5 เรื่องวายๆ ที่มาจากใจเทพเจ้าฝั่งตะวันตก
#มันจะมีสีรุ้งหน่อยๆ
แน่นอนว่ากลุ่มเพศทางเลือกไม่ได้เพิ่งเริ่มมาฮิตเอาตอนนี้ แต่แท้จริงมีกระแสมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณแล้วค่ะ ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องของความชอบ แต่ยังมีความเชื่อที่ว่าการมีสัมพันธ์กับผู้ชายนั้นเป็นเหมือนการได้รับชัยชนะอย่างหนึ่ง เพราะมันแสดงถึงอำนาจของการเป็นชายเหนือชายค่ะ เพราะงั้นความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันจึงเป็นเรื่องปกติมากในยุคนั้น
เทพปกรณัมกรีก - โรมัน
น้องๆ รู้มั้ยคะว่ายุคกรีกจัดว่าเป็นยุคทองของการรักร่วมเพศเลยค่ะ ซึ่งมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องปกติธรรมดาเท่านั้นนะคะ แต่ถึงขั้นเป็นเรื่องเท่เลยทีเดียว สำหรับรักฉบับ Y นี้แอบแฝงอยู่ในตำนานเทพเจ้ากรีกหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งพี่ก็ยกตัวอย่างมาคร่าวๆ ดังนี้
ซุสและแกนีมีด
เรื่องมีอยู่ว่า “แกนีมีด (Ganymede)” โอรสของพระราชากรุงทรอยไปต้อนฝูงแกะบนเขาไอดา เขาเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสะโอดสะองและใบหน้าสวยงามประหนึ่งเทพเจ้า แน่นอนว่าความหล่อ (?) ของเขาดันไปต้องตาต้องใจเทพเจ้าซุสที่แปลงกายเป็นนกอินทรีอยู่แถวนั้น ซุสเลยโฉบลักพาตัวเจ้าชายน้อยมาบนเขาโอลิมปัสทันที!! หลังจากนั้นจึงได้มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ่งด้วย ซุสได้มอบหน้าที่ให้แกนีมีดเป็นผู้ถวายพระสุทธารสแก่เหล่าทวยเทพแทนที่เทพีเฮบี เทพีแห่งความเยาว์วัยผู้เป็นธิดาของซุสและเฮร่า แน่นอนว่าเฮร่าโกรธมากกกกกเพราะมันคือการหยามหน้านางชัดๆ!
ทุกครั้งที่เจ้าชายน้อยรินไวน์ให้ซุส เขาจะต้องจุมพิตที่ขอบแก้วก่อนทุกครั้ง สร้างความน่าเอ็นดูน่ารักน่ากอดได้อีก ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเป็นสนมชายเพียงคนเดียวที่ได้รับการดูแลใกล้ชิดดีกว่าคนอื่นๆ และนั่นยิ่งทำให้เฮร่าหึงหนักมาก คอยรังแกกลั่นแกล้งแกนีมิดตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าชายน้อยถูกทำร้ายไปมากกว่านี้ ซุสจึงแปลงแกนีมิดให้กลายเป็นกลุ่มดาวราศีกุมภ์หรือคนเทน้ำนั่นเองค่ะ
เฮอร์มาโฟรไดท์ตัส
เทพเฮอร์มาโฟรไดท์ตัสเป็นบุตรของเทพีอะโฟรไดต์ เจ้าแม่แห่งความสวยงามกับเทพเฮอร์เมส เทพเจ้าแห่งการสื่อสาร เขาเป็นเด็กชายที่น่ารักมาก ย้ำนะคะว่าเด็กชาย พอโตมาก็กลายเป็นบุรุษรูปหล่อ ลูกรักลูกหวงของอะโฟรไดต์สุดๆ เลย
แต่แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่เฮอร์มาโฟรไดท์ตัสไปอาบน้ำในน้ำพุ เขาดันเป็นที่ต้องตาต้องใจของนางอัปสรนามว่า ‘ซาลมาคิส’ เข้าเฉย ไม่ว่านางจะอ้อนวอนขอความรักจากเทพหนุ่มเท่าไหร่ นางก็นกเพราะถูกเมินตลอด ด้วยความที่ความรักมันบังตานางอัปสร นางเลยขอพรจากเทพเจ้าให้สมหวังในความรักและขอให้อยู่ติดกับเฮอร์มาโฟรไดท์ตัสตลอดไป เท่านั้นแหละความซวยเลยตกมาที่เทพหนุ่ม เพราะพรดันสัมฤทธิ์ผลเมื่อนางอัปสรได้ผนึกร่างรวมอยู่ในร่างของเทพเฮอร์มาโฟรไดท์ตัสอย่างไม่มีทางแยกออกตลอดไป
หลังจากนั้นเป็นต้นมาเฮอร์มาโฟร์ไดท์ตัสก็เลยกลายเป็นคนที่มีสองเพศโดยปริยาย มันเลยกลายเป็นที่มาของ "เฮอร์มาโฟรไดต์" ที่แปลว่า "กะเทย" ค่ะ

อะพอลโลและไฮยาซิน
(via: pride.com)
อียองเต่้และอิฟฟิส
แม้ว่านี่จะไม่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าโดยตรง แต่ก็มีเรื่องของเทพเจ้าและ LGBT มาเกี่ยวด้วยค่ะ เรื่องมีอยู่ว่าพ่อของอิฟฟิสต้องการลูกชายมากๆ เลยบอกภรรยาที่ตั้งท้องว่าถ้าลูกเกิดมาเป็นผู้หญิงจะฆ่าทิ้งซะ ความซวยเลยตกมาที่ทารกน้อยที่เพิ่งเกิดอย่าง “อิฟฟิส” เพราะดันเป็นผู้หญิงจ้า! แม่ของเธอจึงโกหกสามีว่าลูกเป็นผู้ชายและเลี้ยงดูจนเติบโต ไงล่ะ ละครไทยได้อีก
ครั้นพอถึงวัยสมควรที่ต้องออกเรือน อิฟฟิสจำต้องแต่งงานกับหญิงสาวแสนสวย “อียองเต้” ซึ่งเรื่องแต่งงานน่ะไม่เป็นปัญหา เพราะสองคนนี้ต่างฝ่ายต่างตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น แต่ที่อิฟฟิสกังวลคงหนีไม่พ้นเรื่องเพศที่แท้จริงของเธอ เธอเลยไปอ้อนวอนต่อเทพเจ้าไอซิสในคืนก่อนวันแต่งงาน
ปาฏิหาริย์มีอยู่จริงค่ะเพราะว่าท่านเทพเข้าใจ ท่านเลยเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นผู้ชายซะ แน่นอนว่าอียองเต้และอิฟฟิสก็มีชีวิตแต่งงานที่มีความสุขตลอดไปค่ะ เยี่ยมไปเลยนะคะว่ามั้ย ถึงแม้ว่าอิฟฟิสจะกลายเป็นผู้ชายในตอนท้ายของเรื่อง แต่ก็จัดว่าเป็นการชื่นชอบเพศเดียวกันอยู่ดีเนอะ เพราะอิฟฟิสตกหลุมรักอียองเต้ตั้งแต่แรกพบ
อะพอลโลและไฮยาซิน
นี่อาจจะเป็นตำนานที่โด่งดังสุดๆ ก็ได้นะคะ เรื่องราวความรักสีฟ้า (ไม่ใช่สีม่วงนะ) ของไฮยาซิน เจ้าชายแห่งเมืองสปาต้า และ เทพอะพอลโล เทพแห่งดวงอาทิตย์ แต่เดิมไฮยาซินกับอะพอลโลเป็นแค่เพื่อนสนิทกันเฉยๆ นี่แหละค่ะ แต่พอนานวันเข้าความรู้สึกมันก็เปลี่ยอ่ะเนอะ อะพอลโลดันกลายเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อเพราะตกหลุมรักในความงดงามของไฮยาซินเฉย แถมทางฝ่ายเจ้าชายเองก็พึงพอใจเทพหนุ่มเหมือนกัน
แต่แล้วอยู่ๆ ความรักของคนสองคนก็กลายเป็นความรักของเราสามคนซะอย่างนั้น เมื่อเทพเซฟไฟรัส เทพแห่งลมตะวันตกถูกฤทธิ์ลมตัวเองพัดมาตกหลุมรักไฮยาซิน แต่ก็เป็นอันนกไปตามระเบียบเพราะทางไฮยาซินนั้นรักมั่นคงค่ะ เทพเซฟไฟรัสนั้นเป็นพวกรักแรงหึงแรง อาฆาตเลยแรงตามไปด้วย คิดอยากแก้แค้นเทพอะพอลโล ในเมื่อทำร้ายเทพผู้เป็นอมตะไม่ได้ งั้นขอทำร้ายคนรักแทนละกัน
โอกาสแก้แค้นมาถึงเมื่อตอนที่สองคนนี้กำลังเล่นทอยห่วงเหล็กกันค่ะ ตอนที่อะพอลโลกำลังทอยห่วง เซฟไฟรัสก็ใช้ฤทธิ์ลมพัดให้ห่วงเหล็กนั้นกระแทกเข้าไปที่ศีรษะของไฮยาซินจนเสียชีวิต! ที่สำคัญเขายังสิ้นใจในอ้อมกอดของเทพอะพอลโลด้วย เศร้าได้อีก อะพอลโลร้องไห้หนักมากจนน้ำตาหยดลงบนเลือดของไฮยาซินและกลายเป็นดอกไม้สีสวย “ไฮยาซิน” ที่เรารู้จักดีค่ะ แหมเพราะพิษรักแท้ๆ เลยถึงได้เป็นแบบนี้

ซู คูลันอุ้มศพของเฟอร์เดียดหลังจากชนะสงคราม
(via: irishcentral.com)
ตำนานเคลติก
นอกจากตำนานกรีก-โรมันแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้ว่ายังคงมีตำนานเคลติกอยู่บนโลกนี้ด้วย ชาวเคลท์เกิดอยู่ในช่วงยุคเหล็ก ที่อยู่ดั้งเดิมคืออารณาจักรโรมัน แต่พอถูกขับไล่ ชาวเคลท์ก็อพยพไปยังแถบไอร์แลนด์ และมีบางส่วนกระจายตัวไปยังฝรั่งเศส ดังนั้นเราจึงมักพบตำนานของชาวเคลท์ได้ในแถบไอร์แสนด์เสียมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันยังมีความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศเกิดขึ้นด้วย (แต่เมื่อเทียบกับกรีกโรมันก็น้อยกว่าอยู่ดี) ซึ่งจะเกิดกับใครไปไม่ได้เลยนอกจากวีรบุรุษแห่งไอร์แลนด์
ซู คูลันและเฟอร์เดียด
แม้ว่าความสัมพันธ์ของสองวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จะไม้ได้บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นเกย์ แต่มันก็ถูกตีความว่าทั้งคู่ต่างเป็นเกย์ค่ะ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ เพราะพี่น้ำผึ้งกำลังจะเฉลยให้น้องๆ ฟังนี่ไง
ด้วยความที่ซู คูลัน (Cúchulainn) และเฟอร์เดียด (Ferdiad) นั้นเป็นเพื่อนสนิทที่เปรียบเหมือนพี่น้องร่วมท้องกัน มันเลยทำให้ทั้งคู่สนิทกันมาก แถมฝีมือการต่อสู้ยังทัดเทียมกันด้วยค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันแล้วจากยอดนักรบสาวสแคชแฮช (Scáthach) อาจารย์ฝึกของทั้งคู่ สแคชแฮชสอนให้ซู คูลันรู้จักการใช้หอกวิเศษ ขณะที่เธอได้มอบวิชาอยู่ยงคงกะพันให้แก่เฟอร์เดียด
แต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดสงครามขึ้น โชคชะตาเล่นตลกให้สองคนนี้อยู่คนละฝั่งกัน นั่นทำให้สองหนุ่มต้องมาต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ตายเป็นตาย ตำนานเล่าว่าท่ามกลางสงคราม ขณะที่พวกเขากำลังต่อสู้ ทั้งคู่ต่างแลกจูบกันอย่างดูดดื่ม และเฟอร์เดียดเองก็ทวนความจำซู คูลันด้วยการพูดถึงเรื่องระหว่างเราบนเตียง สงสัยเพราะคำพูดของเฟอร์เดียดนี่แหละมั้งที่ทำให้ซู คูลันเอาชนะเฟอร์เดียดได้ด้วยการทำลายจุดอ่อนของเขาที่ทวารหนัก อ๊ะ อย่าเพิ่งคิดลึกนะคะน้องๆ เพราะทวารหนักของเฟอร์เดียดเป็นแห่งเดียวบนร่างกายที่ไม่ถูกลงอาคมอยู่ยงคงกะพันต่างหากค่ะ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ

ธอร์และโลกิสุดตะมุตะมิ
(via: pinterest.com)
เทพปกรณัมนอร์ส
แม้ตำนานโอดินและแร็คนาร็อกนั้นไม่ค่อยมีชื่อเสียงด้านการรักเพศเดียวกันมากเท่ากับฝั่งกรีก-โรมัน แต่มันก็พอมีบ้างประปราย บอกใบ้เลยค่ะว่าเกี่ยวข้องกับโลกิค่ะ แต่ละเรื่องนั้นชวนให้คิดเลยว่า จริงๆ แล้วชอบคนเพศเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เจ้าแม่โลกิ
เห็นชื่อหัวข้ออย่างได้ตกใจไปค่ะ จริงๆ แล้วเทพเจ้าเล่ห์แต่เป็นขวัญใจสาวๆ องค์นี้เนี่ยมีความสามารถวิเศษในการแปลงกายเป็นหญิงสาว ส่วนมากที่ทำอย่างนี้ก็เพราะก่อปัญหานั่นแหละ
ครั้งหนึ่งโลกิแปลงกายเป็นแม่ม้า (ย้ำนะคะว่า “แม่ม้า” เพศหญิงซะด้วย) แล้วไปมีอะไรกับสวาดิฟารี (Svaðilfari) จนตั้งท้องและคลอดลูกออกมาชื่อว่า “สเลปนีร์” ที่ต่อมากลายเป็นม้าแปดขาซึ่งเป็นพาหนะของเทพโอดินนั่นเอง
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าทำไมโลกิต้องแปลงกายเป็นม้าสาวด้วย อาจเป็นเพราะความซุกซนของเขา หรือเป็นเพราะโลกิต้องการรวบอำนาจของม้าทั้งหมดไว้กับเขาเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้า หรืออาจเป็นเพราะฮอร์โมนเพศหญิงที่คุ้มคลั่งอยู่ในตัวถึงทำให้เป็นแบบนี้ แต่ไม่ว่ายังไงเรื่องของโลกิก็ถูกจารึกไว้แล้วว่าเป็น LGBT ค่ะ
ธอร์แต่งเป็นหญิง
เห็นแบบนี้แล้วเทพเจ้าหนุ่มผู้มีความเป็นชายสูงมากเคยแต่งตัวเป็นผู้หญิงด้วยนะคะ แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่อง LGBT มากนัก แต่เรื่องนี้จัดว่าเด็ดเพราะมีโลกิขี้แกล้งมาเอี่ยวด้วย ครั้งหนึ่งค้อนวิเศษของธอร์ถูกขโมยไปโดยราชายักษ์ “ธริม” และจะคืนให้ก็ต่อเมื่อได้เทพีเฟรยา น้องสาวของธอร์มาเป็นภรรยา พี่ชายร้อนใจมากจึงไปขอให้น้องสาวช่วย แน่นอนว่าเฟรยาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย (แหงล่ะ ใครจะอยากแต่งงานกับยักษ์เล่า!) ร้อนใจถึงสภาเทพแห่งแอสการ์ดตั้งประชุมด่วน เพราะถ้าธอร์ไม่มีค้อนก็เปรียบเหมือนงูไม่มีพิษนั่นแหละ
โชคดีที่โลกนี้ยังมีโลกิอยู่ โลกิได้วางแผนให้ธอร์ปลอมเป็นเฟรยาและแต่งงานกับยักษ์ธริมเองเลยจ้า แน่นอนว่าธอร์จำใจทำและลงไปเมืองยักษ์พร้อมกับโลกิที่ปลอมตัวเป็นเพื่อนเจ้าสาว (ตะมุตะมิได้อีก) เมื่อธอร์ได้ค้อนคืนก็จัดการถล่มเมืองยักษ์ตายเพียบเลย อ่านแล้วก็ไม่รู้จะพูดยังไงเลยเหมือนกัน หาเรื่องใส่ตัวเลยแท้ๆ นะเจ้ายักษ์นี่
ถัดมานะคะ พี่ขอแอบพาน้องๆ มาทางฝั่งแอฟริกาสักหน่อยนะคะ เชื่อมั้ยคะว่าทางโซนแอฟริกาเองก็มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชาวสีรุ้งเหมือนกันนะคะ เรียกได้ว่าแต่ละเรื่องก็แซ่บไม่แพ้ทางฝั่งยุโรปเลย อยากรู้กันแล้วใช่มั้ยล่ะ ถ้าอย่างนั้นตามมาอ่านกันต่อเลยจ้า

มาวูลิซ่า
(via: pinterest.com)
ตำนานดาโฮมีย์
อาณาจักรดาโฮมีย์ไม่ใช่อาณาจักรโบราณแบบฝั่งกรีก-โรมัน เพราะดาโฮมัย์มีอยู่จริงในทวีปแอฟริกา ช่วงปีค.ศ. 1600 – 1900 ก่อนที่ปัจจุบันจะกลายเป็นประเทศเบนิน ที่น่าสนใจคือบางครั้งชายหนุ่มก็ได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติด้วยการเป็น “มเหสีของกษัตริย์” และยังมีเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อจำพวกวูดูของฝั่งแอฟริกาอีกด้วยค่ะ
มาวู - ลิซ่า
เทพเจ้ามาวูและลิซ่าเป็นฝาแฝดที่มีร่างติดกัน แต่ต่างเพศค่ะ กล่าวคือมาวูเป็นเพศหญิง เทพีแห่งดวงจันทร์ ขณะที่ลิซ่าเป็นเพศชาย เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ชาวดาโฮมีย์นั้นบูชานับถือเทพเจ้ามาวู – ลิซ่าในฐานะผู้สร้างโลก แน่นอนว่าถึงแม้นี่จะไม่ใช่ LGBT แต่เราเรียกลักษณะนี้ว่า “คนสองเพศ” หรือภาวะเพศกำกวมนั่นเองค่ะ ดูๆ ไปแล้วก็แอบคล้ายเฮอร์มาโฟร์ไดท์ตัสแห่งกรีกเลยนะคะ จะต่างก็ตรงที่ว่ามาวู – ลิซ่าไม่ได้ไปมีความสัมพันธ์กับใครเขา แต่เฮอร์มาโฟร์ไดท์ตัสไปมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวแสนงามค่ะ

มาวูลิซ่า
(via: pinterest.com)
ตำนานพอลีเนเซีย
พอลีเนเซียคือกลุ่มชาติพันธ์ที่อาศัยอยู่ในฮาวาย ซามัวและมาวรีในนิวซีแลนด์ แน่นอนว่าลัทธิที่พวกเขานับถือนั้นมีเทพเจ้าหลายองค์เลยค่ะที่เป็นไบเซ็กชัวหรือไม่ก็ไม่มีเพศที่แน่นอน อย่างเช่นเทพเจ้าฮาเกาอิลานานี (Haakauilanani) ที่มีเพศสภาพเป็นเสือไบ นอกจากนี้ยังมีตำนานหลายเรื่องที่เล่าเกี่ยวกับชาวสีรุ้ง ซึ่งพี่ขอยกเรื่องของเทพีฮิอาก้ามาเล่าให้ฟังนะคะ
ฮิวาก้าและฮูโปเอ้ (Hi'iaka and Hopoe)
ที่ฮาวาย ผู้คนจะนับถือเทพีฮิอาก้าซึ่งเป็นเทพีที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์และยา รวมทั้งการเต้นฮูลาฮูล่าค่ะ เทพีองค์นี้บอกเลยว่าค่อนข้างแซ่บ เพราะเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงแค่คนเดียวค่ะ ที่เด่นๆ เลยก็คือเธอมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับฮูโปเอ้ อาจารย์ที่สอนการเต้นฮูล่าฮูปให้เธอ!!
ชะรอยตำนานนี้จบลงด้วยความเศร้า เมื่อเทพธิดาแห่งภูเขาไฟ “เพเล่” สงสัยว่านอกจากฮิอาก้าจะชอบกิ๊กกั๊กกับผู้หญิง เธอยังแอบกิ๊กกับผู้ชายด้วย แถมหนุ่มคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากคนที่เพเล่หมายปอง! งานนี้เพเล่ไม่รอช้า รักแรงหึงแรงค่ะ ในเมื่อเพเล่ทำอะไรฮิอาก้าไม่ได้ งั้นขอลงโทษคนรักอย่างฮูโปเอ้เลยละกัน ว่าแล้วก็เลยสาปฮูโปเอ้ให้กลายเป็นหินไปตลอดกาล!!
แน่นอนว่าเทพีฮิอาก้าเองก็เสียใจหนักมาก จากความเศร้าโศกเปลี่ยนเป็นความแค้น เธอเริ่มต้นแก้แค้นเทพีเพเล่ด้วยการจับหนุ่มคนนั้นรวบหัวรวบหางแล้วตกเป็นของเธอซะ แหมพลังผู้หญิงนี่ช่างร้ายกาจจริงๆ นอกจากนี้ฮิอาก้าเองก็ยังกิ๊กกับเทพีวาฮิเยโอโมด้วยค่ะ พีคได้อีก แต่ก็อย่างนี้แหละ ความรักมันไม่เข้าใครออกใครเนาะ แฮะๆ

มีแต่หนุ่มๆ ทั้งนั้น
(via: pride.com)
เป็นอย่างไรบ้างคะกับเรื่องที่พี่น้ำผึ้งนำมาฝากในวันนี้ บอกเลยว่าความแซ่บของเหล่า LGBT หรือชาวสีรุ้งในช่วงยุคโบร่ำโบราณยังไม่จบลงแค่นี้ค่ะ เพราะครั้งหน้า พี่น้ำผึ้งจะชวนน้องๆ ข้ามฝั่งมาแถวๆ เอเชียบ้านเราบ้าง ซึ่งพี่ไม่บอกหรอกนะว่าเป็นประเทศไหน แต่รับประกันความสนุกได้เลยค่ะ รับรองว่านอกจากน้องๆ จะได้เปิดโลกทัศน์ น้องยังได้ไอเดียไปเขียนนิยายวายอีกด้วย! สำหรับวันนี้พี่ขอลาไปก่อนนะคะ แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้าค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.theoi.com/Nymphe/NympheSalmakis.html
https://isiopolis.com/2012/07/28/iphis-ianthe-and-isis-the-lgbt-friendly-goddess/
http://www.theoi.com/Ouranios/ErosHermaphroditos.html
http://norse-mythology.org/tales/the-fortification-of-asgard/
http://www.pride.com/
http://www.godchecker.com/pantheon/african-mythology.php?deity=MAWU-LISA
http://africanoracles.com/gods/mawu-lisa/
http://hawaiihulacompany.com/blog/hawaiian-legends-myths-hiiaka-and-pele/


6 ความคิดเห็น
ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้อะไรเยอะแยะเลย แปลกใหม่ดี 5555
ถ้าอยากได้แบบฮาร์ดคอร์กว่านี้ก็ไปอ่านตำนานเทพอียิปต์โลดเลยจ้า
มีการ "หลั่ง" รดอาหารแล้วหลอกให้เทพอีกองค์กินด้วยนะ
ช่วยขยายความหน่อยค่ะ
พี่ธอร์ กับ น้องโลกิ~ น่าร้ากกกกกก~ >//////<
เอ้อ มาขอทักเรื่องที่สาเหตุว่าทำไมโลกิถึงต้องแปลงเป็นม้าเพศหญิงค่ะ จากที่เคยอ่านมา เหมือนครั้งหนึ่งกำแพงเมืองของเทพนั้นพังไปหมด เหล่าเทพก็ร้อนใจว่าจะทำยังไงดี จนมีช่างมนุษย์มาอาสาซ่อมกำแพงให้ภายใน 3 เดือน โดยขอรางวัลเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และเทพีเฟรยาค่ะ เหล่าเทพก็กริ้ว แต่โลกิก็เสนอว่าให้ยอมรับไป เพราะคิดว่า มนุษย์ไม่มีทางซ่อมกำแพงเสร็จภายใน 3 เดือนแน่ แถมเรายังได้ผ่อนแรงเพราะอย่างน้อยกำแพงก็อาจจะเสร็จไปได้ครึ่งนึ่ง เหล่าเทพเห็นด้วนจึงยอม และแต่นอกจากนี้ ช่างคนนั้นยังขอให้พาม้า "สวาดิฟารี" ของเขามาช่วยงาน เหล่าเทพก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่า.....ม้าสวาดิฟารีนั้นมีพลังมาก! กำแพงจึงซ่อมเสร็จอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากม้านี้ จนเหลือเพียงซุ้มประตู และอีก 3 วันเท่านั้นจึงจะหมดเวลา เหล่าเทพจึงพากันกังวลและมาโทษโลกิ โลกิจึงหาทางเอาตัวรอด โดยการแปลงเป็นม้าเพศหญิงไปยั่วยวนม้าสวาดิฟารีเข้าป่า ช่างคนนั้นก็ไม่สามารถทำงานได้จนหมดเวลา จึงรักษาดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และเทพีเฟรยาไว้ได้ แต่หลังจากที่โลกิหายหน้าหายไปหลังจากที่มีอะไรกับม้าสวาดิฟารีแล้ว เขาก็กลับมาพร้อมกับลูกม้าสลิพเนียร์นั่นแหละค่ะ......
เพิ่งรู้ว่าฝั่งเคลติกก็มีนะคะเนี่ย จูบกันดูดดื่มในสนามรบซะด้วย ไม่รู้ว่าควรฟินดีมั้ย เพราะสุดท้ายก็ฆ่ากันตายอยู่ดี
ทำไมต้องใช้คำว่าออกแนววาย จิ้นวาย ด้วย เพื่อให้ลิ้ง ให้เกี่ยวข้องกับผู้หญิงไม่ว่าทางใดก็ทางนึงเหรอ นิยายพวกนี้ เกย์เขาแต่งเพื่อเป็นนิยายรักของตัวเอง และก็เพื่อให้เกย์คนอื่นอ่าน ไม่ได้ไปมีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้หญิงเลย
นิยายบ้านแกสิ