมิติ ไม่แบนราบ และดูสมจริงขึ้นค่ะ
"I’m listening to someone give up. Someone I knew.
Someone I liked. I’m listening. But still, I’m too late."
[ผมกำลังฟังเรื่องการยอมแพ้ของใครบางคน ใครบางคนที่ผมรู้จัก
ใครบางคนที่ผมชอบ ผมกำลังฟังเธออยู่ น่าเสียดาย ที่มันสายเกินไป]
Clay, Cassette 3: Side B, p.146
นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงแพชชั่น “ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์” ของเคลย์ชัดเจน มันเป็นคำพูดที่ทำให้คนอ่านอย่างเรารู้สึกสิ้นหวัง พังทลาย ไร้ประโยชน์ และเราสามารถรับรู้ได้อย่างแท้จริงเลยว่ามันคือโศกนาฏกรรม เขารู้สึกมาตลอดว่าฮันนาห์เป็นคนที่น่ารักและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แต่หลังจากที่เคลย์ฟังจบ เขาตระหนักว่าภายใต้ใบหน้าที่สดใสร่าเริงของเธอ มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเธอต้องการเพื่อนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เขาคือคนที่สามารถเป็น “เพื่อนที่แสนดี” สำหรับเธอได้ แต่มันก็สายไปแล้ว
"You don’t know what goes on in anyone’s life but your own. And when you mess with one part of a person’s life, you’re not messing with just that part. Unfortunately, you can’t be that precise and selective. When you mess with one part of a person’s life,
you’re messing with their entire life."
[คุณไม่อาจรู้จักชีวิตคนอื่นได้ดีเท่าตัวเอง เมื่อคุณทำลายชีวิตส่วนหนึ่งของใครบางคน มันไม่ได้จบแค่ตรงนั้น น่าเศร้าจริงๆ ที่คุณไม่สามารถรู้ล่วงหน้าและเลือกได้ว่าควรจะเป็นอย่างไร เมื่อคุณเผลอไปทำลายส่วนหนึ่งของชีวิตคนคนนั้น มันอาจกระทบเขาทั้งชีวิต]
Hannah, Cassette 5: Side A, p.201
เป็นคำพูดของฮันนาห์ที่เธอเตือนว่าที่จริงแล้วคำพูดและการกระทำล้วนมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนๆ นึงมากๆ พวกเขาอาจคิดว่าใครก็สามารถพูดหรือแสดงการกระทำอะไรกับใครก็ได้ แต่อย่างที่ฮันนาห์ได้แสดงให้พวกเรารู้นี่แหละค่ะ ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันและมีผลต่อชีวิตคนอื่น
คำพูดของเธอไม่เพียงแต่มีอิทธิพลต่อนักอ่านอย่างเราๆ แต่ยังมีอิทธิพลต่อเนื้อเรื่องหลักด้วย การที่นักเขียนนำมาใส่ไว้ในเทปที่ 5 ซึ่งน่าจะเป็นตอนกลางของเรื่องทำให้นักอ่านเริ่มเดาทางได้แล้วว่า จริงๆ แล้วทุกคนเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอฆ่าตัวตาย มันเป็นคำพูดที่ทำให้คนอ่านอย่างเรารู้สึกสิ้นหวังและพังทลาย น้องๆ คิดว่ายังไงคะ?
"Thank you"
[ขอบคุณ]
Hannah, Cassette 7: Side B, p.282
นี่คือคำพูดสุดท้ายของฮันนาห์ที่ปรากฏในเทป หลังจากที่เธอได้เปิดเผยเรื่องโกหกและอาชญากรรมของเพื่อนร่วมชั้นเรียน รวมทั้งกล่าวหาว่าพวกเขามีส่วนต้องรับผิดชอบการตายของเธอแล้ว เธอก็ได้กล่าวขอบคุณที่พวกเขาฟังเทปจนจบตั้งแต่เทปแรกยันเทปสุดท้าย ซึ่งถ้าฟังจนจบแล้วล่ะก็นะ มันหมายความว่าพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เธอร้องขอในเทปแรกแล้ว และพวกเขาจะต้องไม่รังแกคนอื่นเหมือนเธออีกต่อไป
การที่นักเขียนจบประโยคด้วยคำว่า “ขอบคุณ” น้องๆ รู้สึกยังไงกันบ้างคะ? สำหรับพี่น้ำผึ้ง พี่คิดว่ามันแฝงไปด้วยความเศร้าและความคาดหวังของฮันนาห์ ลึกๆ แล้วเธอไม่อยากให้ใครก็ตามที่ถูกกลั่นแกล้งต้องเป็นแบบเธอ การจบเรื่องด้วยประโยคนี้บอกเป็นนัยว่าแม้เรื่องของเธอจะจบ แต่ชีวิตของบรรดาคนที่กลั่นแกล้งเธอไม่จบ พวกเขาอาจจะไม่ถูกจับ แต่ก็คงเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ฮันนาห์ก็แค่อยากให้พวกชอบแกล้งคนอื่นได้รู้ซะบ้างว่ามันมีกระทบต่อชีวิตคนอื่นมากแค่ไหน ดังนั้นคนทีได้ฟังก็ควรจะรู้สำนึก
จบไปแล้วนะคะกับเทคนิคดีๆ ที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ พี่ว่าแต่ละประโยคล้วนมีผลต่อการดำเนินเรื่องจริงๆ ค่ะ มันเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้นิยายของเราไปถึงตอนจบ แล้วน้องๆ ล่ะคะ มีความเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้าง อย่าลืมแบ่งปันความคิดเห็นกันได้ค่ะ หวังว่าน้องๆ คงจับไอเดียแล้วนำไปปรับใช้ในนิยายตัวเองได้เนอะ
ส่วนใครที่เป็นติ่ง 13 Reasons Why นอกจากจะดูซีรี่ส์แล้ว อย่าลืมอ่านหนังสือด้วยนะคะ รับรองว่าสนุกไม่แพ้ในทีวีเเน่นอน มีเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วย หรือใครอยากฝึกภาษาอังกฤษก็ไม่ว่ากัน กระซิบก่อนว่าศัพท์ง่ายมากกก อ่านแป๊บเดียวจบแน่นอน ^___^
ครั้งหน้าพี่จะนำเรื่องอะไรมาฝากน้องๆ นั้น รอติดตามเลยจ้า :D





2 ความคิดเห็น
มันเศร้า :( แต่เรื่องเศร้าๆเรื่องนี้จะปกป้องคนในสังคมให้มีความตระหนักว่าแต่ละการกระทำนั้นมีความหมาย ถ้าพวกเขาสนใจจะใช้เวลาใส่ใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น
เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรอ่ะคะ แล้วหนังสือหาอ่านได้ที่ไหนบ้าง อยากอ่านแบบอิ้งอ่ะค่ะ
เรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวที่บันทึกเทปเล่าเรื่องก่อนฆ่าตัวตายค่ะ
แล้วก็ส่งเทปนั้นไปให้กับคนที่เกี่ยวข้อง
มันเป็นซีรีย์ค่ะ มี 13 ตอนจบ